Libertarian Studies's avatar
Libertarian Studies
npub187fs...tz9m
Thai right-libertarian channel advocating for liberty, decentralization, paleocon and laissez-faire.
image เศรษฐศาสตร์คือ "วิทยาศาสตร์สังคม" การคำนวณทางคณิตศาสตร์ไม่สามารถเข้าใจแก่นแท้ของสังคมได้ . “ประสบการณ์ที่ศาสตร์แห่งการกระทำของมนุษย์มักเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนเสมอ ไม่มีการทดลองใด ๆ ในห้องปฏิบัติการที่คำนึงถึงการกระทำของมนุษย์” –Ludwig von Mises . หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเศรษฐศาสตร์ถึงเรียนยากมากและเต็มไปด้วยสูตรคณิตศาสตร์ประยุกต์ที่เป็นโจทย์ในการหาคำอธิบายเศรษฐกิจว่ามันทำงานอย่างไร แม้แต่บางคนอาจส่งต่อความเชื่อที่ว่าเศรษฐศาสตร์ไม่ควรมาเข้าเรียนเพราะมันยากและซับซ้อนเกินไป แต่มันจะเป็นจริงอย่างที่เขากล่าวมาจริงไหม? . เราจะต้องเริ่มทำความรู้จักกับเศรษฐศาสตร์กันก่อนว่ามันคืออะไร? นิยามของเศรษฐศาสตร์คือ "วิทยาศาสตร์สังคมที่มีเป้าหมายในการจัดสรรทรัพยากรให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด" โดยมุ่งเน้นไปที่ภาพรวมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การผลิต การกระจายทรัพยากรต่าง ๆ จะเกี่ยวข้องกับชีวิตของ "คน" และเมื่อมันเกี่ยวกับ "คน" คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเศรษฐศาสตร์มันเกี่ยวกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ด้วยใช่ไหม? แน่นอนว่า "ใช่" แต่มันไม่เสมอไป เพราะเศรษฐศาสตร์ทุกวันนี้เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่บ่มเพาะบนฐานคิดทางปรัชญาแบบ "ปฏิฐานนิยม" (positivism) ที่เชื่อว่าปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ ทฤษฏีหลักการและเหตุผลใด ๆ ในทางเศรษฐศาสตร์จะสามารถถูกพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือ การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ (แนวคิดทางปรัชญาแบบ "ปฏิฐานนิยม" พยายามทำให้วิทยาศาสตร์สังคมจะต้องใช้วิธีการแบบเดียวกันแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ) เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว มันเป็นเหตุผลว่าทำไมการพัฒนาโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่ออธิบายเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องปกติในทุกวันนี้ แม้ว่าโมเดลเหล่านั้นจะละเลยกฎทางเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมเท่าไหร่ก็ตามความนิยมในการใช้โมเดลคณิตศาสตร์ก็ยังโดดเด่นเหมือนเดิม . ตัวอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดว่าเป็นผลพวงของแนวคิดปฏิฐานนิยมในวิชาเศรษฐศาสตร์ก็คือ "เศรษฐมิติ" (econometric) ที่เป็นการจับตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์กันมาอธิบาย หรือ นำมาคาดการณ์เศรษฐกิจล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น คาดการณ์ผลกระทบของรายได้ (income effect) จากข้อมูลที่เก็บมาอย่าง การเพิ่มขึ้นของรายได้ของคนจะทำให้การใช้จ่ายยิ่งเพิ่มขึ้นตามรายได้ตาม หรือนอกจากเศรษฐมิติก็คือ ทฤษฏีมูลค่าแรงงานของมากซ์ที่นำแรงงานมาเป็นหน่วยวัดมูลค่าของสินค้าและบริการ (ถูกตีตกไปแล้วในงานของ Eugen von Böhm-Bawerk) เป็นต้น ซึ่งสาเหตุที่นักเศรษฐศาสตร์บางสำนักคิดวิพาก์วิจารณ์การใช้คณิตศาสตร์ในวิชาเศรษฐศาสตร์ (รวมไปถึง "เศรษฐมิติ") หลัก ๆ ก็คือ "การนำวิธีวิทยาของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาใช้กับวิทยาศาสตร์สังคม" ที่ตัวแปรและความสัมพันธ์ของทั้งสองศาสตร์มีความแตกต่างกัน แต่ก็มีบางจุดที่ทับซ้อนกันได้ (เช่น การค้นพบ "กฎธรรมชาติ" ของวิทยาศาสตร์สังคมและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ โดยที่การค้นพบนั้นไม่ได้มาจากฝีมือมนุษย์เป็นผู้สร้างมัน) โดยทั้งสองศาสตร์นั้นไม่สามารถนำวิธีวิทยามาใช้แทนกันได้เพราะ (a).ในวิทยาศาสตร์สังคมที่มุ่งเน้นไปที่ตัวแสดงอย่าง "มนุษย์" ที่มีความซับซ้อน และไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของคนได้ด้วยสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ (b). มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลและก็ไร้เหตุผลในขณะเดียวกัน มันจึงซับซ้อนตามข้อ (a) การกระทำของมนุษย์ต่าง ๆ มีจุดมุ่งหมาย ความพึงพอใจ ความคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และ (c ). สังคมมนุษย์ที่มีความซับซ้อนหลากหลายนั้นไม่สามารถควบคุมตัวแปรความซับซ้อนได้เหมือนกับห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ได้ ก็หมายความว่าการใช้คณิตศาสตร์ในการ “ค้นหาปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ” หรือ “อธิบายปรากฏการณ์” จึงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงตรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคณิตศาสตร์จะไร้ประโยชน์ในเศรษฐศาสตร์เสมอไป . ตามความคิดของสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน (Austrian Economics) มีมุมมองที่ไม่สนับสนุนให้คณิตศาสตร์เป็นส่วนสำคัญในการศึกษาเศรษฐศาสตร์อันเนื่องมาจาก (i).ภาษาทางคณิตศาสตร์นำไปสู่เรื่องของ "การทำงานของสูตรคำนวณ" (functional) มากกว่าการวิเคราะห์เศรษฐกิจตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นการพรรณาให้เห็นภาพว่าเศรษฐกิจจะไปสู่ "จุดดุลยภาพ" ได้อย่างไรตามอุดมคติ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจริง ๆ (Mayer 1994; Mises 1998); (ii).คณิตศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมือการแปลทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ในรูปของคำอธิบายทั่วไปสู่รูปของสูตรตัวเลข ทำให้หน้าที่ของตัวมันเองไม่ได้เป็นตัวแสดงที่ทำให้เกิดการค้นพบปรากฏการณ์ใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ (Rothbard 1956; Boettke 1996); และ (iii).การอธิบายทางคณิตศาสตร์มีความกำกวมมากกว่าภาษาทั่วไปที่ใช้อธิบายทางเศรษฐศาสตร์ (Rothbard 1976) แต่อย่างไรก็ตามเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนไม่ได้ปฏิเสธคณิตศาสตร์เสมอไป แต่ออสเตรียนมองว่าควรใช้คณิตศาสตร์ตามความเหมาะสมที่มันสามารถช่วยเหลือคนได้ ยกตัวอย่างเช่น การใช้มันเป็นเครื่องมือในการคำนวณต้นทุน เครื่องมือในการคำนวณสินค้าและบริการ การจัดสรรต้นทุนต่าง ๆ แต่ทั้งนี้หน้าที่ของมันไม่สามารถวิวัฒน์ไปสู่การประเมินมูลค่าจิตวิสัยในเศรษฐกิจเพื่อที่จะประเมิน หรือ คาดการณ์อนาคตของเศรษฐกิจได้ (ไม่ว่าจะมีสูตรคำนวณที่ซับซ้อนแค่ไหนก็ตามการคำนวณธรรมชาติของคนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้) . *(note)* ความแตกต่างระหว่างสำนักออสเตรียนกันนีโอคลาสสิคก็คือ สำนักออสเตรียนเชื่อมั่นในกระบวนการของตลาด (market process) อันเป็นจิตวิสัยของคนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ และไม่เชื่อในการแข่งขันสมบูรณ์ ออสเตรียนมองว่าเริ่มต้นการศึกษาเศรษฐศาสตร์มาจาก “สัจพจน์ของการกระทำ” (action axiom) ในขณะที่นีโอคลาสสิคเป็นเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เชื่อมั่นในการทำให้ตลาดเกิดดุลยภาพ (equilibrium) ที่อาศัยสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์และสมมติฐานการแข่งขันสมบูรณ์ (perfect competition) = ปัญหาของนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ = นักเศรษฐศาสตร์ หรือ นักการเมืองที่ชื่นชอบการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจตามแนวทางแบบการลองผิดลองถูก (trial and error) ที่มี "ชีวิตของคนเป็นเดิมพัน" พวกเขามักจะนำคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบเคนส์มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยวาดแผนผังการแก้ปัญหาโดยใช้คณิตศาสตร์เป็นภาษาอธิบาย ... พวกเขามองว่า "สูตรคำนวณ" (formula) ที่พัฒนาขึ้น หรือ นำมาใช้ต่อมีประโยชน์ต่อการอธิบายวิกฤตเศรษฐกิจและหลีกเลี่ยงมัน พวกเขาถูกบ่มเพาะมาในสถาบันการศึกษาที่สอนให้ "รัฐ" เป็นผู้ปกครองในมิติของปัจเจก *ทุกด้าน* เมื่อเป็นเช่นนั้นความคิดที่พวกเขาจะไม่สนใจคนที่อยู่ข้างล่างสุดของสังคมจึงเป็นเรื่องที่ถูกแสดงออกมาจากการทำนโยบายของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น มันแสดงออกมาในรูปของ 'การกระจายทรัพยากร' ผ่านการทำรัฐสวัสดิการ ที่เขาเชื่อว่ามันจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น ให้โอกาสคนได้แข่งขันกันแต่ไม่สนใจข้อเท็จจริงที่ว่า "การให้รัฐช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ แล้วทำให้คนลืมตาอ้าปาก มีโอกาสในการแข่งขัน ... ฯลฯ" หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมามันไม่ได้มีความแตกต่างจาก "การนำยาเสพติดให้ผู้อื่นเสพ" ให้เขามัวเมาอย่างไม่มีสติ การกระทำรัฐสวัสดิการก็เช่นกัน มันคือ "รูปของการทำให้คนมาบูชารัฐสวัสดิการ" เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ . *ประเทศไทยเคยมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งตามรายงานของ TDRI สรุปผลการระดมความคิด "กลุ่ม 1 เรื่อง การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหาภาค" 12 ธันวาคม พ.ศ.2541 หรือ การเตือนภัยเศรษฐกิจ: กรณีวิกฤตค่าเงินที่ในท้ายที่สุดถ้ากลุ่มเทคโนแครตมีข้อมูลเพียงพอที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ให้เกิดวิกฤตได้ แล้วทำไมยังเกิดวิกฤต? หนึ่งในข้อสังเกตก็คือ พวกเขาก็อธิบายสาเหตุ-ผลลัพธ์ตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ที่เป็นตัวการทำให้เกิดวิกฤต และมีการศึกษา "เครื่องชี้วัดภาวะที่อาจเกิดวิกฤตค่าเงิน" เพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ... . ตัวอย่างที่เด่นชัดในสหรัฐอเมริกาก็มีนักเศรษฐศาสตร์ที่ยึดถือแนวทางการลองผิดลองถูกแล้วสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นอย่าง ‘พอล ครูกแมน’ (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เขาได้เสนอ "โมเดล" ที่เชื่อว่ามันจะทำให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นออกจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 1990s แต่ผลลัพธ์ก็คือ "ญี่ปุ่นไม่ได้ฟื้นตัวจากวิกฤตใด ๆ" สุดท้ายเขาเองก็ได้ขอโทษญี่ปุ่นผ่านบทความของ NYT ในปีค.ศ. 2014 แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์แบบครูกแมนมีจำนวนมากในสถาบันการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาที่บ่มเพาะนักคิดที่หมกมุ่นกับตัวเลขโดยละเลยความเป็นจริงว่า “เศรษฐศาสตร์มันไม่ใช่เรื่องของการคำนวณที่ซับซ้อน นอกเหนือจากจะทำให้มันซับซ้อนเอง” . แก่นของสังคมคือ “จิตวิสัย” ตรงกันข้ามกับการพยายามหาความจริงแบบ “วัตถุวิสัย” ดังนั้น ความซับซ้อนตรงนี้หากไม่มีความเข้าใจเบื้องต้นแล้วว่าการแยกแยะระหว่างวิทยาศาสตร์สังคมและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมันมี ‘ขอบเขต’ อยู่ตรงไหน และมันทับซ้อนกันได้หรือไม่นั้นมันก็ทำให้การถกเถียงเรื่องเหล่านี้ก็ยังต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จบ . บรรณานุกรม Bruno, Leoni. "On Mathematical Thinking in Economics." Journal of Libertarian Studies 1, No.2 (1977): 101-109. Friedman, Milton, 1966. "Essays in Positive Economics," University of Chicago Press Economics Books, University of Chicago Press, number 9780226264035, December. Mises, Ludwig von. 1933. Grundprobleme der Nationalökonomie. Jena. Translated as Epistemological Problems of Economics. George Reisman, trans. New York: New York University Press [1976]. Ludwig von Mises, The Ultimate Foundation of Economic Science (1962), p. 63. Moreno-Casas, Vicente. 2023. “The Austrian School and Mathematics: Reconsidering Methods in Light of Complexity Economics.” Quarterly Journal of Austrian Economics 25 (4). https://doi.org/10.35297/qjae.010142. Linsbichler, Alexander, Sprachgeist and Realisticness: The Troubled Relationship between (Austrian) Economics and Mathematics Revisited (August 2, 2021). Center for the History of Political Economy at Duke University Working Paper Series, Available at SSRN: or http://dx.doi.org/10.2139/ssrn.3897919 Pareto, Vilfredo. 1927. Manuel d’économie politique. 2nd Ed. Paris
มวลชนผู้หลงรักในการบริโภค . พวกฝ่ายซ้ายที่วิจารณ์ระบบทุนนิยมแบบผู้บริหารไม่สามารถที่จะรอดพ้นจาก “การบริโภคแบบทับถม” (“mass consumption”) ถึงขั้นที่ว่าสมาชิกบางคนของฝ่ายซ้ายมักจะออกมากล่าวเสมอว่า “เราอยู่ในโลกทุนนิยมฉะนั้นการบริโภคสินค้าที่เป็นผลผลิตของทุนนิยมจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้” มิหนำซ้ำพวกเขายังอ้างว่าเพราะเป็นการ “ช่วยเหลือแรงงาน” ทั้งที่พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่ายิ่งจ่ายเงินให้กับการบริโภคมากเพียงใดนายทุนในระบบทุนนิยมก็ได้รับผลประโยชน์จาก “การขูดรีด” มากเท่านั้น ในประเด็นนี้ผู้เขียนไม่ได้เพียงต้องการที่จะวิจารณ์การบริโภคสินค้าและบริการภายใต้ระบบทุนนิยมของพวกซ้ายแต่เราวิจารณ์สังคมการบริโภคแบบทับถมโดยรวมในปัจจุบันที่ถูกปกคลุมไปด้วยความคิด “การบริโภคนิยม” (“consumerism”) ที่ก่อทำให้เกิดความเป็นสูญนิยมต่อสังคมและลดบทบาทของวัฒนธรรมดั้งเดิมลงไป ซึ่งในท้ายที่สุดจะเป็นการเปิดทางให้กับ “การควบคุมมวลชน” โดยรัฐที่มีแรงสนับสนุนจากฝ่ายซ้ายใหม่ (New Left) ที่ไม่จำเป็นใช้ความรุนแรง, การปฎิวัติ และ อำนาจแข็ง (hard power) ยึดอำนาจแบบพวกซ้ายเก่า (Old Left) อีกต่อไป การบริโภคนิยมเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่พวกซ้ายใหม่ใช้ในการระดมมวลชนที่เป็นกลางหรือไม่มีความเห็นทางการเมืองให้เข้ามาเห็นด้วยกับแนวคิดของพวกมันทีละเล็กทีละน้อย ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคสื่อมวลชน, การบริโภคสินค้าและบริการที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลฝ่ายซ้ายหรือแม้แต่การใช้โซเชี่ยลมีเดียที่เป็นพื้นที่ที่ดูเหมือนจะมีอิสระเสรีแต่เต็มไปด้วยการควบคุมของซ้ายใหม่ . พอล ก็อดฟรีด (Paul Gottfried) ในหนังสือ “After Liberalism: Mass Democracy in the Managerial State” กล่าวเอาไว้ว่าเสรีประชาธิปไตยและเสรีนิยมสายดั้งเดิม (classical liberalism) ในโลกสมัยใหม่โดยเฉพาะหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นฐานหลักของ “ระบบชนชั้นกระฎุมพี” (“bourgeois regime”) ถูกแทนที่ด้วย “เสรีนิยมแบบชนชั้นผู้จัดการ” (“managerial liberalism”) ที่มีลักษณะประกอบไปด้วย ประชาธิปไตยแบบมวลชน (mass democracy), การผลิตแบบทับถม (mass production) และ การบริโภคแบบทับถม (mass consumption) ที่มาพร้อมกับลัทธิสูญนิยม (nihilism) เป็นผลทำให้ก่อเกิดความตกต่ำทางวัฒนธรรมและความรุ่งเรืองของอารยธรรมโดยรวม ชนชั้นผู้จัดการมักจะใช้การบริโภคแบบทับถมเพื่อควบคุมประชากรให้คิดตามแนวคิดที่พวกเขาต้องการ เมื่อพวกเขาเข้าใจว่าสังคมในยุคนี้ที่ปกคลุมไปด้วยแนวคิดความเท่าเทียมพวกเขาก็ย่อมที่จะใช้การผลิตและบริโภคแบบทับถมเพื่อสร้างฐานเสียงที่มั่นคงจากกลุ่มประชากรที่มีแนวคิดสูญนิยมที่ต้องการบริโภคอย่างเดียวและไม่มีการคิดวิเคราะห์หรือแม้แต่ภูมิปัญญา หรือกลุ่มประชากรที่ “อยู่ไปวัน ๆ” และไม่เห็นคุณค่าของการมีชีวิตมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่โดยมีแรงสนับสนุนจากจากรัฐบาลและซ้ายใหม่อย่างลึก ๆ ก็มักที่จะออกมาในรูปแบบของ “สิ่งที่หาที่ไหนก็ได้” (“generic goods”) ซึ่งจะลดทอนคุณภาพของสินค้าและบริการดังกล่าวในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ที่มีรูปแบบการสร้างและรวบรวมภาพยนต์และซีรี่ส์ที่มาพร้อมกับใจความที่เหมือนกัน, สื่อแนวคิดให้เอียงซ้าย และ ไม่มีความเป็น “วัฒนธรรมสูง” (“high culture”) เจาะกลุ่มประชากรกลุ่มที่ “อยู่ไปวัน ๆ” ไม่เหมือนกับการรับชมภาพยนต์สมัยก่อนที่หาดูได้ยากและผู้ผลิตมีความตั้งใจที่จะสร้างภาพยนต์แม้จะเป็นหนังฝ่ายซ้าย (เก่า) ก็ตาม อีกอย่างการควบคุมของพวกเขาในที่นี้คือคุณจะต้องจ่ายให้กับเขาทุกเดือนและหนังกับซีรี่ส์ไม่ใช่ของคุณ กล่าวคือคุณไม่มีอะไรเป็นของตัวเองและทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของพวกเขา ในอนาคตท้ายที่สุดแล้วกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลก็จะหายไปในนามของ “การทำให้คนเท่ากัน” ผู้คนก็จะไม่เป็นเจ้าของต่อสิ่งใดทั้งสิ้น นี่ก็คือการเปิดทางให้กับโลกสังคมนิยมที่ทุกคนเข้าถึงทุกอย่างได้อย่างเท่าเทียมแต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของตามที่ฝ่ายซ้ายใหม่ต้องการ . ดังนั้นการบริโภคแบบทับถมจึงเป็นปัญหาต่อวัฒนธรรมที่แตกต่างของแต่ละสังคมทั่วโลก มันจะทำทั้งโลกถูกรวบรวมมาเป็นหนึ่งเดียวภายใต้สังคมที่สร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจความเป็นสูญนิยมของฝ่ายซ้ายใหม่ที่มีความต้องการที่จะทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม เมื่อเป็นเช่นนั้นสังคมก็จะประกอบไปด้วยผู้คนที่มีแนวคิดที่ว่ารัฐจะต้องมอบทุกอย่างให้แก่พวกเขาเพราะว่าการบริโภคทุกอย่างและการมีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นที่จะต้องทำให้ทุกคนได้เหมือนกัน รัฐก็จะกลายเป็น “พี่เลี้ยง” (“caretaker”) ที่เลี้ยงทุกคนในสังคมให้เหมือนกัน ชีวิตที่แตกต่างก็จะถูกรวมให้เป็นหนึ่งกับแนวคิดความเท่าเทียม ซึ่งจุดจบก็คือการทำลายสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกที่อิงกับวัฒนธรรมของตนโดยแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ image
ทำไมประเทศในกลุ่มนอร์ดิกถึงไม่ใช่รูปแบบเศรษฐกิจ “สังคมนิยม” . คำว่า "สังคมนิยม" ในรูปแบบสังคมนิยมทั้งหมดและความหมายทั่วไปนั้นย่อมหมายถึง "การทำให้ปัจจัยการผลิตเป็นของส่วนรวม" ความเข้าใจสังคมนิยมในปัจจุบันที่มีความโดดเด่นมากที่สุดก็คือ "สังคมนิยมสายมากซ์" (Marxism) เป็นสังคมนิยมแบบวิทยาศาสตร์ ที่ปฏิเสธความคิดแบบสังคมนิยมอุดมคติบางประการแล้วทำให้เป็นเรื่องของวัตถุนิยม (materialism) เมื่อมองตามนิยามสังคมนิยมดังกล่าวจะเห็นได้ว่าประเทศที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นสังคมนิยมอย่าง 'ประเทศกลุ่มนอร์ดิก' (Nordic country) ก็ไม่มีส่วนผสมที่ใกล้เคียงสังคมนิยมในแบบความหมายโดยทั่วไป แต่หากมองในมุมเชิงปริมาณก็สามารถพูดได้ว่าเป็นลักษณะเป็นสังคมนิยมแบบอ่อน ๆ (soft socialism) ในลักษณะที่รัฐมีบทบาทในการกระจายทรัพยากรอย่างเข้มข้น พร้อมกับการคงอยู่ของระบบตลาดเสรีทุนนิยมเพื่อค้ำจุนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตที่สูง . ในความเป็นจริงนั้นประเทศแถบนอร์ดิก “ไม่ใช่สังคมนิยม” (ความเข้าใจทั่วไป) ตามความคิดของนักวิชาการเมืองไทยหรือต่างประเทศที่โฆษณาชวนเชื่อว่า ‘ประเทศแถบนอร์ดิก’ คือความฝันหรือเป้าหมายของฝ่ายซ้ายที่จะทำให้ประเทศของตนเองเป็นอย่างนั้นบ้าง พวกเขาล้วนเป็นผู้ชื่นชอบรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศนอร์ดิกไม่เคยพิจารณาถึง (a) ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ การนำเข้า-ส่งออก และฐานทางเศรษฐกิจที่จะต้องมีผลิตภาพและการแลกเปลี่ยนเพื่อทำให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ทรัพยากรน้ำมัน แร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีการส่งออกไปต่างประเทศ (มันเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศโดยตรง ในที่นี้มันเอารายได้จากส่วนนั้นมาทำรัฐสวัสดิการ) (b) ปัจจัยทางวัฒนธรรมของประชากรทำให้สภาพสังคม ประเพณีมีการปรับตัวและกลมเกลียวกันกับคนในสังคม ในหมู่ประชากรของประเทศแถบนอร์ดิกล้วนเป็นประชากรที่เป็นผู้นับถือศาสนาที่มีความปึกแผ่นเดียวกัน พร้อมทั้งประชากรส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่สามารถทำงานหนัก ๆ ได้ แม้ว่าประชากรจะอยู่ในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่มีการเก็บภาษีสูง พวกเขาก็สามารถอยู่ได้ แต่ทว่ารัฐสวัสดิการเองก็ยังเป็นตัวบั่นทอนวัฒนธรรมของประชากรในหมู่ประเทศแถบนอร์ดิกอีกด้วย ทำให้เราไม่สามารถพูดได้ว่าสุดท้ายการอยู่อาศัยในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการจะสุขสบายอย่างที่ใครกล่าวอ้างเสมอไป และ (c ) เศรษฐกิจในประเทศแถบนอร์ดิกล้วนเป็น “ตลาดเสรีทุนนิยม” (free-market capitalism) หรือเศรษฐกิจตลาดที่ปล่อยให้ทำไปในช่วงศตวรรษที่ 19 เฉกเช่นเดียวกันกับญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกาในเวลาเดียวกัน เป็นเพราะกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) ที่ยกระดับคุณภาพชีวิต ความมั่งคั่งและสายธารการผลิตที่มากขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้น ในยุคเริ่มแรกของเศรษฐกิจที่เติบโตและร่ำรวยที่สุดของโลกล้วนแล้วเกิดจาก “ตลาดเสรี” ไม่ใช่ “สังคมนิยม” (Nima Sanandaji, 2015) . แต่สิ่งที่ประเทศนอร์ดิกเป็นก็คือ “สังคมประชาธิปไตย” (social democracy) ตรงกันข้ามกับ “ประชาธิปไตยสังคมนิยม” (democratic socialism) และ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” (socialist democracy) อันที่จริงแล้วสังคมประชาธิปไตยมันกลายเป็นคนที่ทำให้คนหลายคนชวนสับสน อันเนื่องมาจากการใช้คำว่า “สังคมนิยม” ในความหมายที่ผิดทำให้ช่วงแรกเกิดความเข้าใจว่าประเทศในกลุ่มนอร์ดิกคือ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ซึ่งหากดูความหมายแล้ว คำนี้จะหมายถึงระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นซ้ายจัด (far-left) รวมประชาธิปไตยและสังคมนิยมเข้าด้วยกัน (ตามหลักการของมากซ์-เลนิน) ซึ่งไม่ใช่ความหมายแบบเดียวกันกับ ‘สังคมประชาธิปไตย’ หมายถึงระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างตลาดเสรีทุนนิยมกับการแทรกแซงของรัฐในสัดส่วนที่มาก กล่าวคือ เป็นการประนีประนอมกับทุนนิยมเพื่อให้คงอยู่เพื่ออุ้มชูเศรษฐกิจ ในขณะที่จะต้องมีการเก็บภาษีที่สูงนำมากระจายทรัพยากรที่มาก ซึ่งไม่ใช่การทำให้ปัจจัยการผลิตเป็นของส่วนรวมตามความหมายของ "สังคมนิยม" แม้ว่าในเชิงปริมาณแนวทางแบบรัฐสวัสดิการของประเทศนอร์ดิก/สแกนดิเนเวียจะเป็นขอบเขตที่ใกล้เคียงสังคมนิยมอย่าง "การกระจายนิยม" (distributism) ก็ตาม แต่ก็ยังไม่ใช่สังคมนิยม แต่เป็นแนวทางแบบเคนส์ (Keynesianism) . การใช้คำว่า “สังคมนิยม” ที่แสดงถึงระบบของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย/นอร์ดิก คือ ‘ความเข้าใจผิด’ อันเกิดมาจากการไม่เข้าใจถึงนิยามของคำ บางครั้งจะปรากฏในหนังสือเรียนหรือตำราในมหาวิทยาลัย (ที่ไม่เปรียบเทียบความแตกต่างของนิยาม คุณสมบัติ ลักษณะเฉพาะของแนวคิดของระบบนั้น ๆ ) หรือ มีวาระซ่อนเร้นเพื่อสร้างความเข้าใจผิดและต้องการเปลี่ยนประเทศของตนเองไปสู่สังคมนิยม [ตัวอย่าง ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย/นอร์ดิก] ว่าสามารถเป็นไปได้ ซึ่งคนเหล่านี้ที่สร้างความเข้าใจผิดมักจะให้ความคิดเห็นว่าในเรื่องรัฐสวัสดิการบ่อยครั้งเป็นอุดมคติ หรือ ภาพวาดอนาคตว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดอย่างไม่มีข้อตกบกพร่องใด ๆ . อันที่จริงระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่อนุญาตให้มีรัฐสวัสดิการและประนีประนอมกับตลาดเสรีทุนนิยมนั้นไม่ใช่ระบบที่อุดมคติขนาดนั้น หากลองย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาการของประเทศในกลุ่มนอร์ดิกแล้ว จะเห็นได้ว่าช่วงที่เติบโตที่สุดในอดีตกับปัจจุบันมันต่างราวฟ้ากับเหวมาก … มันเป็นเพราะอะไร? ถ้ารัฐช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นแล้ว (ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ) ช่วยสร้างกรอบการปกป้องมนุษย์ที่ยึดหลักมนุษยธรรมให้กับทุกคนได้ แล้วถ้าเช่นนั้นทำไมเราถึงไม่ให้รัฐเข้ามาควบคุมชีวิตเราไปเลยล่ะ? เหตุผลที่ผู้สนับสนุนรัฐสวัสดิการเหล่านี้คิดออก แต่ก็ไม่มีวันเข้าใจก็คือ “ความรู้สึกของนกในกรง” . บรรณานุกรม Democracy Talk Series SS 2 Ep.5 สแกนดิเนเวีย: สังคมนิยมประชาธิปไตย และรัฐสวัสดิการ ต้นแบบรัฐสวัสดิการ จุดลงตัวรัฐประชาธิปไตยสังคมนิยม ระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม, ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี. Hans-Hermann Hoppe, Social Democracy (Auburn, Ala.: Mises Institute, 2018), chap. 4 "Socialism Social-democratic Style" in A Theory of Socialism and Capitalism (Auburn, Ala.: Mises Institute and Norwell, Mass.: Kluwer Academic Publishers, 2010). Sanandaji, Nima. Scandinavian Unexceptionalism. United Kingdom: Institute of Economic Affairs (IEA), 2015. image