AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira
npub1paz8...sncm
ทนายความวชิระ พรหมนิยม นักแกะฎีกา รับว่าความทั่วราชอาณาจักร รับปรึกษาปัญหากฎหมาย ให้ความรู้กฎหมายครับ และหลงไหลใน Decentralized protocol/technology My Motto: "Be Humble and Stack Sats."
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#คณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ #กรอบเวลา #ไม่ใช่อายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จำเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน และวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจขยายระยะเวลาออกไปตามที่จำเป็นได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามปี เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ หรือขอให้หน่วยงานของต่างประเทศดำเนินการไต่สวนให้ หรือขอรับเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ จะขยายระยะเวลาออกเท่าที่จำเป็นก็ได้ ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้เหตุผลไว้แล้ว บ่งชี้ให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการจัดให้มีมาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรวดเร็ว สุจริต และเที่ยงธรรมก็ตาม แต่บทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น จึงมิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยกรณีที่มีการกล่าวหาหรือไม่มีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังเห็นได้จากวรรคห้าของบทบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติว่า ภายใต้กำหนดอายุความ เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยังคงให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยต่อไปเมื่อพ้นระยะเวลาตาม มาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสามแล้ว นอกจากนี้ยังให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องในการไต่สวนที่ไม่ดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตาม มาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสามด้วย ดังนี้ เมื่อมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นเพียงระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยดังวินิจฉัยข้างต้น จึงหาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และมาตรา 172 ซึ่งความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวมีอายุความ 20 ปี และ 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) (2) ตามลำดับ จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555 ถึงประมาณปลายเดือนกันยายน 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนคดีนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 และมีความเห็นหรือวินิจฉัยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 จึงเป็นการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยภายในอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน #ข้อสังเกต ถึงแม้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสามจะกำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจนแต่ก็เป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้นเนื่องจาก วรรคห้าของมาตรา 48 บัญญัติไว้ว่า “ภายใต้กำหนดอายุความ เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยังคงให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยต่อไปเมื่อพ้นระยะเวลาตามมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสามแล้ว ” #ข้อสังเกต ที่2 การตีความต้องมุ่งไปที่เจตนารมย์ของบทบัญญัติกฎหมายเป็นหลัก ดังบางส่วนของคำพิพากษานี้ “บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการจัดให้มีมาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรวดเร็ว สุจริต และเที่ยงธรรมก็ตาม แต่บทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น จึงมิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.“ #ข้อสังเกต ที่3 “เมื่อมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นเพียงระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยดังวินิจฉัยข้างต้น จึงหาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ ” #แกะไปเรื่อย #คำพิพากษาน่าสนใจ #ทนายความ #รับว่าความ #กฎหมายวันละนิด #กฎหมายน่ารู้ #กฎหมาย #นิติศาสตร์
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ละเมิด #โต้แย้งสิทธิ "แผงลอยกับรถเข็นของจำเลยวางอยู่ริมทางเท้าของถนนสาธารณะแต่ปิดบังหน้าร้านและข้างร้านของโจทก์บางส่วน" โดนอ้างว่าที่สาธารณะใครจะใช้ยังไงก็ได้ถูกต้องมั้ย? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2535 จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 บัญญัติว่า"บุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร ในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบไซร้ท่านว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปทั้งไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน" ประกอบกับศาลฎีกาได้พิจารณาตามภาพถ่ายหมาย จ.7 และ จ.8 แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าแผงลอยกับรถเข็นของจำเลยปิดบังหน้าร้านและข้างร้านของโจทก์บางส่วน เช่นนี้ แม้โจทก์จะผ่านเข้าออกร้านของโจทก์ในส่วนอื่นได้บ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการไม่สะดวกเท่าที่ควร ฉะนั้น เมื่อจำเลยตั้งแผงลอยกับจอดรถเข็นกีดขวางทางเข้าออกร้านโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" #ข้อสังเกต ฎีกานี้จำเลยได้ใช้ที่สาธารณะก็จริงแต่เป็นการใช้ให้กระทบต่อโจทก์ที่ประกอบการค้าโดยปกติสุขแม้จะกระทบแค่บางส่วนก็เป็น " เหตุให้ให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ " #แกะไปเรื่อย #ฟ้องบังคับ #ทนายความ #รับว่าความ #ฎีกาเก่าแต่ปัญหาเดิมๆก็ยังมีอยู่
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ศาลที่มีเขตอำนาจ #มูลคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2567 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีสำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน บ. ประกอบธุรกิจจำหน่ายยางรถยนต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดกาญจนบุรี การติดต่อสั่งซื้อสินค้าทั้งหมดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ 2 โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ หากโจทก์มีสินค้าก็จะตอบตกลงขายให้ทางโทรศัพท์ โดยโจทก์ออกหลักฐานสำเนาใบกำกับภาษี/สำเนาใบกำกับสินค้า อันเป็นหลักฐานการซื้อขายที่บริษัทโจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) หรือไม่ เห็นว่า ในการเสนอคำฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" คำว่า "มูลคดี" หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง มูลคดีของเรื่องนี้เป็นเรื่องสัญญาซื้อขาย การที่จำเลยที่ 2 หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ 2 โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 356 บัญญัติให้ถือว่าเป็นคำเสนอแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าด้วยเช่นกันนั้น คงมีผลแต่เพียงว่า การที่บุคคลคนหนึ่งทำคำเสนอไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ดังกล่าว หากมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองไว้ เสนอ ณ ที่ใดเวลาใดก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้นเท่านั้น มิได้บัญญัติไปถึงกับให้ถือว่าขณะนั้นทั้งผู้เสนอและผู้สนองอยู่ในสถานที่เดียวกันด้วย ข้อเท็จจริงยังคงต้องฟังว่า ขณะมีการเจรจาตกลงทำสัญญาซื้อขายรายนี้ จำเลยที่ 2 หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ 2 เจรจาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนโจทก์เจรจาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้น ทั้งจังหวัดสมุทรปราการที่โจทก์อยู่และจังหวัดกาญจนบุรีที่จำเลยที่ 2 อยู่ จึงต่างเป็นสถานที่ก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายรายนี้ร่วมกัน โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลได้ การที่จำเลยที่ 2 ผู้เสนอได้รับคำสนองรับจากโจทก์นั้นเป็นแต่เพียงข้อพิจารณาว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้วหรือไม่เท่านั้น มิได้ทำให้สถานที่ที่จำเลยที่ 2 อยู่เป็นสถานที่มูลคดีเกิดเพียงแห่งเดียวแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่า โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ #ข้อสังเกต ฎีกานี้ถือว่าสถานที่ของคู่สัญญาทั้งสองเป็นสถานที่มูลคดีเกิดขึ้น เนื่องจากการเสนอทางโทรศัพท์ถือว่าเป็นกรณีคำเสนอแก่บุคคลที่อยู่เฉพาะหน้าตาม ป.พ.พ.มาตรา 356 (กลับหลักคำพิพากษาฎีกาที่ 12978/2555 ที่ถือสถานที่ผู้เสนอได้รับคำสนองเป็นสถานที่สัญญาเกิดขึ้น) #ฎีกาน่าสนใจ #แกะไปเรื่อย #เนติบัณฑิต #ทนายความ #รับว่าความ #เทรนวันนี้ #นิติศาสตร์
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ขาดนัดยื่นคำให้การ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9101/2547 เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้วก็ต้องยื่นคำให้การต่อศาลภายในสิบห้าวัน มิฉะนั้นให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 197 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและหากประสงค์จะยื่นคำให้การกฎหมายก็ได้บัญญัติทางแก้ไว้โดยจำเลยที่ 2 อาจยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำให้การได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 หรือมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าประสงค์จะต่อสู้คดี กับแสดงให้ศาลเห็นว่า การขาดนัดยื่นคำให้การมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรตามมาตรา 199 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.วิ.พ. การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การเพียงแต่ยื่นคำให้การเข้ามาลอยๆ โดยมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงเป็นการยื่นคำให้การต่อศาลโดยไม่ชอบ #ข้อสังเกต ทางแก้เมื่อจำเลยขาดนีดยื่นคำให้การอาจยื่นคำร้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 23 หรือ ป.วิ.พ.มาตรา 199 วรรคหนึ่ง #ฎีกาน่าสนใจ #เก็บไว้อ่านเล่น
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#คำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การไม่เท่ากับคำสั่งไม่รับคำให้การ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2133/2545 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การจำเลยโดยจำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่จะยื่นคำให้การได้ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การแล้ว ก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การจำเลยอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลย อันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ #ฎีกาหลอกประจำ #ประเด็นโดนหลอกประจำ #ผิดแล้วผิดอีก #23ปีก็ยังเอาไว้หลอกได้
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ #ขาดนัดยื่นคำให้การ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567 ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 และนัดสืบพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 26 และ 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานดังกล่าวให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบ ต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 184 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันนัดสืบพยานส่งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน" การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 แล้วนัดฟังคำพิพากษาไปโดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นซึ่งเป็นคู่ความที่มิได้มาศาลในวันที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานทราบ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอื่นที่ไม่ได้มาศาลในวันกำหนดนัดสืบพยานขาดนัดยื่นคำให้การแล้วก็ตาม เพราะจำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การนี้ยังคงมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ได้ เพียงแต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 25 ถึง 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบและต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้ แล้วศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาโดยมิได้แจ้งวันนัดให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การดังกล่าวทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาจำต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 7 และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่ #ข้อสังเกต ถึงแม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจะไม่มีสิทธิดำเนินการสืบพยานหักล้างฟ้องโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยยังสามารถดำเนินการถามค้านได้ในกระบวนพิจารณา เมื่อโจทก์ไม่ส่งวันนัดสืบพยานให้จำเลยก่อนสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบวันตาม ป.วิ.พ.มาตรา 184 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ “การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 25 ถึง 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบและต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้ แล้วศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาโดยมิได้แจ้งวันนัดให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การดังกล่าวทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27” ไม่ได้มาไม่ได้แปลว่าไม่มีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด #แกะไปเรื่อย #วิแพ่ง #สอบจนกว่าจะผ่าน #คําพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ #ไม่รู้ออกสอบมั้ยแต่ชอบ #เทรนวันนี้ #ทนายความ #รับว่าความ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ฟื้นฟูกิจการ #ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ #หนี้ที่ผู้ทำแผนได้กระทำการไปแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5755/2567 ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ลูกหนี้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบธุรกิจซื้อขายถ่านหิน โดยการสั่งซื้อถ่านหินจากต่างประเทศและส่งขายแก่ลูกค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ลูกหนี้ยังถือหุ้นในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหินทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ บริษัท ย. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ประกอบธุรกิจซื้อและจำหน่ายถ่านหินให้แก่ลูกค้าในประเทศ รวมทั้งรับจ้างคัดแยกถ่านหินให้แก่ลูกหนี้ด้วย บริษัท ก. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบธุรกิจซื้อและจำหน่ายถ่านหินให้แก่ลูกค้าภายในสาธารณรัฐประชาชนจีนและเป็นกิจการหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ลูกหนี้ บริษัท น. เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เป็นบริษัทที่ถือหุ้นในกิจการอีก 2 บริษัท ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเจ้าของสัมปทานเหมืองถ่านหินในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และบริษัท พ. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเหมืองถ่านหินในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นอกจากนี้ลูกหนี้มีการนำสินทรัพย์หลักซึ่งประกอบด้วยเงินจ่ายล่วงหน้า ค่าสินค้าและเงินจองสิทธิในการซื้อสินค้าเข้าทำสัญญาแลกเปลี่ยนหุ้นในกลุ่มบริษัทต่างประเทศเพื่อให้ได้สิทธิในสัมปทานเหมืองถ่านหินในสาธารณรัฐอินโดนีเซียอีก 2 แห่ง โดย บริษัท ล. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายรัฐเอกราชซามัว ถือหุ้นโดย บริษัท น. เข้าถือหุ้นในบริษัท ท. (T) ซึ่งถือสิทธิในสัมปทานเหมืองถ่านหิน T บริษัท ซ. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ถือหุ้นโดยบริษัท น. เข้าถือหุ้นในบริษัท จ. (J) ซึ่งถือสิทธิในสัมปทานเหมืองถ่านหิน J ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ศาลฎีกายังคงมีอำนาจพิจารณาคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้ต่อไปหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคำร้องในส่วนที่ผู้ร้องขออนุญาตทำธุรกรรมว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายในประเทศ ที่ปรึกษากฎหมายและที่ปรึกษาทางการเงินในต่างประเทศ และที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่พร้อมกับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้นั้น เมื่อศาล มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้การกำกับของศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงสิ้นสุดลง อำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลงไปด้วย โดยอำนาจหน้าที่ดังกล่าวกลับไปเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ 2483 มาตรา 90/74 ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ร้องทำธุรกรรมตามคำร้องดังกล่าวได้ แต่สำหรับคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ผู้ทำแผนของผู้ร้อง เมื่อคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไม่กระทบถึงการใดที่ผู้ทำแผนได้กระทำไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/76 ประเด็นตามคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะผู้ทำแผนของลูกหนี้ตามมาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำที่ผู้ร้องได้ทำไปแล้วมีความสมบูรณ์และผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากการกระทำดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้ การพิจารณาคดีนี้ต่อไปจะทำให้ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับค่าทำแผนระหว่างลูกหนี้กับผู้ร้องหมดไป ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาคำร้องในส่วนดังกล่าวต่อไปได้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ลดค่าบริการทำแผนของผู้ร้องตามข้อตกลงลงเหลือ 2,500,000 บาท ขัดต่อความตกลงตามสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามากำกับและตรวจสอบขั้นตอนและการกระทำต่าง ๆ เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งรวมทั้งเรื่องการตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผน ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้มีการจ่ายเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นของผู้ทำแผนได้ การที่จะพิจารณาให้ผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนได้เป็นจำนวนเท่าใด ศาลต้องพิจารณาถึงผลสำเร็จในการจัดทำแผนว่าแผนดังกล่าวมีหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามกฎหมาย และสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ ทั้งต้องคำนึงถึงว่าผู้ทำแผนได้เข้าไปจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพียงใด หาใช่ต้องกำหนดค่าตอบแทนให้ตามที่ผู้ร้องกับลูกหนี้ตกลงกันดังที่ผู้ร้องอ้าง คดีนี้ตามทางนำสืบของผู้ร้องได้ความว่า ผู้ร้องทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะทางการเงิน ตรวจสอบกิจการของลูกหนี้ รวมถึงบริษัทย่อยของลูกหนี้ที่เกี่ยวข้อง จนในที่สุดก็สามารถทำแผนฟื้นฟูกิจการเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาลงมติกันได้อันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ทำแผนไปตามสมควร ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าตอบแทนให้ผู้ร้องเดือนละ 2,500,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นเพียงชั้นกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้ร้องในฐานะผู้ทำแผนและอนุญาตให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ประกอบกับในคดีฟื้นฟูกิจการไม่มีกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมไว้ ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้ลูกหนี้รับผิดชำระค่าตอบแทนแก่ผู้ร้อง โดยให้ผู้ร้องเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนในส่วนนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลล้มละลายกลางและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนที่ให้ผู้ร้องเรียกเอาค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ #ข้อสังเกต ที่1 เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะมีผลให้“ กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้การกำกับของศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงสิ้นสุดลง อำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลงไปด้วย โดยอำนาจหน้าที่ดังกล่าวกลับไปเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ 2483 มาตรา 90/74” ดังนั้นศาลจึงไม่มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้ผู้ร้อง(ผู้ทำแผน)กระทำการตามที่ร้องขอได้ แต่สำหรับกิจการที่ได้ทำเสร็จสิ้นก่อนศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไม่เสียไปในส่วนนี้ศาลมีอำนาจพิจารณาได้ตามมาตรา 90/76 #ข้อสังเกต ที่ 2 “ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามากำกับและตรวจสอบขั้นตอนและการกระทำต่าง ๆ เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งรวมทั้งเรื่องการตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผน ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้มีการจ่ายเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นของผู้ทำแผนได้ ” ดังนั้นแม้ว่าในแผนจะได้กำหนดค่าตอบแทนไว้แน่นอนแต่ศาลก็มีอำนาจปรับตามผลของงานที่ผู้ทำแผนได้ทำ #แกะไปเรื่อย #วิแพ่ง #สอบเสร็จอ่านหนังสือต่อ #นักรบไม่มีวันหยุด #สอบจนกว่าจะผ่าน #ทนายความ #รับว่าความ #เนติบัณฑิต #คำพิพากษา #เทรนวันนี้
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#การขอรับชำระหนี้ดอกเบี้ยและค่าป่วยการ #ล้มละลาย #กรณีขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 หรือสละสิทธิเจ้าหน้มีประกันตามมาตรา 96 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2561 ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 ลูกหนี้ที่ 2 และนายณรงค์ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมจำนวน 2,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 ลูกหนี้ที่ 2 ทำสัญญากู้เงินจากเจ้าหนี้เดิมจำนวน 750,000 บาท ลูกหนี้ที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 43363 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วงเงินจำนอง 2,000,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 51588 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วงเงินจำนวน 750,000 บาท เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ดังกล่าว ภายหลังทำสัญญาลูกหนี้ที่ 2 ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่เจ้าหนี้เดิม ต่อมาเจ้าหนี้รับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้จากเจ้าหนี้เดิม คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเพียงใด โดยเจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า จำนวนเงินที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระหนี้นั้นไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะหักชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำเงินที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระแก่เจ้าหนี้เดิมไปหักชำระหนี้ต้นเงินทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ตรวจสำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว ปรากฏว่าคดีนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นคำขอรับชำระหนี้โดยใช้จำนวนเงินตามรายงานการคำนวณดอกเบี้ยฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2557 ซึ่งนำเงินที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้บางส่วนตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับมาหักชำระต้นเงิน นั้น ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น แต่ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้นั้น เห็นว่า แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 1,294,931.51 บาท และตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 750,000 บาท ตามที่ขอรับชำระหนี้ แต่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกหนี้เกินกว่า 5 ปี เพราะอายุความในการเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยค้างชำระเพียง 5 ปี นับแต่วันยื่นคำขอรับชำระหนี้ย้อนหลังไปเท่านั้น แต่จากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (วันที่ 22 มีนาคม 2549) ถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ (วันที่ 9 สิงหาคม 2549) เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยค้างชำระในส่วนนี้เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2549 แม้อายุความในเรื่องดอกเบี้ยจะไม่มีประเด็นโต้เถียงกันในชั้นนี้ แต่กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้ #ข้อสังเกต กรณีการคิดดอกเบี้ยหรือค่าป่วยการในคดีล้มละลายมักจะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าจะสามารถคิดได้ถึงเมื่อไร ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 วางหลักไว้ว่า " ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้น ไม่ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้ " ซึ่งจะต่างกับกรณีที่เจ้าหนี้มีประกันยื่นบังคับชำระหนี้จากทรัพย์ที่เป็นหลักประกันตาม มาตรา 95 ดั่งคำพิพากษาศาลฎีกา 3332/2559 " ผู้ร้องใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านนำทรัพย์หลักประกันออกขายทอดตลาดในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 จึงเป็นกรณีที่ผู้รับจำนองขอเอาบุริมสิทธิในทรัพย์ที่รับจำนองไว้ไม่เกินกว่าหนี้ที่รับจำนองเท่านั้น หากขายทอดตลาดได้เงินเกินกว่าหนี้จำนอง เงินส่วนที่เกินย่อมตกเข้าแก่กองทรัพย์สินของจำเลยผู้ล้มละลาย แต่ถ้าขายไม่ได้ถึงราคาทรัพย์จำนองหนี้ส่วนที่เหลือก็ตกเป็นพับแก่ผู้รับจำนองไป ฉะนั้นต้องคิดดอกเบี้ยให้ผู้ร้องจนถึงวันขายทอดตลาด เมื่อเป็นการยื่นคำร้องเพื่อขอใช้สิทธิเหนือทรัพย์อันเป็นหลักประกัน มิใช่การยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 96 จึงไม่ต้องห้ามคิดดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 100" #แกะไปเรื่อย #วิแพ่ง #ชำระหนี้ #ประเด็นน่าออกสอบ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ ป.อ.มาตรา 289(4) (5) #ฆ่าคน #พฤติการณ์"โดยไตร่ตรองไว้ก่อน" "โดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้าย" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2567 การกระทำของจำเลยมีการคิดตระเตรียมการไว้ล่วงหน้าหรือไม่ย่อมต้องอาศัยมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดของจำเลยโดยพิเคราะห์จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานแวดล้อมทั้งก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุประกอบกัน ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยพกพาอาวุธมีดมายังที่เกิดเหตุด้วยยังไม่อาจรับฟังอย่างแน่ชัดว่าจำเลยมีการคิดหรือตระเตรียมการวางแผนที่จะฆ่าผู้ตายมาก่อน นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าระหว่างจำเลยและผู้ตายมีข้อขัดแย้งอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงถึงขนาดที่จะทำให้จำเลยต้องคิดวางแผนฆ่าผู้ตาย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดพกติดตัวอยู่เป็นประจำแทงทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยกะทันหันโดยไม่ได้มีการคิดไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายเป็นการกระทำโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้าย อันจะเป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 289 (5) หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การกระทำโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ป.อ. มิได้บัญญัติหรือให้นิยามถึงการกระทำดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ การวินิจฉัยถึงการกระทำดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยตามมาตรฐานความรู้สึกของวิญญูชนทั่วไป ซึ่งการฆ่าโดยทรมานหมายถึงการฆ่าโดยกระทำที่มิได้ทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายในทันที แต่ทำให้ได้รับความลำบากจนตายลงในที่สุด ส่วนการฆ่าโดยกระทำทารุณโหดร้ายหมายถึงการฆ่าโดยวิธีที่ดุร้ายยิ่งกว่าการกระทำให้ตายโดยทั่ว ๆ ไป ผู้ถูกฆ่าอาจตายในทันทีโดยไม่ได้รับความลำบากเลยก็ได้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดเดือยไก่ ซึ่งมีลักษณะปลายแหลมเรียวโค้ง ความยาวประมาณ 1 คืบ กว้างประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ ส่วนด้ามความยาว 3 นิ้ว ซึ่งถือเป็นอาวุธมีดที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แทงไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างผู้ตาย เป็นการฆ่าโดยใช้อาวุธตามปกติธรรมดา ไม่ถือเป็นการฆ่าโดยวิธีที่ดุร้ายยิ่งกว่าการกระทำให้ตายโดยทั่ว ๆ ไป และขณะจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายย่อมต้องปัดป้องต่อสู้ จำเลยจึงแทงผู้ตายหลายครั้งเพื่อให้การกระทำบรรลุผล ไม่ใช่เจตนาให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดและทรมานจากบาดแผล การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 เท่านั้น #คำพิพากษา #เก็บไว้ทบทวน #ประโยคทอง #สอบสอบสอบ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#เลิกสัญญาเช่าซื้อ #กรณีผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ #มีราคาที่ต้องจ่าย #แต่ราคานั้นต้องสมเหตุสมผลด้วย #ปรับมั่วไม่ได้ #คุยกันก่อน #ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็เจรจาในศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6779/2567 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อมิได้เลิกกันโดยปริยาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 23 ประจำวันที่ 20 กันยายน 2557 เพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2557 โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แต่การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการเลิกสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้นการที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยไว้ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยซึ่งประพฤติผิดสัญญารับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ตามข้อตกลงในสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยปริยาย และจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามข้อตกลงที่จำเลยจะรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10.4 มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับค่าเช่าซื้อที่จำเลยผ่อนชำระและเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายทอดตลาด ประกอบทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ 147,000 บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นเงิน 6,000 บาท แล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 153,000 บาท แต่ในส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น โจทก์อาศัยสิทธิเรียกร้องด้วยเหตุใดโจทก์มิได้แสดงไว้ให้แจ้งชัด จึงไม่อาจกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่โจทก์เรียกร้องมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อหนี้ค่าขาดราคาที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน #ข้อสังเกต แม้ไม่มีข้อตกลงให้คู่สัญญาบอกเลิกสัญญาได้ ป.พ.พ.มาตรา 573 วางหลักไว้ว่า "ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดก็ได้โดยส่งมอบทัพย์สินที่เช่าซื้อคืนให้แก่เจ้าของโดยผู้เช่าซื้เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย" ดังนั้นจึงบอกเลิกสัญญาได้ ถึงแม้ให้ผู้เช่าบอกเลิกสัญญาได้แต่กรณีนี้ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อแต่จะต้องชำระค่าขาดประโยชน์หรือไม่ต้องพิจารณาต่ออีก ว่าผู้เช่าซื้อที่ผิดสัญญาต้องจ่ายค่าขาดราคาตามสัญญามั้ยก็คงต้องพิจารณาว่าการบอกเลิกสัญญาเป็นการสมัครใจทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ตามฎีกานี้ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้มีพฤติการณ์ยินยอมให้ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาโดยใจสมัครดังนั้นไม่เป็นการเลิกสัญญาโดยปริยายอีกทั้งผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดในค่าขาดสัญญาดังกล่าว ดังบางช่วงบางตอนตามฎีกานี้ "โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยซึ่งประพฤติผิดสัญญารับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ตามข้อตกลงในสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยปริยาย และจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย " ส่วนค่าเสียหายค่าปรับค่าขาดราคานั้นจะพิจารณาอย่างไรตามคำพิพากษานี้ให้หลักว่า "ข้อตกลงที่จำเลยจะรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10.4 มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับค่าเช่าซื้อที่จำเลยผ่อนชำระและเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายทอดตลาด ประกอบทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว " จากคคำพิพากษาจะเห็นว่าการกำหนดค่าปรับต้องเป็นไปตามสมควรแห่งข้อเท็จจริงในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผลประโยชน์ที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับการชำระ แม้ในสัญญาจะกำหนดไว้มากเพียงใดศาลมีอำนาจกำหนดค่าปรับที่สูงเกินส่วนได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 383 วรรคหนึ่ง "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป" ดังนั้นก่อนจะฟ้องให้พิจารณาถี่ถ่วนก่อนเพราะบางทีเมื่อฟ้องแล้ว มีคำพิพากษาบังคับกำหนดค่าปรับตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้วอาจไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ทางที่ดีค่อยๆคุยกันก่อน ปรับเราปรับเค้าน่าจะดีกว่าเพราะคู่สัญญาที่เราตกลงทำกันเราก็ควรเลือกดีๆก่อนทำครับ #แกะไปเรื่อย #ขาแพ่ง #เนติบัณฑิตไทย #ทนายความ #รับว่าความ #เทรนวันนี้ #คำพิพากษา #โชคดีในการสอบครับ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#คำสั่งตาม ป.วิ.พ.มาตรา 236 #ที่ไม่สุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1582/2556 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ตามข้อ 2.1 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในข้อนี้ คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 นั้น เห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันจะเป็นที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น หมายความว่า คำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยนำมาขายฝากแก่โจทก์แล้วไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด จำเลยให้การว่าจำเลยขอไถ่ถอนการขายฝากแล้ว แต่โจทก์ผิดนัด ซึ่งถือว่าจำเลยยังให้การต่อสู้ว่ากรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทยังไม่ตกแก่โจทก์ตามสัญญาขายฝาก จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ขายฝากคือ 150,000 บาท เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2553 ทั้งฉบับโดยสั่งรับอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 และสั่งรับอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.2 ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมที่สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์โดยอ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งฉบับเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่าเดือนละไม่เกิน 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะมีคำสั่ง (ฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553) ให้รับอุทธรณ์โจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.2 และมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 แต่ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่ง (ฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553) ไม่รับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 เป็นคำสั่งโดยผิดหลง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ ซึ่งเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งรับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 และได้วินิจฉัยต่อไปว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้ไถ่ถอนที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลา 6 เดือนนับตั้งแต่วันขายฝาก คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 (ฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553) จึงไม่เป็นที่สุดตามฎีกาของจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.2 เป็นเรื่องนอกประเด็นในชั้นอุทธรณ์นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อดังกล่าวเป็นการที่โจทก์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยไม่ไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนดเวลา ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยสมบูรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงเป็นอุทธรณ์ที่อยู่ในประเด็นข้อพิพาท ไม่ใช่นอกประเด็นดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ #ข้อสังเกต ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 236 "คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่สั่งปฎิเสธรับอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น หรือสั่งรับอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" แต่ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวต้องชอบด้วยกฎหมายด้วย ตามฎีกานี้ คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่ผิดหลงจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นที่สิ้นสุด "ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมที่สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์โดยอ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งฉบับเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่าเดือนละไม่เกิน 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่เป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 ได้"
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#คู่สมรส #แยกกันอยู่ #หน้าที่คู่สมรส คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4214/2566 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ห้องชุดมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์ซื้อจากผู้ขายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 และนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ก. โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 และพักอาศัยร่วมกันที่ห้องชุดพิพาทดังกล่าว ต่อมาเดือนมิถุนายน 2562 โจทก์ออกจากห้องชุดพิพาทไปพักอาศัยที่อื่น โดยส่งมอบกุญแจและคีย์การ์ดห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลย และเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรายการเดินบัญชีของจำเลยดังกล่าวเป็นการโอนเงินกันระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากันและมีจำนวนไม่แน่นอนในแต่ละเดือน จึงไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการชำระราคาห้องชุดพิพาทส่วนโจทก์นำสืบการชำระราคาห้องชุดพิพาทตามรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. ของโจทก์ ใบแจ้งหักบัญชีและใบเสร็จรับเงินพบว่า มีการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเป็นจำนวนแน่นอนทุกเดือน เพื่อชำระหนี้แก่ธนาคาร ก. ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนตุลาคม 2563 บ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายชำระราคาห้องชุดพิพาทมาตลอด ห้องชุดพิพาทซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้มาก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่โจทก์มีอำนาจจัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ตกลงแยกกันอยู่กับจำเลยและย้ายไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2562 โดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยนั้น จำเลยเบิกความโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยมิได้ตกลงแยกกันอยู่ตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันอย่างไร แต่การแยกกันอยู่ก็มิได้ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง โจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาที่ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 การที่โจทก์ย้ายออกจากห้องชุดพิพาทไปไม่อยู่ร่วมกับจำเลยที่ห้องชุดพิพาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้หรือไม่ก็ตาม โจทก์สามารถร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้อยู่ต่างหากจากกันได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ศาลจะกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ฝ่ายหนึ่งจ่ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามควรแก่พฤติการณ์ก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1462 จากบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การแยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้หน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาของโจทก์ซึ่งเป็นสามีหมดสิ้นไป การที่โจทก์ออกจากห้องชุดพิพาทไปโดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดไว้ให้แก่จำเลย บ่งชี้ว่าโจทก์ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยโดยการจัดห้องชุดพิพาทอันเป็นสินส่วนตัวให้เป็นที่พักอาศัยของจำเลยตามความสามารถและฐานะของโจทก์เหมือนดังที่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ต้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาโดยต่างมิได้มีเจตนาหย่ากันและยังมีโอกาสที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันได้ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายออกจากห้องชุดพิพาทไปเองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อปฏิเสธความรับผิดในหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดพิพาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ #ข้อสังเกต "การแยกกันอยู่ก็มิได้ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง โจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาที่ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461" ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นคู่สมรส เนื่องจากขัดกับหน้าที่ระหว่างคู่สมรสที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน #แกะไปเรื่อย #คำพิพากษา #งอลกัน #เนติบัณฑิตไทย #ทนายความ #รับว่าความ #เทรนวันนี้
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ห้างหุ้นส่วนบริษัท #ห้างหุ้นส่วนแปรสภาพเป็นบริษัท #หน้าที่หุ้นส่วน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2566 ขณะห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นบริษัทจำกัดคือจำเลยที่ 1 แล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ย่อมหมดสภาพการเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1246/5 และเกิดบริษัทใหม่ คือจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมรับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิมทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม จึงมีหนี้และความรับผิดในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดี รวมทั้งต้องชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนแปรสภาพมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จึงต้องรับไปซึ่งหนี้และความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ที่มีอยู่เดิมมาทั้งหมดตามบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ป.พ.พ. มาตรา 1246/7 บัญญัติว่า "เมื่อจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ ให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เอาจากผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ตามที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วน" คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามมิได้แสดงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามเป็นการส่วนตัว แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงตัวแทนและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามนั้น มีจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งต้องเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1087 และจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 (2) เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสามเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ย่อมถือว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ผิดนัดชำระหนี้นับแต่เวลาที่มีการกระทำละเมิด ดังนั้น โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ชอบที่จะเรียกให้ชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070 ประกอบมาตรา 1080 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ในขณะนั้นจึงต้องร่วมรับผิดกับบรรดาหนี้และความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ด้วย นับแต่เวลาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดเป็นต้นมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อต่อมาภายหลังปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ได้มีการจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด คือจำเลยที่ 1 แล้ว หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ได้ โจทก์ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิให้บังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมในห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ที่แปรสภาพได้โดยไม่จำกัดจำนวนตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จะต้องรับผิด แต่ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น จะรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ซึ่งเป็นไปตามผลของกฎหมาย #ข้อสังเกต เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดแปรสภาพไปเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมสิ้นสภาพตาม ป.พ.พ.มาตรา 1246/5 แต่ความรับผิดชอบของหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดตาม ป.พ.พ.มาตรา 1077(2) ยังคงต้องรับผิดชอบในหนี้บรรดาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อขึ้นก่อนที่จะสิ้นสภาพ แต่ตามคำพิพากษานี้ได้วางหลักเพิ่มเติมว่า "โจทก์ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิให้บังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมในห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ที่แปรสภาพได้โดยไม่จำกัดจำนวนตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จะต้องรับผิด แต่ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น จะรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ซึ่งเป็นไปตามผลของกฎหมาย" #แกะไปเรื่อย #ทนายความ #รับว่าความ #แพ่ง #สอบเนติ #เทรนวันนี้ #เปิดการมองเห็น
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#เรียกให้มาเป็นจำเลยร่วมเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย #อายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1460/2567 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า คำร้องของจำเลยที่ให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ พ.961/2561 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากตนเองต้องแพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) นั้น ไม่ใช่คำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยและให้เข้าร่วมรับผิดกับจำเลยต่อโจทก์ด้วยเท่านั้น จำเลยไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้แก่จำเลยแต่อย่างใด ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2548 ที่จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 นำมาอ้างนั้นเป็นเรื่องบุคคลภายนอกร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้ามาในคดีไม่เป็นฟ้องซ้อนนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า คำร้องของจำเลยที่ให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายของสินค้าที่ส่งต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ส่วนจำเลยร่วมที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องร่วมรับผิดกับจำเลยร่วมที่ 1 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 (2) ประกอบมาตรา 1087 คำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้ามาในคดีเป็นการใช้สิทธิของจำเลยเพื่อไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 มิใช่เป็นคำฟ้องของโจทก์ จึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยระหว่างลูกหนี้ร่วมซึ่งเป็นขนส่งหลายคนหลายทอดด้วยกันนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องของจำเลยที่ให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระเงิน 15,981,655 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เนื่องจากได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยในมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความเดิมในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามลำดับ และให้ใช้ความใหม่แทนเป็นผลให้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มเติมร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดใช้บังคับในวันที่ 11 เมษายน 2564 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ไปจนกว่าจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) #ข้อสังเกตที่ 1 การร้องสอดตาม ป.วิ.พ.มาตรา 57(3) เป็นการเข้ามาในคดีของบุคคลภายนอกด้วย (ก) วิธีถูกเรียกเข้ามาในคดีโดยคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องเข้ามาเพราะตนอาจฟ้องหรือถูกฟ้อง"เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือ "เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย"(ข) โดยศาลเห็นสมควรให้เรียกเข้ามา คู่ความขอเพราะมีกฎหมายบังคับให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีตามคำพิพากษาเป็นเรื่อง "คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากตนเองต้องแพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) " #ข้อสังเกตที่ 2 "คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน" ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา1(3) เนื่องจากไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้แก่จำเลยแต่อย่างใดอันเป็นการเสนอข้อหา #ข้อสังเกตที่ 3 "คำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้ามาในคดีเป็นการใช้สิทธิของจำเลยเพื่อไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 มิใช่เป็นคำฟ้องของโจทก์ จึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่" #แกะไปเรื่อย #วิแพ่ง #เนติบัณฑิต #ทนายความ #รับว่าความ #หุ้นส่วน
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ฟ้องเรียกละเมิดชู้ #การบรรยายคำฟ้อง #บรรยายไม่ครบเจ็บใจเพิ่มอีก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5856/2567 ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า สามีโจทก์แอบไปคบหากับจำเลยในลักษณะชู้สาวและร่วมประเวณีกันหลายครั้ง โจทก์พบภาพถ่ายในโทรศัพท์ของสามีหลายภาพที่ถ่ายคู่กับจำเลยในสถานที่ต่าง ๆ โจทก์พยายามสืบตามหาสามีกับจำเลยกระทั่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 โจทก์พบว่าสามีโจทก์แอบพาจำเลยไปร่วมหลับนอนอยู่ด้วยกันในลักษณะชู้สาวที่บ้านของสามีโจทก์ซึ่งเคยเปิดเป็นบ้านเช่า โจทก์จึงถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอโดยโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้เป็นหลักฐาน การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง อับอายขายหน้า จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การที่ภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นโดยไม่มีเงื่อนไขต้องฟ้องหย่าสามีมาด้วยนั้น ต้องปรากฏพฤติการณ์ด้วยว่าหญิงอื่นนั้นได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยอย่างไร อันเป็นประเด็นแห่งคดีที่โจทก์จะนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป #ข้อสังเกต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1523 บัญญัติไว้ว่า " เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้ ถ้าสามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นความเชื่อมโยงตั้งแต่บทบัญญัติตามมาตรา 1516(1) เหตุในการฟ้องหย่า มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ค่าทดแทนจากคู่สมรส มาตรา 1523 วรรคสอง ค่าทดแทนจากชู้ ในกรณีที่มีการฟ้องหย่าคู่สมรสตามมาตราดังกล่าวอาจจะไม่มีปัญหาในการร่างฟ้องเพื่อเรียกค่าทดแทนจากชู้เนื่องจากต้องมีการใส่ข้อเท็จจริงในการฟ้องหย่าซึ่งจะรวมพฤติการณ์ของชู้ตามมารา 1523วรรคสองอยู่แล้วจึงสามารถเรียกค่าทดแทนมาในฟ้องได้เลย แต่ในกรณีที่ไม่ได้ฟ้องหย่าคู่สมรสตนเองเพียงแต่ต้องการฟ้องเรียกค่าทดแทนกับชู้จะต้องบรรยายอย่างไร คำพิพากษาฎีกาข้างต้นได้วางหลักว่า " การที่ภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นโดยไม่มีเงื่อนไขต้องฟ้องหย่าสามีมาด้วยนั้น ต้องปรากฏพฤติการณ์ด้วยว่าหญิงอื่นนั้นได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยอย่างไร อันเป็นประเด็นแห่งคดีที่โจทก์จะนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล "
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#เลิกสัญญาโดยปริยาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 146/2567 การที่จำเลยเห็นชอบกับข้อเสนอของบริษัท อ. ที่อ้างว่าผลงานของโจทก์มีความล่าช้ากว่าแผนงานหลักเกินกว่า 3 เดือน ไม่มีความเชื่อมั่นว่าโจทก์จะสามารถทำงานได้เสร็จทันตามสัญญา โดยบริษัท ป. แจ้งยกเลิกสัญญากับโจทก์ โดยไม่ปรากฏในข้อสัญญาให้จำเลยบอกเลิกสัญญาได้ จึงถือเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้สัญญาเลิกกัน อย่างไรก็ดีหลังจากจำเลยมีหนังสือขอยกเลิกสัญญากับโจทก์ โจทก์มิได้โต้แย้ง มีการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางชดใช้ค่าแห่งการงานที่โจทก์ได้กระทำไป โดยโจทก์ได้มาฟ้องคดีหลังจากนั้นไม่นานและไม่ได้ขอให้จำเลยให้โจทก์เข้าทำงานต่อจนเสร็จ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้ล่วงหน้า 36,000,000 บาท แก่จำเลย ส่วนจำเลยจำต้องชดใช้เงินตามควรแห่งค่าการงานที่โจทก์ได้กระทำให้ โจทก์อ้างว่าตามสัญญาพิพาทระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ผลกำไรของการรับจ้างตามสัญญามีอยู่ในอัตราร้อยละ 6 จำเลยคาดเห็น หรือควรจะคาดเห็นขณะทำสัญญา หรืออย่างช้าขณะบอกเลิกสัญญาว่า หากเลิกสัญญาจะทำให้โจทก์สูญเสียผลกำไรหรือผลตอบแทนตามสัญญาที่ควรจะได้รับตามสัญญานั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย และไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญา ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างทั้งสองฝ่ายย่อมไม่มีผลผูกพันกันอีกต่อไป โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้เช่นกัน #ข้อสังเกต ถึงแม้การบอกเลิกสัญญาของคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ชอบไม่มีผลเป็นการบอกเลิกสัญญา แต่ถ้าคู้สัญญาอีกฝ่ายไม่โต้แย้งกลับหาทางออมชอมกันระหว่างคู่สัญญาพฤติการณ์เช่นนี้ถือว่าเลิกสัญญาโดยปริยาย ต่างฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ.มาตรา 391 "จำเลยมีหนังสือขอยกเลิกสัญญากับโจทก์ โจทก์มิได้โต้แย้ง มีการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางชดใช้ค่าแห่งการงานที่โจทก์ได้กระทำไป โดยโจทก์ได้มาฟ้องคดีหลังจากนั้นไม่นานและไม่ได้ขอให้จำเลยให้โจทก์เข้าทำงานต่อจนเสร็จ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย "
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ฟ้องซ้อน #ร้องสอด #ลักษณะของคำฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2564 คดีก่อน จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทและเรียกค่าเสียหายอ้างว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งซื้อจากจำเลยที่ 1 โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อคืนโดยทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระราคาและรับโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยที่ 1 ยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 เสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีก่อนเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้กรรมสิทธิ์ติดตามและเอาคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของตนจากจำเลยที่ 1 ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตลอดจนสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่จะใช้สอยทรัพย์สินนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ส่วนคำร้องสอดของโจทก์ที่ยื่นเข้าไปขณะคดีก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นหรือให้ความยินยอม และจำเลยที่ 2 กับสามีซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้กระทำการโดยไม่สุจริต โดยมีคำขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เห็นได้ชัดว่า คำร้องสอดของโจทก์ตั้งข้อพิพาทเป็นปฏิปักษ์กับทั้งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และจำเลยในคดีก่อน มีผลให้คดีตามคำร้องสอดของโจทก์มีลักษณะเป็นคำฟ้องที่โจทก์เสนอข้อหาต่อศาลแล้ว แม้คดีก่อนศาลจะจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคดีนี้ ก็ถือว่าคดีตามคำร้องสอดของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้ โดยมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องเดียวกันกับคดีที่โจทก์ยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีก่อน ซึ่งมีลักษณะเป็นคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 #ข้อสังเกต คดีนี้ผู้ร้องสอดยื่นเข้ามาในคดีก่อนที่จำเลยที่2ในคดีก่อนยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ “คำร้องสอดของโจทก์ตั้งข้อพิพาทเป็นปฏิปักษ์กับทั้งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และจำเลยในคดีก่อน มีผลให้คดีตามคำร้องสอดของโจทก์มีลักษณะเป็นคำฟ้องที่โจทก์เสนอข้อหาต่อศาลแล้ว” อันมีลักษณะตาม ป.วิ.พ.มาตรา 1(3) ที่บัญญัติว่า “คําฟ้อง” หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาลไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทําเป็นหนังสือ ไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้น หรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคําฟ้องหรือคําร้องขอหรือเสนอในภายหลังโดยคําฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้งหรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยสมัครใจ หรือถูกบังคับหรือโดยมีคําขอให้พิจารณาคดีใหม่” #ข้อสังเกตที่ 2 “แม้คดีก่อน(คดีที่จำเลยที่2ฟ้องจำเลยที่1 แล้วโจทก์ร้องสอดเข้าไป) ศาลจะจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคดีนี้ ก็ถือว่าคดีตามคำร้องสอดของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ”
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#ฟ้องซ้ำ #ครอบครัว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3772/2565 แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์อันเป็นคำขอเช่นเดียวกับคำขอในคดีเดิม ซึ่งมีประเด็นว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ และมีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยกับให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์หรือไม่ แต่ประเด็นในคดีเดิมที่ว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเนื่องจากโจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมิได้มีการตกลงยอมรับกันในประเด็นข้ออื่น อันพอจะถือได้ว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อในคดีเดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีในคดีเดิมแล้ว ประกอบกับ ป.พ.พ. มาตรา 1547 ได้บัญญัติถึงเหตุที่ทำให้เด็กอันเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันว่าจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร รวม 3 กรณีด้วยกัน ถึงแม้ว่าคดีเดิมโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่ยังมีกรณีที่ผู้เยาว์ทั้งสองจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โดยคำพิพากษาของศาล การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ทั้งสอง มิใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ทั้งคำฟ้องคดีนี้มิใช่คำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม อันจะต้องยื่นต่อศาลเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น #ข้อสังเกต “ประเด็นในคดีเดิมที่ว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเนื่องจากโจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมิได้มีการตกลงยอมรับกันในประเด็นข้ออื่น อันพอจะถือได้ว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อในคดีเดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี” คดีนี้ประมาณว่าไม่จดทะเบียนรับรองบุตรก็ได้แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ใช่ลูกตนเอง
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#วิธีการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา #บังคับคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2557 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 13691 เลขที่ดิน 750 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี หรือไม่ เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ห้ามจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมใด ๆ อันเป็นการจำหน่าย จ่าย โอนก่อให้เกิดภาระติดพันซึ่งที่ดินพิพาทและให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทไว้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น เป็นคำสั่งอันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่ศาลชั้นต้นได้สั่งไว้ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254 (2) (3) ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และคำพิพากษาที่ชี้ขาดตัดสินคดีนั้นมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) บัญญัติให้คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล คดีนี้คำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแทน สิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสามย่อมเป็นสิทธิของบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และสิทธิเช่นว่านี้มีลักษณะเป็นทรัพยสิทธิที่ไม่สูญสิ้นไปเพราะเหตุแห่งการไม่ใช้สิทธินั้น แม้โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีจนล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ก็ตาม คำสั่งวิธีการชั่วคราวของศาลก็หาได้หมดความจำเป็นแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลแต่อย่างใดไม่จึงยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไปเพื่อการบังคับตามคำพิพากษาตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ทั้งมิได้กระทบสิทธิหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่จะร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวนั้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น #ข้อสังเกต ตามป.วิ.พ.มาตรา ๒๖๐ ในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา ”(๒) ถ้าคดีนั้นศาลตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล“ จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้อย่างแน่นอนเหมือนกับมาตรา 260(1) ดังนั้นการที่จะพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับไปถึงเมื่อไรคงต้องพิจารณาเป็นกรณีไป จากข้อเท็จจริงตามคำพิพากษานี้ โจทก์ได้มีคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาตามมาตรา 254(2)(3) เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์จึงกลายเป็นผู้อยู่ในฐานะที่จะได้จดทะเบียนในที่ดินดังกล่าวได้อยู่ก่อนอันมีลักษณะเป็นทรัพย์สิทธิ อันทรัพย์สิทธิไม่หายไปตามกาลเวลา โจทก์มีสิทธิอย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้นตาม ป.พ.พ.มาตรา 1300 ดังนั้นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจึงยังมีความจำเป็นต่อสิทธิของโจทก์อยู่ ดั่งบางช่วงบางตอนของคำพิพากษานี้ “โจทก์ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และสิทธิเช่นว่านี้มีลักษณะเป็นทรัพยสิทธิที่ไม่สูญสิ้นไปเพราะเหตุแห่งการไม่ใช้สิทธินั้น แม้โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีจนล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ก็ตาม คำสั่งวิธีการชั่วคราวของศาลก็หาได้หมดความจำเป็นแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลแต่อย่างใดไม่จึงยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไปเพื่อการบังคับตามคำพิพากษาตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ทั้งมิได้กระทบสิทธิหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่จะร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวนั้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น”
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 3 months ago
#อุทธรณ์ #อำนาจศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2567 คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีโดยพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ เอกสารและพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนความซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา หากศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาคำฟ้องอุทธรณ์และพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ควรมีคำสั่งให้แก้อุทธรณ์ หรือกำหนดประเด็นแห่งคดีทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นประเด็นในการวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการคัดลอกคำให้การของจำเลยทั้งสามมาเกือบทั้งสิ้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะพึงรับไว้พิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) นั้น อุทธรณ์ดังกล่าวต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ได้พิจารณาในชั้นอุทธรณ์มาแล้ว ฎีกาข้ออื่นจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ #ข้อสังเกต การที่จะอ้างอำนาจศาลอุทธรณ์กรณีศาลอุทธรณ์ไม่พอใจในการพิจารณาคำฟ้องอุทธรณ์ และพยานหลังฐาน ที่ศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ก็มีอานาจสั่งแก้อุทธรณ์ หรือกำหนดประเด็นแห่งคดีทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว อีกทั้งเห็นควรสืบพยานอื่นต่อไป ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 240(2) แต่ต้องปรากฎในเบื้องต้นก่อนว่าฟ้องอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.พ. 225 เสียก่อน