L.SUVANN's avatar
L.SUVANN
npub1907g...tjpv
L.SUVANN's avatar
L.SUVANN 1 year ago
รู้ดี รู้ชั่ว รู้ถูก รู้ผิด รู้สุข รู้ทุกข์ แต่ไม่ ”รู้ตัว” แล้วมันจะ “รู้” อะไร รู้ตัว รู้ตัว รู้ตัว
L.SUVANN's avatar
L.SUVANN 1 year ago
ท่องในความรู้สึก, ครั้งนึงเคยรู้สึกจริงๆว่าเป็นคนที่คุยกับใครๆ ก็ไม่รู้เรื่อง Dont waste it. 🌞 #siamstr
L.SUVANN's avatar
L.SUVANN 1 year ago
ความเพ้อเจ้อ ของผู้เจริญ “สติ” จะเจริญ”สติ” แล้วโว้ย!! นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เอาหยาบๆ ที่เค้าๆทำกัน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ สังเกตกาย สังเกต สถาวะการทำงานของ ร่างกาย ยืนเดิน นั่ง นอน เอาที่ง่ายหยาบเข้าถึงทุกคน ไม่ติดเรื่องภาษาให้เข้าใจยาก สามารถเอามาสังเกตุได้ทันที เลยนิยมจับเอา “ลมหายใจ” มาสังเกต มานั่งเน้นๆ ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย พุทโธ, ตัวรู้? รู้อะไรวะไม่เห็นอะไรเลย จิตหลุดจากร่างหรอวะ ยังไง? ไหนจะเคยได้ยิน ว่าบางคนเห็นแก้วใส เห็นสวรรค์ ไปกันใหญ่ ทำมัยไม่เห็นแบบนั้นมั่ง สภาวะมี ”สติ” สักแต่ว่ารู้ รู้ห่าอะไรวะ? มันน่าจะเป็นการละลึกรู้ หาอะไรมาเป็นเป็นที่อยู่ของจิต สักแปบ “ลืมสังเกต” ลม แต่ภายในจิตภายในใจเริ่มมีเรื่องเข้าอื่นเข้ามาทันที “เห้ยเบื้อวะ”, “คนข้างๆนิ่งจังวะ”, “ขาแม่งเหน็บกินขยับได้มั้ยวะ”, “ไอ้ห่าหมาที่บ้านเพิ่งพาไปหาหมอ มันดีขึ้นยัง”, “btc เด้งแล้วมั่งง” แล้วจะ “รู้” ห่าอะไร? แต่…. “พอรู้สึกตัว” เห้ยนี้เรากำลังจะมาโฟกัส มาสังเกตุ “ลม” หนิ มันกลับ auto ไป ที่ “ลม“ ทันที เรื่องอื่นๆดับหายไปหมดเลย เห้ย นั้นมัน “จิต” รึป่าววะ ที่คอยไปผสมกับสิ่งต่างๆ(เจตสิก52) นั้นนี้ เลยต้องมีหลักมัดไว้(ลมหายใจ) พอพิจารณาลมหายใจ ออก-เข้า พอสังเกตมากเข้าๆ ลมหายใจออกเองก็ทุกข์ ลมหายใจเข้าก็ทุกข์ (พอถึงจังหวะหายใจออก ช่วงนึงก็รู้สึกถึง”สภาวะบีบคั้น”เลยต้องหายใจเข้า) ชิบหายแล้วดัน “รู้” ทุกข์ ชักเริ่มพอจะรู้สึก“รู้”ที่ว่า แบบหยาบๆ หน่อยละ หากพิจารณาให้ละเอียดน่าจะเจอ (เหตุของทุกข์ จากการหายใจออก-เข้าต่อ) เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขาร หายใจออก เราจัก เป็นผู้ระงับสังกายสังขาร หายใจเข้า เราจัก ระงับการปรุง ของจิต เราจะมีสติรู้แต่ “ลม” (กาย) GM บัณฑิตทั้งหลาย พึงหาสติที่เหมาะสมกับจริตตน เจริญให้มาก เจริญให้บ่อย เจริญให้ชิน เพื่อเป็นเหตุให้คง สภาวะ “รู้” ตามความเป็นจริง เถิด
L.SUVANN's avatar
L.SUVANN 1 year ago
หาก ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ระบุว่า “ไม่มีเวลาที่สมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียว” มนุษย์แต่ละคน เหมือนจะมีมาตรฐานเวลาของตนเอง ขึ้นอยู่กับ สถานที่ ที่อยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง และความเร็วที่เคลื่อที่เร็วเท่าใด… ดังนั้นการพิจารณา เวลา (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) การเป็นผู้สังเกต จึง ใช้ความเป็นปัจเจกล้วนๆ ในการสังเกต เมื่อรู้แบบนี้แล้วการเกิดขึ้นซ้ำๆ ตามธรรมชาติ หรือ แม้แต่การ เกิดขึ้น-ตั่งอยู่-ดับไป มันก็คงจะ ให้คุณค่าและความหมายโดยตัวปัจเจก หรือผู้สังเกต เป็นลักษณะปัจจัตตัง สิ่งที่น่าแปลกคือ บัณฑิตท่านใด ทุกครั้งที่พิจารณา เรื่อง”เวลา” มักจะกระทบกระเทือน เห็นตามไตรลักษณ์ เสมอ… …… อวิชชา 8 1) ไม่รู้จักทุกข์ 2) ไม่รู้จักสมุทัย 3)ไม่รู้จักนิโรธ 4) ไม่รู้จักมรรค 5) ความไม่รู้อดีต 6) ความไม่รู้อนาคต 7) ความไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต 8) ความไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท หรือเพราะพิจารณา”เวลา” แล้ว พอให้รู้ อดีต รู้เหตุ ของกองทุกข์ ปัจจุบัน รู้ชัดถึงกองทุกข์ อนาคต รู้จักสภาวะพ้นทุกข์ #siamstr
L.SUVANN's avatar
L.SUVANN 1 year ago
รบกัน, ขัดแย้งกัน, ด่ากัน, เอาชนะกัน เป็นผลของ ความอิจฉา(หมั่น) และ ความตะหนี่(หวง) ซึ่งก็เป็นผลของ การกระสบ ในสิ่งอันเป็นที่รัก และ สิ่งอันไม่เป็นที่รัก เห็นยัง ความรัก ก็เป็นทุกข์ เพราะรู้, เห็น ไปตามธรรม มันก็พอจะ ใช้ชีวิตอยู่ได้ แบบเบาๆ โล่งๆ ได้เหมือนกันนะ ไม่ต้อง ซ้าย-ขวา ไป ตรงๆ #siamstr