[Just Thinking]
𝗦𝗰𝗮𝗿𝗰𝗶𝘁𝘆 (ความขาดแคลน)
อับราฮัมมิก VS บิตคอยน์
จงบอกพวกเขาว่า "ในเวลาพลบค่ำพวกเจ้าจะมีเนื้อกิน และในเวลาเช้าพวกเจ้าจะมีอาหารกินจนอิ่ม" - อพยพ 16:12
จิตวิทยาว่าด้วย 'ความขาดแคลน' ไม่ได้อยู่ที่การไม่มีทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ 'ความไม่แน่นอน' ของการมีหรือไม่มีสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้ เมื่อมนุษย์ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า พรุ่งนี้จะมีกินหรือไม่
ความคิดทั้งหมดจะถูกบีบให้เหลือเพียงคำถามเดียวคือ 'จะรอดยังไงในวันถัดไป' และเมื่อเป็นเช่นนั้น อนาคตระยะยาวจะหายไปโดยปริยาย
.
ในเรื่องของ อพยพ 16 พระเจ้าของชาวฮีบรูไม่ได้เพียง 'ให้ทรัพยากร' แต่กำลังออกแบบสภาวะทางจิตวิทยาใหม่ให้กับมนุษย์ผ่านสองกลไกหลักคือ
1. 𝗧𝗿𝘂𝘀𝘁 (การวางใจ)
คำมั่นว่า 'จะมีอาหารกินจนอิ่ม' ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ แต่เพื่อ 'ลดความไม่แน่นอน' ที่ทำให้มนุษย์ติดอยู่ในกับดักทางความคิดที่กลัวต่อความขาดแคลน เมื่อพรุ่งนี้ 'พอจะคาดการณ์ได้' ความกลัวจะลดลงและพลังทางความคิดจะถูกปลดล็อก
2. 𝗗𝗶𝘀𝗰𝗶𝗽𝗹𝗶𝗻𝗲 (การมีวินัย)
การกำหนดให้เก็บอาหาร 'เท่าที่จำเป็นต่อวัน' และ 'เตรียมล่วงหน้าก่อนวันสะบาโต' ไม่ใช่แค่กฎศาสนา แต่คือการฝึกให้มนุษย์อยู่กับข้อจำกัดอย่างมีวินัยผ่านการวางแผนเพื่อการจัดการ
ความขาดแคลนจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องหนีแต่เป็นเงื่อนไขที่ต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับมัน ผลลัพธ์ของสองสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การมีอาหารกิน แต่คือการเปลี่ยนจากมนุษย์ที่ตอบสนองต่อความขาดแคลนไปเป็น 'มนุษย์ที่สามารถวางแผนของอนาคตได้'
จากคำถามว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร? ไปสู่คำถามว่าเราจะมีแผ่นดินของเราได้อย่างไร?
---
บิตคอยน์ในฐานะระบบการเงินกำลังแก้ปัญหาในอีกมิติหนึ่งของความขาดแคลน โดยที่มันถูกออกแบบให้มีปริมาณของ supply ที่ 'แน่นอน' และไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงโดยศูนย์กลางอำนาจ ความขาดแคลนของมันจึงไม่ใช่สิ่งที่เรารู้สึกหวาดกลัวและต้องกังวล แต่เป็นสิ่งที่เราได้รู้แล้วล่วงหน้า
หากเปรียบเทียบกับระบบเงินเฟียต ตัวของมันเป็นระบบการเงินที่ supply สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามนโยบายและผู้ควบคุม คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า 'เรามีเงินเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ' แต่คือ 'เงินนี้จะมีค่าเท่าเดิมในอนาคตหรือไม่' และตรงนี้ที่มนุษย์อาจกลับเข้าสู่สภาวะคล้ายกับ scarcity mindset อีกครั้งไม่ใช่เพราะว่า 'ไม่มี' แต่เพราะ 'ไม่แน่ใจว่าที่มีอยู่นั้นจะเพียงพอหรือไม่'
ความไม่แน่นอนนี้ทำให้การประเมินคำว่า 'เพียงพอ' กลายเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลและเลื่อนลอยอยู่ตลอดเวลา เพราะความรู้สึกถึงความขาดแคลนที่ระบบนี้ได้สร้างไว้ คือการทำให้เราย้ำคิดว่า 'เรามีไม่พอ' และเมื่อเรามีความคิดแบบนั้น เราจะคิดแค่ว่าจะหายังไงให้มีพอ โดยที่มันจะไม่มีวันเพียงพอ
บิตคอยน์ทำให้เราเชื่อมั่นว่าในหน่วยของมัน ความขาดแคลนที่รู้ได้ล่วงหน้าจะไม่ถูกปรับเปลี่ยน และเมื่อเราสลัดทิ้งความกลัวต่อความขาดแคลน และความกังวลที่มีต่อความไม่แน่นอนที่ประเมินไม่ได้ทิ้งไป การมีวินัยในการเก็บออมของเราจะทำให้เราเริ่มมองเห็นอนาคตที่เราต้องการ และวางแผนการเพื่อการทำในสิ่งนั้น
.
#siamstr
npub1p0gl...v9kv
npub1p0gl...v9kv
## เมล็ดในกระถางปลูก
มันตลกร้ายดีชะมัด เร็ว ๆ นี้ผมได้เมล็ดพันธุ์พร้อมกระถางปลูกสำหรับกิจกรรมที่ให้เอามันมาเลี้ยงให้โต แรก ๆ ก็ลุ้นไปว่ามันจะแทงยอดอ่อนขึ้นมามั้ย จนถึงตอนนี้ทุกต้นอ่อนในกระถางปลูกที่เติบโตได้เหี่ยวเฉา และล้มตายหมดสิ้นราวกับอารยธรรมที่ล่มสลาย
ผมยังเคยเห็นพืชที่โตขึ้นโดยแทงยอดของมันขึ้นจากรอยแตกร้าวของแท่งคอนกรีตบนทางด่วน และเห็นมันทุก ๆ วันที่ผ่านอยู่ตรงนั้นเป็นเดือนเป็นปี ยืนหยัดผ่านแสงแดดแผดเผาในเดือนเมษา และพายุฟ้าฝนในเดือนตุลาคม ไม่ว่ามันจะมาจากนกที่บังเอิญขับถ่ายไว้ตรงนั้น หรือจะเป็นเพราะลมที่พัดพาเอาเมล็ดของมันไปตกลงในร่องของคอนกรีตที่แตกร้าวนั้นพอดี ธรรมชาตินั้นไม่ต้องการมือของมนุษย์เพื่อการยืนหยัดของตัวมันเอง ไม่เลย เราต่างสำคัญตัวเองราวกับว่าเราจะต้องเป็นผู้ที่คอยจัดการบงการทุก ๆ สิ่ง ความไร้เดียงสาของความคิดที่ว่า หากเราคอยหมั่นรดน้ำพืชก็จะเติบโต หากเราใส่ปุ๋ยจากพืชก็จะผลิดอกออกผล หรือแม้แต่การเข้าใจเชิงกระบวนการที่เป็นรากฐานของการที่ชีวิตจะเติบโตแล้วเข้าแทรกแซงจะให้ผลดี เราไม่มีทางรู้ดีไปกว่าตัวของธรรมชาติที่จะจัดการตัวของมันเองด้วยเงื่อนไขของกระบวนการง่าย ๆ ที่เรียกว่า “ความพยายามในการจะมีชีวิตรอด”
กระถางปลูกแคบ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางราว ๆ แปดเซนติเมตร กับเมล็ดพันธุ์ราว ๆ สิบเอ็ดเมล็ด นิวเวศจำลองแคบ ๆ ที่ตัดขาดจากผืนดินในธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง ไม่เปิดโอกาสให้ชิวิตที่กำลังเติบโต เจ็บป่วยและเริ่มแพร่เชื้อโรคร้ายนั้นจะรอดพ้นไปจากความตาย เพราะมันถูกทำให้ตัดขาดออกจากสิ่งจะช่วยให้มันมีชีวิตรอด แม้ตัวผมเองในช่วงเวลาแห่งความทรมานเพียงในกรอบสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ของห้องทำงานที่ล้อมรอบด้วยคอนกรีต อยู่สูงห่างไปจากพื้นดินหลายร้อยเมตร อุดอู้อยู่กับความคิดที่วนซ้ำพยายามควานหาทางออกของปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข มันบั่นทอนและเริ่มกัดกินชีวิตไม่ต่างจากการลุกลามของโรคร้าย ไม่ได้มีใครที่รับรู้มากพอจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือและแก้ไข ความทรมานนั้นดำรงอยู่ในกรอบของความคิดภายในหัว สิ่งที่ผมพบและทำให้ผ่านพ้นวันเวลาของความคิดที่ฉายภาพซ้ำ ๆ เป็นภาพที่ตัวของผมเองพยายามจะขึ้นไปยืนอยู่บนขอบพื้นคอนกรีตที่ห่างจากพื้นดินราว ๆ ร้อยเมตรเพื่อการจบทุกปัญหาที่สร้างความทรมาน และยุติทุก ๆ ความทุกข์ที่กำลังเผชิญ มันคือการที่ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมนุษย์มาให้เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยกระบวนการทางกายภาพเท่านั้น แต่มนุษย์สามารถดำรงอยู่ในอีกสถานที่คือภายใต้ความคิดที่อยู่ในสมองของเราเอง เรามีโลกสองใบให้อาศัยและผมพบว่าส่วนมากแล้วเรามักจะอาศัยอยู่ภายในความคิดของเราเอง มากกว่าตัวตนทางกายภาพเสียอีก
ผมพาตัวเองออกจากกรอบแคบของห้องทำงานสี่เหลี่ยมนั้นผ่านการจัดการทางความคิด การคิดอย่างมีความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นได้ จ้องมองไปยังความเจ็บปวดทรมาน และเผชิญหน้ากับมันโดยไม่หลบซ่อนราวกับต้นไม้ที่ไม่ได้มีขาและเท้าเพื่อให้หลบหนีไปจากวันที่แสงแดดแผดเผา หรือหลบหนีไปจากวันที่ต้องเผชิญกับพายุฝน เพียงแค่การเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อสิ่งที่กำลังเผชิญด้วยการเปลี่ยนมันให้เป็นเพียงเรื่องของประสบการณ์หนึ่งซึ่งเราจำเป็นจะต้องพบเจอเพื่อให้เราได้เติบโตอย่างแข็งแรง และสามารถต้านทานความทุกข์เข็ญอีกหลากหลายที่เราจะต้องพบเจอไปตลอดทั้งช่วงชีวิต
ผมพบว่ามีเพียงตัวเราที่เป็นปัจเจกเท่านั้นที่จะทำให้เราเอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้ ไม่มีใครคนใดสามารถจัดการกับความทุกข์ที่เรากำลังเผชิญได้ดีไปกว่าตัวของเราเอง เพราะความคิดมันมีตัวตนอยู่ได้แค่เพียงในหัวของเราเท่านั้น ซึ่งผู้อื่นไม่มีวันรับรู้หรือจะเข้าใจมันได้ดีเท่ากันกับเรา ผมพบว่า การที่เราสามารถทำข้อตกลงกับตัวเองด้วยความเข้าใจในตัวเองได้ จะสามารถแก้ปัญหาของความทุกข์ที่เกิดจากการย้ำคิดจากการไม่สามารถแก้ปัญหาที่มาจากสิ่งอื่นที่เราแก้ไขมันไม่ได้ ให้สามารถออกจากการถูกล้อมกรอบของความรู้สึกที่ทำให้ต้องเจ็บปวด ก่อนที่มันจะเปิดทางให้เริ่มมองเห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาที่เคยคิดว่ามันไม่มีทางแก้ไขได้ หรือแม้แต่การปล่อยให้มันเป็นไปโดยไม่ต้องไปแก้ไขหรือแตะต้องมันเลยด้วยซ้ำ ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นเพียงแค่ภาพมายาที่เราปรุงแต่งมันขึ้นมาให้ดูเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินความเป็นจริง
ผมยังพบอีกว่า มนุษย์นั้นไม่ได้สามารถคิดหรือไตร่ตรองได้โดยปราศจากกรอบอ้างอิงที่ใช้เพื่อการเปรียบเทียบ โดยเรามักจะได้มันมาจากประสบการณ์ตรง หรือจากคำบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้อื่น การมีกรอบอ้างอิงที่จำกัดไม่ต่างจากต้นไม้ที่โตในกระถางแคบ ๆ ซึ่งแตกต่างจากต้นไม้ที่โตในผืนป่าอย่างสิ้นเชิง และการมนุษย์จะสามารถมีกรอบอ้างอิงที่หลากหลายและกว้างใหญ่เพื่อการไตร่ตรองและพิจารณา หรือใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการเอาชีวิตรอดได้ คือการอ่านความคิดจากสิ่งที่ผู้อื่นเขียน
คำว่าปัจเจกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการอยู่ได้เพียงลำพังโดยปราศจากการพึ่งพาผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อดำรงอยู่บนโลกเพียงลำพัง แต่หมายถึงการที่ใครที่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ตนเองต้องการจริง ๆ และตกลงกับตัวเองได้โดยตัดเงื่อนไขของการพึ่งพาการขอเอาจากผู้อื่นได้ นั่นแหละความเป็นปัจเจก คงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะรอดพ้นจากความทุกข์ที่เพิ่งผ่านผ้นมานั้นได้ หากยังจำกัดตัวเองจากการอาศัยกรอบอ้างอิงแคบ ๆ โดยลำพัง ซึ่งต้องขอบคุณการนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาเขียนไว้ไม่ว่าจะเป็น “เงินเฟ้อคือคดีอาญา” ของพี่ชิตโดยเฉพาะเรื่องชีวิตในวัยเด็ก หรือ “คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป” ของคุณทอยโดยเฉพาะเรื่องของคุณธรรมแห่งสโตอิก และหนังสือหรือบทความอีกหลากหลายที่มอบกรอบอ้างอิงอันหลากหลายไว้ให้สามารถหยิบเอามาใช้ได้อย่างหลากหลายไม่จำกัดเฉพาะว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ
“จงอย่าเป็นต้นไม้ที่ถูกนำไปปลูกลงในกระถาง แต่จงทำตัวให้เป็นดั่งผืนป่า“
#siamstr
ผมยังเคยเห็นพืชที่โตขึ้นโดยแทงยอดของมันขึ้นจากรอยแตกร้าวของแท่งคอนกรีตบนทางด่วน และเห็นมันทุก ๆ วันที่ผ่านอยู่ตรงนั้นเป็นเดือนเป็นปี ยืนหยัดผ่านแสงแดดแผดเผาในเดือนเมษา และพายุฟ้าฝนในเดือนตุลาคม ไม่ว่ามันจะมาจากนกที่บังเอิญขับถ่ายไว้ตรงนั้น หรือจะเป็นเพราะลมที่พัดพาเอาเมล็ดของมันไปตกลงในร่องของคอนกรีตที่แตกร้าวนั้นพอดี ธรรมชาตินั้นไม่ต้องการมือของมนุษย์เพื่อการยืนหยัดของตัวมันเอง ไม่เลย เราต่างสำคัญตัวเองราวกับว่าเราจะต้องเป็นผู้ที่คอยจัดการบงการทุก ๆ สิ่ง ความไร้เดียงสาของความคิดที่ว่า หากเราคอยหมั่นรดน้ำพืชก็จะเติบโต หากเราใส่ปุ๋ยจากพืชก็จะผลิดอกออกผล หรือแม้แต่การเข้าใจเชิงกระบวนการที่เป็นรากฐานของการที่ชีวิตจะเติบโตแล้วเข้าแทรกแซงจะให้ผลดี เราไม่มีทางรู้ดีไปกว่าตัวของธรรมชาติที่จะจัดการตัวของมันเองด้วยเงื่อนไขของกระบวนการง่าย ๆ ที่เรียกว่า “ความพยายามในการจะมีชีวิตรอด”
กระถางปลูกแคบ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางราว ๆ แปดเซนติเมตร กับเมล็ดพันธุ์ราว ๆ สิบเอ็ดเมล็ด นิวเวศจำลองแคบ ๆ ที่ตัดขาดจากผืนดินในธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง ไม่เปิดโอกาสให้ชิวิตที่กำลังเติบโต เจ็บป่วยและเริ่มแพร่เชื้อโรคร้ายนั้นจะรอดพ้นไปจากความตาย เพราะมันถูกทำให้ตัดขาดออกจากสิ่งจะช่วยให้มันมีชีวิตรอด แม้ตัวผมเองในช่วงเวลาแห่งความทรมานเพียงในกรอบสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ของห้องทำงานที่ล้อมรอบด้วยคอนกรีต อยู่สูงห่างไปจากพื้นดินหลายร้อยเมตร อุดอู้อยู่กับความคิดที่วนซ้ำพยายามควานหาทางออกของปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข มันบั่นทอนและเริ่มกัดกินชีวิตไม่ต่างจากการลุกลามของโรคร้าย ไม่ได้มีใครที่รับรู้มากพอจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือและแก้ไข ความทรมานนั้นดำรงอยู่ในกรอบของความคิดภายในหัว สิ่งที่ผมพบและทำให้ผ่านพ้นวันเวลาของความคิดที่ฉายภาพซ้ำ ๆ เป็นภาพที่ตัวของผมเองพยายามจะขึ้นไปยืนอยู่บนขอบพื้นคอนกรีตที่ห่างจากพื้นดินราว ๆ ร้อยเมตรเพื่อการจบทุกปัญหาที่สร้างความทรมาน และยุติทุก ๆ ความทุกข์ที่กำลังเผชิญ มันคือการที่ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมนุษย์มาให้เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยกระบวนการทางกายภาพเท่านั้น แต่มนุษย์สามารถดำรงอยู่ในอีกสถานที่คือภายใต้ความคิดที่อยู่ในสมองของเราเอง เรามีโลกสองใบให้อาศัยและผมพบว่าส่วนมากแล้วเรามักจะอาศัยอยู่ภายในความคิดของเราเอง มากกว่าตัวตนทางกายภาพเสียอีก
ผมพาตัวเองออกจากกรอบแคบของห้องทำงานสี่เหลี่ยมนั้นผ่านการจัดการทางความคิด การคิดอย่างมีความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นได้ จ้องมองไปยังความเจ็บปวดทรมาน และเผชิญหน้ากับมันโดยไม่หลบซ่อนราวกับต้นไม้ที่ไม่ได้มีขาและเท้าเพื่อให้หลบหนีไปจากวันที่แสงแดดแผดเผา หรือหลบหนีไปจากวันที่ต้องเผชิญกับพายุฝน เพียงแค่การเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อสิ่งที่กำลังเผชิญด้วยการเปลี่ยนมันให้เป็นเพียงเรื่องของประสบการณ์หนึ่งซึ่งเราจำเป็นจะต้องพบเจอเพื่อให้เราได้เติบโตอย่างแข็งแรง และสามารถต้านทานความทุกข์เข็ญอีกหลากหลายที่เราจะต้องพบเจอไปตลอดทั้งช่วงชีวิต
ผมพบว่ามีเพียงตัวเราที่เป็นปัจเจกเท่านั้นที่จะทำให้เราเอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้ ไม่มีใครคนใดสามารถจัดการกับความทุกข์ที่เรากำลังเผชิญได้ดีไปกว่าตัวของเราเอง เพราะความคิดมันมีตัวตนอยู่ได้แค่เพียงในหัวของเราเท่านั้น ซึ่งผู้อื่นไม่มีวันรับรู้หรือจะเข้าใจมันได้ดีเท่ากันกับเรา ผมพบว่า การที่เราสามารถทำข้อตกลงกับตัวเองด้วยความเข้าใจในตัวเองได้ จะสามารถแก้ปัญหาของความทุกข์ที่เกิดจากการย้ำคิดจากการไม่สามารถแก้ปัญหาที่มาจากสิ่งอื่นที่เราแก้ไขมันไม่ได้ ให้สามารถออกจากการถูกล้อมกรอบของความรู้สึกที่ทำให้ต้องเจ็บปวด ก่อนที่มันจะเปิดทางให้เริ่มมองเห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาที่เคยคิดว่ามันไม่มีทางแก้ไขได้ หรือแม้แต่การปล่อยให้มันเป็นไปโดยไม่ต้องไปแก้ไขหรือแตะต้องมันเลยด้วยซ้ำ ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นเพียงแค่ภาพมายาที่เราปรุงแต่งมันขึ้นมาให้ดูเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินความเป็นจริง
ผมยังพบอีกว่า มนุษย์นั้นไม่ได้สามารถคิดหรือไตร่ตรองได้โดยปราศจากกรอบอ้างอิงที่ใช้เพื่อการเปรียบเทียบ โดยเรามักจะได้มันมาจากประสบการณ์ตรง หรือจากคำบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้อื่น การมีกรอบอ้างอิงที่จำกัดไม่ต่างจากต้นไม้ที่โตในกระถางแคบ ๆ ซึ่งแตกต่างจากต้นไม้ที่โตในผืนป่าอย่างสิ้นเชิง และการมนุษย์จะสามารถมีกรอบอ้างอิงที่หลากหลายและกว้างใหญ่เพื่อการไตร่ตรองและพิจารณา หรือใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการเอาชีวิตรอดได้ คือการอ่านความคิดจากสิ่งที่ผู้อื่นเขียน
คำว่าปัจเจกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการอยู่ได้เพียงลำพังโดยปราศจากการพึ่งพาผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อดำรงอยู่บนโลกเพียงลำพัง แต่หมายถึงการที่ใครที่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ตนเองต้องการจริง ๆ และตกลงกับตัวเองได้โดยตัดเงื่อนไขของการพึ่งพาการขอเอาจากผู้อื่นได้ นั่นแหละความเป็นปัจเจก คงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะรอดพ้นจากความทุกข์ที่เพิ่งผ่านผ้นมานั้นได้ หากยังจำกัดตัวเองจากการอาศัยกรอบอ้างอิงแคบ ๆ โดยลำพัง ซึ่งต้องขอบคุณการนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาเขียนไว้ไม่ว่าจะเป็น “เงินเฟ้อคือคดีอาญา” ของพี่ชิตโดยเฉพาะเรื่องชีวิตในวัยเด็ก หรือ “คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป” ของคุณทอยโดยเฉพาะเรื่องของคุณธรรมแห่งสโตอิก และหนังสือหรือบทความอีกหลากหลายที่มอบกรอบอ้างอิงอันหลากหลายไว้ให้สามารถหยิบเอามาใช้ได้อย่างหลากหลายไม่จำกัดเฉพาะว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ
“จงอย่าเป็นต้นไม้ที่ถูกนำไปปลูกลงในกระถาง แต่จงทำตัวให้เป็นดั่งผืนป่า“
#siamstrในคลิปมีหลายอย่างที่คิดเหมือนกันเลย
เนทัน: จงจำสิ่งที่อามาเลขทำกับพระเจ้า
"บัดนี้จงไปโจมตีอามาเลข และทำลายทุกอย่างที่เขามีทั้งหมด อย่าปรานีเขาเลย จง...เสียทั้งผู้ชายผู้หญิง ทั้งทารกและเด็กที่กินนมอยู่ ทั้งโค แกะ อูฐ และลา" - 1 ซามูเอล 15:3 THSV11
อามาเลขคือใคร?
อามาเลขคือศัตรูที่เคยไล่ตีชาวฮีบรูในช่วงที่โมเสสกำลังพาชาวฮีบรูอพยพออกจากอียิปต์ และพอเริ่มตั้งตัวได้ในยุคของกษัตริย์ซาอูลพระเจ้าก็สั่งให้กลับไปแก้แค้นพวกอามาเลข แต่ซาอูลขัดคำสั่งด้วยการไว้ชีวิตกษัตริย์ของอามาเลข และไม่ได้ทำลายทุกสิ่งตามที่สั่ง แถมยังริบเอาฝูงโค ลูกแกะ กลับมาด้วย
และการตัดสินใจนี้ ทำให้ชาวฮีบรูกำจัดศัตรูไม่หมด กล่าวคือในวันข้างหน้าพวกเขาจะต้องทำสงครามกับศัตรูอย่างไม่จบสิ้น
(การตีความในที่นี้ของเนทันอาจหมายถึง ใครก็ตามที่ทำตัวเป็นศัตรูกับยิวจะต้องถูกกวาดล้างแบบที่พระเจ้าสั่งให้ทำกับอามาเลขที่ซาอูลทำไม่สำเร็จ ซึ่งคุณจะเห็นได้จากสิ่งที่เขาทำกับกาซา หรือกับใครก็ตามที่ทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับยิว)
เรื่องเมสิยาห์
แนวคิดเมสิยาห์มีหลากหลายคติคิดมาก ๆ มันไม่ใช่แค่ในแก่นของสามศาสนาอับราฮัมมิก แต่มันยังแตกความคิดเห็นที่มีไปตามกลุ่มนิกายย่อยของแต่ละศาสนาด้วย หรือก็คือมันไม่มีใครคิดเหมือนกันทั้งหมด
เมสิยาห์ ตามรากของคำนั้นหมายถึง ผู้ถูกเจิมตั้ง, กษัตริย์ แต่ในความหมายทางการเมืองการปกครองจะหมายถึงผู้ปลดปล่อย (Liberator) จากการถูกกดขี่
ยิว
เมสิยาห์ จะต้องเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดเท่านั้น (ไม่ใช่แบบพระเยซู) ในอดีตจริง ๆ มีหลายคนที่เข้าเงื่อนไขของการเป็นเมสิยาห์แต่ทำไม่ครบตามเงื่อนไขที่มีรายละเอียดอีกเยอะ เช่น กษัตริย์ดาวิด หรือแม้แต่คนนอกอย่างกษัตริย์ไซรัสมหาราช (เปอร์เซีย) เองก็เคยถูกมองเทียบเคียงเป็นเมสิยาห์ ในคติของยิวเองเมสิยาห์จึงจำเป็นจะต้องเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าได้เจิมตั้ง และจะมานำชาวยิวกลับสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญาเพื่อก็ตั้งอาณาจักรอิสราเอล
คริสต์
ทุกคนรู้ดี ต่อให้ไม่ได้เป็นคริสเตียนอย่างน้อยก็รู้ได้ว่าเมสิยาห์นั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากพระเยซู การมาในครั้งแรกจนถึงการถูกตรึงกางเขนคือการปลดปล่อยมนุษย์จากบาป (ฝ่ายวิญญาณ) และการกลับมาอีกครั้งหลังการถูกตรึงกางเขน จะเป็นการกลับมาพิพากษาโลก และปลดปล่อยชาวยิวจากศัตรู (ฝ่ายกายภาพ) ก็คือทำสงครามครั้งสุดท้าย อิงจากพระคัมภีร์อิสยาห์ ดาเนียล และวิวรณ์
อิสลาม
การกลับมาของนบีอีซา (พระเยซู) เรื่องจะคล้าย ๆ กับของคริสต์
ตามรากยิว ในกลุ่มของ Ultra-Orthodox บางสายนั้นมองว่าการกระทำของกลุ่มไซออนิสนั้นขัดกับประสงค์ของพระเจ้า ไม่ได้เป็นไปตามหลักการทางศาสนา ไม่ว่าจะด้วยคติของเมสิยาห์เอง หรือแม้แต่จากคำปฏิญาณหลังวิหารหลังที่สองถูกทำลาย (Three Oaths) ที่เคยปฏิญาณกับประชาชาติไว้ว่า
1. ชาวยิวจะไม่กลับไปสร้างชาติยังเยรูซาเล็ม (ดินแดนแห่งพันธสัญญา) ด้วยการใช้กำลัง
2. ชาวยิวจะไม่ก่อกบฏต่อประชาชาติอื่น
3. ขอให้ประชาชาติไม่กดขี่ชาวยิวอย่างแสนสาหัส
และอาจเป็นเพราะข้อ 3 ที่ถูกละเมิดไปแล้วโดยพรรคนาซี กลุ่มไซออนิสที่มีแนวคิดทางศาสนาจึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่จะสามารถกลับไปตั้งรัฐชาติได้อีกครั้ง เพราะคำปฏิญาณได้เสร็จสิ้นไปหลังเหตุการณ์การถูกกวาดล้าง
ในเรื่องของคริสต์สายอีวานเจลิคัล เป็นสายย่อยของคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ที่เชื่อในการอ่านพระคัมภีร์ และมีแนวโน้มจะเชื่อในเรื่องวันพิพากษา และการกลับมาของพระผู้ไถ่หรือเมสิยาห์ (พระเยซู) อีกครั้งตามคำทำนาย และกลุ่มย่อยของอีวานเจลิคัลอย่างฝ่ายสนับสนุนอิสราเอลอย่างคริสเตียนไซออนิส (Christian Zionism) ยิ่งมีความเชื่ออย่างแรงกล้าถึงการเตรียมการเพื่อการกลับมาของเมสิยาห์ (พระเยซู) ด้วยการระดมเงินทุนเพื่อบริจาคให้กับอิสราเอล และสนับสนุนทุกทางเท่าที่จะทำได้เพื่อให้อิสราเอลสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ครบตามคำทำนายในพระคัมภีร์ วัวแดง การต้้งวิหารหลังที่สาม การทำสงครามกับปฏิปักษ์
ผมสรุปเร็ว ๆ แบบไบแอส ว่าแนวคิดพวกนี้เป็นแนวคิดของพวกนิยมวันสิ้นโลก (Eschatology)
ปัญหาไม่ใช่แค่การเชื่อเรื่องวันสิ้นโลก แต่คือการเอาคำพยากรณ์ปลายยุคมาเป็นใบอนุญาตทางศีลธรรมเปิดทางให้รัฐสามารถใช้ความรุนแรงและก่อสงครามได้อย่างชอบธรรม
#siamstr
การหมุนปรับหาการรับสัญญาณคลื่นวิทยุด้วยมือผ่านคลื่นแทรกในระบบแอนะล็อก แม้จะไม่สะดวก แต่กลับมีความมหัศจรรย์และความเป็นมนุษย์ ความแปลกใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และความประหลาดใจที่ไม่ได้คาดว่าจะพบ
ในโลกของอัลกอริทึม เป็นโลกของการตั้งค่าไว้ล่วงหน้า เป็นเทคโนโลยีที่กำหนดให้มนุษย์บริโภคได้ในบางรูปแบบเท่านั้น และมนุษย์ไม่สามารถออกจากกรอบที่ถูกจัดวางไว้แล้วได้
#siamstr
มีนักการเมืองสองคนกำลังลงสมัครประธานาธิบดี ชาวไร่คนหนึ่งถามกับผู้สมัครสองคนว่า "คุณจะทำยังไงกับปัญหาการทำไร่ในข้อนี้?"
ผู้สมัครคนแรกสามารถตอบแบบฟันธงได้ในทันที ส่วนคนที่สองเขาตอบว่า "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่เคยทำไร่มาก่อน ผมเลยไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการทำไร่ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นปัญหาที่ยากมากแน่ ๆ เพราะผ่านมาหลายสิบปีปัญหานี้ก็ยังอยู่ทั้ง ๆ ที่ทุกคนบอกว่ารู้วิธีแก้ปัญหานี้ แต่ผมจะลองรวมเอาทุก ๆ คนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับปัญหานี้มา แล้วลองพิจารณาจากสิ่งที่เคยทำไปแล้ว และจะกำหนดระยะเวลาแก้ปัญหานี้เอาไว้..."
คนแบบผู้สมัครคนที่สองไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ในประเทศนี้ ผมว่านะ อาจยังไม่เคยมีใครเคยทดลองจริง ๆ ประชาชนมองว่าพวกเขาต้องได้รับคำตอบ และคนที่ให้คำตอบได้ คือคนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ตอบไม่ได้ แต่ความเป็นจริงมักจะตรงกันข้าม
จากทัศนคตินี้คือ นักการเมืองจำเป็นต้องให้คำตอบ และผลที่ตามมาจากเรื่องนี้คือ "พวกเขาไม่เคยรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้"
ริชาร์ด ฟายน์แมน (หนังสือ The Meaning of It All - การบรรยายชุดจอห์น แดน ปี 1963)
#siamstr
ทำเนียบ Storm Gods ตัวตนผู้ต่อสู้กับความกลหล และหนึ่งองค์ที่กลายเป็น Demon แบบเต็มตัว
Greek / Roman
- Zeus (กรีก)
- Jupiter (โรมัน)
Norse / Germanic
- Thor (นอร์ส)
- Perun (สลาฟ)
- Perkunas (บอลติก)
South Asia
- Indra
East Asia
- Susanoo (ญี่ปุ่น)
- Leigong / Fengbo (จีน)
Africa
- Shango
Americas
- Tlaloc (แอชเท็ก)
- Chaac (มายา)
Levant / Caan / Near East
- Adad (โมโสโปเตเมีย)
- Iskur (สุเมเรียน)
- Tarhunna (ฮิตไทต์)
- Teshub (ฮูร์เรียน)
- Baal (คานาอัน)
ปัญหาคือ Baal ที่นอกจากจะถูกยิวกล่าวหาว่าเป็นเทพนอกรีต (Foreign god คู่แข่ง YHWH) ในยุคของโมเสส หลังจากนั้นยังถูกนำมา Demonization ให้กลายเป็นปีศาจผู้ต่อต้านพระเจ้าในคริสต์ยุคกลาง (Belphegor - Baal of Peor) และในปัจจุบันก็ถูกชาวเน็ตเอาไปยำรวมว่าเป็นสิ่งเดียวกับ Moloch ไปอีกขั้น ซึ่ง Moloch/Molech ตัวย่อ Mlk อาจจะหมายถึงชื่อของรูปแบบพิธีกรรมมากกว่าจะเป็นชื่อเฉพาะของเทพ และแม้แต่ Baal เอง ก็อาจจะแปลได้ว่า ผู้ปกครอง/เจ้านาย มากกว่าจะเป็นชื่อเรียกเฉพาะของเทพองค์นี้ เช่น Baal of Peor ที่หมายถึงเจ้านายแห่งเมืองเพออร์ ซึ่ง Baal ถูกใช้เพื่อเรียกเทพเจ้าในลักษณะของเทพแห่งพายุที่แตกต่างกันไปในแต่ละเผ่าแบบพหุเทวะ เช่น Baal of Peor ที่ถูก Demonization ให้กลายเป็น Belphegor (สล็อตผู้เกียจคร้าน) หรือ Baal of Zebul กลายเป็น Beelzebub (เจ้าแห่งแมลงวัน)
เราไม่เห็น Zeus หรือ Thor หรืออื่น ๆ ถูก Demonization ให้กลายเป็นปีศาจผู้ต่อต้านพระเจ้าหนึ่งเดียวแบบเดียวกันกับที่ Baal โดน แต่จะว่าไปก็ไม่เชิงซะทีเดียว เพราะคำว่า Demon (ปีศาจ) ก็มีที่มาจากคำว่า Daemon ในภาษาละติน ซึ่งมาจากรากคำว่า δαίμον (Daimon) ในภาษากรีกที่พวก Socrates ใช้เพื่อสื่อถึง สิ่งกลางที่เชื่อมโยงมนุษย์กับทวยเทพ หรือวิญญาณนำทาง และคำ ๆ นี้ยังเป็นรากของคำว่า Eudaimonia ที่หมายถึงความสุข หรือชีวิตที่มีวิญญาณนำทางที่ดี ตามหลักจริยธรรมของอริตโตเติล ดังนั้น Zeus เองก็เคยโดนไม่ต่างจาก Baal ในยุคกลางเพียงแค่มันเบากว่า เพราะว่า Zeus ไม่ได้ปะทะกับ YHWH ตรง ๆ แบบที่ Baal เคยชนกับพระเจ้าของยิว และคริสเตียนก็มอง Zeus เป็นเพียงเทพของพวกนอกรีตเป็นพระเจ้าปลอม ๆ ในความหมายของ Demon / δαίμον ที่ต่อต้านความเชื่อในแนวคิดพระเจ้าหนึ่งเดียว เพียงแต่ไม่ได้เป็นตัวตนที่ชัดเจนเท่ากับ Baal
ถ้าหาก Baal เทพแห่งพายุฝน ผู้นำพามาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ในยุคที่มนุษย์ดำรงชีพด้วยการกสิกรรม ผู้ค่อยต่อสู้กับ Yam ความกลหลของทะเล และ Mot ความแห้งแล้งแห่งความตาย ในยุคปัจจุบัน Baal อาจจะต้องต่อสู้กับการถูกเขียนทับลงในเรื่องราวเก่าของเขา และกลายเป็นความจำใหม่ที่ถูกเปลี่ยน กับความกลหลแห่งโลกของข้อมูลบน Social Media
#siamstr
ความทุกข์ที่ไร้ประโยชน์ คือความทุกข์ที่ไม่ช่วยให้เติบโต ไม่ขัดเกลา สนองตอบเพียงการมีอยู่ของอัตตา
ผู้ชนะสงครามเขียนประวัติศาสตร์
ผู้ชนะทางเทววิทยาเขียนตำนานใหม่
#siamstr
ทบทวน #siamstr
มังงะเรื่อง Versus สนุกมาก #siamstr
Fadeaway
#siamstr
ถึงยังไงซะ กรุงเทพฯ ก็รถติดเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยน
นอกจากนั้น ก็มีอะตอม ซึ่งสวยงามมาก ลูกบอลเรียงต่อ ๆ กันหลายกิโลเมตรด้วยรูปแบบซ้ำ ๆ กันออกมาเป็นผลึก
ของที่ดูนิ่งไร้การเคลื่อนไหวอย่างแก้วน้ำที่ปิดฝาวางไว้เฉย ๆ หลายวัน จริง ๆ แล้วกำลังทำปฏิกิริยาอยู่ตลอดเวลา อะตอมหลุดออกจากพื้นผิว กระเด้งกระดอนไปมาอยู่ภายในแล้วกลับมาที่เดิม สายตาของเราไม่ละเอียดพอ เราจึงเห็นการเคลื่อนเคลื่อนที่อย่างบ้าคลั่งเป็นเพียงของที่อยู่นิ่ง ๆ กับที่เท่านั้น
Richard P. Feynman
#siamstr
การที่มนุษย์มองเห็นตัวควอกก้ากำลังทำหน้ายิ้ม เป็นปัญหาของสมองมนุษย์ที่ตีความสิ่งที่กำลังเห็น ไม่ใช่ปัญหาของตัวควอกก้า ไม่ต่างไปจากการมองเห็นอีโมติคอนทรงกลมสีเหลืองที่มีจุดสองจุดกับเส้นโค้งที่มนุษย์ใช้สื่อถึงการยิ้มกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเพียงการประกอบกันของตัวอักษร :)
การที่เราหยิบธนาบัตรใบสีเขียวจากกระเป๋าสตางต์ ซึ่งเราทุกคนยอมรับว่ามีมูลค่าอ้างอิงเชิงตัวเลขเท่ากับ 20 หน่วย บาท เพื่อจ่ายค่าวินมอเตอร์ไซค์ไปหน้าปกซอย เราไม่ได้กำลังพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยซ้ำ ถึงคุณลักษณะทางกายภาพของธนาบัตรใบนั้นที่เราหยิบออกมา ที่มาของมัน วัสดุที่ถูกนำมาใช้สร้าง หมึกที่ใช้ในการพิมพ์ สภาพความเก่าหรือใหม่ หรือรายละเอียดต่าง ๆ แม้แต่ตัวเลข ๒๐ ที่ถูกพิมพ์ไว้บนธนาบัตรใบนั้น เราเข้าใจถึงมูลค่าเชิงตัวเลขจากการเชื่อว่ามันคือจำนวนหน่วย 20 บาท ที่อีกฝ่ายนั้นก็ยอมรับและรับไปโดยที่ไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ใช้เพียงความเคยชินจากการเห็นเพียงสีบนแผ่นกระดาษหรือพอลิเมอร์ที่มีสีเขียว
ทองคำ มนุษย์ไม่ได้มองเห็นกฎทางฟิสิกส์ที่ทำให้มันคงสภาพของการเป็นแร่ธาตุทองคำ ซึ่งมูลค่าของมันมนุษย์เป็นผู้ที่กำหนดขึ้นเองเพื่อใช้พักความเชื่อมั่นในระยะยาวจากคุณสมบัติทางกายภาพของมัน
ดอกเบี้ย สิ่งต้องห้ามที่ถูกกำหนดไว้ว่าห้ามไม่ให้เงินที่จะนำมาใช้นั้นจะต้องไม่มีดอกเบี้ย เช่น การฝากเงินแล้วธนาคารให้ดอกเบี้ย การปล่อยเงินกู้ซึ่งเรียกเก็บส่วนเพิ่มจากจำนวนเงินที่ให้ยืม ไม่ใช่ปัญหาของสิ่งแทนมูลค่าหรือเงิน แต่เป็นปัญหาจากสัญญาระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง
สมองไม่ได้ฟังก์ชันมาเพื่อการหาความจริง ความจริงไม่ใช่ปัจจัยหลักของการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ไม่อาจมองข้ามความจริง เพราะความเท็จอาจถูกใช้เพื่อการเอาเปรียบ มนุษย์จึงต้องมี "ข้อตกลง" สำหรับใช้ร่วมกันเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้ยืนอยู่บนความจริงแบบเดียวกัน
#siamstr
เราบอกว่าพระเจ้าอยู่บนภูเขา จนกระทั้งเราปีนขึ้นไปบนภูเขา
เราบอกว่าพระเจ้าอยู่บนก้อนเมฆ จนกระทั้งเราประดิษฐ์เครื่องบิน
เราบอกว่าพระเจ้าอยู่นอกโลก จนกระทั้งเรามียานอวกาศ
และเราย้ายพระองค์ ให้ไปอยู่ ณ ขอบฟ้าของจักรวาล
เงาที่เกิดจากเปลวไฟก็เพื่อให้ผู้คนหลบซ่อนตัวจากความจริงที่พวกเขาไม่ต้องการจะเผชิญ #siamstr