เร็วนี้ผมอยากแชร์เนื้อหาในหนังสือ the fourth politcal theory ของ Alexander Dugin ลงใน nostr ครับ เป็นการเปิดมุมมองที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากงานง่ายเขียนของนักปรัชญาที่ไม่ใช่ทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา 😃
Libertarian Studies
npub187fs...tz9m
Thai right-libertarian channel advocating for liberty, decentralization, paleocon and laissez-faire.
Verifying my Nostr Nests identity: fcTCeHfaFxMHJrF_EsiNP8gD96jRTmvWlbx6yKnCDwM


Nests
Nests - Live Audio Rooms on Nostr
Host and join live audio conversations on the decentralized Nostr network. No algorithms, no gatekeepers, just real conversations.
เราจะยังคงยืนหยัด
.
โดย กองบรรณาธิการ
.
เนื่องด้วยวาระดิถีขึ้นปีใหม่ทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษาทั้งคณะทำงาน แอดมิน ผู้ประสานงาน และผู้ปฏิบัติงานทุกท่านก็ขออวยพรแก่สมาชิกและลูกเพจทุกท่าน ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักสิทธิ์ที่ทุกท่านนับถืออยู่จงดลบันดาลให้ทุกท่านพบกับความสุขสวัสดิภาพขอให้ปราศจากภยันตาย อุปสรรคและความทุกข์ทั้งปวง ส่วนทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษานั้นก็ยังจะคงมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำงานทางความคิดและเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนต่อไป เพราะเราเชื่อว่าการทำงานทางความคิดไม่สามารถสำเร็จได้ภายในวันเดียว เราจะยังคงยืนหยัดเป็นเสียงที่ป่าวร้องประกาศต่อไป เพื่อให้สังคมไทยเห็นถึงความสำคัญของเสรีภาพและสังคมที่ปราศจากการบังคับและรุกรานกัน
.
เพราะไม่มีชัยชนะใด ๆ ที่มีความหมายมากพอ นอกจากการเอาชนะทางความคิด มีเพียงแค่การเอาชนะกันทางความคิดเท่านั้นที่ถือเป็นการเอาชนะที่แท้จริงต่อศัตรูและกลุ่มบุคคลที่คุกคามเสรีภาพของเราและหลอกลวงประชาชนของเรา และไม่มีแนวคิดใด ๆ ที่สามารถต่อสู้กับแนวคิดที่รุกรานเสรีภาพและอำนาจอธิปไตยได้ดีไปกว่าแนวคิดแบบเสรีนิยมและอิสรนิยม และหน้าที่ในการเผยแพร่ความคิดดังกล่าวก็เป็นหน้าที่ของเราทุกคนในฐานะนักเคลื่อนไหวที่ยึดถือแนวทางแบบอิสรนิยมและเสรีนิยม
.
*****************************************************
หากคุณเห็นด้วยกับเราก็สามารถลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มอิสรนิยมศึกษาได้ที่ลิ้งก์
*****************************************************

สมัครสมาชิกกลุ่มอิสรนิยมศึกษา

🔥🔥🔥
สถานการณ์อาร์เจนตินาอาจเหมือนที่หม่อมปลื้ม หรือ ใครหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าถึงเวลาแล้ว Javier Milei อาจทำไรไม่ได้เลย... ด้วยโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ กฎหมายมันมีรากฐานมาจาก Peronism
ดังนั้นโจทย์ใหญ่ที่สุดก็คือการเปลี่ยนผ่านแต่จะทำยังไง? อันนี้ก็เป็นความท้าทายเช่นกัน
อีกหนึ่งเรื่องก็คือ นโยบายที่ค่อนข้างมีปัญหา แต่มันสองแง่สองง่ามกับตัวจุดยืน ได้แก่ 1.) ยุบธนาคารกลางตัวเองแต่เอาดอลลาร์ 2.) โปรยูเครน อิสราเอล อเมริกา
ซึ่ง 2 อย่างนี้มีปัญหา แต่ผมคิดบวกเพราะเชื่อว่าไมลีย์อาจรอ ปธน.สหรัฐคนใหม่ที่ไม่ใช่ไบเดนขึ้นมาและมีความเป็นไปได้ที่เขาอาจเอา Austrian Economist คนอื่นเข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจกับการเมือง
ขอแสดงความยินดีกับ "ฮาเวียร์ ไมลีย์" (Javier Milei) ว่าที่ประนาธิบดีคนต่อไปของอาร์เจนตินาและเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มีแนวคิดแบบอิสรนิยมแห่งยุคศตวรรษที่ 21 ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
.
เนื่องด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีอาร์เจนตินารอบที่ผ่านมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2566 ระหว่างผู้สมัครนิยมแนวทางแบบลัทธิเปรอน เซร์คีโอ แมสซา (Sergio Massa) กับ ผู้สมัครที่มีอุดมการณ์แบบอิสรนิยม ฮาเวียร์ ไมลีย์ (Javier Milei) โดยการเลือกตั้งครั้งนี้นั้นปราฏกว่า ฮาเวียร์ ไมลีย์ ผู้สมัครอิสรนิยมได้เอาชนะผู้สมัครซึ่งนิยมแนวทางเปรอนไปด้วยคะแนนกว่า 14 ล้านเสียง หรือคิดเป็น 55.69% ทำให้ในตอนนี้อาร์เจนตินากำลังจะมีประธานาธิบดีที่มีอุดมการณ์แบบอิสรนิยมขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษาของเรานั้นก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายใต้การบริหารตามแนวทางอิสรนิยมและการเปิดตลาดเสรีทุนนิยม รวมทั้งการลดอำนาจรัฐ และต่อต้านสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจฝ่ายซ้ายที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานในอาร์เจนตินาของ ฮาเวียร์ ไมลีย์ จะนำพาอาร์เจนตินาให้หลุดพ้นจากปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจและความยากจนได้เพื่อนำอาร์เจนตินาไปสู่ความรุ่งเรือง รวมทั้งการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจเป็นแนวทางให้กับกลุ่มอิสรนิยมและกลุ่มเสรีนิยมในประเทศอื่น ๆ ต่อไปสำหรับการเคลื่อนไหวในอนาคต
.
*****************************************************
หากคุณเห็นด้วยกับเราก็สามารถลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มอิสรนิยมศึกษาได้ที่ลิ้งก์
*****************************************************
.
#siamstr
สมัครสมาชิกกลุ่มอิสรนิยมศึกษา
#siamstrทางอิสรนิยมศึกษาได้จัดกิจกรรม ‘‘การแทรกซึมของแนวคิดซ้ายใหม่และโว๊คในไทย’’ เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดแบบฝ่ายซ้าย การเคลื่อนไหวและปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในการเมืองไทย
*****รับผู้ลงทะเบียนเพียง 40 ท่านเท่านั้น******
ทางอิสรนิยมศึกษาได้จัดเสวนาในหัวข้อ "การแทรกซึมของแนวคิดซ้ายใหม่และโว้คในไทย" ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2566 โดยใช้พื้นที่ของทางคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานที่ตั้งอาคารเกษม อุทยานิน (รัฐศาสตร์ 60 ปี) ตึก 3 ห้องประชุมมาลัย หุวะนันทน์ ชั้น 12 มี 40 ที่นั่ง
Google map : maps.app.goo.gl/NnWqXG5vNc74Mq9s9
ลิ้งก์ลงทะเบียน : forms.gle/9r51tXS9f2g92eTG9
#Siamstr


แบบสอบถามการเข้าร่วมกิจกรรม"การแทรกซึมของแนวคิดซ้ายใหม่และโว้คในไทย"
.
ประกาศเนื่องด้วยทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษาจะมีการจัดกิจกรรมเสวนาในหัวข้อเรื่อง"การแทรกซึมของแนวคิดซ้ายใหม่และโว้คในไทย" จึงอยากเรียนมาเพื่อให้ทุกท่านที่มีความสนใจในกิจกรรมดั่งกล่าวทำแบบประเมินสอบถามว่าสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรมช่วงเวลาใด เพื่อเป็นข้อมูลให้ทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษาจัดกิจกรรมต่อไป
.
หมายเหตุ แบบประเมินสอบถามจะหยุดรับคำตอบในวันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน 2566 เวลา 12.00 น.
ลิ้งก์แบบประเมิน
#siamstr
แบบสอบถามการเข้าร่วมกิจกรรม
#siamstrพัฒนาการของแนวคิดตลาดเสรี : เมื่อทฤษฏีเสรีนิยมไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง
.
บทสรุปจากหนังสือ Private Government : How Employers Rule Our Lives (And Why We Don’t Talk about It) ของเอลิซาเบธ เอส. แอนเดอร์สัน (Elizabeth S. Anderson) ได้นำเสนอมุมมองคร่าว ๆ ที่ว่า (i).วิธีคิดแบบเสรีนิยมตลาดเสรีในยุคปัจจุบันนั่นล้าหลัง เพราะพวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดในแบบช่วงศตวรรษที่ 17-18 แต่ไม่มีความเข้าใจว่าโลกเมื่อเข้าสู่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมมันเกิด economy of scale เข้ามาครอบคลุมวิธีคิดของสายธารการผลิตและการแข่งขันในตลาดจนถึงทุกวันนี้แตกต่างกัน รวมไปถึงช่องว่างระหว่างนายจ้างและผู้ประกอบการที่กว้างขึ้นจึงอาจกล่าวได้ว่าแนวคิดเสรีนิยมต่อสภาพการทำงานของลูกจ้างไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ของ "เสรีภาพ" และ (ii).ความผิดพลาดของพวกเสรีนิยมตลาดเสรีที่ไม่พิจารณาว่าแนวคิดทางทฤษฏีของตนกับความเป็นจริงมันตรงกันข้าม กล่าวคือทฤษฏีของนักคิดเสรีนิยมแช่แข็งอยู่กับสภาพการณ์ของตลาดก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมมากกว่าหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความสัมพันธ์แบบ private government ที่นายจ้างกลายเป็นผู้ถูกปกครองเพื่อบงการชีวิตของลูกจ้างอย่างไม่มีแม้แต่ข้อจำกัด ผู้เขียนหนังสือยังเสนอต่ออีกว่า ทางออกของเรื่องนี้ก็คือ การสลายสภาวะ private government ในความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างและทำให้ความสัมพันธ์ตรงนี้กลายเป็นเรื่องสาธารณะที่มีกฎหมายและรัฐเข้ามาดูแล
.
ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ "แนวคิดตลาดเสรี" ไม่ได้ถูกนำเสนอแค่จากนักคิดยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนักยุคสมัยใหม่ที่พูดถึงตลาดเสรี แก่นสารของตลาดเสรีก็คือกลไกตามธรรมชาติที่ไม่ให้รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับปัจเจกบุคคลในทางเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าประชาชนคนธรรมดาสามารถประกอบอาชีพ ค้าขาย ทำธุรกิจหรืออะไรต่าง ๆ ได้อย่างอิสระโดยปราศจากการควบคุมของรัฐ นิยามเช่นนี้ย่อมเป็นแบบเดียวกันกับนิยามตั้งแต่ยุคสมัยของอดัม สมิท (Adam Smith) หรือก่อนหน้านั้น อีกทั้งแนวคิดตลาดเสรีย่อมมีการถกเถียงภายในระหว่างแนวคิดสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน (Austrian economics) และแนวคิดสำนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค (Classical economics) (*ไม่ใช่พวกเดียวกัน ถึงแม้นักเศรษฐศาสตร์คลาสสิคจะสร้างฐานเรื่องตลาดเสรีไว้ก็ตาม*) อย่างหัวข้อที่ได้รับความนิยมถึงทุกวันนี้ก็คือ "ทฤษฏีมูลค่าแรงงาน" (labor theory of value) ที่เริ่มแรกมาจากนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิคอย่างเดวิด ริคาร์โด้ (David Ricardo) ที่ถูกตีตกโดยนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักออสเตรียนและสร้างบรรทัดฐานทางทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ใหม่ก็คือ "ทฤษฏีมุลค่าจิตวิสัย" (subjective theory of value) จากกระแส Marginal revolution โดยคาร์ล เมนเจอร์ (Carl Menger) ฟรีดิช ฟอน ไวเซอร์ (Friedrich von Wieser) ออยเกิน ฟอน โบห์ม-บาแวร์ค (Eugen von Böhm-Bawerk) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อันเป็นรากฐานให้กับเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ กล่าวได้ว่าแนวคิดตลาดเสรีถูกส่งมาจากรุ่นต่อรุ่นจนมาถึงยุคปัจจุบันและมีการพัฒนาทฤษฏีอย่างต่อเนื่อง มันไม่ได้ถูกแช่แข็งตามคำที่กล่าวอ้างมาแต่อย่างใด
.
มากไปกว่านั้นความเข้าใจที่ว่านักเสรีนิยม อิสรนิยมหรือผู้สนับสนุนตลาดเสรีทุนนิยมล้วนมีความคิดที่ติดแหง็กอยู่กับยุคศตวรรษที่ 17-18 อยู่นั้นจึงมีข้อบกพร่องในตัวเอง เนื่องจาก (a).แนวคิดตลาดเสรีทุนนิยมมีเพียงนิยามเดียวคือ "การที่รัฐไม่แทรกแซง" ซึ่งเป็นนิยามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นการขยายกรอบคิดที่ว่าความแตกต่างระหว่างโลกยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมและหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้นจึงมีข้อบกพร่อง เนื่องจากมันไม่ได้สนใจว่ามันจะเกิด economy of scale มากน้อยแค่ไหน; (b).ช่องว่างระหว่างนายจ้างและลูกจ้างมักจะมีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ "รัฐเข้ามายุ่ง" เสมอ ดังนั้น ทางออกของปัญหาที่ว่าจะป้องกันความไม่เป็นธรรมและการเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างจึงไม่ใช่การทำให้พื้นที่ทางเอกชนใด ๆ กลายเป็นของสาธารณะหรือถูกควบคุมจากกฎหมายและรัฐบาล แต่เป็นการปล่อยไปให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเรื่องการตัดสินใจในระดับเอกชนระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามกลไกตลาดเสรีเอง หมายความว่าพวกเขาจะต้องพิจารณาอย่างรอบขอบทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ ความปลอดภัย สภาพแวดล้อมการทำงานต่าง ๆ อย่างเร่งครัด รวมไปถึงความเสี่ยงของนายจ้างเมื่อพวกเขาทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมลงไปกับลูกจ้างไม่ว่าด้วยเหตุผลใดมันคือผลที่ตามมาจากความเสี่ยงดังกล่าว และ (c).โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกที่ไม่ได้เป็นไปตามคำทำนายของเหล่ามาร์กซิสต์ที่ว่าโลกจะถูกปฏิวัติทางชนชั้นและกลายเป็นสังคมนิยม (socialism) แต่กลับกันตามมุมมองของเจมส์ เบิร์นแฮม (James Burnham) มองว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนผ่านจากทุนนิยมผู้ประกอบการ (entrepreneurship capitalism) อันมีนายทุนเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนบุคคลเพียงผู้เดียวไปสู่ทุนนิยมแบบผู้ประกอบการ (managerial capitalism) ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับทรัพย์สินมีความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มากกว่านายทุน ซึ่งพวกเขากลายเป็นชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า “ชนชั้นผู้จัดการ” ยกตัวอย่างเช่น ชนชั้นกลาง (middle class) หรือ แรงงานคอปกขาว (white-collar worker) ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มักจะมีบทบาทอยู่ในรัฐบาล กระทรวง องค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำนโยบาย หรือ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และมีผู้ถือหุ้นส่วน ซึ่งระบบทุนนิยมลักษณะแบบนี้เองก็ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนที่ยึดถือแนวคิดตลาดเสรีทุนนิยมแบบผู้ประกอบการมาโดยตลอด
.
นอกจากนี้นักคิดเสรีนิยมได้พัฒนา "กฎเกณฑ์" ที่ใช้สำหรับอธิบายโลกแห่งความเป็นจริงผ่านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนที่มุ่งเน้นเรื่อง "การกระทำของมนุษย์" (human action) ที่ว่าการกระทำของปัจเจกบุคคลล้วนมีต้นทุนโอกาสและเป้าหมายอยู่เสมอ ตามคำกล่าวของลุควิก วอน มิซิส (Ludwig von Mises) อธิบายในหนังสือ Human Action: A Treatise on Economics ต่อเรื่องการกระทำของมนุษย์เอาไว้ว่า;
“เป็นความจริงที่ว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์เชิงทฤษฎี และด้วยเหตุนี้เองมันจึงละเว้นจากการตัดสินคุณค่าใด ๆ […] ทว่าวิทยาศาสตร์ไม่เคยบอกมนุษย์ว่าควรปฏิบัติตนเองอย่างไร มันเพียงแสดงให้เห็นว่ามนุษย์จะต้องกระทำอย่างไรหากต้องการตอบสนองความต้องการอย่างไร้ขีดจำกัดที่แน่นอน”
.
และเนื่องจากกฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นสัจพจน์ (axioms) ที่ไม่สามารถหักล้างได้ เพราะมันถือเป็นทฤษฏีที่ถูกทดสอบอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นจริงจากการสังเกตปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน แต่มีผลของความสัมพันธ์ระหว่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หากอุปสงค์ของดินสอเพิ่มขึ้น ราคาดินสองก็เพิ่มตาม ในขณะที่อุปทานลดลง ตรงกันข้ามเมื่ออุปสงค์ของดินสอลดลง ราคาดินสองก็จะต้องลดลงตาม ในขณะที่อุปทานเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นทฤษฏีที่ไม่ได้ถูกแช่แข็งหรือมีความเก่าแก่แต่อย่างใด แต่มันคือ “กลไกธรรมชาติ” ที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธหรือหักล้างมันได้ กล่าวคือความแตกต่างระหว่างบริบทนั่นเป็นเพียงการอธิบายเหตุการณ์ที่บริบทของคำว่า "ก่อน" และ "หลัง" จึงไม่ใช่สาระสำคัญ สิ่งที่เป็นสาระสำคัญในยุคปัจจุบันคือ ในอดีตหลายประเทศมีความเสรีทางเศรษฐกิจสูงกว่าทุกวันนี้ที่มีรัฐแทรกแซงเศรษฐกิจมากทำให้ทฤษฏีและแนวคิดในอดีตถูกท้าทายจากความต้องการควบคุมรัฐและชีวิตประจำวันของปัจเจก ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนากรอบทางทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นด้วยสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐมิติ” (econometrics) หรือการพยายามนำแนวทางแบบวิทยาศาสตร์มาปรับใช้เพื่อหักล้างทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ผ่านวิธีการทดลองตามธรรมชาติ (natural experiment) ฯลฯ
.
#siamstr
.
บรรรณานุกรม
Mises, L. (1949). Human Action. A Treatise on Economics. New Haven, CT: Yale University Press
“Book Review: Private Government: How Employers Rule Our Lives (and Why We Don’t Talk about It), by Elizabeth Anderson.” The Independent Institute, www.independent.org/publications/tir/article.asp?id=1292&fbclid=IwAR3UpTocsNcX_DXRI9WLdw_Rq1pAmAtn2O9ecI0tVFZgzxmx74EeNTHV_wM. Accessed 5 Nov. 2023.
Shostak, Frank. Facts and Data Have No Meaning without a Theory to Explain Them. Auburn, AL: Mises Institute. 2022.
Shostak, Frank. We Cannot Interpret Economic Data Unless We Know Economic Theory. Auburn, AL: Mises Institute. 2022.


นักปฏิวัติหลังคีย์บอร์ด (Behind-the-Keyboard Revolutionists)
.
โดย HoppeanismBoy
.
ถ้าคุณเป็นคนรุ่นมิลเลนเนียล (Millennials) ที่ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงการเมืองออนไลน์และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่มีอยู่เช่น เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ หรืออื่น ๆ แล้วบางทีคุณอาจจะเคยได้ยินคำแสลงที่ในหมู่พวกนักถกเถียงในโลกออนไลน์ชอบใช้กันนั้นคือ “ออกไปแตะหญ้าบ้างนะ” คำแสลงนี้มีความหมายถึงการที่ให้เราเลิกเล่นอินเตอร์เน็ตแล้วหัดออกไปใช้ชีวิตกับโลกภายนอกบ้าง ถึงแม้ว่าคำนี้อาจดูคำเสียดสีเอาไว้ประชดประชันกัน แต่ถ้าเราลองพิจารณาดี ๆ แล้ว คำนี้มันก็ได้สะท้อนความเข้าใจแบบผิด ๆ ของเราเกี่ยวกับอิทธิพล หรือ ความคิดของเราที่มักจะดูเหมือนว่าเราเข้าใจมันผิดเกี่ยวกับอิทธิพลของมันในโลกออนไลน์ เราชอบที่จะคิดว่าการกระทำอะไรบางอย่างของเราในโลกออนไลน์จะสร้างผลกระทบเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกความจริงเป็นได้ เรามีจินตนาการที่ผิด ๆ เกี่ยวกับการปฏิวัติที่เริ่มจากในโลกออนไลน์ ตั้งแต่อาหรับสปริงไปจนถึงการปฏิวัติฮ่องกง เราเห็นภาพคนหนุ่มสาวจำนวนมากเป็นหมืน เป็นแสน หรือเป็นล้าน ออกมาชุมนุมกันโดยไม่ได้นัดหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เราเรียกสิ่งเหล่านั้นการชุมนุมแบบไม่มีศูนย์กลางหรือไม่มีแกนนำและพวกเราหวังว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบนั้นด้วยการโต้เถียงกับผู้ใช้บัญชีคนอื่น ๆ ในโลกออนไลน์ที่อาจจะไม่มีตัวตนอยู่จริงเสียด้วยซ้ำ เพื่อหวังว่าจะเปลี่ยนใจพวกเขาเหล่านี้ให้มาเห็นด้วยกับความคิดของเรา บ้างก็ร่วมลงชื่อออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอย่างเว็บไซต์ change.org ฯลฯ เพื่อร่วมผลักดันวาระอะไรบางอย่างและหวังว่าความคิดเหล่านี้ของคุณจะถูกตอบรับโดยผู้มีอำนาจ แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปคุณจะค้นพบว่าท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างที่คุณทำไม่ได้เปลี่ยนความจริง รองเท้าบูทก็ยังคงกดหน้าคุณให้จมอยู่ลงดินเหมือนเดิมและเครือข่ายในโลกออนไลน์ดังกล่าวของคุณก็ไร้ความหมาย ไม่มีใครช่วยคุณได้อย่างจริงจังเมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับการไล่ออกจากงาน หรือ การจับกุมคุมขัง นอกจากคอมเมนท์ที่ทั้งให้กำลังใจและด่าคุณ รวมไปถึงยอกดไลก์ ยอดกดแชร์ มันมีเพียงเท่านั้นจริง ๆ
.
เมื่อพูดถึง “อินเตอร์เน็ต” (internet) ผมขอพูดอย่างหยาบคายต่อเรื่องนี้ เพราะคนในยุคของเราชอบคิดหรือให้คุณค่ากับโลกแห่งนี้เสมือนว่ามันเป็นโลกแห่งความจริง ทั้งที่ในความจริงที่แห่งนี้เป็นเหมือนกับ “โถ่ฉี่ขนาดใหญ่ เป็นมหาสมุทรแห่งเยี่ยว” ที่ให้ทุกคนได้มาระบายหรือสำเร็จความใคร่เพื่อหลบหนีออกจากโลกความเป็นจริงที่โหดร้าย หลบหนีจากความจริงที่ว่าแรงปรารถนาของคุณไม่อาจถูกเติมเต็ม แล้วมันยิ่งทำให้คุณทุกข์ทรมานหนักเข้าไปอีก เพราะคุณไม่สามารถแม้แต่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้แม้แต่ความคิดของผู้บัญชีคนอื่น ๆ ในโลกแห่งนี้ รวมทั้งบางทีคุณอาจถูกโจมตีจากผู้ใช้บัญชีเหล่านี้เองด้วย คุณยอมรับไม่ได้ว่าคุณเป็นเพียงแค่กระเจี๊ยวที่ฉี่ลงไปในมหาสมุทรแห่งนี้และเสียงฉี่ของคุณก็ไม่ได้สั่นสะเทือนไปทั้งมหาสมุทรแห่งฉี่ในโลกนี้แบบที่คุณคิดไว้เลย อีกทั้งคุณก็เสียใจกับมัน เพราะมันตอกย้ำว่าคุณทำอะไรไม่ได้ คุณเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ชีวิตของคุณช่างน่าอดสูยิ่งนัก … แล้วคุณก็รอคอยว่าวันหนึ่งจะมีฮีโร่ขี่ม้าขาวออกมาเพื่อผดุงความยุติธรรม มานำการปฏิวัติ คุณเฝ้าฝันรอคอยพระมหากัลกี (อวตารองค์ที่ 10 ของพระวิษณุเทพในศาสนาฮินดูและเป็นผู้ปลดปล่อยตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายวัชรยาน ข้าพเจ้ากำลังอุปมาอุปมัยถึงความคิดเพ้อเจ้อที่รอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามโชคชะตา) ลงมาโปรดและขับไล่ความชั่วร้ายออกไปและคืนความสงบสันติให้โลกนี้ พวกคุณชอบบอกว่า “จะรอก่อน” หรือ “เมื่อถึงเวลาเมื่อไหร่คุณจะเข้าร่วม” สำหรับมุมมองผู้เขียนเมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้แล้วผมกล่าวได้ว่าสถานการณ์เช่นนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่ว่าอย่างไรวันนั้นมันก็จะไม่มีวันมาถึง ท้ายสุดระบอบเผด็จการหัวก้าวหน้า (Progressive Dictatorship) พวกลัทธิโว้ค (Wokeism) ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบใหม่ (New Left) จะมีชัยเพราะอะไรรู้ไหม? เพราะว่าพวกคุณไม่เลือกจะทำอะไรเลย คุณนิ่งเฉยกับเรื่องดังกล่าว เหมือนกับที่พวกชนชั้นสูงและประชาชนชาวโรมันโบราณนิ่งเฉยต่อการขยายตัวของศาสนาคริสต์จนท้ายที่สุดมันก็ได้นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน พวกคุณไม่มีความเชื่อมั่นว่าตัวคุณเองเป็นฮีโร่ของตัวคุณเองและคุณหวาดกลัวเกินไปที่จะยอมเสียสละชีวิตอันสะดวกสบายเพื่อเดินไปบนเส้นทางแห่งการต่อสู้หรือนักรบ พวกคุณเลือกที่จะใช้เหตุผลและตรรกะนำทาง ทั้งที่ในความจริงฝ่ายตรงข้ามของพวกคุณ คนที่พวกคุณเกลียด หรือเห็นว่าชั่วร้ายนั้นไม่เคยคิดแม้แต่จะใช้เหตุผลตั้งแต่แรกกับพวกคุณ เพราะพวกเขาเข้าใจการเมืองอย่างถ่องแท้ดีว่ามีเพียงแค่ผู้ที่กุมอำนาจของปืนหรือผู้ที่ได้รับอำนาจจากรัฐเท่านั้นที่กำหนดความเป็นไปของสังคมโดยรวม ไม่ใช่พวกที่ใช้เหตุผล
.
ดั่งเช่นที่เคยมีนักปรัชญาชาวเยอรมัน ออสวอลด์ สเปงเลอร์ (Oswald Spengler) เคยกล่าวไว้ “อำนาจไม่เคยถูกล้มด้วยเหตุผล อำนาจนั้นถูกล้มได้แค่เพียงด้วยอำนาจเท่านั้น และไม่มีอะไรเอาชนะอำนาจของเงินได้นอกจากอำนาจของดาบ” เมื่อท่านได้อ่านและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วท่านก็คงจะเข้าใจความหมายที่จะสื่อ ท่านก็จะเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ใด ๆ ก็ย่อมเป็นไปเพื่อการยึดกุมอำนาจสูงสุดเพื่อสร้างความเป็นสถาบันให้กับอุดมการณ์หรือแนวทางที่ต้องดำเนินการ นั้นหมายถึงการที่คุณต้เองทำทุกวิธีทางเพื่อจะได้มีอำนาจ ขึ้นไปอยู่ทุกจุดสูงสุดของสถาบันทางสังคมที่มีอยู่ สื่อ ระบบราชการ โรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่การกระทำที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุดในการเคลื่อนไหวนั้นคือการกระทำแบบออฟไลน์ นั้นคือการนำการเคลื่อนไหวมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีหนทางอื่นนอกจากนี้ มันคืออุปสรรคก้าวแรกที่คุณต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ “เลิกใช้ชีวิตกับสังคมอนาธิปไตยทุนนิยมในหัวเสีย” แล้วออกมาทำอะไรสักอย่างเพราะมันคือความรับผิดชอบของคุณเพราะมันคือเสรีภาพของคุณ เมื่อคุณก้าวข้ามผ่านสิ่งนั้นสิ่งที่คุณต้องเลือกต่อมาคือ “การเข้าร่วมกับชุนชนแห่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีแบบแผนระเบียบอย่างชัดเจน” ซึ่งเราไม่รังเกียจที่เราจะเสนอว่าตัวเราเองเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะดังกล่าวนั้น เรามียุทธศาสตร์การดำเนินการทั้งหมดของเรา เราความชัดเจนกับแนวทางของเรา
.
เราไม่อาจบังคับให้ทุกคนหรือทุกท่านเสียสละได้ การเสียสละมันหมายถึงการที่ใครสักคนพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อทำให้ชีวิตของตัวเขาเองมีความหมายต่อบางสิ่ง หรือ การเชิดชูบางสิ่งเหนือกว่าตนเอง เช่นเดียวกับ ทหารที่เสียสละชีวิตเพื่อบูชาแก่ประเทศของเขา คนของเขา หน่วยของเขา หรือครอบครัวของเขา เช่นเดียวกับพวกนักรบญี่ปุ่นโบราณอย่างพวกซามูไรที่อุทิศชีวิตของตนเองแก่เจ้านายของตนเอง แม้แต่ตัวผู้เขียนเองหรือใครหลายคนก็ต้องยอมเสียสละบางอย่างไป เพราะเราสละตนเองเพื่อความเชื่อที่ว่าโลกนี้ดีขึ้นได้ไม่ใช่เพราะเรารอคอยโชคชะตา แต่โลกนี้ดีขึ้นได้เพราะสองมือของเรา เราสามารถทำให้โลกนี้มีความหมายได้แก่เรา เราไม่อาจรู้ได้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร แต่เช่นเดียวกับที่สุภาษิตจีนเคยกล่าวไว้ “หากขุนเขายังอยู่ไม่กลัวไร้ฝืน ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่เราก็สามารถทำให้โลกนี้ดีขึ้นกว่าเดิมได้” มันอยู่ที่การกระทำของเราเท่านั้น
.
***********************************************
"ถ้าคุณเกลียดแนวคิดสังคมนิยมคุณควรเข้าร่วมกับเรา"
ลงทะเบียนสมัครสมาชิก
***********************************************

สมัครสมาชิกกลุ่มอิสรนิยมศึกษา

อันที่จริงสิ่งที่เป็น "กลไกธรรมชาติ" ของทุนนิยมมันมีมากกว่าเรื่อง law of the jungle ในความเป็นจริงถ้ามันเป็นเรื่องกฎแห่งป่าเพียงอย่างเดียว พวกเราคงเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด เสียชีวิตเพราะการหาอาหาร หาความมั่นคงในชีวิต หรือเผลอ ๆ จะไม่มีตัวคุณด้วยซ้ำ มันจึงไม่ใช่แค่ด้านเดียวที่เราอยู่ภายในอารยธรรมของมนุษย์ มันเลยมีอีกด้านหนึ่งที่เรียกว่า 'ความร่วมมือของปัจเจกและสังคม' และ 'การแบ่งงาน' มันเลยทำให้มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องเอาไม้ทุบหัวเพื่อแย่งชิงเพียงอย่างเดียวไง เราแลกเปลี่ยน เราค้าขายกันได้ ทำให้เรามีชีวิตปลอดภัย
มันเลยทำให้เศรษฐกิจทุนนิยมมันจะคัดสรรเพียงคนที่ unproductive เท่านั้น ไม่ใช่คนที่มี productive เพราะคนที่มี productive เขาจะมีชีวิตอย่างไรก็ไม่ไส้แห้ง และคนที่มี productive มากกว่าย่อมเหนือคนที่มี productive น้อยกว่า
ในขณะที่ทุนนิยมก็แสดงให้เห็นว่าคนมี productive บางคนที่ตัวเล็กก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นคนมี productive ให้กลายเป็นคนตัวใหญ่ได้ ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญครับว่าทำไมมหาเศรษฐีและคนยากจนเมื่อเวลาผ่านไปจึงไม่ใช่คนเดียวกัน หรือเหตุผลว่าทำไมคนที่เคยยากจนข้นแค้นสุด ๆ ในประเทศคอมมิวนิสต์ เมื่อเวลาเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไปสู่ตลาดเสรีทุนนิยมจึงกลายเป็นคนที่มีความมั่งคั่งสูง หรือ ยกฐานะตัวเองไปเป็นชนชั้นกลางได้
ซึ่งน้อยคนมากที่จะเข้าใจธรรมชาติของทุนนิยมแบบนี้ มากกว่ามองบนฐานการจัดสรรตามธรรมชาติตามแบบพวกลัทธิดาร์วินทางสังคมเพียงอย่างเดียว
ปัญหาของนโยบายรัฐบาลเพื่อไทย : รถไฟฟ้า 20 บาทดีจริงไหม?
.
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2566 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศว่า ครม.เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย (ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยตามที่หาเสียง) โดยนำร่อง 2 โครงการคือ (1).โครงการรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่จำนวน 16 สถานีและ (2).โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน จำนวน 10 สถานี และช่วงบางซื่อ-รังสิตจำนวน 4 สถานี (Thaipbs 2023) หลายคนอาจทราบว่านโยบายดังกล่าว “สามารถทำได้จริง” แต่เหตุผลที่ว่า "ทำได้จริง" นั้นก็ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการเศรษฐศาสตร์หลายต่อหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสินอยู่แล้ว
.
เนื่องจากนโยบายดังกล่าวจะต้องใช้การอุดหนุนจากภาครัฐ (subsidize) เพื่อผ่อนเบาภาระค่าใช้จ่ายภาคประชาชนจากการตั้งงบประมาณมารองรับนโยบายอุดหนุน ตามข้อมูลของ รศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า ประมาณการค่าชดเชยที่รัฐจะต้องจ่ายในการดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น [ในกรณีที่รัฐทำครอบคลุมทุกสาย] โดยเฉพาะการคำนวณแบบแยกสาย เช่น นั่ง BTS ไปต่อ MRT ผู้โดยสารจะต้องซื้อตั๋ว 2 ครั้ง นั่นหมายความว่า 20 บาทตลอดสาย รัฐจะต้องแยกกันจ่ายเฉพาะ ผู้โดยสารจ่าย MRT ให้ 20 บาทและ BTS อีก 20 บาท หากจะประมาณการค่าชดเชยทั้งหมดต่อปีอาจอยู่ที่ปีละ 7,500 ล้านบาท และจำนวนผู้โดยสารนั้นเกี่ยวข้องกันกับค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายต่อปีด้วยเช่นกัน "หากสมมติว่าจากยอดผู้โดยสารรวมสูงสุด 1,609,973 เที่ยวต่อวัน มีผู้โดยสาร 75% ที่โดยสารรถไฟฟ้าแค่สายเดียว และ 25% นั่งรถไฟฟ้าข้ามสายจำนวน 2 สาย ก็จะประมาณการได้ว่าเงินชดเชยที่รัฐจะต้องเตรียมไว้เพื่อจ่ายแทนผู้โดยสารมีค่าเท่ากับ 36,224,393 บาทต่อวัน สำหรับวันธรรมดา และ 25,669,508 บาทต่อวัน สำหรับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเมื่อนำไปคำนวณเป็น 52 สัปดาห์ โดยมีวันธรรมดา 5 วัน และวันหยุด 2 วัน ก็จะได้ประมาณการเงินที่รัฐจะต้องชดเชย กรณี ‘20 บาทตลอดทุกสาย’ ราว 12,000 ล้านบาทต่อปี" (The Standard 2023) แน่นอนว่ายิ่งมีคนใช้บริการมากเท่าไหร่ค่าใช้จ่ายและภาระทางงบประมาณภาครัฐก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ตรงนี้เองอาจกระทบกับภาคส่วนอื่นหากรัฐจัดสรรงบประมาณไม่รัดกุมมากพอก็อาจเกิดปัญหาที่ใช้งบประมาณขาดดุลจนอาจนำไปสู่การกู้ได้หรือไม่ก็อาจจำเป็นต้องสร้างภาระให้คนอื่นเพิ่มเติมจากการเก็บภาษีคนบางกลุ่มเพื่อมาอุดช่องว่างงบประมาณที่ขาดเหลือไปตามลุควิก วอน มิซิส (Ludwig von Mises) กล่าวในหนังสือ “ระบบราชการ” (Bureaucracy) ของเขาเอาไว้ว่า
.
“ผู้มีอำนาจมีแนวโน้มที่จะเบี่ยงเบนไปจากระบบกำไร [. . .] พวกเขาถือว่าความสำเร็จของงานอื่นมีความสำคัญ พวกเขาพร้อมที่จะละทิ้งเรื่องกำไรทั้งหมดหรือกำไรเพียงเล็กน้อย แม้กระทั่งยอมขาดทุนเพื่อบรรลุผลสำเร็จในด้านอื่นๆ [. . .] ผลกระทบของนโยบายดังกล่าวเป็นการอุดหนุนคนบางคนเพื่อผลักภาระไปให้คนอื่นเสมอ”
.
มิซิสระบุอีกว่า "ทุก ๆ การบริการของภาครัฐจะถูกพัฒนาหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นได้โดยการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น" คำถามที่ตามมาก็คือ 'สังคมเต็มใจจ่ายค่าบริการอยู่ที่เท่าไหร่?' และ 'ต้นทุนที่สังคมจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากแค่ไหน?' (Mises 2023) องค์กรภาครัฐนั้นเวลาจะแก้ไขปัญหาใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มหาศาลอย่างสิ้นเปลืองเพื่อตอบสนองนโยบายอันไร้ประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามการลงทุนอุดหนุนรถไฟฟ้าอาจมีประโยชน์สำหรับผู้บริโภคที่ยินดีจะจ่ายในราคาที่ถูก แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเมื่อมีคนจำนวนมากมาใช้บริการมากขึ้นสิ่งที่พวกเขาจำนวนมากต้องเผชิญก็คือ ความไร้ประสิทธิภาพของการบริการทั้งด้านการปรับปรุง แรงจูงใจของบุคลากร และการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ จะเป็นปัญหาในระยะยาว เพราะการแทรกแซงของรัฐเพื่อบิดเบือนกลไกราคาของตลาดเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Thornton 2022) และเมื่อเป็นเช่นนั้นทางออกของปัญหาที่ว่าจะแก้ค่าครองชีพที่สูงจนหูฉี่ (รวมถึงเงินเฟ้อ) ในระยะยาวไม่สามารถแก้ไขได้ ตราบเท่าที่รัฐยังมีบทบาทโดยตรงอันเป็นการส่งเสริมให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงขึ้น
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ การอุดหนุนรถไฟฟ้าอาจดีที่ทำให้ผู้ใช้บริการยินดีจ่ายในราคาที่ถูกลง แต่การทำเช่นนั้นเท่ากับรัฐต้องการบิดเบือนกลไกราคาตลาดของค่าบริการรถไฟฟ้าจริงต่อคน โดยการทำให้มันถูกลงจากการผลาญงบประมาณเพื่อทุ่มไปกับโครงการรถไฟแต่ละสาย ซึ่งตรงนี้เองมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การบริการรถไฟฟ้า คุณภาพหรืออะไรต่าง ๆ อาจส่งผลให้มันไม่มีประสิทธิภาพทั้งด้านการบริการ แรงจูงใจของบุคลากร และการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพได้ เป้าหมายของรัฐบาลเพื่อไทยคือ "ลดค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น" แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่าแม้จะการกระทำของรัฐเพียงเล็กน้อยในเรื่องการอุดหนุนที่พวกเขาอาจคิดว่าไม่น่ามีผลกระทบอะไรมาก แต่ในท้ายที่สุดแล้วมันจะกลายเป็นการผลักดันภาระทางเศรษฐกิจไปสู่ประชาชนเสียเอง หากเรามองปัญหาในภาพรวมของเศรษฐกิจในตอนนี้ก็อาจกล่าวได้เต็มปากว่า นโยบายนี้มันไม่ได้ดีอย่างที่คิดแค่เพียงเพราะผู้บริโภคจ่ายค่ารถไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง
.
บรรณานุกรม
“ราคาจริงที่ต้องจ่าย เพื่อ ‘รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย.’” THE STANDARD, 14 Sept. 2023, thestandard.co/real-cost-of-20-baht-mrt-bts/#:~:text=%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88,%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89.
“เริ่มวันนี้! รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นำร่อง 2 เส้นทาง.” Thai PBS, 16 October, 2023, www.thaipbs.or.th/news/content/332842.
Grassmueck, Georg. Public Transit Projects Are the Perfect Recipe for Financial Disaster. (Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2023).
Thornton, Mark. The REAL Solution to the Coming Economic Crisis. (Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2022).


มูลค่าจิตวิสัยไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดได้ตามอำเภอใจ
.
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักอธิบาย "กฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" (law of diminishing marginal utility) ว่าความพึงพอใจใด ๆ ก็ตามมาจากการบริโภคสินค้าและบริการอันเฉพาะเจาะจง และความพึงพอใจของการบริโภคจะลดลงต่อหน่วยจากปริมาณที่เราบริโภคมากขึ้น กฎดังกล่าวถูกนำไปอธิบายผ่านสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า "ฟังก์ชั่นอรรถประโยชน์" (utility function) แต่หากตั้งคำถามว่าในความเป็นจริง ความพึงพอใจมันเป็นสิ่งที่คงที่พอที่จะสามารถคำนวณได้อย่างชัดเจนตามสูตรคำนวณหรือไม่? คำตอบก็คือ "ไม่" ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจในลำดับถัดมาว่า "การประเมินคุณค่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร" และ "การประเมินคุณค่าดังกล่าวเกิดขึ้นตามอำเภอใจหรือไม่?"
.
ตามความคิดของคาร์ล เมนเจอร์ (Carl Menger) ผู้ก่อตั้งสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนมองว่า "ปัจเจกบุคคลกำหนดมูลค่าของสินค้าตามความสำคัญที่สินค้าและบริการนั้น ๆ มีผลต่อการดำรงชีวิตของเขา" และความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดทำให้ปัจเจกบุคคลต้องหาว่าสิ่งใดสำคัญต่อการดำรงชีวิต มันเป็นผลให้ "มูลค่า หรือ คุณค่า" เป็นสิ่งที่มีลำดับความสำคัญ มีการแบ่งชั้นจากน้อยไปมาก ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น นาย A เป็นคนทำขนมปัง เขาผลิตขนมปัง 4 ก้อน ผ่านการใช้ทรัพยากรเพื่อบรรลุความต้องการอันไม่สิ้นสุดของเขา ตรงนี้นาย A มีสิ่งที่ต้องคิดในหัวว่า "สิ่งสำคัญมากที่สุด" ในตอนนี้คือ เขาจะต้องบริโภคขนมปังที่เขาผลิตเพื่อที่จะกระทั่งชีวิตของเขาเองไม่ให้อดตาย และขนมปังที่เหลือทั้งก้อนที่สอง สามและสี่ก็อาจนำไปแลกเปลี่ยนเพื่อ "สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี" เราจะสังเกตได้ว่าการแลกเปลี่ยนขนมปังก้อนที่สองและสามเป็นสิ่งที่นาย A แลกเปลี่ยนทรัพยากรของเขากับสินค้าอื่น ๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการหลากหลายอย่างอันไม่มีสิ้นสุด ตรงนี้มันก่อให้เกิดความเหมาะสมของทรัพยากรที่นำไปแลกเปลี่ยนโดยคำนึงถึงมูลค่าของความต้องการอย่างเฉพาะเจาะจง ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการเสื้อเพื่อสวมใส่ นาย A จะต้องตัดสินใจว่าจะใส่เสื้อลำลอง หรือ เสื้อทำงาน โดยนาย A จะต้องหาเสื้อหลายตัวและหลายแบบเพื่อหาตัวที่เหมาะสมกับความต้องการอันเฉพาะเจาะจงของเขา ในกรณีนี้ถ้านาย A ทำงานอยู่กับเตาอบขนมปังที่ร้อนมาก เขาก็จำเป็นต้องหาเสื้อที่บางเพื่อให้ถ่ายเทความร้อนได้ดีในระหว่างทำงาน
.
หมายความว่ามูลค่าจึงเป็นผลมาจากความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของปัจเจกบุคคลตามแต่ละสถานการณ์ พื้นที่และเวลา ยิ่งไปกว่านั้นความต้องการของมนุษย์เองก็ไม่ได้ถูกกำหนดตามอำเภอใจ แต่ถูกจำลำดับตามความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ถ้านาย A จำลำดับความสำคัญของชีวิตตามอำเภอใจแล้ว เขาก็จะต้องอยู่บนความเสี่ยงที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ ยกตัวอย่างก็คือ ในอากาศหนาวเย็นเยือกที่ใครต่อใครก็ต้องการความอบอุ่น สำหรับสถานการณ์ของนาย A ถ้านาย A จัดสรรทรัพยากรส่วนใหญ่สัตว์เลี้ยงของเขาเช่น อาหารและที่พักอาศัยอันอบอุ่น และจัดสรรทรัพยากรส่วนน้อยให้กับตัวเองแทนเช่น อาจจะไม่มีที่พักที่อบอุ่นและอาหารที่ไม่เพียงพอ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสัตว์เลี้ยงก็จะมีชีวิตรอดต่อในอากาศหนาวเย็น ในขณะที่นาย A ก็เสี่ยงที่จะป่วย
.
ด้วยเหตุนี้เอง แนวคิดอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (marginal utility) ไม่ใช่สิ่งที่ตามเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเข้าใจว่า การเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วยสะท้อนอรรถประโยชน์มวลรวมในเชิงปริมาณ แต่สิ่งที่เรียกว่า 'อรรถประโยชน์' เป็นผลมาจากการจัดลำดับความสำคัญและลำดับชั้นของแต่ละบุคคลในการดำรงชีวิตของเขา ความต้องการเฉพาะเจาะจงกำหนดมูลค่าที่สะท้อนทรัพยากรเพื่อแลกเปลี่ยนมัน มูลค่าจิตวิสัยนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาตามอำเภอใจ แต่ตามความเหมาะสมของดำรงชีพและความเป็นอยู่ที่ดีแต่ละคน ดังนั้น การประเมินมูลค่าที่แตกต่างของคนจึงจะต้องสะท้อนกับความเป็นจริงเสมอ ถ้าหากการประเมินมูลค่าเกิดขึ้นตามอำเภอใจแล้วละก็ มันก็จะนำความเสี่ยงมาสู่ตนเอง
.
บรรณานุกรม
Karl E. Case and Ray C. Fair, Principles of Microeconomics, 7th ed. (Amsterdam, NL: Prentice Hall, 2003).
Carl Menger, Principles of Economics, trans. James Dingwall and Bert F. Hoselitz (Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2007), chap. 3.
Shostak, Frank. Subjective Value Is Not the Same as Arbitrary Value. (Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2021).


เศรษฐกิจญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
.
เศรษฐกิจญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ทางผู้เขียนมองว่าน่าสนใจแต่แวดวงผู้ที่สนใจญี่ปุ่นกลับมักจะมองข้าม อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถยอมรับความเป็นจริงที่ได้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นตั้งแต่การปฏิรูปเมจิจนถึงปีโชวะที่ 20 (昭和20年) ถูกทำให้ “ทันสมัย” ในด้านของการเปิดตลาดให้เสรีในแบบคู่ขนานและเปลี่ยนผ่านจากยุคการเกษตรแบบยังชีพกับสังคมเกษตรกรรมมาเป็นระบบทุนนิยมอย่างสมบูรณ์ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาจัดรวมนโยบายด้านสังคมและเศรษฐกิจของสมัยจักรวรรดิญี่ปุ่นให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับแนวคิดเรื่อง “เผด็จการ” และมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำอธิบายเชิงวิชาการใด ๆ พวกเขาจึงมองข้ามการพัฒนาทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในยุคดังกล่าว แต่ถึงอย่างนั้นทางผู้เขียนยืนหยัดที่จะเสนอว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นก่อนสงครามและช่วงสงคราม (ค.ศ. 1868 - 1945) มีความหลากหลายและแตกต่างในตัวของมันเองและเป็นพื้นฐานให้กับการเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นโดยเฉพาะในยุคหลังสงคราม บทความนี้จึงเป็นการสร้างภาพมโนทัศน์ที่แตกต่างจากแนวคิดสายกระแสหลักที่มองว่าญี่ปุ่นเอาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันตกไปใช้ประโยชน์อย่างเดียว ในญี่ปุ่นช่วงนั้นเองก็ได้มีนักปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ยุคเอโดะ (江戸時代) ที่พัฒนาแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นและผสมผสานเข้ากับแนวคิดของทางโลกตะวันตก แนวคิดของพวกเขาก็มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมในยุคก่อนสงครามและยุคหลังสงคราม
=
การพัฒนาทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลเมจิ
=
นับตั้งแต่การปฏิรูปเมจิได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1868 การพัฒนาการทางด้านแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์, การเมือง, วัฒนธรรม และความเป็นชาติในประเทศญี่ปุ่นก็ได้เกิดขึ้นอย่างล้นหลาม หนึ่งปัจจัยที่เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์เหล่านี้และการขึ้นมาของอิทธิพลแวดวงนักวิชาการญี่ปุ่นเป็นผลพวงมาจากการที่ประเทศได้รับแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก เช่น สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา ที่แผ่ขยายอำนาจเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แนวคิดเพื่อ “ปฎิรูปเศรษฐกิจ” ให้ทันสมัยเพื่อให้ทัดเทียมและเป็นแรงต้านอิทธิพลจากชาติตะวันตกจึงเป็นผลทำให้มีการนำเข้าแนวคิดปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาจากโลกตะวันตกและผสมผสานเข้ากับแนวคิดเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีรูปแบบเพียงพอด้วยการยืนด้วยขาตัวเองและการสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นที่ส่งทอดมาจากยุคสมัยเอโดะ (江戸時代) แว่นแคว้น (藩) ต่าง ๆ ในช่วงปลายการปกครองของโชกุนต่างก็เข้าหาเทคโนโลยีและแนวคิดจากตะวันตกเพื่อนำมาผสมเข้ากับพฤติกรรมด้านเศรษฐกิจดั้งเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็จำกัดพื้นที่ของชาวต่างชาติที่นำเข้าแนวคิดและที่เข้ามาประกอบธุรกิจเพื่อไม่ให้รุกล้ำอธิปไตยของแต่ละแคว้นมากเกินไป ผลที่ตามมาคือการผูกขาดสินค้าและบริการบางอย่างแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่อิงตามแว่นแคว้น (Flath 2022) ... หนึ่งในตัวอย่างของผู้ที่สนับสนุนให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจและสถาบันสังคมอื่นโดยรวมก็คือ ฟูกูซาวะ ยูกิจิ (福澤 諭吉) จากแคว้นนาคัตสึ (中津藩) เขาเป็นผู้ที่สนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบรัฐสภา, ระบบพรรคการเมือง และ การขยายดินแดนของจักรวรรดิ เพื่อ “รักษาอธิปไตยญี่ปุ่นจากชาติตะวันตกในระยะยาว” ราวกับเป็นการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างมาตรการป้องกันโรค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม “การปฏิรูป” ดังกล่าวนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศให้แตกต่างอย่างสมบูรณ์แต่อย่างใด แต่เป็นการสานต่อ (continuity) ตลาดเสรีแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่มีจุดเริ่มมาจากการปฏิรูปเศรษฐกิจในสมัยของเอโดะช่วงแรกหรือที่เรียกว่านโยบาย “ราคุอิจิ/ราคุซ่า” (楽市・楽座) ที่เป็นการทดลองตลาดเสรีในขนาดย่อมในแคว้นต่าง ๆ โดยรัฐบาลโชกุน (Takeda 2004)
.
การอุตสาหกรรม (industrialization) ก่อตัวขึ้นมาจากการพยายามปรับตัวของผู้เล่นในประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นเอกชนในขณะที่รัฐบาลเป็นผู้เล่นในเกมการเมืองและกฎหมายเพื่อกระตุ้นการกระโดดของอุตสาหกรรมเสียส่วนใหญ่ ลักษณะของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจในช่วงนี้มีดังนี้ (a) นำเข้ารูปแบบสถาบันทางสังคมจากชาติตะวันตกเข้ามาผสมผสานแล้วสร้างของ “ญี่ปุ่น” ขึ้นมาเอง เช่น ระบบการศึกษาและระบบการจัดการธุรกิจ; (b) สร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟ, ถนนหนทาง และ วางระบบไฟฟ้า; (c) งานด้านเทคนิคที่เป็นปฏิกิริยาก่อตัวขึ้นมาของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจกลายเป็นฐานหลักของเศรษฐกิจประเทศ ส่งผลทำให้การผลิตสินค้าและบริการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสนองความต้องการของตลาด; (d) การขึ้นมาของกลุ่มบริษัท “ไซบัตสึ” (財閥) ที่มีรากฐานมาจากตระกูลซามูไรที่มีอิทธิพลในสมัยเอโดะเป็นผลทำให้ระบบการจัดการและการบริหารเศรษฐกิจในภาคเอกชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการผลิต จะเห็นได้ว่าถึงแม้จะมีนำเข้าแนวคิดจากชาติตะวันตกเข้ามาเพื่อ “ปฏิรูป” และ “ทำให้ทันสมัย” แต่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากระบบโชกุนมาเป็นระบบรัฐ-สมัยใหม่การพยายามรักษาคงความเป็นชาติญี่ปุ่นก็ยังคงชัดเจน (Ohno 2017) เพราะญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นและความเป็นชาตินิยมที่สูงการเปิดตลาดให้เสรีในช่วงของจักรวรรดินั้นจึงเป็นไปในรูปแบบของนโยบายคู่ขนาน กล่าวคือในขณะที่การส่งเสริมให้มีการค้าขายเสรีภายในประเทศการค้าขายระหว่างประเทศถือว่ามีการจำกัดอย่างมากเพื่อสนับสนุนความเป็นชาติคล้ายกับรูปแบบเศรษฐกิจ “พาณิชย์นิยม” (“mercantilism”) ของสหราชอาณาจักรที่สนับสนุนการส่งออกให้มากที่สุดในขณะที่การนำเข้าจากต่างประเทศมีการกีดกั้นถึงขีดสุด นโยบายเช่นนี้จะเป็นแบบอย่างให้กับนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของญี่ปุ่นจนกระทั่งวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงยุค 90s มรกดกตกทอดจากรูปแบบเศรษฐกิจของศักดินาญี่ปุ่นมาสู่ยุคจักรวรรดิถือว่ามีความสำคัญมากต่อการเข้าใจเศรษฐกิจญี่ปุ่น แม้แต่ในปัจจุบันเราก็เห็นได้ว่าพนักงานรายเดือน (サラリーマン) มักจะถูกจ้างโดยบริษัทญี่ปุ่นใหญ่ ๆ พร้อมกันเมื่อเรียนจบ (新卒一括採用) หรือแม้แต่ระบบการจ้างตลอดชีพ (終身雇用) ที่เป็นมรดกของระบบศักดินาบริวาร-ซามูไร (Fukao 2017) (ในแวดวงวิชาการญี่ปุ่น “ศักดินาในญี่ปุ่น” ค่อนข้างต่างจาก “ศักดินายุโรป” ที่เราเข้าใจกัน, นักวิชาการบางท่านปฏิเสธว่าศักดินาเกิดขึ้นในญี่ปุ่น ทางผู้เขียนใช้คำว่า “ศักดินา” เพื่อสื่อถึงระบบการปกครองและเศรษฐกิจโดยรวมของยุคเอโดะเพื่อความสะดวก)
=
ด้านการเงินและธนาคาร
=
นอกเหนือจากการนำแนวคิดตลาดเสรีทุนนิยมมาปรับใช้ในรูปแบบนโยบายคู่ขนานแล้วแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จากประเทศยุโรปที่กำลังโตและพัฒนาเพื่อเทียบเท่ากับสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสอย่างจักรวรรดิเยอรมันที่รวมชาติได้เพียงไม่กี่ปีก็เป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรทางด้านแนวคิดด้านการเงินและธนาคารที่สำคัญต่อประเทศญี่ปุ่น (Pauer 2014) ในช่วงแรกหลังจากรัฐบาลโชกุนได้ถูกล้มลงแล้วนั้นรัฐบาลเมจิก็ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินและธนาคารเหมือนกับประเทศมหาอำนาจในตะวันตก ยกตัวอย่างเช่น มีการนำแนวคิดการเงินของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้นมาปรับใช้ กล่าวก็คือไม่มีการสร้างธนาคารแห่งชาติแต่เป็นการสร้างธนาคาร “เอกชน” ที่สนับสนุนโดยรัฐให้ออกธนบัตรในแต่ละท้องถิ่นอิงตามอดีตพื้นที่ของแว่นแคว้นผ่าน “พระราชบัญญัติธนาคารแห่งชาติ ค.ศ. 1872” (国立銀行条例) ในขณะที่ใช้ทองคำเป็นมาตราฐานในการรองรับการพิมพ์ธนบัตรเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบ แต่หลังจากนั้นได้ไม่นาน “กบฏซัตสึมะ” หรือ “สงครามเซนัน” (西南戦争) ก็ได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1877 สภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อรัฐบาลเมจิที่มีทองคำสำรองไม่พอในการรองรับนโยบายพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อทำสงครามกับแคว้นซัตสึมะ ในขณะเดียวกันนั้นรัฐวิสาหกิจที่ถูกสร้างขึ้นมาจากนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาลก็ไม่ได้สร้างกำไร มิหนำซ้ำยังสร้างภาระให้กับรัฐบาลและผู้จ่ายภาษีที่ตอนนี้จ่ายให้กับรัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่รัฐบาลท้องถิ่นของแว่นแคว้นอีกต่อไป ด้วยภาระทางการเงินที่สูง, สภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และ ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าและบริการที่ลดลงจากการแทรกแซงโดยรัฐและสงครามเป็นผลทำให้ มัตสึกาตะ มาซาโยชิ (松方 正義) ผู้สนับสนุนแนวคิดการควบคุมปริมาณเงินและการจำกัดงบประมาณรัฐ ขึ้นมามีตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง (大蔵大臣) เขามีแนวคิดคล้ายกับ อาราอิ ชิราอิชิ (新井 白石) นักปรัชญาขงจื๊อผู้ที่ทำนโยบายการเงินมั่นคงให้กับรัฐบาลโชกุนในศตวรรษที่ 17 ในช่วงที่วิกฤตเงินเฟ้อได้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลเมจิ มาซาโยชิ กล่าวเอาไว้ว่า:
.
“จะเห็นได้ชัดเจนว่าความซบเซาในการผลิตเกิดจากขาดการลงทุนซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนในนโยบายสกุลเงินของเรา [...] การลดค่าเงิน [เยน] เกิดจากความไม่เพียงพอของ [มาตรฐานทองคำสำรอง] ซึ่งก็เป็นผลกระทบจากการผลิตที่ตกต่ำ”
.
นอกเหนือจากนั้น มาซาโยชิ ยังมองว่านโยบายการสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมและการค้าขายกับต่างประเทศจำเป็นที่จะต้องดำเนินต่อไปเพื่อรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจและลดการขาดดุลทางการค้าที่เป็นปัญหามานานตั้งแต่สมัยเอโดะตอนปลาย มากไปกว่านั้นเขายังปฏิเสธแนวคิดของรัฐบุรุษ โอกูมะ ชิเงโนบุ (大隈 重信) ว่าด้วยเรื่องการกู้ยืมเงิน “50 ล้านเยน” จากสหราชอาณาจักร มาซาโยชิ มองว่าการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศและการกู้ยืมเงินโดยรวมกับการขยายปริมาณเงินในระบบโดยรวมจะเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ภายใต้นโยบายทางการเงินของ มาซาโยชิ เป็นผลทำให้เกิดสภาวะเงินฝืดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่วิกฤตการณ์เงินเฟ้อที่เกิดก่อนหน้านั้นในช่วงทศวรรษที่ 1870s ก็ได้หายไปอย่างรวดเร็ว นโยบายการจำกัดงบประมาณรัฐก็ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเมจิยุคแรกค่อย ๆ ที่จะหายไป ในขณะที่ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น (日本銀行) ถูกก่อตั้งขึ้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1882 เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินโดยรวมของประเทศผ่านการใช้ระบบ “เงินกระดาษ” (“fiat money”) ที่อิงกับระบบแลกเปลี่ยนของแว่นแคว้นในอดีต แต่ถึงอย่างไรก็ตามความเป็นอิสระของธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นนั้นเป็นรากฐานทางการเงินที่สร้างทั้งวิกฤตและความเจริญในยุคให้หลัง ในปี ค.ศ. 1897 ธนาคารแห่งชาติประกาศกลับมาใช้มาตรฐานทองคำอีกครั้งเพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน (Ohno 2017) ในยุคนี้เองบริษัทเอกชนต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมาเป็นมากมายเป็นปฏิกิริยาต่อการเป็นระบบระเบียบของเศรษฐกิจและแรงจูงใจที่เกิดจากการโอกาสมากมายในตลาด (Ramseyer 1996) ... หลังจากที่ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจจากการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของญี่ปุ่นได้แตกและทำให้เกิดหนี้มากขึ้นในสถาบันการเงินและบริษัทต่าง ๆ ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นนอกเหนือจากที่จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดกลับเข้าไปอุ้มด้วยการให้สถาบันการเงินและบริษัทเหล่านั้นกู้อย่างรวดเร็วแทนที่จะแก้ปัญหาที่โครงสร้างทางการเงิน นอกเหนือจากนั้นในปี ค.ศ. 1923 เมื่อแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโตเกิดขึ้นธนาคารแห่งชาติก็ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์มากขึ้นไปอีกมากกว่าเดิม นอกเหนือจากนั้นธนาคารแห่งชาติยังไม่สามารถที่จะจ่ายอัตราผลตอบแทนต่อธนบัตรที่จ่ายออกช่วงแผ่นดินไหวไปถึง 431 ล้านเยน เพิ่มกับหนี้ของเอกชนที่ล้นเกินประเทศหลายล้านเยน ในท้ายที่สุดทุกก็ล้มเหลวเมื่อวิกฤตการณ์การเงินโชวะในปี ค.ศ. 1927 และ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของทั้งโลกเกิดขึ้น จนทุกอย่างถูกกลบด้วยเศรษฐกิจแบบสงคราม... (Miwa 2015)
=
ตลาดเสรีทุนนิยม
=
หลายคนอาจจะวาดภาพมโนทัศน์ที่ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงก่อนสงครามและช่วงสงคราม (หรือแม้แต่หลังสงครามเอง) เป็นเหมือนรูปปั้นที่แข็งทื่อไม่สามารถขยับได้หรือไม่มีความเสรีและความยืดหยุ่นเลย แต่ในความเป็นจริงนั้นสภาวะความเป็นเอกชนและสิทธิในทรัพย์สินถือว่ามั่นคงพอสมควรยกเว้นเพียงแค่ช่วงที่ญี่ปุ่นทำสงครามเต็มรูปแบบ (total war) ช่วงสู้ต่อต้านฝ่ายสัมพันธมิตรเท่านั้นที่เศรษฐกิจจะถูกคุมโดยรัฐอย่างกึ่ง ๆ การส่งออกถือว่าเป็นความสำคัญของฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงยุคนี้ สินค้าที่ส่งออกที่สำคัญจากมากที่สุดตามลำดับมีดังนี้: เส้นไหมดิบ, ใบชา, ธัญพืช, อาหารทะเล, แร่ธาตุ และ ถ่านหิน ผ้าไหมค่อนข้างที่จะเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางมากในหมู่สังคมชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ที่สนับสนุนตลาดเสรีทุนนิยมและเป็นผู้ที่สนับสนุนสิทธิในทรัพย์สินอย่างมั่นคงก็คือ อุกิจิ ทากุจิ (田口 卯吉) ผู้มากประสบการในกระทรวงการคลังและตั้งกิจการสื่อเอกชนที่ทำตามโมเดลหนังสือพิมพ์ “The Economist” ของสหราชอาณาจักร เขามีตำแหน่งผู้แทนในสภาผู้แทนราษฎร (衆議院) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1894 จนถึง 1905 ตามแนวคิดที่ต้องการให้ชาติญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นแนวหน้าของโลกเท่าเทียมกับชาติมหาอำนาจตะวันตก เขาได้กล่าวว่า:
.
“ในประเด็นเรื่องการค้าเสรี ... นโยบายการค้าเสรีควรนำมาใช้เพราะว่าเช่นนั้นจะเป็นผลทำให้ผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ”
.
ทากุจิ มีความเป็นชาตินิยมสูงแต่ในขณะเดียวกันเขาก็มองว่าการค้าเสรี/ตลาดเสรีทุนนิยมคือทางออกสำหรับประเทศญี่ปุ่นและการพัฒนาการทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในมุมมองของเขาความเป็นชาตินิยมและยึดถือต่อประเพณีกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นไม่จำเป็นที่จะต้องมีการแทรกแซงเศรษฐกิจโดยรัฐบาล นอกเหนือจากนั้นเขายังมีแนวคิดที่เอียนเอียงไปทางสำนักแนวคิดสายเสรี เช่น สำนักสเปนซาลามังกา (Escuela de Salamanca, School of Salamanca) และ สำนักออสเตรียน (Austrian School of Economics) ที่มีฐานคิดในด้าน “ส่วนเพิ่มนิยม” (“marginalism”) (Flath 2022) มากไปกว่านั้น ทากุจิ ก็ได้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมากมายเพื่อบูรณาการความนึกคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นของชาวญี่ปุ่นเอง โดยเฉพาะในหนังสือ “ประวัติแบบสั้นของอารยธรรมญี่ปุ่น” (日本開化小史) ที่มองว่าขุนนางยุคสมัยนาระ (奈良時代) และ สมัยเฮอัง (平安時代) ทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องตกยากลำบากผ่านการจ่ายภาษีที่มากเพื่อไปทำรัฐสวัสดิการตามโมเดลของจักรวรรดิจีนในสมัยนั้น ในขณะที่หนังสือยังกล่าวต่อไปอีกว่าในสมัยของโชกุนคามาคุระ (鎌倉時代) การทำรัฐสวัสดิการมีน้อย, รัฐบาลเป็นชนชั้นนักรบ และ มีการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดของ ทากุจิ ค่อนข้างมีอิทธิพลต่อการค้าเสรีกับต่างประเทศแต่ก็ผสมผสานกับแนวคิดปกป้องเศรษฐกิจของชาติโดยรัฐบุรุษ อินุไค ซึโยชิ (犬養 毅) ซึ่งนโยบายผสมผสานแบบนี้บวกกับนโยบายคู่ขนานที่กล่าวไปข้างต้นจะกลายเป็นลักษณะโดยรวมของเศรษฐกิจญี่ปุ่นจนกระทั่งสงครามกับจีนในปี ค.ศ. 1937 และ สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปลายปี ค.ศ. 1941 (Flath 2022)
=
เข้าสู่เศรษฐกิจแบบสงคราม
=
รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยของจักรวรรดินั้นค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญกับระบบข้าราชการสูงเป็นอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในพื้นฐานที่ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน หนึ่งในนโยบายที่สำคัญต่อการสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เป็นรองให้กับมหาอำนาจชาติตะวันตกได้นั้นก็คือการลงทุนกับพื้นที่อาณานิคม ถึงแม้จะเป็นงานหนักที่ใช้งบประมาณมากจนกระทั่งทองคำสำรองหมดไปเท่าตัวและหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product, GDP) ตั้งแต่ ค.ศ. 1937 เมื่อญี่ปุ่นทำสงครามกับจีนอย่างเต็มรูปแบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็เริ่มที่จะถูกควบคุม (Boldorf 2015) รัฐบาลสนับสนุนที่จะรวมกลุ่มบริษัทไซบัตสึให้เป็นกลุ่มผู้ผูกขาดเพื่อครอบงำตลาด (cartelization) ให้มีเป้าหมายอย่างเดียวคือการทำเพื่อชาติและระดมทรัพยากรทุกอย่างเพื่อสงคราม ธนาคารและสถาบันเงินในรูปแบบอื่นล่มละลายไปกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่กล่าวไปข้างต้นก็หน้านั้นในช่วงสงครามการเงินและการธนาคารจึงถูกคุมโดยสถาบันทางการเงินใหญ่ ๆ โดยเฉพาะจากกลุ่มไซบัตสึ ในขณะเดียวกันนั้นกลุ่มไซบัตสึก็เข้าใจดีกว่าตลาดเสรีทุนนิยมจะต้องคงอยู่เพื่อความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าของเศรษฐกิจแห่งชาติ กลุ่มไซบัตสึส่วนใหญ่จึงต่อต้านและปฏิเสธการรวมอำนาจทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่คุมโดยทหาร แต่ในท้ายที่สุดเศรษฐกิจก็ถูกคุมอย่างสมบูรณ์และกลุ่มไซบัตสึก็ถูกนำโดยคำชี้นำจากรัฐบาล ในบทความครั้งหน้าเกี่ยวกับญี่ปุ่นทางผู้เขียนจะเจาะลึกเกี่ยวกับ “กลุ่มบริษัทไซบัตสึ”
.
บรรณานุกรม
Boldorf, Marcel and Tetsuji Okazaki. Economies Under Occupation: The Hegemony of Nazi Germany and Imperial Japan in World War II. United Kingdom: Routledge. March 27, 2015.
Flath, David. The Japanese Economy. United Kingdom: Oxford University Press. October 3, 2022.
Fukao, Kyoji, et al. [岩波講座 日本経済の歴史] (“Iwanami Handbook of the Japanese Economic History”). Tokyo, Japan: Iwanami Shoten. July 12, 2017.
Miwa, Yoshiro. Japan’s Economic Planning and Mobilization in Wartime, 1930s—1940s. United Kingdom: Cambridge University Press. January 22, 2015.
Ohno, Kenichi. The History of Japanese Economic Development. United Kingdom: Routledge. September 6, 2017.
Pauer, Erich, et al. Japan’s War Economy. United Kingdom: Routledge. December 2, 2014.
Ramseyer, J. Mark. Odd Markets in Japanese History: Law and Economic Growth. United Kingdom: Cambridge University Press. September 28, 1996.
Takeda, Haruhito. [日本経済思想史] (“History of Japanese Economic Thought”). Tokyo, Japan: University of Tokyo. 2004.


日本経済思想史
経済学説史が学問としての経済学の理論の変遷を追いかけるのに対して、経済思想史は、人々の慣習や行動、...

เหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทล่มในปี ค.ศ.1929 เกิดขึ้นได้อย่างไร?
.
วิกฤตตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทล่มนับเป็นวิกฤตที่หนักหนาที่สุดในประวัติศาสตร์ทางการเงิน ผลกระทบของมันได้สร้างสภาวะซบเซาไปหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนอย่างลุควิค วอน มิซิส (Ludwig von Mises) กับฟรีดริช ฮาเยก (Friedrich Hayek) คาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดวิกฤตนี้ก่อนอยู่แล้ว โดยเฉพาะฮาเยกที่เตือนเอาไว้ว่าการมาของวิกฤตทางการเงินเป็นผลพวงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการขยายตัวทางการเงินอย่างบ้าบิ่น (monetary expansion) ในขณะที่มิซิสตีพิมพ์หนังสือ The Theory of Money and Credit (1912) เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาทฤษฏีวัฎจักรเศรษฐกิจแบบออสเตรียน ซึ่งในเวลาต่อมาฮาเยกก็นำแนวคิดนี้ไปอธิบายต่ออย่างเป็นรูปธรรม
.
หนึ่งในทฤษฏีที่อธิบายปรากฏการณ์การล่มของตลาดหลักทรัพย์ในปี ค.ศ.1929 ได้นั้นคือ "ทฤษฏีวัฏจักรเศรษฐกิจ" ที่แบ่งเป็น 2 ช่วงก็คือ ช่วงเจริญเติบโต (boom) และช่วงซบเซา (bust) สำหรับเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาก็มีวัฎจักรทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่ ค.ศ.1819-1820 จนถึงปัจจุบันที่มีแนวโน้มที่ถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากรัฐบาลมีความสามารถในการสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตแบเทียมผ่านนโยบายเงินง่าย (easy money) และการขยายสินเชื่อ (credit) ได้อย่างราบลื่น กรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือทั่วโลกในแง่วิกฤตทางการเงินล้วนเป็นผลมาจากการกระทำของสถาบันทางการเงินภาครัฐเอง ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางสหรัฐที่ถูกก่อตั้งในปี ค.ศ.1913 เป็นการทำให้มาตรฐานทองคำที่จำกัดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอ่อนแอลง ทั้งนี้การดำรงอยู่ของธนาคารกลางสหรัฐมันเป็นผลสืบเนื่องไปถึงวิกฤตทางการเงิน ค.ศ.1929 จนถึงปัจจุบัน
.
ทั้งนี้สาเหตุของการเกิดวิกฤตในปี ค.ศ.1929 เป็นผลตามติดมากับการขยายสินเชื่อของธนาคารกลางในปี ค.ศ.1924 เนื่องจากในหลายธุรกิจช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำเป็นอย่างมาก ธนาคารกลางเลยแก้ไขปัญหาโดยการสร้างสินเชื่อขึ้นมาใหม่เป็นจำนวน 500 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อจะให้กู้จริงธนาคารกลับขยายสินเชื่อมากกว่านั้นถึง 4 พันล้านดอลลาร์ภายในแค่ปีเดียว ช่วงแรกเราจะเห็นผลกระทบจากการขยายสินเชื่อที่เห็นได้ชัดก็คือเศรษฐกิจเริ่มเติบโต-เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก แต่ก็แค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะมันคือต้นตอของวิกฤตตลาดหลักทรัพย์ล่มในปี ค.ศ.1929 และตามติดมาด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (great depression) จนเบนจามิน แอนเดอร์สัน (Benjamin Anderson) นักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนในเวลานั้นเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "จุดเริ่มต้นของนิวดีล" (the beginning of the New Deal)
.
การขยายเครดิตของธนาคารกลางสหรัฐมีแบบมาจากธนาคารกลางของอังกฤษ เพื่อต้องการที่จะรักษาอัตราแลกเปลี่ยนก่อนสงครามเป็นผลให้เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและเงินปอนด์อังกฤษที่อ่อนค่าจะต้องหาทางปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดภาวะสงครามผ่านนโยบายเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาและภาวะเงินฝืดในบริเตนใหญ่ ธนาคารกลางสหรัฐหลังจากนั้นเลยพยายามก่อเงินเฟ้อขึ้นในปี ค.ศ.1927 ผลก็คือ เงินฝากประจำในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก 44.51 พันล้านดอลลาร์ในมิถุนายน ค.ศ.1924 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 55.17 พันล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.1929 วอลุ่มของการจำนองฟาร์มและในเมืองขยายตัวจาก 16.8 พันล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.1921 ไปเป็น 27.1 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.1929 สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของหนี้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเงิน และภาครัฐบาลท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้การขยายของเงินและสินเชื่อจึงมาพร้อมกับการที่ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงขึ้นเช่นกัน ราคาของหลักทรัพย์อุตสาหกรรมตามรายงานของ Standard & Poor's common stock index เพิ่มขึ้นจาก 59.4% ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1922 ไปเป็น 195.2% ในเดือนกันยายนปี ค.ศ.1929 กระทั่งราคาของหุ้นรางรถไฟก็พุ่งขึ้นจาก 189.2% ไปเป็น 446.0% ในขณะที่สาธารณูโภคก็มีราคาที่เพิ่มขึ้นจาก 82.0% ไปเป็น 375.1% เลยทีเดียว
.
การขยายปริมาณเงินและสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจจะนำไปสู่การเกิดเงินเฟ้อและการลงทุนที่ผิดพลาด กระบวนการการเกิดเงินเฟ้อและการลงทุนที่ผิดพลาดเริ่มต้นจากความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงแบบเทียม (artificial) ทำให้กลุ่มธุรกิจเกิดการตัดสินใจที่จะลงทุนในกิจการของตนเอง (ทางใดทางหนึ่ง) ตามความเชื่อที่ว่าถ้าหากอัตราดอกเบี้ยลดลงบ่งบอกถึงอุปทานที่เพิ่มขึ้นของการออมทุน (capital saving) กลุ่มธุรกิจเลยต้องเริ่มดำเนินการโครงการการผลิตใหม่ (การลงทุนในสิ่งต่าง ๆ) มันเลยเป็นเหตุผลว่าการสร้างเงินทำให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ แต่มันจะเกิดพร้อมกับอัตราเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะราคาของสินค้าทุนที่ธุรกิจต้องการลงทุนขยายโครงการการผลิตของตนเองมีราคาที่สูงขึ้น ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นจนธุรกิจไม่สามารถทำกำไรได้ จนทำให้ธุรกิจก็จะต้องลดกิจการตัวเองลง (ทั้งการขยายการผลิต โครงการต่าง ๆ อาจจะต้องยกเลิกหรือเลิกทำ) หลังจากความพยายามในการคงสเถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกในปี ค.ศ.1928 ธนาคารกลางสหรัฐก็ละทิ้งนโยบายเงินง่ายเมื่อต้นปี ค.ศ.1929 โดยขายหลักทรัพย์ของรัฐบาล เหตุผลนี้เองจึงเกิดการหยุดการขยายสินเชื่อของธนาคาร โดยได้เพิ่มอัตราคิดลดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1929 อัตราเงินตามเวลา (Time-money rates) เพิ่มขึ้นเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ อัตราตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้น (commercial paper rates) เป็น 6 เปอร์เซ็นต์ และราคาเมื่อเรียกคืน (call price) ต่อการตื่นตัวของนักลงทุนอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์และ 20 เปอร์เซ็นต์ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเริ่มปรับตัวใหม่ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1929 กิจกรรมทางธุรกิจเริ่มถดถอย แต่แล้วราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคม
.
มากไปกว่านั้นภายในตลาดการเงินพบว่าราคาของหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นในวันที่ 19 กันยายน ค.ศ.1929 ภายใต้แรงกดดันจากการขายหลักทรัพย์ แม้ว่าในช่วงเวลา 5 สัปดาห์แรกที่มีนักลงทุนซื้อหุ้นในช่วงขาลงมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ในเดือนกันยายน แต่แล้วผู้ถือหุ้นจำนวนมากก็พบถึงความผิดปกติ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ซึ่งในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1929 ผู้คนหลายพันคนแห่ขายทรัพย์สินของตนเองไม่ว่าจะอยู่ในราคาใดก็ตาม จนยอดขายล้นหลามจากทั้งสาธารณชนทั่วไป
.
ในเวลาต่อมาตลาดหุ้นก็ส่งสัญญาณที่จะเริ่มฟื้นตัวเองเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มธุรกิจเริ่มกลับมาดีขึ้น ต้นทุนคงที่อยู่ในระดับต่ำเนื่องจากธุรกิจคืนเงินให้กับการออกหุ้นกู้จำนวนมาก และลดหนี้ให้กับธนาคารด้วยรายได้จากการขายหุ้น ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นธุรกิจก็พอเริ่มตั้งตัวได้เล็กน้อย จะเห็นได้ว่าในปี ค.ศ.1930 อัตราการว่างงานเฉลี่ยมีอยู่จำนวน 4 ล้านคนหรือ 7.8% ของประชากรที่ทำงาน ซึ่งการล่มของตลาดหลักทรัพย์เป็นผลสืบเนื่องให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สภาวะซบเซา (recession)
.
การขึ้นมาของประธานาธิปดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาของเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนตัวเขาเองไม่เห็นด้วยกับการให้เศรษฐกิจฟื้นฟูตัวเองเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา แต่เขาเลือกใช้การแทรกแซงของรัฐบาลผ่านการใช้จ่ายที่ขาดดุลเพื่อคงกำลังการซื้อของคนในประเทศเอาไว้เป็นทางแก้ไขปัญหาที่ดีกว่า ฮูเวอร์ยังได้รับรอง Smoot-Hawley Tariff Act ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1930 เป็นการยกระดับอัตราภาษีกุศลากรให้สูงขึ้นเพื่อกีดกันสินค้าจากต่างประเทศ เป็นผลให้หุ้นของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ร่วงลง 20 จุดในวันเดียว (ซึ่งตลาดหุ้นคาดการณ์วิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง) ขณะเดียวกันการส่งออกของชาวอเมริกันก็ตกลงจาก 5.5 พันล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.1929 ไปเป็น 1.7 พันล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.1932 เกษตรกรส่วนใหญ่ซึ่งมักจะส่งออกสินค้าของตัวเองไปยังต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นข้าวที่ส่งออกเกิน 20% ฝ้ายเกิน 55% ยาสูบเกิน 40% และสินค้าอื่น ๆ เมื่อการค้าระหว่างประเทศถูกขัดขวางจากอำนาจรัฐ ก็ทำให้ภาคการเกษตรกรรมของสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้นตกต่ำ อีกทั้งการมีอยู่ของกฎระเบียบทางการค้า เช่น การเก็บภาษีนำเข้า ระบบโควต้า การควบคุมสกุลเงินตราระหว่างประเทศเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ทั่วโลกเกิดวิกฤตเศรษฐกิจด้วย
.
เมื่อภาคเกษตรกรรมทางเศรษฐกิจล้มละลาย ธนาคารหลายแห่งก็ไม่ให้ความช่วยเหลือ แม้แต่การถอนเงินฝากจากธนาคารที่เกษตรกรฝากเงินกับธนาคารกว่า 2000 แห่งและมีเงินฝากไหลเวียนอยู่เกิน 1.5 พันล้านดอลลาร์นั้นไม่สามารถให้ถอนออกมาได้ระหว่างเดือนสิงหาคม ค.ศ.1931 และเรื่อยมาจนถึงกุมภาพันธ์ ค.ศ.1932 ธนาคารเหล่านั้นที่ยังคงเปิดอยู่ แต่ถูกบังคับให้ลดการดำเนินงานหลายอย่างลง เช่น ธนาคารเลิกให้สินเชื่อหลักทรัพย์กับลูกค้า แต่ไปทำสัญญาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์แทน กดดันให้ผู้กู้ชำระเงินกู้เก่าและปฏิเสธที่จะให้กู้ยืมเงินใหม่ ซึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกไม่ใช่แค่ต่อภาคเกษตรกรรมของอเมริกา แต่ยังสร้างความตื่นตระหนกต่อลูกค้าหลายล้านคนที่ไม่ใช่เกษตรกร
.
อย่างไรก็ตามรัฐบาลฮูเวอร์ปฏิเสธว่านโยบายการแทรกแซงเศรษฐกิจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น เขากล่าวโทษว่าปัญหาที่แท้จริงเกิดจาก "นักธุรกิจ" และ "คนที่ต้องการเก็งกำไร" ต่างหาก ฮูเวอร์จำเป็นต้องแก้ทางโดยการเรียกผู้นำทางอุตสาหกรรมระดับชาติเข้ามาฟังนโยบายที่เขาเสนอก็คือ การคงอัตราค่าแรงและการขยายการสร้างงานในเศรษฐกิจ แต่นโยบายเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร เพราะในปี ค.ศ.1932 อัตราการว่างงานเฉลี่ยอยู่ที่ 12.4 ล้านคน ในเวลาเดียวกันก็มีการออก Revenue Act of 1932 เป็นการขึ้นอัตราภาษีรายได้บุคคลธรรมดามากขึ้นจากปกติอยู่ที่ 1 (1/2) ถึง 5% ไปเป็น 4% ถึง 8% อัตราภาษีส่วนเพิ่ม (surtax rate) จาก 20% ไปสู่ 55% ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นจาก 12% ไปเป็น 13% (3/4) และ 14% (1/2) เช่นเดียวกับอัตราภาษีอสังหาริมทรัพย์ ภาษีน้ำมัน ภาษีรถยนต์ โทรศัพท์ต่าง ๆ ก็ล้วนเพิ่มขึ้นตาม
.
ผลกระทบของยุคฮูเวอร์ยิ่งซ้ำร้ายไปมากขึ้นในยุคของแฟรงคลิน เดลาโน โรสเวลต์ (Franklin Delano Roosevelt) ที่ได้ออกมาตรการทางเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น National Industrial Recovery Act (NIRA) เป็นกฎหมายเพื่อให้ธุรกิจควบคุมตัวเองผ่านการให้ราคาสินค้าและบริการ อัตราค่าแรงต่อชั่วโมงการทำงานให้ยุติธรรมต่อชนชั้นแรงงานและมีการเพิ่มอัตราค่าแรงขึ้นในช่วงเวลานั้นและเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ซ้ำร้ายจากการแทรกแซงโดยรัฐด้วยการ "แก้ไขปัญหาด้วยการวนอยู่ที่เดิม" ผ่านการออกบทบัญญัติ First Agricultural Adjustment Act มีเป้าหมายเพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรผ่านการตัดพื้นที่ปลูกหรือทำลายพืชผลในแปลง แล้วรัฐจะจ่ายเงินให้เกษตรกรไม่ต้องปลูกอะไรแทนและมีการจัดทำข้อตกลงทางการตลาดเพื่อปรับปรุงการกระจายสินค้าให้ดีขึ้น แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแม้แต่น้อย (นโยบายของโรสเวลต์เป็นการนำเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใดยิ่งซ้ำร้ายให้ปัญหามากขึ้นเท่านั้น)
.
ยังไม่รวมถึงนโยบาย New Deal อย่างอื่นที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ "แรงงาน" "สร้างกฎระเบียบทางเศรษฐกิจ" "การขยายตัวของมาตรการทางการเงิน" และอื่น ๆ ฯลฯ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้นฟื้นตัวได้ยาก สาเหตุของการเกิดวิกฤตตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการดำรงอยู่ของ "ลัทธิการแทรกแซง" (interventionism) ทั้งการมีอยู่ของธนาคารกลางสหรัฐที่เป็นต้นตอของวัฎจักรเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือ การแก้ไขปัญหาในยุคของ Hoover-Roosevelt ทำให้ปัญหาการว่างงาน การขาดดุลงบประมาณ อัตราเงินเฟ้อ และการเพิ่มต้นทุนของแรงงานช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้นเลวร้ายยิ่งขึ้น
.
บรรณานุกรม
Vol.19, nos. 1-12. Foundation for Economic Education, Irvington-on-Hudson, New York. This complete archive of The Freeman (1950-1999) is made possible by a generous grant from Guillermo M. Yeatts, in cooperation with Walter Block, and additional assistance from Gary North
Lewis, Hunter. How the Artificial Boom of 1914-1929 Caused the Great Depression. Auburn, AL: Mises institute, 2014.
Sennholz, Hans F. The Great Depression. Auburn, AL: Mises institute, 2020.


เพจโดนเฟซ shadow เรียบร้อย ☠
