AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira
npub1paz8...sncm
ทนายความวชิระ พรหมนิยม นักแกะฎีกา รับว่าความทั่วราชอาณาจักร รับปรึกษาปัญหากฎหมาย ให้ความรู้กฎหมายครับ และหลงไหลใน Decentralized protocol/technology My Motto: "Be Humble and Stack Sats."
#แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #SCAMMER #ซ่องโจร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 #ข้อสังเกต "จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด" ความผิดฐานอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อ "ผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกคณะบุคคล..." ส่วนความผิดฐานซ่อโจร "ต้องถึงขั้นมีการคบคิดกันหรือวางแผนเพื่อจะกระทำความผิด..." อ้างอิงฎีกาที่ 5682/2559 ความผิดทั้งสองฐานยังไม่ต้องมีการลงมือการกระทำความผิดก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว และเมื่อมีการกระทำความผิดตามที่ได้มุ่งหมายของซ่องโจรความผิดดังกล่าวจะเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งอ้างอิงฎีกา 83/2563 (มีฎีกาก่อนหน้านี้วินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท) ดังนั้นเมื่อ "ทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง" ฎีกานี้หลักการวางหลักคล้ายกับฎีกาที่ 283/2565 "...ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดมูลฐานที่ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่างๆ อันเป็นการฟอกเงินเพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก การกระทำความผิดฐานฟอกเงินจึงเป็นความผิดที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อมีการกระทำความผิดฐานอื่นๆดังกล่าวสำเร็จแล้วและเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำจากการกระทำความผิดฐานอื่นได้ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมกัน (ฎีกาในหนังสืออาญาพิสดาร 2568) #แกะไปเรื่อย #เติมไปเรื่อย #นิติศาสตร์ #ฟอกเงิน #เรียนจากคำพิพากษา <<< เกร็ดความรู้ที่มาคำว่าอั้งยี่
#ร้องขัดทรัพย์ #ฎีกาเก่าเล่าใหม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติตาม ป.วิ.พ.มาตรา 352 ผู้ร้องที่เป็นเจ้าของทรัพย์นั้นจะร้องขัดทรัพย์ได้มั้ย? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6547/2538 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์คดีนี้หรือไม่เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบและจดทะเบียนโอนอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทให้โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ไปจัดการให้โจทก์เข้าครอบครองอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทและส่งมอบให้โจทก์เข้าครอบครองแล้ว ซึ่งการส่งมอบดังกล่าวถือได้ว่าการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ตรี (ป.วิ.พ.มาตรา 352)เพื่อจัดการให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ หาใช่เป็นการยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 (ป.วิ.พ.มาตรา 323) ไม่ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่ผู้ร้องจะมาร้องขอให้ปล่อยอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทได้ ผู้ร้องอ้างว่าอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทเป็นของผู้ร้อง ก็ชอบจะไปว่ากล่าวเป็นเรื่องอื่นต่างหาก แต่ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ที่เข้ามาในเป็นคดีนี้ ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วคดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นอีกแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ปล่อยอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้ยก คำร้องขอ ของ ผู้ร้อง #ใจความสำคัญ “การบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ตรี (ป.วิ.พ.มาตรา 352)เพื่อจัดการให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ หาใช่เป็นการยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 (ป.วิ.พ.มาตรา 323) ไม่” #แกะไปเรื่อย #บังคับคดี #นิติศาสตร์ #ขับไล่
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#อำนาจศาลแขวง #แก้ไขกฎหมาย #ฉ้อโกง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2567 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 2 มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ได้กระทำผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เพียงแต่บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้อง ข้อ 1.1 ถึง 1.4 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินเพียงใดเท่านั้น เมื่อฟ้องโจทก์ข้อ 2 ไม่มีข้อเท็จจริงใดที่จะแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันโดยทุจริต หรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ฟ้องโจทก์ข้อ 2 จึงเป็นการบรรยายถึงค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.4 อันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.4 เท่านั้น และไม่อาจแบ่งแยกข้อหาดังกล่าวออกมาได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง โดยบรรยายข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่เกิดเหตุตามฟ้อง ข้อ 1.1 ถึง 1.4 ว่า เหตุเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2564 และบรรยายฟ้องการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดในทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแอปพลิเคชันไลน์สาธารณะซึ่งประชาชนทั่วไป และโจทก์สามารถเข้าถึงได้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่น และประชาชน กับมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8, 14 วรรคสอง ดังนี้ แม้ฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว อันเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ยังคงบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ โดยบทบัญญัติตามมาตรา 14 (1) และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเกินอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว และระบุขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 และมาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเบา มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งยังเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในขณะกระทำความผิดด้วย และฟ้องโจทก์ก็ระบุข้อหาหรือฐานความผิดว่า ร่วมกันฉ้อโกงและโดยทุจริตหรือหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยมิได้มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในข้อหาฉ้อโกง และความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 เท่านั้น ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่บัญญัติห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดั่งที่กล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ เช่นนี้ หากทางพิจารณาจะได้ความตามฟ้อง ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และต้องถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ดังนั้น จึงไม่อาจถือว่าโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษบทหนักตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดฐานโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่น อันมิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงอยู่ในอำนาจที่ศาลชั้นต้นที่เป็นศาลแขวงจะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ความผิดตามบทกฎหมายที่เบากว่าจะอยู่ในอำนาจศาลแขวง แต่เมื่อความผิดตามบทหนักเกินอำนาจศาลแขวงแล้ว ต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีเกินอำนาจศาลแขวง ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยคดีโจทก์มีมูลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 หรือไม่ เพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวเสียก่อน พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ตามรูปคดี #สาระสำคัญ "แม้ฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว อันเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ยังคงบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ โดยบทบัญญัติตามมาตรา 14 (1) และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเกินอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ก็ตาม "แต่การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว และระบุขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 และมาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเบา มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งยังเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในขณะกระทำความผิดด้วย และฟ้องโจทก์ก็ระบุข้อหาหรือฐานความผิดว่า ร่วมกันฉ้อโกงและโดยทุจริตหรือหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น" (ศาลจะพิพากษาเกินคำขอหรือมิได้กล่าวมาในฟ้องไม่ได้ตาม ป.วิ.อ มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังนี้เมื่อความผิดที่ขอให้ลงโทษดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดดังกล่าวจึงยังอยู่ในอำนาจศาลแขวง) #แกะไปเรื่อย #กฎหมายวันหยุด #พิพากษาไม่เกินคำขอ #พรบคอม
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ขอเฉลี่ยทรัพย์ #ฟื้นฟูกิจการ #บังคับคดี #แรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1818/2566 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อไม่ปรากฏว่าบทบัญญัติอื่นของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นอกจากมาตรา 110 วรรคสอง ที่ให้คำนิยามความหมายของคำว่า "การบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องถือตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ถือว่าการบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นเหตุยกเว้นให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปได้เมื่อการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/12 (5) การที่จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาเฉลี่ยทรัพย์ที่ผู้ร้องยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ การบังคับคดีจึงสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ชอบแล้ว เห็นว่า เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้วได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 วรรคห้า กำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในศาลแรงงานกลางได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว คือวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) การที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการบังคับคดียังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นตามกฎหมายดังกล่าว แล้วมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ย่อมไม่ถูกต้อง เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยกับที่ศาลแรงงานกลางงดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ และเห็นว่าคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์เป็นกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นตามที่โจทก์ได้อุทธรณ์ไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ เพื่อความรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ของการพิจารณาพิพากษาคดีแรงงาน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานเอกสารของผู้ร้องมีข้อเท็จจริงคลุมเครือไม่ชัดเจน โดยใบแต่งตั้งทนายความของผู้ร้องมีการแก้ไขด้วยน้ำยาลบคำผิดและไม่ได้มีการลงชื่อรับรองการแก้ไข จึงต้องถือวันที่ลงในใบแต่งตั้งเดิมคือวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องจึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ผู้ร้องไม่มีสิทธิในการเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้อง จำนวนหนี้ที่ผู้ร้องอ้างมีจำนวนเกินหนี้ที่เป็นจริง ผู้ร้องไม่มีหลักฐานมูลหนี้ที่แท้จริงกับจำเลยมายืนยันว่าจำเลยผูกพันเป็นหนี้ตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายผู้ร้องในการชำระหนี้ภาษีจริงหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีหลักฐานว่า นางสาวนิภาภรณ์ เป็นผู้รับหนังสือเตือนให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างจริง นางสาวนิภาภรณ์ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่ผู้ร้องอ้างว่าได้นำส่งหนังสือเตือนดังกล่าว จำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นสิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกันยายน 2560 ถึงเดือนเมษายน 2562 รวมเป็นเงิน 74,680,632.09 บาท ให้ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้เพียงพอต่อจำนวนหนี้ที่มีต่อผู้ร้อง และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไป 1 ครั้ง เมื่อผู้ร้องไม่คัดค้านถือว่าการบังคับคดีได้สิ้นสุดแล้วนั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่รับฟังมาว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 185,415,666.28 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากร รับไว้โดยชอบ จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ และการแก้ไขใบแต่งตั้งทนายความของผู้ร้องให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้องของเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง โดยให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงถึงวันยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องใหม่ให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ซึ่งจะเป็นวันพ้นระยะเวลาที่ผู้ร้องอาจเข้าขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ และจำเลยไม่มีหนี้อยู่กับผู้ร้องโดยผู้ร้องสามารถเอาชำระจากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยได้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า หากผู้คัดค้านสละสิทธิในการบังคับคดีหรือไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ร้องบังคับคดีต่อไปนั้น เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคำร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า..." ดังนั้น หากมีการถอนการบังคับคดีจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง หากโจทก์ถอนการบังคับคดีให้ดำเนินการตามขั้นตอนในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 ต่อไป และให้เพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลแรงงานกลาง #ประเด็นสําคัญ "ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 วรรคห้า กำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในศาลแรงงานกลางได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว คือวันที่ 5 มิถุนายน 2563" (วันชำระเงิน คือวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามสิทธิเรียกร้องที่ถูกอายัดไว้จริง ฎ.-3417-3418/2549) "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) การที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการบังคับคดียังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นตามกฎหมายดังกล่าว แล้วมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ย่อมไม่ถูกต้อง "ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จึงชอบแล้ว (เนื่องจากผู้ร้องยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์ตามระยะเวลาที่บัญญัติใน ป.วิ.พ.มาตรา 326 วรรคห้า และการขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยได้ทำหลังการบังคับคดีสมบูรณ์แล้ว) "มาตรา 327 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคำร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า..." (เป็นบทบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่เรื่องดุลพินิจ) ตาม "มาตรา 54 การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานงาน ให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้แต่ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัตนิี้ใช้บังคับให้นำบทบัญญัตแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาให้บังคับโดยอนุโลม" "โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานเอกสารของผู้ร้องมีข้อเท็จจริงคลุมเครือไม่ชัดเจน โดยใบแต่งตั้งทนายความของผู้ร้องมีการแก้ไขด้วยน้ำยาลบคำผิดและไม่ได้มีการลงชื่อรับรองการแก้ไข ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง" (ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษไม่มีอำนาจพิจารณา ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.25221) #แกะไปเรื่อย #เรียนจากฎีกา #วิแพ่ง #วิอาญา #เนติบัณฑิต #ล้มละลาย
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#คู่ความมรณะ #คดีแพ่งคดีอาญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2232/2567 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การออกคำบังคับในคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีส่วนอาญาเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในคดีส่วนอาญาของจำเลยออกจากสารบบความชอบแล้ว สำหรับคดีส่วนแพ่งการดำเนินกระบวนพิจารณาศาลจำต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่" สิทธิของโจทก์ร่วมที่จะได้ทรัพย์สินคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินซึ่งเป็นสิทธิในคดีส่วนแพ่งที่พนักงานอัยการอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และคำขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวเป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้เช่นกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวเพื่อช่วยให้โจทก์ร่วมได้รับทรัพย์สินคืนหรือได้รับการชดใช้ราคาทรัพย์สินที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง จึงให้อำนาจพนักงานอัยการใช้สิทธิเรียกร้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายและโจทก์ร่วมสามารถใช้สิทธิของตนเองต่อเนื่องไปในคดีอาญา เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีทั้งคดีส่วนแพ่งและคดีส่วนอาญาเสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน สิทธิในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่พนักงานอัยการขอให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ร่วมและสิทธิของโจทก์ร่วมขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนยังคงมีอยู่จึงยังไม่ระงับไป แม้ผู้ร้องจะกล่าวอ้างมาในฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยมิได้ระบุว่าจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนคดีอาญาย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการจำหน่ายคดีทั้งในคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งไปทั้งหมดออกจากศาล ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับไปในตัว ไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดนั้น ก็เป็นเพียงความเข้าใจหรือการคาดคะเนของผู้ร้อง หาได้ทำให้คดีส่วนแพ่งตกไปด้วยดังที่วินิจฉัยข้างต้นไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 29 สิงหาคม 2562 ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วขอแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบและมีคำสั่งตามกฎหมายต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นัดสอบถามวันที่ 2 ตุลาคม 2562 สำเนาให้โจทก์และโจทก์ร่วม เมื่อถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การที่จำเลยแต่งตั้งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 นั้น เป็นการแต่งตั้งตัวแทน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นตัวการถึงแก่ความตาย ทนายจำเลยคงมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยจะเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลย อำนาจของทนายจำเลยหาได้หมดสิ้นไปทันทีเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายไม่ ทนายจำเลยยังคงมีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินคดีส่วนแพ่งอยู่ เมื่อทนายจำเลยมิได้ดำเนินการในคดีส่วนแพ่งภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีต่อไปได้ และเนื่องจากสิทธิในการบังคับคดีที่เป็นสิทธิในทรัพย์สินมิใช่สิทธิเฉพาะตัว ความรับผิดตามคำพิพากษาย่อมตกทอดแก่ทายาทของจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ 23 มีนาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ยังมิได้มีคำบังคับคดีส่วนแพ่งแก่จำเลย โจทก์ร่วมจึงยื่นคำแถลงขอออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้แก่ผู้ร้องซึ่งอยู่ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและออกคำบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน ในวันที่ 1 กันยายน 2564 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต่อกฎหมายดังที่ผู้ร้องฎีกาแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน #ใจความสำคัญ "คดีส่วนอาญาเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) " "สำหรับคดีส่วนแพ่งการดำเนินกระบวนพิจารณาศาลจำต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่" "สิทธิในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่พนักงานอัยการขอให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ.มาตรา 43 และสิทธิของโจทก์ร่วมขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 ยังคงมีอยู่จึงยังไม่ระงับไป (แม้ว่าคดีส่วนอาญาจะระงับไป คดีส่วนแพ่งยังคงดำเนินต่อ) "เมื่อจำเลยซึ่งเป็นตัวการถึงแก่ความตาย ทนายจำเลยคงมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยจะเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลย (โดยคำขอของทายาทหรือคู่ความยื่นต่อศาลให้ศาลสั่งเรียกเข้ามา คำขอนี้ให้ยื่นภายใน 1 ปีนับแต่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 42) อำนาจของทนายจำเลยหาได้หมดสิ้นไปทันทีเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายไม่" (เนื่องจากทนายความทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนคู่ความจึงนำ ป.พ.พ.มาตรา 828 มาใช้บังคับ) #แกะไปเรื่อย #วิแพ่ง #วิอาญา #คู่ความแทนที่ผู้มรณะ #มรดกความ #เรียนจากฎีกา #คู่ความตายทนายความดำเนินการต่อได้ #หลักกฎหมาย
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#สร้างโรงเรือนบนที่ดินผู้อื่นโดยสุจริต #ส่วนควบ #ขายฝาก #ซื้อขายบ้าน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 120/2559 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ก่อนว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน ที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อ 8 ระบุว่า จำเลยขายฝากเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 252 ด้วย ซึ่งต้องแปลความว่าไม่รวมบ้านไม่มีเลขที่บ้านด้วย เพราะฉะนั้นการขายฝากสมบูรณ์เฉพาะที่ดินเท่านั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์กับจำเลยตกลงขายฝากที่ดินพร้อมบ้าน 2 หลัง คือบ้านเลขที่ 252 กับบ้านที่ไม่มีเลขที่บ้านอีก 1 หลัง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจดทะเบียนขายฝากบ้าน 2 หลัง ดังกล่าวด้วยไม่ได้เพราะต้องประเมินราคา จึงจดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดิน โจทก์กับจำเลยจึงได้ทำสัญญาซื้อขายบ้าน 2 หลัง เพิ่มเติมตามที่ตกลงกันตามหนังสือสัญญาซื้อขายก็ตาม แต่สัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องซื้อขายมาใช้บังคับด้วย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ เมื่อการขายฝากบ้านทั้งสองหลังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง นั้น เห็นว่า สัญญาขายฝากมีลักษณะแตกต่างจากสัญญาซื้อขายทั่วไป คือผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือมิฉะนั้นในกำหนดเวลาตามกฎหมายซึ่งข้อตกลงนี้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย การที่โจทก์กับจำเลยขายฝากบ้าน 2 หลัง โดยทำเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถึงเงื่อนไขในการไถ่คืนจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้สัญญาขายฝากที่ดิน และสัญญาซื้อขาย ยังทำวันเดียวกันแสดงให้เห็นเจตนาโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาต้องการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อีกด้วย ดังนั้นโจทก์ไม่อาจอ้างว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยหลักส่วนควบได้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านทั้งสองหลัง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรื้อบ้านเลขที่ 252 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15228 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า บ้านเลขที่ 252 สร้างมาก่อนที่จะขายฝากที่ดินให้แก่โจทก์ ซึ่งขณะลงมือก่อสร้างที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริต โจทก์ต้องใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น เห็นว่า ตามสัญญาขายฝากที่ดิน ข้อ 8 ระบุว่า ที่ดินเป็นที่บ้านขายฝากเฉพาะที่ดิน ไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 252 หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งกวาวแสดงว่าบ้านหลังดังกล่าวสร้างเสร็จแล้ว มิฉะนั้นคงไม่มีเลขที่บ้าน ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าตามสัญญาขายฝากที่ดิน คู่สัญญาไม่ได้ตกลงขายฝากบ้านเลขที่ 252 ด้วย บ้านหลังดังกล่าวยังเป็นของจำเลยโดยไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน และกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 เพราะกรณีนี้ไม่ใช่จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 252 ในที่ดินของโจทก์ แม้ภายหลังขายฝากจำเลยจะได้ต่อเติมบ้านหลังดังกล่าวก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยต้องรื้อบ้านหลังดังกล่าวออกจากที่ดินของโจทก์ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าที่ดินที่สูงขึ้นเพราะเหตุจำเลยปลูกบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านในที่ดินของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะขายฝากบ้านที่ไม่มีเลขที่บ้านสร้างเสร็จแล้วโจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าที่ดินที่สูงขึ้น ในข้อนี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ก่อนทำสัญญาขายฝากโจทก์ไปดูที่ดินของจำเลยเห็นมีบ้านอยู่ 2 หลัง สร้างเสร็จแล้ว และมีนางนงลักษณ์ เบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า ขณะทำสัญญาขายฝากบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านกำลังก่อสร้าง และมีนายจัด ผู้รับเหมาสร้างบ้านดังกล่าวเบิกความสนับสนุน เห็นว่า นางนงลักษณ์พยานโจทก์เป็นนายหน้าซื้อขายรายนี้โดยได้รับค่านายหน้าจากโจทก์ จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย อาจเบิกความช่วยเหลือโจทก์ มีน้ำหนักน้อย ส่วนนายจัดพยานจำเลยไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด คำเบิกความของนายจัดจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานโจทก์ น่าเชื่อว่าขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง การที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวในที่ดินที่ขายฝากต่อไปโดยโจทก์ไม่ได้ห้ามปราม จำเลยซึ่งเป็นผู้ปลูกสร้างย่อมเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อตามสัญญาขายฝากว่าตนมีสิทธิไถ่ที่ดินคืนได้ภายในกำหนดในสัญญา การปลูกสร้างบ้านไม่มีเลขที่บ้านของจำเลยจึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต แต่เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ที่ดินที่ขายฝากย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยเด็ดขาด กรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะใช้ปรับได้โดยตรง จึงต้องใช้บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง อันได้แก่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้น แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยผู้สร้าง และการที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยปลูกสร้างบ้านต่อไปในที่ดินของโจทก์โดยมิได้ห้ามปรามถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการสร้างโรงเรือนของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้น และต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มให้แก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ #ประเด็นที่น่าสนใจ ในฎีกานี้มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 3 ประเด็น 1.บ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ตามฎีกาของโจทก์? ข้อเท็จจริงตามฎีกา "จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินหมายเลข15228 ที่บ้านหมายเลข 252 และ บ้านที่ไม่มีหมายเลขตั้งอยู่ในที่ดินให้กับโจทก์ โดย ข้อ 8 ระบุว่า จำเลยขายฝากเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 252 จึงต้องตีความว่าจำเลยตกลงขายฝากเฉพาะที่ดิน แม้ว่าโจทก์จะอ้างว่าได้ตกลงซื้อขายฝากบ้านทั้งสองหลังจากจำเลยแต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่จดทะเบียนให้ โจทก์กับจำเลยจึงได้ทำสัญญาซื้อขายบ้าน 2 หลัง เพิ่มเติมตามที่ตกลงกันตามหนังสือสัญญาซื้อขายก็ตามเมื่อสัญญาขายฝากและสัญญาซื้อขายบ้านทั้งสองหลังไม่จดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่สัญญาดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ดังนี้จึงบังคับใช้สัญญาขายฝากที่ดินได้เท่านั้น อีกทั้ง "สัญญาขายฝากที่ดิน และสัญญาซื้อขาย ได้ทำวันเดียวกันแสดงให้เห็นเจตนาโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาต้องการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อีกด้วย" ดังนั้นโจทก์ไม่อาจอ้างว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยหลักส่วนควบได้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านทั้งสองหลัง 2.จำเลยต้องรื้อบ้านเลขที่ 252 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15228 หรือไม่? เมื่อบ้านหมายเลย 252 ไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินหมายเลขที่ 15228 เพราะโจทก์และจำเลยทำสัญญาขายฝากเฉพาะที่ดิน และบ้านหลังดังกล่าวอยู่บนที่ดินขณะจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 252 แม้จำเลยต่อเติมบ้านหลังจากทำสัญญาขายฝากที่ดินไปแล้ว จึงไม่เข้าเกณฑ์ ป.พ.พ.มาตรา 1310 ดังนั้น " เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยต้องรื้อบ้านหลังดังกล่าวออกจากที่ดินของโจทก์" 3.โจทก์ต้องชำระค่าที่ดินที่สูงขึ้นเพราะเหตุจำเลยปลูกบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านในที่ดินของโจทก์หรือไม่? จากข้อเท็จจริงในฎีกา "เชื่อได้ว่าบ้านหลังที่ไม่มีเลขที่บ้านกำลังถูกสร้างขณะทำสัญญาขายฝากที่ดิน" และโจทก์รับรู้ว่ามีการสร้างบ้านดังกล่าวในที่ดินดังกล่าวด้วยโจทก์กลับ "ไม่ห้ามปราม" จำเลยย่อมเข้าใจว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อว่าตนมีสิทธิไถ่ที่ดินคืนภายในกำหนด พฤติการณ์เช่นนี้ของจำเลยเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง "เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ที่ดินที่ขายฝากย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยเด็ดขาด" "ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้น แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยผู้สร้าง และการที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยปลูกสร้างบ้านต่อไปในที่ดินของโจทก์โดยมิได้ห้ามปรามถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการสร้างโรงเรือนของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้น และต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มให้แก่จำเลย" #แกะไปเรื่อย #เรียนกฎหมาย #ที่ดิน #ส่วนควบ #อสังหาริมทรัพย์
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#พนักงานราชการ #การตีความพนักงานของรัฐ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2566 (บางส่วน) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานราชการ สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ... ปฏิบัติงานประจำวนอุทยาน..... จังหวัดชุมพร อัตราเงินเดือน 14,300 บาท โดยจำเลยที่ 7 มีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกบัตร แม้จะปรากฏตามฟ้องและเอกสารดังกล่าวว่า จำเลยที่ 7 ปฏิบัติงานประจำวนอุทยาน..... ในตำแหน่งคนงานไม่มีอำนาจหน้าที่พิเศษใด แต่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ออกตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ระบุความหมายของ "พนักงานราชการ" ไว้ในข้อ 3 ว่า หมายถึงบุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการ เพื่อเป็นพนักงานของรัฐในการปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการนั้น โดยตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 11 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การจ้างพนักงานราชการให้กระทำเป็นสัญญาจ้างไม่เกินคราวละสี่ปีหรือตามโครงการที่มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดไว้ โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละส่วนราชการ และข้อ 15 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ส่วนราชการอาจกำหนดให้พนักงานราชการประเภทใดหรือตำแหน่งในกลุ่มงานใดได้รับสิทธิประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิเกี่ยวกับการลา (2) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา (3) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลางาน (4) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (5) ค่าเบี้ยประชุม (6) สิทธิในการขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (7) การได้รับรถประจำตำแหน่ง (8) สิทธิอื่น ๆ ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด อีกทั้งตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2549 ออกตามความในมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 4 (16) และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 3 กำหนดให้พนักงานราชการซึ่งมีวาระการจ้างไม่น้อยกว่าหนึ่งปีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีสิทธิขอออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่นนี้ โดยสภาพการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบและกฎหมายดังที่กล่าวมา จึงมีลักษณะแตกต่างจากลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พนักงานราชการจึงมิใช่ลูกจ้างชั่วคราว ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หากแต่เป็นพนักงานของรัฐซึ่งถือว่าเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และพวกกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำเลยที่ 7 จึงต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 7 มิใช่พนักงานหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น #ใจความสําคัญ คดีนี้โจทก์ฎีกาว่าจำเลยไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราวเนื่องจากจำเลยมีลักษณะของสัญญาจ้างและรายละเอียดสิทธิประโยชน์เข้าบทบัญญัติ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ออกตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ระบุความหมายของ "พนักงานราชการ" ซึ่งถ้าจำเลยกระทำความผิดในขณะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐจะถูกระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 #แกะไปเรื่อย #นิยามคำศัพย์ #ราชการ #ทนายความ #รับปรึกษากฎหมาย
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#พฤติการณ์ธุระจัดหา #เพื่อการอนาจาร เป็นเจ้าของห้องเช่าแนะนำให้ผู้เช่าไปขายบริการเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าเช่าอย่าหาทำ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2200/2564 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะเป็นฝ่ายรับการติดต่อตกลงขายบริการทางเพศจากนางสาว ม. กับชายคนหนึ่ง โดยจำเลยไม่ได้มีส่วนร่วมรับการติดต่อตกลงด้วย แต่จำเลยพูดสนับสนุนให้ผู้เสียหายไปขายบริการทางเพศ เพื่อจะได้มีเงินมาชำระค่าเช่าห้องที่พักอยู่กับจำเลย ทั้งยังร่วมเดินทางไปโรงแรมร่วมกับผู้เสียหายในลักษณะพาไปขายบริการทางเพศ เนื่องจากผู้เสียหายอายุ 16 ปี อาจจะมีปัญหาในการเข้าโรงแรม นอกจากนี้ผู้เสียหายยังเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ที่ว่า ร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ สอบถามว่าคนไหนจะมาบริการ จำเลยแจ้งว่าผู้เสียหาย ร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์จึงมอบเงิน 8,500 บาท ให้จำเลยไป ซึ่งต่อมาดาบตำรวจสำราญจับกุมจำเลย ตรวจค้นพบธนบัตร 8,500 บาท ในกระเป๋าสะพายของจำเลย เมื่อนำมาตรวจดูพบว่าตรงกับสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่เตรียมไปทำการล่อซื้อ บ่งชี้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผน ตัดสินใจร่วมกันหรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี พยานจำเลยและข้ออ้างในฎีกาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาหญิงอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอม ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอม และฐานกระทำการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น #พฤติการณ์ธุระจัดหา "จำเลยพูดสนับสนุนให้ผู้เสียหายไปขายบริการทางเพศ เพื่อจะได้มีเงินมาชำระค่าเช่าห้องที่พักอยู่กับจำเลย ทั้งยังร่วมเดินทางไปโรงแรมร่วมกับผู้เสียหายในลักษณะพาไปขายบริการทางเพศ" "ต่อมาดาบตำรวจสำราญจับกุมจำเลย ตรวจค้นพบธนบัตร 8,500 บาท ในกระเป๋าสะพายของจำเลย เมื่อนำมาตรวจดูพบว่าตรงกับสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่เตรียมไปทำการล่อซื้อ" #แกะไปเรื่อย
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#อายุความเจ้าพนักงานของรัฐทำละเมิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2568 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติอายุความเรื่องละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งใช้บังคับแก่กรณีผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดให้ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ เมื่อพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดี และการนับอายุความนั้นให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 การยึดรถยนต์ในคดีนี้ เห็นได้ว่าเป็นการยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาขณะรถยนต์ของกลางอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม บัญญัติทำนองว่าให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ดังนี้ ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้เจ้าพนักงานผู้ยึดคืนรถยนต์ของกลางให้แก่โจทก์จึงต้องเริ่มนับถัดจากวันที่คดีถึงที่สุดคือตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป นับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 16 เมษายน 2564 ยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ภายหลังศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดและพิพากษายกฟ้องและโจทก์ในฐานะผู้ต้องหามีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม ก็ตาม แต่การพิจารณาว่าจำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดหรือไม่ ต้องพิจารณาด้วยว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กระทำการนั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดรถยนต์ของกลางซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ เป็นผลสืบเนื่องจากนางชลธิชาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่นางอุษากับพวก และพนักงานอัยการยื่นฟ้องโจทก์ว่ากระทำความผิดร่วมกับนางอุษากับพวก ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงหลอกลวงเอารถยนต์ของนางชลธิชาที่มีไว้เพื่อประกอบธุรกิจรถเช่าไปรวมประมาณ 36 คัน ซึ่งรวมถึงรถยนต์ของกลางด้วย และโจทก์รับเอาไว้หรือรับจำนำไว้ซึ่งรถยนต์ของกลางจากผู้มีชื่อโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่นางอุษากับพวกได้มาจากการกระทำความผิดฉ้อโกงประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีอาญา เจ้าหน้าที่ของจำเลยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ระเบียบและข้อบังคับว่าด้วยการเก็บดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ของกลางในระหว่างการดำเนินคดีอาญา โดยผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจสอบและมอบคืนของกลางให้แก่ผู้มีสิทธิรับคืนไป โดยดำเนินตามกฎกระทรวงกำหนดวิธีการขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ พ.ศ. 2553 และผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ได้มีหนังสือถึงโจทก์ซึ่งขณะนั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหา ให้ส่งมอบเอกสารหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองยื่นต่อคณะกรรมการ เพื่อประกอบการพิจารณา แต่โจทก์ไม่ได้ส่งเอกสารหรือหลักฐานใดที่แสดงว่านางชลธิชากู้ยืมเงินและนำรถยนต์ของกลางไปจำนำไว้แก่โจทก์ ย่อมมีเหตุอันสมควรให้คณะกรรมการสงสัยว่าโจทก์รับจำนำรถยนต์ของกลางจากผู้มีชื่อไว้โดยสุจริตหรือไม่ หรือนางชลธิชาได้นำรถยนต์ของกลางไปจำนำไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดรถยนต์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์เป็นของกลางในคดีอาญา และคณะกรรมการพิจารณาแล้ว มีมติให้มอบรถยนต์ของกลางให้แก่นางชลธิชาซึ่งขณะนั้นเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางในทางทะเบียนไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ในระหว่างการดำเนินคดี แม้การกระทำนั้นจะเป็นเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่สามารถคืนรถยนต์ของกลางแก่โจทก์ได้ แต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายตามหลักเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับและชอบด้วยเหตุผล จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ #ข้อสังเกต ไม่อาจนำอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 448 มาใช้บังคับในความผิดละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 #แกะไปเรื่อย #ข้าราชการ #อายุความ #ทนายความ #อายุความ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ภ.บ.ท.5 #ประมวลกฎหมายที่ดิน #เสียภาษีไม่เท่ากับเจ้าของ ภ.บ.ท.๕ เป็นเอกสารสิทธิหรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9557/2558 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทน ตามหนังสือรับรอง โจทก์มอบอำนาจให้นายเล็กมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิว่า เอกสาร "ภ.บ.ท.5" ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 สูญหาย ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรายงานประจำวันดังกล่าวไปยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลแล้วองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลได้ออกใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ใหม่ ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2553 ถึง 2556 ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรไทรโยคไว้เป็นหลักฐานว่าที่ดินตามใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ระบุในฟ้องรวม 6 แปลงเป็นของผู้แจ้ง และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปยื่นคำร้องต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลขอให้ระงับการรับชำระภาษีบำรุงท้องที่และระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว วันที่ 26 มิถุนายน 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ คดียุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เพราะแม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเครือญาติกับจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ร่วมลงทุนก็ตาม แต่การกระทำความผิดตามฟ้องนั้นจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจโทสุทินว่าเอกสารหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งไว้เป็นหลักฐานไปแสดงและขอออกเอกสารฉบับใหม่ต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลอันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานและและความผิดเกี่ยวกับเอกสารนั้น ล้วนเป็นการกระทำเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มอบให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยทั้งหกเข้าร่วมและรับเงินในโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทน (สบู่ดำ) ของโจทก์ ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าว (ภ.บ.ท.5) เป็นเอกสารที่แสดงว่าบุคคลที่มีชื่อในเอกสารได้ชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินสำหรับปี พ.ศ. ที่ระบุไว้ในใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เท่านั้นแม้ว่าในเอกสารดังกล่าวระบุว่า "ภ.บ.ท.5 (ท่อนนี้มอบให้เจ้าของที่ดิน) ชื่อเจ้าของที่ดินชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม" ไว้ด้วย แต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ดังกล่าวก็ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ของที่ดินย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน มิใช่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) การกระทำการเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหกมอบให้ไว้เป็นหลักประกันเมื่อเข้าร่วมโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทนกับโจทก์ ดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยมีเจตนาจะชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งต้องนำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ก่อนที่มอบให้เจ้าของที่ดินนี้มาแสดงด้วย เมื่อมาติดต่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขอออกใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายในคดี ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจยื่นคำฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน #กฎหมายที่เกี่ยวคล้อง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 “หนังสือรับรองการทำประโยชน์” หมายความว่า หนังสือคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว” “โฉนดที่ดิน” หมายความว่า หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และให้หมายความรวมถึงโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” “แต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ตามมาตรา 1 ดังกล่าวก็ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน ” ดังนี้แม้การแจ้งความเท็จก็จริงแต่ ภ.บ.ท.5 ไม่ใช่เอกสารสิทธิอันจะมีผลการครอบครองของโจทก์การกระของจำเลยจึงไม่มีความผิด #แกะไปเรื่อย #ที่ดิน #แจ้งความเท็จ #ใช้เอกสารเท็จ #ทนายความ #รับว่าความ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ค่าเช่าบ้านข้าราชการ ข้าราชการเบิกค่าเช่าบ้านต่อมามีบ้านเป็นของตนเองบริเวณที่ไปทำหน้าที่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านมั้ย? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2565 คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าบ้านตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 มาตรา 7 (2) กำหนดหลักเกณฑ์ไม่ให้สิทธิข้าราชการที่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่มีบทบัญญัติว่าให้ใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรานี้เฉพาะในขณะที่ข้าราชการยื่นขอใช้สิทธิ ดังนี้ จึงต้องตีความว่าบทบัญญัติดังกล่าวย่อมต้องบังคับใช้ตลอดเวลาที่ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ กล่าวคือ ข้าราชการผู้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นต้องไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ตนไปประจำในช่วงเวลาที่ขอใช้สิทธินี้ หาใช่ตีความว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวบังคับใช้แต่เฉพาะเวลาที่ข้าราชการยื่นคำขอใช้สิทธิ แล้วข้าราชการผู้นั้นยังคงสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านได้ตลอดช่วงเวลาที่ประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่นั้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมบ้านเลขที่ 146 ทั้งส่วนของบิดาและส่วนของน้องชายมาโดยไม่มีภาระหนี้เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าว จำเลยย่อมเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนี้อย่างสมบูรณ์ กรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ข้างต้นว่าจำเลยมีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองในท้องที่ที่ตนไปประจำ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยรับผิดคืนค่าเช่าบ้านแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนใหม่โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ #สาระสำคัญ "จึงต้องตีความว่าบทบัญญัติดังกล่าวย่อมต้องบังคับใช้ตลอดเวลาที่ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ กล่าวคือ ข้าราชการผู้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นต้องไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ตนไปประจำในช่วงเวลาที่ขอใช้สิทธินี้ หาใช่ตีความว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวบังคับใช้แต่เฉพาะเวลาที่ข้าราชการยื่นคำขอใช้สิทธิ แล้วข้าราชการผู้นั้นยังคงสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านได้ตลอดช่วงเวลาที่ประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่นั้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่" #แกะไปเรื่อย #ข้าราชการ #กฎหมายน่าสนใจ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ #อาญาสื่อลามกอนาจาร ข้อสังเกตเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (4), (5) และ ป.อ.มาตรา 287/1,2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4909/2566 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำความผิดตามฟ้องทั้งหมดเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือไม่ แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองจึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในข้อนี้เบื้องต้นเป็นการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งนำไปสู่การแพร่หลายแก่ประชาชนโดยเข้าถึงผ่านทางเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเจตนาทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กอันเป็นความประสงค์หลัก การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนคำบรรยายฟ้องของโจทก์ข้อ 1.2 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) มาด้วย แต่ตามพฤติการณ์กระทำความผิดข้อนี้เป็นการโฆษณาชักจูงให้ประชาชนเข้าชมสื่อลามกอนาจารเด็กผ่านเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสอง และให้บุคคลลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์ดังกล่าว อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (3) เท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวหาใช่เป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกโดยตรงแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยการทำให้แพร่หลายและการค้าเท่านั้น การร่วมกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/3 (3) เพียงบทเดียว ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานนี้มานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้ เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดออกเป็นสองข้อต่างหากจากกัน โดยการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่การกระทำความผิดข้อ 1.1 สำเร็จแล้ว และมีพฤติการณ์กระทำความผิดกับองค์ประกอบของความผิดที่แตกต่างจากกัน อีกทั้งจำเลยทั้งสองกระทำความผิดครั้งหลังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อการค้าและดึงดูดให้ประชาชนรับชมเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสองมากขึ้น อันเป็นการเพิ่มความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดไปด้วย แม้จำเลยทั้งสองยังคงมีเจตนาพิเศษเพื่อทำให้แพร่หลายและเพื่อการค้าเช่นเดียวกัน แต่ไม่อาจถือเอาเจตนาพิเศษเพียงประการเดียวมาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวได้ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในข้อ 1.2 ดังวินิจฉัยมาถือได้ว่าเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดในข้อ 1.1 ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสองกรรมต่างกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในส่วนนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ #ประเด็นน่าสนใจ "พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งนำไปสู่การแพร่หลายแก่ประชาชนโดยเข้าถึงผ่านทางเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเจตนาทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กอันเป็นความประสงค์หลัก การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 " "แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) มาด้วย แต่ตามพฤติการณ์กระทำความผิดข้อนี้เป็นการโฆษณาชักจูงให้ประชาชนเข้าชมสื่อลามกอนาจารเด็กผ่านเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสอง และให้บุคคลลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์ดังกล่าว อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (3) เท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวหาใช่เป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกโดยตรงแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยการทำให้แพร่หลายและการค้าเท่านั้น การร่วมกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/3 (3) เพียงบทเดียว (น่าจะ 287/2(3)) " จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมฯ ม.14(5) ต้องเป็นการส่งข้อมูลโดยตรง แต่ถ้าเป็น ป.อ.มาตรา 287/2(3) เป็นการชักชวนไม่ได้ให้ข้อมูลที่ต้องการสื่อให้โดยตรง #แกะไปเลย #คอมพิวเตอร์ #ทนายความ #รับว่าความ #หลักน่าสนใจ #นิติศาสตร์ #CyberAwareness #การตีความ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ฎีกาไขความกระจ่าง ป.วิ.พ. 179 180 181 แก้ไขชื่อจำเลยในฟ้องให้ถูกต้องตามความเป็นจริงอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ.179 180 181 หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15722/2558 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสมเกียรติ กับนายสมเกียรติ์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 คดีนี้ เป็นบุคคลเดียวกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจแก้ชื่อของจำเลยที่ 3 ในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่เป็นการแก้ไขรายละเอียดให้ถูกต้องและไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันจะได้รับยกเว้นไม่ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แต่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำฟ้องของโจทก์ให้บริบูรณ์เพื่อแสดงและยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงอาจขอแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 และมาตรา 181 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสมเกียรติ กับนายสมเกียรติ์ เป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อนายสมเกียรติ์ เข้ามา จึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยที่ 3 ผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาอย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และมาตรา 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน และไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ #หลักที่ต้องเข้าใจ #แก้ไขคำฟ้องคำให้การ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
"No matter you hate BTC, Your brother will be interest in it, Your son will like it, Your grand child will love it and certainly believe it. It is inevitable" "Wachira 23/10/2025" "ต่อให้คุณเกลียด BTC แค่ไหน น้องคุณจะสนใจมัน ลูกคุณจะชอบมัน หลานคุณจะรักมันและเชื่อมันในที่สุด "วชิระ 23/10/2568"
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ข้าราชการกระทำความผิด เป็นข้าราชการโดนผู้บังคับบัญชามีคำสั่งปลดออกจากราชการแล้ว ภายหลังถูกเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นไล่ออกราชการทำได้หรือไม่? แล้วบำเน็จบำนาญจะเป็นอย่างไร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2568 การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการนอกจากจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ยังต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 93 (ที่ใช้บังคับในขณะนั้น) ทั้งคำสั่งลงโทษทางวินัยเป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งนั้นได้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50 ธ. ถูกลงโทษทางวินัยให้ปลดออกจากราชการ เมื่อต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและวินิจฉัยว่า ธ. กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แล้วมีมติว่าการกระทำของ ธ. มีมูลความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เช่นนี้ กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของ ธ. จึงยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงโดยเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้ปลดออกจากราชการแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไล่ออกจากราชการได้ ธ. กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และโจทก์พิจารณาว่าจะต้องลงโทษถึงไล่ออกจากราชการ ซึ่ง ธ. จะไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญรวมถึงเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน เมื่อ ธ. ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยเรื่องกระทำผิดวินัย ทายาทของ ธ. จึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดรวมถึงประโยชน์จากเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกันตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง #ข้อสังเกต คำสั่งทางปกครองยังไม่เป็นที่สิ้นสุดเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้หาก คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีผลอย่างอื่นให้ยึดตามคำวินิจฉัย ป.ช.ช.เพื่อพิจารณาโทษทางวินัย ตามมาตรา 98 วรรคแรก เว้นแต่ผู้บังคับบัญชามีหลักฐานแสดงว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้มีความผิดอย่างที่ คณะกรรมการ ป.ช.ช.วินิจฉัย ตามมาตรา 99 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ #แกะไปเรื่อย #ไม่เกี่ยวกับข้อสอบ #น่าจะเป็นประโยชน์แก่ข้าราชการและประชาชน #รอบรู้กฎหมาย #นอกจากอาญาแพ่งวิอาญาวิแพ่งบ้าง #ข้าราชการ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#คู่ความร่วมในมูลความแห่งคดีเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งชำระได้ #ผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี #น่าจะออกสอบบ่อย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2567 (เฉพาะวิแพ่ง) ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ตามสัญญาจ้างว่าความ ข้อ 2.1 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงว่าจ้างกันในราคา 3,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด สัญญาข้อ 2.1 ระบุว่า งวดที่ 1 ชำระ 1,000,000 บาท เมื่อตกลงทำสัญญาจ้างว่าความให้ดำเนินคดี ข้อ 2.2 ระบุว่า งวดที่ 2 ชำระ 1,000,000 บาท เมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วเสร็จ และข้อ 2.3 ระบุว่า งวดสุดท้ายชำระ 1,000,000 บาท ก่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น 15 วัน ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์มาแล้ว 9 ครั้ง รวมเป็นเงิน 369,951 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 การชำระเงินแต่ละครั้งจำเลยที่ 2 มิได้ระบุว่าชำระหนี้ในงวดใด เมื่อปรากฏว่า ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 มีเฉพาะหนี้งวดที่ 1 ตามสัญญาข้อ 2.1 เท่านั้นที่ถึงกำหนดชำระ ส่วนหนี้งวดที่ 2 และงวดที่ 3 ยังไม่ถึงกำหนดชำระเนื่องจากทั้งสามคดียังสืบพยานโจทก์จำเลยไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีคดีใดนัดฟังคำพิพากษา จึงต้องถือว่าเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระให้แก่โจทก์ทั้ง 9 ครั้ง เป็นการชำระหนี้ในงวดที่ 1 ซึ่งถึงกำหนดชำระแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง มีผลทำให้อายุความในหนี้ค่าจ้างว่าความงวดที่ 1 สะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (1) และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง คำฟ้องโจทก์เป็นกรณีทนายความฟ้องเรียกเอาค่าการงานที่ทำให้ มีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ยังไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย ฟ้องโจทก์ตามสัญญาจ้างว่าความข้อ 2.1 ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยังไม่ขาดอายุความ อย่างไรก็ตามจำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้ร่วม มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ การที่จำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) และข้อความจริงใดเมื่อเป็นเรื่องท้าวถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษเฉพาะแต่ลูกหนี้คนนั้นเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 การที่จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อายุความจึงสะดุดหยุดลงเฉพาะแก่จำเลยที่ 2 หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมไม่ หนี้ค่าว่าความงวดที่ 1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี ฟ้องโจทก์ตามสัญญาจ้างว่าความข้อ 2.1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังขึ้นบางส่วน #หลักที่น่าสนใจ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๕๙ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้ (๑) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ (๒) การเลื่อนคดีหรือการงดพิจารณาคดีซึ่งเกี่ยวกับคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ใช้ถึงคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย ตามฎีกานี้จำเลยทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันในสัญญาจ้างว่าความอีกทั้งเป็นหนี้ร่วมกันจึงเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้อันจะมีผลตาม ป.วิ.พ.มาตรา 59(1) แต่ ป.พ.พ.มาตรา 295 ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะว่า“ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๙๒ ถึง ๒๙๔ นั้น เมื่อเป็นเรื่องเท้าถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง“ ซึ่งหมายความว่าอายุความสะดุดหยุดลงเป็นเรื่องเฉพาะของคู่ความนั้นไม่อาจรวมไปถึงคู่ความอื่น ดังนี้อายุความสำหรับจำเลยที่สองที่ยังไม่ขาดอายุความไม่มีผลต่ออายุความของจำเลยที่หนึ่งที่ขาดอายุความแล้วได้ #แกะไปเรื่อย #หลักน่าสนใจ #น่าจะเคยออกสอบ #ผิดประจำ #ทนายความ #รับว่าความ #หนี้ #นิติศาสตร์
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#บังคับคดีไม่ได้ก็ไม่ใช่ว่าหนี้ระงับ คำพิพากษาฎีกาที่ 4442/2567 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร โจทก์เป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลย ก่อนหน้าคดีนี้ จำเลยยื่นฟ้องนายประสิทธิ์ สมาชิกสหกรณ์จำเลย ในฐานะผู้กู้และโจทก์กับพวกในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันรับผิดชดใช้หนี้คืนแก่จำเลย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2544 นายประสิทธิ์และโจทก์กับพวกตกลงยอมชำระหนี้ให้แก่จำเลยในคดีดังกล่าว โดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในวันเดียวกัน คดีหมายเลขแดงที่ 886/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์มีหุ้นสะสมอยู่ในสหกรณ์จำเลย ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2562 จำนวน 11,103 หุ้น เป็นเงิน 111,030 บาท จนถึง ณ วันฟ้อง โจทก์ยังมิได้ถอนเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องคืนเงินค่าหุ้นสหกรณ์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องความระงับแห่งหนี้ดังกล่าวข้างต้น หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังคงมีอยู่ แม้ล่วงเลยเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่จำเลยไม่อาจบังคับคดีได้เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลย เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์จำเลย ข้อ 36 ระบุว่า สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันหรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์อาจลาออกได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ ได้ ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป และโจทก์ไม่ยอมชำระหนี้ที่มีต่อจำเลย ถือว่าโจทก์และนายประสิทธิ์ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิลาออกจากสมาชิกของจำเลยและขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์จำเลยได้ โจทก์จึงยังไม่อาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ #สาระสำคัญ “ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เท่านั้น” ตามฎีกานี้หนี้ดังกล่าวเลยกำหนดอายุความในการบังคับคดีเท่านั้นอีกทั้งไม่เป็นกรณีการระงับแห่งหนี้ตาม ป.พ.พ.หมวด 5 ดังกล่าว หนี้ดังกล่าวจึงยังไม่ระงับ โจทก์จึงยังเป็นหนี้สหกรณ์อยู่จึงไม่มีสิทธิขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์ได้ #แกะไปเรื่อย #หนี้ #หลักที่น่าสนใจ #ทนายความ #บังคับคดี #รับว่าความ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ดุลพินิจศาลในการสั่งงดบังคับคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2567 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อจากนั้นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19421 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2557 และเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรวม 4 นัด โดยผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อทรัพย์ได้ในราคา 6,950,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า คดีมีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า คำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีกับคำร้องของดการบังคับคดีฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ที่จำเลยทั้งสี่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเป็นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีตามมาตรา 295 วรรคสาม นั้น เมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองอาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำร้องต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมายนั้นแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น และในกรณีเช่นว่านี้ผู้ยื่นคำร้องจะขอต่อศาลในขณะเดียวกันนั้นให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวในตอนท้าย อันเกี่ยวกับการที่ผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีจะขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ก็ได้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดคำร้อง มิได้เป็นบทบังคับศาลให้ต้องมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีแต่ประการใด การพิจารณาว่าในระหว่างนั้นมีเหตุสมควรงดการบังคับคดีหรือไม่ ย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งตามดุลพินิจที่เห็นสมควรเป็นรายกรณีไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของดการบังคับคดีของจำเลยทั้งสี่ ฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ว่า "ศาลได้มีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีคำร้องนี้จึงตกไปในตัว" จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นยกคำร้องของดการบังคับคดีของจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่เห็นสมควร และเมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ตามคำขอของจำเลยทั้งสี่ ทั้งกรณีไม่ต้องด้วยเหตุใด ๆ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (1) ถึง (4) กับมาตรา 290 แล้ว การบังคับคดีและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้กระทำไปเพื่อบังคับชำระหนี้จากลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุต้องเพิกถอนการขายทอดตลาดดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนผู้ซื้อทรัพย์ #ใจความสำคัญ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 295 วรรคสามตอนท้ายที่บัญญัติ “ในกรณีเช่นว่านี้ผู้ยื่นคำร้องจะขอต่อศาลในขณะเดียวกันนั้นให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้” จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งงดการบังคับคดีเสมอไป เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ #แกะไปเรื่อย #บังคับคดี #หลักที่น่าสนใจ #ทนายความ #รับว่าความ
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#ขยายระยะเวลา #อำนาจทั่วไปของศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3670/2567 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่โจทก์ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เหตุผลตามคำร้องขอขยายเวลาของโจทก์เป็นการอ้างเหตุผลอันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ หากศาลจะมีคำสั่งให้ขยายเวลาจะต้องมีกฎหมายรองรับทดแทนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้ขอให้ขยายเวลาเป็นเวลาเท่าใด จึงฟังไม่ขึ้น นั้น เห็นว่า การขอขยายระยะเวลา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จะต้องมีพฤติการณ์พิเศษ อย่างไรก็ตาม แม้ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาของโจทก์จะอ้างเหตุผลและเรื่องส่วนตัวของโจทก์อันไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติไว้ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่า โจทก์ยังประสงค์ที่จะอุทธรณ์และเพิ่งขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ประวิงคดี หากไม่ขยายให้แล้วอาจเสียความเป็นธรรมไป ศาลย่อมมีอำนาจทั่ว ๆ ไปที่จะขยายเวลาให้ได้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอันเป็นเรื่องการใช้อำนาจที่มีอยู่ทั่วไปของศาล และเมื่อศาลเห็นควรขยายเวลาให้แล้วก็มีอำนาจกำหนดเวลาที่ขยายให้ได้อันเป็นอำนาจทั่ว ๆ ไปเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ขยายเวลาและกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ #ข้อสังเกต แม้ไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันจะอ้างได้เพื่อขอขยายระยะเวลาตามมาตรา 23 แต่เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าถ้าไม่ขยายระยะเวลาออกไปจะเสียความยุติธรรม ศาลมีอำนาจขยายได้ตามอำนาจทั่วไป
AttorneyWachira's avatar
AttorneyWachira 2 months ago
#จัดสรรที่ดิน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5023 - 5025/2567 พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 กำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง และให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ ซึ่ง "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" ตามมาตรา 4 ให้ความหมายว่าผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ทั้งข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ก็กำหนดให้สมาชิกออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภครวมถึงบริการสาธารณะและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน สอดคล้องทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่วน "สมาชิก" ข้อบังคับดังกล่าวหมายถึงสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรประกอบไปด้วยผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไป โดยที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ หาได้กำหนดยกเว้นคำว่า ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและสมาชิกไว้โดยชัดแจ้งว่า ไม่รวมถึงผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรโดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินหรือจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนและชำระทุกสิ้นเดือนของแต่ละเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 โจทก์จึงต้องใช้สิทธิในการฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 หนี้เงินที่เกิดขึ้นหลังวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง จะมีหนี้เงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 ที่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้น หนี้เงินดังกล่าวจึงขาดอายุความ อันเป็นการบรรยายแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยกอายุความเรื่องเงินค้างจ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งเป็นการให้การไปตามความเข้าใจของจำเลยมาด้วยก็ตาม เพราะจำเลยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนกรกฎาคม 2557 ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเดือนมกราคม 2556 จึงล่วงพ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อจาก จ. ที่รับซื้อฝากมาจาก ส. ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้บริโภค จึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา และค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลย #หลักที่น่าสนใจ “แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" #แกะไปเรื่อย #ที่ดิน #ตีความ #ทนายความ #รับว่าความ #ฎีกาน่าสนใจ