อิสรนิยมหมายความว่า "อิสระจากรัฐ"
แนวคิดอิสรนิยมแบบฝ่ายซ้ายสุดท้ายมันก็ใช้อำนาจรัฐอยู่ดี มันไม่มีทางอิสระ
ทั้งนี้การอิสระจากรัฐมันไม่ได้หมายความว่าจะอิสระจากวัฒนธรรมหรือสังคม
Libertarian Studies
npub187fs...tz9m
Thai right-libertarian channel advocating for liberty, decentralization and laissez-faire.
ทัศนะของ Javier Milei ต่อ Bitcoin
ที่มา : https://twitter.com/MLiamMcCollum/status/1691105213531480064
ชัยชนะของอิสรนิยม : บทใหม่ของประวัติศาสตร์อาร์เจนตินา
.
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2566 ที่ผ่านมาของประเทศอาร์เจนตินามีการเลือกตั้งทั่วประเทศ 23 จังหวัดผ่านระบบเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วน ผลปรากฏว่าผู้สมัครชิงประธานาธิบดีอย่างฮาเวียร์ ไมลีย์ (Javier Milei) พร้อมกับวิคตอเรีย บียาร์รูเอล (Victoria Villarruel) ในนามของพรรค Partido Libertario และจากแนวร่วม La Libertad Avanza ได้รับชัยชนะอย่างล้นหลามในรอบโหวตทั่วไป (primary vote) อยู่ที่ 7,116,352 เสียงคิดเป็น 30.4% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (ไม่นับบัตรเสียงหรือไม่มาโหวต) ทั้งหมด 23,977,019 คน รองลงมาก็คือแพทริเซีย บูลริช (Patricia Bullrich) จากพรรค Propuesta Republicana และแนวร่วม Juntos por el Cambio ได้เสียงโหวตปธน.รวมทั้งหมด 6,698,029 คิดเป็น 28.27% ของผู้มีสิทธิ์โหวตทั้งหมด ระบบการเลือกตั้งของอาร์เจนตินาระบุเอาไว้ว่าพลเมืองที่มีอายุ 16 ปีหรือมากกว่านั้นจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง การโหวตประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียวผ่านการเลือกโดยตรงจากประชาชน โดยทั้งสองจะมีวาระการดำรงตำแหน่งประมาณ 4 ปี และจะใช้ระบบสองรอบ (runoff voting system or two-round system.) ในกรณีที่ผู้สมัครมีคะแนนไล่เรี่ยกันก็จะต้องมีผู้สมัครคนใดคนหนึ่งชนะในการโหวตมากกว่า 45% ของการโหวต หรือมากกว่าร้อยละ 40% โดยมีคะแนนมากกว่ารองชนะเลิศอย่างน้อยร้อยละ 10 ในประเทศอาร์เจนตินาจะแบ่งออกเป็นระบบ 2 สภาได้แก่ สภาล่าง (Cámara de Diputados de la Nación) มีที่นั่งทั้งหมด 257 ที่และต้องมีการเลือกตั้งทั่วประเทศจาก 23 จังหวัดด้วยระบบสัดส่วนตามที่กล่าวไป และสภาบน หรือ วุฒิสมาชิกสภา (Senado de la Nación) จะมี 72 ที่นั่ง ในการเลือกแบบแรกมีวาระ 6 ปีการเลือกตั้งทั่วประเทศทั้ง 23 จังหวัดและเขตการปกครองพิเศษ (รวมเป็น 24) และแบบที่สองก็มีวาระอยู่ 6 ปีเหมือนกัน แต่สมาชิกวุฒิสภาจะมาจาก 2 พรรคร่วมใหญ่ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป
.
สำหรับข้อมูลผู้สมัครแนวร่วม La Libertad Avanza อย่างคุณฮาเวียร์ ไมลีย์ (Javier Milei) เขาเป็นนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์มีจุดยืนทางการเมืองแบบอิสรนิยมปีกขวาและสนับสนุนแนวคิดสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอย่างแข็งขัน และสนับสนุนแนวคิดทางปรัชญาอิสรนิยมของเมอร์เรย์ ร็อธบาร์ด (Murray N. Rothbard) ตัวเองเขาเองนิยามว่าเป็นนักจุลรัฐนิยมแบบระยะสั้น (short-term minarchist) แต่สนับสนุนแนวคิดอนาธิปไตยทุนนิยม (anarcho-capitalist) เขาเชื่อว่าการเก็บภาษีโหด ๆ เป็นการทำร้ายประเทศ และการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นหนทางในการทำให้งบประมาณของรัฐเกิดความสมดุล (เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขเงินเฟ้อไปอีก) เขาคัดค้านเรื่องของการทำแท้ง และวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายที่เป็นมาร์กซิสต์สายวัฒนธรรม (cultural marxism) ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความหลากหลายทางเพศ (LGBT movement) ในแง่ลบ (ไม่เห็นด้วย) เขามีความต้องการที่จะยุบกระทรวงผู้หญิง เพศและความหลากหลายของอาร์เจนตินา (Ministerio de las Mujeres, Géneros y Diversidad) อันเป็นการแหล่งบ่มเพาะฝ่ายซ้ายผ่านกลไกของรัฐ ชีวิตส่วนตัวของเขาอย่างคร่าว ๆ ก็คือ เขานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก (ที่มาว่าทำไมเขาไม่เห็นด้วยกับการทำแท้ง) และค่อนข้างโปรดปรานในแนวคิดของมิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) และเมอร์เรย์ ร็อธบาร์ด (Murray N. Rothbard) จนถึงขนาดนำไปตั้งชื่อของสุนัขพันธุ์อิงลิช มาสทิฟฟ์
.
ตามมุมวิเคราะห์ของหลายสำนักข่าวกล่าวว่า สาเหตุที่อิสรนิยมชนะในอาร์เจนตินาเป็นเพราะชาวอาร์เจนตินานั้นเดือดร้อนจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอยู่ที่ 116% และปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง หรือ ก็คือสภาวะทางเศรษฐกิจที่มีปัญหา พร้อมทั้งการหาเสียงมุ่งเน้นไปที่ใจกลางของปัญหาในภาคส่วนการเกษตรมีเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายต้น ๆ ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินอ่อนตัวและหนี้ที่กู้มาจาก IMF ราว ๆ 44 หมื่นล้านดอลลาร์ ความโดดเด่นของอิสรนิยมอยู่ที่เป็นทางออกของปัญหาเพียงทางเดียวที่จะไม่วนลูปปัญหาทุก ๆ อย่างไปที่รัฐ แต่จะหาทางออกด้วยการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้
.
บรรณานุกรม
“Argentinian Far-Right Outsider Javier Milei Posts Shock Win in Primary Election.” CNN, 14 Aug. 2023, http://edition.cnn.com/.../argentina.../index.html....
“Argentine far-right outsider Javier Milei posts shock win in primary election.” reuters, 15 Aug. 2023, https://www.reuters.com/.../argentina-set-primary.../....


ฝนตกแล้ว #ThailandZapathon
ผู้คนกำหนดมูลค่าอย่างไร : ว่าด้วยคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
.
สิ่งที่น่าขบคิดเกี่ยวกับคุณค่าต่าง ๆ นั้นเริ่มมาจากคำถามที่ว่า "ทำไมเราชอบสิ่งนี้มากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง", "ทำไมเรายินดีที่จะจ่ายให้สินค้าชิ้นนี้ที่มีราคาแพงมากกว่าอีกสินค้าหนึ่งที่มีราคาถูก", "ทำไมเราเลือกกินมาก-น้อยแตกต่างกัน" ฯลฯ หลายคนอาจจะตอบคำถามในเรื่องเหล่าว่ามันจะต้องเป็นไปตามกฎอุปสงค์และอุปทานตามหลักเศรษฐศาสตร์แน่นอน แต่ทว่าคำตอบแบบนี้จึงเป็นเพียงคำตอบที่กว้าง ๆ เท่านั้น สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนพบของเหตุผลที่ว่าทำไมคนถึงมีเป้าหมายในการทำสิ่งหนึ่งแต่ไม่ทำสิ่งหนึ่ง หรือ มีความแตกต่างตรงกันข้ามกัน (ceteris paribus) ... มันมาจากกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (law of diminishing marginal utility) ที่จะเห็นได้จากตัวอย่างของกินก็คือเมื่อยิ่งบริโภคมากก็ยิ่งไม่อยากกินอีก นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่ามันเป็นเรื่องของความพึงพอใจของคน ๆ หนึ่งที่ได้มาจากการบริโภคสินค้า (ชิ้นที่ 1, 2, 3,...., x) โดยที่ความพอใจในลำดับถัดมาจะไม่เท่ากับความพอใจที่ได้รับในตอนแรก เมื่อเป็นเช่นนั้นพฤติกรรมของคนในเรื่องของความเต็มใจจะจ่าย หรือ อยากกินจึงลดลง
.
ตามคำอธิบายของคาร์ล เมนเจอร์ (Carl Menger) ผู้ก่อตั้งสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนว่า ชั้นลำดับของปัจเจกบุคคลนั้นมีความหลากหลายทั้งเป้าหมายที่มีลำดับความสำคัญต่อความต้องการของเขาเอง เช่น หากนายก. ผลิตขนมปังขึ้นมา 4 ชิ้น เขาจะต้องพิจารณาความสำคัญที่สุดของเขาคือ การบริโภคขนมปัง 1 ชิ้นและอีก 3 ชิ้นก็นำไปทำอย่างอื่น (ในอีกตัวอย่างหนึ่งถ้าเป็นรายได้สิ่งเหล่านี้จะเป็น "การเก็บออม" ทันที) และนายก.จะสามารถนำขนมปังที่เหลือ 3 ชิ้นไปแลกเปลี่ยนอย่างอื่นได้ ซึ่งเรื่องของคุณค่านี้เองก็อยู่บนฐานของทฤษฏีมูลค่าจิตวิสัย (subjective theory of value) ที่นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอย่างคาร์ล เมนเจอร์เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาแนวคิดที่ทำให้เกิดปฏิวัติวงการเศรษฐศาสตร์ขึ้นมา
.
สำหรับเรื่องนี้เองถือจะสามารถอธิบายตามหลักการที่เป็นมาตรฐานของคุณค่าได้ (standard of valuation) ที่จะต้องพิจารณาเรื่องของ "ความสำคัญ" (priority) และ "ลำดับชั้น" (ranking) เสมอ ถ้าหากยกตัวอย่างสถานการณ์ในสังคมที่เรามอง "ชาวต่างชาติ" สำคัญน้อยกว่า "ชาวไทย" ก็ถือเป็นลำดับความสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเรื่องทั่วไปในสังคม หรือ เรามอง "ครอบครัว" ของเรา สำคัญมากกว่า "คนที่ไม่ใช่ครอบครัว" ของเรา หรือการมองว่า "คนที่อดยากจากประเทศแอฟริกา" สำคัญน้อยกว่า "คนที่อดอยากจากประเทศของตัวเอง" ตามเหตุการณ์นี้เราจะให้ความรู้สึกน่าสงสารหรือความเห็นใจต่อคนอื่นก็จริง แต่ถ้าให้เลือกส่วนใหญ่ก็จะมองที่ประเทศของตัวเองมากกว่าประเทศอื่น นี่จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระดับความสำคัญเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของธรรมชาติมนุษย์เองที่ไม่สามารถแยกออกจากประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมได้ หรือ แม้แต่เรื่องลำดับชั้นเองที่ถึงแม้ว่าจะเป็นจิตวิสัย แต่คุณค่าแบบจิตวิสัยก็ย่อมแตกต่างกันตามแต่วัฒนธรรมและสังคม ยกตัวอย่างเช่น “คนที่สวย” ย่อมมีคุณค่าหรืออะไรบางอย่างที่ดีกว่า “คนที่ไม่สวย” หรือ “คนที่หล่อกว่า/ผอมกว่า” ย่อมมีคุณค่าหรืออะไรบางอย่างที่ดีกว่า “คนที่ไม่หล่อ/อ้วนกว่า” สิ่งเหล่านี้สามารถซ้อนทับกันได้และแบ่งแยกกันได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น เรามอง “ผู้หญิงอินเดียสวยน้อยกว่าผู้หญิงญี่ปุ่น” หรือ “ผู้ชายชาวเกาหลีหล่อกว่าผู้ชายชาวไทย”
.
หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหาเรื่อง Diamonds-Water Paradox ที่นักเศรษฐศาสตร์สายคลาสสิคแก้ปัญหามันไม่ได้เพราะพวกเขาโฟกัสมูลค่าทุก ๆ อย่างไปที่ “แรงงาน” ทางออกของปัญหานี้มันมาจากการพิจารณามูลค่าตามสถานการณ์ตามแต่ละกรณีไป ถ้าหากคุณอยู่กลางทะเลทราย เพชรก็อาจไม่มีค่าเท่าน้ำเนื่องจากการทะเลทรายจำเป็นต้องการน้ำเพื่อแก้กระหายและให้อยู่รอด ในขณะที่ถ้าคุณอยู่ในเมืองน้ำอาจจะไม่มีค่าเท่าเพชรก็เพราะว่าในเมืองนั้นมีการผลิตน้ำออกมาขายให้คนบริโภคได้ตามร้านสะดวกซื้อ ในขณะที่เพชรย่อมมีกระบวนการต่าง ๆ มากมายในการขุดและการทำมันขึ้นมายากลำบากกว่าการหาน้ำในเมือง ด้วยเหตุผลนี้เองการจะประเมินว่าเพชรมีมูลค่ามากกว่าน้ำย่อมเป็นจริง กล่าวคือมันขึ้นอยู่กับ “ลำดับความสำคัญ” ตามแต่ละสถานการณ์
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า “คุณค่า” เป็นมูลค่าจิตวิสัยแน่นอนที่มีลำดับความสำคัญและลำดับชั้นในตัวเอง ผู้คนจะกำหนดแตกต่างกันอย่างไรขึ้นอยู่กับการประเมินหรือให้ค่ากับสิ่งนั้น ๆ ผ่านความรู้สึกและมุมมองตามแต่ละสังคมและวัฒนธรรม (ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีที่แม่นยำด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์หรือแบบประเมินได้) ซึ่งสิ่งนี้เองในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ย่อมทำให้ไม่สามารถปฏิเสธมันได้ เพราะว่าเรื่องของมูลค่าเป็นสำคัญมากในการจัดสรรทรัพยากร/บริหารจัดการองค์กร แรงจูงใจ หรือ การทำอะไรก็ตามที่มุ่งเน้นไปหาคนเป็นหลักย่อมมี “มูลค่าจิตวิสัย” ถือเป็นเรื่องขั้นพื้นฐานเสมอและแยกออกจากกันไม่ได้ ในทางปฏิบัติที่สามารถยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ก็คือ “การประเมินต้นทุนจะต้องดูว่าลูกค้า การตลาดอะไรต่าง ๆ มันประเมินไว้ว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้ทำอย่างแม่นยำไม่ได้ แต่ใช้การกะและเครื่องมือที่ทำให้ทราบถึงการรอบรับอุปสงค์ในอนาคตเท่าที่จะทำได้ และหลังจากนั้นก็ประเมินหลังจากลองงานจริงอีกครั้งจนกว่าจะลงตัว” และนอกเหนือจากที่ไม่ได้กล่าว
.
บรรณานุกรม
Shostak, Frank. How People Determine the Value of a Good. Auburn, AL: Mises Institute. 2023.
James Dingwall and Bert F. Hoselitz, trans., New York: The Free Press, 1950. Online edition, The Mises Institute, 2004.


POV : กรัมซี่เป็นยิว #ThailandZapathon


คิดยังไงกับแมวส้ม? #ThailandZapathon
ในโลกสมัยใหม่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงการผูกขาดความรุนแรงของอำนาจรัฐได้ หนึ่งในวิธีทางที่เหล่าผู้ติดตามอิสรนิยมจะทำได้ก็คือการเข้าหาอำนาจรัฐ หรือ การทำความเข้าใจธรรมชาติของการเมืองในแบบที่เป็น แม้ว่าหลาย ๆ อย่างในทางปฏิบัติมันจะขัดกับแนวคิดอิสรนิยมก็จริง แต่แนวคิดของเราสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงเราจำอย่างยิ่งที่ต้องนำแนวคิดที่ไม่เคยมีในประเทศไทยมาตีความใหม่ (reinterpretation) เพื่อให้เข้ากับสภาพสังคม การเมืองและวัฒนธรรม
เมื่อเป็นเช่นนี้การจะทำให้อิสรนิยมเป็นไปได้ในสังคมไทยก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น แม้ว่าเราจะเคยเป็นส่วนน้อยของสังคมก็ตามแต่ความก้าวหน้านี้เป็นความพยายามทำให้เรามีทั้งสิทธิ์และเสียงในสังคมที่ไม่เคยมีเสียงของเราอยู่ หรือ การสร้างฐานมวล ("การจัดตั้งกลุ่มทางความคิด") ก็เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนขบวนการเคลื่อนไหวให้แก่แนวคิดเพื่ออิสรภาพ เพื่อการกระจายอำนาจ และเพื่อการปกป้องวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป
ดังนั้นแนวคิดอิสรนิยมในยุคปัจจุบันควรปรับเข้าหาเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการกระจายอำนาจเป็นหลัก เราควรมุ่งหน้าเข้าหาการเมืองที่เป็นอยู่ และสร้างพื้นที่ทางความคิดของเราให้มั่นคงมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต้องเกรงกลัวภัยคุกคามจากรัฐ หรือ อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่บั่นทอนเสรีภาพและวัฒนธรรมของเรา
#ThailandZapathon
ทำไมการขูดรีดแรงงานภายใต้ระบบทุนนิยมถึงไม่มีจริง
.
ในเศรษฐศาสตร์สำนักมากซ์ (Marxian Economics) ที่เริ่มต้นจากแนวคิดของ คาร์ล มากซ์ (Karl Marx) มีการอธิบายไว้ว่า “มูลค่าส่วนเกิน” (“surplus value”) คือมูลค่าของทุนที่เพิ่มขึ้นในการขายสินค้าและบริการ หรือกล่าวก็คือมูลค่าของสินค้าที่ขายลบกับค่าใช้จ่ายของทรัพยากรและแรงงาน พวกเขาอธิบายว่ามูลค่าส่วนเกินคือมูลค่าที่นายทุนเรียกว่า “กำไร” เป็น “มูลค่าแรงงาน” ที่ถูกสร้างขึ้นมาเกินจากต้นทุนที่ตัวแรงงานได้รับ พูดง่าย ๆ ก็คือแรงงานถูกใช้ประโยชน์จากนายทุนให้ใส่แรงงานเข้าไปในสินค้าและบริการในปริมาณที่มากไม่เท่ากับค่าจ้างที่แรงงานได้รับ ฉะนั้นในแง่นี้จึงกล่าวได้ว่ากำไรเป็นผลผลิตของการขูดรีดแรงงานโดยนายทุน
.
อย่างแรกต้องเข้าใจก่อนว่าในเศรษฐศาสตร์สำนักมากซ์ แรงงานถือว่าเป็นสิ่งเดียวที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาลนี้ได้ พวกเขามองว่ามูลค่าไม่ได้ถูกกำหนดจากความพึงพอใจของผู้ขายและผู้ซื้อในตลาด แต่ “[มูลค่า] สามารถวัดได้ในขั้นตอนการผลิตโดยวัดจากชั่วโมงการทำงานของแรงงาน” อย่างที่สองการแลกเปลี่ยนภายใต้ทุนนิยมถือเป็นการ “บดบัง” มูลค่าที่แท้จริง (มูลค่าที่แรงงานใส่เข้าไป) ของสินค้าและบริการเพราะว่าภายใต้ระบบทุนนิยม วัฒนธรรม, ความสัมพันธ์, นอร์ม และสถาบันทางสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นตัวกำหนดให้ผู้คนในสังคมดังกล่าวมีความรู้สึกว่าสินค้ามีมูลค่ามากกว่ากว่าแรงงานที่ใส่เข้าไปและทำให้ผู้คนให้ความสำคัญกับมูลค่าของสินค้าและบริการมากกว่า (commodity fetishism) ซึ่งจะเห็นได้ว่ามากซ์ให้ความสำคัญกับโลกวัตถุ (แรง) ที่จับต้องได้มากกว่าความต้องการที่เป็นจินตนาการในหัวของมนุษย์ มันจึงพูดได้ว่าการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการในรูปแบบของทฤษฎีสำนักมากซ์ดั้งเดิมนั้นก็คือ “การปฏิเสธการขายสินค้าและบริการในมูลค่าที่มากกว่าค่าใช้จ่ายดั้งเดิมที่ผู้ขายได้จ่ายไปแล้ว” พวกเขาปฏิเสธใจความสำคัญของระบบทุนนิยมด้วยการใช้แรงงานในการอธิบายความสัมพันธ์
.
ในสังคมคอมมิวนิสต์นั้นมากซ์ได้ให้ความเห็นว่ามันจะไม่มีแม้แต่แนวคิดเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ”, “ชนชั้น” และ “การแบ่งแยกผู้คนออกจากกัน” พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องมีระบบแลกเปลี่ยนอีกต่อไปเมื่อทรัพยากรมีอยู่อย่างมหาศาลและกระบวนการผลิตเกิดขึ้นโดยเครื่องจักร ในสภาวะสังคมแบบนี้มากซ์ยังให้ความเห็นอีกว่าเป็นการ “ปลดแอก” มนุษย์ให้พบกับเสรีภาพที่แท้จริงเนื่องจากมนุษย์ไม่ได้มีโซ่ตรวนที่ต้องทำงานอีกต่อไป มนุษย์จะมีการพัฒนาด้านศิลปะ, วิทยาศาสตร์ และสังคมวิทยา
.
มากไปกว่านั้นมาร์กซ์ให้ความเห็นเพิ่มเติมในหนังสือ “ทุน” (“Capital”) ว่า: ที่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ความต้องการของผู้คนในตลาดที่สร้างมูลค่าขึ้นเพิ่ม [เพื่อสร้างกำไรให้กับนายทุน] แต่เป็นมูลค่าแรงงานที่แรงงานได้ดูแลรักษาทรัพยากรเอาไว้ กล่าวคือทรัพยากร เช่น เหล็ก, น้ำ, ไม้ และอื่น ๆ ถูกรักษาเอาไว้โดยแรงงานหรือแรงงานใส่แรงงานเข้าไปเพิ่มเพื่อไม่ให้เสื่อมมูลค่า มูลค่าของทรัพยากรเหล่านี้จึงยังคงอยู่และเพิ่มขึ้นในระยะยาว สมมติว่าทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้มีการดูแลรักษาหรือใส่แรงงานเข้าไปทรัพยากรเหล่านี้ อ้างอิงตามมากซ์ จะถือว่าไม่มีมูลค่า แต่มากซ์ก็ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าถ้าสินค้าและบริการที่เกิดจากการใส่ “แรงที่ไม่จำเป็นต่อสังคม” (“labor that is socially unnecessary”) เข้าไปมูลค่าของสินค้าและบริการดังกล่าวก็จะไม่เพิ่มขึ้น เศรษฐศาสตร์สำนักมากซ์ที่สินค้าและบริการมีมูลค่าได้เพราะ (a) สังคมในแบบองค์รวม (ไม่ใช่ปัจเจก – socially necessary labor time) มองว่าสิ่งดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็น และ (b) แรงงานที่สังคมมองว่ามีความจำเป็นได้ใส่แรงงานเข้าไปในสิ่งดังกล่าว กล่าวคือมากซ์มองกระบวนการผลิตและการสะสมทุนในแง่ขององค์รวม-นามธรรม (“abstract labor”) รวมสังคมเข้าเป็นหนึ่งเดียวและมองข้ามการมีอยู่ของการผลิตสินค้าและบริการแบบปัจเจก (ในภาษาของมากซ์คือ “concrete labor”) โดยอิงทุกอย่างที่แรงงานอย่างเดียว กล่าวคือแรงงานในสังคมสามารถวัดได้จากการเฉลี่ยระยะเวลาทำงานทั้งหมดในการผลิตสินค้าและบริการตามความจำเป็นภายในสังคม สมมติว่ามีแรงงานหนึ่งที่ใช้เวลาผลิตรองเท้าเป็นเวลา 1 ชั่วโมงซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของแรงงานองค์รวม-นามธรรม แต่อีกแรงงานใช้เวลาในการผลิตรองเท้าดังกล่าว 4 ชั่วโมง เท่ากับว่า 3 ชั่วโมงที่แรงงานคนที่สองใช้เวลาถือว่าไม่มีความจำเป็น ... ซึ่งทั้งหมดนี้ในแง่มุมของมากซ์ในท้ายที่สุดแล้วเมื่อสังคมคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นมูลค่าจะไม่มีอีกต่อไป ทั้งหมดที่อธิบายข้างต้นคือการตีความและวิจารณ์สังคมภายใต้ระบบทุนนิยมในแบบของเศรษฐศาสตร์สำนักมากซ์ที่มากซ์กล่าวว่าเป็นการ “บดบัง” ความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่แท้จริง
.
เมื่อเราได้อธิบายถึงแนวคิดของเศรษฐศาสตร์สำนักมากซ์คร่าว ๆ แล้วใจความสำคัญของบทความนี้ก็คือการนำแนวคิดดังกล่าวมาวิจารณ์เพื่อแย้งประเด็นที่พวกเขาใช้อธิบายการขูดรีดแรงงานภายใต้ระบบทุนนิยม ในประเด็นนี้พวกเขาใช้แนวคิด “มูลค่าส่วนเกิน” ที่อธิบายไว้ข้างต้นในการวิพากษ์ระบบตลาดเสรีทุนนิยมว่าเป็นระบบที่กดขี่แรงงาน เมื่อนายทุนผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต (means of production) เป็นผลทำให้กฎหมายต่าง ๆ และสถาบันทางสังคมกดไม่ให้แรงงานได้รับมูลค่าที่เกินออกมา ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายค่าแรงระบุเอาไว้ว่าจะต้องจ่ายที่ $10 ต่อชั่วโมง ในบริษัทผลิตรองเท้าบริษัทหนึ่งนายทุนจ้างแรงงานแล้วจ่ายเขาที่ $10 ต่อชั่วโมง นายทุน “บังคับ” ให้แรงงานใช้เครื่องมือในการผลิตรองเท้าที่มีผลผลิตออกมาเป็นมูลค่า $10 ต่อ 15 นาที เท่ากับว่า 1 ชั่วโมงมีมูลค่าอิงตามผลผลิตแรงงานที่ $40 แต่นายทุนจ่ายแรงงานที่ $10 ต่อชั่วโมงขณะที่นายทุนได้รับ $30 เท่ากับว่ามูลค่าส่วนเกินคือ $10 เมื่อเป็นเช่นนั้นเศรษฐศาสตร์สำนักมากซ์จึงวิจารณ์ว่าการกระทำแบบนี้ถือว่าเป็นการขูดรีดแรงงานโดยนายทุน มากไปกว่านั้นพวกเขาก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าถึงแม้ว่าระบบทุนนิยมจะก่อให้เกิดมาตราฐานชีวิตที่ดีขึ้นเป็นอย่างมากมันก็หลีกหนีไม่พ้นเรื่อง “ขูดรีด” อยู่ดี ทางผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจกับแนวคิดของมากซ์และปรัชญาการเมือง-เศรษฐศาสตร์ที่เขาคิดขึ้นมา กล่าวคือสำหรับมากซ์และลูกศิษย์ของเขานั้นการมีอยู่ของระบบทุนนิยมเป็นความจำเป็นที่จะปูทางให้กับการสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ พวกเขามองประวัติศาสตร์ในแง่ของ “วิพากษ์วิธี” (“dialectics”) และได้รับอิทธิพลมาจากนักปรัชญา ฟรีดริช เฮเกิล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) แต่เอามาตีความในแบบวัตถุนิยม (materialism) พวกเขาคิดว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีความชอบธรรมในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชนชั้นที่ต่อสู้กันหรือเรื่องที่ในอดีตมีทาสขายกันอย่างเสรี พวกเขามองว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้นคือผลลัพธ์ของความ “ย้อนแย้ง” (“contradictions”) และในท้ายที่สุดความย้อนแย้งจะนำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ ในแง่นี้ทางเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน (Austrian School of Economics) มีคำตอบต่อแนวคิดดังกล่าวดังนี้:
.
1.ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน (labor theory of value, LTV): ก่อนที่จะไปประเด็นเรื่องมูลค่าส่วนเกินวิธีการการวัดมูลค่าของมากซ์ควรได้รับการวิจารณ์เสียก่อน ทฤษฎีมูลค่าแรงงานหรือ “LTV” เป็นวิธีการในเศรษฐศาสตร์สายมากซ์ที่มีสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์การแลกเปลี่ยนภายในตลาดอิงตามแรงงาน กล่าวคือมันคือฐานที่มากซ์ใช้ในการวิเคราะห์การแลกเปลี่ยนโดยปราศจากตลาดเสรีทุนนิยมว่าควรจะเป็นอย่างไรในโลกแห่งความเป็นจริง สำหรับเศรษฐศาสตร์สายมากซ์แล้วมูลค่าของสินค้าและบริการต้องอิงตามแรงงานที่ใส่ไปตามระยะเวลาและเป็นที่ต้องการในสังคมที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งก็หมายความว่าแรงงานเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดมูลค่าของสินค้าและบริการ มากซ์ได้กล่าวชัดเจนในประเด็นนี้ใน “ทุน” เล่ม 1 บทที่ 1 ว่า:
.
“สิ่งซึ่งกำหนดขนาดของมูลค่าสิ่งของใด ๆ คือ จำนวนแรงงานที่จำเป็นต่อสังคม หรือแรงงาน-เวลาที่จำเป็นต่อสังคมสำหรับการผลิต.... ดังนั้น สินค้าและบริการที่รวมเอาแรงงานจำนวนเท่า ๆ กันไว้ด้วยกัน หรือซึ่งสามารถผลิตในคราวเดียวกัน จึงมีมูลค่าเท่ากัน ค่าของสินค้าชนิดหนึ่งมีค่าเท่ากับค่าของสินค้าชนิดอื่น เนื่องจากแรงงาน-เวลาที่จำเป็นสำหรับการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งมีค่าเท่ากับสินค้าที่จำเป็นสำหรับการผลิตสินค้าอีกชนิดหนึ่ง”
.
แนวคิดการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการให้เท่ากับ 0 ของมากซ์ได้รับมาจากปรัชญากรีกโบราณของอริสโตเติล (Aristotle) ที่มองว่าการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการอย่างเท่าเทียม (เท่ากับ 0 สำหรับทั้งสองฝ่าย) ในประเด็นนี้ของมากซ์ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่ามูลค่าเป็น “ปรวิสัย” (“objective”) โดยเป็นการมองว่าสินค้าและบริการนั้นมีมูลค่าได้เพราะแรงงานใส่ไปตามระยะเวลาชั่วโมงอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น มีเพชรเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เศรษฐศาสตร์สายมากซ์จะมองว่าเพชรดังกล่าวไม่มีมูลค่าที่เป็น “ประโยชน์ต่อสังคม” และ “ไม่มีแรงงานใส่เข้าไป” เพชรดังกล่าวจึงไม่มีมูลค่าในแง่ของการใช้ประโยชน์ ถ้าตอบแบบสายมากซ์ก็คงต้องบอกว่าเพชรดังกล่าวถูก “บดบัง” ให้มีมูลค่าสูงขึ้นจากโครงสร้างตลาดเสรีทุนนิยมที่บูชาสินค้าและบริการกว่าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งจะเห็นได้ถึงความเป็นวัตถุนิยมสูงของเศรษฐศาสตร์สำนักมากซ์ที่ปฏิเสธ “สิ่งที่เหนือกว่า” ... แต่ในความเป็นจริงนั้นมูลค่าของสินค้าและบริการขึ้นอยู่กับ “จิตวิสัย” ของผู้ซื้อและผู้ขาย (“subjective theory of value”) ในที่นี้ทางสำนักออสเตรียนได้ตีทฤษฎี LTV ตกไปตั้งแต่ที่หนังสือ “ทุน” ตีพิมพ์ออกมาใหม่ ๆ โดยผู้ที่วิจารณ์แนวคิด LTV ของมากซ์ (และของสำนักเศรษฐศาสตร์สายคลาสสิค) คนแรก ๆ คือ ออยเกน ฟอน เบิห์ม-บาแวร์ก (Eugen von Böhm-Bawerk) หนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักออสเตรียน เบิห์ม-บาแวร์กให้ความเห็นว่ามูลค่าของสินค้าและบริการเกิดและเพิ่มขึ้นมาเพราะว่ามีความต้องการสิ่งดังกล่าวในตลาด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนต้องการเพชร บริษัทขุดเพชรก็ลงทุนและแรงงานเพื่อไปขุดเพชรแล้วนำมาผ่านกระบวนการตัดแต่งต่าง ๆ จนเป็นเพชรที่มีมูลค่าสูง เพราะว่าผู้คนในตลาดมองว่าเพชรหายากจึงมีมูลค่าที่สูง แรงงานไม่ได้เป็นตัวกำหนดมูลค่าของสินค้าและบริการที่จิตวิสัยของผู้คนในตลาดต้องการ ในแง่นี้ทางสำนักออสเตรียนตีตก LTV ไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ตอนปลายโดยใช้ปัจเจกนิยมวิธี (methodological individualism) โดยมองว่าปัจเจกเป็นตัวกระทำ (agent) มากกว่าที่จะเป็นแรงงานและสังคมแบบองค์รวม ทุกวันนี้เศรษฐศาสตร์กระแสหลักได้ปฏิเสธ LTV ตั้งแต่ครั้งที่สำนักออสเตรียนโต้แย้งมากซ์
.
2.มูลค่าส่วนเกิน (surplus value): ซึ่งตามที่กล่าวข้างต้นก็เท่ากับว่า “ค่าจ้าง” ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าและบริการที่จ่ายให้กับแรงงานโดยนายทุนก็ต้องอ้างอิงกับการกำหนดผ่านจำนวนแรงงานที่มากซ์ใส่เข้าไปตามที่มากซ์กล่าว แต่เมื่อค่าจ้างไม่ได้อิงตามปริมาณของแรงงานที่ใส่เข้าไปและความจำเป็นต่อสังคมที่มากซ์กล่าวทฤษฎีมูลค่าส่วนเกินก็ถือว่าไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ กล่าวก็คือมูลค่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากแรงงานที่จำเป็นแต่เกิดจากความต้องการ (จินตนาการ) ของผู้ซื้อในตลาดที่ให้ค่ากับสินค้าและบริการใดมากกว่ากันเท่านั้น ในแง่นี้จึงหมายความว่าค่าจ้างนั้นถูกตีความว่าเป็นผลลัพธ์ของจิตวิสัยของผู้จ้างและแรงงานในสังคมที่ตกลงพึงพอใจกัน ทุกวันนี้เราจึงเห็นการปลดพนักงานระดับล่างออกจากบริษัทใหญ่เมื่อรัฐทำกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำให้สูงขึ้น เมื่อรัฐคิดว่ามันสามารถที่จะควบคุมกลไกตลาดได้ผลกระทบก็จะตามมา ในงาน “On the Labor Theory of Value as the Basis for the Analysis of Economic Inequality in the Capitalist Economy” ผู้เขียนก็ได้อธิบายว่าการใช้แนวคิด LTV เพื่อเสริมความเห็นที่ว่าในสมัยบรรพกาลไม่มีการขูดรีดก็ถูกตีตกเช่นกันเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีการพัฒนาการทางตลาดให้เป็นระบบระเบียบมากนัก แนวคิด LTV ที่อิงตามวิธีการใช้วิพากษ์วิธีต่อระบบตลาดทุนนิยมที่พัฒนามากแล้วก็ถือว่าพิสูจน์ไม่ได้ ... มากไปกว่านั้นเมื่อทฤษฎีมูลค่าส่วนเกินอิงตามทฤษฎี LTV ตามที่กล่าวไปข้างต้น (1) ที่โดนตีตกไปแล้ว ทฤษฎีมูลค่าส่วนเกินก็ถูกตีตกไปด้วยเช่นกัน ... และในแง่ของจริยศาสตร์สายออสเตรียนการขูดรีดหรือบังคับให้แรงงานเป็นทาสนั้นไม่มีอยู่จริงเนื่องจากแรงงานมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะทำงานหรือไม่ก็ได้ ในขณะเดียวกันเจ้าของพื้นที่กรรมสิทธิ์หรือ “นายทุน” ตามภาษามากซ์นั้นถือว่ามีอำนาจที่จะบังคับใช้ ถ้าแรงงานไม่เห็นด้วยกับการทำงานบางอย่าง, สภาพแวดล้อมการทำงาน หรือแม้แต่ค่าจ้างเองแรงงานก็มีสิทธิที่จะไม่เซ็นต์สัญญาว่าจ้างตั้งแต่แรก กล่าวคือถ้าแรงงานเซ็นต์สัญญาว่าจ้างเพื่อที่จะทำงานแล้วเท่ากับว่าพวกเขาอนุญาตให้นายทุนใช้แรงงานพวกเขาอย่างไรก็ได้ตามที่กล่าวไว้ในสัญญา ในประเด็นนี้รวมไปถึงการยอมเป็นทาสหรือกึ่งทาสด้วยเช่นกัน ฉะนั้นในแง่ที่มีการขูดรีดเกิดขึ้นจริงโดยต่างจากนิยามของมากซ์ก็ถือว่าเป็นการขูดรีดในรูปแบบของพื้นที่แต่ละที่เท่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องในแง่ของ “ระบบ” ที่มากซ์ต้องการจะสื่อในงานของเขา
.
บรรณานุกรม
Catephores, George. “The Falling Tendency of the Rate of Profit”. United Kingdom: Red Globe Press. 1989.
Counter, Cassidy and G. P. Manish. “Labor and Capitalist Exploitation: Böhm-Bawerk and the Close of Marx’s System”. Auburn, AL: Mises Institute. May 9, 2018. https://mises.org/wire/labor-and-capitalist-exploitation-bohm-bawerk-and-close-marxs-system.


ทำไมเราควรอ่าน “อันโตนีโอ กรัมชี” ยุทธศาสตร์ฝ่ายซ้ายเพื่อมุ่งยึดครองสถาบันทางสังคม
.
“หากรู้เขา รู้เรา แม้นรบกันตั้งร้อยครั้งก็ไม่มีอันตรายอันใด ถ้าไม่รู้เขาแต่รู้เพียงเรา แพ้ชนะย่อมก้ำกึ่งอยู่ หากไม่รู้ในตัวเขาตัวเราเสียเลย ก็ต้องปราชัยทุกครั้งที่มีการยุทธ์นั้นแล” –Sun Tzu
.
ทราบหรือไม่ว่าในสังคมประเทศไทยหรือสังคมตะวันตกกำลังเผชิญหน้ากับอะไรตอนนี้? หลายคนอาจตอบว่าอาจจะเป็นพวกลัทธิตื่นรู้ (wokism) ก็ถือเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่มันก็ยังไม่ถูกต้องทั้งหมด บางคนก็ไม่ทราบคำตอบ บ้างก็มองว่า “มันก็ปกตินิไม่เห็นมีอะไรแปลก หรือ แตกต่างไปจากเดิม” ... ในปัจจุบันเรากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ชื่อว่า "ฝ่ายซ้าย" (leftism) ซึ่งขอบเขตของคำว่าฝ่ายซ้ายนั้นจะเป็นซ้ายกลางหรือซ้ายจัดก็ได้ ทั้งนี้นั้นผู้ศึกษาประวัติศาสตร์กระแสหลักอาจหลงคิดไปว่ามันได้สูญสลายไปตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลายไปในปี ค.ศ.1991 แต่นั้นมันเป็นเพียงซ้ายเก่าเท่านั้นทว่าก่อนหน้าสหภาพโซเวียตล่มสลายก็ได้มีขบวนการฝ่ายซ้ายในชื่อ "ซ้ายใหม่" (new left)ในช่วงยุคทศวรรษ 1960s ได้ก่อกำเนิดขึ้นและพวกเขารับแนวความคิดทฤษฏีเชิงวิพากษ์มาจากสำนักแฟรงเฟิร์ด (Frankfurt school) อันได้แก่ อุดมการณ์ความหลากหลายทางเพศ หรือ การปลูกฝังเพศวิถี (gender study), ทฤษฏีคเวียร์ศึกษา (queer study), ทฤษฏีหลังอาณานิคม (post-colonialism) และอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลในการสร้าง "ความเป็นมวลชน" (mass) ที่ทำให้เกิด 'สื่อเพื่อมวลชน' (mass media) 'วัฒนธรรมต่ำ' (low culture) 'ศิลปะแบบมวลชน' (mass art) และอื่น ๆ ได้ถูกลดทอนคุณค่าทางจิตวิญญาณ ความตั้งใจสร้างสรรค์ลงแล้วในยุคสมัยใหม่นี้ ปรากฏการณ์เหล่านี้เรียกว่า “การต่อต้านวัฒนธรรม” (counterculture) ซ้ายใหม่ได้ทิ้งมรดกเอาไว้มากมาย หนึ่งสิ่งที่จะเห็นได้ในทุกวันนี้ก็คือ "ลัทธิตื่นรู้" ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สถาบันการศึกษา และที่ต่าง ๆ ที่กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป
.
หลายคนต้องการคำตอบอย่างแน่ชัดว่า “อ่าวแล้วมันเป็นปัญหาอย่างไร?” ทางผู้เขียนจำเป็นจะต้องบอกถึง "วัตถุประสงค์ที่แท้จริง" ของพวกเขาก่อนว่าแท้จริงแล้วมันคือ หนทางที่นำไปสู่การก้าวข้ามขีดจำกัดธรรมชาติ (ฝืนธรรมชาติ) ผ่านการเรียกร้อง "ความเท่าเทียม" (equality) ตั้งแต่ความเท่าเทียมอันเป็นจุดเริ่มตันอย่าง 'ความเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย' (equality before the law) จนถึง 'ความเท่าเทียมเชิงผลลัพธ์' (equality of outcome) แนวทางของพวกเขาเองยัง 'แพร่กระจาย' [แทรกซึม] ไปสู่องค์ความรู้ต่าง ๆ อันนำไปสู่การบิดเบือน-แก้ไขความจริงที่ดำรงอยู่อย่างปกติ หรือ ก็คือการสร้างกระบวนทัศน์ในโลกใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มพวกเขาเองจะเห็นได้ชัดจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง เช่น การแก้ไขนิยามทางเพศของผู้ชายและผู้หญิง, การทำให้ผู้ชายข้ามเพศมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมเหมือนกับผู้หญิง, การให้ความชอบธรรมกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือ การปลูกฝังคุณค่าสากลตามแบบฝ่ายซ้ายที่เชื่อว่าประชาธิปไตย สังคมนิยม สิทธิมนุษยชน คือ ทางออกของทุกอย่างของสังคมต่าง ๆ ในโลก รวมไปถึงประเด็นต่าง ๆ ที่พวกเขาจำต้องฝังหัวคนอื่นให้มองโลกว่ามีมโนทัศน์เพียงแค่เรื่องของ “ผู้กดขี่-ผู้ถูกกดขี่” เท่านั้น สำหรับประเทศไทยและทั่วโลกความคิดเหล่านี้ล้วนถูกฝังอยู่ในกลไกเชิงอุดมการณ์ของรัฐที่เป็นเรื่องระดับใหญ่ในเชิง ‘โครงสร้าง’ และจะขยับไปให้เล็กลงในระดับ ‘บุคคล’ ยกตัวอย่างเช่น ในมหาวิทยาลัย ในโรงเรียนรัฐ ในหลักสูตรการเรียนการสอน สถาบันศาสนา สถาบันครอบครัว หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่าง ๆ ที่มีการรับความคิดแบบนี้เข้าไปโดยปราศจากภูมิคุ้มกันและจะต้องเรียกร้องว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเป็นปัญหาอยู่ตลอดเวลา
.
สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นนี้เองคือตัวอย่างผลกระทบที่มาจากแนวคิดของ “อันโตนีโอ กรัมชี” เขาคือนักปรัชญามาร์กซิสต์ชาวอิตาลีที่ถูกขังในคุกสมัยรัฐบาลเผด็จการฟาสซิสต์ของอิตาลีในช่วงค.ศ.1926 และจนเขาเสียชีวิตในคุกปี ค.ศ.1937 กรัมซี่ได้ทิ้งงานเขียนมากมายบนโลกที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของมาร์กซิสต์จากเดิมที่เสนอให้ "ปฏิวัติทางชนชั้นด้วยความรุนแรง" (ทางกายภาพ) ไปสู่ "การปฏิวัติทางชนชั้นผ่านการยึดอำนาจนำทางสังคม" โดยสิ่งที่เรียกว่า 'อำนาจนำ' (cultural hegemony) เป็นวัฒนธรรมที่ถูกกำหนดโดยผู้ปกครองอันส่งผลต่อบรรทัดฐาน ค่านิยม ความคิด การศึกษาของผู้ถูกปกครอง แนวคิดของกรัมซี่พยายามสร้างความจริงใหม่ในพื้นที่ของ 'อำนาจอ่อน' (soft power) เช่น งานศิลปะ, ดนตรี, ภาพยนตร์, สื่อและอื่น ๆ ที่เพื่อครองพื้นที่ทางความคิดสาธารณะให้กลายเป็น "ฝ่ายซ้าย" หรือก็คือ สถานภาพทางสังคม (status quo) เป็นซ้าย (ในประเทศไทยปัจจุบันเป็นเช่นนั้น) สิ่งเหล่านี้เองล้วนเปิดทางให้ “พรรคการเมืองฝ่ายซ้าย” สามารถขึ้นมามีอำนาจได้อย่างไม่มีอุปสรรคเกี่ยวกับ “จำนวน” (อันเป็นตัวแปรสำคัญในการชนะกติกาใด ๆ ก็ตาม) หมายความว่าสิ่งที่ฝ่ายซ้ายได้รับจากการยึดครองอำนาจนำก็คือ “การครองใจผู้คน” ได้สำเร็จ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่หากใครต้องการทราบว่ายุทธศาสตร์ของพรรคฝ่ายซ้ายเป็นอย่างไรและทำไมมันถึงประสบความสำเร็จก็ควรอ่านงานของอันโตนีโอ กรัมชี
.
ผลผลิตทางความคิดของกรัมซี่ปรากฏให้เห็นในเหตุการณ์การต่อต้านวัฒนธรรมในปีทศวรรษ 1960s และแพร่กระจายในประเทศตะวันตกและประเทศในเอเชีย เราจะเห็นได้ว่าในโลกสมัยใหม่หลังจบสงครามโลกครั้งที่สองจะมาพร้อมกับ 'ความก้าวหน้าทางสังคม' อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นขบวนการเคลื่อนไหวแรงงาน อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ (ยาคุมกำเนิด-ถุงยางอนามัย) การเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก (รวมถึงไทย) กล่าวได้ว่าสังคมยิ่งก้าวหน้ามากก็จะนำไปสู่ความเสื่อมทรามถดถอยทางศีลธรรม ซึ่งแน่นอนมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขบวนการฝ่ายซ้ายที่นำยุทธศาสตร์แบบกรัมซี่มาใช้ในชื่อ "Long march through the institutions" เพื่อแสดงให้เห็นถึงชัยชนะและการมองภาพความสำเร็จทางการเมืองในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น พวกเขาพร้อมทำลายประเพณี รากเง้าของประเทศไปจนหมดให้เหลือแต่คุณค่าแบบความก้าวหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งแนวทางของพวกเขายังใช้ประโยชน์จากแนวคิดเสรีนิยม-เสรีนิยมประชาธิปไตยในการเป็น "ประตู" สู่ชัยชนะอย่างยั้งยืน เมื่อใดที่พวกเขาไม่แสดงการกระทำออกที่จะรุกล้ำเข้ามาถึงสิทธิ์ในทรัพย์สิน สิทธิ์ในชีวิต และสิทธิ์ในร่างกายแล้ว หลักการไม่รุกรานใครก่อนก็จะไม่สามารถใช้ได้ โดยใช้กับศัตรูที่มีความคิดที่มุ่งทำลายสิทธิ์เหล่านี้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หรือ แนวคิดความเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ทางวาจา ทางความคิดต่าง ๆ ก็ล้วนอนุญาตให้พวกเขาแสดงออกได้อย่างอิสระ แม้ว่าการแสดงออกของพวกเขามีวัตถุประสงค์เพื่อ "ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น" ก็ตามที
.
มิหน่ำซ้ำในโลกสมัยใหม่ที่แนวคิดกรัมซี่เป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการเมืองแบบมวลชน (mass politics) ได้นำพาความไร้เหตุผล (irrational) และทำให้อารมณ์ความโกรธเคืองต่อสิ่งต่าง ๆ มีความรุนแรงขึ้น, นำพาเรื่องที่เป็น 'วัฒนธรรมแบบต่ำ' ปฏิเสธการให้ความสำคัญเชิงคุณค่าและความตั้งใจของอัตลักษณ์ ศิลปะ ภาพยนตร์ งานเขียนและอื่น ๆ ให้กลายเป็นเรื่องทั่วไปมากกว่าการตั้งอกตั้งใจเข้าใจถึงแก่นแท้ และอื่น ๆ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์เป็นส่วนสำคัญในการแสดงออกทางการเมือง แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งการเมืองแบบมวลชนถือเป็นเครื่องมือของการสถาปนาชนชั้นนำใหม่ โดยเฉพาะชนชั้นนำฝ่ายซ้ายที่อาศัยประโยชน์จากมวลชนที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลเพื่อการครอบครองอำนาจ และการเมืองสมัยใหม่นี้เองที่เป็นผลผลิตของ "ฝ่ายซ้าย" จะพาเราทุกคนลงสู่เหวนรกที่ไม่สามารถกลับขึ้นมาได้อีก
.
อย่างไรก็ตาม กำแพงที่เรียกว่า "โลกสมัยใหม่" มันนำไปสู่ความเสื่อมเสมอ ยิ่งก้าวหน้าก็ยิ่งเสื่อมและอันตราย และแน่นอนว่ามันคือกลียุคที่แท้จริง หากคิดจะต่อกรกับมันก็จงสดับฟังคำเตือนของนิทเช่ที่ว่า “ผู้สู้กับปีศาจพึงระวัง มิฉะนั้นเขาอาจกลายเป็นปีศาจไปด้วย และถ้าคุณจ้องมองลงไปในนรกนานๆ นรกก็จ้องมองมายังคุณด้วย” การที่จะทำความเข้าใจปีศาจ (กรัมซี่) ก็จำเป็นจะต้องไม่ให้ตัวเองเป็นปีศาจซะเอง แต่แน่นอนว่าในท้ายที่สุด เราก็มีตัวอย่างบนโลกใบนี้ที่เป็นผู้ปราศจากการควบคุมจากมายาคติ ปราศจากความทุกข์ ผู้ที่ก้าวข้ามลัทธิบริโภคนิยมและสูญนิยมได้มีเพียงแค่ “พระมหาบุรุษ” เท่านั้นที่เป็นผู้ความเข้าใจถึงแก่นของปัญหาและความเสื่อมของสังคมเรียกว่าเป็น “กลียุค” (Kali Yuga) และมหาบุรุษนั้นนำพาเราไปสู่การปลดปล่อยจากโลกที่เต็มไปด้วยความเสื่อมถอย ...


10 กฎพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์
.
เศรษฐศาสตร์คือวิชาที่ว่าด้วยเรื่องการศึกษาการกระทำของมนุษย์ (human action) ที่นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่มีความขาดแคลน การผลิต การบริโภค และกลไกทางเศรษฐกิจนี้เองก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์เป็นผู้ปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ อย่างหลากหลาย โดยศัพท์ทางการจะเรียกกันว่า "การแบ่งงาน" (division of labor) ทั้งนี้การปฏิบัติของผู้คนจำนวนมากในเศรษฐกิจก็ย่อมมีกฎที่สามารถคาดการณ์ได้ว่าถ้าทำอะไรจะส่งผลแบบไหนผ่านการพิสูจน์ด้วย “สัจพจน์” (axioms) ถือเป็นกฎทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกค้นพบขึ้นจากธรรมชาติของสังคมมนุษย์ เช่น ‘กลไกราคา’ ‘มูลค่า’ ‘เงินเฟ้อ’ และอื่น ๆ ในบทความนี้จะเป็นการสรุป 10 กฎอันเป็นพื้นฐานทางวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ใครหลายคนจะต้องรู้กัน
.
(1).การผลิตจะต้องมาก่อนการบริโภคเสมอ (Production precedes consumption) เนื่องจากการจะบริโภคใด ๆ ก็ตามจะต้องมีสิ่งที่จะต้องอยากบริโภคเกิดขึ้นก่อน (ถ้าอยากกินปลาก็ต้องมีปลา, ถ้าอยากกินแอปเปิ้ลก็ต้องมีแอปเปิ้ลก่อน) แนวคิดนี้เองก็นำไปสู่การกระตุ้นการบริโภคเพื่อที่จะขยายการผลิตไปให้มากที่สุด แต่ว่าการบริโภคสินค้าและบริการไม่ใช่สิ่งที่ "ตกมาจากฟ้า" การบริโภคนี้เป็นจุดสุดท้ายของห่วงโซ่ของกระบวนการผลิตที่ใช้เวลาหรือที่เรียกว่า "โครงสร้างการผลิต" (structure of production) หรือ ก็คือการจะผลิตสิ่งใด ๆ ก็ตามจะต้องมีส่วนประกอบที่ใช้ในกระบวนการผลิตที่สำคัญ เช่น หากจะผลิต "ปากกา" (pen) ก็ต้องทราบที่มาของวัสดุที่ใช้ทำปากกาซึ่งจะต้องใช้ 'เวลา' ในการค้นหาวัสดุเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป
.
(2).การบริโภคคือเป้าหมายสุดท้ายของการผลิต (Consumption is the final goal of production) เนื่องจากการบริโภคคือรูปธรรมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเป้าหมายของการผลิตเอง การประเมินคุณค่าของสินค้าบริโภคโดยผู้บริโภคจะเป็นการกำหนดมูลค่าของสินค้าที่ผลิต หรือก็คือ การบริโภคในปัจจุบันเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการผลิตที่เป็นขั้นตอนก่อนหน้านั้น ดังนั้นด้วยกระบวนการนี้เองจะทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นเป็นเจ้าของสินค้าและบริการที่ถูกผลิตออกมาในขั้นตอนสุดท้ายของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
.
(3).สิ่งต่าง ๆ จะต้องมีต้นทุนเสมอ (Production has costs) เพราะว่าในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่ฟรีมันจำเป็นจะต้องมีการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาเสมอ (รวมไปถึงการผลิตสิ่งใด ๆ ก็ตาม) แม้ว่าการจัดทำ "รัฐสวัสดิการ" ที่ใครหลายคนบอกดีเลิศหนักหนาก็ต้องมีต้นทุนจากการเก็บภาษี ในขณะที่ผู้จ่ายภาษีก็มองว่ารัฐบาลเป็นผู้ยึดรายได้จากคน ๆ หนึ่งที่พวกเขาก็ไม่ได้เต็มใจจะจ่ายให้ตั้งแต่แรก โดยที่การจ่ายภาษีของพวกเขาก็เป็นรายได้ของรัฐบาลที่นำเงินของคนจ่ายภาษีไปทำสิ่งต่าง ๆ อย่างสิ้นเปลือง
.
(4).มูลค่าเป็นเรื่องของจิตวิสัยเสมอ (value is subjective) การประเมินคุณค่า/มูลค่าขึ้นอยู่กับจิตวิสัยของแต่ละคนตามแต่ละสถานการณ์ อย่างเช่น น้ำดื่มอาจมีมูลค่าที่แตกต่างกันตามแต่ละคนและสถานการณ์ หากคนอยู่ในทะเลทราย น้ำก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูง ในขณะที่หากอยู่ในตามเมืองหรือร้านสะดวกซื้อมันก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่ามากเท่ากับในทะเลทราย หรือ แม้แต่อุณหภูมิของห้องหลังจากปรับแอร์อยู่ที่ 21 องศา ความรู้สึกของคนก็อาจจะมีบ่นว่าร้อน หรือ บางคนก็บอกหนาวแตกต่างกันออกไป
.
(5).ผลิตภาพจะต้องกำหนดอัตราค่าแรง (Productivity determines the wage rate) คือการที่ผลิตผล (output) ต่อชั่วโมงเป็นการกำหนดอัตราค่าแรง โดยเฉพาะในสภาวะการแข่งขันภายในตลาดแรงงาน กลุ่มธุรกิจจะแข่งขันเรื่องอัตราค่าแรงที่เหมาะสมกับแรงงาน และผลผลิตส่วนเพิ่มที่สูงกว่าอัตราค่าแรง กล่าวได้ว่าการแข่งขันของบริษัทเอกชนจะเป็นการทำให้อัตราค่าแรงตรงกับผลิตภาพของแรงงานทำได้
.
(6).การใช้จ่ายคือรายได้กับต้นทุน (Expenditure is income and costs) หลายคนอาจเข้าใจว่า "การใช้จ่าย = รายได้" ของอีกคนเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วมันยังรวมถึงต้นทุนด้วย กล่าวคือ การใช้จ่ายนับเป็นต้นทุนสำหรับผู้ซื้อ และ รายได้สำหรับผู้ขาย (รายได้ = ต้นทุน) ดังนั้น กลไกที่เรียกว่า "ตัวคูณทางการเงิน" ที่ภาครัฐชอบใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็จะส่งผลทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นพร้อมกับรายได้ได้เช่นกัน (ถ้าทำให้รายได้เกิดตัวทวีคูณเพิ่มขึ้น ต้นทุนก็จะต้องเกิดตัวทวีคูณตามเช่นกัน) ในขณะที่เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ละเลยผลกระทบต่อต้นทุนที่เกิดขึ้น มันจึงทำให้นักเศรษฐศาสตร์สำนักคิดนี้ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าปรากฏการณ์อย่างเงินเฟ้อมันถึงทำให้ต้นทุนมันเพิ่มขึ้นพร้อมกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นตาม เพราะพวกเขาตัดผลกระทบด้านต้นทุนในสมการของกระตุ้นเศรษฐกิจออกไป
.
(7.) เงินไม่เท่ากับความมั่งคั่ง (Money is not wealth) กล่าวคือ มูลค่าของเงินจะแสดงออกผ่านสิ่งที่เรียกว่า "กำลังการซื้อ" และเงินนี้เองเป็นเพียงเครื่องมือในการแลกเปลี่ยน ความมั่งคั่งของคนจะเห็นได้ว่ามีก็ต่อเมื่อการเข้าถึงสินค้าและบริการที่เขาต้องการ และบนโลกใบนี้เราจะไม่สามารถเพิ่มความมั่งคั่งให้แก่ชาติของตนเองเพียงแค่การเพิ่มธนบัตร สินเชื่อ หรือการพิมพ์เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ
.
(8.) แรงงานไม่ได้เป็นผู้สร้างมูลค่า (Labor does not create value) แรงงานถือเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลิตสินค้าและบริการก็จริง แต่ "มูลค่าของสินค้า" ขึ้นอยู่กับอรรถประโยชน์ของปัจเจกแต่ละคน หมายความว่าสินค้าและบริการจะมีมูลค่าอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับบริโภคจะประเมินมัน (ให้คุณค่า) ซึ่งการประเมินมูลค่าตรงนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าแรงงานตามทฤษฏีของมากซ์ที่เข้าใจกัน (Karl Marx)
.
(9.) กำไรเป็นเพียงโบนัสสำหรับผู้ประกอบการ (Profit is the entrepreneurial bonus) ในระบบตลาดเสรีทุนนิยมนั้นกำไรทางเศรษฐกิจคือโบนัสสำหรับธุรกิจที่มีความพยายามในการปรับตัว ถ้าหากธุรกิจอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็จะไม่มีเรื่องของกำไรหรือขาดทุน ตรงกันข้ามกับระบบเศรษฐกิจที่มีการเติบโตเรื่อย ๆ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นและความเปลี่ยนแปลงนี้เองก็เป็นที่มาของ "กำไรทางเศรษฐกิจ" แต่ธุรกิจนั้นจะต้องคาดการณ์ถึงอุปสงค์ในอนาคตที่เขาจะได้รับจากผู้บริโภค แต่ถ้าธุรกิจนั้นไม่สามารถทำสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้แล้วก็จะต้องเผชิญหน้ากับการล้มละลายหรือปิดตัวลงในที่สุด
.
(10.) กฎทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงทั้งหมดเป็นกฎเชิงตรรกะ (All genuine laws of economics are logical laws) กฎทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นเรื่องก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ (synthetic a priori reasoning) หรือก็คือมันไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผิดเพราะมันคือกฎที่เป็นข้อเท็จจริงในตัวเอง (self-evident) ดังนั้นโดยพื้นฐานของกฎทางเศรษฐศาสตร์แล้วนั้นไม่มีความจำเป็นต้องใช้การพิสูจน์เชิงประจักษ์เข้ามาช่วย การอ้างอิงถึงข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เป็นเพียงตัวอย่างประกอบที่ไม่ได้แสดงหลักการใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้มันก็เปิดทางให้ใครหลายคนเมินเฉยหรือละเมิดกฎพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ยังไงก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันกฎทางเศรษฐศาสตร์เหล่านั้นจะไม่ทางเปลี่ยนแปลงมันได้อยู่ดี
.
บรรณานุกรม
Mueller, Antony P. Ten Fundamental Laws of Economics. Auburn, AL: Mises Institute. 2016.


เดี๋ยวลงบทความในนี้เพิ่มนะครับ 😈
เศรษฐศาสตร์คือ "วิทยาศาสตร์สังคม" การคำนวณทางคณิตศาสตร์ไม่สามารถเข้าใจแก่นแท้ของสังคมได้
.
“ประสบการณ์ที่ศาสตร์แห่งการกระทำของมนุษย์มักเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนเสมอ ไม่มีการทดลองใด ๆ ในห้องปฏิบัติการที่คำนึงถึงการกระทำของมนุษย์” –Ludwig von Mises
.
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเศรษฐศาสตร์ถึงเรียนยากมากและเต็มไปด้วยสูตรคณิตศาสตร์ประยุกต์ที่เป็นโจทย์ในการหาคำอธิบายเศรษฐกิจว่ามันทำงานอย่างไร แม้แต่บางคนอาจส่งต่อความเชื่อที่ว่าเศรษฐศาสตร์ไม่ควรมาเข้าเรียนเพราะมันยากและซับซ้อนเกินไป แต่มันจะเป็นจริงอย่างที่เขากล่าวมาจริงไหม?
.
เราจะต้องเริ่มทำความรู้จักกับเศรษฐศาสตร์กันก่อนว่ามันคืออะไร? นิยามของเศรษฐศาสตร์คือ "วิทยาศาสตร์สังคมที่มีเป้าหมายในการจัดสรรทรัพยากรให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด" โดยมุ่งเน้นไปที่ภาพรวมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การผลิต การกระจายทรัพยากรต่าง ๆ จะเกี่ยวข้องกับชีวิตของ "คน" และเมื่อมันเกี่ยวกับ "คน" คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเศรษฐศาสตร์มันเกี่ยวกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ด้วยใช่ไหม? แน่นอนว่า "ใช่" แต่มันไม่เสมอไป เพราะเศรษฐศาสตร์ทุกวันนี้เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่บ่มเพาะบนฐานคิดทางปรัชญาแบบ "ปฏิฐานนิยม" (positivism) ที่เชื่อว่าปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ ทฤษฏีหลักการและเหตุผลใด ๆ ในทางเศรษฐศาสตร์จะสามารถถูกพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือ การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ (แนวคิดทางปรัชญาแบบ "ปฏิฐานนิยม" พยายามทำให้วิทยาศาสตร์สังคมจะต้องใช้วิธีการแบบเดียวกันแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ) เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว มันเป็นเหตุผลว่าทำไมการพัฒนาโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่ออธิบายเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องปกติในทุกวันนี้ แม้ว่าโมเดลเหล่านั้นจะละเลยกฎทางเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมเท่าไหร่ก็ตามความนิยมในการใช้โมเดลคณิตศาสตร์ก็ยังโดดเด่นเหมือนเดิม
.
ตัวอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดว่าเป็นผลพวงของแนวคิดปฏิฐานนิยมในวิชาเศรษฐศาสตร์ก็คือ "เศรษฐมิติ" (econometric) ที่เป็นการจับตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์กันมาอธิบาย หรือ นำมาคาดการณ์เศรษฐกิจล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น คาดการณ์ผลกระทบของรายได้ (income effect) จากข้อมูลที่เก็บมาอย่าง การเพิ่มขึ้นของรายได้ของคนจะทำให้การใช้จ่ายยิ่งเพิ่มขึ้นตามรายได้ตาม หรือนอกจากเศรษฐมิติก็คือ ทฤษฏีมูลค่าแรงงานของมากซ์ที่นำแรงงานมาเป็นหน่วยวัดมูลค่าของสินค้าและบริการ (ถูกตีตกไปแล้วในงานของ Eugen von Böhm-Bawerk) เป็นต้น ซึ่งสาเหตุที่นักเศรษฐศาสตร์บางสำนักคิดวิพาก์วิจารณ์การใช้คณิตศาสตร์ในวิชาเศรษฐศาสตร์ (รวมไปถึง "เศรษฐมิติ") หลัก ๆ ก็คือ "การนำวิธีวิทยาของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาใช้กับวิทยาศาสตร์สังคม" ที่ตัวแปรและความสัมพันธ์ของทั้งสองศาสตร์มีความแตกต่างกัน แต่ก็มีบางจุดที่ทับซ้อนกันได้ (เช่น การค้นพบ "กฎธรรมชาติ" ของวิทยาศาสตร์สังคมและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ โดยที่การค้นพบนั้นไม่ได้มาจากฝีมือมนุษย์เป็นผู้สร้างมัน) โดยทั้งสองศาสตร์นั้นไม่สามารถนำวิธีวิทยามาใช้แทนกันได้เพราะ (a).ในวิทยาศาสตร์สังคมที่มุ่งเน้นไปที่ตัวแสดงอย่าง "มนุษย์" ที่มีความซับซ้อน และไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของคนได้ด้วยสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ (b). มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลและก็ไร้เหตุผลในขณะเดียวกัน มันจึงซับซ้อนตามข้อ (a) การกระทำของมนุษย์ต่าง ๆ มีจุดมุ่งหมาย ความพึงพอใจ ความคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และ (c ). สังคมมนุษย์ที่มีความซับซ้อนหลากหลายนั้นไม่สามารถควบคุมตัวแปรความซับซ้อนได้เหมือนกับห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ได้ ก็หมายความว่าการใช้คณิตศาสตร์ในการ “ค้นหาปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ” หรือ “อธิบายปรากฏการณ์” จึงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงตรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคณิตศาสตร์จะไร้ประโยชน์ในเศรษฐศาสตร์เสมอไป
.
ตามความคิดของสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน (Austrian Economics) มีมุมมองที่ไม่สนับสนุนให้คณิตศาสตร์เป็นส่วนสำคัญในการศึกษาเศรษฐศาสตร์อันเนื่องมาจาก (i).ภาษาทางคณิตศาสตร์นำไปสู่เรื่องของ "การทำงานของสูตรคำนวณ" (functional) มากกว่าการวิเคราะห์เศรษฐกิจตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นการพรรณาให้เห็นภาพว่าเศรษฐกิจจะไปสู่ "จุดดุลยภาพ" ได้อย่างไรตามอุดมคติ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจริง ๆ (Mayer 1994; Mises 1998); (ii).คณิตศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมือการแปลทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ในรูปของคำอธิบายทั่วไปสู่รูปของสูตรตัวเลข ทำให้หน้าที่ของตัวมันเองไม่ได้เป็นตัวแสดงที่ทำให้เกิดการค้นพบปรากฏการณ์ใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ (Rothbard 1956; Boettke 1996); และ (iii).การอธิบายทางคณิตศาสตร์มีความกำกวมมากกว่าภาษาทั่วไปที่ใช้อธิบายทางเศรษฐศาสตร์ (Rothbard 1976) แต่อย่างไรก็ตามเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนไม่ได้ปฏิเสธคณิตศาสตร์เสมอไป แต่ออสเตรียนมองว่าควรใช้คณิตศาสตร์ตามความเหมาะสมที่มันสามารถช่วยเหลือคนได้ ยกตัวอย่างเช่น การใช้มันเป็นเครื่องมือในการคำนวณต้นทุน เครื่องมือในการคำนวณสินค้าและบริการ การจัดสรรต้นทุนต่าง ๆ แต่ทั้งนี้หน้าที่ของมันไม่สามารถวิวัฒน์ไปสู่การประเมินมูลค่าจิตวิสัยในเศรษฐกิจเพื่อที่จะประเมิน หรือ คาดการณ์อนาคตของเศรษฐกิจได้ (ไม่ว่าจะมีสูตรคำนวณที่ซับซ้อนแค่ไหนก็ตามการคำนวณธรรมชาติของคนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้)
.
*(note)* ความแตกต่างระหว่างสำนักออสเตรียนกันนีโอคลาสสิคก็คือ สำนักออสเตรียนเชื่อมั่นในกระบวนการของตลาด (market process) อันเป็นจิตวิสัยของคนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ และไม่เชื่อในการแข่งขันสมบูรณ์ ออสเตรียนมองว่าเริ่มต้นการศึกษาเศรษฐศาสตร์มาจาก “สัจพจน์ของการกระทำ” (action axiom) ในขณะที่นีโอคลาสสิคเป็นเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เชื่อมั่นในการทำให้ตลาดเกิดดุลยภาพ (equilibrium) ที่อาศัยสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์และสมมติฐานการแข่งขันสมบูรณ์ (perfect competition)
=
ปัญหาของนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์
=
นักเศรษฐศาสตร์ หรือ นักการเมืองที่ชื่นชอบการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจตามแนวทางแบบการลองผิดลองถูก (trial and error) ที่มี "ชีวิตของคนเป็นเดิมพัน" พวกเขามักจะนำคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบเคนส์มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยวาดแผนผังการแก้ปัญหาโดยใช้คณิตศาสตร์เป็นภาษาอธิบาย ... พวกเขามองว่า "สูตรคำนวณ" (formula) ที่พัฒนาขึ้น หรือ นำมาใช้ต่อมีประโยชน์ต่อการอธิบายวิกฤตเศรษฐกิจและหลีกเลี่ยงมัน พวกเขาถูกบ่มเพาะมาในสถาบันการศึกษาที่สอนให้ "รัฐ" เป็นผู้ปกครองในมิติของปัจเจก *ทุกด้าน* เมื่อเป็นเช่นนั้นความคิดที่พวกเขาจะไม่สนใจคนที่อยู่ข้างล่างสุดของสังคมจึงเป็นเรื่องที่ถูกแสดงออกมาจากการทำนโยบายของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น มันแสดงออกมาในรูปของ 'การกระจายทรัพยากร' ผ่านการทำรัฐสวัสดิการ ที่เขาเชื่อว่ามันจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น ให้โอกาสคนได้แข่งขันกันแต่ไม่สนใจข้อเท็จจริงที่ว่า "การให้รัฐช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ แล้วทำให้คนลืมตาอ้าปาก มีโอกาสในการแข่งขัน ... ฯลฯ" หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมามันไม่ได้มีความแตกต่างจาก "การนำยาเสพติดให้ผู้อื่นเสพ" ให้เขามัวเมาอย่างไม่มีสติ การกระทำรัฐสวัสดิการก็เช่นกัน มันคือ "รูปของการทำให้คนมาบูชารัฐสวัสดิการ" เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์
.
*ประเทศไทยเคยมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งตามรายงานของ TDRI สรุปผลการระดมความคิด "กลุ่ม 1 เรื่อง การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหาภาค" 12 ธันวาคม พ.ศ.2541 หรือ การเตือนภัยเศรษฐกิจ: กรณีวิกฤตค่าเงินที่ในท้ายที่สุดถ้ากลุ่มเทคโนแครตมีข้อมูลเพียงพอที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ให้เกิดวิกฤตได้ แล้วทำไมยังเกิดวิกฤต? หนึ่งในข้อสังเกตก็คือ พวกเขาก็อธิบายสาเหตุ-ผลลัพธ์ตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ที่เป็นตัวการทำให้เกิดวิกฤต และมีการศึกษา "เครื่องชี้วัดภาวะที่อาจเกิดวิกฤตค่าเงิน" เพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ...
.
ตัวอย่างที่เด่นชัดในสหรัฐอเมริกาก็มีนักเศรษฐศาสตร์ที่ยึดถือแนวทางการลองผิดลองถูกแล้วสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นอย่าง ‘พอล ครูกแมน’ (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เขาได้เสนอ "โมเดล" ที่เชื่อว่ามันจะทำให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นออกจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 1990s แต่ผลลัพธ์ก็คือ "ญี่ปุ่นไม่ได้ฟื้นตัวจากวิกฤตใด ๆ" สุดท้ายเขาเองก็ได้ขอโทษญี่ปุ่นผ่านบทความของ NYT ในปีค.ศ. 2014 แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์แบบครูกแมนมีจำนวนมากในสถาบันการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาที่บ่มเพาะนักคิดที่หมกมุ่นกับตัวเลขโดยละเลยความเป็นจริงว่า “เศรษฐศาสตร์มันไม่ใช่เรื่องของการคำนวณที่ซับซ้อน นอกเหนือจากจะทำให้มันซับซ้อนเอง”
.
แก่นของสังคมคือ “จิตวิสัย” ตรงกันข้ามกับการพยายามหาความจริงแบบ “วัตถุวิสัย” ดังนั้น ความซับซ้อนตรงนี้หากไม่มีความเข้าใจเบื้องต้นแล้วว่าการแยกแยะระหว่างวิทยาศาสตร์สังคมและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมันมี ‘ขอบเขต’ อยู่ตรงไหน และมันทับซ้อนกันได้หรือไม่นั้นมันก็ทำให้การถกเถียงเรื่องเหล่านี้ก็ยังต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จบ
.
บรรณานุกรม
Bruno, Leoni. "On Mathematical Thinking in Economics." Journal of Libertarian Studies 1, No.2 (1977): 101-109.
Friedman, Milton, 1966. "Essays in Positive Economics," University of Chicago Press Economics Books, University of Chicago Press, number 9780226264035, December.
Mises, Ludwig von. 1933. Grundprobleme der Nationalökonomie. Jena. Translated as Epistemological Problems of Economics. George Reisman, trans. New York: New York University Press [1976].
Ludwig von Mises, The Ultimate Foundation of Economic Science (1962), p. 63.
Moreno-Casas, Vicente. 2023. “The Austrian School and Mathematics: Reconsidering Methods in Light of Complexity Economics.” Quarterly Journal of Austrian Economics 25 (4). https://doi.org/10.35297/qjae.010142.
Linsbichler, Alexander, Sprachgeist and Realisticness: The Troubled Relationship between (Austrian) Economics and Mathematics Revisited (August 2, 2021). Center for the History of Political Economy at Duke University Working Paper Series, Available at SSRN: Sprachgeist and Realisticness: The Troubled Relationship between (Austrian) Economics and Mathematics Revisited by Alexander Linsbichler :: SSRN
In recent academic and to some extent public debates, mainstream economics has been accused of excessive mathematization. The rejection of mathemat...