KORsiroj🦷👄's avatar
KORsiroj🦷👄
npub18uxr...rz9v
INTJ 🆎📚☕️🦷
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
GM ทุกคนนะครับ😄💜 🩵 or 💜 ? #bitcoin #siamstr #nostr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
บิตคอยน์+การโอนมูลค่า+สังคมออนไลน์ไร้ศูนย์กลาง ⭐️มันพึ่งจะเริ่มต้นเอง ในวันที่เรามีธนาคารเป็นของตัวเองแล้ว ต่อไปการเกิดเศรษฐกิจร้านค้า บนสังคม E-commerce ที่โอนมูลค่าให้กันได้ด้วยบิตคอยน์ กำลังจะตามมาครับ ⚡️🟠 #bitcoin gl#siamstr #nostr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
รอดูการเติบโตนะ #bitcoin 🟠 #siamstr #nostr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
การทำให้สิ่งแวดล้อมในช่องปากเสีย”สมดุล” ทำให้เกิดความผิดปกติหลายๆอย่างตามมากับสุขภาพทั้งช่องปากและร่างกายครับ สาเหตุเบืัองต้นคือการที่นำสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติเข้าร่างกายนั่นเองครับ ทำให้เชื้อก่อโรคบางตัวคึกคักทั้งที่จริงก็อยู่ร่วมกับร่างกายเรามาตลอด GM ทุกคนครับ🪥🦷😄 #KdentistTH #siamstr #nostr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
👄🦷สุขภาพช่องปากที่ดี ล้วนมาจากการทานอาหาร ของตัวเอง ถ้าทานอาหารที่ถูกกับสุขภาพ เราก็ไม่ต้องไปหาสารเคมีมารักษาโรคฟันผุของเราครับ 🥗ตารางภาพพีระมิดอาหารที่ดีไปจนถึงอาหารที่เสี่ยงโรคฟันผุแบบเข้าใจง่ายครับ จุดเริ่มต้นของโรคทางร่างกายหลายๆโรคบางครั้งก็มาจาก”โรคฟันผุ”ในช่องปากของเรานะครับ🦷🪥 #KdentistTH #siamstr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
🦷จากเรื่องของการใช้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฝันผุ ซึ่งภาพลักษณ์ของสารตัวนี้ดูดีมากในการใช้ดูแลสุขภาพช่องปาก แต่ในอีกชุดข้อมูลก็พบว่าเป็นสารให้ผลเสียกับสุขภาพอยู่ครับ แล้วทำไม? เราถึงต้องใช้ฟลูออไรด์กันล่ะ โพสนี้เลยเอาผลของฟลูออไรด์ในการดูแลช่องปากมา ซึ่งพบว่าสารตัวนี้เพียงลดความเป็นกรดในช่องปาก จากการยับยั้งเชื้อในช่องปากที่สร้างกรดขึ้นมาทำให้ฟันของเราผุ คำถามต่อมาคือแล้วทำไม? เชื้อตัวนั้นถึงสารกรดขึ้นมา เพราะการสร้างกรดนี้มาจากการทานอาหารกลุ่มน้ำตาลสังเคราะห์ที่ใส่อาหารเป็นประจำเป็นเวลานานที่สัมผัสในช่องปาก ส่งผลให้ช่องปากมีความเป็นกรดขึ้นมามากแล้วก็ต้องหันมาใช้ ฟลูออไรด์จากยาสีฟันเพื่อแก้ปัญหานี้ ทั้งที่จริงแล้วจุดเริ่มต้น มาจากการทานอาหารที่ส่งผลให้เสี่ยงกับโรคฟันผุซึ่งก็เป็นของที่เราทุกคนแทบจะทานกันทุกวันครับ ดังนั้นเราก็หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์มาช่วยครับ เป็นเหตุให้ยาสีฟันสมัยนี้ต้องมี รวมถึงทันตแพทย์ก็แนะนำอีก ทั้งที่จริงไม่ต้องทำตามก็ได้ถ้าเราไม่ได้ทานอาหารกลุ่มเสี่ยงนี้ พอเราได้รับข้อมูลนี้ ผมเองยังรู้สึกว่าทุกๆอย่างล้วนเชื่อมโยงกันในการจะดูแลสุขภาพช่องปาก เราต้องกินขนม และยังต้องซื้อยาสีฟับฟลูออไรด์ไปด้วยเพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ครับ 💥หวังว่าบทความนี้จะทำให้คนอ่านไปวิเคราะห์กันดูนะครับ แล้วปรับใช้ในการดูแลช่องปากคระบ🪥😄 #KdentistTH #siamstr #nostr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
💥ฟลูออไรด์ที่เราเจอกันทุกๆวัน จะดีกับตัวเราจริงหรือเปล่า? หรือเพราะแค่เราโดนทำให้เชื่อว่าต้องใช้ฟลูออไรด์กันโรคฟันผุเพราะเราบริโภคสิ่งสังเคราะห์น้ำตาลทุกๆวันกันครับ GM ทุกคนครับ😄🦷 #KdentistTH #siamstr #nostr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
ถ้าไม่เกิด inflation ..ระบบจะพัง ...ถ้าเกิด hot inflation ..มันก็พังเหมือนกัน💸🤔 บทความของ Charles Hugh Smith หลายคนให้เหตุผลว่าเงินเฟ้อมีความสำคัญต่อสถานะเศรษฐกิจยังไง ดังนี้ 1. ระบบเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐอยู่ได้ด้วยการเพิ่มขึ้นตลอดเวลาของ เครดิต/หนี้ ธนาคารเพิ่มการปล่อยเงินกู้ใหม่ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียน ..นักการเงินก็ทำกำไรจากการซื้อขายตราสารหนี้ ตลอดถึงเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ คนทั่วไปก็สามารถซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่นบ้าน รถยนตร์ ได้โดยใช้เครดิตจากแบงค์ เราลองมาคิดเล่น ๆ ดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับระบบการเงินและเศรษฐกิจของสหรัฐบ้างนะ ถ้าเรื่องของเครดิตเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ..ทุกอย่างจะต้องเป็นระบบเงินสดเท่านั้น รัฐบาลไม่สามารถสร้างหนี้เพื่อใช้งบขาดดุลได้ การซื้อบ้านหรือรถของประชาชนต้องเป็นเงินสด ธนาคารไม่สามารถสร้างเงินปล่อยกู้ใหม่ได้อีก 19 เท่าจากเงินฝากที่มีแค่ 1 (fractional reserve) เราก็รู้ว่า ระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศน่ะพังแน่ ๆ ลองคิดดูว่า จะใช้เวลาเท่าไหร่ ที่จะทำงานหาเงินเก็บออมเงินสดจนสามารถซื้อบ้าน หรือรถของตัวเองได้ 2. อีกปัญหานึงของเครดิต/หนี้ ก็คือดอกเบี้ยพอกพูนค้างจ่าย เพราะเมื่อยิ่งกู้มาก ดอกเบี้ยก็ยิ่งเพิ่มมาก ถ้ารายได้ไม่เพิ่มพอที่จะจ่ายดอก พอถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องใช้เงินเก็บ (discretionary income) ซึ่งเหลือไว้เพื่อการลงทุน มาจ่ายดอกเบี้ย แถมจะกู้เพิ่มก็ไม่ได้ ถึงตอนนั้นเศรษฐกิจก็รอวันพัง เป็น recession 3. มีนโยบายหลายข้อที่จะเลี่ยงลิมิตของการเพิ่มเครดิต/หนี้ 3.1 รัฐบาลสามารถกู้เงินได้หลาย trillion dollars และแจกจ่ายเงินสดให้ทุกบ้านได้ถึง 80% ...แต่ปัญหาคือ รัฐบาลก็จะต้องเจอกับปัญหาดอกเบี้ยพอกท่วมหัวเหมือนกัน จนทำให้ไม่อาจกู้เพิ่มได้อีก 3.2 Fed สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดศูนย์ได้ ลูกหนี้แบงค์สามารถ refinance หนี้เดิมได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด ๆ 3.3 Fed สามารถเพิ่มเงินและเครดิต (สภาพคล่อง) เพื่อสร้างเงินเฟ้อ โดยการเพิ่มปริมาณ money supply และเครดิต ดันราคาสินค้าขึ้นไป 💥Inflation’s Distortions อย่างช้า ๆ เงินเฟ้อจะเป็นตัวช่วยลดภาระหนี้ด้วยค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่หนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มั่นคง ค่าแรงจะขึ้นอย่างช้า ๆ ไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของผลผลิต ถ้าการเติบโตเกิดขึ้น 1% ต่อปี เงินเฟ้อในระบบจะเกิดแบบมั่นคงทั่วถึง และเป็นการลดภาระหนี้ในวงกว้าง จากการคำนวณแบบคร่าว ๆ ของเงินเฟ้อที่เป็นทางการ สองในสามของค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากเงินเฟ้อ อีกหนึ่งในสามเท่านั้นที่เป็นผลจากการเติบโตของผลผลิต ทีนี้เราก็เห็นแล้ว ว่าทำไมเงินเฟ้อถึงเป็นเรื่องสำคัญต่อเศรษฐกิจแบบที่ขึ้นอยู่กับเครดิต ...เพราะถ้าไม่มีเงินเฟ้อ ในไม่ช้าผู้บริโภคและรัฐบาลก็จะต้องเอาแต่เร่งหารายได้ เพราะไม่สามารถกู้เพิ่มมาได้ 💥What About Savers? แล้วผู้ออมเงินล่ะ จะเป็นยังไง? คนพวกนี้แหละที่ต้องบูชายัญตัวเองให้กับเงินเฟ้อที่กัดกร่อนมูลค่าของเงิน อัตราดอกเบี้ยก็ถูกกดให้ต่ำ เพื่ออำนวยให้รัฐบาลกู้ได้มากขึ้น (financial repression) ผู้ออมเงินที่ไม่ได้ผลตอบแทนพอใช้จ่าย จึงต้องหันเข้าหาความเสี่ยงจากตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ เงินเฟ้อเป็นตัวหล่อเลี้ยง”การเก็งกำไร” เงินเฟ้อในยุคของดอกเบี้ยต่ำทำให้ผู้ออมเงินต้องเข้าหาความเสี่ยง ที่หลายคนไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเลย เงินเฟ้อเป็นตัวทำลายคนทั่วไปอยู่สองเรื่อง มันทำลายค่าเงินจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขา และบีบให้ต้องใช้เงินกับความเสี่ยง ในขณะที่พวกคนรวยมากๆก็ไปนั่งเป็นเจ้ามือที่ได้เปรียบกว่า แต่ถ้าไม่มีเงินเฟ้อ ระบบเศรษฐกิจและการเงินก็พังเหมือนกัน การค่อย ๆ กัดกร่อนที่คนส่วนใหญ่ 80% ต้องรับไว้ เป็นต้นทุน (systemic cost) ที่จะรักษาระบบเศรษฐกิจแบบ credit-dependent นี้ไว้ การต้องพึ่งเงินเฟ้อให้เครดิตขยายตัวไปเรื่อย ๆ อย่างนี้น่ะ ทำให้มีทั้ง winners กับ losers ว่าแต่คุณเหอะ เป็นฝ่ายไหนล่ะในบ่อนตลาดหุ้นนั้น เรื่องที่เลวร้ายก็คือ การพึ่งเงินเฟ้อแบบนี้ มักจะทำให้เงินทุนไหลไปหาการเก็งกำไร หรือการหากินง่ายๆ มากกว่าที่จะลงทุนเพื่อสร้างผลผลิตจริง ๆ มันไม่ไปหา productivity 💥A Failed Formula ในขณะที่ทุนส่วนใหญ่ไปแสวงกำไรในตลาดหุ้น ระบบไฟฟ้าที่กำลังเป็นพื้นฐานของภาคการผลิตแท้จริงก็เสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ รอวันพังทลาย แต่ไม่มีอะไรอยู่ได้ตลอดไปหรอก ในที่สุดทุนทั่วโลกก็เรียกหาผลตอบแทนที่มากกว่า 0 และนั่นทำให้บอนด์ยีลด์สูงขึ้น ต้นทุนเครดิตที่เคยกินฟรีเริ่มจะแพงขึ้น ในที่สุดการเพิ่มปริมาณเงินและเครดิตก็ไปสร้างเงินเฟ้อแบบเห็นกันชัด ๆ ทั่วโลกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความขาดแคลน เงินปริมาณมหาศาลแย่งกันซื้อสินค้าที่ทั่วโลกมีอยู่อย่างจำกัด แล้วเมื่อเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง ระบบก็จะต้องพังลง เมื่อดอกเบี้ยที่สูงลิ่วจะมาหยุดการกู้ยืม วงจรเครดิตที่ธนาคารเคยปล่อยกู้แบบหมู ๆ ก็ไม่มีใครกู้ได้แล้ว ทุกอย่างจะหยุด ....เกิดเป็น recession รายได้ของผู้คนที่เคยเข้ามาหนุนระบบก็จะชะงัก 💥Goodbye, Goldilocks ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจถูกปรับให้เหมาะสม (Goldilocks) ด้วยโลกาภิวัฒน์ที่มี deflationary force ทำให้ตะวันตกปั้มพ์เงินกินของฟรีอยู่ได้ตลอด เรียกให้เพราะว่า financialization แต่มาวันนี้ มันกำลังจะหมุนกลับ globalization ไม่สามารถมาช่วยลดต้นทุนให้ได้อีกแล้ว ทุกอย่างในโลก กำลังจะเป็น commoditized financialized ไม่เอา free money ของพวกท่านแล้ว เงินเฟ้อที่เกิดไปทั่วโลกทำให้การใช้จ่ายเริ่มมีเหตุมีผล หลังจาก Covid เงินออมก็หมดเกลี้ยง ไม่ช้าฟองสบู่การเก็งกำไรก็จะแตก ⭐️สรุปปัญหาก็คือ ระบบที่ผ่านมาอยู่ได้ด้วยการปรับค่าเงินเฟ้อให้คงอยู่แบบ goldilocks moderate inflation แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว กระแสเปลี่ยนไปแล้ว กลุ่มผู้ที่คุมเกมเดิม ๆ ที่ทำนาอยู่บนหลังคนทั้งโลก ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำต่อไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันพังแน่ จนมันพังคามือ การบิดเบือนเศรษฐกิจและระบบการเงินของโลก ด้วยการกำหนดดอกเบี้ยแบบผิด ๆ ที่ทำให้มันส่งสัญญาณผิดมาหลายทศวรรษ แต่ระบบก็ยังคงอยู่ได้ เรายังสามารถ "สร้างความเติบโตต่อไปในท่ามกลางปัญหา" ผู้วางนโยบายสร้างปัญหามาตลอด แต่ไม่เคยเกิดอะไรตามมาเลยหลังจากนั้น แต่ในที่สุด โลกแห่งความจริงกำลังใกล้เข้ามาแล้วครับ GN นะครับทุกคน #siamstr #nostr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
Internet of Value #Bitcoin⚡️💜 #siamstr #nostr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
💸ว่าด้วยเรื่อง”เงินเฟ้อ” เมื่อแบงค์มองพวกเราเป็นวัวนมของพวกเค้า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น บทความนี้จะช่วยให้ข้อมูลไว้วิเคราะห์กันครับ 🎁บทความ จาก Jeff Thomas💥 เมื่อก่อน คำจำกัดความของคำว่า เงินเฟ้อ คือ "ปริมาณเงินหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้น" แน่นอนที่ว่า ปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้ต้นทุนราคาสินค้าสูงขึ้น เพราะซัพพลายเงินมีมากกว่าซัพพลายสินค้าที่ยังคงปริมาณเดิม จึงไม่น่าแปลกถ้าปริมาณเงินจะทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในตลาด ในหลายสิบปีที่ผ่านมา ในดิคชั่นนารี่มีการเปลี่ยนนิยามของเงินเฟ้อว่า "ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น" นี่เป็นการทำให้เรื่องที่สับสนอยู่แล้วนี้ สร้างความงุนงง ยากที่จะเข้าใจมากขึ้นไปอีก แล้วทำให้คนธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่มีความเข้าใจเรื่องนี้น้อย ไม่รู้ว่า ต่อให้มีการขึ้นค่าแรงก็ไม่มีทางเอาชนะราคาสินค้าได้ มีแต่จะเลวร้ายลง คนทั่วไปที่เผชิญกับปัญหาราคาสินค้าสูง คิดกันว่าเป็นเพราะพวกนักธุรกิจต้องการกำไรมากขึ้น แต่ไม่ใช่เลย ...นักธุรกิจเพิ่มราคาสินค้าจากเหตุผลเดียว คือเงินเฟ้อ ตามนิยามเดิม หรือถ้าไม่เพิ่มราคา ตัวเองก็เจ๊งแน่นอน ผลของเงินเฟ้อ ไม่มีใครได้ดีหรอก ที่เลวร้ายคือ ผู้บริโภคนี่แหละเป็นเหยื่อรายสุดท้ายที่ผลักภาระต่อไม่ได้ โดยเฉพาะการสร้างภาระหนี้เงินผ่อนเป็นการซื้อโดยมีเงื่อนไขเวลา ที่คิดว่าจะเอาชนะมันได้ แต่ในที่สุด ก็มักจะแพงกว่าการจ่ายเงินสดและเมื่อเวลาผ่านไป คุณจะต้องพบกับเรื่องฉุกเฉินไม่อะไรก็อะไรซักอย่าง ที่ทำให้ต้องใช้เงินสะสมซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว หรือมีเรื่องต้องต่อรองใหม่กับแบงค์ซึ่งแน่นอนว่า คุณต้องจ่ายเพิ่มและนั่นจะทำให้สถานการณ์ในกระเป๋าตัง คุณยิ่งแย่ไปอีก ธนาคารรู้เรื่องพวกนี้มานานแล้ว คนทั่วไปพอทนกับเรื่องภาษีได้ แต่เรื่องภาษีที่ซ่อนมาในรูปเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นแบบต่อเนื่อง พวกเขากลับยินดีกับมัน เพราะภาพลวงตานี้ทำให้พวกเขาเชื่อมั่นที่จะเป็นหนี้ โดยคิดว่าสามารถจะเอาชนะเงินเฟ้อได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กว่าจะรู้ตัว พวกเขาก็ไม่ไหวไปแล้ว จุดประสงค์ของเงินเฟ้อที่พวกแบงค์สร้างขึ้นมา ก็เพื่อมาขูดรีด wealth จากประชาชนนี่เอง การเพิ่มปริมาณเงิน money supply เป็นระยะ ๆ พวกธนาคารพยายามทำให้สถานการณ์ดูว่าเป็นประโยชน์ต่อคอนเซปท์การเป็นหนี้ และนั่นทำให้ทุกคนในสังคมนอกจากเป็นหนี้กันแล้ว ยังมีความเชื่อว่า”จะมีชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อเป็นหนี้” และนั่นคือประโยชน์ที่เงินเฟ้อจะทำให้ได้ แต่สำหรับผู้อยู่ในวัยเกษียณ มันจะมีผลที่เกิดต่อเนื่องเป็นลูกโซ่เลย เมื่อถึงเวลาเกษียณ เกือบทุกคนที่เป็นลูกหนี้ในระบบไม่อาจหาทางออกได้ เงินเฟ้อจะเข้ามากลืนกินเอาทุกอย่างที่พวกเขาสามารถหามาได้ก่อนเกษียณ เกือบทุกคนมีบ้านหรูราคาแพง รถหรู ฯลฯ ดูดีมีอนาคต รู้ตัวอีกที ก็มีหนี้ในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อนซะแล้ว ถ้าจะระวังตัวซะหน่อย ก็จะเหลือเงินออมหรือเงินลงทุน ซึ่งจะช่วยให้เขาผ่านปัญหาไปได้ และเมื่อเกษียณจะเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อไปเร็วกว่าที่คิด เงินสะสมที่มีในธนาคารไม่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ได้อีกแล้ว หรือให้ได้ก็แพ้เงินเฟ้ออยู่ดี เงินเฟ้อยังคงสูงเดินหน้าต่อไป ต้นทุนการใช้ชีวิตของผู้เกษียณสูงขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่เงินออมลดมูลค่าลงเรื่อย ๆ เงินเฟ้อเป็นคอนเซปท์ที่สร้างโดยพวกธนาคารให้เป็นภาษีที่มองไม่เห็น เพื่อขูดรีดเราโดยเฉพาะ คนทั่วไปมักจะคิดว่า ไม่ว่าเราจะหาเงินมาได้สักเท่าไหร่ ทำไมมันไม่เคย พอให้ใช้ตอนเกษียณซะทีนะ ประชาชนทั่วไปอย่างเรา ๆ ถูกพวกในระบบแบงค์มองเป็นวัวนมที่ทำงานมาให้รีดนมตลอดชีวิต พวกแบงค์จัดการปรับตัวเลขเงินเฟ้ออย่างมีชั้นเชิง มาตลอดชั่วชีวิตของพวกเรา เพื่อดูดเอามูลค่าจากแรงงานของพวกเราให้มากที่สุดที่จะเป็นได้ แต่ต้องอย่าเพิ่งทำให้รีบตายซะก่อนนะ จะได้รีดไปได้นาน ๆ 💥แล้วมีทางออกไหมนะ? พยายามอย่าสร้างหนี้เกินตัวไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ๆ ไม่ว่าใครจะมาอวดรถหรู หรือบ้านหลังใหม่ ต้องอดทนไม่สร้างหนี้หนัก คุณก็จะผ่านมันไปได้ ทำความเข้าใจเรื่องของเงินเฟ้อให้ดี ทำตามสิ่งที่คุณเข้าใจ แล้วคุณจะไม่เป็นวัวนมสร้างผลประโยชน์ให้กับใครครับ #bitcoin #siamstr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
GM ทุกคนนะครับ วันนี้มาแชร์เรื่องการจัดฟันครับ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องจัดฟันถ้าไม่มีสิ่งที่บอกในช่องปากว่าต้องจัดฟันครับ😄🦷 ทำไม? เราถึงควรจัดฟัน การจัดฟันจะช่วยแก้ปัญหาในช่องปากอะไรให้กับเราบ้าง มาอ่านโพสนี้กันครับ👨‍⚕️ ———— 💥กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา เพื่อแก้ไขโครงสร้างใบหน้าหรือการสบฟันที่ผิดปกติโดยด่วน เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร ตลอดจนการสบฟันที่ถูกต้อง ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในลักษณะดังต่อไปนี้ - โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ - ในเด็กรักษาโดยการจัดฟัน - ในผู้ใหญ่รักษาโดยการจัดฟันร่วมกับการทำศัลยกรรม - ฟันล่างสบคร่อมฟันบน ลักษณะฟันหน้าสบคร่อมฟันหน้าบนคือ ลักษณะที่ฟันหน้าล่างซี่เดียว หรือหลายซี่สบคร่อมฟันหน้าบน ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรเจริญผิดปกติ เช่น ขากรรไกรบนถูกจำกัดการเจริญเติบโตในขณะที่ขากรรไกรล่างเติบโตได้ ทำให้เกิดลักษณะใบหน้าเว้า และอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกรได้ - ฟันสบลึก ลักษณะฟันหน้าบนสบคร่อมฟันหน้าล่างมากกว่าปกติ ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรล่างเจริญน้อยกว่าปกติ และเกิดการบาดเจ็บที่เหงือกด้านเพดานของฟันหน้าบน เนื่องจากฟันหน้าล่างสบกระแทก - ฟันสบเปิด ลักษณะฟันหน้าบนและล่างเปิดห่างจากกันขณะสบฟัน ถ้าไม่ทำการรักษาอาจทำให้การตัดอาหารมาขาด ออกเสียงไม่ชัดเจน มีลักษณะการกลืนที่ผิดปกติ และเกิดการพัฒนาใบหน้าในแนวดิ่งมากกว่าปกติ - นิสัยที่ผิดปกติ การดูดนิ้วเป็นลักษณะปกติจากความต้องการทางร่างกายของเด็ก การดูดนิ้วจะช่วยให้เด็กสบายใจผ่อนคลายความเหนื่อย ความหิว ความไม่สบายต่าง ๆ ดูดนิ้วน้อยลงจนเลิกในที่สุด เมื่อเด็กเริ่มเข้าโรงเรียนหรืออายุ 3-4 ปี แต่ถ้ายังไม่เลิกนิสัยดังกล่าว จะทำให้เกิดการสบฟันหน้าเปิด ฟันหน้าบนยื่น เกิดลักษณะการกลืนที่ผิดปกติ ฯลฯ ถ้าความผิดปกติไม่รุนแรง และเด็กเลิกดูดนิ้วได้เร็วลักษณะผิดปกติ อาจจะดีขึ้นเองจนถึงหายได้เอง การพยายามให้เด็กเลิกดูดนิ้วอาจเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ใช้มือจับของ เล่นแทนการเอานิ้วมือใส่ปาก ไม่ควรตำหนิ ดุ ว่า หรือทำให้เกิดความอาย ถ้าเด็กพอเข้าใจเหตุผลได้ควรใช้วิธีพูดคุยทำความเข้าใจ ให้เด็กรู้สึกอยากเลิกนิสัยดังกล่าวเอง กรณีเด็กยังเผลอเอานิ้วมือเข้าปาก โดยเฉพาะเมื่อเด็กง่วงนอนหรือจะเคลิ้มหลับ อาจแนะนำให้ใช้พลาสเตอร์พันนิ้วไว้ ถ้าเด็กไม่สามารถเลิกได้เองให้ปรึกษาทันตแพทย์ - การกัดหรือดูดริมฝีปาก พบในผู้ป่วยที่มีนิสัยขี้อาย ขาดความมั่นใจ ขลาดกลัว อาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวพันกับอวัยวะในช่องปากได้ เช่น ฟันหน้าบนยื่น ฟันหน้าล่างซ้อนเก กล้ามเนื้อคางเกร็งผิดปกติ การแก้ไขควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงผลเสีย และปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการรักษา - การกลืนที่ผิดปกติและตำแหน่งของลิ้นที่ผิดปกติ ในขณะกลืนผู้ป่วยจะยื่นลิ้นออกมาอยู่ระหว่างปลายฟันหน้าบนและล่าง ต้องพิจารณาจากขนาดของลิ้น โดยลิ้นอาจมีขนาดใหญ่ผิดปกติ เนื่องจากโรคทางระบบและตำแหน่งของลิ้นในขณะพักตำแหน่งของลิ้นที่ปกติอาจเป็นผลจากขบวนการปรับตัว มักพบในคนไข้ภูมิแพ้ มีการอุดตันของช่องจมูก ขากรรไกรบนแคบมาก ความสูงของใบหน้ามากผิดปกติควรมาพบทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไข ฟันหน้าห่าง การสบฟันหลังคร่อม การพูดออกเสียงไม่ชัด และเกิดการพัฒนาใบหน้าแนวดิ่งมากกว่าปกติ - การหายใจทางปาก มักพบเมื่อมีการรบกวนระบบทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ ต่อมทอลซินอักเสบ เป็นต้น มักพบว่าผู้ป่วยมีอาการปากแห้งเสมอ ๆ นอนกรน ผลเสียที่เกิดขึ้นคือ ความสูงของใบหน้าด้านล่างมีค่ามากกว่าปกติ การสบฟันหน้าเปิด ขากรรไกรบนแคบกว่าปกติ การแก้ไขต้องพิจารณาสาเหตุที่มีความจำเป็นต้องหายใจทางปากอยู่เพราะความเคยชิน ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อใส่เครื่องมือแก้ไข - คางเบี้ยว ขากรรไกรล่างเยงแบนไปจากแนวกลางใบหน้า เนื่องจากตำแหน่งฟันผิดปกติ การสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนกำหนด จะมีผลทำให้กระดูกเบ้าฟันบริเวณนั้นเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ และมีการเคลื่อนที่ของฟันข้างเคียงเข้าสู่ช่องว่างนั้นแคบลง ไม่มีที่เพียงพอสำหรับการขึ้นของฟันแท้ที่จะขึ้นมาแทนที่ —————— 💥กลุ่มที่ควรได้รับการรักษา - ฟันซ้อนเกมาก คือ การเรียงตัวของฟันในขากรรไกรซ้อนกันไม่เป็นระเบียบในปริมาณมาก ควรได้รับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด - ฟันห่าง คือลักษณะที่ด้านข้างของฟันซี่หนึ่งไม่สัมผัสกับด้านข้างของฟันซี่ที่อยู่ถัดไป ทำให้เกิดช่องห่างระหว่างฟัน ทำให้พูดไม่ชัด เวลาพูดมีน้ำลายกระเด็น เสียบุคลิกภาพ ฟันห่างบ่งได้ 2 ประเภท คือ ฟันห่างเฉพาะบางตำแหน่งในขากรรไกร, ฟันห่างทั่ว ๆ ไป - ฟันยื่นมาก คือลักษณะที่ฟันหน้าบนหรือฟันหน้าล่างยื่นมาทางด้านหน้ามากกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีริมฝีปากอูม หรือริมฝีปากปิดกันไม่มิด ทำให้เสียบุคลิกภาพ นอกจากนี้เวลาประสบอุบัติเหตุจุเกิดอันตรายกับปันและกระดูกเบ้าฟันได้ง่าย —————— 💥กลุ่มที่ต้องการได้รับการรักษาเพื่อความสวยงาม ผู้ป่วยอาจมีการสบฟันที่ผิดปกติเพียงเล็กน้อยแต่มีความต้องการให้ฟันเรียงตัวเป็นระเบียบ หรือต้องการให้ใบหน้าสวยงามขึ้น จึงมาขอรับการจัดฟัน ได้แก่ - ผู้ป่วยที่มีการสบฟันหลังปกติแต่ฟันหน้ายื่นมากกว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการสบฟันมากนัก แต่ผู้ป่วยต้องการได้รับการจัดฟัน อาจเนื่องมาจาก เพื่อนทักหรือไม่มั่นใจในตัวเอง การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของฟันโดยการจัดฟัน จะทำให้ตำแหน่งของริมฝีปากเปลี่ยนไป ทำให้ใบหน้าผู้ป่วยสวยงามขึ้น - ผู้ป่วยที่มีฟันซ้อนเกเล็กน้อย - ผู้ป่วยที่มีลักษณะการเรียงตัวของฟันปกติแต่เห็นการจัดฟันเป็นเรื่องแฟชั่น ต้องการได้รับการจัดฟันแบบเพื่อน การจัดฟันที่เกินความจำเป็นนี้อาจส่งผลต่ออวัยวะในช่องปากทั้งฟันและเหงือก การทำความสะอาดจะยากทำให้แหล่งสะสมคราบจุลินทรีย์และหินน้ำลาย รวมทั้งเป็นการสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายด้วย #KdentistTH #siamstr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
เข้าหน้าหนาวทีไร ทำไม?ถึงปวดฟันง่ายขึ้น🦷 หน้าหนาวแบบนี้❄️❄️❄️ ฟันเริ่มจะปวดกันใช่ไหมครับ? วันนี้จะมาอธิบายว่าทำไมหน้าหนาวถึงปวดฟันง่ายขึ้น🔍 ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า ฟันเราที่แข็งแรงนั้นก็มีส่วนที่เป็นท่อเนื้อฟัน เป็นองค์ประกอบซึ่งภายในมีของเหลวและเส้นประสาทอยู่ข้างในด้วยครับ ซึ่งอันนี้เป็นสาเหตุนึงที่ทำให้เกิดอาการเสียวฟันจนถึงปวดฟันได้ครับ ในปัจจุบันมีหลายหลักการที่อธิบายการเสียวฟัน แต่ที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ การเสียวฟันจนปวดฟันเกิดจาก” การเคลื่อนที่ของ ของเหลวในเนื้อฟันครับ” ซึ่งจากการทดลองที่ใช้ของเย็นและร้อนมากระตุ้น ***พบว่าของที่เย็นกระตุ้นการปวดฟันได้ดีกว่า เมื่อเราให้เปลี่ยนอุณหภูมิฟันแบบกระทันหันจนเกิดการเคลื่อนที่ของ ของเหลวในเนื้อฟันครับ เราถึงเห็นคนไข้บ่นเรื่องทานของเย็นแล้วปวดฟันมากกว่าทานของร้อน หน้าหนาวจึงทำให้ปวดฟันง่ายขึ้นกว่าหน้าร้อนครับ และยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดการปวดที่ฟันได้คือ ตัวรับสิ่งกระตุ้นที่อยู่ในเส้นประสาทฟัน(TRP Channels)ซึ่งจะมีทั้งตัวรับความเย็นและร้อน ซึ่งได้มีภาพมาอธิบายในโพสครับ ซึ่งตัวรับนี้ก็ทำให้เกิดการปวดฟันได้เช่นกัน แต่ตอนนี้ก็ยังศึกษากันอยู่เรื่อยๆครับ 💥ที่อธิบายมานี้เพื่ออยากให้ประชาชน ที่เริ่มมีอาการปวดฟันรุนแรงขึ้นในช่วงที่อากาศหนาว ให้เข้าใจยิ่งขึ้นว่าทำไมหน้าหนาว เราถึงเสียวฟันและปวดฟันได้ง่ายครับ 🎁วิธีบรรเทาเบื้องต้นคือ ให้ของที่เย็นเวลาทานสัมผัสในช่องปากให้นานขึ้นเพื่อลดการเปลี่ยนอุณหภูมิแบบกระทันหันในช่องปาก อาการเสียวฟันจะดีขึ้น แต่อย่าลืมไปหาทันตแพทย์เพื่อรักษาถ้ามีฟันที่ผุหรือร้าวด้วยนะครับ #KdentistTH #siamstr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
💥ประชาธิปไตย vs. ราชาธิปไตย บทความจาก Brian Maher ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบเพราะได้ฟังข้อมูลทั้ง 2 ระบบปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยครับ เชิญอ่านรับข้อมูลด้านล่างได้เลยนะครับ เมื่อปี 2001 Hans-Hermann Hoppe เขียนหนังสือชื่อ Democracy: The God That Failed หนังสือซึ่งเปรียบเสมือนหอกที่มาทิ่มแทงสิ่งที่คนทั้งโลกบูชากันอยู่ เขากล้าละเมิดความศักดิ์สิทธิ์ของ "ประชาธิปไตย" อยู่หรือนี่ Hoppe เน้นการใช้คอนเซปท์ทางเศรษฐศาสตร์ ที่เกี่ยวกับช่วงเวลา time preference มาเป็นประเด็นในการนำเสนอ ลองคิดดูว่า มีใครซักคนที่มีช่วงเวลาที่ไม่จำกัด มีเป้าในอนาคตที่ไม่ต้องรีบร้อนเพื่อไปให้ถึง เขาจะมีวินัย รอที่จะกินเค้กในวันข้างหน้าได้ หลังจากที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองสมบูรณ์ที่สุดแล้ว แต่กับอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีช่วงเวลาจำกัดมากในการกินเค้ก เขาต้องการเดี๋ยวนี้เลย เพราะอนาคตอาจจะหมดโอกาสก็ได้ ประชาธิปไตยที่ Hoppe อธิบายไว้ง่าย ๆ คือ "wants it now" ...ซึ่งมีทั้งความสุรุ่ยสุร่าย เหมือนปล่อยให้เด็กอยู่ในร้านขนม โดยกำหนดช่วงเวลาที่จำกัดเอาไว้ให้แล้ว ก็เหมือนขี้เมาที่มีเหล้าทั้งขวดในมือ โดยไม่เห็นโอกาสของเหล้าขวดใหม่ ว่าจะได้ดื่มอีกเมื่อไหร่ democracy ก็ไม่เห็นโอกาสของการเลือกตั้งสมัยหน้าเหมือนกัน รู้แต่ว่าตอนนี้โอกาสอยู่ในมือแล้ว ...อย่าช้า เดี๋ยวไม่ได้แดกครับ ผู้นำทางการเมืองไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องยนตร์ทุกชิ้นของรัฐบาลนะ ...เขามีสิทธิ์เข้ามาใช้แค่ชั่วคราว นักการเมืองเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจ...แค่นั้นเอง ระบบมันก็เป็นแบบนี้เอง อำนาจไม่ได้ผูกติดอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นการเวียนเทียนอำนาจกันในหมู่นักฉวยโอกาส ....แต่ก็อาจจะมีคนที่ดีอยู่บ้างมั้งครับ เพราะไม่งั้น การปฏิวัติกู้อิสรภาพของชาวอเมริกันก็จะเป็นเรื่องของกลุ่มนักหลอกลวง ..Fourth of July ก็จะเป็นการฉลองของเหล่าคนเลว ๆ ทั้งหลาย เพราะผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องมือของรัฐบาลแม้แต่ชิ้นเดียว จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะเสริมสร้างมูลค่าทรัพย์สินของชาติ ตรงกันข้ามพวกเขามาเพื่อจะฉกฉวยประโยชน์ให้มากที่สุด เพราะเวลามันจำกัด จึงต้องรีบเก็บเกี่ยวให้เร็วที่สุด ในขณะที่มันยังมีให้เก็บ แต่เขาก็อาจจะมีมโนธรรมอยู่บ้าง ยังมีการมองถึงสิ่งที่สาธารณชนต้องการ เพราะถ้าเขาไม่ทำ ฝ่ายตรงข้ามก็จะทำ อาจทำให้เขาแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าก็ได้ จึงต้องมีการเสนอสิ่งจำเป็นที่สาธารณชนต้องการบ้าง ถ้าการเพิ่มสวัสดิการ แล้วจะช่วยให้เขาได้รับเลือกได้ ก็เพิ่มไปเลย การเตรียมการเลือกตั้งก็เปรียบเหมือนกับการเตรียมแผนเข้ายึดคลังของประเทศ ถ้ารัฐกระเป๋าตังแฟบเกินไป ก็มาใช้บัตรเครดิตสิครับ แล้วถ้าเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในช่วงเลวร้ายล่ะ ซึ่งในที่สุดแล้ว..ประเทศนี้จะต้องล้มละลายน่ะ ก็อย่าโง่ รอให้จนถึงที่สุดสิ ยืดเวลาให้มันไปล้มละลายในสมัยหน้าที่เป็นของคู่แข่งเถอะ แล้วตอนนี้เราก็กอบโกยไว้ก่อน ไหน ๆ มันก็จะเจ๊งอยู่แล้ว บริหารประเทศประชาธิปไตยก็เหมือนการเช่ารถมาขับนั่นแหละ จะไปเสียเวลาล้างรถที่เช่ามาทำไม? ผู้เช่าก็ไม่ได้เป็นเจ้าของรถซะหน่อย จะไปสนใจดูแลเครื่องยนตร์มันทำไม ใช้มันให้หนักไปเลย ใช้น้ำมันคุณภาพต่ำก็ได้ Hoppe ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐบาลประชาธิปไตยไว้ว่า.. "เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งก็เหมือนการเปลี่ยนเจ้าของชั่วคราวที่จะเข้ามากินทุนอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะรักษาหรือเพิ่มมูลค่า ในแบบที่ระบอบกษัตริย์จะทำ ...ผู้นำรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ดูแลชั่วคราวจะใชัทรัพยากรสิ้นเปลืองอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อย่างนั้น สมัยหน้าจะเป็นอำนาจของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาใช้" ถัดมาที่ระบอบกษัตริย์ Hoppe กล่าวถึงระบอบกษัตริย์ต่างไปจากฝ่ายประชาธิปไตย ระบอบราชาธิปไตยมองไปในระยะที่ไกลกว่า กษัตริย์จะเป็นเจ้าของเครื่องไม้เครื่องมือทุกชนิดที่รัฐมีอยู่ และตกทอดไปสู่รัชทายาท นโยบายของพระองค์จะเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สินทั้งหลายของชาติตลอดเวลา ในส่วนการประกันสังคม หลักประกันสุขภาพ และอื่น ๆ ถ้ามันทำให้ฐานะของรัฐบาลเลวร้ายลง พระองค์ก็อาจจะสั่งให้ยุติไว้ก่อน โดยอาจบอกกับประชาชนว่า ในเรื่องของสวัสดิการ ...ให้มองเหมือนการบริจาคที่อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ฐานะตอนนั้น ในเรื่องประกันสังคม ...ให้เริ่มวางแผนไว้ก่อนตอนที่ยังทำงาน เผื่อตอนเกษียนไว้ด้วย เรื่องหลักประกันสุขภาพ ...ก็ต้องพยายามรักษาสุขภาพไว้ก่อนตั้งแต่อยู่ในช่วงต้นของชีวิต แล้วระบบนี้ มันไม่เป็นประชาธิปไตยใช่ไหม? ....แน่นอน โหดร้าย กดขี่ ....ก็อาจจะใช่ ความมั่นคงทางการคลัง ....มีแน่นอน พูดสั้น ๆ ระบบราชาธิปไตย มีส่วนดีกว่าในเรื่องความรุ่งเรืองด้านการเงิน ...อย่างน้อยก็ตามเหตุผลในทฤษฎีนี้ การบริหารรัฐบาลในระบบกษัตริย์ก็มีการสร้างหนี้เหมือนกัน แต่มันอยู่ในฐานะและเป็นภาระในส่วนของพระองค์เอง แล้วเรื่องภาษีของทั้ง 2 ระบบ มันเปรียบเทียบกันยังไง? ในระหว่างตลอดยุคของราชาธิปไตยมาจนถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 ..ภาระภาษีไม่เคยเกิน 5% ของ GNP (Gross National Product) ...แต่หลังจากนั้นมา มันก็เพิ่มขึ้นมาตลอด ยุโรปตะวันตก 15-20% ของ GNP หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ตอนนี้ ประมาณ 50% แล้วครับ ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การใช้จ่ายภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 10% ของ GDP แต่ปัจจุบันในประเทศประชาธิปไตยที่ดี มันเกือบ 50% แต่ระบอบราชาธิปไตยก็ไม่ได้การันตีว่าประเทศจะไม่ล้มละลายนะ ....ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีกษัตริย์หลายพระองค์ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศพังมาแล้ว Winston Churchill เคยกล่าวว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เลวที่สุด ถ้าไม่นับรวมระบอบอื่น ๆ นะ แต่ถ้ามองย้อนไปอีกหน่อย ราชาธิปไตยเป็นระบอบที่เลวที่สุด ถ้าไม่นับ”ประชาธิปไตย”นะครับ🤔 #siamstr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
⭐️ทำไม? เราถึงโดนทำให้เชื่อว่าถ้าอยากรอดต้องลงทุนให้เงินงอกเงย การออมมันทำให้เราไม่รอดหรอก บทความนี้จะพาให้ทุกคนกระจ่างกับความจริงของโลกการเงินจอมปลอมนี้ที่ทำให้การออมเป็นเรื่องยากจนต้องไปฝึกวิชาการลงทุนเพื่อสู้กับคนอื่นในตลาดทุน ทั้งที่จริงชีวิตเรา แค่การออมเงินที่ดีก็น่าจะพอแล้วครับ😄 เชิญอ่านกันได้เลยครับ🎁 💥เหตุผลที่บิตคอยน์กำลังจะมาแทนที่พันธบัตรสหรัฐในการเป็น store of value ที่แท้จริง ในยุคของเงินเฟียต คอนเซ็ปท์ของการออมและการลงทุนถูกเอามาปนกันจนสับสนไปหมด การออมคือ การผลิตให้มากกว่าที่ใช้จ่าย จนมีส่วนเหลือที่จะนำไปออม ส่วนการลงทุนคือการกระจายเงินทุนไปยังธุรกิจที่มีอนาคตสร้างความรุ่งเรืองให้ได้ การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี กว่าการออม แต่ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่คิดกันว่าการออมคือการลงทุน นั่นเพราะพวกเขาใช้เงินส่วนเหลือใช้ของรายได้เข้าลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตร ส่วนใหญ่ก็เข้าใจดีว่า มันไม่เป็นการดีแน่ถ้าจะเก็บไว้เป็นเงินเฟียต ธนาคารกลางทำให้เงินเสื่อมค่าอยู่ตลอด เก็บไว้ก็รังแต่จะต้องเจ๊ง เก็บไว้เป็นทรัพย์สินอื่นดีกว่า เช่นพันธบัตรหรือหุ้น พูดอีกอย่างคือ เงินเฟียตกับเงินเฟ้อเป็นตัวทำลายเงินออมของประชาชน ทำให้ต้องเข้าสู่ความเสี่ยงในการลงทุนเพื่อรักษาอำนาจซื้อของเงินออมของตน แต่ก็ไม่มีการันตีว่าการลงทุนจะตามทันเงินเฟ้อได้ แล้วถึงแม้จะได้ ก็ยังต้องไปเจอเรื่องภาษีจาก capital gain อีก แค่จะรักษาอำนาจซื้อของเงินตัวเอง ทำไมมันยุ่งยากจังเลยนะ นั่นทำให้การออมเงิน เป็นเรื่องที่ impossible ไปเลยสำหรับคนส่วนมาก ก่อนที่จะมาถึงยุคเงินเฟียตที่พิมพ์กันง่าย ๆ ผู้คนก็เก็บกันไว้เป็นทองคำเอามาแขวนไว้ที่คอหรืออะไรอื่นที่อิงกับทองคำ ยุคนั้นใครก็ออมเงินกันได้ง่าย ๆ ไม่ต้องทำตัวเป็นผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์จำเป็นให้ตัวเองแบบทุกวันนี้หรอก ยุคเงินเฟียตจึงเป็นยุคของการ monetize หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ แบบไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อ 50 กว่าปีก่อน market cap ของทองคำทั่วทั้งโลกมีปริมาณสูสีกับ market cap ของหุ้นทั่วทั้งโลก แต่ตอนนี้ทองคำมีเหลือแค่ 10% ของ market cap ของหุ้น นั่นพอจะบอกได้ว่า เงินทุนที่เคยอยู่ในทองคำ ถูกแบ่งมาลงทุนในหุ้นแทนแล้ว ไม่ได้หมายความว่า ปกติ หุ้น พันธบัตรหรืออสังหาริมทรัพย์จะไม่มีใครเอานะ มันมีเสมอ ผู้คนเข้าไปลงทุนเองมากกว่าและในกรณีอสังหาริมทรัพย์ก็ยังได้กำไรใช้อีกด้วยนะ ไม่ใช่แค่การลงทุน หุ้นกู้และโดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐ จึงใช้ออมเป็น store wealth ในยุคที่เฟียตครองโลก แต่ผมคิดว่าซักวันหนึ่ง พันธบัตรก็จะไม่ store value ได้อีกต่อไป ปี 2022 เป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของพันธบัตร Treasuries ในประวัติศาสตร์อเมริกัน คนเริ่มจะถอยหนีออกห่างจากพันธบัตรกันแล้ว นั่นหมายความว่าเงินทุนจำนวนมากกำลังมองหาบ้านใหม่ที่ทำหน้าที่ store of value ได้ดีกว่า บิตคอยน์ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดการออมกลับมาอีกครั้ง บิตคอยน์เป็นทรัพย์สินที่สะสมความมั่งคั่งให้มนุษยชาติเพราะคุณสมบัติที่ไม่เหมือนอะไรอื่น มันมีความคงทน แบ่งแยกได้ มั่นคง สะดวกในการเคลื่อนย้าย มีไม่มากเกินไป และที่สำคัญมันผลิตได้ยากที่สุดในหมู่สินค้าโภคภัณท์ทั้งหลาย พูดอีกอย่างคือบิตคอยน์ผลิตเพิ่มขึ้น (จากที่มีอยู่แล้ว) ได้ "ยากที่สุด" ในหมู่สินค้าโภคภัณท์ด้วยกัน การ "เสื่อมค่า" (debasement) ของมันจึงเกิดขึ้นได้ "ยากที่สุด" ในวันที่ผู้คนทั่วโลกให้ค่าต่อบิตคอยน์ มูลค่าในตัวของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการการันตีของใครหน้าไหนทั้งนั้น ไม่ว่ารัฐบาลหรือองค์กรที่มีชื่อเสียงไหน ๆ ถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์ พันธบัตรรัฐบาลที่ใช้เป็นตัวสะสมมูลค่า เป็นคอนเซปท์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี่เอง ถ้าความคิดนี้เสื่อมลง ผู้คนทั่วโลกจะเก็บ value ของตนไว้ที่ไหนถ้าไม่ใช่ “บิตคอยน์” ผู้คนทั่วไป ธุรกิจต่าง ๆและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มย้าย savings จากพันธบัตรไปไว้ในบิตคอยน์กันบ้างแล้ว ปัญหาการเงินของโลกกำลังเปิดเผยมาเรื่อย ๆ ผมคิดว่าธนาคารกลางทั้งหลายก็กำลังเทขายพันธบัตรสหรัฐออกมาเรื่อย ๆ และเปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์ที่ดีแทน อาจจะเป็นทองคำหรือบิตคอยน์ครับ 🤩บทสรุปออกมาให้เฝ้าสังเกต 9 ข้อ 1: รัฐบาลสหรัฐไม่มีวันใช้หนี้ได้ ชักดาบจึงเป็นอันหวังได้ 2: การชักดาบของสหรัฐไม่ต้องหลบซ่อนเลย อย่างหน้าด้าน ๆ (explicit) 3: หนี้ยังจะเพิ่มไปอีก ในอัตราเร่งซะด้วย 4: ไม่มีประเทศไหนจะซื้อหนี้ของสหรัฐอีกแล้ว 5: รัฐบาลสหรัฐไม่อาจทำให้ดอกเบี้ยสูงกว่านี้ได้แล้ว 6: Federal Reserve เป็นผู้ซื้อหนี้รายใหญ่รายเดียว ก็เป็นการพิมพ์เงินใช้เองจนเงินเสื่อมค่าไปเรื่อย ๆ 7: รัฐบาลสหรัฐใช้ปัญหาการเงินนั่นแหละ มาทำให้เงินเสื่อมค่าไปเรื่อย ๆ แบบคอยควบคุมไว้ แต่ซักวันนึง มันจะพลาดและคุมไม่อยู่ วนเป็น spiral เลย 8: พันธบัตรสหรัฐไม่ใช่ store of value อีกแล้ว คนหนีไปหาอย่างอื่นกันแล้ว 9: บิตคอยน์เสนอตัวเป็นทางเลือก store of value ชั้นยอด ...เมื่อดีมานด์พันธบัตรลดลง ดีมานด์บิตคอยน์จะเพิ่มขึ้น เรากำลังใกล้ถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงระดับ paradigm shift ในโลกการเงิน..เริ่มมีบิตคอยน์มาแทนพันธบัตรในฐานะทรัพย์สินสะสมมูลค่ากันแล้วครับ #bitcoin #siamstr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
⭐️THE BITCOIN-PRICE IS IRRELEVANT ราคาของบิตคอยน์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ บิตคอยน์ ที่ตีราคา เป็นเงินเฟียตน่ะไม่สำคัญเลย ...แต่ เงินเฟียตที่ตีค่าเป็นจำนวนบิตคอยน์ นี่สิสำคัญกว่า บิตคอยน์ น่ะมีมูลค่าในตัวอยู่แล้ว ไม่มีอะไรมาแทนที่มันได้ มันมีประโยชน์ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจ booms หรือ busts ที่เกิดจากการกระทำของคน มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น เงิน "กระดาษ" ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง มันต้องมี "ศรัทธา" ของมหาชน ว่ามันยังคงมีค่าใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้อยู่ในวันพรุ่งนี้ เรียกว่ามหาชนยังเชื่อถือในผู้สร้าง "เงิน" นั้นมาอย่างต่อเนื่องอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง เงินเฟียตมีการกำหนดหน้าที่การใช้ ให้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนเท่านั้น ส่วนหน้าที่ที่ไม่ได้กำหนดไว้อีกสองอย่าง น่าจะเป็นแค่วอลล์เปเปอร์ และใช้ในห้องน้ำแทนกระดาษทิชชู่นั่นแหละ แต่บิตคอยน์น่ะ มันสามารถใช้ในหน้าที่ของ money โดยไม่ต้องมีใครมากำหนดได้เลย และยังใช้ในหน้าที่อื่นได้อีก เช่นเป็น store of wealth ปัญหาเดียวก็คือ คนเรามักถูกหลอกให้หลงทางได้ง่ายมาก เราถูกหลอกว่าอะไรมีค่า อะไรไม่มี เราเกือบทุกคนไม่ว่าอายุเท่าไหร่บนโลกนี้ เกิดมาพร้อมกับประสบการณ์ที่ว่า เงินกระดาษหรือดอลาร์นี่แหละใช่เลย ไม่มีอะไรต้องสงสัย ...ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา จะใช้แลกสินค้าได้น้อยลง ก็คงเพราะสินค้าแพงขึ้น ไม่ใช่เพราะค่าเงินเสื่อมลง แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เงินเฟียตสามารถทำให้เราเห็นว่า คนทั่วไปต้องการเงินเฟียตมากแค่ไหน คนส่วนใหญ่ก็ยินดีที่จะถูกหลอก หรือการโฆษณาชวนเชื่อ ตราบใดที่ยังมีประโยชน์อยู่ ยอมรับว่าเงินเฟียตมีประโยชน์ในการเป็นสื่อแลกเปลี่ยน ใช้กันทั่วโลก ฝ่ายปกครอง นอกจากจะชอบเงินเฟียตเพราะสามารถเพิ่มปริมาณได้ตามต้องการ functions ของเงินเฟียตที่เด่นชัดข้างต้น ทำให้ความต้องการที่มีต่อเงินเฟียตเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่พอฝ่ายผู้มีอำนาจจะทำให้เราเชื่อว่า เงินเฟียตนี่เหมาะจะใช้เป็น สิ่งที่สะสมความมั่งคั่ง (store of value) พวกเขาพยายามป้อนเรื่องโกหกว่า มูลค่าของเงินเฟียตจะยืนยงมั่นคงชั่วลูกชั่วหลาน แล้วใครควรจะกำหนดค่าให้ระหว่างกัน ? ระหว่างสื่อแลกเปลี่ยนทั้งสองเงินเฟียตและบิตคอยน์ก็ต้องให้ตลาดเสรีเป็นผู้ตัดสินว่าอะไรจะมีค่าเท่าไหร่ ในเทอมระหว่างกัน หลังจากผ่านไปนานกว่าสามสิบปี การใช้ประโยชน์จากเงินเฟียตไม่มีข้อสงสัยแล้ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็ชัดเจนขึ้นทุกที แม้กระทั่งในความคิดของนักการเงินระดับกูรู ว่าการใช้เงินเฟียตทำหน้าที่เป็น store of value น่ะมันเป็นเรื่องตลกที่แสนเศร้าซะด้วย ลองมาคิดดูว่า เงินเฟียตและบิตคอยน์จะอยู่ด้วยกันในโลกการเงิน ไม่ต้องมุ่งร้ายต่อกัน แต่เป็นการอยู่ร่วมกันแบบ symbiotic ..แบบที่มีการกำหนดมูลค่าระหว่างกันของทั้งสอง ในตลาดเสรี ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ตอนนี้ดอลลาร์ก็กำลังถูกรื้อเวทีอยู่แล้ว การเริ่มใช้สกุลเงินใหญ่อื่น ๆ มีสื่อที่ไม่ได้เกาะกับกระแส รายงานว่า มีเสียงค่อนข้างมากในโลกทุกวันนี้ เรียกร้องว่า ถ้าโลกยังอยากที่จะป้องกันตัวไม่ให้ติดโรคจากดอลลาร์ไปสู่ชะตากรรมสุดท้าย สหรัฐและดอลลาร์ก็ควรออกไปอยู่ข้างสนามโดยเร็วได้แล้วและในการทำอย่างนั้น ก็ต้องรีบรับรองความปลอดภัยให้กับผู้ที่จะมาเป็นรีเสิร์ฟและสกุลเงินกลางการค้าของโลกซะตั้งแต่ตอนนี้ นั่นคือ agenda เร่งด่วน เงินสกุลต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ดอลลาร์ไม่อาจใช้เป็น store of value แท้จริงได้เลยนะ สกุลเหล่านี้ไม่เคยอยู่ใน scenario ที่ต่อสู้กับบิตคอยน์เหมือนดอลลาร์ ดอลลาร์เองที่พยายามลากเอามูลค่าของบิตคอยน์(value anchor) มาไว้ที่ตัวเอง และจะแทนที่ให้ได้ เงินสกุลอื่นได้แค่เดินตามหลังลูกพี่มา สำหรับดอลลาร์แล้ว การต่อสู้ช่วงชิงอ้างสิทธิ์เอามูลค่าของบิตคอยน์มาให้ได้ เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลย ในระยะยาวแล้วไม่มีทางชนะหรอก พอได้เห็นถึงความทุเรศของดอลลาร์ที่กำลังมาแข่งในสนาม store of value กับบิตคอยน์ เจ้าของสกุลเงินอื่น ทั้งหลาย ก็ถามตัวเอง "นี่เรามาถือเดิมพันข้างคนขาด้วนได้ไง? ก็มันทำไม่ได้นี่ พอคิดกันแบบนี้ คอนเซ็ปท์ใหม่ว่าบิตคอยน์นี่แหละ คือตัว saving wealth ตัวจริง เงินเฟียตที่มีน่ะ..รีบเอามา buying wealth เถอะ จะเห็นได้ว่า "ราคา" ของบิตคอยน์น่ะ ไม่ใช่ราคาของบิตคอยน์เลยนะ จริง ๆ แล้วมันคือราคาของสัญญาบิตคอยน์ กระดาษ ที่กำลังดูดเงินจากตลาด cash-driven เมื่อถึงวันหนึ่งในไม่ช้านี้ ราคาในตลาด trading กับมูลค่าจริงของบิตคอยน์จะแยกห่างกันชัดเจน เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่ แล้วจะเห็นว่า "มูลค่า" ของบิตคอย์ไม่มีอะไรเปลี่ยน ไม่ว่า Fed จะทำอะไรอีก เมื่อคนทั่วไปรับรู้กันได้อย่างนี้ สมการของ บิตคอยน์/เงินเฟียต ก็จะบาลานซ์กันได้ ว่าแต่จะเมื่อไหร่ล่ะ เราจะอยู่ทันมั้ย? ดวงอาทิตย์กำลังเพิ่งจะพ้นขอบฟ้ามา เหล่าแมลงสาบก็กำลังวิ่งหาที่มืดที่ใกล้ที่สุดกัน พวกเราที่ไม่มีความอดทนก็อยากเห็นมันเกิดขึ้นตอนนี้เลย แต่เราได้เห็นแค่ sideshow แสดงเรื่อง "ราคาของบิตคอยน์"🟠⚡️ #bitcoin #siamstr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
⭐️รู้จักกับเงินดิจิทัล CBDC⭐️ ประธานาธิบดีไบเดน เซ็นคำสั่ง Executive Order 14067 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2022 โดยไม่ต้องมีการเห็นชอบจากสภาคองเกรส สิ่งที่ซ่อนอยู่ใน section 4 ของคำสั่งนี้ ให้อำนาจประธานาธิบดี สามารถสอดส่องประชาชนในสหรัฐทุกคน มีอำนาจเต็มในการควบคุมบัญชีธนาคาร และธุรกรรมการซื้อขาย และสามารถระงับการใช้สิทธิคัดค้านได้ตลอดไป นี่คือสงครามของเสรีภาพ ที่ไม่ใช่การควบคุมการใช้อาวุธ แต่เป็นการควบคุม การใช้เงินของคุณ และมันก็ได้เริ่มไปแล้ว เป็นการพยายามที่จะเข้ามาสอดส่องควบคุมเสรีภาพของคุณ ๆ โดยซ่อนเอาไว้ในเงินดิจิตอล ของธนาคารกลาง (CBDC) ผู้ใช้ต้องเปิดเผยตัวตน ผู้สร้างเงินดิจิทัลจะรู้รายละเอียดและควบคุมทุก ๆ ธุรกรรมของทุกบัญชี และทุกวอลเล็ตของผู้ใช้ ...นี่แหละเรื่องใหญ่ เงินดิจิทัลจะอ้างว่าธุรกรรมของมันจะรวดเร็วกว่า มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และปลอดภัยกว่า เมื่อไปเปรียบเทียบกับการใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต การโอนเงิน หรือ PayPal ก็อาจจะจริง เพราะพวกนี้ต้องผ่านตัวกลางที่กินค่าธรรมเนียมจากเรา ดังนั้นเงินดิจิทัลก็ดีกว่า ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และเร็วกว่า แต่ในขณะที่รัฐบาลวางตำแหน่งให้เงินดิจิทัลเป็นประโยชน์ของผู้ใช้ในการทำธุรกรรม ที่รวดเร็ว ปลอดภัยใช้ง่ายและต้นทุนต่ำกว่าการใช้เงินสด ...แต่มันก็น่าคิดว่าเทคโนโลยี ที่ใช้มันก็มีผลในทางลบเหมือนกันต่อสิทธิส่วนบุคคลด้วย The Death of Privacy ส่วนแรกที่ซ่อนอยู่ใน agenda นี้คือการกำจัดเงินสด ถ้ารัฐบาลต้องการให้เงินดิจิทัลของธนาคารกลางสำเร็จ ก็ต้องกำจัดเงินสดให้หมดไป เพราะนั่นเป็นคู่แข่ง เพราะการใช้เงินสด เป็นการไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ถ้าคุณซื้อของด้วยเงินสด จะไม่มีใครสามารถเชื่อมโยงธุรกรรมการซื้อขายนั้นมาที่คุณได้ แต่กับเงินดิจิทัลแล้ว ไม่มีทางหนีเลย คุณไม่อาจปิดบังรัฐบาลได้เลย ถึงธุรกรรมการซื้อขายของคุณเมื่อใช้เงินดิจิตอล คุณบริจาคเงินให้ใคร (เช่นพรรคคู่แข่งของรัฐบาล) นั่นคือเรากำลังถูกควบคุมอย่างสุด ๆ รัฐบาลยังสามารถที่จะแช่แข็งเงินในบัญชีของคุณได้ หรือสามารถระงับการจ่ายเงินของคุณกับสินค้าเฉพาะอย่าง เช่นระงับการจ่ายค่ารถไฟ ตั๋วเครื่องบิน กรณีที่คุณถูกห้ามเดินทาง หรือทำให้เงินของคุณ expire เมื่อไหร่ก็ได้ ทั้งหมดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยกับการใช้เงินสด ถ้ารัฐบาลต้องการควบคุมประชาชน ก็เพียงบีบให้ทุกคนต้องใช้เงินดิจิทัล ทุกคนต้องมี digital wallet รัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษกิจให้เป็นแบบไหนก็ได้ที่ต้องการ เพิ่มหรือลดการบริโภค อาจสั่งให้คุณ ๆ ใช้เงินให้หมดภายในหนึ่งเดือน ไม่งั้นมันก็หมดอายุ ธนาคารทั่วไปอาจมีการบีบให้ลูกค้าต้องใช้บริการการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยไม่มีตู้ ATM เพื่อเบิกเงินสด แต่มันก็ยังมีเงินอีกอย่างนึงที่ไม่ใช่ดิจิทัล แฮ็คก็ไม่ได้ ติดตามก็ไม่ได้ เป็นรูปแบบของ money ที่เราสามารถใช้ได้ มันเรียกว่า “Bitcoin🟠” เก็บกันเถอะ ในขณะที่ยังมีให้เก็บนะครับ #bitcoin #siamstr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
⭐️ความจริง สำหรับเรื่องการ”จัดฟัน” หลายๆคนมีคำถามมากมายว่าจัดฟันช่วยให้เกิดอะไรกับเราบ้าง มาอ่านกันเลยครับ😄🦷🪥 #KdentistTH #siamstr image
KORsiroj🦷👄's avatar
ko_rsiroj_ 2 years ago
สุขสันต์วันครบรอบ 15 ปี Bitcoin Whitepaper และวันออมแห่งชาติครับ 🟠🇹🇭 มาเริ่มออมในเงินที่ดีกันครับ😄 #bitcoin #siamstr image