AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira
npub1paz8...sncm
ทนายความวชิระ พรหมนิยม นักแกะฎีกา รับว่าความทั่วราชอาณาจักร รับปรึกษาปัญหากฎหมาย ให้ความรู้กฎหมายครับ และหลงไหลใน Decentralized protocol/technology My Motto: "Be Humble and Stack Sats."
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.๒๕๖๒ #มีคนมาเปิดเผยข้อมูลเราโดยไม่ได้รับอนุญาตทำอย่างไร #PDPA มาตรา ๒๗ (วรรค1). ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖ (วรรค2). บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น (วรรค3). ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการตามมาตรา ๓๙ มาตรา ๗๗ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าการดำเนินการนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ก็ตามเว้นแต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะพิสูจน์ได้ว่า (๑) ความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเอง (๒) เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ใช้จ่ายไปตามความจำเป็นในการป้องกันความเสียหายที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือระงับความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วด้วย มาตรา ๗๙ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งหรือวรรคสองหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๘ อันเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#พระราชบัญญัติ การทวงถามหนี้ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๘ ห้ามผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้เพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่บุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการดังกล่าว การติดต่อกับบุคคลอื่นนอกจากบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําได้เพื่อวัตถุประสงค์ในการสอบถามหรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้เท่านั้นโดยผู้ทวงถามหนี้ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ (๑) แจ้งให้ทราบชื่อตัว ชื่อสกุล และแสดงเจตนาว่าต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ (๒) ห้ามแจ้งถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บุคคลอื่นนั้นเป็นสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของลูกหนี้ และบุคคลอื่นดังกล่าวได้สอบถามผู้ทวงถามหนี้ถึงสาเหตุของการติดต่อให้ผู้ทวงถามหนี้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้เท่าที่จําเป็นและตามความเหมาะสม (๓) ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมายในหนังสือ หรือในสื่ออื่นใดที่ใช้ในการติดต่อสอบถาม ซึ่งทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ของลูกหนี้ (๔) ห้ามติดต่อหรือแสดงตนที่ทําให้เข้าใจผิดเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ มาตรา ๑๑ ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้ (๑) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น (๒) การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น (๓) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา ๘ วรรคสอง (๒) (๔) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อให้ทราบว่าเป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจํานองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือกรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด (๕) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมายในการติดต่อลูกหนี้ที่ทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ไม่ได้สื่อให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ (๖) การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#แจ้งความร้องทุกข์ การแจ้งความร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ มาตรา 2(7) “คำร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ #บ่อยครั้งที่ผู้เสียหายแจ้งความโดยไม่ได้มีเจตนาให้นำผู้กระทำผิดมาลงโทษเพียงแจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐานซึ่งมีผลให้ไม่มีการดำเนินคดีนำคนผิดมาลงโทษ ผู้เสียหายต้องตรวจใบแจ้งความทุกครั้งว่ามีข้อความ "เพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ" อีกทั้งแม้ไม่มีรู้ตัวผู้กระทำความผิดก็แจ้งความร้องทุกข์ได้
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกมีอยู่ 2 ประเภทคือ 1.ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม 2.ผู้จัดการมรดกโดยศาลสั่ง #ผู้มีสิทธิขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ตาม ปพพ มาตรา 1713 ซึ่งได้แก่ 1.ทายาท >>> "ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกเท่านั้น" 2.ผู้มีส่วนได้เสีย >>> ผู้สืบสิทธิจากทายาท และผู้รับมรดกแทนที่/ผู้แทนโดยชอบธรรมของทายาทที่เป็นผู้เยาว์/เจ้าของรวมในทรัพย์มรดก/สามีหรือภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก/เจ้าหนี้ของกองมรดก(กองมรดกที่ไม่มีทายาทสืบทอด)/ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม/ผู้ปกครองผู้เยาว์ที่เป็นเจ้ามรดก 3.พนักงานอัยการ #ประเด็นที่ต้องร้องขอ >>> "ผู้ร้องสมควรเป็นผู้จัดการมรดกตามที่ร้องขอหรือไม่" #ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ ปพพ มาตรา 1718 1.ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 2.บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ 3.บุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย เอกสารที่ต้องเตรียมในการยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก 1. ใบมรณบัตรของผู้ตาย 2. ทะเบียนบ้านของผู้ตาย 3. เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ตาย 4. หนังสือให้ความยินยอมของทายาททุกคน 5. พินัยกรรมในกรณีทีเจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้ 6. บัญชีเครือญาติ 7. บัญชีทรัพย์มรดก 8. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของทายาททุกคนที่ให้ความยินยอมและของผู้ที่จะยื่นคำร้องต่อศาล 9. เอกสารอื่นๆ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#การขอเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก การจำกัดสิทธิตามมาตรา 90/12 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา 90/13 "เจ้าหนี้และบุคคลซึ่งถูกจํากัดสิทธิตามมาตรา 90/12 อาจยื่น คําร้องต่อศาลที่รับคําร้องขอเพื่อให้มีคําสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกข้อจํากัดสิทธิของตนตามมาตรา 90/12 ได้หากการจํากัดสิทธิของผู้ร้องนั้น (1) ไม่มีความจําเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ หรือ (2) มิได้ให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันอย่างเพียงพอ ......" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10774/2558 (บางส่วน) การที่ข้อเสนอขอแก้ไขแผนกำหนดให้เจ้าหนี้มีประกันได้รับชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 80 ของต้นเงินตามแผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขเดิม ซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแล้วนั้นย่อมไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขแล้วย่อมผูกพันบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งการขอแก้ไขดังกล่าวยังเป็นการกระทบสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในอันที่จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ผู้บริหารแผนจะอ้างราคาบังคับขายทรัพย์หลักประกันเพื่อแสดงว่าเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายหาได้ไม่ เนื่องจากกิจการของลูกหนี้มิได้ปิดลง ทั้งไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายทรัพย์หลักประกันแต่อย่างใด ดังนี้ การประเมินราคาทรัพย์สินตามข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนจึงเป็นการประเมินราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันโดยมิชอบ ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/58 (3) ประกอบมาตรา 90/13 อันมีผลให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 อาจได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่มีการขายทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/63 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 90/58 (3) ทั้งเป็นการขัดต่อผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วซึ่งไม่อาจทำได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4549/2554 คดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย ส่วนโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2543 เรียกค่าจ้างที่ค้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยสืบเนื่องมาจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 หนี้ตามคำฟ้องของโจทก์อันเกิดจากการถูกจำเลยเลิกจ้างดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าวหลังจากวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน แต่ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยแผน เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหนี้ส่วนนี้ได้กำหนดไว้ในแผนเป็นอย่างอื่น โจทก์ย่อมสามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งได้โดยอยู่ภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) (5) และมาตรา 90/13 และแม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ แต่มูลหนี้คดีนี้มิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงมิใช่หนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ จำเลยจึงไม่หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 #ข้อสังเกต หนี้ที่เกิดหลังคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้แม้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ก็ไม่หลุดพ้นหนี้นั้นตาม มาตรา 90/75 #พรบล้มละลาย #แผนฟื้นฟูกิจการ #กฎหมายล้มละลาย
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#แจ้งความร้องทุกข์ เจ้าพนักงานบอกให้ไปแจ้งความ ณ สถานนีตำรวจที่เกิดเหตุทำได้มั้ย เป็นคำถามที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันเมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑๗๗/๒๕๖๔ เรื่อง การรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษความผิดอาญานอกเขตอำนาจการสอบสวน "ข้อ ๔ เมื่อมีผู้มาแจ้งความต่อตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนที่อยู่นอกเขตอำนาจการสอบสวนให้ผู้รับแจ้งความรับคำแจ้งความนั้นไว้ หากเป็นกรณีผู้แจ้งความได้รับมอบอำนาจให้มาแจ้งความ ให้ขอหนังสือมอบอำนาจหรือเอกสารอื่นใดที่แสดงถึงการมอบหมายให้มาแจ้งความ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการรับคำแจ้งความ" #ข้อสังเกต ประกาศสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ ๑๗๗/๒๕๖๔ ตาม ข้อ ๔ การรับแจ้งความนอกเขตเป็นหน้าที่ บางส่วนฎีกาที่ 7630/2549 "...จำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องรับคำร้องทุกข์ของโจทก์ไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป การที่จำเลยไม่รับคำร้องทุกข์ของโจทก์ในข้อหาทำร้ายร่างกาย อ้างเพียงว่าคดีเลิกกันแล้วโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157"
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#การบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ป.วิ.พ. มาตรา 295 วรรคสอง "ภายใต้บังคับมาตรา ๓๓๑ วรรคสาม ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง หรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าว ยื่นคำร้องต่อศาล ให้ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใดๆโดยเฉพาะหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควร" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2564/2567 (บางส่วนที่เกี่ยวคล้อง) กระบวนวิธีการบังคับคดีในขั้นตอนต่าง ๆ นั้น หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวเห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย บุคคลดังกล่าวย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควรได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 วรรคสอง อันเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว เมื่อโจทก์อ้างว่าการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยที่ 1 มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงและโฉนดที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบ โจทก์จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลในคดีเดิมหรือศาลที่ดำเนินการออกหมายบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ประกอบ มาตรา 271 โจทก์หามีอำนาจที่จะฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเป็นคดีใหม่ได้ไม่ ถึงแม้ว่าคำฟ้องของโจทก์จะเกี่ยวข้องกับประเด็นการเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทด้วยก็ตาม ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 #ข้อสังเกต 1. "ภายใต้บังคับมาตรา ๓๓๑ วรรคสาม" หมายถึง ห้ามมิให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีทั้งหลายหยิบยกเรื่องราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดมีจำนวนต่ำเกินสมควรมาเป็นเหตุขอให้มีการเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นอีก <เนื่องจากให้ผู้มีส่วนได้เสียสู้ราคาได้เต็มที่แล้ว> 2.การยื่นคำร้องตามมาตรานี้ต้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 271 คือศาลที่ได้มีการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดในศาลชั้นต้น หรือตามที่มีกฎหมายบัญญัติ เนื่องจากเป็นคำร้องที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งคำร้องนั้นจะต้องได้รับการวินิจฉัยก่อนที่การบังคับคดีจะดำเนินไปโดยครบถ้วนและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7(2)
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#การแก้ไขคำฟ้องและคำให้การ มาตรา ๑๗๙ โจทก์หรือจําเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงอันกล่าวไว้ในคําฟ้องหรือคําให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้ การแก้ไขนั้นโดยเฉพาะอาจเป็นการแก้ไขในข้อต่อไปนี้ (๑) เพิ่ม หรือลด จํานวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2563 "การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลชั้นต้นโดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์จาก 3,000,000 บาท ลงเหลือ 300,000 บาท มิใช่เป็นการแก้ไขประเด็นในอุทธรณ์ ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ การขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามที่โจทก์ขอ อีกทั้งโจทก์เองก็ได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เท่ากับจำนวนทุนทรัพย์ที่ขอลดมาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เช่นนี้ เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์โดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์ จึงไม่เกี่ยวกับการขอแก้ไขเพิ่มเติมในเนื้อหาหรือเพิ่มเติมประเด็นในอุทธรณ์ในอันที่จะให้จำเลยเสียเปรียบแต่ประการใด ทั้งเป็นกระบวนพิจารณาต่อเนื่องจากการที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดไม่อนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ จึงมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์โดยลดจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นนี้ได้...." #ข้องสังเกตุ ต้องไม่ใช่การตังทุนทรัพย์ขึ้นมาใหม่ เช่น ฟ้องเดิมอ้างจากมูลละเมิดขอแก้ฟ้องเป็นอ้างจากการผิดสัญญา เป็นต้น กรณีแบบนี้จะทำไม่ได้ (๒) สละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์โดยวิธีเสนอคําฟ้องเพิ่มเติม หรือเสนอคําฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง หรือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5978 - 5979/2534 (บางส่วน) "ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้จดทะเบียนโอนขายที่นาพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เพิ่งทราบหลังจากการชี้สองสถาน จึงขอแก้ไขคำฟ้องตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อบังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อที่นาพิพาทอีก ทอด หนึ่ง ให้โอนขายแก่โจทก์ด้วย เห็นได้ชัดว่าข้อเท็จจริงดังกล่าว เพิ่งเกิดขึ้นหลังวันชี้สองสถาน โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ ก่อนวันชี้สองสถาน ตามคำฟ้องโจทก์เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ขายที่นาพิพาทให้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่แจ้งและเสนอขายให้โจทก์ในฐานะผู้เช่า ก่อนโจทก์จึงฟ้องขอบังคับซื้อที่ดินนาพิพาทจากจำเลยทั้งสาม ตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ขณะคดีอยู่ ในระหว่าง พิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้จดทะเบียนโอนขาย ที่นาพิพาทคืนให้จำเลยที่ 1 โจทก์จึงได้แก้ไขคำฟ้องเพื่อบังคับ จำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วย เป็นการแก้ไข คำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179(2) มีความเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม โจทก์มีสิทธิ ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 182......." #ข้อสังเกต การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันที่สืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 เว้นแต่ 1. มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคําร้องได้ก่อนนั้น (ตามฎีกานี้) 2. เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน 3. การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย (๓) ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ เป็นข้อแก้ข้อหาเดิม หรือที่ยื่นภายหลัง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้าง หรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนข้อหา หรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคําฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคําฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คําฟ้องเดิมและคําฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ #ข้อสังเกต ตามบทบัญญัติตาม ม.179(1)(2) เป็นกรณีแก้ไขคำฟ้อง ส่วน ม.179(3) เป็นกรณีแก้ไขคำให้การ เนื่องมาจาก ม.179 วรรคท้ายกำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่า "แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคําฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคําฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คําฟ้องเดิมและคําฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ " เป็นบทบังคับห้ามโจทก์ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่เท่านั้นมิได้ห้ามจำเลยด้วย #การพิจารณาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง คำให้การ มาตรา ๑๘๑ เว้นแต่ในกรณีที่คําร้องนั้นอาจทําได้แต่ฝ่ายเดียว (๑) ห้ามไม่ให้มีคําสั่งยอมรับการแก้ไข เว้นแต่จะได้ส่งสําเนาคําร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน ก่อนกําหนดนัดพิจารณาคําร้องนั้น (๒) ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งชี้ขาดในประเด็นที่คู่ความได้แก้ไขคําฟ้อง หรือคําให้การ เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้มีโอกาสบริบูรณ์ในอันที่จะตรวจโต้แย้งและหักล้างข้อหาหรือข้อต่อสู้ใหม่ หรือข้ออ้าง หรือข้อเถียงใหม่ที่กล่าวไว้ในคําร้องขอแก้ไขนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8910/2544 (บางส่วน) "ในส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่าภายหลังจากแจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรแก่จำเลยแล้วจำเลยนำเงินมาชำระหนี้คืนโจทก์ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นเงินจำนวน 54,200 บาท เป็นการเพิ่มเติมฟ้องในสาระสำคัญเกี่ยวกับประเด็นที่จำเลยในการต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ซึ่งการชำระหนี้บางส่วนย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าก่อนมีคำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 181 (1) แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยให้การว่าคดีขาดอายุความ แม้จะไม่มีการเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าว ศาลก็สามารถหยิบยกเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงโดยการชำระหนี้บางส่วนซึ่งปรากฏในทางพิจารณาแล้วขึ้นวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่" #ข้อสังเกต แต่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเพื่อให้คำฟ้องหรือคำให้การสมบูรณ์ตรงความเป็นจริงจะไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 181 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598/2551 "การขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจที่พิมพ์อักษรบางตัวผิดไปในฟ้อง ให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งสามารถกระทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องให้จำเลยมีโอกาสคัดค้าน และไม่ต้องส่งสำเนาให้จำเลยทราบล่วงหน้า ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2), 181 (1) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ช.กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์เป็นผู้มอบอำนาจจริง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดี"
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 "สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น (1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน คำว่า "ที่ดินรกร้างว่างเปล่า" มีคำพิพากษาศาลฎีกาตีความไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2568 (บางส่วน) "...ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1)..." คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006 - 6007/2567 (บางส่วน) "...ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงบางส่วนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ ย่อมต้องถือว่าที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1)..." คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5206/2559 (บางส่วน) "...ส่วนที่ดินเกิดเหตุส่วนน้อยที่อยู่ทางทิศตะวันออกที่เป็นป่าชายหาดและหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึงและไม่ปรากฏมีผู้ครอบครองทำประโยชน์นั้น เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1)..." (2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ คำว่า "ที่ชายตลิ่ง" หมายถึง "พื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลในเวลาที่น้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำทะเลในเวลาที่น้ำลง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) " อ้างอิงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006 - 6007/2567 ส่วนคำว่า "ทะเลสาบ" ไม่มีคำพิพากษากำหนดไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่ให้หมายถึง "น. ห้วงนํ้าใหญ่ที่มีแผ่นดินล้อมรอบ มี ๒ ชนิด คือ ทะเลสาบนํ้าจืด และทะเลสาบนํ้าเค็ม" (3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อมและโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์ " #ข้อสังเกตที่1 การอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน "ไม่ต้องจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่อีกทั้งไม่ต้องแสดงเจตนารับด้วย" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1534/2565 (บางส่วน) เจ้าของเดิมแบ่งแยกที่ดินมีโฉนด 1 แปลง ออกเป็น 8 แปลง แล้ว ทำให้ที่ดินแปลงย่อยบางแปลงไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ต้องใช้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นแปลงที่เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ภายหลังแบ่งแยกที่ดินเจ้าของเดิมขายที่ดินที่แบ่งแยกไปจนหมด คงเหลือแต่ที่ดินพิพาทที่ไม่ได้จำหน่ายจ่ายโอน โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าของเดิมหรือทายาทอื่นได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ถือได้ว่าเจ้าของเดิมไม่มีเจตนากันที่ดินพิพาทไว้ใช้ทำนาหรือทำประโยชน์ใด ๆ แต่มีเจตนาจะให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างที่ดินที่ถูกแบ่งแยกกับทางสาธารณประโยชน์ทั้งสามด้าน เพื่อให้ขายได้ง่ายและในราคาสูง การที่เจ้าของเดิมยินยอมให้ขุดคลองเชื่อมต่อจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่มายังที่ดินแปลงอื่น และมีการทำถนนกับปรับปรุงถนนที่มีลักษณะมั่นคงเป็นถนนคอนกรีต กับการดูแลรักษาคลองโดยใช้งบประมาณของหน่วยงานราชการเรื่อยมา โดยประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์จากคลองและถนนในที่ดินพิพาทเป็นเวลากว่า 30 ปี อีกทั้งมีการปักเสาไฟฟ้าและวางท่อประปาในที่ดินพิพาท โดยไม่มีพฤติการณ์โต้แย้งหวงกันจากเจ้าของเดิมและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้าของเดิม ถือได้ว่า "เจ้าของเดิมอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว แม้ไม่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนของราชการก็ตาม ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) " #ข้อสังเกตที่ 2 ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพราราชกฤษฎีกา ตาม ปพพ มาตรา 1305 #ข้อสังเกตที่ 3 ห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ปพพ มาตรา 1306 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13999/2556 ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ได้มาก็เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มิได้มุ่งหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิใช้สอย จำหน่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ถูกเพิกถอนสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเนื่องจากการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) ก็ตาม ก็ยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่เพียงแต่เปลี่ยนประเภทของที่ดินวัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ในที่ดินและเปลี่ยนหน่วยงานของรัฐที่จะเป็นผู้จัดให้ใช้ประโยชน์เท่านั้น "เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และเป็นที่ดินของรัฐแล้วย่อมต้องห้ามมิให้บุคคลทั่วไปยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1306 หากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการออกทับที่ดินที่บิดาจำเลยและจำเลยมีสิทธิครอบครองจริง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปดำเนินการขอเพิกถอนหรือแก้ไขตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ.2529 และฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเท่านั้น หาใช่ฝ่าฝืนที่จะอยู่ในที่ดินของรัฐต่อไปได้ไม่" การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐแต่ไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันหรือที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ทั้งการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็เป็นการครอบครองต่อเนื่องจากบิดาของจำเลยที่ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนนานแล้ว จึงมีสาเหตุที่ทำให้จำเลยอาจเข้าใจไปได้ว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาก่อน และการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเมื่อปี 2535 เป็นการออกทับที่ดินของจำเลย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงนัก กรณีจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9176/2552 ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่มิใช่กรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงอันจะต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารซึ่งเป็นระวางรูปแผนที่ทางอากาศตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 "ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งเกิดขึ้นโดยสภาพการใช้มาตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แม้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเป็นเวลานานเท่าใด ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1306" #ข้อสังเกตที่ 4 เอกชนไม่อาจอ้างหลังการครอบครองและกรรมสิทธิ์ยันต่อรัฐได้นั้น แต่เอกชนที่ยึดถือการครอบครองอยู่ก่อนย่อมยันเอกชนด้วยกันได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 7688/2561 "การซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเป็นที่สาธารณสมบัติของแผนดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจอ้างสิทธิใช้ยันต่อรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันเองหรือโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 บุคคลใดครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ย่อมอ้างสิทธิใช้ยันต่อผู้ที่มารบกวนการครอบครองภายหลังได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาจากหนังสือแพ่งพิสดารเล่ม 4 พ.ศ. 2568) ในอดีตการนำที่ดินไปใช้โดยไม่มีสิทธิเช่น นำที่ดินไปให้เช่า ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิดีกว่าผู้เช่าดังนี้ผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่ผู้เช่าไม่ได้ เทียบฎีกา7221/2562 (คำพิพากษาศาลฎีกาจากหนังสือแพ่งพิสดารเล่ม 4 พ.ศ. 2568) ***แต่ปัจจุบันศาลฎีกาได้กลับหลักดังกล่าว*** คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4138/2564 จำเลยให้การต่อสู้ว่า ตนเองมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทดีกว่าโจทก์ แต่จำเลยกลับให้การต่อมาว่า โจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาปี 2555 โจทก์รับโอนที่ดินมาจากมารดา การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ จึงเห็นได้ว่าคำให้การในตอนต้นของจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่พิพาท ส่วนคำให้การในตอนหลังกลับยอมรับสิทธิของโจทก์เรื่องจำเลยไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ คำให้การของจำเลยจึงขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ แม้ที่ดินส่วนนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่ก็เพียงทำให้โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน การที่จำเลยเช่าที่ดินส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 23 ไร่ 96 ตารางวาจากโจทก์ โดยจำเลยยอมเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทส่วนนี้ดีกว่าจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย #ข้อสังเกตที่ 5 ท่านห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดินไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ตาม ปพพ มาตรา 1307
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบังคับคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔๓๗/๒๕๖๗ " ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.๒๕๒๒ ข้อ ๗๙ ที่กำหนดว่า "ผู้ซื้อที่ดินซึ่งจะขอหักส่วนได้ใช้แทนราคาซื้อได้ คือ (๑) ผู้มีชื่อในโฉนดร่วมกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้มีส่วนได้จากกองมรดกตามคำพิพากษาในคดีนั้นด้วย (๒) เจ้าหนี้บุริมสิทธิ์เหนือที่ดินที่ขายตามคำชี้ขาดของศาล" คำว่า "ผู้ซื้อ" หมายความถึง ผู้ซื้อทรัพย์สินได้จากการขายทอดตลาดขอหักส่วนได้ใช้แทนราคาที่ดินที่ซื้อได้เพื่อให้ตนไม่ต้องนำเงินค่าที่ดินที่ต้องชำระมาวางโดยให้หักจากจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิจะได้รับจากการขายทอดตลาด ผู้ซื้อที่ดินซึ่งจะขอหักส่วนได้ใช้แทนได้จึงต้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเหนือที่ดินที่ขายตามคำสั่งชี้ขาดของศาล ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรื่องขายทอดตลาดที่ดินระบุเงื่อนไขการเข้าเสนอราคาให้ผู้ประสงค์จะเข้าเสนอราคาวางหลักประกันการเข้าเสนอราคาต่อเจ้าพนักงานงานพิทักษ์ทรัพย์...เว้นแต่ผู้เข้าเสนอราคานั้นเป็นผู้มีสิทธิขอหักส่วนได้ใช้แทนหรือคู่สมรสที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้กันส่วนแล้ว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ ๑ ไม่ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเข้าสู้ราคาโดยอ้างว่าผู้ร้องมิใช่ผู้มีสิทธิหักส่วนได้ใช้แทนในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิเหนือที่ดินที่ขายตามคำชี้ขาดของศาลตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.๒๕๒๒ ข้อ ๗๙ เป็นการไม่ชอบและทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่มีสิทธิเต็มที่ในการเข้าสู้ราคา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๓๓๑ วรรคสาม การขายทอดตลาดของผู้คัดค้านที่ ๑ จึ่งฝ่าฝืนกฎหมาย ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๕ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ "
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลที่น่าสนใจ คำพิพากษาฎีกาที่ 1932/2568 “การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ค่าธรรมเนียมศาลตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว ให้รวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 157 ด้วย ซึ่งหมายถึง เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 229 ดังนี้ แม้จำเลยจะเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอยกเว้นเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์จำเลย โดยยังมิได้พิจารณาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานในชั้นนี้มาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อน”
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#เมื่อถูกพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้จะได้คืนทรัพย์ที่ถูกยึดอีกมั้ย คำถามนี้ต้องท้าวความถึงผลเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดตาม มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่บัญญัติว่า “เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้” มาตรา 22 ที่เป็นบทบัญญัติอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในทรัพย์สินของลูกหนี้ ที่บัญญัติว่า “เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (๑) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (๒) เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น (๓) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้” ส่วนมาตรา 109 เป็นบทบัญญัติกำหนดว่าทรัพย์สินใดบ้างเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายทีบัญญัติว่า “ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ (๑) ทรัพย์สินทั้งหลายอันลูกหนี้มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย รวมทั้งหมดสิทธิเรียกร้องเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่น เว้นแต่ ก. เครื่องใช้สอยส่วนตัวอันจำเป็นแก่การดำรงชีพ ซึ่งลูกหนี้รวมทั้งคู่สมรสและบุตรผู้เยาว์ของลูกหนี้ จำเป็นต้องใช้ตามสมควรแก่ฐานานุรูป และ ข. สัตว์ พืชพันธุ์ เครื่องมือและสิ่งของสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพของลูกหนี้ราคารวมกันไม่เกินหนึ่งแสนบาท (๒) ทรัพย์สินซึ่งลูกหนี้ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย (๓) สิ่งของซึ่งอยู่ในครอบครองหรืออำนาจสั่งการหรือสั่งจำหน่ายของลูกหนี้ ในทางการค้าหรือธุรกิจของลูกหนี้ ด้วยความยินยอมของเจ้าของอันแท้จริง โดยพฤติการณ์ซึ่งทำให้เห็นว่าลูกหนี้เป็นเจ้าของในขณะที่มีการขอให้ลูกหนี้นั้นล้มละลาย“ ซึ่งทั้งสามมาตรานี้บ่งบอกว่าอำนาจจัดการทรัพย์สินไม่ใช่ของลูกหนี้แล้วในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจในการจัดการทรัพย์สิน อำนาจในการรับชำระหนี้ อำนาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องที่มีต่อบุคคลลอื่น อำนาจในการต่อสู้คดีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจแทน อีกทั้งได้กำหนดอีกว่าทรัพย์ใดบ้างเป็นทรัพย์ในคดีล้มละลายที่สามารถนำมาชำระหนี้ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าลูกหนี้อยู่ในสถานะไม่อาจมีทรัพย์สินในความครอบครองได้เลย จะมีได้ก็ต่อเมื่อได้รับคืนจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น ดังนี้ มาตรา 132 จึงวางหลักการคืนทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ว่า “เมื่อได้ชำระหนี้ทั้งหมดโดยเต็มจำนวนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้กับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในคดีล้มละลายหมดแล้ว ถ้ายังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ให้คืนแก่บุคคลล้มละลายไป” ซึ่งกรณีดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรา 135(3) ที่กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ร้องขอศาลให้ยกเลิกการล้มละลายหากปรากฎว่า (3) หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว เท่ากับว่า มาตรา 132 ประกอบกับ มาตรา 135(3) ”เป็นการคืนทั้งของและอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ล้มละลาย“ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6621/2538 (บางส่วน) “……. เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์อีกต่อไปดังนั้นเมื่อเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้รับชำระหนี้โดยเต็มจำนวนหมดแล้ว เงินที่เหลืออยู่ย่อมต้องคืนให้แก่จำเลยในคดีล้มละลายต่อไปตามมาตรา 132”
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#การเลิกห้างหุ้นส่วน กรณีหุ้นส่วนพิพาทกัน ในบทความนี้จะกล่าวเพียงกรณีหุ้นส่วนพิพาท ทะเลาะหรือมีเจตนาบอกเลิกห้างหุ้นส่วนของหุ้นส่วนกันเท่านั้นเนื่องจากถ้ามีข้อกำหนดไว้ในสัญญาหรือเนื่องจากความสามรถของหุ้นส่วนที่กฎหมายกำหนดก็คงต้องเป็นไปตามนั้น กรณีบอกกล่าวเลิกห้างหุ้นส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1055 ห้างหุ้นส่วนสำมัญย่อมเลิกกันด้วยเหตุดังกล่าวต่อไปนี้ “(4) เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งให้คำบอกกล่าวแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ ตามกำหนดดังบัญญัติไว้ในมาตรา 1056” มาตรา 1056 ถ้าห้างหุ้นส่วนได้ตั้งขึ้นไม่มีกำหนดกาลอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นยุติท่านว่าจะเลิกได้ต่อเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งบอกเลิกเมื่อสิ้นรอบปีในทางบัญชีเงินของห้างหุ้นส่วนนั้น และผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นต้องบอกกล่าวความจำนงจะเลิกล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกเดือน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4327/2536 ได้กำหนดแนวทางการบังคับใช้มาตราดังกล่าวไว้ดังนี้ “โจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสองได้นำเงินมาลงหุ้นซื้อที่ดินมาขายแบ่งกำไรกัน จำเลยทั้งสองได้ยึดถือที่ดินและมีชื่อในโฉนดแทนส่วนของโจทก์ทั้งหกต่อมาจำเลยนำที่ดินไปจำนอง ให้เช่า และกล่าวอ้างว่าเป็นของจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ทั้งหกไม่มีส่วนเป็นเจ้าของ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ***<โจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสองเข้าหุ้นเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ โจทก์ทั้งหกยังมิได้บอกเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญเมื่อสิ้นรอบปีในทางบัญชีเงินและบอกกล่าวล่วงหน้าหกเดือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1056 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง>***แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งในฐานะการเป็นหุ้นส่วนและการเป็นเจ้าของรวม ศาลชั้นต้นจึงต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความต่อไปให้เสร็จสิ้นเสียก่อนที่จะด่วนวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1956/2517 (บางส่วน) “การเลิกห้างหุ้นส่วนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1056 เป็นการเลิกในระหว่างที่กิจการของห้างหุ้นส่วนยังดำเนินไปได้ตามปกติ กฎหมายจึงบัญญัติให้บอกกล่าวล่วงหน้าหกเดือน และให้เลิกได้ต่อเมื่อสิ้นรอบปีในทางบัญชีเงินของห้างหุ้นส่วน แต่ถ้ามีเหตุการณ์ที่เสียหายเกิดขึ้นระหว่างดำเนินการของห้างหุ้นส่วนเมื่อหุ้นส่วนคนใดร้องขอ ศาลอาจสั่งให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเลิกกันได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1057 ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1056” อาจมีคำถามต่อมาว่าการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนต้องทำก่อนหรือหลังเลิกห้าง? บทบัญญัติตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่งได้กำหนดไว้ดังนี้ “เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชีเว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน หรือว่าห้างหุ้นส่วนนั้นศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย” ดังนี้เมื่อได้บอกกล่าวเลิกห้างตามมาตรา 1056 แล้วพอถึงสิ้นรอบปีบัญชีการร่วมกิจการระหว่างหุ้นส่วนเป็นอันเลิกทันทีมีผลให้ต้องจัดการบัญชีในเวลาต่อมา ที่นี้ก็จะมีคำถามต่อมาว่าถ้าหุ้นส่วนบางคนไม่ยอมเลิกล่ะจะทำไง ? “เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่ยอมเลิกกิจการจึงมีผลเป็นการโต้แย้งสิทธิบุคคลใดในทางแพ่งจึงมีสิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ในภายหลังได้” (ในบทความนี้จะไม่ได้พูดกรณีกำจัดหุ้นส่วนบางคนตามมาตรา 1058) กรณีที่ไม่ต้องบอกกล่าวตามมาตรา 1056 มาตรา 1057 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดร้องขอเมื่อมีกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังจะกล่าวต่อไปนี้ศาลอาจสั่งให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันเสียก็ได้ คือ (๑) เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งนอกจากผู้ร้องฟ้องนั้น ล่วงละเมิดบทบังคับใด ๆ อันเป็นข้อสำระสำคัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้แก่ตนโดยจงใจหรือเลินเล่ออย่างร้ายแรง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389 - 1393/2551 “การร่วมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้ของโจทก์ทั้งห้าสิบสอง จำเลยทั้งห้ากับราษฎรในท้องที่เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 มาตรา 1025 และมาตรา 1026 เมื่อโจทก์ทั้งห้าสิบสองอ้างว่าไม่ได้รับเงินฝากสะสมและเงินปันผลที่ครบกำหนดจ่ายและสมาชิกบางคนได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานปลอมเอกสาร ย่อมถือได้ว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในสาระสำคัญจนไม่อาจดำรงการเป็นหุ้นส่วนต่อไปได้ กับเป็นเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (1) มาตรา 1061 และมาตรา 1062 แต่การที่โจทก์ทั้งห้าสิบสองฟ้องเรียกเอาเงินฝากสะสมและเงินปันผล อันมีลักษณะเป็นการคืนทุนโดยยังมิได้มีการชำระบัญชีหรือข้อตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนด้วยวิธีอื่นระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โจทก์ทั้งห้าสิบสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยทั้งห้ามิได้ให้การต่อสู้และไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247” #ข้อสังเกต เงินที่มีลักษณะเป็นการคืนทุนถ้ายังไม่ชำระบัญชีถึงแม้ห้างจะเลิกก็ยังไม่มีสิทธิได้รับ หุ้นส่วนจะฟ้องเอาเงินส่วนนี้ไม่ได้ (๒) เมื่อกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นจะทำไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียว และไม่มีหวังจะกลับฟื้นตัวได้อีก (๓) เมื่อมีเหตุอื่นใด ๆ ทำให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10068/2551 “การที่โจทก์และจำเลยทั้งหกมีข้อพิพาทต่อกันหลายคดี รวมถึงการดำเนินกิจการโรงรับจำนำ ฮ. โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาให้โจทก์นำเงินรายได้ประจำวันของโรงรับจำนำ ฮ. มาวางศาล และขอให้ตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ตรวจบัญชี แสดงให้เห็นว่าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ปรองดองกันและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทั้งการเป็นหุ้นส่วนกันนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้เป็นหุ้นส่วนเองจึงไม่สามารถบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขายหุ้นส่วนของฝ่ายนั้นให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ กรณีเหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนจะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ จึงมีเหตุที่ศาลจะพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (3)”
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ #บัญชีม้า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567 "การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่า ค. อาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567 (บางส่วน) "จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. โดยมิได้มีเจตนาเพื่อจะใช้ทำธุรกรรมทางการเงินของตนตามปกติ แต่เพื่อจะมอบบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นนำไปใช้หรือยินยอมให้มีการนำไปใช้ในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งR เมื่อกลุ่มคนร้ายดังกล่าวนำบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยไปใช้รับโอนเงินที่หลอกลวงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่สมาชิกหรือเครือข่ายดำเนินงาน หรือผู้ที่สมคบกันเพื่อกระทำความผิด หรือผู้มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในกิจกรรมหรือการดำเนินการของกลุ่มคนร้าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งR แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยช่วยเหลือในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งRดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (4) มาด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเพราะเหตุนี้ได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2306/2567 "แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเพียงแต่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารตามคำสั่งของพวกเพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติด แต่ก็มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำด้วยการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และในที่สุดได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงหาใช่เป็นเพียงความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 129 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เท่านั้นไม่" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567 การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรดังกล่าวตามฟ้องได้นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้ปรากฏชัดถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดของจำเลยดังที่ระบุไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 แต่คดีนี้ปรากฏว่า"ผู้เสียหายไม่ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย เนื่องจากคนร้ายแจ้งเปลี่ยนแปลงบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นบัญชีอื่น หาใช่ผู้เสียหายไม่สามารถทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยได้ ฉะนั้น เมื่อคดีได้ความว่าคนร้ายไม่ได้ใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยเป็นบัญชีรับและถอนเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย เช่นนี้เท่ากับยังไม่ปรากฏพฤติการณ์แห่งการกระทำใด ๆ ของจำเลยอย่างอื่นอีกที่จะบ่งชี้ได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นหรือยินยอมให้คนร้ายใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยในการกระทำความผิด ทั้งไม่ปรากฏว่านอกจากคดีนี้แล้วคนร้ายนำบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยไปใช้เป็นบัญชีรับเงินจากผู้เสียหายรายอื่นอีก ลำพังเพียงการที่คนร้ายแจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยแก่ผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงินให้ แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็นบัญชีเงินฝากธนาคารอื่นโดยผู้เสียหายยังไม่ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย จึงยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยมีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามฟ้อง หากแต่ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง" #ข้อสังเกต "การเปลี่ยนบัญชีโอนเปลี่ยนชีวิตเจ้าของบัญชี" ตามฎีกานี้
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3013/2568 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้..." อันเป็นบทบัญญัติตัดสิทธิห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดฟ้องบุพการีของตน จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดโดยจำกัดเฉพาะ***กรณีบุคคลผู้ฟ้องคดีในฐานะที่ตนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีเพื่อประโยชน์ส่วนตัว*** คดีนี้ {{{แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเป็นการฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของนายนพผู้ตายดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่จำเลยเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และโจทก์มีคำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยและนายนพผู้เป็นบิดาเป็นชื่อของโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยและนายนพได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถ้าหากนายนพยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ก็ไม่อาจฟ้องนายนพผู้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยเหตุอย่างเดียวกันนี้ได้เพราะเป็นคดีอุทลุมต้องห้ามตามมาตรา 1562}}} ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของนายนพผู้ตายให้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบุพการีเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์เองโดยตรง ฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีอุทลุมอันต้องห้ามตามมาตรา 1562 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของโจทก์ในประการอื่นเพราะไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น #ข้อสังเกต ฎีกานี้บ่งบอกถึงคำฟ้องในฐานะอื่น แต่ได้ฟ้องบุพการีตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตนก็เป็นคดีอุทลุมต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 #ข้อสังเกตที่2 บุพการีตามกฎหมาย “….ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 28”
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#การบังคับกรณีมีประกันในศาล มาตรา 366 ถ้าบุคคลใดได้เข้าเป็นผู้ประกันในศาลโดยทำเป็นหนังสือหรือวิธีอื่น เพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นย่อมใช้บังคับแก่การประกันได้ โดยให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิร้องขอให้ศาลบังคับคดีแก่ผู้ประกันเสมือนหนึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยไม่ต้องฟ้องผู้ประกันเป็นคดีใหม่ ให้นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่การประกันการปฏิบัติตามคำสั่งศาลในกรณีอื่นด้วยโดยอนุโลม #ข้อสังเกต เป็นกรณีบุคคลภายนอกเข้ามาชำระหนี้ของคู่ความ การคำประกันในกรณีนี้มีอยู่ 3 ประเภทหลักๆ 1.การค้ำประกันในชั้นทุเลาการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 วรรคสี่ที่บัญญัติไว้ว่า "...ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์ทำทัณฑ์บนว่าจะไม่ยักย้ายจำหน่ายทรัพย์สินของตนในระหว่างอุทธรณ์ หรือให้หาประกันมาให้ศาลให้พอกับเงินที่ต้องใช้ตามคำพิพากษา..." คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18532/2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยนำค่าเสียหายที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามคำพิพากษามาวางศาลนั้น มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่า ให้จำเลยนำเงินค่าเสียหายมาวางต่อศาล การที่จำเลยนำสลากออมสินพิเศษซึ่งเป็นเพียงหลักประกันมาวาง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 คำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยจึงเป็นอันยกไป แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยนำสลากออมสินพิเศษมาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำร้องฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 นั้น พอถือได้ว่าเป็นการขอวางหลักประกันเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 วรรคสาม ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะกระทำได้แม้จะไม่ได้ขอทุเลาการบังคับก็ตาม ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะรับหลักประกันที่จำเลยนำมาวางไว้พิจารณาว่าพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษารวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดีหรือไม่ 2.การค้ำประกันในชั้นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6619/2545 โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันให้ศาลชั้นต้นถอนคำสั่งอันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยจำเลยเสนอหนังสือค้ำประกันของธนาคารซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยอมผูกพันเพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยเงื่อนไขว่าหากคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ธนาคารจึงต้องผูกพันตามข้อความในหนังสือค้ำประกันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 กรณีไม่อาจถือว่าการเข้าค้ำประกันของธนาคารต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา อันจะมีผลยกเลิกไปเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี ตามมาตรา 260 (1) 3.การค้ำประกันสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2538 ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีว่า จำเลยได้นำตัว ช. มาทำสัญญาค้ำประกันที่ตกลงกัน จึงให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันเสนอมาในวันนี้ด้วยแล้ว แม้หนังสือสัญญาค้ำประกันคงมีแต่ลายมือชื่อของ ช. กับจ่าศาลลงไว้เท้านั้น ก็ถือว่า ช. ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาล..." (วิแพ่งพิสดารเล่ม 3 ปี 2568) #ข้อสังเกต การค้ำประกันในกรณี ม.231 มีได้เฉพาะชั้นศาลอุทธรณ์ ส่วนการค้ำประกันในกรณีวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาถ้าตกลงจนคดีถึงที่สุดก็ตามนั้น มาตรา 367 ในกรณีที่คู่ความหรือบุคคลใดนําเงิน สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร หนังสือประกันของธนาคาร หรือหลักประกันอย่างอื่นซึ่งอาจจ่ายเป็นเงินแทนได้ มาวางต่อศาลตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือตามคําสั่งของศาล เช่น คําสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในกรณีอื่นใด เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาในคดีนั้นชอบที่จะร้องขอต่อศาลให้สั่งจ่ายเงินหรือดําเนินการเรียกเงินมาจ่ายให้แก่ตนได้ การขอและการดําเนินการตามมาตรานี้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#มาตรการแทนคำพิพากษาคดี #วิเด็ก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2568 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ข้อเท็จจริงและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตาม"มาตรา 132 วรรคหนึ่งนั้น เป็นมาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู ส่วนมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลเห็นควรใช้วิธีการแบบจำกัดอิสรภาพเด็กหรือเยาวชน เพราะไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิดหรือมีบิดามารดาหรือผู้ปกครอง แต่มีความจำเป็นบางประการซึ่งศาลเห็นว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายจะเป็นประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชนยิ่งกว่า" อย่างไรก็ตาม สถานที่อื่นตามมาตรา 132 วรรคสอง มิได้หมายความรวมถึงศูนย์ฝึกและอบรมเด็กหรือเยาวชนตามคำพิพากษา จึงไม่อาจส่งจำเลยที่อยู่ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีไปยังศูนย์ฝึกและอบรมได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของการใช้มาตรการแทนการพิพากษาซึ่งมุ่งหมายที่จะเบี่ยงเบนเด็กและเยาวชนออกจากกระบวนพิจารณาพิพากษาแบบปกติให้ได้มากที่สุด แม้ในระหว่างการใช้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคสอง ศาลอาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนได้ก็ตาม ก็ไม่อาจนำวิธีการเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมมาใช้ในกรณีนี้ได้เช่นกัน ดังนี้ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควรและจำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง แก่จำเลย โดยปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว มอบตัวจำเลยให้ตาและยายซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วยและให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูที่ศาลฎีกากำหนด #ข้อสังเกต ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กหรือเยาวชนตามคำพิพากษาเป็นส่วนหนึ่งกระบวนการพิจารณาพิพากษาปกติจึงไม่เข้ากับเจตจำนงของ ม.132 วรรคสอง
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#มีประวัติอาชญากรรมสมัครงานไม่ได้ทำอย่างไร 1. ติดต่อสถานีตำรวจเจ้าของคดี เพื่อขอตรวจสอบผลคดีและขอหนังสือแจ้งผลคดีถึงที่สุดตรวจสอบผลคดีถึงที่สุดว่าเข้าหลักเกณฑ์การคัดแยกและถอดถอนประวัติบุคคลหรือไม่ ? หากเข้าหลักเกณฑ์ฯให้นำเอกสารมาติดต่อที่ กองทะเบียนประวัติอาชญากร 2. ติดต่อสอบถามได้ที่ 02-205-2146 หรือ www.criminal.police.go.th หลักเกณฑ์การคัดแยกและถอดถอนประวัติบุคคล 1. มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง, ยกฟ้อง: ในชั้นอัยการ อัยการต้องมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง, ในชั้นศาล ต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้อง 2. มีกฎหมายยกเลิกความผิด เช่น กระท่อม, กัญชา 3. ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด: ต้องมีใบรับรองผลการฟื้นฟูจนเป็นที่น่าพอใจจากสำนักงานคุมประพฤติ 4. ผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรม 5. กฎหมายล้างมลทิน, ได้รับการอภัยโทษ: 5.1 กฎหมายล้างมลทิน: ฉบับล่าสุด ใช้ พ.ร.บ. ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ให้ ล้างมลทินแก่ผู้ที่ได้รับโทษทางอาญา (ถ้ามีโทษจำคุก ต้องจำคุกจริง และพ้นโทษก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550) 5.2 การอภัยโทษ: นับจากพ้นโทษจำคุก 5 ปี และต้องมีหนังสือปล่อยตัว จากเรือนจำ และมีข้อความระบุในหนังสือว่าได้รับการอภัยโทษ 6. ไม่ได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายใน 20 ปี: ไม่มีการกระทำผิดอื่นใดเป็นคดีที่สองเกิดขึ้นอีก 7. เป็นเด็กหรือเยาวชน อายุไม่เกิน 18 ปี 8. มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ มีคำพิพากษาว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด:ศาลมีการนำคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ซ้ำอีกครั้งว่าบุคคลนั้นไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดและ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดใหม่ว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด 9. คดีขาดอายุความ: ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีจนขาดอายุความ ที่มา: ระเบียบสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลระเบียบการตํารวจไม่เกี่ยวกับคดีลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ พ.ศ.2566 :คู่มือการรับบริการที่ศูนย์บริการตรวจสอบประวัติบุคคล ชั้น 1 กองทะเบียนประวัติอาชญากร อาคาร 7 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#สัญญาเช่าไม่ได้ทำเป็นหนังสือ มีคำถามมาว่าถ้าตกลงให้เช่าห้องพักแล้วดันไม่ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือในกรณีเช่าไม่เกิน 3 ปี ผู้เช่าหัวหมอบอกกลับมาว่าไม่ทำเป็นหนังสือฟ้องบังคับไม่ได้ไม่ออกไม่จ่ายจะทำยังไงดี? มาตรา 538 เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี จริงอยู่ที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ว่าถ้าสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์มิได้ทำเป็นหนังสือจะฟ้องร้องบังคับกันไม่ได้แต่เป็นเรื่องมูลฟ้องที่ได้ทำสัญญาปากเปล่ากันเท่านั้นไม่รวมกรณีมูลฟ้องที่ไม่ต้องอ้างสัญญาเช่า อันได้แก่ การเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิด การฟ้องบังคับขับไล่ เป็นต้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2158/2558 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้ฟ้องและนำสืบเรื่องการติดตามเอาทรัพย์คืน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในห้องชุดพิพาทต่อไป และได้บอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายออกไปแล้วจำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ไม่มีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดมาแสดง โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งฉบับ โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นเจ้าของห้องชุดพิพาท เลขที่ 11/17 ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 9 อาคารชุด จังหวัดนนทบุรี และจำเลยเช่าพื้นที่ห้องชุดดังกล่าวบางส่วนจากโจทก์ ต่อมาผิดสัญญาเช่า โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยออกจากห้องชุดพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลย เห็นได้ว่า นอกจากโจทก์จะอ้างสิทธิตามสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ยังอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของห้องชุดพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 อีกด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดพิพาท จำเลยอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทโดยไม่มีสัญญาเช่าแต่อยู่โดยอาศัยสิทธิจากโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในห้องชุดพิพาทต่อไป จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยออกจากห้องชุดพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย กรณีเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 538 แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้อง จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้อง และศาลมีอำนาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยยังคงอาศัยในห้องชุดพิพาทโดยโจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ห้องชุดพิพาทตามที่เห็นสมควร กรณีจึงไม่เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมานั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าไม่เกินสองแสนบาท และฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ อนึ่ง คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จำนวน 56,000 บาท และมีคำขอให้ชำระค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 1,120 บาท และค่าขึ้นศาลในอนาคตอีก 100 บาท รวม 1,220 บาท ส่วนในชั้นฎีกาเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 200 บาท และค่าขึ้นศาลในอนาคตอีก 100 บาท รวม 300 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มา 3,120 บาท เกินไป 1,900 บาท และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามา 533 บาท เกินไป 233 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์และจำเลย พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,900 บาท แก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 233 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ฎีกาที่ 3340/2557 "โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยเช่าพื่นที่พิพาทจากโจทก์ในเบื้องต้นว่าจำเลยเข้าไปอยู่ในพื่นที่เช่าพิพาทของโจทก์โดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่า แต่เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ต่อไปและบอกกล่าวให้จำเลยออกจากพื้นที่เช่าพิพาทแล้ว จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมส่งมอบคืนพื้นที่เช่าพิพาทให้โจทก์ จึงมิใช่การฟ้องขับไล่โดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่า แต่เป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินพิพาทจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 538 แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายได้" เมื่อไม่ต้องใช้หลักฐานเป็นหนังสือจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บทบัญญัติที่จะต้องบอกเลิกให้เวลาตามมาตรา 566 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 949/2520 "ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าใบเสร็จรับเงินค่าเช่าประจำเดือนมีนาคม ๒๕๑๘ ซึ่งผู้ให้เช่าลงลายมือชื่อไว้ ย่อมถือเป็นหลักฐานแห่งการเช่าได้นั้น ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๑๘ ใบเสร็จรับเงินดังกล่าวหากจะมีจริงก็เป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้ว จึงจะนำมาใช้วินิจฉัยสิทธิในการฟ้องร้องของโจทก์ไม่ได้ ต้องถือว่าการเช่ารายนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน"
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี "กรณีโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองอันเป็นการดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามสิทธิของผู้ร้องนั้น โจทก์ยังคงต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีหรือไม่" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2566 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดี อันได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าป่วยการ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการบังคับคดีเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่ขอใช้บริการในการบังคับคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีนั้นเป็นผู้ชำระ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ยังบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (1) และ (5) ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด การที่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดนั้น โจทก์ยื่นคำแถลงลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว โดยไม่ได้แถลงให้ชัดเจนว่าโจทก์ขอถอนการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังเกษียณสั่งคำแถลงดังกล่าวว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ก็ตาม แต่ตามคำแถลงของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีจากทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งต้องถือว่าเป็นการที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (7) ดังที่ได้ความตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปราจีนบุรี ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 (ที่ถูก 2562) ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเสนอรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับคดีให้ศาลทราบว่า หลังจากโจทก์แถลงว่าจำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองต่อไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องซึ่งศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิ และผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดกับชำระราคาด้วยการใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทน อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 ด้วยการให้ผู้ร้องเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากโจทก์เนื่องด้วยมีการถอนการบังคับคดีนั่นเอง ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองแล้วมีการถอนการบังคับคดีของโจทก์โดยไม่ได้บังคับแก่ทรัพย์จำนองด้วยการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์ของโจทก์ต่อไป จึงเป็นกรณีที่มีการยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย โจทก์จึงต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กับค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง และมาตรา 169/2 วรรคสี่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองเอง ทั้งโจทก์และผู้ร้องเป็นนิติบุคคลเดียวกันและต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงไม่จำต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีนั้น เห็นว่า การบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีใดย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นเอง ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 บัญญัติให้เจ้าหนี้ซึ่งศาลอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 แล้ว มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์แต่เดิมได้นั้น เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้อื่นให้สามารถดำเนินการบังคับคดีได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่จำต้องเสียเวลาปฏิบัติตามขั้นตอนด้วยการรอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์รายเดียวกันนั้นเสียก่อน แล้วจึงยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาดใหม่อีกครั้ง ทั้งกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสี่ ก็กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้เข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปเป็นผู้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีในส่วนที่ดำเนินการบังคับคดีต่อไปต่างหากอยู่แล้ว หาได้ทำให้โจทก์หลุดพ้นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีที่โจทก์เป็นผู้ขอบังคับคดีในส่วนของตนดังที่วินิจฉัยมาแล้วแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ #ข้อสังเกตที่ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ยังบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (1) และ (5)" ก็เพราะมาตรา 292(1) (5) เป็นกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว ผู้ขอบังคับคดีจึงไม่ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมอีก #ข้อสังเกตที่ 2 การที่ไม่ได้แถลงให้ชัดเจนว่าโจทก์ขอถอนการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังเกษียณสั่งคำแถลงดังกล่าวว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ก็ตาม แต่ตามคำแถลงของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีจากทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งต้องถือว่าเป็นการที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292(7) แล้ว #ข้อสังเกตที่ 3 แม้มีการเข้าบังขับคดีแทนของเจ้าหนี้ตามมาตรา 324 หรือ มาตรา 326 ก็ตามค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีในส่วนของผู้ขอบังขับคดีตามมาตรา 274 ก็ไม่ได้โอนมายังผู้บังคับคดีแทนตาม มาตรา 327 เนื่องจากเป็นหน้าที่โดยเฉพาะ อีกทั้ง มาตรา 153 วรรคสี่ได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมไว้โดยเฉพาะแล้ว "ในกรณีที่มีการเข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไปตามมาตรา ๓๒๗ หรือมาตรา ๓๒๙ (๒)ให้เจ้าหนี้ผู้เข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไปเป็นผู้ชําระค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีเฉพาะทรัพย์สินในส่วนที่ดําเนินการบังคับคดีต่อไป" (ใครบังคับส่วนใดจ่ายส่วนนั้น)