ราคาข้าวของไม่ได้แพงขึ้น แต่เงินต่างหากที่ "เสื่อมค่า" ลงตลอดเวลา
ถ้าคุณอยากรู้ว่า เงิน เสื่อมค่าลงแค่ไหน?
ให้เทียบกับราคาทองคำ
เพราะทองคำ คือสิ่งที่มนุษย์เอามาใช้เป็น เงิน ยาวนานที่สุดหลายพันปี
แม้แต่ช่วงยุค Bretton Woods System (ก่อนพ.ศ. 2514) ที่เรามี เงินกระดาษ ใช้กันแล้ว
เงินที่แท้จริง ก็ยังคงเป็น ทองคำ
และเงินกระดาษ มีสถานะ "ตั๋วแลกเงิน" ที่สามารถเอาไปแลกคือเป็นเงินจริงๆ อย่างทองคำได้
จากรูปเห็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นไหมครับ
สภาวะรายได้คนทำงานหยุดชะงัก สวนทางกับราคาข้าวของที่พุ่งขึ้นมหาศาล ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2514 จนถึงปัจจุบัน
ซึ่งก็คือปีเดียวกับที่โลกเรา ใช้มาตรฐานการเงินใหม่
เรียกว่า มาตรฐานเฟียต
สาระสำคัญคือ เลิกผูกค่าเงิน กับ ทองคำ (ที่เสกไม่ได้)
เปลี่ยนมาใช้ พันธบัตร หรือ "หนี้" ที่เสกได้เท่าไรก็ได้จากอากาศ
นับตั้งแต่นั้น เงินเฟ้อที่เคยเป็นภัยคุกคาม และเป็นเรื่องชั่วคราว กลายมาเป็น "ของดีถาวร" ที่ขาดไม่ได้
ทุกอย่างก็เริ่มกลับตาลปัตร
จากยุคที่เคย เศรษฐกิจดี ผู้คนก็อยู่ดีกินดีตามไปด้วย (รูปแรก) สมัยที่เงินยังผูกค่ากับทอง
กลายเป็นว่า เศรษฐกิจโตทุกปี ราคาข้าวของแพงขึ้นทุกปี
แต่รายได้คนทำงาน ไม่โตตามอย่างรุนแรง
หนักถึงขั้น เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ หนี้ครัวเรือนหรือหนี้ประชาชน แซงมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่มีคนกลุ่มเล็กๆ ยิ่งร่ำรวยขึ้น เพราะสามารถสร้างหนี้ได้มากกว่าในต้นทุนต่ำกว่าคน (มีไม่ถึง 5% ของประชากร) ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ มันถ่างออกยิ่งกว่ายุคไหนๆ
คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงอภิสิทธิ์นี้ ค่อยๆ ยากจนลงโดยไม่รู้ตัว ยิ่งนานชีวิตยิ่งยากขึ้น เพราะเงินเดือนโตไม่ทันค่าครองชีพ
แค่เวลา 50 กว่าปี
- เงินเดือนเริ่มต้นคนทำงานทั่วไป จากเคยซื้อข้าวได้เกิน 1000 จาน (เทียบเท่า 5-60,000 วันนี้) ซื้อทองได้ 2 บาท วันนี้เหลือ 2-300 จานที่กินไม่อิ่ม
- เคยผ่อนบ้านแค่ 10 ปี มาวันนี้ 30-40 ปี เริ่มเอาไม่อยู่
- เงินออมถูกทำลายมูลค่าอย่างหนัก ยิ่งถือนาน ยิ่งเสื่อมค่า เงินที่วันนี้ซื้อข้าวได้ 100 จาน อีก 30 ปีข้างหน้า มันจะเหลือ 10 จาน ถือเงิน 10 ล้านเฉยๆ ใช้ประหยัดๆ มันก็ไม่พอเกษียณนะครับ นอกจากจะเปลี่ยนมันเป็นสินทรัพย์อื่นที่รักษามูลค่าได้
- Gen Y กลายเป็นคนรุ่นแรกที่โดยเฉลี่ย ยากจนกว่าคนรุ่นพ่อแม่ อายุ 30-40 แล้ว ส่วนใหญ่ยังสร้างเนื้อสร้างตัวไม่ได้
- ตัวเองยังลำบาก จะสร้างครอบครัวก็ยาก ทำงานทั้งผัวทั้งเมีย เลี้ยงลูกสักคนนึงแทบตาย จนอัตราการตายแซงอัตราการเกิดไปเป็นที่เรียบร้อย
- เมื่อคนจำนวนมากมีชีวิตยากลำบาก ก็จำเป็นต้องเห็นแก่ตัวไว้ก่อนเพื่อเอาตัวรอด ไม่มีเวลาไปคิดถึงคนอื่นหรือคิดถึงส่วนรวม คุณภาพสังคมก็ค่อยๆ แย่ลง
ตัวอย่างคนเกิดทันยุคนั้น คือ แม่ผมเอง เป็นครูชั้นผู้น้อย ได้เงินเดือนเริ่มต้น 1,080 บาท ข้าวจานละ 1 บาท ทองบาทละ 5-600 เริ่มทำงานก็มีชีวิตที่มั่นคงทันที สร้างครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย ผ่อนบ้านหลังแรกจบอายุ 30 ต้น
คนเริ่มทำงานวันนี้ ต้องมีเงินเดือนอย่างต่ำ 50,000 ถึงจะพอมีคุณภาพชีวิตพอๆ กับเขา
แล้วถ้า 54 ปีที่ผ่าน เงิน ยังคงหนุนหลังด้วย ทองคำ เหมือนเมื่อก่อน จะเกิดอะไรขึ้น?
เส้นสีเหลือง (รูปล่าง) คือ ราคาข้าวของต่าง ๆ ในหน่วยทองคำ มันเห็นชัดๆ ว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉลี่ย มันเท่าๆ เดิม และมีแนวโน้มถูกลงด้วยซ้ำ
เพราะอะไร?
1. ทองคำเสกไม่ได้ ถูกจำกัดด้วยธรรมชาติ ไม่ว่าเทคโนโลยีดีแค่ไหน เราก็ไม่เคยขุดทองคำได้มากกว่า 2% ต่อปีอย่างถาวร
2. ความสามารถในการพิมพ์เงิน "ถูกจำกัด" จะพิมพ์เงินต้องไปหาทองคำมาสำรองก่อน
3. ดังนั้น เงินกระดาษที่มีทองคำหนุนหลัง จึงเก็บรักษามูลค่าได้ เงินต่อหน่วยมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เพราะเศรษฐกิจ (demand) โตมากกว่า ปริมาณเงิน (supply)
บวกกับ เทคโนโลยีที่ดีขึ้นทุกวัน มันเข้ามาช่วยลดต้นทุนในการค้าและการผลิตลงเรื่อยๆ สินค้าถูกลงแต่คุณภาพดีขึ้น ค่าครองชีพค่อยๆ ลดเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนในสังคมก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทีละน้อย
แต่ในวันนี้ เมื่อเงินถูกสร้างจาก "หนี้" ที่เสกขึ้นจากอากาศ
ไม่จำเป็นต้องหาทองคำมาสำรองอีกต่อไป
มันปลดล็อก ความสามารถในการพิมพ์เงิน "ไม่จำกัด" ปริมาณเงินขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กลุ่มคนที่ควบคุมแท่นพิมพ์เงิน สุดท้ายเราก็เข้าสู่ยุคเอะอะพิมพ์เงินแบบเต็วตัว ผ่านกลไกการสร้างหนี้
แม้เทคโนโลยีดีขึ้นแค่ไหน ลดต้นทุนได้มากเท่าไหร่ มันก็ไม่มากพอที่จะหยุดยั้งราคาทุกสิ่งให้แพงขึ้น เพราะ
เศรษฐกิจและความมั่งคั่งของชาติ เสก ไม่ได้
แต่เงินกลับ เสก ได้ง่ายๆ จากอากาศ ในอัตราที่มากกว่า การเติบโตของเศรษฐกิจ "หลายเท่า" ทุกปี ต่อเนื่องหลายสิบปีที่ผ่านมา
ยกตัวอย่างเช่น
ปีก่อน เมกาพิมพ์เงิน 2 ล้านดอลต่อนาที
วันนี้ เมกาพิมพ์เงิน 3 ล้านดอลต่อนาที
อัตราการเสกเงินเพิ่มขึ้น 50% ภายในปีเดียว
คำถามคือ เศรษฐกิจของเขา โตขึ้นเท่าไหร?
แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเงินดอลลาร์คือมาตรฐานของโลกใบนี้ ทุกประเทศต้องใช้มันเป็นทุนสำรอง และเป็นหน่วยกลางในการค้าขายระหว่างกัน
ดังนั้นเมื่อพี่เบิ้ม ทำการสร้างเงินเฟ้อ มันจะถูกส่งออกไปให้ทั้งโลก ช่วยกันรับผิดชอบ
ส่วนไทยเรา ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ปีละ 6.67% ทบต้น
คำถามคือ มีกี่ปี ที่เศรษฐกิจเราโตระดับนั้น? คำตอบคือแทบไม่มี
ทางที่ง่ายที่สุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด ในออกจากวงจรอุบาทว์ ระบบส้นตีนสารชั่วนี่ คือ เปลี่ยนเงินปลอมๆ ชาติหมานี่ เป็น "บิตคอยน์" ให้มากที่สุด เท่าที่สภาพคล่องในชีวิตยังถูไถไปต่อได้
จริงหรือเพ้อเจ้อ อนาคตมาดูกัน
#Siamstr

แล้วถ้า 54 ปีที่ผ่าน เงิน ยังคงหนุนหลังด้วย ทองคำ เหมือนเมื่อก่อน จะเกิดอะไรขึ้น?
เส้นสีเหลือง (รูปล่าง) คือ ราคาข้าวของต่าง ๆ ในหน่วยทองคำ มันเห็นชัดๆ ว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉลี่ย มันเท่าๆ เดิม และมีแนวโน้มถูกลงด้วยซ้ำ
เพราะอะไร?
1. ทองคำเสกไม่ได้ ถูกจำกัดด้วยธรรมชาติ ไม่ว่าเทคโนโลยีดีแค่ไหน เราก็ไม่เคยขุดทองคำได้มากกว่า 2% ต่อปีอย่างถาวร
2. ความสามารถในการพิมพ์เงิน "ถูกจำกัด" จะพิมพ์เงินต้องไปหาทองคำมาสำรองก่อน
3. ดังนั้น เงินกระดาษที่มีทองคำหนุนหลัง จึงเก็บรักษามูลค่าได้ เงินต่อหน่วยมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เพราะเศรษฐกิจ (demand) โตมากกว่า ปริมาณเงิน (supply)
บวกกับ เทคโนโลยีที่ดีขึ้นทุกวัน มันเข้ามาช่วยลดต้นทุนในการค้าและการผลิตลงเรื่อยๆ สินค้าถูกลงแต่คุณภาพดีขึ้น ค่าครองชีพค่อยๆ ลดเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนในสังคมก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทีละน้อย
แต่ในวันนี้ เมื่อเงินถูกสร้างจาก "หนี้" ที่เสกขึ้นจากอากาศ
ไม่จำเป็นต้องหาทองคำมาสำรองอีกต่อไป
มันปลดล็อก ความสามารถในการพิมพ์เงิน "ไม่จำกัด" ปริมาณเงินขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กลุ่มคนที่ควบคุมแท่นพิมพ์เงิน สุดท้ายเราก็เข้าสู่ยุคเอะอะพิมพ์เงินแบบเต็วตัว ผ่านกลไกการสร้างหนี้
แม้เทคโนโลยีดีขึ้นแค่ไหน ลดต้นทุนได้มากเท่าไหร่ มันก็ไม่มากพอที่จะหยุดยั้งราคาทุกสิ่งให้แพงขึ้น เพราะ
เศรษฐกิจและความมั่งคั่งของชาติ เสก ไม่ได้
แต่เงินกลับ เสก ได้ง่ายๆ จากอากาศ ในอัตราที่มากกว่า การเติบโตของเศรษฐกิจ "หลายเท่า" ทุกปี ต่อเนื่องหลายสิบปีที่ผ่านมา
ยกตัวอย่างเช่น
ปีก่อน เมกาพิมพ์เงิน 2 ล้านดอลต่อนาที
วันนี้ เมกาพิมพ์เงิน 3 ล้านดอลต่อนาที
อัตราการเสกเงินเพิ่มขึ้น 50% ภายในปีเดียว
คำถามคือ เศรษฐกิจของเขา โตขึ้นเท่าไหร?
แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเงินดอลลาร์คือมาตรฐานของโลกใบนี้ ทุกประเทศต้องใช้มันเป็นทุนสำรอง และเป็นหน่วยกลางในการค้าขายระหว่างกัน
ดังนั้นเมื่อพี่เบิ้ม ทำการสร้างเงินเฟ้อ มันจะถูกส่งออกไปให้ทั้งโลก ช่วยกันรับผิดชอบ
ส่วนไทยเรา ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ปีละ 6.67% ทบต้น
คำถามคือ มีกี่ปี ที่เศรษฐกิจเราโตระดับนั้น? คำตอบคือแทบไม่มี
ทางที่ง่ายที่สุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด ในออกจากวงจรอุบาทว์ ระบบส้นตีนสารชั่วนี่ คือ เปลี่ยนเงินปลอมๆ ชาติหมานี่ เป็น "บิตคอยน์" ให้มากที่สุด เท่าที่สภาพคล่องในชีวิตยังถูไถไปต่อได้
จริงหรือเพ้อเจ้อ อนาคตมาดูกัน
#Siamstr
นี่คือเบื้องหลังของตัวเลขเงินเฟ้อต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ต้นปีนี้ สินค้าในหมวดอาหาร พลังงาน ค่าเช่าและราคาบ้าน ในเมกาปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันพรวดๆ รวมถึงร้านอาหารก็แห่ปรับราคาตาม
พ่อพระแก้ไขปัญหาโดยการ ปรับลด "ค่าถ่วงน้ำหนัก" ลง เพื่อให้ของแพงเหล่านั้น มีผลต่อตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) น้อยๆ
ค่าถ่วงน้ำหนักที่ถูกปรับในรอบล่าสุด:
1. ปรับลด เช่น
- หมวดเนื้อสัตว์ต่างๆ และไข่ -7%
- หมวดเครื่องดื่มไม่มีแอลฯ -14%
- หมวดผักผลไม้ -4%
2. ปรับขึ้น
- หมวดอาหารเบ็ดเตล็ด เช่น เครื่องปรุงรส อาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว +14%
- หมวดซีเรียลและเบเกอรี่ +12%
หลอกผู้คนว่าสบายใจได้ ไม่มีอะไรแพงขึ้นทั้งนั้น แม้ว่าความเป็นจริง ผู้กำลังโอดโอยกับค่าครองชีพที่พุ่งทะยานขึ้นไม่หยุด ซึ่งสินค้าบางหมวดฝรั่งถึงกับใช้คำว่า Skyrocket
เช่น ไข่พุ่งสูง 15.2% จากเดือนที่แล้ว โหลนึงปาไป 300 กว่าบาท (พุ่งเกิน 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน แพงขึ้นเกือบ 3 เท่าใน 3 ปี)
นอกจากการปรับค่าถ่วงน้ำหนักแต่ละหมวดที่มีปัญหาแล้ว เนื้อในยังมีการปรับเปลี่ยนสินค้ารายตัวและค่าถ่วงน้ำหนักซ้ำซ้อนเข้าไปอีก
เช่น ลดค่าถ่วงน้ำหนัก เนื้อ ที่แพง แล้วไปเพิ่ม หมู ไก่ หรือปลา ที่ถูกกว่าแทน และหากตัวไหนเหิมเกริม พุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่เกินไป มันจะถูกพิจารณา "นำออก" จากตะกร้าในการคำนวณไปเลย
และตัวเลขค่าถ่วงน้ำหนักหมวดอาหาร ถูกปรับลดลงเรื่อยๆ แทบทุกปี จนข้อมูลล่าสุด ปี 2025 เหลือแค่ 13%
หมายความว่า สินค้าหมวดอาหาร กระทบกับค่าครองชีพผู้คน เพียง 13% ของรายได้เท่านั้น สมเหตุสมผลดีมั้ยครับ?
ปรับไปปรับมาจนได้ตัวเลขที่พอใจ ส่งผลให้เงินเฟ้อเดือน ม.ค. 25 เทียบกับเดือนก่อน เท่ากับ 0.5% และเทียบปีที่แล้ว เหลือเพียง 3%
CPI ดัชนีตอแหลผู้บริโภค
#Siamstr
บิตคอยน์มันขึ้นช้า ตกยุค ล้าหลัง และที่สำคัญมันแพง! Altcoin สิ บล็อกเชนสิน่าคืออนาคต ไม่เห็นราคามันขึ้นเหรอ ?
ราคาขึ้นเยอะ ไม่ได้หมายความว่า ประโยชน์มันจะเยอะนะครับ แต่อาจหมายถึง "ขี้โม้" เยอะ สร้างกระแสเก่งก็เป็นได้
ความโลภมันจะคอยเล่นงานเราให้เคลิบเคลิ้มไปกับคำโม้โอ้อวดของบรรดาเจ้าของโปรเจกต์ Shitcoin ที่หลอกให้เราเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนโลก มันคืออนาคต ซึ่งพวกนี้อาศัยความโลภของเรานี่แหละช่วยผลักราคา
และลงเอยด้วยการเอาเหรียญส่วนใหญ่ที่ถือในมือ (เสกก่อนปล่อยสู่ตลาด) มาเทขาย สร้างความร่ำรวยให้แก๊งตนเอง ให้เจ้าของโปรเจกต์ ให้บรรดาอินฟลูรับจ้างปั่นกระแสร่ำรวยกันถ้วนหน้า แต่คนส่วนใหญ่อยู่ในสถานะ "ลุกช้าจ่ายรอบวง"
เราผู้อยากรวยลัดรวยเร็วนี่แหละ คือเหยื่อที่เอาเงินไปประเคนให้เขา เมื่อตลาดพังพินาศ ฝุ่นควันแห่งความโลภจางหาย เราจะเริ่มรู้ตัวว่าเหรียญที่เราเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากไปแลกมา โดยหวังจะร่ำรวยพลิกชีวิต
มันคือ "ขยะ" ดีๆ นี่เอง
ของแท้และคืออนาคต คือ "บิตคอยน์" เท่านั้น ไม่ใช่ "คริปโต" ไม่ใช่ "บล็อกเชน" โปรดอย่าเข้าใจผิด
ไม่งั้นเราจะตกอยู่ในวังวนวงจรอุบาทว์ กลายเป็นเหยื่อให้เขาเชือดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะคิดได้เงินเก็บทั้งชีวิตอาจจะหายไปหมดแล้ว เพราะ เมื่อตลาดคริปโตวาย 99.99% ของเหรียญคริปโต มันจะไม่กลับมาจุดเดิม
ถือทนอยู่ 6-7 ปี ยังติดลบ 80-99% ต้องนั่งสวดมนต์ภาวนาให้มันขึ้นไปอีก เป็น 1,000% เพื่อหวังจะเอาทุนคืน เฝ้ารอแบบลมๆแล้งๆ มันไม่ต่างกับการเอาเงินไปทิ้ง แต่กว่าจะรู้ตัวมันก็สายจนแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว
ถ้าคุณจะเทรด Shitcoin เพื่อคาดหวังผลกำไร ก็ต้องปฏิบัติกับมันในฐานะ "สินค้าเก็งกำไร" หยิบวิชาเทรดที่ถูกจริตซักตัวมาใช้ มองเรื่องความเสี่ยงเป็นสำคัญ (Risk Management) ผิดทางขาดทุนได้เท่าไร ถูกทางจะขายเก็บกำไรตรงไหน วาง position sizing ยังไง ตัดสินใจแต่แรกให้ชัดแล้วทำตามนั้น อย่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ล็อกการขาดทุน ส่วนกำไรแล้วแต่เวรแต่กรรม
ศัตรูที่แท้จริงในการลงทุน ไม่ใช่เจ้ามือ แต่คือ "ความโลภ & ความกลัว" ที่อยู่ในกมลสันดาน การไปเทรดตามสัญชาตญาณตัวเอง จะพาเราไปติดกับดัก "ลูปนรกเจ๊งไม่รู้จบ"
สิ่งที่เราจะเจอ คือ
- ตอนควรซื้อไม่ซื้อเพราะกลัวลงต่อ ตอนควรขายไม่ขาย กลัวขายหมู ผิดจังหวะตัดสินใจกลับหัวกลับหางไปหมด
- ตอนได้กำไร 1 แสนก็จะเอา 5 แสน พอได้ 5 แสนจะเอา 1 ล้าน 5 ล้าน 10ล้านไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ตอนขาดทุนก็ไม่กล้าคัทลอส เพราะเคยคัทแล้วมันเด้งใส่หน้า ไม่ขายไม่ขาดทุน คัทเท่ากับเสียเงินจริง
- ทำใจยอมรับการขาดทุนไม่ได้ ราคาลงเยอะแล้วเดี๋ยวคงขึ้นแหละหน่า หอบเงินมาถัวเฉลี่ยให้ขาดทุนหนักขึ้น
- รู้ตัวอีกที ขาดทุน 80-90% กลายสภาพเป็นสาย VI ถือยาว เพราะติดดอย
คนที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆ หลายคนพกโชคมาด้วย (ผมเป็น 1 ในนั้น) เข้ามาในจังหวะเหมาะเม๋ง เป็นช่วงที่เอาวัวเอาควายมากดซื้อ ยังไงก็กำไร หลงตัวเองว่าเก่ง แต่จริงๆ ฟลุ๊ก
แรกๆ กล้าๆ กลัวๆ ไม่นานก็ทุ่มสุดตัว ได้กำไรเบิกบาน แต่ไม่สาแก่ใจ เริ่มอหังการไปใช้ leverage แบบไม่เข้าใจ แค่อยากรวยเร็วเฉยๆ แต่ลืมคิดไปว่าแม้จะได้กำไรเร็ว แต่ขาดทุนมันก็เร็วไม่ต่างกัน เครื่องมือนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับมือสมัครเล่น
แรกๆ ใช้ 2x สักพัก 5x ไป 10x 20x สุดท้ายไปจบที่ 125x มีเท่าไรใส่สุด และหากอยากจะพลิกชีวิต ทุนจำเป็นต้องเยอะ ดังนั้น ต้องเอาเงินทั้งหมดที่มีไปค้ำ โดยไม่รู้ว่ามีความวินาศสันตะโรอะไรรออยู่
ตอนที่ซื้อยังไงก็ได้กำไร ผีพนันเริ่มเข้าสิง เราจะโลกสวยเพ้อฝันความร่ำรวยไปไกลแล้ว มองหาแต่ผลกำไรเยอะๆ เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ กำไรที่ได้เอาไปทบต้นทบดอกให้พอร์ตใหญ่ขึ้นเพื่อกำไรที่มากขึ้น โอเวอร์เทรดจนพาตัวเองไปอยู่ในจุด เกาะติดทุกราคา "พร้อมเละ" ทุกเมื่อ
และสุดท้ายจะลงเอยเหมือนๆ กัน คือ ไม้สุดท้ายไม้เดียวมันเอาเรา "หมดตัว" โดนล้างพอร์ตเรียบไม่เหลือ เหตุการณ์นี้เกิดกับผม เดือนกุมภา 2018 บิตคอยน์ร่วง 50% ในแท่งเดียว และ altcoin มันเลวร้ายยิ่งกว่านั้น ล่อลงทีเดียว 60-90% (7 ปีผ่านไปเกือบทั้งหมดยังดอยสูง และเหรียญจำนวนมากทยอยถูกถอดออกจากกระดานชั้นนำ) วินาทีนั้นใช้ leverage แค่ 2x ยังไม่รอด เกินกว่านั้นไม่ต้องพูดถึง
นอกจากรักษากำไรไม่ได้แม้แต่บาทเดียว ยังขาดทุนแทบหมดตัว ไม่ใช่แค่ผมที่โดน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหายทุกคนที่เข้าตลาดมาพร้อมๆ กัน ประสบชะตากรรมเดียวกันทั้งหมด มองย้อนกลับไปไม่เห็นทางรอดเลย เวลาได้ก็อยากได้อีก เวลาเสียก็อยากเอาคืน ยังไงก็เละ ขึ้นอยู่กับจะโดนช้าหรือเร็ว วาดฝันไว้ว่าจะรีบกอบโกยแล้วรีบออก แต่ด้วยความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ความจริง คือ ไม่ทัน และดูยังไงก็ไม่มีทางทัน
หลายคนโฟกัสเทรด shitcoin เพื่อหวังจะเอากำไรไปซื้อบิตคอยน์ได้มากขึ้น...ถ้าได้กำไรมันก็ดี แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้
- ถ้าคุณจะเข้าๆ ออกๆ ตามกระแสเพราะอยากรวยเร็วบ้าง..คุณเจ๊ง
- ฟลุ๊กเข้าถูกจังหวะ ได้กำไรมหาศาล แต่ไม่รู้จักพอ สุดท้ายมันกลับมาขาดทุน
- ถ้าคุณจะถือ Shitcoin ระยะยาวเพื่ออนาคต...คุณเจ๊ง
- ถ้าใช้ Leverage ไม่ดูตาม้าตาเรือด้วย มันไม่ใช่แค่ติดดอยสูง แต่จะสิ้นเนื้อประดาตัวเอา
แต่ความจริงแม่งช้า!...กว่าเราจะรู้ว่าคำพูดนี้เป็นจริงก็ต่อเมื่อเราได้ชิบหายไปเรียบร้อยแล้ว และถ้าเราไม่ใช่คนเงินถุงเงินถัง วันที่มันกลับตัวเป็นขาขึ้น ก็ได้แต่มองตาปริบๆ เพราะเพิ่งหมดตูดมา แทบไม่เหลือเงินในจังหวะที่ควรซื้อที่สุด
แทนที่น้ำพักน้ำแรงมันจะงอกเงย สร้างความมั่งคั่งให้ชีวิตมากขึ้น กลับเอาเงินไปทิ้งและเริ่มใหม่ ทิ้ง เริ่มใหม่ ไม่รู้จบ ใช้เวลาทั้งชีวิตติดกับดักอยู่ในหลุมบ่อขี้ ทำท่าจะปีนขึ้นไปได้ก็ตกลงไปใหม่ หาเงินได้เท่าไรเอาไปทิ้งหมด
วิชาการลงทุนมันเป็นเรื่องเรียบง่ายก็จริง แต่สันดานมนุษย์จะทำให้มันยากเสมอ อาจจะมีเพียงคน 20% เท่านั้นที่อยู่รอดในตลาดแบบทุลักทุเล และ 1% ที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวย ที่เหลือหอบความมั่งคั่งไปถวายให้มืออาชีพในตลาด
หลังจากที่ผมเจ๊งก็ตั้งใจเรียนเทรด เพราะอยากจะเอาคืนตลาด แต่พอเข้าใจกลับเลือกที่จะไม่เทรดซะงั้น เพราะเราไม่ได้ชอบเทรด เราแค่อยากรวยทางลัด และโลกการเทรดจริงๆ มันไม่ได้สร้างความร่ำรวยขนาดนั้น ต้องมองความเสี่ยง รักษาเงินทุนเป็นสำคัญ เทรดแทบตายได้กำไร 10-15% ต่อปี แลกมาด้วยอาการจิตตก กินไม่ได้นอนไม่หลับ ถ้าเรายังควบคุมอารมณ์จิตใจได้ไม่ดี
บทเรียนที่ได้คือ การเทรดมันเป็นเรื่องของมืออาชีพ คนได้กำไรเป็บกอบเป็นกำมันก็มี เพียงแต่เป็นส่วนน้อยมาก และมันไม่มีกำไรง่ายๆ อย่างที่คิด ถ้าเราไม่แน่จริง เราจะกลายเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะฟลุ๊กได้มาเท่าไร สุดท้ายโดนเอาคืนหมดทบต้นทบดอกอยู่ดี
และผมคือ 1 ในคนไม่แน่จริง ก็เริ่มคิดได้ว่าอย่าทำเป็นฉลาดเยอะ ถ้าถือบิตคอยน์เฉยๆ โง่ๆ ป่านนี้รวยไปนานแล้วไอฟาย โลภมากลาภหายของแทร่ เข้าก่อน ไม่ได้รวยก่อน แต่เจ๊งก่อน
ความเสี่ยงที่ชั้นนึงของการเน้นเทรด คือ เราต้องเอาสมบัติของเราไปฝากไว้กับตัวกลาง ถ้ามีปัญหาเขาชิ่งเราได้
วันนี้ผมกลับมาใช้ท่าที่เรียบง่ายที่สุด คือ ทำงาน กินให้น้อย เหลือเท่าไรเก็บออมเป็นบิตคอยน์ทั้งหมด มีน้อยเก็บน้อย มีมากเก็บมาก ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ถ้าวันนึงบิตคอยน์พัง ความมั่งคั่งผมอาจไม่เหลือ แต่ก็น่าจะใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะยังมีรายได้อยู่
กว่าผมจะเริ่มเข้าใจก็เสียหายไปแสนสาหัส ถ้าไม่เข้าใจ ต่อให้มีโอกาสซื้อที่ 1 ดอล ราคาขึ้นไปไม่กี่ดอลคงขายทิ้งหมดแล้ว
การซื้อบิตคอยน์มันง่ายมาก การเก็บรักษานั้นยากกว่า แต่ที่ยากที่สุด คือ การถือเฉยๆ โง่ๆ ต้องเป็นยอดมนุษย์ขนาดไหนถึงจะอดทนถือตั้งแต่มันไม่มีค่า ฝ่าฟันทุกหลุมทุกดอย มาจนถึงวันนี้ ยกเว้น ลืมว่ามี
"เราจะมีบิตคอยน์เท่าความรู้ที่เรามี" คำนี้โคตรจริงครับ
#Siamstr
ในวันนี้การกู้ เขาไม่ได้หอบเงินฝากของใครซักคน หรือรวบรวมจากหลายๆ คนมาให้เรา แต่เขาแค่เคาะตัวเลขในบัญชี 2-3 ที โดยแทบไม่มีต้นทุน
ภายใต้ระบบการธนาคารที่เรียกว่า fractional reserve banking หรือการอนุญาตให้ธนาคารสำรองสินทรัพย์แค่บางส่วน (กฎหมายให้สำรองเงินฝากแค่ 1% แต่ธนาคารไทยสำรองที่เฉลี่ย 12% ถือว่าเซฟกว่าประเทศอื่น) มันมอบความสามารถในการ leverage หรือเสกเงินปล่อยกู้มากกว่าเงินจริงๆ ที่ตัวเองมี (เพดาน max. ที่ 99 เท่า)
ยกตัวอย่างเช่น นายตั๊มขายบ้าน 3 ล้าน นายโสพรสนใจจึงไปยื่นกู้ ธนาคารก็เคาะเงิน 3 ล้านมาให้ดื้อๆ (ประเมินนิดนึงมีปัญญาจ่ายมั้ย ถ้าไม่มีเชิญไปหาสมบัติมาค้ำ) นายโสพรหอบเงินไปให้นายตั๊มและเอาบ้านไป นายตั๊มก็นำเงินหอบกลับไปให้ธนาคารสมนึกพาณิชย์ที่ตัวเองถือบัญชี
เงิน 3 ล้านที่เคาะมาจากอากาศมันไม่มีตัวตนจริงๆ ได้ถือเป็นสินทรัพย์ของแบงก์สมนึกพาณิชย์แล้ว และมันสามารถถูกใช้เป็นฐานในการปล่อยกู้ต่อไป เงินกู้ที่เสกขึ้นทับถมกันไปกันมา รู้ตัวอีกทีปริมาณเงินในระบบก็มีมากมายมหาศาลกว่า "สินทรัพย์ที่มีจริงๆ" ไปหลายเท่าตัว
ปัญหาใหญ่ของระบบนี้ มันทำให้มีคนบางกลุ่มซึ่งร่ำรวยสุดๆ สามารถเข้าถึงเงินผลิตใหม่ได้ก่อนคนอื่น ในต้นทุนที่ถูกกว่ามาก เข้าถึงเงินได้ก่อนก็ไปกว้านซื้อสากกะเบือยันเรือรบได้ก่อน บางคนสามารถกู้ระดับแสนล้านได้ง่ายๆ ในต้นทุนดอกเบี้ยแค่ 1-3% บริษัทยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยหนี้ และการเป็นหนี้มันได้รับการยกเว้นภาษี
แล้วยังใช้สินทรัพย์ที่ได้มาจากหนี้ เช่น หุ้น อสังหา ตราสารหนี้ เอาไปค้ำเพื่อกู้เงินออกมาเพิ่มได้อีก หรือแตกบริษัทลูกแล้วเอาเงินที่บริษัทแม่กู้มาไปเป็นทุน บริษัทลูกก็สามารถเอาทุนจากหนี้ไปวางค้ำประกันเพื่อกู้เงินเพิ่มได้เช่นกัน ส่วนคนธรรมดานอกจากจะกู้ยากเหมือนเดิม ต้นทุนดอกเบี้ยที่ได้ก็แพงกว่ามากมายหลายเท่า
ณ วันนี้ แค่ประชาชนไปแห่ถอนเงินออกซัก 10-20% สมนึกพาณิชย์รวมถึงทุกๆ เจ้า ก็พร้อมที่จะ bank run ทันที
ถ้าเราเข้าใจกระบวนการนี้ เราก็จะเริ่มเข้าใจว่า ทำไมดอกเบี้ยเงินฝากมันถึงน้อยน่าเกลียด
ก็เพราะเงินฝากเรามันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เขาจะแข่งกันให้ดอกเบี้ยสูงๆ เพื่อแย่งเงินฝากเหมือนในอดีตไปทำไม
ในเมื่อเขา "เสกเงิน" ได้
แถมยังมีท่าไม้ตายที่สามารถขอวงเงินจากธนาคารกลางได้หากธุรกิจมีปัญหา หรือเข้าตาจนจริงๆ ก็ให้คนดีย์เอาภาษีมาอุ้มได้...ไม่ช่วยเราก็ได้แต่เงินฝากประชาชนหายหมดนะ
นี่แค่ภาพเล็กในประเทศ สิ่งสำคัญคือ ไม่ว่าจะรัฐกู้ เอกชนกู้ ประชาชนกู้ ทุกการเพิ่มหนี้ล้วนเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ และหากมันมากกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ เงินในกระเป๋าทุกคนจะด้อยค่าลง
เงินจะมีมูลค่าเท่าเดิม ถ้าอย่างน้อยการเติบโตของปริมาณเงินและเศรษฐกิจมันเท่ากัน แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา ปริมาณเงินเพิ่ม 6+% แล้วเศรษฐกิจมีกี่ปีที่โตเกิน 6%..?
เงินคือตัวสะท้อน productivity ของประเทศ และ productivity มันเสกไม่ได้ อยากได้เพิ่มเราจะต้องทำงาน ต้องค้าขายดึงความมั่งคั่งจากต่างชาติเข้ามา
กิจการที่ชื่อว่าประเทศ สมมติมีมูลค่า 1ล้าน จะแบ่งเงินเป็นกี่ล้านหน่วยก็ช่าง สุดท้ายมูลค่ารวมก็เท่าเดิมที่ 1ล้านอยู่ดี ยิ่งผลิตเงินเพิ่มมากเท่าไร เงินต่อหน่วยก็จะยิ่งเสื่อมค่า เงินเสื่อมค่ามากเท่าไร ชีวิตเราก็ยากขึ้นตามนั้น
ดังนั้น อย่าแปลกใจที่ขยันก็แล้ว ประหยัดก็แล้ว แค่สร้างเนื้อสร้างตัวไม่ได้ซักที เพราะในยุคนี้มันคือเรื่องปกติ
#Siamstr
#Siamstr
มันมีมาตั้งนานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้น ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ มันเลวร้ายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
โรมันกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่เพราะเหรียญทองคำตราจักรพรรดิ และล่มสลายเพราะมันเช่นกัน
ยุคแรกๆ ของการใช้ทองคำเป็นเงิน การค้าขายยังไม่ได้ขยายขอบเขตมาก เนื่องจากความยุ่งยากเสียเวลาในการแลกเปลี่ยน เพราะทองคำแต่ละก้อนมีขนาดไม่เท่ากันก้อนเล็กบ้างใหญ่บ้าง
ทำให้ในยุคสมันนั้นจะซื้อขายกันแต่ละที จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักทองตามมูลค่าสินค้า ซึ่งค่อนข้างยากโดยเฉพาะการใช้จ่ายยอดเล็กๆ
ร้านค้าใหญ่ๆ จะมีหม้อสำหรับหลอมทองไว้คอยบริการ เวลาลูกค้าจ่ายเงินมาก็เอาทองไปหลอม แล้วรินเฉพาะค่าสินค้าออกไป
กว่าจะจบการซื้อขายมันหลายขั้นตอน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเชื่องช้า
แต่ข้อดีของระบบทองคำก้อนนี้ คือ ทองคำมันยากสำหรับทุกคน ประชาชาชนทั่วไปสามารถเป็นผู้ผลิตเงินได้ ผ่านการค้นหาตามแหล่งธรรมชาติ เพียงแต่ว่าด้วยความหายากของมัน ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานมาแลก เพราะมันเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการขุดทองในถ้ำ หรือร่อนทองตามแม่น้ำด้วยตัวเอง
แม้การผลิตทองเข้าสู่ตลาดหลักๆ จะมาจากคนร่ำรวยที่มีบริวารมาก แต่มันไม่มีการผูกขาดการผลิต ใครที่มีศักยภาพและคุ้มค่าพอที่จะทำ ก็สามารถเป็นผู้ผลิตทองคำได้
แต่หลังจากที่จักรพรรดินำทองคำและแร่เงินไปหลอมเป็นเหรียญ ออเรียส และ ดีเนเรียส เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน มาตรฐานของระบบการเงินจึงเกิดขึ้น เศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรมันกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจสุดๆ
เหรียญเหล่านี้มีคุณสมบัติดีเยี่ยมในการเป็นเงิน มันมีมูลค่าและขนาดเท่าๆ กันโดยไม่ต้องมานั่งชั่งตวงวัด พกพาสะดวก เก็บรักษามูลค่าได้ ทุกคนให้การยอมรับและเชื่อมั่นว่ามันเป็นของแท้ เพราะจักรวรรดิเป็นคนทำ
แต่สิ่งที่ต้องแลกมา คือ อำนาจผูกขาดในการควบคุมระบบการเงินแบบเบ็ดเสร็จ
การผลิตเงินถูกย้ายจากประชาชนไปอยู่ในมือของจักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ผลิต ใครหาทองคำมาได้ก็ต้องเอาไปขายให้โรงกษาปณ์ของจักรวรรดิ เพราะเอาไปใช้จ่ายตรงๆ แล้วไม่มีใครรับ ไม่มีใครอยากมานั่งเสียเวลาชั่งตวงวัด ทุกคนเชื่อใจในเหรียญตราจักรพรรดิเท่านั้น
ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยมนุษย์นั้นโลภมากเสมอ และเมื่อเงินถูกผูกขาดมันก็นำมาซึ่งการ "โกง" ทุกครั้ง
จักรพรรดิเริ่มสั่งให้มีการหลอมเหรียญทองใหม่โดยผสมโลหะราคาถูกลงไป เพื่อให้ผลิตได้จำนวนมากขึ้น กาลเวลาผ่านไปจากเหรียญทองความบริสุทธิ์ 95% ค่อยๆ ถูกยัดไส้จนเหลือเพียง 5% ตอนที่อาณาจักรพบกับการล่มสลาย
ซึ่งปรากฏการณ์นี้แหละที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" สร้างความพังพินาศในระบบเศรษฐกิจของอาณาจักร รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้เหรียญนี้เป็นเงิน
เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ข้าวยากหมากแพงไปทั่วทุกหัวระแหง ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จนรายได้ประชาชนวิ่งตามไม่ทัน
ผ่านไปหลายปี ผู้คนก็เอาตัวไม่รอด รายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ชีวิตยากขึ้นและยากขึ้นตามการเสื่อมค่าของเงิน (คุ้นๆ มั้ย) สุดท้ายก็ยากจนข้นแค้นกันทั้งบาง
...ความวิบัติก็เกิดขึ้น
ผู้คนต้องดิ้นรนมากขึ้นและยอมทำทุกวิถีทางเพื่อเิาตัวรอด แม้ว่ามันจะไปทำร้ายใครก็ตาม สังคมค่อยๆ เสื่อมทรามลง กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เกิดอาชญากรรม ใช้ความรุนแรงเพื่อแย่งชิง เกิดความไม่พอใจและความเคียดแค้นในจักรวรรดิ รวมตัวกันต่อต้าน เกิดสงครามกลางเมือง เกิดความแตกแยก ผู้คนเสื่อมศรัทธา
จักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ก็อ่อนแอลงสุดขีด ประชาชนต่างพากันย้ายหนีเพื่อเอาตัวรอด จนสุดท้ายถูกคนนอกเข้ามารุกรานจนนำไปสู่การล่มสลาย หลายบันทึกประวัติศาสตร์บอกว่า ประชาชนต่างพากันยินดีด้วยซ้ำ ที่จักรวรรดิถูกยึดครองและเปลี่ยนผู้นำ แม้จะเป็นกลุ่มคนเถื่อนก็ตาม
มันสะท้อนให้เห็นว่าความหวังและอนาคตของผู้คนมันหมดสิ้นแล้วจริงๆ
หลังจากนั้นก็เกิดอาณาจักรใหม่ที่รุ่งเรืองและล่มสลายซ้ำๆ มากมาย ทั้งหมดล้วนมีการทำลายมูลค่าเงินตัวเองของผู้ปกครอง
และสกุลเงินเฟียตที่เราต้องใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ เรียกได้ว่าเป็นเงินที่ "ชาติหมา" ที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา แม้ว่าในอดีตผู้ที่ผูกขาดอำนาจการผลิตเงินจะแอบโกงได้ แต่มันยังต้องมีทองคำที่เสกไม่ได้ในการผลิต
แต่ ณ วันนี้ ไม่มีเหี้ยอะไรเลย ใครจะอยู่ก็อยู่ กูไป
#Siamstr
เพราะราคาก๋วยเตี๋ยวจะเท่ากับชามละ 626 บาท!
ระยะเวลาราว 80 ปี ก๋วยเตี๋ยวแพงขึ้นแค่ไหน มาดูกัน
"5 สตางค์" คือราคาก๋วยเตี๋ยว ในปี พ.ศ. 2485 ยึดจากประกาศของ จอมพล ป.
เทียบกับวันนี้ที่เฉลี่ยราคาซัก 50 บาท เพราะ 40 หายากแล้วหรือถ้ามีถ้ามี...ปริมาณมันก็มักจะน้อยจนกินไม่อิ่ม ต้องสั่งพิเศษอยู่ดี
คำนวณได้ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของราคา
เริ่มต้น 2485: 5 สตางค์
ปัจจุบัน: 5000 สตางค์ (50บาท)
(5000-5)/5x100 = โตขึ้น 99,900%
2. การเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยต่อปี
((5,000 สตางค์ / 5 สตางค์)^(1/82)) - 1 = 8.79%
สรุป 82 ปีที่ผ่านมา ราคาก๋วยเตี๋ยวแพงขึ้นระดับ 100,000% เฉลี่ย 8.79% ต่อปี
หลายคนบอกว่า ดัชนีอาหารหลักอย่างราคาก๋วยเตี๋ยว มันสะท้อนค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นของคนไทยได้ดี แล้วดูสิครับ ต้นทุนชีวิตคุณเพิ่มขึ้นเท่าไร?
เงินเฟ้อมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ ราคาข้าวข้องแพงขึ้น 8% มันหมายความว่า ชีวิตคุณกำลังยากขึ้น 8% ทบต้น เงินที่คุณทำงานแทบตายแล้วอดออมไว้ มันโดนขโมยออกไปเรื่อยๆ
ใครที่ทำงานและมีรายได้อยู่ รายได้คุณมีอัตราเติบโตเฉลี่ยถึง 8-9% มั้ย ถ้าไม่
แสดงว่าคุณกำลัง "จนลง" อยู่นะครับ เพราะรายได้ของคุณที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี มันซื้อของกินของใช้ได้น้อยลงเรื่อยๆ
แบงก์พันใบเดิมแม้จะผ่านไปกี่ปี หน้าตาและตัวเลขมันก็เหมือนเดิม แต่มูลค่ามันไม่เคยเท่าเดิม
และสถิติในอดีตมันบอกเราว่า เงินที่เก็บในวันนี้มันจะซื้อของได้น้อยลงครึ่งนึงในอีก 10 ปีข้างหน้า (7%ทบต้น)
และอีก 30 ปีมูลค่ามันจะเหลือเพียง 12.5%
ถ้าก๋วยเตี๋ยวยังแพงขึ้นอัตราเดิม
อีก 30 ปี ก๋วยเตี๋ยวจะราคา 626.-
และอีก 50 ปีข้างหน้ามันจะราคา 3,376.-
วันนั้นเงินออมเพื่อลูกเพื่อหลานของคุณแทบไม่เหลือค่านะครับ
"เก็บเงินเสื่อมค่าเท่าที่เสียได้"
ที่เหลือเปลี่ยนมันเป็นอะไรก็ได้ ที่มันสามารถรักษามูลค่าข้ามผ่านกาลเวลา เพื่ออนาคตของเราและลูกหลานเหลนโหลนโคตรเหง้าศักราชเรา
#Siamstr
เมื่อเสกเงินได้ ก็ยิ่งเพิ่มอำนาจในการทำตามอำเภอใจ โดยไม่จำเป็นต้องฟังเสียงของเรา
ทุกท่านฟังให้ดีนะครับ ไม่ว่าจะกู้หรือผลิตเงินเพิ่ม ประเทศไม่ได้ร่ำรวยขึ้น แต่เป็นการผ่องถ่ายความมั่งคั่งจากเราผู้เป็นประชาชนทุกคน ไปอยู่ในมือเขา เมื่ออยู่ในมือเขาแล้ว เขาจะเอาไปให้ใครหรือใช้ไปกับอะไร มันก็เรื่องของเขาแล้ว
ยิ่งปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเกินกว่ามูลค่าการเติบโตของเศรษฐกิจมากเท่าไร เงินในกระเป๋าเรายิ่งเสื่อมค่าลงมากเท่านั้น
เงินที่เราเก็บหอมรอมริบมาแทบตายเสื่อมค่าลงเท่าไร อนาคตที่ดีของเรา ของครอบครัวเรา ของเพื่อนเรา ของลูกหลานเรา และของทุกคนก็ถูกทำลายมากเท่านั้น
เราจะต้องทำงานมากขึ้นและมากขึ้น เพื่อที่จะรักษาคุณภาพชีวิตเท่าเดิม แค่การมีชีวิตธรรมดาๆ พออยู่พอกิน จะกลายเป็นเรื่องเกินเอื้อมออกไปทุกที
#Siamstr