AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira
npub1paz8...sncm
ทนายความวชิระ พรหมนิยม นักแกะฎีกา รับว่าความทั่วราชอาณาจักร รับปรึกษาปัญหากฎหมาย ให้ความรู้กฎหมายครับ และหลงไหลใน Decentralized protocol/technology My Motto: "Be Humble and Stack Sats."
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี "กรณีโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองอันเป็นการดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามสิทธิของผู้ร้องนั้น โจทก์ยังคงต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีหรือไม่" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2566 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดี อันได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าป่วยการ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการบังคับคดีเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่ขอใช้บริการในการบังคับคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีนั้นเป็นผู้ชำระ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ยังบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (1) และ (5) ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด การที่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดนั้น โจทก์ยื่นคำแถลงลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว โดยไม่ได้แถลงให้ชัดเจนว่าโจทก์ขอถอนการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังเกษียณสั่งคำแถลงดังกล่าวว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ก็ตาม แต่ตามคำแถลงของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีจากทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งต้องถือว่าเป็นการที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (7) ดังที่ได้ความตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปราจีนบุรี ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 (ที่ถูก 2562) ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเสนอรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับคดีให้ศาลทราบว่า หลังจากโจทก์แถลงว่าจำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองต่อไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องซึ่งศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิ และผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดกับชำระราคาด้วยการใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทน อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 ด้วยการให้ผู้ร้องเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากโจทก์เนื่องด้วยมีการถอนการบังคับคดีนั่นเอง ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองแล้วมีการถอนการบังคับคดีของโจทก์โดยไม่ได้บังคับแก่ทรัพย์จำนองด้วยการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์ของโจทก์ต่อไป จึงเป็นกรณีที่มีการยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย โจทก์จึงต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กับค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง และมาตรา 169/2 วรรคสี่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองเอง ทั้งโจทก์และผู้ร้องเป็นนิติบุคคลเดียวกันและต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงไม่จำต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีนั้น เห็นว่า การบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีใดย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นเอง ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 บัญญัติให้เจ้าหนี้ซึ่งศาลอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 แล้ว มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์แต่เดิมได้นั้น เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้อื่นให้สามารถดำเนินการบังคับคดีได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่จำต้องเสียเวลาปฏิบัติตามขั้นตอนด้วยการรอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์รายเดียวกันนั้นเสียก่อน แล้วจึงยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาดใหม่อีกครั้ง ทั้งกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสี่ ก็กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้เข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปเป็นผู้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีในส่วนที่ดำเนินการบังคับคดีต่อไปต่างหากอยู่แล้ว หาได้ทำให้โจทก์หลุดพ้นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีที่โจทก์เป็นผู้ขอบังคับคดีในส่วนของตนดังที่วินิจฉัยมาแล้วแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ #ข้อสังเกตที่ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ยังบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (1) และ (5)" ก็เพราะมาตรา 292(1) (5) เป็นกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว ผู้ขอบังคับคดีจึงไม่ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมอีก #ข้อสังเกตที่ 2 การที่ไม่ได้แถลงให้ชัดเจนว่าโจทก์ขอถอนการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังเกษียณสั่งคำแถลงดังกล่าวว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ก็ตาม แต่ตามคำแถลงของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีจากทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งต้องถือว่าเป็นการที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292(7) แล้ว #ข้อสังเกตที่ 3 แม้มีการเข้าบังขับคดีแทนของเจ้าหนี้ตามมาตรา 324 หรือ มาตรา 326 ก็ตามค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีในส่วนของผู้ขอบังขับคดีตามมาตรา 274 ก็ไม่ได้โอนมายังผู้บังคับคดีแทนตาม มาตรา 327 เนื่องจากเป็นหน้าที่โดยเฉพาะ อีกทั้ง มาตรา 153 วรรคสี่ได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมไว้โดยเฉพาะแล้ว "ในกรณีที่มีการเข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไปตามมาตรา ๓๒๗ หรือมาตรา ๓๒๙ (๒)ให้เจ้าหนี้ผู้เข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไปเป็นผู้ชําระค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีเฉพาะทรัพย์สินในส่วนที่ดําเนินการบังคับคดีต่อไป" (ใครบังคับส่วนใดจ่ายส่วนนั้น)
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#เช่าซื้อ #leasing คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568 คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ดังนั้น หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว หากรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีก็เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามที่กำหนดในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่อาจอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องค่าเสียหายอื่น ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอีกเป็นเงิน 419,474.20 บาท จึงมิใช่ค่าเสียหายที่อาศัยมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสื่อมราคารถตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อนำเงินที่โจทก์ได้รับทั้งหมดมาหักกับราคาที่แท้จริงที่โจทก์ใช้เงินลงทุนไป จำเลยจึงต้องชำระค่าขาดราคารถเป็นเงิน 369,900 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์จากเงินลงทุนของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ มิใช่การกำหนดค่าเสียหายจากสภาพของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีว่ามีความชำรุดทรุดโทรมเสียหายอย่างไร จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เกินเลยจากมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดตามที่กำหนดในคำพิพากษาในคดีก่อน เป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์ฟ้องมาด้วยว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นเสื่อมโทรมจากการใช้งานโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ของผู้เช่าซื้อ จึงพออนุโลมได้ว่า เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี #ข้อสังเกต 1 มูลหนี้ที่อ้างในคดีนี้โจทก์อ้างเพียงมูลหนี้ในส่วนของ "การคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี " ดังนั้นเมื่อโจทก์ตรวจสภาพรถแล้วพบว่ารถไม่ได้อยู่ในสภาพดีโจทก์จึงสามารถฟ้องบังคับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 " เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้" การขอบังคับชำระหนี้หรือค่าทดแทนอย่างอื่นนอกเหนือมูลหนี้ดังกล่าวจึงไม่อาจกระทำได้ #ข้อสังเกตที่ 2 มูลหนี้ดังกล่าวที่ขอมาทีหลังเป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ 148 หรือไม่ " มาตรา ๑๔๘ คดีที่ได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน" เห็นว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีก็เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จึงไม่ใช่ฟ้องซ้ำ (บางท่านอาจจะแย้งว่ารถยนต์ก็น่าจะเสียหายอยู่ก่อนแล้วทำไมไม่ขอมาทีเดียว ***ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าขณะฟ้องรถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยผู้เป็นโจทก์ไม่อาจรับรู้ได้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีสภาพอย่างไรพึ่งจะมารู้เมื่อมีการส่งมอบรถคืนแล้ว*** ทั้งนี้ต้องรอคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักในเรื่องดังกล่าวในอนาคต)
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้คดีฟื้นฟูกิจการมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้มั้ย มาตรา ๙๐/๓๓ "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" ในบทบัญญัติของ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไม่ได้บัญญัติการขอหักกลบลบหนี้ในกรณีลูกหนี้เป็นผู้ขอใช้สิทธิดังนั้นจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341-348 มาใช้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวประกอบด้วย ดังนั้น แม้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/33 จะมิได้บัญญัติถึงสิทธิของลูกหนี้ในการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไว้ก็มิได้หมายความว่า ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ก็ชอบที่จะกระทำได้โดยดำเนินการตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 90/33 จึงไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนจะขอหักกลบลบหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ลูกจ้างหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึงวันเลิกจ้าง ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ในระหว่างสัญญาจ้าง และเลิกจ้างโดยมิได้จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้กับลูกจ้างหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานเป็นเหตุให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างด้วยต้องร่วมกันกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของลูกจ้างจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างเหล่านั้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และมาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งอันถึงที่สุดของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้ลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันกับผู้คัดค้านที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าวมีผลให้ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะนายจ้างที่เป็นลูกหนี้ร่วมของลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 แม้ในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันให้รับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน แต่บทบัญญัติมาตรา 296 ก็บัญญัติด้วยว่า เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อตามเงื่อนไขการว่าจ้างบริการแนบท้ายสัญญาจ้างทั้งสองฉบับ ข้อ 9 กำหนดว่า "หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สิทธิเลิกสัญญามีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น" จึงถือได้ว่า ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกันกำหนดเป็นอย่างอื่นแล้ว เมื่อลูกหนี้วางเงินจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จึงย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ได้ชำระไปตามคำสั่งดังกล่าวคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทั้งหมด เมื่อลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้บริหารแผนย่อมมีสิทธิแสดงเจตนานำมูลหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ชำระให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 มาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ค่าจ้างบริการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง และมาตรา 342 #ข้อสังเกต การยื่นหักกลบลบหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา 90/33 กระทำได้โดย 1. กรณีศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ สภาวะพักการชำระหนี้ย่อมเกิดขึ้น การที่จะทำการหักกลบลบหนี้นั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากศาล 2. กรณีหักกลบลบหนี้ในชั้นยื่นขอรับชำระหนี้ ทำโดยการแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่าขอหักกลบลบหนี้จำนวนเท่าใด และหนี้ส่วนที่เหลือซึ่งจะขอรับชำระหนี้มีเพียงใด 3. การแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ถูกทวงหนี้ให้ชำระหนี้ในหนี้ส่วนที่ตนเป็นหนี้ลูกหนี้อยู่ (จากหนังสือ กฎหมายฟื้นฟูกิจการ อ.เอื้อน ขุนแก้ว, อ.วรนันยา ใช้เทียมวงษ์) #ข้อสังเกตที่ 2 การหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341-348 ไม่ต้องกระทำการตามขั้นตอนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 เป็นการแสดงเจตนาระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้โดยผ่านผู้บริหารแผน
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ลักทรัพย์ มาตรา ๗๑ ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๓๔ ถึงมาตรา ๓๓๖ วรรคแรก และมาตรา ๓๔๑ ถึงมาตรา ๓๖๔ นั้น ถ้าเป็นการกระทําที่สามีกระทําต่อภริยา หรือภริยากระทําต่อสามี ผู้กระทําไม่ต้องรับโทษความผิดดังระบุมานี้ ถ้าเป็นการกระทําที่ผู้บุพการีกระทําต่อผู้สืบสันดาน ผู้สืบสันดานกระทําต่อผู้บุพการี หรือพี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทําต่อกัน แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ และนอกจากนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกําหนดไว้สําหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ มีประเด็นที่น่าสนใจว่าถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยมาตราอื่นที่ไม่ได้อยู่ในมาตราที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคหนึ่ง จะได้รับการยกเว้นโทษตามที่มาตรา 71 กำหนดไว้ได้หรือไม่ ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 #ข้อสังเกต การตีความดังกล่าวไม่น่าจะขัดกับหลักการตีความกฎหมายอาญาที่ว่าต้องตีความอย่างเคร่งครัดเนื่องจากการตีความดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเสียต่อผู้กระทำความผิด
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#อาคารชุด พ.ศ.2522 การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการประชุม ทีนี้จะให้นับตั้งแต่วันไหน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2568 การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ที่ พ.ร.บ.อาคารชุด ฯ มาตรา 43/2 และข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ระบุไว้ทำนองเดียวกันว่า ให้ส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการประชุมเพื่อให้มีการแจ้งให้เจ้าของร่วมทราบล่วงหน้าว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะจัดให้มีการประชุมในกิจการใด ที่ใด เมื่อใด เพื่อให้เจ้าของร่วมได้มีโอกาสเตรียมตัวในการสอบถาม หรือแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ หรือเรื่องที่จะประชุมใหญ่ได้โดยเต็มที่ และเพื่อไม่ให้ผู้บริหารนิติบุคคลอาคารชุดหรือเจ้าของร่วมที่เรียกประชุมเอาเปรียบหรือรวบรัดในการประชุม ดังนั้น การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการประชุม จึงต้องถือเอาวันที่เจ้าของร่วมได้รับหนังสือนัดประชุมทราบ หรือถือว่าได้ทราบหนังสือนั้นเป็นสำคัญ มิใช่วันที่มีการจัดส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ไปยังผู้ร้อง แต่เมื่อข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 และ พ.ร.บ. อาคารชุด ฯ มิได้กำหนดวิธีการส่งและผลไว้ จึงต้องอาศัยบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 และมาตรา 1245 เมื่อหนังสือนัดประชุมใหญ่ดังกล่าวส่งโดยไปรษณีย์ตอบรับ จึงต้องถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่หนังสือนัดประชุมดังกล่าวควรจะได้ไปถึงผู้ร้องตามทางการปกติของการส่งทางไปรษณีย์ เมื่อปรากฏว่าไปรษณีย์นำส่งวันที่ 17 มกราคม 2565 และผู้ร้องลงชื่อรับหนังสือในวันเดียวกันด้วยตนเองจึงถือว่ามีการส่งในวันที่ 17 มกราคม 2565 อันเป็นวันก่อนวันนัดประชุมใหญ่น้อยกว่าเจ็ดวัน จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ร้องในฐานะเจ้าของร่วมมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันฝ่าฝืนกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ในฐานะกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#หุ้นส่วนบริษัท กรรมการบริษัททำกิจการที่มีสภาพเดียวกับเป็นบริษัทที่ตนเป็นกรรมการได้หรือไม่? ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1168 วรรคสามว่างหลักดังนี้ อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ผู้เป็นกรรมการประกอบการค้าขํายใดๆ อันมีสภําพเป็นอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของบริษัทนั้น ไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น หรือไปเข้าหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างค้าขํายอื่นซึ่งประกอบกิจการมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและแข่งขันกับกิจการของบริษัท โดยมิได้รับความยินยอมของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2567 จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของโจทก์อยู่ขณะเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของกรรมการซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังในการบริหารจัดการงานของบริษัทโจทก์เพื่อประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น ทั้งเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการประกอบการค้าแข่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม แต่กลับฝ่าฝืน และจัดตั้งจำเลยที่ 3 มาเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบกิจการแข่งขัน จึงเป็นการจงใจกระทำความผิดต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ด้วย และการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อให้บรรลุผลในการประกอบกิจการแข่งขันอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความว่าที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของโจทก์ แต่โจทก์ยังไม่นำความดังกล่าวไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1157 จึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของโจทก์ซึ่งกระทำผิดต่อหน้าที่กรรมการตามที่กฎหมายบัญญัติดังเช่นการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์และรับรู้ถึงการก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 ขึ้นมาเพื่อทำการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 และเข้าเป็นกรรมการซึ่งเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการของบริษัทจำเลยที่ 3 ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่เข้าเกี่ยวข้องดังกล่าวถือเป็นการกระทำร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันกระทำการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1และที่ 3 เป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย ความรับผิดของกรรมการกรณีฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1168 นั้น บริษัทอาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการเป็นการเฉพาะ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นอาจฟ้องคดีแทนบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 และการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ร่วมกระทำละเมิดต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเลิกบริษัทหรือจดทะเบียนยกเลิกวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการตามคำขอของโจทก์ได้ #ข้อสังเกตที่ 1 กรรมการมีหน้าที่ "ใช้ความระมัดระวังเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังในการบริหารจัดการงานของบริษัทโจทก์เพื่อประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น" ฎีกานี้บ่งบอกว่ากรรมการห้ามทำกิจการตามที่มาตรา 1168 บัญญัติไว้ไม่พอ ยังมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นด้วย #ข้อสังเกตที่ 2 กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้สักทีเดียวแต่ต้องทำให้ถูกต้องโดย "โดยได้รับความยินยอมของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น" ก่อน #ข้อสังเกตที่ 3 กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจากมติที่ประชุมแม้ได้รับเลือกแต่ยังไม่ได้นำไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตามมาตรา 1157 ก็ยังไม่ถือว่าเป็นกรรมการโดยนำความไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง #ข้อสังเกตที่ 4 การละเมิดบทบัญญัติตามมาตรา 1168 มีราคาที่ต้องจ่ายเนื่องจากเป็นการละเมิดต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นสามารถฟ้องบังคับเรียกค่าเสียหายได้ โดยบริษัทหรือผู้ถือหุ้นเป็นผู้ยื่นฟ้องบังคับได้
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#บุกรุก #พยายามฆ่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านเกิดเหตุ เลขที่ 63/32 และร่วมกันทำร้ายร่างกายนาย ร. ผู้เสียหายที่ 2 จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะด้านหลังหลายแผลยาว 2 ถึง 5 เซนติเมตร แผลถลอกเล็กน้อยบริเวณหลังมือขวา หลังจากนั้นมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนาย ธ. ผู้ร้องที่ 2 และนาย พ. ผู้ร้องที่ 3 หลายนัด ภายในบริเวณตลาด ผู้ร้องที่ 2 ถูกกระสุนปืนมีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้าและออกบริเวณต้นแขนซ้ายด้านหลัง และกระสุนปืนถูกรถกระบะของโจทก์ร่วม และรถกระบะของผู้อื่นได้รับความเสียหาย สำหรับความผิดของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และคดีในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมและผู้ร้องที่ 3 นั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า ไม่ได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับผู้ร้องที่ 1 แล้วแยกย้ายกันไป ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กับพวกประมาณ 10 คน ได้นำอาวุธปืนมายิงผู้ร้องที่ 2 จนมีบาดแผลถูกยิงที่บริเวณแขนข้างซ้าย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แม้ไม่มีพยานคนใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงขณะเกิดเหตุด้วยตนเอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่กล่าวอ้างในฎีกา แต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวล้วนขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่าหลังจากพวกของผู้ร้องที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกบุกไปทำร้ายผู้ร้องที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ในบ้านพัก โดยจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพกติดตัวไปด้วย และตามหาผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านพักบริเวณตลาด และพวกของจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าหลังเกิดเหตุชกต่อยกันแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ไปตระเตรียมนำเอาอาวุธปืนมาเพื่อใช้ก่อเหตุขึ้นจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้น เมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสาม จึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ โดยจำคุกตลอดชีวิตก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ให้เบาลงกว่านั้นได้อีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย #ข้อสังเกตที่ 1 จำเลยที่ 1 ว่าหลังจากพวกของผู้ร้องที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกบุกไปทำร้ายผู้ร้องที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ในบ้านพัก โดยจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพกติดตัวไปด้วย และตามหาผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านพักบริเวณตลาด และพวกของจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าหลังเกิดเหตุชกต่อยกันแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ไปตระเตรียมนำเอาอาวุธปืนมาเพื่อใช้ก่อเหตุขึ้นจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า #ข้อสังเกตที่ 2 จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายอีกทั้งได้กระทำการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่2 อันเป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(1) ประกอบ มาตรา 364, 83 เนื่องจากพฤติการณ์ต่อเนื่องกันไม่ขาดตอน #ข้อสังเกตที่ 3 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและความผิดในส่วนบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายมีโทษอย่างต่ำไม่เกินโทษจำคุกตั้งห้าปีขึ้น ป.วิ.อ. มาตรา 176 ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐํนต่อไปก็ได้ ในคำพิพากษานี้ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องอย่างเดียวได้
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ฟ้องเท็จ #ให้การเท็จ เมื่อเริ่มเป็นทนายความผมมีข้อสงสัยมาตลอดว่าในฐานะทนายความถ้าลูกความโกหกเราในข้อเท็จจริงแล้วฟ้องหรืออ้างตนเป็นพยานเบิกความเราจะโดนไปด้วยมั้ย เพื่อนๆทนายหลายท่านคงสงสัย ทนายบางท่านอาจตอบว่าเราไม่เกี่ยวหรอกเราทำตามคำบอกกล่าวลูกความ ฎีกานี้มีคำตอบครับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19980/2555 ความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงข้อความที่อ้างว่าเป็นเท็จ โดยมีความจริงว่าอย่างไรและผู้กระทำทราบว่าความที่นำไปฟ้องและเบิกความเป็นเท็จด้วย ที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่า การที่ ว. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 250/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์เพียงบรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความที่รับคำบอกเล่ามาจาก ว. ซึ่งเป็นลูกความ ข้อความที่ปรากฏในคำฟ้องจะเป็นความเท็จหรือความจริงโจทก์ย่อมไม่มีโอกาสทราบได้ หากในเวลาภายหน้าความปรากฏว่า คำฟ้องเป็นความเท็จผู้ที่จะต้องรับผิดชอบคือ ว. ไม่ใช่โจทก์นั้น เป็นเพียงการอ้างผลของคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 310/2548 หมายเลขแดงที่ 895/2549 ของศาลชั้นต้น ว่าศาลในคดีดังกล่าววินิจฉัยชี้ขาดคดีว่าอย่างไรเท่านั้น มิใช่เป็นการกล่าวยืนยันข้อความใดที่อ้างว่าเป็นความเท็จ โดยความจริงมีว่าอย่างไรแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์กล่าวว่า โจทก์ทำหน้าที่เพียงเป็นทนายความที่รับคำบอกเล่ามาจาก ว. ตัวความซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดี แต่การเป็นทนายความผู้เรียงคำฟ้องก็อาจเป็นตัวการร่วมกับตัวความกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จได้ หากทนายความกระทำไปโดยรู้เห็นหรือร่วมกับตัวความวางแผนเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงด้วยว่า ความจริงจำเลยทั้งสองทราบเป็นอย่างดีว่า โจทก์มิได้รู้เห็นหรือทราบมาก่อนว่าเรื่องราวตามที่โจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 250/2548 ของศาลชั้นต้น เป็นความเท็จ ลำพังการอ้างว่า โจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความ จึงมิใช่เป็นการกล่าวถึงข้อความที่อ้างว่าเป็นเท็จนั้นเช่นไร โดยมีความจริงเป็นอย่างไรและจำเลยทั้งสองทราบดีเช่นเดียวกัน ถือว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเท็จและจำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) คดีไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง #ข้อสังเกตุ “การเป็นทนายความผู้เรียงคำฟ้องก็อาจเป็นตัวการร่วมกับตัวความกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จได้ หากทนายความกระทำไปโดยรู้เห็นหรือร่วมกับตัวความวางแผนเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นมาตั้งแต่ต้น” สามบรรทัดนี่แหละครับที่เตือนผมก่อนจะรับคดีหรือร่างฟ้อง ร่างคำให้การให้ลูกความ ถ้าลูกความนำหลักฐานอันไม่ตรงกับคำฟ้องคำให้การมาให้ผมจะไม่ทำคดีให้เด็ดขาด ถ้าเป็นหมอผ่าตัดก็ประมาณคนไข้อยากตัดนิ้วแล้วก็ตัดให้โดยไม่ถูกตำรา ถ้าอยากติดคุกเชิญตามสบายครับ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ขาดนัดยื่นคำให้การ #อำนาจศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2567 ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง กรณีดังกล่าว จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ แต่เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาว่า ศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือมิได้อยู่ในสำนวนความขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) บัญญัติว่า ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏในสำนวน ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 238 และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นสมควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้น มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์ อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานโจทก์เบิกความหรือข้อความในเอกสารมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อใด อย่างไร หรือศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาแต่อย่างใด แต่กลับยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้จำเลยนำพยานหลักฐานที่อ้างหรือนำมาแสดงเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปาก ห. ประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับให้สิทธิจำเลยนำพยานเข้าสืบโดยจำเลยไม่มีสิทธินั้น จึงไม่ชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง และมาตรา 240 (2) #ข้อสังเกตุที่ 1 เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามป.วิ.พ. มาตรา 197 ทำให้จำเลยไม่ได้อ้างข้อต่อสู้และยื่นบัญชีระบุพยาน จำเลยจึงไม่สามารถอ้างพยานได้ตาม ป.วิ.พ มาตรา 88 ถึงแม้มาตรา 88 วรรคสองระบุว่าสามารถยื่นระบุพยานเพิ่มเติมได้ภายใน 15 นับแต่วันสืบพยาน เห็นว่ากรณีไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานตั้งแต่แรกไม่สามารถยื่นพยานเพิ่มเติมได้เนื่องจากไม่มีการอ้างพยานตั้งแต่แรกจึงทำให้หมดสิทธิในการอ้างพยาน ถึงกระนั้นก็ตามป.วิ.พ. มาตรา 91 อนุญาตให้ใช้พยานหลักฐานร่วมกันได้ #ข้อสังเกตุที่ 2 ถึงแม้ป.วิ.พ. มาตรา 240 วรรคแรกจะกำหนดให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยเพียงแต่คำฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ เอกสาร หลักฐานที่ศาลชั้นต้นส่งขึ้นมาเท่านั้นแต่ถ้ามีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตาม (1)-(3) “การยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ” กรณีดังกล่าวเป็นการต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจตาม ป.วิ.พ มาตรา 240 วรรคแรก(2) ให้กำหนดประเด็นสืบพยานที่สืบมาแล้ว … และพิจารณาทั่วไป…. #ข้อสังเกตุที่ 3 คำว่า “ภายใต้มาตรา 238” คือกรณีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะข้องกฎหมาย ในการนี้ศาลอุทธรณ์ต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากศาลชั้นต้นเท่านั้น เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 224 เมื่อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิจารณาคดีในส่วนข้อเท็จขึ้นใหม่ได้ ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่ แต่ถ้าไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ทำการพิจารณาคดีได้เอง
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#วิแขวง #อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567 คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ถึงผู้พิพากษาดังกล่าวพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวได้มีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ โดยไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น ชอบแล้ว อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขออนุญาตฎีกา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตาม ป.วิ.อ. ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 มิใช่เป็นคดีที่มีบทบัญญัติให้การฎีกากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา #ข้อสังเกตุที่ 1 “การสั่งรับอุทธรณ์ในศาลแขวงที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ไม่ถือเป็นการอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 22 ทวิที่กำหนดกรณีอนุญาตต่อเมื่อ ๑. ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวงพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ ๒. อธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย #ข้อสังเกตุที่ 2 “วิธีการยื่นขออนุญาตใน พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงฯ ไม่ได้ระบุไว้โดยเฉพาะว่าต้องทำโดยวิธีใด จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 224 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลฯ มาตรา 4 “การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคําร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคําฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น” #ข้อสังเกตที่3 คดีอาญาทั่วไปต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.อ.ลักษณะ ๒ ฎีกา ทีนี้แล้วคดีประเภทอะไรบ้างล่ะที่ใช้วิธียื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาก็คือคดีที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ว่าขออนุญาตได้ เช่น ความผิดอาญาที่เกี่ยวกับยาเสพติดที่กำหนดวิธีการขอฎีกาไว้โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 “ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ล้มละลาย #โอนสิทธิรับชำระหนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 81/1 นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ อันทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ดังนี้ แม้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสามล้มละลายจนศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย และต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลาย มีผลทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่ทรัพย์สินทั้งหลายอันจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย รวมทั้งสิทธิเรียกร้องเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่น และทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย กับสิ่งของซึ่งอยู่ในครอบครองหรืออำนาจสั่งการหรือสั่งจำหน่ายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทางการค้าหรือธุรกิจของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความยินยอมของเจ้าของอันแท้จริง โดยพฤติการณ์ซึ่งทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของในขณะที่มีการขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ล้มละลายนั้นยังคงถือว่าเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ #ข้อสังเกต ที่1 แม้ผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิการรับชำระหนี้จากเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายและลูกหนี้ล้มละลายได้ปลดจากล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ แล้วก็ตามลูกหนี้ก็ยังต้องถูกบังคับชำระหนี้ที่ได้ขอรับชำระหนี้และมีสิทธิรับชำระด้วยจากทรัพย์สินที่มีหรือได้มาตาม มาตรา 109 หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหนี้ล้มละลายยังไม่ได้รับการชำระหนี้ครบถ้วน #ข้อสังเกต ที่2 พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ที่บัญญัติ “ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิ เรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนําพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ย่ืนไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และ คัดค้านพยานหลักฐานท่ีได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีท่ีศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษานั้น” การสวมสิทธิตามมาตรานี้ถ้ามีการฟ้องร้องบังคับคดีอยู่ ผู้ที่สวมสิทธิจะมีอำนาจในการต่อสู้คดีที่กำลังดำเนินการพิจารณาอยู่ ผู้ที่รับโอนต้องรับมาจากเจ้าหนี้ในคดีที่กำลังดำเนินการพิจารณาอยู่ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14417/2558 แม้ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 มิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้องโดยตรง แต่อ้างว่าได้รับโอนมาจากบริษัท ร. ผู้โอน ซึ่งมิใช่คู่ความอยู่เดิม หรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ค่าธรรมเนียมศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1932/2568 การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ค่าธรรมเนียมศาลตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว ให้รวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 157 ด้วย ซึ่งหมายถึง เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 229 ดังนี้ แม้จำเลยจะเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอยกเว้นเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์จำเลย โดยยังมิได้พิจารณาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานในชั้นนี้มาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งไปเกี่ยวกับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อน #ข้อสังเกต " แม้จำเลยจะเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอยกเว้นเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้"
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#วิเด็ก #การพิจารณาลงโทษเด็กหรือเยาวชน ตามมาตรา 131 " ในกรณีที่ได้มีการสืบเสาะข้อเท็จจริงตามมาตรา ๓๖ (๑) ศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสําหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานและความเห็นจากผู้อํานวยการสถานพินิจตามมาตรา ๘๒ (๒) หรือมาตรา ๑๑๖ หรือมาตรา ๑๑๗ แล้ว และถ้าผู้อํานวยการสถานพินิจขอแถลงเพิ่มเติมด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือให้ศาลรับไว้ประกอบการพิจารณาด้วย" จึงมีคำถามต่อมาว่าต้องทำการสืบเสาะทุกกรณีมั้ย? จึงต้องพิจารณาตามมาตรา 82(1) ที่บัญญัติไว้ว่า เมื่อผู้อํานวยการสถานพินิจได้รับแจ้งการจับกุมเด็กหรือเยาวชนตามมาตรา ๗๐ วรรคหนึ่ง หรือได้รับตัวเด็กหรือเยาวชนตามมาตรา ๗๓ แล้ว ให้ดําเนินการ "(1) สั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะข้อเท็จจริงตามมาตรา ๓๖ (๑) เว้นแต่ในคดีอาญา ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกําหนดไว้ให้จําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าผู้อํานวยการสถานพินิจเห็นว่าการสืบเสาะข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่จําเป็นแก่คดีจะสั่งงดการสืบเสาะข้อเท็จจริงนั้นเสียก็ได้แล้วให้แจ้งไปยังพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการสืบเสาะตามมาตรา117แล้วศาลต้องรับฟังรายงานการสืบเสาะข้อเท็จจริงทุกคดีหรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567 "....เนื่องจากพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 131 บัญญัติไว้มีใจความว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว...." ประการต่อมาจะถือว่ารายงานการสืบเสาะเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยกระทำความผิดได้หรือไม่ เห็นว่าไม่น่าจะทำได้เนื่องจาก มาตรา 118 บัญญัติไว้ว่า "การพิจารณาคดีอาญา ที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้องโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบรายงานนั้นก็ได้ " เพื่อเสนอรายงานและความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการลงโทษ หรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลยเท่านั้น หากศาลจะฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง ศาลจะรับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีการสืบพยานบุคคลของคู่ความไม่ได้ (อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567, 13533/2558) แล้วกรณีรายงานการสืบเสาะเป็นผลร้ายกับเด็กหรือเยาวชนที่เป็นจำเลย จำเลยมีสิทธิอย่างไร? มาตรา 118 ".....ถ้าศาลจะรับฟังรายงานเช่นว่านั้นให้เป็นผลร้ายแก่จําเลยแล้ว ให้ศาลแจ้งข้อความตามรายงานนั้นให้จําเลยทราบในกรณีเช่นว่านี้จําเลยมีสิทธิที่จะแถลงคัดค้านและสืบพยานหักล้างได้ " ส่วนหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยคดีที่เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิด พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 119 " ในการพิจารณาและพิพากษาคดีที่มีข้อกล่าวหาเด็กหรือเยาวชนกระทําความผิดให้ศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวคํานึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กหรือเยาวชน ซึ่งควรจะได้รับการฝากอบรม สั่งสอน และสงเคราะห์ให้กลับตัวเป็นพลเมืองดียิ่งกว่าการที่จะลงโทษและในการพิพากษาคดีนั้นให้ศาลคํานึงถึงบุคลิกลักษณะ สภาพร่างกายและสภาพจิตของเด็กหรือเยาวชนซึ่งแตกต่างกันเป็นคน ๆ ไป และลงโทษหรือเปลี่ยนโทษหรือใช้วิธีการสําหรับเด็กและเยาวชนให้เหมาะสมกับตัวเด็กหรือเยาวชน และพฤติการณ์เฉพาะเรื่อง แม้เด็กหรือเยาวชนนั้นจะได้กระทําความผิดร่วมกัน "