เมื่อนานมาแล้ว ท่ามกลางความมืดที่เย็นสนิท แรงโน้มถ่วงเริ่มดึงดูดกลุ่มแก๊สและละอองต่างๆมารวมกัน แรงมหาศาลที่ดึงดูดและกระทำกับกลุ่มมวลนั้นมหาศาล มวลต่างๆถูกดึงดูดให้บีบอัดเข้าหากัน จนกระทั่งกลายเป็นกลุ่มก้อนแก๊สร้อนเรืองแสง จนในที่สุดมันก็ร้อนมากพอที่จะสร้างพลังงานได้ด้วยตัวเอง ดาวฤกษ์หนึ่งเดียวที่ให้ความร้อนและแสงสว่าง ดวงอาทิตย์ของเรา
เมื่อมองเข้าไปใต้พลาสมาที่ร้อนระอุ ลึกลงไปข้างในที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ส่วนที่ร้อนที่สุด อะตอมที่กำลังชนกันที่อัตราความเร็วสูงและถูกหลอมรวมกัน ได้ปลดปล่อยพลังงานที่บริสุทธิ์ กระบวนการนี้เรียกว่า นิวเคลียร์ฟิวชั่น
ในแกนกลางของดวงอาทิตย์ ขณะที่อะตอมกำลังพุ่งชนและหลอมรวมกัน โฟตอนได้ถูกปลดปล่อยออกมา และพยายามที่จะไหลออกมาสู่ภายนอก พลังงานเล็กๆที่ไร้มวลบางส่วนนั้นสามารถหลุดรอดผ่านชั้นต่างๆภายในของดวงอาทิตย์ พุ่งตรงออกมาจากแกนกลางของดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วแสง มันแผ่รัศมีออกไปทุกทิศทาง บางส่วนได้เดินทางผ่านระยะทาง 150ล้านกิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 8นาทีกว่าๆ พุ่งตรงมายังโลกของเรา
ในทุกๆวินาที ใบไม้แต่ละใบจะดูดซับโฟตอนจำนวนมหาศาล กรานาได้รับแสงอุ่นๆจากดวงอาทิตย์ พื้นผิวที่ปกคลุมไปด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่คอยดักจับโฟตอนที่มาจากดวงอาทิตย์ ในนั้นอัดแน่นไปด้วยสารสีเขียวอย่างคลอโรฟิลล์ที่สามารถดูดซับแสงแดด
คลอโรฟิลล์ดักจับพลังงานที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์ เมื่อน้ำรวมกับคาร์บอนไดออกไซด์และแสงแดด กระบวนการนี้ถูกเรียกว่า การสังเคราะห์แสง ได้เปลี่ยนรูปของพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งผลผลิตที่ได้นั้น คือน้ำตาลและออกซิเจน กลายที่เป็นกักเก็บพลังงานใหม่ไว้ส่งต่อให้กับสิ่งมีชีวิตบนโลก
น้ำตาล เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์อื่นๆ ที่ทำให้พืชเจริญเติบโต เช่น แป้ง เซลลูโลส โปรตีนหรือไขมัน
ออกซิเจน เป็นธาตุที่สำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ต้องใช้ในการหายใจและเผาผลาญพลังงาน
พลังงานนั้น ไม่ได้ทำถูกให้เพิ่มขึ้นหรือหายไป พลังงานเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในจักรวาลของเรานี้ มันแค่หมุนเวียน เปลี่ยนรูปจากพลังงานรูปแบบหนึ่งไปสู่พลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง
การโฆษณาชวนเชื่อว่า การอุปโภคบริโภคที่มากของมนุษย์นั้น เป็นเรื่องเลวร้าย ไม่ว่าการรณรงค์ให้ประหยัดน้ำมัน ลดการใช้พลังงาน ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะยิ่งกินเนื้อสัตว์ยิ่งทำให้โลกร้อน !!
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) แนะนำให้พลเมืองหันมาบริโภคพืชผัก เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน ใช่ พวกเขากำลังบอกให้พวกเรา ฆ่าพืช เพื่อนำมาบริโภค พวกเขาบอกว่ามันจะช่วยลดโลกร้อน พวกเขายังอ้างอีกว่าการทำปศุสัตว์นั้น ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในดินถูกปล่อยออกมาและเกิดก๊าซเรือนกระจก 555 (ขออภัยที่อดขำไม่ได้จริงๆ)
พืชซึ่งกำลังทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ พืชที่ทำหน้าที่ส่งต่อพลังงานไปยังเหล่าสรรพสัตว์ กำลังถูกคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตัวพวกเขาเองนั้นก็ต้องใช้พลังงาน และอุปโภคบริโภคไม่ได้ต่างไปจากพวกเรา พวกเขากำลังบอกให้ผู้คนหันไปกินพืชกันมากขึ้นและลดการกินเนื้อ พืชที่เป็นแหล่งพลังงานของเหล่าสัตว์ พวกเขากำลังบอกให้พวกเรากินพืชแทนที่จะกินสัตว์
พวกเขายังแนะนำการบริโภคแบบมังสวิรัติที่ประกอบไปด้วย ผัก ผลไม้ ธัญพืช(เมล็ด) ถั่ว
กรดอะมิโนชนิดจำเป็น ที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถผลิตเองได้นั้น เราสามารถได้รับโดยตรงจากการบริโภคเนื้อสัตว์ ผู้ที่ทานแต่ผักมักจะขาดสารอาหารบางชนิด อีกทั้งอุตสาหกรรมการเกษตรมักอุดมไปด้วยยาฆ่าแมลงและสารเคมีต่างๆ นี่คือเหตุผลที่ มนุษย์ควรระมัดระวังในการบริโภค และต้องบริโภคทั้งพืชและสัตว์อย่างสมดุล
ถ้ามองในอีกแง่ ผู้เขียนมองว่า พวกเขาเองนั่นแหละที่กำลังทำให้โลกร้อน ถ้าพวกเขาจะกล่าวหาว่า คาร์บอนไดออกไซด์ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
เพราะพวกเขากำลังบอกให้พวกเราทำลายพืช กินพืชให้มากขึ้น พวกเขากำลังบอกให้มนุษย์บริโภคพืชแทนเนื้อสัตว์ เขากำลังบอกให้เราแย่งอาหารจากบรรดาเหล่าสัตว์
เมล็ดพืชที่ปกติแล้วจะต้องทำหน้าที่ในการแพร่พันธุ์ จะแพร่พันธุ์ต่อได้อย่างไร ถ้ามนุษย์เก็บมากินไปซะหมด ต้นไม้จะเอาใบไม้ที่ไหนมาสังเคราะห์แสง หากมนุษย์กินพืชแทนเนื้อกันทุกคน
ความจริงแล้ว ผู้คนมีสิทธิ์อุปโภคบริโภคเท่าไรก็ได้ ตราบใดที่พวกเขาหาทรัพยากรนั้นมาด้วยตัวเอง
การพยายามสร้างความเชื่อลวงโลกว่า โลกของเรานี้กำลังร้อนขึ้นๆ พวกเขาพยายามโน้มน้าวว่า การลดใช้พลังงาน การลดการบริโภคเนื้อสัตว์นั้น เป็นการกระทำความดี เพราะกำลังช่วยลดโลกร้อนอยู่ สิ่งนี้เป็นเพียงแค่การหลอกให้ผู้คนเชื่อว่า สิ่งๆนั้นไม่มีคุณค่า สิ่งๆนั้นเป็นสิ่งเลวร้าย สิ่งๆนั้นเป็นการไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม เพราะมันเป็นการง่ายที่สุดที่ผู้คนจะไม่ออกมาต่อต้าน และไม่ถามว่าทำไม ผู้คนเข้าใจว่าพวกเขากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาคิดว่าพวกเขากำลังปกป้องโลกใบนี้ ซึ่งมันไม่จริง
ทุกวันนี้ผู้คน ผลิตสิ่งต่างๆที่ได้มาจากทรัพยากรมากกว่าที่พวกเขาได้ใช้ไป ผู้คนหลายล้านคนบนโลกกำลังทำงานหนัก แต่กลับได้บริโภคสิ่งต่างๆเพียงน้อยนิดและบางสิ่งไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมที่มนุษย์จะบริโภค ในขณะที่คนบางกลุ่มกลับสามารถบริโภคสิ่งต่างๆได้อย่างล้นเหลือ
ความจริงแล้ว พวกเขาแค่ต้องการให้เราทิ้งสิ่งที่มีค่าไปด้วยตัวเอง เลิกอุปโภคบริโภคโดยสมัครใจ เพื่อที่พวกเขาจะนำทรัพยากรเหล่านั้นไปใช้ได้โดยง่าย แบบไร้การขัดขืน ไร้ข้อกังขา พวกเขาต้องการลดส่วนแบ่ง เพื่อที่ตัวเองจะได้ใช้มากขึ้นต่างหาก พวกเขาแย่งชิงมันอย่างไร ผู้อ่านก็คงจะทราบกันดีในวิธีการแย่งชิงทรัพยากร
พลังงานนั้นมีอยู่แล้วและจะไม่หายไป โลกได้รับพลังงานมาจากดวงอาทิตย์ อะตอมที่ถูกหลอมรวมกันและกลายเป็นหนึ่งได้ปลดปล่อยโฟตอน โฟตอนถูกส่งมาจากดวงอาทิตย์โดยกระบวนการนิวเคลียร์ฟิวชั่น ต้นไม้ดูดซับพลังงานนั้นไว้และส่งต่อไปยังสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะ มนุษย์ พืชหรือสัตว์ เพียงแค่นำสิ่งที่มีอยู่แล้วนั้นมาใช้ มนุษย์เราก็เป็นแค่เพียงสิ่งหนึ่งในกระบวนการการเปลี่ยนรูปพลังงานเท่านั้น ผู้คนไม่ได้กำลังทำเรื่องเลวร้ายหรือเรื่องที่ดี สิ่งนี้มันเป็นเพียงธรรมชาติ ผู้ที่พยายามบิดเบือนความจริงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองต่างหาก ที่เลวร้ายอย่างแท้จริง แต่มันก็คงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอีกเช่นกัน
#Climatescam #Siamstr #bitcoin
Riina
riina@siamstr.com
npub1pcrw...qlaq
🧡 Freedom ⚡️
เมื่อใดที่ระบบการเงินถูกพัฒนาแล้วจริงๆ กลายเป็น Bitcoin Standard คิดว่าเมื่อนั้น สิ่งที่เรียกว่า NFT จะถูกนำมาใช้อย่างแน่นอน
ส่วนตัวมอง NFT ในแง่ของการครอบครองกรรมสิทธิ์ การแสดงความเป็นเจ้าของในกรรมสิทธิ์ ยกตัวอย่างเช่น เอกสารการเป็นเจ้าของที่ดิน(โฉนด) การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์
สิทธิ์ในการครอบครองสิ่งต่างๆเหล่านี้ หากถูกบันทึกลงในบล็อคเชน มีโหนดที่คอยยืนยันตรงกันว่า ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเจ้าของมันจริงๆ มันคงง่ายกว่าการบันทึกลงในกระดาษอย่างเช่น โฉนด อย่างแน่นอน
ในปัจจุบันทุกอย่างยังต้องเชื่อมโยงกับรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระบบของเรายังเป็นแบบนั้น
คงไม่มีใครซื้อขายที่ดินโดยไม่ต้องการโฉนด หรือใช้เอกสารการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ผู้ขายทึกทักเอาเองว่าเป็นเจ้าของ ผู้คนยังคงต้องการได้รับการยืนยันจากรัฐในด้านกรรมสิทธิ์อยู่
แต่ในอนาคต การเก็บบันทึกในกระดาษ และการยืนยันการทำธุรกรรมที่ต้องผ่านคนกลางอย่างเข่นการนัดไปซื้อขายที่ดินที่สำนักงานที่ดินมันคงล้าหลังมาก
ทุกวันนี้เวลาเราต้องการขายบ้านสักหลัง หรือที่ดินสักผืน เราอาจจะต้องติดประกาศขายบ้านให้ผู้คนรู้ อาจจะประกาศขายบ้านในอินเทอร์เน็ต หรือฝากขายผ่านนายหน้า
หลังจากตกลงกับผู้ซื้อได้ ต้องนัดวันว่างให้ตรงกันแล้วก็พากันเดินทาง ไปที่สำนักงานที่ดิน แบกโฉนดกับเอกสารต่างๆ ไปให้เจ้าหน้าที่ รอตรวจสอบเพื่อยืนยันการทำธุรกรรม และเสียภาษี เมื่อจบกระบวนการ ผู้ขายได้รับเงิน ผู้ซื้อได้รับโฉนดที่ดินและความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ รัฐบาลได้รับภาษี
วันหนึ่งคงมีรัฐใดสักแห่งที่มองเห็นสิ่งนี้ และเปลี่ยนรูปแบบการครอบครองกรรมสิทธิ์ต่างๆไปวางอยู่บนบล็อคเชน ผู้ขายก็แค่ตั้งขาย ผู้ซื้อก็เพียงแค่กดซื้อ บิทคอยน์ถูกโอนจากกระเป๋าของผู้ซื้อไปสู่กระเป๋าของผู้ขาย อำนาจในการครอบครองกรรมสิทธิ์ถูกส่งจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ รัฐจัดเก็บภาษีผ่านค่าธรรมเนียม ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องการคนกลาง ไม่ต้องมีสำนักงาน มันคงจะง่ายมากทีเดียวในการแลกเปลี่ยนอำนาจการครอบครองกรรมสิทธิ์
พอมีระบบการเงินที่ดี อะไรๆในลำดับถัดไปก็คงจะพัฒนาตามมาอีกเยอะเลยทีเดียว แม้เราจะไม่ชอบระบบรัฐมากแค่ไหน ในตอนนี้เราก็ยังปฏิเสธมันไม่ได้อยู่ดี ผู้คนยังต้องการส่วนกลาง ต้องการผู้นำ ต้องการผู้ควบคุมกฎกติกาในการที่จะอยู่ร่วมกัน แต่รัฐที่ไม่สามารถผลิตเงินเองได้ ในโลกของบิทคอยน์ น่าจะเป็นรัฐที่ดีและมีคุณภาพมากกว่าในปัจจุบัน
รัฐใดก็ตามที่คิดจะต่อต้านเงินที่ดีอย่างบิทคอยน์เพียงเพราะกลัวจะถูกลดทอนอำนาจ เป็นเรื่องโง่เขลา รัฐใดก็ตามที่เข้าร่วมก่อนย่อมได้เปรียบมากกว่า
เป็นแค่การมองภาพการนำ NFT มาใช้ประโยชน์ในแง่ของการครอบครองกรรมสิทธิ์ (ซึ่งเราอาจจะคิดผิดก็ได้นะ) แต่นี่คือภาพนึงที่เรามองเห็นการนำไปใช้ประโยชน์ เมื่อถึงวันที่เรามีระบบการเงินที่ดี มันจะมีเลเยอร์อื่นๆที่ถูกพัฒนาอีกมากมายต่อมา บนระบบมาตรฐานของบิทคอยน์
คิดไปเรื่อยเปื่อย 😄
ใครที่มีมุมมองอื่นๆอีกมาแชร์กันได้นะคะ
พึ่งรู้ว่าสิ่งที่สนุกที่สุดคือการส่งต่อความรู้ไปให้ลูก การได้สอนลูกถึงเรื่องราวต่างๆ การพาลูกเรียนรู้เรื่องราวต่างๆที่ผ่านไปในแต่ละวัน ลูกๆสนุกกับเรื่องเล่า สอนวิทยาศาสตร์ผ่านการอธิบายพร้อมเปิดสารคดีไปพร้อมกัน จับมือพาลูกมองเห็นสิ่งต่างๆบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน ดูพระอาทิตย์ขึ้นและตก เฝ้ามองปรากฎการณ์ทางธรรมชาติไปพร้อมกัน พลังงานที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์ก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก ต้นไม้ สรรพสัตว์ การเชื่อมโยงสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวด้วยทฤษฎีและการเฝ้าสังเกต มีทั้งนามธรรมและรูปธรรมผสมผสานกัน การเดินทางค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน ยิ่งตอกย้ำว่าเวลานั้นมีค่าจริงๆ
#homeschool #bitcoin
- เหล่าอีลีทได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้ออย่างไร -
กลุ่มคนที่มีอำนาจและทรัพยากรในมือมากกว่าคนทั่วไป เราเรียกพวกเขาว่า "อีลีท" และแน่นอนพวกเขาก็คือมนุษย์เหมือนกับเรานี่แหละ มีทั้งดีไม่ดีปะปนกัน บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวว่าคนกลุ่มไหน เพียงแค่ต้องการอธิบายถึงประโยชน์ของเงินเฟ้อที่พวกเขาได้รับ เพราะพวกเขาก็คือกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อที่สุด
พวกเขามีทรัพยากรมากพอที่จะควบคุมผู้คน พูดง่ายๆก็คือ ผู้คนจะต้องมาของานทำจากพวกเขา
พวกเขาจะเข้าไปถือครองสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับเงินเสมอ เช่น ทรัพยากรต่างๆ อสังหาฯ กิจการ หรือหุ้น(?) หลังจากนั้นเขาก็แค่อยู่เฉยๆ เพราะทุกสิ่งที่พวกเขาเป็นเจ้าของนั้น มีคนคอยขับเคลื่อนมันแทนเขาอยู่ พวกเขามีพนักงานที่คอยทำงานให้ อะไรที่พวกเขาทำไม่ได้ก็แค่จ้างคนมาทำแทน พวกเขาแค่จ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานเป็นรายเดือน แล้วหลังจากนั้น...
พวกของพวกเขาก็แค่พิมพ์เงิน... แล้วก็อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร แค่ใช้ชีวิตไป
เมื่อมีปริมาณเงินเพิ่มเข้ามาในระบบ เหล่าบรรดาผู้คนที่ทำงาน ผู้คนที่สร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับระบบ ผู้คนที่เก็บเงินไว้เป็นเงิน ผู้คนเหล่านี้ก็จะจนลงในทันที
ผู้คนที่ทำงานเพื่อรอรับเงินค่าจ้างทุกเดือน ณ เวลานี้ ตัวเลขของเงินเดือนที่ได้รับมันอาจจะเท่าเดิมหรืออาจจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่มูลค่าของเงินนั้นลดลงไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วพวกเขานั้นจนลง ทั้งๆที่พวกเขาไม่เคยหยุดทำงาน พวกเขาไม่สามารถหยุดทำงาน
พวกเขาทำงานเท่าเดิม จำนวนเงินค่าจ้างที่ได้รับก็เท่าเดิม แต่เงินจำนวนนั้นกลับซื้อของไม่ได้เท่าเดิมอีกต่อไป เพราะความสามารถของเงินที่จะนำไปแลกทรัพยากรมันลดลง พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกขโมยอะไรไป
เหล่าอีลีทก็แค่พิมพ์เงิน แล้วไม่ต้องทำอะไร ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะจนลงพร้อมกันในทันที เมื่อจนลงก็ต้องทำงานมากขึ้น เพื่อให้คุณภาพชีวิตเท่าเดิม แล้วพวกอีลีทล่ะ แน่นอนว่าพวกเขารู้จักระบบเฟียตดี พวกเขาไม่ถือเงินกระดาษไว้มากขนาดนั้นหรอก
พวกเขาเปลี่ยนเงินที่ได้รับจากทรัพยากรของเขา ทรัพยากรที่มีพนักงานคอยสร้างประโยชน์ให้ เมื่อพวกเขามีเงินมากเกินไป พวกเขาก็จะเปลี่ยนเงินไปเป็นทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ
จริงๆแล้วสัดส่วนทรัพยากรในระบบก็มีใกล้เคียงเดิมนั่นแหละ เมื่อเทียบทรัพยากรในส่วนที่หามาได้กับส่วนที่ถูกใช้ไปก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปซักเท่าไหร่ พวกอีลีทแค่อยู่เฉยๆ พวกเขาไม่ได้สร้างอะไรให้กับระบบมากกว่าที่พวกเขาได้รับจากระบบ พวกเขาแค่เปลี่ยนสัดส่วนทรัพยากรกับเงินสดในมือตามสถานการณ์ แต่ผู้คนต่างหากที่จนลงไปเองเมื่อมีการพิมพ์เงิน แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้กลุ่มอีลีทดูเหมือนรวยขึ้นแล้ว
ถ้าจะบอกว่าพวกเขาจะรวยขึ้น นั่นหมายถึงความร่ำรวยทรัพยากร ไม่ใช่รวยเงินที่เสื่อมค่าอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่คนส่วนมากนั้นจนลง แต่กลับไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าจนลง พวกเขารู้เพียงแค่ว่าข้าวของแพงขึ้น
"ข้าวของมันก็แพงขึ้นเสมอนั่นแหละ"
- ที่อยู่อาศัยก็แพงขึ้น
"แน่ล่ะก็อสังหาน่ะมีจำกัด ราคาก็มีแต่จะแพงขึ้นอย่างเดียว"
- ทองคำก็แพงขึ้นนะ
"ก็ทองคำน่ะมีค่าเพราะมันมีหายาก เอาไปทำเครื่องประดับก็ได้ มันมีค่าในตัวเองไง" ก็วนกลับมาที่เดิม
และไม่ใช่แค่กลุ่มอีลีทที่ชื่นชอบการพิมพ์เงิน ผู้คนเองก็ชอบ การที่ผู้คนเรียกร้องรัฐสวัสดิการก็เช่นกัน นั่นหมายความว่า ผู้คนเหล่านั้นต่างก็ยินดีกับการที่รัฐบาลพิมพ์เงิน ระบบการเงินเฟียตนั้นวิกฤตเกินจะแก้ไข มีแต่ต้องปล่อยให้พังและรอเปลี่ยนระบบใหม่ เพราะในตอนนี้รัฐบาลก็ไม่สามารถหยุดพิมพ์เงินได้อีกแล้ว
สรุปคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้อีกว่าเพราะอะไรสิ่งต่างๆถึงแพงขึ้น พวกเขายังต้องทำงานที่ยาวนานต่อไป โดยที่ไม่รู้จักเงินที่ดีจริงๆ เงินที่จะเอาไว้ใช้เป็นที่เก็บออม เพื่อสำรองไว้ใช้ในภายภาคหน้า เงินที่จะเก็บไว้และสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้โดยที่ไม่เสื่อมค่าไปตามกาลเวลา ผู้คนบางส่วนที่พอจะไหวตัวทัน เมื่อรวบรวมเงินได้ก็จะนำมันไปซื้อที่ดิน ทองคำ ตามที่เขาเข้าใจ
คนบางกลุ่มก็กลายเป็นทาสที่ติดอยู่ในระบบหนี้ การผ่อนอสังหาฯ ที่มีราคาแพงเทียบเท่าเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นไปอีก 30ปี ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาชนะเงินเฟ้อได้เลย แม้พวกเขาจะมีทรัพยากรเป็นของตัวเองในที่สุด แต่นั่นก็คือทรัพยากรที่ต้องใช้เวลาถึง 30ปีแลกมา และมันก็ไม่ใช่ของเขาอย่างแท้จริงอีกอยู่ดี พวกเขายังต้องจ่ายภาษีและปฏิบัติตามกฎของเหล่าอีลีท มิฉะนั้นเขาจะถูกยึดมันไป โดยใช้เครื่องมืออีกประเภทนั่นคือสิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย ซึ่งกฎหมายก็ถูกเขียนโดยกลุ่มอีลีทเช่นกัน
แต่ในความมืดมนก็ยังมีแสงสว่าง เมื่อระบบการเงินเฟียตดำเนินมาถึงจุดที่เริ่มเสื่อมอำนาจลง ผู้คนบางส่วนเริ่มตระหนักรู้และสงสัย ณ เวลานี้ คือช่วงเวลาที่มีค่าที่สุด
และในวันหนึ่งสำหรับผู้คนที่เข้าใจแล้วว่าเงินคืออะไร พวกเขาจะพบกับคำว่าอิสรภาพอย่างแท้จริง แม้พวกเขาจะมีทรัพยากรเพียงน้อยนิด มีเพียงแค่เวลา แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถแย่งชิงเวลาไปจากพวกเขาได้โดยง่ายอีกต่อไป พวกเขาจะสามารถเก็บพลังงานที่เหลือใช้เอาไว้ได้ผ่านการวิธีการง่ายๆเช่น การออม
#bitcoin #Siamstr
#FuckIMF #Siamstr #bitcoin
- การแย่งชิงทรัพยากร -
โดยธรรมชาติแล้ว เพื่อมีชีวิตรอดบนโลกใบนี้ มนุษย์นั้นจะต้องออกล่า หาอาหาร ค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมที่จะอยู่อาศัย และออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อที่จะไขข้อสงสัยบางสิ่งในชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพราะนั่นคือ “ชีวิต” ชีวิตไม่ใช่แค่เพียง มีอยู่ กิน นอน และรอวันตาย
เพื่อความมีชีวิต เพื่อความอยู่รอด การรวมกลุ่มจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่าการอยู่เพียงลำพัง
เมื่อโลกได้พัฒนามาถึงจุดหนึ่ง จุดด้อยต่อๆไป ก็จะเกิดการพัฒนาตามมา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดความแตกต่างของกลุ่มมนุษย์ ด้วยสภาพแวดล้อม ด้วยความสามารถของกลุ่ม ด้วยความสามารถในการส่งต่อข้อมูลความรู้ และการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ทำให้มนุษย์ยิ่งมีความห่าง ความแตกต่างกันออกไปอีก
แม้จะมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์นั้นมีแทบจะเท่าๆกันแน่นอน นั่นคือ “เวลา”
ดังนั้นถ้ามองในอีกแง่ การแย่งชิงทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรในรูปแบบใดก็ตาม มันคือการ แย่งชิงเวลานั่นเอง ผู้ที่แย่งชิงทรัพยากรมาได้ ก็เหมือนการขโมยเวลาของผู้อื่นมา เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ให้กับตัวเอง เมื่อไม่ต้องเสียเวลาของตัวเองไปเพื่อความอยู่รอด ทำให้ผู้ชนะสามารถใช้เวลาที่มีอยู่จริงๆของตนเองไปเพื่อความรื่นรมย์ส่วนตัวได้อย่างสบาย แล้วใครจะไม่อยากได้เวลาเพิ่มล่ะ
ด้วยเหตุผลนี้ในหน้าประวัติศาสตร์เท่าที่เรารู้จัก จึงมีสงครามเกิดขึ้นมาโดยตลอด
การก่อสงครามแบบตรงๆนั้น ถึงแม้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจะมีแนวโน้มว่าจะชนะแน่นอน แต่ก็ย่อมต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างอยู่ดี ฝ่ายที่รู้อยู่แก่ใจว่าด้อยกว่า ก็อาจจะยอมจำนน หรือไม่… ก็อาจจะสู้อย่างสุดกำลังเพราะความจนตรอก ผู้ชนะแม้อาจจะชนะ แต่ก็อาจจะไม่เหลืออะไรให้ครอบครองหรือช่วงชิงได้อย่างคุ้มค่าพอกับที่ได้ก่อสงครามไป ซึ่งนั่นไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ของผู้ชนะ เพราะเหตุผลที่ก่อสงครามนั้น ได้พังทลายลงไปพร้อมกับชัยชนะไปซะแล้ว ไม่เหลืออะไรให้แย่งมา… สงครามครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้มนุษย์เรียนรู้และปรับเปลี่ยนวิธีการในการแย่งชิงทรัพยากรให้ต่างออกไปจากเดิม
และครั้งนี้ก็เช่นกัน จุดประสงค์ที่แท้จริงมันคือการช่วงชิงเวลา แต่วิธีการนั้นต่างออกไป…
การแย่งชิงเกิดขึ้นในรูปแบบที่ไม่ต้องก่อสงครามตรงๆ และผู้ที่ถูกขโมยนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกขโมยอะไรไป
วิธีการแย่งชิงแบบใหม่นี้ มีระบบการเงินแบบเฟียตเป็นเครื่องมือ
- วิธีการแย่งชิง -
เมื่ออารยธรรมมนุษย์เริ่มพัฒนามากมายทั่วโลก ทรัพยากรถูกผลิตขึ้นมามากมายจนเหลือใช้ มนุษย์พัฒนาทักษะในหลายๆด้าน สามารถเก็บบันทึกองค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เพื่อให้มนุษย์รุ่นหลังสามารถเรียนรู้สิ่งที่มีผู้ค้นพบแล้วได้จากบันทึกต่างๆ มนุษย์เริ่มใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนทรัพยากร และในอดีตสิ่งที่ถูกยอมรับให้ทำหน้าที่เป็นเงินโดยเห็นพ้องต้องกันทั้งโลก นั้นคือ ทองคำ
ด้วยคุณสมบัติของความยากในการได้มาของทองคำ ความเสถียรของธาตุทางเคมีและกายภาพ ทำให้ทองคำนั้นไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ทำให้ทองคำนั้นสามารถถูกส่งต่อผ่านกาลเวลาได้ ทองคำจึงเป็นเงินที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด อย่างที่พวกเราต่างรู้กันดีว่า ทองคำมีค่าเพราะอะไร (ไม่ใช่มีค่าในตัวเองอย่างที่คนทั่วไปชอบพูดกัน)
แต่ทองคำเองก็ยังมีข้อเสียอยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ การขนย้าย เมื่อโลกเกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรมากขึ้น การส่งทองคำไปมานั้นยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกปล้น หรือการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดจากภัยธรรมชาติ
มนุษย์ที่เห็นช่องทางในการหาประโยชน์จากข้อเสียนี้ของทองคำ ระบบมาตรฐานทองคำได้ถูกยกเลิก และเป็นจุดกำเนิดของระบบเบรตตัน วูดส์ โดยการผูกค่าทองคำไว้กับ “ดอลลาร์สหรัฐ” พวกเขาสัญญาว่าคุณจะได้รับทองคำที่คุณฝากไว้คืนเสมอ เมื่อคุณยื่นตั๋วแลกทองคำนี้ ในยุคแรกที่ผู้คนได้ทดลองใช้ดอลลาร์ และพบว่าพวกเขาสามารถนำมันไปแลกทองคำคืนได้จริงๆ ดอลลาร์จึงเริ่มถูกใช้งานแทนทองคำ และยอมรับเป็นที่แพร่หลาย (ดั่งที่ชาวบิทคอยเนอร์ทราบกันดีอยู่แล้ว)
ช่วงเวลาหนึ่ง ผู้คนคิดว่า ดอลลาร์นั้นจะมีจำนวนเท่ากับทองคำที่มีอยู่จริงๆ
เมื่อทองคำส่วนมากถูกฝากไว้ในมือของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ความเชื่อใจก็เป็นสิ่งที่เหนือเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ เมื่อมาตรฐานทองคำนั้นถูกยกเลิก และต่อมาระบบเบรตตัน วูดส์ ก็พังลง หลังจากเกิดเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากการพิมพ์ดอลลาร์อย่างมหาศาลเพื่อชดเชยการขาดดุลหลังจากการทำสงคราม จนเข้าสู่ยุคระบบการเงินเฟียต ในยุคของคนรุ่นหลัง มนุษย์รุ่นที่ไม่เคยสัมผัสกับการใช้ทองคำในการเป็นเงิน ไม่รู้ที่มาของการเป็นเงิน ไม่รู้ว่าเงินที่แท้จริงนั้นคืออะไร ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วทองคำนั้นมีค่าเพราะอะไร จะเห็นได้ว่าคนส่วนมากมักจะบอกว่า ทองคำนั้นมีค่าในตัวมันเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความจริง
ผู้คนในรุ่นหลังนั้น ต่างใช้กระดาษที่รัฐบาลของตนพิมพ์ออกมาเป็นเงิน นั่นเพราะรัฐบาลของพวกเขากำหนดให้มันเป็นเงิน มันทำหน้าที่คล้ายๆกับคูปองในโรงอาหารของโรงเรียน ใช้ซื้อของได้แค่ในโรงอาหารเท่านั้น กระดาษของรัฐบาลก็เช่นกัน มันคือคูปองไว้แลกทรัพยากรในประเทศ หากคุณเดินทางไปประเทศอื่น คุณก็ต้องแลกคูปองของประเทศนั้นๆ ไว้เพื่อใช้แลกทรัพยากรของประเทศนั้นๆ เช่นกัน
ในขณะที่คนบางกลุ่มนั้น กลับมีทรัพยากรในด้านต่างๆนำหน้าคนส่วนใหญ่ไปมาก ร่ำรวยทรัพยากร ก็เหมือนร่ำรวยเวลา ไม่ต้องเสียเวลาไปเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทำงานแทบเป็นแทบตายเพื่ออาหารที่ไร้คุณภาพไม่กี่มื้อ ไม่มีกระทั่งเวลาที่จะอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ บางคนไม่เหลือแม้กระทั่งทรัพยากรที่บรรพบุรุษได้เคยสะสมไว้ให้
พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้กระทั่งสิ่งที่พวกเขาได้เคยเรียนรู้และถูกสอน การศึกษาที่ได้รับจากโรงเรียน ก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกเขียนไว้เพื่อให้เชื่อ
มีภาพลวงตาเกิดขึ้นมากมาย จนยากเกินกว่าจะแยกออกว่าอะไรคือความจริง พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า ทำไมพวกเขาถึงทำงานเท่าไหร่ก็ไม่พอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ และคนบางกลุ่มก็ยังคิดว่าที่เขาเป็นอยู่นั้นดีอยู่แล้ว นั่นเพราะพวกเขาไม่เคยสัมผัสกับอิสรภาพมาก่อน พวกเขาจึงไม่เคยรู้จักมัน
ผู้คนสนใจแค่ว่า วันนี้หรือเดือนนี้จะหาเงินได้เท่าไหร่ จะเพียงพอใช้จ่ายเป็นค่าอะไรได้บ้าง รู้เพียงแค่ว่าเงินกระดาษที่ได้มานั้นมีค่า มีค่าเพราะมันใช้แลกอาหารและสิ่งต่างๆได้ พวกเขาได้ใช้เวลาอันมีค่าไปกับระบบที่ทุกคนต่างก็ทำเหมือนๆกัน ผู้คนต่างทำตามๆกัน จนกระทั่งสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นมาตรฐานใหม่ แม้คนบางส่วนก็อาจจะสงสัยแต่ไม่มีเวลามากพอมาตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ พวกเขาไม่ผิดที่ไม่รู้ ปลาที่โตมาในตู้ไม่รู้ว่ามหาสมุทรนั้นกว้างแค่ไหน นกที่ไม่เคยออกจากกรงไม่รู้ว่าท้องฟ้านั้นคืออะไร นกจะรู้ได้อย่างไรว่าจริงๆแล้วตัวเองก็บินได้เช่นกัน
กลุ่มคนที่แย่งชิงเวลาของผู้คนไปได้ในช่วงแรกเริ่ม ทำให้ทรัพยากรและเวลาของพวกเขานั้น นำหน้าผู้คนส่วนใหญ่ไปมหาศาล พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ดั่งเสือนอนกิน ไม่ต้องสร้างประโยชน์ใดๆเหมือนคนอื่นๆ ทรัพย์สินก็เพิ่มพูนขึ้นได้เรื่อยๆ เมื่ออยู่ในระบบเฟียต
กลุ่มคนร่ำรวยอำนาจและทรัพยากรเหล่านี้ กระจายอยู่ในทั่วทุกมุมโลก มีพวกเขาอยู่ในทุกประเทศ เราเรียกว่าพวกเขาว่า อีลีท(Elite)
คนบางกลุ่มอาจจะรู้สึกชิงชังกลุ่มอีลิทเหล่านี้ แต่ถ้ามองกันในแง่ความเป็นจริง มันก็คือการคัดสรรทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ผู้ที่แข็งแรงกว่า รู้มากกว่า รู้เร็วกว่า ย่อมเหนือกว่า
วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะแย่งชิงทรัพยากร คือการแย่งชิงมาโดยที่เจ้าของทรัพยากรนั้น ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกแย่งอยู่
แม้กระทั่งคนกลุ่มที่ดูเหมือนไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย พวกเขาก็ยังมีทรัพยากรที่มีค่าอยู่ นั่นก็คือเวลา
พวกเขายังต้องดำรงชีวิต สิ่งที่พวกเขาทำได้ คือนำเวลาของพวกเขาไปแลกเงินกระดาษเพื่อยังชีพ
เงินกระดาษของรัฐบาลต่างๆ ถูก(ทำให้จำเป็นต้อง)ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ดำรงชีวิต ผู้คนต้องใช้มันเพื่อนำไปแลกปัจจัยสี่ เงินกระดาษเหล่านั้นถูกผลิตและมีที่มาโดยกลุ่มอีลีท แน่นอนว่าพวกเขาสามารถควบคุมเงิน
เงินที่กลุ่มอีลีทสามารถเสกขึ้นได้จากอากาศผ่านระบบเฟียต ถูกนำมาใช้จ่ายให้กับผู้คน เพื่อให้ผู้คนทำงาน ในขณะที่เงินกระดาษนั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยง่าย แต่เวลายังคงมีเท่าเดิม ทรัพยากรยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การจะได้มาซึ่งทรัพยากรนั้น ต้องใช้ทั้งพลังงานและเวลา
กลุ่มอีลีทพิมพ์เงิน ในขณะที่ผู้คนนั้นทำงาน เงินกระดาษที่มีมากมายในระบบมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เงินที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้น เมื่อเพิ่มแล้วเพิ่มเลยไม่ลดลง มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะกระตุ้นให้ผู้คนทำงาน ถ้าเงินหมดก็แค่พิมพ์ไปจ่าย ผู้คนก็จะลุกขึ้นมาทำงาน พวกเขาจำเป็นต้องทำงาน
- คณิตศาสตร์อย่างง่าย -
ในขณะที่ทรัพยากรและเวลานั้นมีจำกัด แต่จำนวนเงินกระดาษกลับเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ทำให้ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้นตลอดกาลเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ (เงินเฟ้อ)
มูลค่าทรัพยากร = จำนวนเงิน/จำนวนทรัพยากร
ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ10฿ , ของ1ชิ้น = 1฿
ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ100฿ , ของ1ชิ้น = 10฿
- เมื่อจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้น ⬆️
- มูลค่าของทรัพยากรจึงสูงขึ้น ⬆️
มูลค่าของเงิน = จำนวนทรัพยากร/จำนวนเงิน
ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ10฿, เงิน1฿ = ของ1ชิ้น
ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ100฿, เงิน1฿= ของ0.1ชิ้น
- เมื่อจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้น ⬆️
- มูลค่าของเงินจึงลดลง ⬇️
จำนวนเงินกระดาษที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั้น ทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัด มีราคาที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ (ของแพงขึ้น) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมูลค่าของเงินกระดาษต่างหากที่มีค่าลดลง
นี่แหละ คือการปล้นทรัพยากร ผ่านระบบเฟียต เพราะความสามารถในการเพิ่มเงินในระบบได้เรื่อยๆ ทำให้ทรัพยากรต่างๆแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงิน ซึ่งจริงๆแล้วมันคือการหลอกใช้ผู้คนให้ทำงานเท่าเดิม แต่กลับได้รับค่าจ้างที่ลดลงเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว หรือทำงานหนักขึ้นแต่ได้รับค่าจ้างเท่าเดิม หรืออาจจะน้อยลงด้วยซ้ำ
มันไม่ได้สำคัญที่ตัวเลขบนเงินกระดาษ แต่มันคือมูลค่าของเงินในการนำไปแลกทรัพยากร มูลค่าที่ลดลงเรื่อยๆตลอดกาล ทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมกลับสามารถแลกทรัพยากรได้น้อยลง ซึ่งสิ่งที่มีค่าจริงๆนั้นไม่ใช่เงินแต่มันคือทรัพยากร
นี่ไม่ใช่วิธีการที่แปลกใหม่ หรือพึ่งมีใครคิดค้นวิธีการปล้นอย่างแนบเนียนแบบนี้ขึ้นมา แต่มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วและกำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน
การปล้นอย่างแนบเนียนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนไทย หรือคนกลุ่มใด แต่เกิดขึ้นกับผู้คนทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้คนที่ยังไม่เข้าใจว่า เงินคืออะไร
การแย่งชิงทรัพยากรอย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่การขโมยเอาทรัพย์สินต่างๆของผู้คน แต่ยังหมายถึงการขโมยทรัพยากรเวลา การที่ผู้คนต้องทำงานอย่างยาวนาน ผู้คนที่ได้สร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับระบบ มีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานนั้น กลุ่มอีลีทได้รับส่วนต่างที่มีมูลค่าสูงกว่าผู้ที่สร้างประโยชน์เสียอีก พวกเขาได้รับประโยชน์ผ่านเงินเฟ้อ ในขณะที่ค่าจ้างที่ผู้คนได้รับนั้นกลับเป็นเงินกระดาษที่ถูกผลิตโดยเหล่าอีลีทผ่านระบบเฟียต เงินเหล่านั้นไม่สามารถรักษามูลค่าเอาไว้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปเงินกระดาษเหล่านั้นจะแลกทรัพยากรได้น้อยลงหากผู้คนเลือกที่จะเก็บออมเงินไว้เป็นเงิน
สิ่งนี้คือข้อเท็จจริง เหล่าอีลีทอาจดูน่าชิงชังในความสบายที่เหนือคนทั่วไป แต่นั่นเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ธรรมชาติได้คัดสรรผู้ที่จะอยู่รอด ผู้คนจะได้อยู่ในจุดที่เหมาะสมกับความสามารถของพวกเขา ลูกหลานของพวกเขาจะมีต้นทุนตามความสามารถของบรรพบุรุษที่ได้สร้างเอาไว้
ผู้เขียนเองก็ไม่ได้รู้สึกชิงชังเหล่าอีลีทกลุ่มไหน เพราะเข้าใจในระบบของธรรมชาติ แต่เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว และกำลังอยู่ในยุคที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินเช่นตอนนี้ ไม่มีอะไรที่จะสำคัญไปกว่าการเข้าใจว่า “เงินคืออะไร” อีกแล้ว
ฉันไม่ได้นับถือศาสนาอะไร แต่เชื่อในธรรมะ (หรือ ธรรมชาติ ความธรรมดา)
ไม่ได้มองธรรมะเป็นความศักสิทธิ์ แต่มองว่า ธรรมะคือข้อเท็จจริง ถึงแม้ใครก็ตามจะปฏิเสธว่ามันไม่จริง มันก็ยังมีอยู่จริงอยู่ดี
แม้จะไม่นับถือศาสนา หรือไม่เชื่อในข้อมูลบางอย่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้ ฉันเชื่อในสิ่งที่พิจารณาแล้วด้วยตัวเอง
ฉันจึงไม่สวดมนต์ ไม่สวดอ้อนวอน หรือขอพรจากสิ่งใดๆ
คำว่าธรรมะ ก็คือคำสมมติ ที่ยืมมาใช้เพื่อจะสื่อถึง “ความจริงที่มีอยู่แล้ว” เท่านั้น
When understanding that Bitcoin is money, the prices of everything at the moment seem to be too high.
#saving #siamstr #bitcoin
ศาสตร์ของความรู้ ส่วนตัวค้นพบว่าแยกออกได้ประมาณนี้
1. ความรู้ ข้อมูล ทฤษฎี
เป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้จากผู้อื่น เช่นการสอน จากครูหรือผู้รู้ ศึกษาได้จากตำราต่างๆ เรียนรู้ได้จากประสบการณ์ของผู้อื่น
2. สกิล ทักษะ
ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน การทำซ้ำๆ บ่อยๆ แม้จะรู้ทฤษฎี แต่ก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน เป็นความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ สิ่งนี้ต่างจากความรู้ในข้อที่1. เช่น กีฬา ดนตรี ทักษะการป้องกันตัว
3. ปัญญา
คือการเข้าใจในบางสิ่งอย่างลึกซึ้ง การพิจารณาบางสิ่งอย่างแยบคาย การแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากภาพลวงตา ต้องใช้การปลดล็อคทางปัญญาแบบปัจเจก แม้บางคนอาจจะมีทั้งความรู้และทักษะ ก็ยังไม่อาจเพิ่มพูนปัญญาได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
Money เปรียบเสมือน แบตเตอร์รี่ที่เก็บ Energy ของมนุษย์ พลังงานที่ผลิตได้มากกว่าที่ใช้จึงเหลือเก็บ เผื่อนำมาไว้ใช้ในภายภาคหน้า
Fiat money เปรียบเสมือนแบตเตอร์รี่ที่เสื่อมแล้ว เก็บ Energy ไว้ไม่ได้ ยิ่งเก็บนาน ยิ่งเสื่อมค่าตามกาลเวลา
ตอนนี้โลกเรามีแบตเตอร์รี่รุ่นใหม่ ที่เก็บพลังงานไว้ได้ยาวนาน พกพาง่าย ไม่เสื่อมไป นั่นคือ…
#bitcoin
ข้อความนี้ โดน fb แบนไม่ให้พิมพ์ 555การอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรนั้นง่ายที่สุด แต่คนส่วนใหญ่มักจะทำไม่ได้ 😄
ฉันจะเป็นครูที่เลือกศิษย์ และจะเป็นศิษย์ที่เลือกครู
ขอบพระคุณคุณครูยาส้มทุกท่าน 🥰🙏🏻💊
สสารไม่สูญหายไปไหน มันแค่เปลี่ยนรูป เปลี่ยนสถานะ ดังนั้นเรื่องวัวตดทำให้โลกร้อนเป็นเรื่องที่ปัญญาอ่อนที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
แล้วไดโนเสาร์ตดทำให้โลกร้อนด้วยป่าว 5555 ถ้าใช่โลกในยุคนั้นคงจะลุกเป็นไฟเลยมั้ง 😂
พี่ชิตบอกว่า ความจริงแม่งช้า เราว่ามันใช่เลย ถ้ามองในแง่ดี ความช้านี้เพื่อความยุติธรรม
ที่ช้าเพราะว่ากำลังรอผู้คนอยู่ ให้เวลาทุกคนสำหรับการศึกษาและทำความเข้าใจ รอคนที่กำลังสงสัยและกำลังศึกษา เมื่อผู้คนได้ตัดสินใจไปแล้ว ไม่ว่าจะเข้าร่วม หรือเมินเฉยก็ตาม เขาจะมาพูดย้อนหลังไม่ได้นะว่า มันเกิดอะไรขึ้น, ไม่ทันรู้เลย, ไม่มีเวลาให้ศึกษา, รู้งี้…
เพราะความช้าได้มอบโอกาสให้ผู้คนมา14-15ปีแล้ว
คุณอาจจะไม่เข้าร่วมในวันนี้ แต่ในอนาคตข้างหน้า ลูกหลานของคุณก็ต้องเข้าร่วมอยู่ดี…
ก็เงินมันตายอ่ะนะ 😂💊🍊
เกิดไม่ทันยุคศิลปะเฟื่องฟู
เกิดเร็วเกินไปในยุคเทคโนโลยีที่ยังมาไม่ถึง
แต่เกิดทันในยุคเริ่มต้นของบิทคอยน์
เอาวะ ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เราจะกลายเป็นบรรพบุรุษที่เริ่มต้นสะสมบิทคอยน์ไว้ให้ลูกหลาน
ผู้คนที่กระหายความเป็นคนดี อยากมีพื้นที่แห่งคุณค่าเล็กๆ พวกเขาเชื่อว่าจะปกป้องโลกจากภาวะโลกร้อน ได้โดยการลดใช้พลังงาน พวกทาสต่างหาก ที่ไม่มีสิทธิ์ฟุ่มเฟือยหรือกินเนื้อ 🤫💊🍊
Test