Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
Hipknox_ (εὐδαιμονία)
hipknox@siamstr.com
npub1p0gl...v9kv
μέμνησο θανάτου จงระลึกถึงความตาย
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
Intersubjective Reality ? image ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า.. โปรดประทานดวงใจชื่นบาน.. ขอพระคุณของพระองค์สัมผัสที่ดวงใจข้า.. และโปรดให้ความทุกข์ตรม.. หลุดออกจากภายในใจของข้า.. โปรดยึดข้าไว้.. ด้วยความรักของพระองค์.. และโปรดให้ข้าได้โบยบินดั่งนกอินทรีย์.. ไปพร้อมกับพระองค์.. ด้วยความรักของพระองค์.. image ความจริงร่วมเชิงอัตวิสัยจะทรงพลังเฉพาะเมื่ออยู่ในเครือข่ายของมัน แต่จะไร้ซึ่งพลังเมื่อมันไปอยู่ในเครือข่ายอื่น คิดและเชื่อมโยงอะไรเรื่อยเปื่อย ทำงานต่อดีกว่า
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
เรื่อยเปื่อยยามเที่ยง 🤔ถ้าหากว่า "ราคา" คือภาษาหนึ่งของตลาด แล้วถ้ามนุษย์จะใช้ภาษาของราคาเป็นภาษาเดียวกัน พระเจ้าจะลงมาทำให้ภาษาของราคาสับสน แตกภาษาของราคาจากภาษาเดียวคือบิตคอยน์ ออกไปเป็นสกุลต่าง ๆ ที่หลากหลายอีกครั้งเหมือนกับตอนที่ทำกับคนที่พูดภาษาสำเนียงเดียวกันแบบในยุคของปฐมกาลรึเปล่านะ แต่คงไม่ล่ะ เราแค่ต้องการจะให้ราคามีภาษากลางของตลาดที่คนทั้งโลกสามารถใช้มันได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก สมัยนี้คงไม่มีใครคนไหนที่คิดว่าสามารถจะไปสวรรค์ได้ด้วยการสร้างตึกสูงทะลุชั้นบรรยากาศออกไปนอกโลกเพื่อที่จะไปหาพระเจ้าหรอก หรือว่าจะมี.. image "Space Elevator" Constantin Tsiolkovsky, 1857-1935 image "Spaceline" Japan concept, 2019 เดี๋ยวนะ.. หรือว่าหอบาเบลมันจะเป็น? พวกเขาคิดจะไปอวกาศกันตั้งแต่ยุคเมโสฯกันเลยหรอ (มโน) ปล. ใครเคยดู Gundam 00 จะได้เห็นคอนเซ็ปต์ของการใช้งานลิฟท์วงโครจรที่ถูกใช้เป็นระบบขนส่งขึ้นอวกาศ และใช้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ให้ตายเถอะ ทำงานเยอะเกินไปแน่ ๆ #siamstr
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
ก่อนความวุ่นวายอีกครั้ง #siamstr image
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
ออกมากินข้าวแถว ๆ ชัยพฤกษ์ เจอคนใส่เสื้อเพจนิวเวิลด์ออเดอร์ด้วยแห๊ะ.. ไม่เจอคนใส่เสื้อ Fix Money บ้าง ว่าแต่กลุ่มเขานี่ symbols ที่เอามาแปะหลังเสื้อแต่ละอัน.. image
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
"เราจึงพบว่า แนวคิดของสังคมนิยมมักใช้ได้ดีในชุมชนเล็ก เช่น ครอบครัว หรือหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่ใช้ได้ไม่ดีนักในระดับประเทศ" Political Catoonomics image #siamstr ออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องของแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์-สังคม-การปกครอง เท่าไหร่ พยายามจะอ่านเท่าที่ทำได้ มันจะมีเรื่องของ Kibbutz - คิบบุตช์ ชุมชนเกษตรกรรมของชาวยิวในอิสราเอลที่คนไทยไปเป็นแรงงานกัน ผมไปอ่านเจอในหนังสือ Israei ของ Noa Tisby เขียนถึงเรื่องที่คุณยายของเธอเล่าว่า เธอเป็นชาวยิวในยุโรปกลุ่ม ๆ แรก ๆ ที่ตัดสินใจอพยพออกจากยุโรปมาตั้งรกรากในปาเลสไตน์ในเวลานั้นเป็นชาวยิวพวกแรก ๆ ที่เริ่มตั้งชุมชนคิบบุตช์จากที่ดินอันรกร้างว่างเปล่าของพื้นที่แถบทะเลทราย "ด้วยอุดมการณ์ของสังคมนิยมอย่างแรงกล้า" แรก ๆ ที่ผมอ่านผมก็รู้สึกหยี้กับคำว่าสังคมนิยมนะ แต่พอมาเจอ quote จากหนังสือ Political Catoonomics แล้วเปลี่ยนความคิดเลย ในเมื่อแรงงานก็คือทุนประเภทหนึ่ง (ถึงพวกเขาจะไม่เรียกแบบนั้นก็เถอะ) จะแปลกอะไรที่ผู้อพยพ คนที่เคยเป็นกรรมกรหรือเกษตรกรที่มีเพียงแรงงาน ไม่ได้มีเงินทุน จะเริ่มต้นสร้างชุมชนบนผืนดินที่ว่างเปล่ามันก็ต้องร่วมแรงกันสร้างให้เกิดอะไรสักอย่างขึ้นมาก่อน ที่อยู่เพื่ออาศัย การเกษตรเพื่ออาหาร ก่อนที่จะใช้ระบบการแจกจ่ายทรัพยากรที่ได้มาให้กับคนที่ลงแรงไปตามความจำเป็น ฟังดูสมเหตุสมผลดีคือชุมชนเล็ก ๆ มีกระท่อม 1 ถึง 2 หลัง กับครอบครัว 2 ถึง 3 ครอบครัว มันก็สามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่หามาได้อย่างจำกัดให้มีความเหมาะสมได้อยู่แล้ว เห็น ๆ กันอยู่ว่าใครทำอะไร หรือใครไม่ทำอะไร (แตกต่างจากสังคมนิยมแบบรัฐเป็นศูนย์กลาง) ซึ่งชุมชนเกิดใหม่จะยังไม่สามารถไปถึงจุดที่มีการเก็บสะสมทรัพยากรได้อย่างเพียงพอจะให้มีระบบเศรษฐกิจแบบปิด เกิดเป็นตลาดการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนที่จะทำให้ระบบของเงินทุนทำงานในภายหลัง ซึ่ง skip ต่อมา ชุมชนก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านมายอมรับระบบทุนนิยมแบบผสมในภายหลังจากสิ่งเร้าภายนอก ถึงแม้ว่าคุณยายของเธอจะไม่ได้ชอบมันเท่าไหร่นัก (เป็นนักอุดมการณ์สังคมนิยมที่ใฝ่ฝันถึงความเท่าเทียมกันในชุมชนอย่างแรงกล้า แต่ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นักว่าประสบการณ์ชีวิตแบบไหนที่ทำให้คุณยายไม่ชอบระบบของทุนนิยม หรืออาจจะเป็นเพราะแนวคิดของ Karl Marx ที่กำลังมีอิทธิพลกับแรงงานในยุคนั้น) จริง ๆ มีให้คิดต่ออีกหลายมิติเลย ทั้งเป็นช่วงที่โลกเพียงจะออกจาก Gold Standard, ทุนภายนอกจากเงินเฟียตที่ทะลักเข้าไปยังเศรษฐกิจระบบปิดของชุมชนขนาดเล็กแบบฉับพลัน (แบบโอคีฟกับเกาะแยบ?), อื่น ๆ แต่คงต้องอ่านอีกสักหลาย ๆ รอบหน่อย คิดอะไรเพิ่มได้เดี๋ยวไว้ว่าง ๆ มาเขียนอีกแล้วกัน
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
#siamstr #siamanimestr Anime Season เข้าช่วง Spring แล้ว เรื่องใหม่ ๆ ก็ทะยอยกันออกมา มีเรื่องหนึ่งที่พล็อตเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ จากผู้สร้างผลงานขึ้นหิ้งอย่าง Cowboy Bebop และ Samurai Champloo โดยโปรดิวเซอร์อย่างคุณ Shinichiro Watanabe Lazarus image Lazarus เป็นอนิเมะแนว Sci-Fi จำนวน 13 ตอน ที่ได้สตูดิโอ MAPPA ผู้รังสรรค์งานภาพของอนิเมะชื่อดังไม่ว่าจะเป็น Chainsaw Man, Shingeki no Kyojin, Jujutsu Kaisen, Vindland Saga และอื่น ๆ มาช่วยสร้างงานภาพ เนื้อเรื่องย่อ : ในปี 2052 ดร.สกินเนอร์ นักประสาทวิทยาอัจฉริยะเป็นผู้คิดค้นและพัฒนายาที่ใช้ระงับอาการเจ็บปวดได้อย่างสมบูรณ์แบบ "Hapna (ฮาพูน่า)" ทำให้โลกเข้าสู่ยุคแห่งความสงบสุข ก่อนที่เขาจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นเวลา 3 ปี หลังการปรากฏตัวอีกครั้ง ดร.สกินเนอร์ ได้แถลงการถึงผลข้างเคียงของการใช้ยาระงับอาการเจ็บปวดที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน โดยผู้ที่มีการใช้ยาตัวนี้ทุก ๆ คนจะเสียชีวิตภายใน 30 วัน และเงื่อนไขในการยับยั้งวิกฤตครั้งนี้คือต้องตามหาตัวของเขาให้เจอเพื่อไปเอายารักษาผลข้างเคียงของฮาพูน่าที่เขาได้เตรียมเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว และเพื่อยับยั้งเหตุการณ์นี้ ทีม Lazarus จึงถูกจัดตั้งขึ้นประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คน เพื่อออกตามหาตัวของ ดร. ดร. สกินเนอร์ "ผมจะเป็นผู้เป่าแตร์ลำดับที่เจ็ด" ส่วนตัวชอบสไตล์งานภาพของ Cowboy Bepop, Samurai Champloo ของคุณ Wananabe อยู่แล้วคงไม่พลาด แถมดนตรีประกอบฉากเกือบทุกเรื่องล้วนเป็นแนวดนตรี Jazz ผสม ๆ กับ Hip-hop เข้ากันได้ดีกับฉากต่อสู้ภายในเรื่องอีก เปิดมา Ep.1 ก็สนุกเลย แถมพล็อตเรื่องยังคุ้น ๆ เหมือนเกิดขึ้นจริงเมื่อ 2019 ที่ผ่านมานี่เอง ตัวอย่างจาก Adult Swim ดูมูฟเม้นซะก่อน แค่เสพงานภาพก็ฟินแล้ว
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
จงรักเพื่อนบ้าน เหมือนที่ท่านรักตัวของท่านเอง - มัทธิว 22:39 image
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
อ่าห์.. จองโรงแรมไปแล้วสินะ
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
## นิทานก่อนนอน ยามบ่ายที่เกือบจะปกติดีเหมือนทุก ๆ วัน? #Siamstr มันเป็นเวลาช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2568 หลังจากการเดินเลือกซื้ออาหารของมื้อเที่ยงภายใต้อากาศและแสงแดดร้อนแรง หอบเอาพวกมันขึ้นมากินเป็นมื้อเที่ยงบนออฟฟิศของบริษัทที่ตั้งอยู่บนอาคารชั้น 33 จากความสูง 35 ชั้น มันไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ ทุก ๆ อย่างดูปกติจนกระทั่งมันได้เกิดเหตุการณ์ ๆ นั้นขึ้น จำได้ว่าเป็นเวลาช่วงบ่ายโมงนิด ๆ ผมเข้าไปนั่งทำงานต่อในห้องทำงานส่วนตัว แฟนของผมที่เดินตามเข้ามาเพื่อคุยเรื่องงานและอื่น ๆ ผมจึงต้องละออกจากงานที่กำลังจะลงมือทำในยามบ่ายมานั่งฟังเรื่องราวของงานที่แฟนของผมกำลังจะแจ้งให้ทราบ อิริยาบทในตอนนั้นจำได้ว่า ผมเอนหลังพิงกับพนักพิงของเกาอี้ เอนตัวลงจนเกือบ ๆ จะ 45 องศาในท่าสบาย ๆ ก่อนที่จะเริ่มฟังเรื่องที่แฟนของผมต้องการที่จะบอก พวกคุณพอจะนึกภาพออกไหม? ระยะทางที่พื้นของห้องทำงานบนอาคารสูง 33 ชั้น มันกำลังเคลื่อนที่เลื่อนอยู่ในระนาบแนวนอนจากจุดที่คุณกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ พาตัวคุณไหลส่ายไปมาในระยะทางเป็นเมตร ๆ โดยที่คุณก็ยังคงนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม ในความรู้สึกแรก ผมคิดไปว่ามันเป็นเพราะว่าแฟนของผมเขากำลังโยกเกาอี้ที่ผมกำลังนั่งอยู่หรือเปล่า ความรู้สึกเวียนหัวเบา ๆ ที่ทำให้จินตนาการนำพาเอาประสบการณ์ก่อนหน้านั้นทั้งการที่มีลมแรง ๆ กำลังพัดเข้าปะทะกับตัวอาคารจนเกิดการสั่นสะเทือนอ่อน ๆ ไปจนถึงแผ่นดินไหวเบา ๆ ที่ทำเอาโคมไฟบนเพดานโยกคลอนไปมาไม่มากไปกว่านั้น แต่ในครั้งนี้กลับต่างออกไป สำหรับสถานการณ์แบบนั้น การที่มีคนมากกว่าหนึ่งก็ดีกว่าการนั่งอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพัง ผมคิดไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ได้เสียงเรียกเตือนสติจากแฟนของผม หรือผมกำลังนั่งจดจ่อปั่นงานอยู่คนเดียวจะเกิดอะไรแย่ ๆ ขึ้นได้บ้าง ผมคงไม่ได้สนใจอะไรรอบข้างแล้วพยายามที่จะนั่งทำงานต่อไป "เธอ.. แผ่นดินไหวปะ?" เสียงเรียกสติจากแฟนของผมก่อนที่จินตนาการจะเตลิดไปไกล ทำให้ผมรีบลุกออกจากเก้าอี้เพื่อที่จะเดินออกไปดูสถานการณ์ภายนอกห้องทำงาน และถามถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับพนักงานคนอื่น ๆ ที่กำลังทำงานอยู่ข้างนอกนั่นเหมือนกับครั้งก่อน ๆ "แผ่นดินไหวจริงแหละ" ผมพูดออกมาหลังจากที่ตาเหลือบมองไปยังตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องชั่งน้ำหนัก แสดงถึงตัวเลขที่กำลังวิ่งไปมาอย่างผิดปกติ ผมบอกกับแฟนว่าเราต้องออกไปข้างนอกกันแล้ว นี่ไม่ปกติแบบที่มันเคยเป็น อาการขาตายจากความแรงระลอกแรกที่ทำให้ก้าวเท้าไม่ออกจากการที่ตัวตึกส่วนโซนสูงโยกคลอนตามแรงของแผ่นดินไหว แฟนของผมถึงกับต้องล็อคแขนของผมไว้แน่นเพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้ม ทุก ๆ อย่างมันเกิดขึ้นไวมาก ๆ จนทำให้คุณถอดสติของคุณทิ้งไปอีกครั้ง เหลือไว้เพียงแค่สัญชาตญาณในการหนีเพื่อเอาตัวรอด "อ๊าย..." เสียงกรี้ดจากแฟนของผมดังขึ้นหลังจากสถานการณ์ที่ตึกกำลังโยกคลอนเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่วินาที จากเสียงของผนังอาคารภายใต้แผ่นฝ้าบนเพดานที่ทำจากไม้มีเสียงดังลั่น "ครื้น...... เปรี้ยะ ๆ" ราวกับว่าพวกมันจะถล่มลงมาใส่หัวของผมกับแฟนที่กำลังขาตายกันอยู่ในห้องทำงานของผมตรงนั้น ผมต้องกลั้นใจฮึดเอาแรงพยุงพาแฟนของผมออกวิ่งออกมาจากห้องทำงาน ผ่านประตูที่ถูกล็อคด้วยระบบคีย์การ์ด โดยที่ไม่ได้หยิบเอาอะไรติดตัวออกมากันเลย นอกจากมือถือที่ถูกถือเอาไว้อยู่ในมือตั้งแต่แรก ทันทีที่เลี้ยวซ้ายผ่านบานประตูออกมา ภาพที่เห็นคือความชุนละมุนวุ่นวาย ณ ตรงสุดโถงทางเดินติดกับห้องประชุมใหญ่ในวันนั้นมีลูกค้าจากต่างบริษัทมาสัมมนากันหลายสิบคน พนักงานคนอื่น ๆ ที่ไวกว่าเพื่อน พากลุ่มลูกค้าบางส่วนวิ่งหนีลงจากอาคารผ่านทางช่องบันไดหนีไฟ ในขณะที่บางส่วนก็เลือกที่จะหลบอยู่ใต้โต๊ะทำงานเพราะกลัวของจะตกใส่หัว สัญชาตญาณบอกผมที่จับมือของแฟนเอาไว้ ให้วิ่งตามไปยังทางลงบันไดหนีไฟเพื่อตามคนอื่น ๆ ที่วิ่งนำไปแล้ว พาตัวเองและแฟนออกจากตัวอาคารให้ได้เร็วที่สุด ร่างกายที่ออกวิ่งทำไปตามสัญชาตญาณ กับสมองที่ส่งข้อมูลเข้ามาบอกว่า "ตอนนี้คุณกำลังอยู่บนอาคารสูง 33 ชั้นนะ" ภาพเก่า ๆ ที่เคยเดินลงจากอาคาร 33 ชั้นจากอดีตเมื่อหลายปีก่อนย้อนเข้ามา เวลาที่ใช้เมื่อเดินลงอย่างธรรมดา ๆ ก็กินเวลาไปได้ราว ๆ เกือบ 20-30 นาทีแล้ว ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ยังไงพวกเราก็จะต้องลงไปอยู่ดี เพราะความคิดในตอนนั้นอย่างดีที่สุดคือมันจะหยุดและสงบลงเร็ว ๆ นี้ หรืออย่างเลวร้ายคืออาคารถล่มลงมา ใช่แล้ว..อย่างเลวร้าย ผมจับมือแฟน เราใช้วิธีเดินเร็ว ๆ เพราะไม่สามารถที่จะวิ่งลงไปได้ คนข้างหน้าของเราก็ทำได้แค่เดินเร็วเท่านั้นบนพื้นที่ ๆ ไม่ได้กว้างมากนัก พนักงานของบริษัทอื่น ๆ ก็ทยอยกันใช้บันไดหนีไฟในการอพยพลงจากอาคารเช่นกัน ในเวลานั้นไม่มีใครนึกถึงใคร ใครนำหน้าอยู่ ใครจะตามหลังมา หรือใครจะยังไม่ลงมาจากออฟฟิศที่ทำงาน ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องคิด เราต่างคิดแค่ว่าจะต้องเอาตัวรอดไปให้ได้โดยออกไปจากอาคาร ๆ นี้ เสียงพูดคุยเบา ๆ จากข้างหน้าว่า "รีบเดินเร็ว ๆ รีบไปเร็ว ๆ" กับข้างหลังที่ตระโกนตามมาเป็นระยะ ๆ ว่า "ข้างหน้าเร็ว ๆ หน่อยค่ะ ข้างหลังจะลงไม่ทัน" อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งเมื่อเราที่เดินตามหลังคนอื่น ๆ ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าทำไมข้างหน้าถึงเดินกันได้ช้านัก พวกเขาไม่รักชีวิตกันเหรอ? จนกระทั้งเราผ่านลงไปถึงชั้นถัดไปที่มีคนกำลังนั่งพักเพราะกำลังจะเป็นลม พร้อมกับมิตรภาพดี ๆ ของเพื่อนร่วมงานที่ยอมเลือกที่จะไม่เดินลงไปก่อนแล้วทิ้งเขาคนนั้นเอาไว้ตรงนั้น ตัวผมเองทำอะไรไม่ได้มากนักกับสถานการณ์ตรงหน้า นอกจากจะรีบเดินลงไปไม่ขวางทางคนที่กำลังเดินตามมาข้างหลัง คุณจะต้องลองจินตนาการถึงภาพของช่องบันไดหนีไฟแคบ ๆ ที่คนจะสามารถยืนตัวชิดกันบนบันไดได้เต็มที่พร้อม ๆ กันไม่เกิน 3 คน และยังไม่ต้องคิดถึงหนทางอีกยาวไกล ราวกับว่ามันเป็นบันไดวนไม่รู้จบ ที่เราจะเดินลงไปเท่าไหร่มันก็ไม่เจอจุดหมายสักที และใช่ ในตอนนี้เราเพิ่งจะลงมากันถึงชั้นที่ 26 อาคารยังคงสั่นไหวอยู่เป็นระยะ ผมคิดในใจว่าครั้งนี้มันช่างรุนแรงและยาวนานเสียจริง จนกระทั้งความแรงจนเกือบจะเท่ากับลูกแรกที่ทำเอาเพดานของอาคารมีเสียงดังลั่นกลับมาอีกระลอก แต่ในครั้งนี้มันเกิดขึ้นในจุดที่ผมกำลังอยู่ในช่องทางเดินแคบ ๆ ของทางเดินวนบนบันไดหนีไฟ แฟนผมกรี้ดออกมาอีกครั้งเพราะว่าถ้าเธอไม่ได้ทำแบบนั้น ก็คงจะสำรอกเอาอาหารมื้อเที่ยงออกมากองอยู่ตรงนั้น และการเดินของเราคงจะต้องหยุดลง ผมได้แต่พูดออกไปว่าให้พยายามคุมการหายใจให้ดี ๆ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วจะดีเอง ซึ่งมันก็ดีขึ้นจริง ๆ นะ คุณรู้มั้ยว่า จิตนาการของมนุษย์บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีโดยเฉพาะในเหตุการณ์แย่ ๆ แบบนั้น ในตอนที่พวกเรากำลังเผชิญกับคลื่นอีกระลอกโดยเฉพาะในทางเดินแคบ ๆ แบบนั้น หัวของผมมันมีภาพ ๆ หนึ่งลอยเข้ามา มันคือภาพที่ตัวของผมกำลังติดอยู่ในซากของอาคาร กลิ่นของฝุ่นปูซีเมนต์คละคลุ้งไปทั่ว พร้อมกับเสียงโอดโอยอันแผ่วเบาของผู้ร่วมชะตากรรม มันเป็นภาพที่ในเวลานั้นสมองของผมได้ฉายมันออกมาให้เห็นโดยที่ไม่สามารถสั่งมันให้หยุดคิดได้เลย ขาที่ก้าวลงบันไดต่อไป และภายในใจที่ภาวณาให้เหตุการณ์ ๆ นี้มันยุติลงเสียที อย่างน้อย ๆ ก็หยุดเขย่าตึก ๆ นี้เสียที ผ่านไปนานแค่ไหนในเวลานั้นผมไม่อาจรู้ได้เลย ภาพของผนังปูน กับบันไดวนไร้จุดสิ้นสุด ปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่องพร้อมกับตัวเลขลำดับชั้นของอาคารที่บอกว่าในตอนนี้พวกเรามากันถึงชั้นที่ 16 แล้ว พวกเรายังคงเร่งฝีเท้าในขณะที่ผู้ที่ตามหลังมายังคงตะโกนตามมาเรื่อย ๆ ว่า "ข้างหน้าเร็ว ๆ หน่อยค่ะ ข้างหลังยังเหลืออีกเยอะ" พลางมีคนที่ถอดรองเท้า แซงออกเลนซ้ายและวิ่งนำลงไปก่อน ในตอนนั้นเป็นมันช่วงที่สถานการณ์แผ่นดินไหวเริ่มสงบลงแล้ว แต่ความหวาดระแวงที่ว่าพวกเราอาจจะได้เจออีกระลอกก็เป็นได้ ยังคงไว้ใจสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ได้ เพราะงั้นเราจะต้องรีบออกไปจากที่นี่ ชั้น 5 อาคารจอดรถ ก่อนที่จะถึงชั้นนั้นผมลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะออกทางอาคารจอดรถดีมั้ย มันจะทำให้เราออกไปได้เร็วกว่ารึเปล่าเพราะไม่ต้องรอคนข้างหน้าที่เริ่มจะเดินต่อไม่ไหวกันแล้ว ก่อนที่จะหันไปดูหน้าแฟนที่เหนื่อยจะไม่ไหวแล้ว "โอเค.. ค่อย ๆ ไปก็แล้วกัน เร็วกว่านี้ก็คงไม่มีประโยชน์" ผมคิดในใจ พลางนึกขึ้นมาว่า "อีก 5 ชั้นเอง เราทำได้เท่านี้แหละ ในช่องทางเดินแคบ ๆ แบบนี้ เราเร็วที่สุดได้เท่านี้แหละ มันอาจจะผ่านมาแล้วหลายสิบนาที หรืออาจจะเป็นครึ่งชั่วโมงแล้วตั้งแต่เริ่มวิ่งลงมา ถ้าอาคารจะถล่มลงมา มันก็จะต้องถล่มลงมา" มันเหมือนกับว่าผมได้ปลงในชะตากรรมที่จะต้องเผชิญ (ในภายหลัง ผมได้คุยกับเพื่อนที่ทำงานในอาคารสูงที่อื่นก็มีความคิดคล้าย ๆ กันแบบนี้) "โอ้.. เรานั้นช่างเป็นผู้ที่เล็กน้อยเหลือเกิน ภายใต้พลังของธรรมชาติบนโลกใบนี้" ในที่สุด ป้ายตัวอักษรตัว G บอกกับเราว่าเราทำสำเร็จแล้ว มันเป็นทางออกจากบันไดหนีไฟเพื่อออกไปยังพื้นที่บริเวณล็อบบี้ของอาคาร ผมยังคงจูงมือแฟนพากันเดินออกไปจากตัวอาคาร และจะมุ่งหน้าเพื่อข้ามไปยังถนนฝั่งตรงข้าม คุณรู้ไหม? ภาพที่ผมเห็นคือ ผู้คนหลักร้อยถึงหลักพันกำลังยืนเรียงรายอยู่ริมฟุตปาธ พวกเขาต่างก็หนีตายออกมาจากอาคารต่าง ๆ แถวนั้นไม่ต่างกัน บ้างก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปหรือคลิปวีดีโอ บ้างก็ยืนกางร่มให้กับเพื่อนพยาบาลที่กำลังเป็นลมเพราะใช้แรงวิ่งหนีลงมาจากอาคาร และเมื่อต้องมาเจอกับอากาศที่สุดแสนจะร้อนในยามบ่าย อีกภาพหนึ่งที่ผมเห็นเมื่อพาแฟนเดินข้ามถนนมายังอีกฝั่ง คือภาพของกระจกอาคารราว ๆ ชั้นที่ 15 ของอาคารมีการแตกเป็นบางจุดจากซ้ายไปขวา ผมคิดว่าโซนสูงมันคงจะโยกรุนแรงมากพอที่จะส่งความเครียดไปกดทับช่วงชั้นกลางของตัวอาคารและบิดตัวจนกระจกมันแตกออกมาแน่ ๆ ถ้าได้เห็นคลิปวีดีโอที่ใครบางคนที่อยู่ข้างล่างถ่ายเอาไว้ มันคงจะบอกผมได้ว่าตอนที่ผมนั่งอยู่ในห้องทำงานนั้นมันอันตรายมากแค่ไหน "ขอบคุณโครงสร้างของอาคารที่แม้ว่าจะเก่าแต่ก็ยังคงแข็งแรงอย่างมาก" เราอยู่ตรงนั้นอีกสักพัก ก่อนที่จะเริ่มหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาคนสำคัญ และใช่ ช่องสัญญาณของเครือข่ายที่น่าจะเต็มช่องสัญญาณเพราะทุก ๆ คนในตอนนั้นต่างต้องการที่จะโทรศัพท์หากัน ทำให้ไม่สามารถที่จะโทรแบบปกติได้ โชคยังดีที่ระบบของอินเตอร์เน็ตยังคงใช้ได้ การโทรไลน์ หรือผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตจึงยังคงสามารถทำได้ ก่อนที่ในไลน์กลุ่มของบริษัทจะเริ่มถามถึงกันว่ายังมีใครที่ติดอยู่บนอาคารหรือไม่ และพวกเราจึงเริ่มไปรวมตัวกันในที่ที่หนึ่งเพื่อรอประกาศจากทางการต่อว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป "ถ้าอินเตอร์เน็ตล่มไปด้วยจะเป็นอย่างไร? นึกภาพกันไม่ออกเลยใช่มั้ยละ สำหรับมนุษย์แล้วการพบกับสถานการณ์ที่คลุมเครือ ก็อาจจะสร้างเรื่องราวต่าง ๆ และความคิดก็คงจะแพร่ระบาดราวกับเชื้อไวรัส" ยังคงไม่มีประกาศอะไรจากทางการ พวกเราหลาย ๆ คนเช็คสถานการณ์และการอัพเดทข่าวสารผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งเรื่องที่สำคัญมาก ๆ อย่างเรื่องของ after shock ที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวไปแล้วราว ๆ 30 นาทีถึงหลายชั่วโมงหลังจากนั้น ก็เป็นสิ่งที่เราต่างอ่านเจอในอินเตอร์เน็ต พวกเราเริ่มกระจายเรื่องของ after shock ออกไป เพื่อที่จะเตือนกันและกันว่าอย่าเพิ่งกลับเข้าไปยังตัวอาคาร หรืออยู่ให้หางจากตัวอาคารให้มากที่สุด อยู่ในที่โล่งแจ้ง และรอประกาศอัพเดท มีหน่วยทหารทำหน้าที่เอาน้ำดื่มมาแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งเป็นน้ำใจดี ๆ ของหน่วยงานราชการในพื้นที่ตรงนั้นที่พวกเราได้รับมา พวกเรายังคงรอประกาศอัพเดทสถานการณ์ต่อไป นี่ก็เป็นเวลาราว ๆ บ่าย 3 โมงแล้ว เรายังคงทำได้เพียงนั่งรอ และอ่านข่าวสารจากเพื่อนมนุษย์ที่เราไม่ได้รู้จักที่ยังคงค่อยอัพเดทสถานการณ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ที่มีการรับรู้ของตน รวมไปถึงคลิปวีดีโอเหตุการณ์อาคารที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จถล่มลงมา ขอตัดจบ.. ถ้าว่าง ๆ จะมาเขียนเรื่องอื่น ๆ ต่อ ถ้าเห็นว่าหายไปโปรดรู้ไว้ว่าข้าพเจ้าต้องไปปั่นงาน ปล. แปะบทความเกี่ยวกับผลกระทบของแผ่นดินไหวต่อพื้นที่ของจังหวัดกรุงเทพมหานคร เขียนเมื่อปี 2023 (อ่านไว้เพื่อรู้ว่ามันจะไม่จบแค่ครั้งนี้ แล้วเตรียมตัวไว้บ้างก็ดีครับ)
Hipknox_ (εὐδαιμονία)'s avatar
hipknox_ 10 months ago
รอบนี้ไม่ได้พรีฯเอง มีคนกดให้ คริคริ.. #siamstr image