Default avatar
npub1p0gl...v9kv
npub1p0gl...v9kv
มันใช่แบบนั้นหรอวะ? #Siamstr image ศาสดาลับ? ปกป้องแนวคิดด้วยการคว้าคอเสื้อคนเห็นต่าง? เชื่อในโลกยูโทเปีย?
จงรักเพื่อนบ้าน เหมือนที่ท่านรักตัวของท่านเอง - มัทธิว 22:39 image
## นิทานก่อนนอน ยามบ่ายที่เกือบจะปกติดีเหมือนทุก ๆ วัน? #Siamstr มันเป็นเวลาช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2568 หลังจากการเดินเลือกซื้ออาหารของมื้อเที่ยงภายใต้อากาศและแสงแดดร้อนแรง หอบเอาพวกมันขึ้นมากินเป็นมื้อเที่ยงบนออฟฟิศของบริษัทที่ตั้งอยู่บนอาคารชั้น 33 จากความสูง 35 ชั้น มันไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ ทุก ๆ อย่างดูปกติจนกระทั่งมันได้เกิดเหตุการณ์ ๆ นั้นขึ้น จำได้ว่าเป็นเวลาช่วงบ่ายโมงนิด ๆ ผมเข้าไปนั่งทำงานต่อในห้องทำงานส่วนตัว แฟนของผมที่เดินตามเข้ามาเพื่อคุยเรื่องงานและอื่น ๆ ผมจึงต้องละออกจากงานที่กำลังจะลงมือทำในยามบ่ายมานั่งฟังเรื่องราวของงานที่แฟนของผมกำลังจะแจ้งให้ทราบ อิริยาบทในตอนนั้นจำได้ว่า ผมเอนหลังพิงกับพนักพิงของเกาอี้ เอนตัวลงจนเกือบ ๆ จะ 45 องศาในท่าสบาย ๆ ก่อนที่จะเริ่มฟังเรื่องที่แฟนของผมต้องการที่จะบอก พวกคุณพอจะนึกภาพออกไหม? ระยะทางที่พื้นของห้องทำงานบนอาคารสูง 33 ชั้น มันกำลังเคลื่อนที่เลื่อนอยู่ในระนาบแนวนอนจากจุดที่คุณกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ พาตัวคุณไหลส่ายไปมาในระยะทางเป็นเมตร ๆ โดยที่คุณก็ยังคงนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม ในความรู้สึกแรก ผมคิดไปว่ามันเป็นเพราะว่าแฟนของผมเขากำลังโยกเกาอี้ที่ผมกำลังนั่งอยู่หรือเปล่า ความรู้สึกเวียนหัวเบา ๆ ที่ทำให้จินตนาการนำพาเอาประสบการณ์ก่อนหน้านั้นทั้งการที่มีลมแรง ๆ กำลังพัดเข้าปะทะกับตัวอาคารจนเกิดการสั่นสะเทือนอ่อน ๆ ไปจนถึงแผ่นดินไหวเบา ๆ ที่ทำเอาโคมไฟบนเพดานโยกคลอนไปมาไม่มากไปกว่านั้น แต่ในครั้งนี้กลับต่างออกไป สำหรับสถานการณ์แบบนั้น การที่มีคนมากกว่าหนึ่งก็ดีกว่าการนั่งอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพัง ผมคิดไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ได้เสียงเรียกเตือนสติจากแฟนของผม หรือผมกำลังนั่งจดจ่อปั่นงานอยู่คนเดียวจะเกิดอะไรแย่ ๆ ขึ้นได้บ้าง ผมคงไม่ได้สนใจอะไรรอบข้างแล้วพยายามที่จะนั่งทำงานต่อไป "เธอ.. แผ่นดินไหวปะ?" เสียงเรียกสติจากแฟนของผมก่อนที่จินตนาการจะเตลิดไปไกล ทำให้ผมรีบลุกออกจากเก้าอี้เพื่อที่จะเดินออกไปดูสถานการณ์ภายนอกห้องทำงาน และถามถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับพนักงานคนอื่น ๆ ที่กำลังทำงานอยู่ข้างนอกนั่นเหมือนกับครั้งก่อน ๆ "แผ่นดินไหวจริงแหละ" ผมพูดออกมาหลังจากที่ตาเหลือบมองไปยังตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องชั่งน้ำหนัก แสดงถึงตัวเลขที่กำลังวิ่งไปมาอย่างผิดปกติ ผมบอกกับแฟนว่าเราต้องออกไปข้างนอกกันแล้ว นี่ไม่ปกติแบบที่มันเคยเป็น อาการขาตายจากความแรงระลอกแรกที่ทำให้ก้าวเท้าไม่ออกจากการที่ตัวตึกส่วนโซนสูงโยกคลอนตามแรงของแผ่นดินไหว แฟนของผมถึงกับต้องล็อคแขนของผมไว้แน่นเพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้ม ทุก ๆ อย่างมันเกิดขึ้นไวมาก ๆ จนทำให้คุณถอดสติของคุณทิ้งไปอีกครั้ง เหลือไว้เพียงแค่สัญชาตญาณในการหนีเพื่อเอาตัวรอด "อ๊าย..." เสียงกรี้ดจากแฟนของผมดังขึ้นหลังจากสถานการณ์ที่ตึกกำลังโยกคลอนเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่วินาที จากเสียงของผนังอาคารภายใต้แผ่นฝ้าบนเพดานที่ทำจากไม้มีเสียงดังลั่น "ครื้น...... เปรี้ยะ ๆ" ราวกับว่าพวกมันจะถล่มลงมาใส่หัวของผมกับแฟนที่กำลังขาตายกันอยู่ในห้องทำงานของผมตรงนั้น ผมต้องกลั้นใจฮึดเอาแรงพยุงพาแฟนของผมออกวิ่งออกมาจากห้องทำงาน ผ่านประตูที่ถูกล็อคด้วยระบบคีย์การ์ด โดยที่ไม่ได้หยิบเอาอะไรติดตัวออกมากันเลย นอกจากมือถือที่ถูกถือเอาไว้อยู่ในมือตั้งแต่แรก ทันทีที่เลี้ยวซ้ายผ่านบานประตูออกมา ภาพที่เห็นคือความชุนละมุนวุ่นวาย ณ ตรงสุดโถงทางเดินติดกับห้องประชุมใหญ่ในวันนั้นมีลูกค้าจากต่างบริษัทมาสัมมนากันหลายสิบคน พนักงานคนอื่น ๆ ที่ไวกว่าเพื่อน พากลุ่มลูกค้าบางส่วนวิ่งหนีลงจากอาคารผ่านทางช่องบันไดหนีไฟ ในขณะที่บางส่วนก็เลือกที่จะหลบอยู่ใต้โต๊ะทำงานเพราะกลัวของจะตกใส่หัว สัญชาตญาณบอกผมที่จับมือของแฟนเอาไว้ ให้วิ่งตามไปยังทางลงบันไดหนีไฟเพื่อตามคนอื่น ๆ ที่วิ่งนำไปแล้ว พาตัวเองและแฟนออกจากตัวอาคารให้ได้เร็วที่สุด ร่างกายที่ออกวิ่งทำไปตามสัญชาตญาณ กับสมองที่ส่งข้อมูลเข้ามาบอกว่า "ตอนนี้คุณกำลังอยู่บนอาคารสูง 33 ชั้นนะ" ภาพเก่า ๆ ที่เคยเดินลงจากอาคาร 33 ชั้นจากอดีตเมื่อหลายปีก่อนย้อนเข้ามา เวลาที่ใช้เมื่อเดินลงอย่างธรรมดา ๆ ก็กินเวลาไปได้ราว ๆ เกือบ 20-30 นาทีแล้ว ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ยังไงพวกเราก็จะต้องลงไปอยู่ดี เพราะความคิดในตอนนั้นอย่างดีที่สุดคือมันจะหยุดและสงบลงเร็ว ๆ นี้ หรืออย่างเลวร้ายคืออาคารถล่มลงมา ใช่แล้ว..อย่างเลวร้าย ผมจับมือแฟน เราใช้วิธีเดินเร็ว ๆ เพราะไม่สามารถที่จะวิ่งลงไปได้ คนข้างหน้าของเราก็ทำได้แค่เดินเร็วเท่านั้นบนพื้นที่ ๆ ไม่ได้กว้างมากนัก พนักงานของบริษัทอื่น ๆ ก็ทยอยกันใช้บันไดหนีไฟในการอพยพลงจากอาคารเช่นกัน ในเวลานั้นไม่มีใครนึกถึงใคร ใครนำหน้าอยู่ ใครจะตามหลังมา หรือใครจะยังไม่ลงมาจากออฟฟิศที่ทำงาน ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องคิด เราต่างคิดแค่ว่าจะต้องเอาตัวรอดไปให้ได้โดยออกไปจากอาคาร ๆ นี้ เสียงพูดคุยเบา ๆ จากข้างหน้าว่า "รีบเดินเร็ว ๆ รีบไปเร็ว ๆ" กับข้างหลังที่ตระโกนตามมาเป็นระยะ ๆ ว่า "ข้างหน้าเร็ว ๆ หน่อยค่ะ ข้างหลังจะลงไม่ทัน" อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งเมื่อเราที่เดินตามหลังคนอื่น ๆ ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าทำไมข้างหน้าถึงเดินกันได้ช้านัก พวกเขาไม่รักชีวิตกันเหรอ? จนกระทั้งเราผ่านลงไปถึงชั้นถัดไปที่มีคนกำลังนั่งพักเพราะกำลังจะเป็นลม พร้อมกับมิตรภาพดี ๆ ของเพื่อนร่วมงานที่ยอมเลือกที่จะไม่เดินลงไปก่อนแล้วทิ้งเขาคนนั้นเอาไว้ตรงนั้น ตัวผมเองทำอะไรไม่ได้มากนักกับสถานการณ์ตรงหน้า นอกจากจะรีบเดินลงไปไม่ขวางทางคนที่กำลังเดินตามมาข้างหลัง คุณจะต้องลองจินตนาการถึงภาพของช่องบันไดหนีไฟแคบ ๆ ที่คนจะสามารถยืนตัวชิดกันบนบันไดได้เต็มที่พร้อม ๆ กันไม่เกิน 3 คน และยังไม่ต้องคิดถึงหนทางอีกยาวไกล ราวกับว่ามันเป็นบันไดวนไม่รู้จบ ที่เราจะเดินลงไปเท่าไหร่มันก็ไม่เจอจุดหมายสักที และใช่ ในตอนนี้เราเพิ่งจะลงมากันถึงชั้นที่ 26 อาคารยังคงสั่นไหวอยู่เป็นระยะ ผมคิดในใจว่าครั้งนี้มันช่างรุนแรงและยาวนานเสียจริง จนกระทั้งความแรงจนเกือบจะเท่ากับลูกแรกที่ทำเอาเพดานของอาคารมีเสียงดังลั่นกลับมาอีกระลอก แต่ในครั้งนี้มันเกิดขึ้นในจุดที่ผมกำลังอยู่ในช่องทางเดินแคบ ๆ ของทางเดินวนบนบันไดหนีไฟ แฟนผมกรี้ดออกมาอีกครั้งเพราะว่าถ้าเธอไม่ได้ทำแบบนั้น ก็คงจะสำรอกเอาอาหารมื้อเที่ยงออกมากองอยู่ตรงนั้น และการเดินของเราคงจะต้องหยุดลง ผมได้แต่พูดออกไปว่าให้พยายามคุมการหายใจให้ดี ๆ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วจะดีเอง ซึ่งมันก็ดีขึ้นจริง ๆ นะ คุณรู้มั้ยว่า จิตนาการของมนุษย์บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีโดยเฉพาะในเหตุการณ์แย่ ๆ แบบนั้น ในตอนที่พวกเรากำลังเผชิญกับคลื่นอีกระลอกโดยเฉพาะในทางเดินแคบ ๆ แบบนั้น หัวของผมมันมีภาพ ๆ หนึ่งลอยเข้ามา มันคือภาพที่ตัวของผมกำลังติดอยู่ในซากของอาคาร กลิ่นของฝุ่นปูซีเมนต์คละคลุ้งไปทั่ว พร้อมกับเสียงโอดโอยอันแผ่วเบาของผู้ร่วมชะตากรรม มันเป็นภาพที่ในเวลานั้นสมองของผมได้ฉายมันออกมาให้เห็นโดยที่ไม่สามารถสั่งมันให้หยุดคิดได้เลย ขาที่ก้าวลงบันไดต่อไป และภายในใจที่ภาวณาให้เหตุการณ์ ๆ นี้มันยุติลงเสียที อย่างน้อย ๆ ก็หยุดเขย่าตึก ๆ นี้เสียที ผ่านไปนานแค่ไหนในเวลานั้นผมไม่อาจรู้ได้เลย ภาพของผนังปูน กับบันไดวนไร้จุดสิ้นสุด ปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่องพร้อมกับตัวเลขลำดับชั้นของอาคารที่บอกว่าในตอนนี้พวกเรามากันถึงชั้นที่ 16 แล้ว พวกเรายังคงเร่งฝีเท้าในขณะที่ผู้ที่ตามหลังมายังคงตะโกนตามมาเรื่อย ๆ ว่า "ข้างหน้าเร็ว ๆ หน่อยค่ะ ข้างหลังยังเหลืออีกเยอะ" พลางมีคนที่ถอดรองเท้า แซงออกเลนซ้ายและวิ่งนำลงไปก่อน ในตอนนั้นเป็นมันช่วงที่สถานการณ์แผ่นดินไหวเริ่มสงบลงแล้ว แต่ความหวาดระแวงที่ว่าพวกเราอาจจะได้เจออีกระลอกก็เป็นได้ ยังคงไว้ใจสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ได้ เพราะงั้นเราจะต้องรีบออกไปจากที่นี่ ชั้น 5 อาคารจอดรถ ก่อนที่จะถึงชั้นนั้นผมลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะออกทางอาคารจอดรถดีมั้ย มันจะทำให้เราออกไปได้เร็วกว่ารึเปล่าเพราะไม่ต้องรอคนข้างหน้าที่เริ่มจะเดินต่อไม่ไหวกันแล้ว ก่อนที่จะหันไปดูหน้าแฟนที่เหนื่อยจะไม่ไหวแล้ว "โอเค.. ค่อย ๆ ไปก็แล้วกัน เร็วกว่านี้ก็คงไม่มีประโยชน์" ผมคิดในใจ พลางนึกขึ้นมาว่า "อีก 5 ชั้นเอง เราทำได้เท่านี้แหละ ในช่องทางเดินแคบ ๆ แบบนี้ เราเร็วที่สุดได้เท่านี้แหละ มันอาจจะผ่านมาแล้วหลายสิบนาที หรืออาจจะเป็นครึ่งชั่วโมงแล้วตั้งแต่เริ่มวิ่งลงมา ถ้าอาคารจะถล่มลงมา มันก็จะต้องถล่มลงมา" มันเหมือนกับว่าผมได้ปลงในชะตากรรมที่จะต้องเผชิญ (ในภายหลัง ผมได้คุยกับเพื่อนที่ทำงานในอาคารสูงที่อื่นก็มีความคิดคล้าย ๆ กันแบบนี้) "โอ้.. เรานั้นช่างเป็นผู้ที่เล็กน้อยเหลือเกิน ภายใต้พลังของธรรมชาติบนโลกใบนี้" ในที่สุด ป้ายตัวอักษรตัว G บอกกับเราว่าเราทำสำเร็จแล้ว มันเป็นทางออกจากบันไดหนีไฟเพื่อออกไปยังพื้นที่บริเวณล็อบบี้ของอาคาร ผมยังคงจูงมือแฟนพากันเดินออกไปจากตัวอาคาร และจะมุ่งหน้าเพื่อข้ามไปยังถนนฝั่งตรงข้าม คุณรู้ไหม? ภาพที่ผมเห็นคือ ผู้คนหลักร้อยถึงหลักพันกำลังยืนเรียงรายอยู่ริมฟุตปาธ พวกเขาต่างก็หนีตายออกมาจากอาคารต่าง ๆ แถวนั้นไม่ต่างกัน บ้างก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปหรือคลิปวีดีโอ บ้างก็ยืนกางร่มให้กับเพื่อนพยาบาลที่กำลังเป็นลมเพราะใช้แรงวิ่งหนีลงมาจากอาคาร และเมื่อต้องมาเจอกับอากาศที่สุดแสนจะร้อนในยามบ่าย อีกภาพหนึ่งที่ผมเห็นเมื่อพาแฟนเดินข้ามถนนมายังอีกฝั่ง คือภาพของกระจกอาคารราว ๆ ชั้นที่ 15 ของอาคารมีการแตกเป็นบางจุดจากซ้ายไปขวา ผมคิดว่าโซนสูงมันคงจะโยกรุนแรงมากพอที่จะส่งความเครียดไปกดทับช่วงชั้นกลางของตัวอาคารและบิดตัวจนกระจกมันแตกออกมาแน่ ๆ ถ้าได้เห็นคลิปวีดีโอที่ใครบางคนที่อยู่ข้างล่างถ่ายเอาไว้ มันคงจะบอกผมได้ว่าตอนที่ผมนั่งอยู่ในห้องทำงานนั้นมันอันตรายมากแค่ไหน "ขอบคุณโครงสร้างของอาคารที่แม้ว่าจะเก่าแต่ก็ยังคงแข็งแรงอย่างมาก" เราอยู่ตรงนั้นอีกสักพัก ก่อนที่จะเริ่มหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาคนสำคัญ และใช่ ช่องสัญญาณของเครือข่ายที่น่าจะเต็มช่องสัญญาณเพราะทุก ๆ คนในตอนนั้นต่างต้องการที่จะโทรศัพท์หากัน ทำให้ไม่สามารถที่จะโทรแบบปกติได้ โชคยังดีที่ระบบของอินเตอร์เน็ตยังคงใช้ได้ การโทรไลน์ หรือผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตจึงยังคงสามารถทำได้ ก่อนที่ในไลน์กลุ่มของบริษัทจะเริ่มถามถึงกันว่ายังมีใครที่ติดอยู่บนอาคารหรือไม่ และพวกเราจึงเริ่มไปรวมตัวกันในที่ที่หนึ่งเพื่อรอประกาศจากทางการต่อว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป "ถ้าอินเตอร์เน็ตล่มไปด้วยจะเป็นอย่างไร? นึกภาพกันไม่ออกเลยใช่มั้ยละ สำหรับมนุษย์แล้วการพบกับสถานการณ์ที่คลุมเครือ ก็อาจจะสร้างเรื่องราวต่าง ๆ และความคิดก็คงจะแพร่ระบาดราวกับเชื้อไวรัส" ยังคงไม่มีประกาศอะไรจากทางการ พวกเราหลาย ๆ คนเช็คสถานการณ์และการอัพเดทข่าวสารผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งเรื่องที่สำคัญมาก ๆ อย่างเรื่องของ after shock ที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวไปแล้วราว ๆ 30 นาทีถึงหลายชั่วโมงหลังจากนั้น ก็เป็นสิ่งที่เราต่างอ่านเจอในอินเตอร์เน็ต พวกเราเริ่มกระจายเรื่องของ after shock ออกไป เพื่อที่จะเตือนกันและกันว่าอย่าเพิ่งกลับเข้าไปยังตัวอาคาร หรืออยู่ให้หางจากตัวอาคารให้มากที่สุด อยู่ในที่โล่งแจ้ง และรอประกาศอัพเดท มีหน่วยทหารทำหน้าที่เอาน้ำดื่มมาแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งเป็นน้ำใจดี ๆ ของหน่วยงานราชการในพื้นที่ตรงนั้นที่พวกเราได้รับมา พวกเรายังคงรอประกาศอัพเดทสถานการณ์ต่อไป นี่ก็เป็นเวลาราว ๆ บ่าย 3 โมงแล้ว เรายังคงทำได้เพียงนั่งรอ และอ่านข่าวสารจากเพื่อนมนุษย์ที่เราไม่ได้รู้จักที่ยังคงค่อยอัพเดทสถานการณ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ที่มีการรับรู้ของตน รวมไปถึงคลิปวีดีโอเหตุการณ์อาคารที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จถล่มลงมา ขอตัดจบ.. ถ้าว่าง ๆ จะมาเขียนเรื่องอื่น ๆ ต่อ ถ้าเห็นว่าหายไปโปรดรู้ไว้ว่าข้าพเจ้าต้องไปปั่นงาน ปล. แปะบทความเกี่ยวกับผลกระทบของแผ่นดินไหวต่อพื้นที่ของจังหวัดกรุงเทพมหานคร เขียนเมื่อปี 2023 (อ่านไว้เพื่อรู้ว่ามันจะไม่จบแค่ครั้งนี้ แล้วเตรียมตัวไว้บ้างก็ดีครับ)
เส้นเลือดอุดตัน #siamstr BTS หยุดวิ่ง ห้างปิด (เปิดโชนล่าง) ร้านกาแฟที่ยังเปิดอยู่ที่นั่งเต็มทุกร้าน ร้านอาหารที่ยังเปิดอยู่เต็มทุกร้าน รถเมล์คนแน่นทุกคัน ยังมีคนไม่ได้กลับบ้าน
ใน Nostr เรามีอย่าง IG รึยังนะ #siamstr #ask
นิทานก่อนนอน #siamstr "ปัญญา" จะต้องอยู่คู่กันกับ "ความเข้าใจ" "ปัญญา" เพียงอย่างเดียวเป็นเพียงความคิดอันลึกล้ำ แต่ "ความเข้าใจ" ในปัญญา ก็นำพาให้ความคิดอันลึกล้ำปรากฏอยู่เป็นความเป็นจริงเชิงประจักษ์ที่จับต้องและนำพามาซึ่งประโยชน์ได้ เรารู้ว่า 21 ล้าน เป็นสิ่งจำกัดแน่แท้ เพราะเรารู้ว่าสมการอันล้ำลึกใดที่กำหนดให้สิ่ง ๆ นี้นั้นเป็นจริง แต่เราไม่ได้เข้าใจว่าประโยชน์ของการครอบครองสิ่งจำกัดนี้คืออะไร ปัญญานั้นก็สูญเปล่า เพราะคนที่มีปัญญาและเข้าใจก็จะได้ประโยชน์จากมัน ก่อนคนที่ใช้เพียงแค่ปัญญาเพิ่งพิจารณา
" ฉันให้น้ำหนัก ความสำคัญของ 'วันนี้' มากกว่า 'อนาคต' " เหตุผลของคนไม่ออม #siamstr
อยากรู้ว่า mechanic ของการเป็นหนี้สงฆ์คือยังไงนะ.. #siamstr image จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เคยมีผู้ใหญ่สอนไว้ว่า แม้แต่ทรายในวัดเพียงเม็ดเดียวที่เราเหยียบติดรองเท้าของเราออกมาก็เป็นของวัด และถือว่าเราได้ติดหนี้สงฆ์ไปแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ดังนั้นให้เราทำบุญ/ถวายปัจจัยในการ "ชำระหนี้สงฆ์" เพื่อไม่ให้มีอะไรติดค้างที่จะตามติดตัวเราไปให้ต้องมาตามชำระคืนในภายภาคหน้าหรือชาติหน้า พอดีว่าพาแฟนไปไหว้พระในโบสถ์ ระหว่างรอก็เลยนั่งสมาธิไป 5 นาที ในโบสถ์ที่ให้บริการเครื่องปรับอากาศสำหรับผู้ที่มาไหว้พระ/นั่งสมาธิ เราก็คิดว่าน่าจะอยู่ในส่วนของค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นการติดหนี้สงฆ์แน่ ๆ ก็เลยหยอดใส่ตู้ไป 5 บาท เป็นค่าแอร์เย็น ๆ ระหว่างนั่งสมาธิ ตกนาทีละ 1 บาท แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นหลังจากที่หยอดไปแล้วเราก็มาคิดว่า เราไม่รู้เฟคเตอร์ของอัตราการบริโภคไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้นที่ดูแล้วน่าจะกินไฟมากกว่าแบบปกตินิหว่า ไหนจะมีผู้คนอื่น ๆ ที่เข้ามานั่งสมาธิอยู่ก่อนหน้าเรานานแล้วอีก และหลายคนตรงนั้นจะต้องมีการปล่อยพลังงานความร้อนออกมาจากร่างกายซึ่งเครื่องปรับอากาศจะต้องทำงานหนักขึ้น มันจึงทำให้ยิ่งยากต่อการคิดคำนวณว่าควรจะหารเฉลี่ยหรือแชร์หนี้สงฆ์ด้วยกันด้วยราคาค่าชำระหนี้สงฆ์เป็นราคาเท่าไหร่ดีมันถึงจะถูกต้อง แต่โชคยังดีที่ทางวัดน่าจะคิดมาอย่างดีแล้วว่าสิ่ง ๆ นี้อาจสร้างปัญหาให้กับการคำนวณต้นทุนที่ถูกต้องของผู้ศรัทธาที่เข้ามาไหว้พระทำบุญ และแทนที่จะได้รับความสุขสงบกลับไป กลับกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวให้คิดคำนวณกันไม่ตกแทน ก็เลยเขียนที่กล่องรับชำระหนี้สงฆ์ว่า "ตามกำลังศรัทธา" นี่มันนวัตกรรมชัด ๆ ไม่มีสาระอะไร.. ขออภัยคนที่หลงเข้ามาอ่าน ความเชื่อนั้นไม่มีหน่วยวัด แต่คณิตศาสตร์ในสิ่งที่เรียกว่าเงินทำให้ความศรัทธาดูเป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่ายขึ้น
## นิทานก่อนนอน ปลายปี 2022 บริษัท A ส่งคนไปเทรนงานเฉพาะทางที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อรอบประมาณ $3,000 เพื่อนำความรู้กลับมาทำงานและพัฒนาต่อยอดให้กับบริษัท บริษัท B และอื่น ๆ ก็เช่นกัน ต่างฝ่ายต่างก็ทุ่มเงินของตัวเองส่งพนักงานไปเทรนงานเฉพาะทางที่ต่างประเทศเพื่อให้กลับมาทำงานให้กับบริษัทในตลาดที่กำลังแข่งขันกันว่าใครจะเหนือกว่ากันในงานเฉพาะทางนี้ ต้นปี 2025 บริษัท C จ้างพนักงานจากบริษัท A และ B และอื่น ๆ เพื่อมาเทรนงานเฉพาะทางให้กับพนักงานของตัวเอง ต้นทุนต่อคนต่อครั้งประมาณ $90 พนักงานบริษัท C สามารถทำงานเฉพาะทางได้เทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าพนักงานของบริษัท A และ B และอื่น ๆ ที่ถูกส่งมาเทรนงานให้ เพราะบริษัท C สนใจเพียงแค่พนักงานที่สามารถทำงานเฉพาะทางได้ดีเยี่ยมก็เพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดแล้ว การลดต้นทุนนี้ พนักงานบริษัท C ถูกตัดเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานเฉพาะทางอย่างเช่น ประสบการณ์ของการเดินทางไปเทรนงานในต่างประเทศ การได้แลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อสื่อสารกับผู้คนใหม่ ๆ ในภูมิภาคนั้น อาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น และเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้ช่วยอะไรให้งานเฉพาะทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วพวกเราก็มาตั้งคำถามกันว่าการส่งพนักงานไปเทรนงานในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายที่สูงเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ เป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นต่อการนำมาใช้เพื่อแค่ทำงานเฉพาะทาง จะยังคงมีความจำเป็นอยู่ไหม? ถ้าถามนักพัฒนาก็จะได้คำตอบหนึ่ง, ถ้าถามนักลงทุนก็จะได้อีกคำตอบหนึ่ง, ถ้าถามคนเล่นหุ้นก็จะได้อีกคำตอบหนึ่ง, ถ้าถามผู้ใช้งานก็จะได้อีกคำตอบหนึ่ง เรื่องมันยังใหม่อยู่ อะไร ๆ อาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ #siamstr
GA Nostr, #siamstr ออกมาจับจ่าย ใช้เงินที่ดี ซื้อกาแฟดี ๆ ปล. MOONSTONE อย่างเด็ด @GATTA_CAfe_&_Roasters
GM & GD Nostr, #siamstr เช้านี้ดริป SIDRA - Colombia ของ Hacking Coffee Roasters มากินที่ออฟฟิศ ทำมาสองเสิร์ฟ (ของแฟนเสิร์ฟนึง) Method 4:6 by Tetsu Kasuya (15 g / น้ำ 225g) กลิ่นดอกมะลินำมาเลย ฉ่ำ ๆ สัปปะรดกำลังดี image
ระหว่างที่แกะปฏิเสธรักใหม่อีกรอบ น้องก็จะชวนไปเดินเล่นแถว ๆ Baldur's Gate กาแฟที่ซื้อมาจาก Hacking Coffee ก็ดีแก๊สได้ที่พอดี วันนี้แดดดีอยากจะไปนั่งตากแดดหลังห้อง กองหนังสือที่ดองไว้จะหยิบมาอ่าน หลังจากเสียงเพรียกหาจากกองดองบอกว่าถ้ายังอ่านไม่หมดมึงอย่างซื้อมาเพิ่มอีกนะ 🤣 สรุป ดริปกาแฟแล้วไปยืนตากแดด จิบกาแฟ เสร็จแล้วไปต่อที่ Baldur's Gate เพราะสัญญาต้องเป็นสัญญา คืนนี้ค่อยอ่านจากกองดอง ปฏิเสธรักคงต้องรอไปก่อน เพราะว่า "ใจมันยังไม่ยอมหยุดรักเธอ..." 🤣 GA, Nostr #siamstr
Could you show me dear? #siamstr break มาเล่นกีตาร์สักแป็บ เดี๋ยวไปหาอะไรทำต่อ ปล. ความน่าทึ่งของการนอนหลับ คือการที่เราจะสามารถทำในสิ่งที่เมื่อวานนี้เรายังทำมันไม่ได้อย่างถนัดถนี่ ให้สามารถทำมันได้อย่างง่าย ๆ และมีความคล่องมากขึ้น ถ้าหากวันนี้รู้สึกว่าหลาย ๆ สิ่งมันยังไม่ได้อย่างใจ ให้ไปนอนให้ดีก่อนครับ
"เก็บเงิน" ฿1 ล้านบาทแรกอาจจะยาก, เก็บ 1 ล้าน Sat แรกอาจเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า (เก็บถึงแล้วก็ค่อย ๆ ขยับไปยังเป้าหมายต่อไป) ต้นปี 1.5 สตางค์ เมื่อวาน 3.6 สตางค์ วันนี้ 3.5 สตางค์ เราจะได้ราคานี้ไปอีกนานเท่าไหร่ และก็คงจะมีเพียงแค่ซาโตชิเท่านั้นที่สามารถ achieved ₿ 1 ล้าน BTC แรกได้ --- ปล. ถ้า DCA เดือนละ ฿1,000 บาท (ด้วยราคาสูงสุดของเดือนนั้น ๆ) ตั้งแต่ต้นปี 2022 เราจะถึงเป้าหมายแรกที่ 1 ล้าน Sat ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 (ภายใน 11 เดือน) ด้วยทุน ฿11,000 บาท และปัจจุบัน 1 ล้าน Sat นั้นจะมีมูลค่าประมาณ ฿35,498 บาท และถ้าหากว่าเราไม่ได้หยุด DCA เลยตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเดือนธันวาคม 2024 เราจะมี 2.7 ล้าน Sat ด้วยทุน ฿36,000 บาท และจะมีมูลค่าในปัจจุบันประมาณ ฿100,000 บาท คิดเป็น 1 ใน 10 ของเป้าหมาย 1 ล้านแรกในหน่วยเงินบาทภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี เร็วกว่าการเก็บเงิน ฿1,000 บาท จนกว่าจะถึง ฿100,000 บาท ที่จะต้องใช้เวลานานถึง 8.4 ปี ปล.2 มูลค่าเทียบบาทถือว่าดูดีเลยทีเดียวในตลาดขาขึ้น แต่ถ้าหากตลาดเป็นขาลง และ 1 BTC กลับลงไปเท่ากับ ฿1.5 ล้านบาท 2.7 ล้าน Sat ของเราจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ ฿40,500 บาท ก็ไม่แย่เท่าไหร่นะสำหรับคนที่ยังคงมองที่ผลของกำไรในหน่วยของบาท แต่เป็นแบบนั้น bitcoiner คงกลับมาดี๊ด๊าเป็นปลากระดี่ได้น้ำอีกครั้ง เนื้อหามีนิดเดียว ปล.กูโคตรยาว เขียนยังไงของเองว่ะ น็อก น๊อก 555 #siamstr