มันใช่แบบนั้นหรอวะ? #Siamstr
ศาสดาลับ? ปกป้องแนวคิดด้วยการคว้าคอเสื้อคนเห็นต่าง? เชื่อในโลกยูโทเปีย?
ศาสดาลับ? ปกป้องแนวคิดด้วยการคว้าคอเสื้อคนเห็นต่าง? เชื่อในโลกยูโทเปีย?
ศาสดาลับ? ปกป้องแนวคิดด้วยการคว้าคอเสื้อคนเห็นต่าง? เชื่อในโลกยูโทเปีย?



จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เคยมีผู้ใหญ่สอนไว้ว่า แม้แต่ทรายในวัดเพียงเม็ดเดียวที่เราเหยียบติดรองเท้าของเราออกมาก็เป็นของวัด และถือว่าเราได้ติดหนี้สงฆ์ไปแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ดังนั้นให้เราทำบุญ/ถวายปัจจัยในการ "ชำระหนี้สงฆ์" เพื่อไม่ให้มีอะไรติดค้างที่จะตามติดตัวเราไปให้ต้องมาตามชำระคืนในภายภาคหน้าหรือชาติหน้า
พอดีว่าพาแฟนไปไหว้พระในโบสถ์ ระหว่างรอก็เลยนั่งสมาธิไป 5 นาที ในโบสถ์ที่ให้บริการเครื่องปรับอากาศสำหรับผู้ที่มาไหว้พระ/นั่งสมาธิ เราก็คิดว่าน่าจะอยู่ในส่วนของค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นการติดหนี้สงฆ์แน่ ๆ ก็เลยหยอดใส่ตู้ไป 5 บาท เป็นค่าแอร์เย็น ๆ ระหว่างนั่งสมาธิ ตกนาทีละ 1 บาท แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นหลังจากที่หยอดไปแล้วเราก็มาคิดว่า เราไม่รู้เฟคเตอร์ของอัตราการบริโภคไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้นที่ดูแล้วน่าจะกินไฟมากกว่าแบบปกตินิหว่า ไหนจะมีผู้คนอื่น ๆ ที่เข้ามานั่งสมาธิอยู่ก่อนหน้าเรานานแล้วอีก และหลายคนตรงนั้นจะต้องมีการปล่อยพลังงานความร้อนออกมาจากร่างกายซึ่งเครื่องปรับอากาศจะต้องทำงานหนักขึ้น มันจึงทำให้ยิ่งยากต่อการคิดคำนวณว่าควรจะหารเฉลี่ยหรือแชร์หนี้สงฆ์ด้วยกันด้วยราคาค่าชำระหนี้สงฆ์เป็นราคาเท่าไหร่ดีมันถึงจะถูกต้อง
แต่โชคยังดีที่ทางวัดน่าจะคิดมาอย่างดีแล้วว่าสิ่ง ๆ นี้อาจสร้างปัญหาให้กับการคำนวณต้นทุนที่ถูกต้องของผู้ศรัทธาที่เข้ามาไหว้พระทำบุญ และแทนที่จะได้รับความสุขสงบกลับไป กลับกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวให้คิดคำนวณกันไม่ตกแทน ก็เลยเขียนที่กล่องรับชำระหนี้สงฆ์ว่า
"ตามกำลังศรัทธา"
นี่มันนวัตกรรมชัด ๆ
ไม่มีสาระอะไร.. ขออภัยคนที่หลงเข้ามาอ่าน
ความเชื่อนั้นไม่มีหน่วยวัด แต่คณิตศาสตร์ในสิ่งที่เรียกว่าเงินทำให้ความศรัทธาดูเป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่ายขึ้น




