Libertarian Studies's avatar
Libertarian Studies
npub187fs...tz9m
Thai right-libertarian channel advocating for liberty, decentralization, paleocon and laissez-faire.
ขบวนการฝ่ายซ้ายกับการใช้เหตุผลวิบัติในการสื่อสาร . โดย TheReactionarist . ผู้อ่านหลาย ๆ ท่านอาจจะเคยผ่านประสบการณ์การเถียงกับฝ่ายซ้ายมาบ้างแล้ว พวกท่านอาจจะได้เคยพบเห็นวิธีการเถียงของพวกมันที่เน้นเรื่องการบิดเบือน, ย้อนแย้ง และ “ความเห็นใจ” เป็นหลักมากเสียกว่าที่จะใช้เหตุผลและหลักการ หนึ่งในเหตุผลที่พวกมันเป็นแบบนั้นก็เพราะว่าผู้เขียนมองว่า (a) หลักการของพวกมันใช้ไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง ฉะนั้นการที่พวกมันจะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามด้วยเหตุผลและหลักการจึงเป็นหนึ่งในทางออกเมื่อพวกมันไม่สามารถแถ (เถียง) ได้อีกต่อไป โดยการหลีกเลี่ยงดังกล่าวอาจจะตามมาด้วยการโจมตีบุคคลเรื่องส่วนตัวของฝ่ายตรงข้ามหรือด่าทอโดยใช้ฐานความคิดเพียงแค่ด้านความเห็นใจเป็นหลัก; . (b) พวกมันถูก “ล้างสมอง” จากแนวคิดซ้ายและบวกกับการเมืองไทยที่ได้สร้างความแตกแยกจนเกิดการแบ่งขั้ว (political polarization) อย่างชัดเจนจึงทำให้การพูดคุยเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้รวมไปถึงเทรนทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ทั่วไปที่มองเพียงแค่ว่าเวทีทางการเมืองไทยเป็นเพียงแค่ “การต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย” ในขณะที่ใครก็ตามที่ยืนอยู่นอกเหนือกรอบทางการเมืองดังกล่าว เช่น เพจ อิสรนิยมศึกษา - Libertarian Studies ก็จะถูกตีความว่าเป็นเสื้อเหลือง-สลิ่ม หรือตรงกันข้ามฝ่ายเสื้อเหลือง-สลิ่มก็จะมองว่าเราเป็นเสื้อส้ม-สามกีบ . ในบทความสั้นนี้ทางผู้เขียนกล่าวถึงการใช้เหตุผลวิบัติในการสื่อสารของฝ่ายซ้ายที่พบเห็นได้ทั่วไปบนโลกอินเตอร์เน็ต เราจะเน้นที่ฝ่ายซ้ายมากกว่าตามเหตุผลที่ได้กล่าวไปข้างต้น มันอาจจะไม่เป็นสิ่งที่ฝ่ายซ้ายใช้พวกเดียวแต่อาจจะรวมไปถึงฝ่ายอื่นด้วยเช่นกันแต่ทางเรามองว่าเหตุผลวิบัติเหล่านี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายบนเวทีการเมืองโดยฝ่ายซ้ายในประเทศไทยและต่างประเทศเป็นอย่างมาก . Red herring: การเฮอร์ริ่งแดงหรือ “red herring” คือการหันเหใจความสำคัญของการสื่อสารและการถกเถียงไปที่เรื่องอื่นโดยที่เรื่องดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญกับการสื่อสารหรือการถกเถียง ฝ่ายซ้ายมักจะใช้เหตุผลวิบัติในรูปแบบนี้เพื่อหลีกเลี่ยงถึงปัญหาที่ตามมาของอุดมการณ์และความต้องการของพวกมันบนเวทีการเมือง ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังถกเถียงกับฝ่ายซ้ายอยู่ในเรื่องที่ว่าทำไมประเทศไทยถึงมาจุดนี้ได้ แต่แล้วอยู่ดี ๆ ฝ่ายซ้ายก็โพล่งขึ้นมาว่า “ถ้าการเมืองดีเราจะ...” – ตรงนี้จะเห็นได้ชัดถึงความพยายามที่จะหันเหประเด็นไปเรื่องอื่นให้คุณและผู้ฟังไปเน้นที่ประเด็น “การเมืองดี” แทนหลักการหรือเหตุผลอื่นที่มีน้ำหนักมากกว่า การเฮอร์ริ่งมักจะถูกใช้ร่วมกับ “วาทกรรม” (“rhetoric”) เพื่อจูงใจผู้ฟังในขณะที่ฝ่ายซ้ายมักจะไม่อธิบายเลยว่า “การเมืองดี” ดังกล่าวคืออะไร? นิยามแบบไหน? เป็นในรูปแบบใด? มากไปกว่านั้นนอกเหนือจากการเฮอร์ริ่งแดงแล้ว วาทกรรม “การเมืองดี” เป็นเครื่องมือแบ่งดีร้ายใช้เพื่อสร้างภาพ เพียงเพราะแค่มันใช้วาทกรรม “การเมืองดี” แล้ว คุณและผู้ฟังก็จะต้องยอมจำนนต่อความต้องการ “การเมืองดี” ของมันในขณะที่คุณถูกป้ายสีให้เป็น “การเมืองร้าย” . Ad hominem: การโจมตีตัวบุคคลหรือ “ad hominem” คือเหตุผลวิบัติที่โจมตี ลักษณะ, รูปลักษณ์, แนวคิด, แรงจูงใจ, ความเป็นมา, ประวัติ และ อื่น ๆ ที่นิยามตัวบุคคลแทนที่จะเป็นการถกเถียงที่ตัวประเด็นจริง ๆ เหตุผลวิบัติในรูปแบบนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในโลกอินเตอร์เน็ตเพราะการเข้าถึงที่ง่ายและเป็นแหล่งรวมคนรุ่นใหม่ฝ่ายซ้ายที่ยังคิดถกเถียงและคุยให้ตรงประเด็นไม่ได้อย่างสมบูรณ์หรือกล่าวในภาษาอังกฤษก็คือ “unwise” ทั้งนี้ทางเราก็เคยเห็นคนรุ่นเก่าที่ใช้เหตุผลวิบัตินี้เช่นกันตามเพจข่าวต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น มีคนเสื้อแดงออกมาต้อนรับอดีตนายกท่านนั้นที่กลับไทยมาไม่ว่าจะเหตุใดก็ตาม แต่กลุ่มคนบางกลุ่มโดยเฉพาะที่อ้างตัวว่าเป็น “คนรุ่นใหม่-เสื้อส้ม” ก็ออกมาโจมตีว่า “คนเสื้อแดงโดนจ่ายมา” – ตรงนี้จะเห็นได้ชัดถึงการโจมตีแรงจูงใจของคนเสื้อแดงมากกว่าที่จะถกเถียงถึงประเด็นที่ว่าทำไมคนเสื้อแดงถึงออกมาต้อนรับอดีตนายก เพราะเขายังเป็นคนที่สามารถกู้ประเทศได้จากกระแสฝ่ายซ้ายใหม่? เพราะเขายังเป็นคนที่สามารถสร้างความสงบได้? เพราะเขาสามารถจะช่วยทำให้ประเทศดำเนินต่อไปที่ตรงกันข้ามกับที่พวกมันต้องการแต่ยังเป็นที่ชื่นชอบต่อคนต่างจังหวัด? พวกมันไม่ได้สนคำถามเหล่านี้แต่โจมตีคนเสื้อแดงเพียงง่าย ๆ แค่ว่า “คนเสื้อแดงโดนจ่ายมา” รวมไปถึงอาจจะโจมตีพร้อมความเชื่อผิด ๆ ที่ว่าคนเสื้อแดงทุกคนต้องการเงินจึงออกมาต้อนรับอดีตนายก ในประเด็นนี้แสดงให้เห็นชัดถึงการมโนภาพของฝ่ายซ้ายที่มองว่าตัวเองมีศีลธรรมและการศึกษาที่สูงกว่าผู้อื่น – ทั้งนี้การโจมตีตัวบุคคลในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศตะวันตกมักจะเป็นการโจมตีโดยป้ายสีตรง ๆ อย่างรุนแรง เช่น กล่าวหาว่าบุคคลหนึ่งเป็น “นาซี” หรือ “ฟาสซิสต์” ถ้าบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นพวกเขาก็ถือว่าผิด หรือถ้าบุคคลดังกล่าวเป็นจริง ๆ แล้วยังไง? บุคคลดังกล่าวก็มีหลักการและเหตุผลที่มีน้ำหนักพอที่จะเถียงได้ (นอกเสียจากจะมองในเชิงฝ่ายซ้ายที่ตีความว่า “ลัทธิฟาสซิสต์” ไม่มีหลักการมาโดยตลอด ทางเราไม่เคยมองว่าเพราะศัตรูเราเป็นซ้าย/คอมมิวนิสต์เราจึงต้องโจมตีเพราะพวกมันเป็นแบบนั้น เราโจมตีที่หลักการและเหตุผลของพวกมัน) . Straw man fallacy: การโจมตีหุ่นฟางหรือ “straw man fallacy” คือเหตุผลวิบัติที่โจมตีเหตุผลที่อีกฝ่ายไม่ได้เสนอ ฝ่ายซ้ายมักจะใช้เหตุผลวิบัตินี้ในการสร้างภาพลวงที่ว่าตนได้โต้แย้งเหตุผลของอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์เพื่อทำให้ผู้ฟังคิดว่าตนได้ชนะอีกฝ่ายแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ทางเพจ อิสรนิยมศึกษา - Libertarian Studies ได้อธิบายว่า “แรงงานไม่ได้เป็นผู้สร้างมูลค่า ([l]abor does not create value) แรงงานถือเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลิตสินค้าและบริการก็จริง แต่ “มูลค่าของสินค้า” ขึ้นอยู่กับอรรถประโยชน์ของปัจเจกแต่ละคน” แต่กลับมีบุคคลท่านหนึ่งกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำตามใจ ไปตามจิตวิสัยเสมอไป เพราะงบประมาณคนเราไม่เท่ากัน และจิตวิสัย ไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกถึงความ สมเหตุสมผล กับราคาที่ต้องจ่ายเสมอไป” – ในประเด็นนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าบุคคลดังกล่าวพยายามที่จะเบี่ยงประเด็นไปที่เรื่อง “งบประมาณ [...] ไม่เท่ากัน” มากกว่าที่จะโจมตีว่าทำไม “อรรถประโยชน์ของปัจเจกแต่ละคน” ถึงไม่ใช่กฎเหล็กของการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ มากไปกว่านั้นบุคคลท่านนั้นยังมองว่า “ความรู้สึก” ที่มีต่อ “งบประมาณ” ไม่เกี่ยวกับ “จิตวิสัย” ในขณะที่ทางเพจได้อธิบายในประเด็นเรื่องนี้ในแง่ของเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน (Austrian School of Economics) มาอยู่หลายครั้งอย่างสม่ำเสมอ . Self-contradiction: ความย้อนแย้งในตัวเอง “self-contradiction” คือเหตุผลวิบัติที่เกิดขึ้นเมื่อประโยคประพจน์ของผู้กล่าวขัดแย้งในตัวมันเองหรือขัดแย้งกับความจริงที่เป็นที่ยอมรับทั้งในด้านประจักษ์นิยม (empiricism) และเหตุผลนิยม (rationalism) ฝ่ายซ้ายมักจะเสนอนโยบายซ้ายของพวกมันออกมาโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกมันกำลังเสนอนั้นย้อนแย้งในตัวมันเอง และถึงทำไปก็ถือว่าเป็น “การแก้ปัญหาด้วยการวนอยู่ที่เดิม” เสียมากกว่าที่จะเป็นการก้าวไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ทั้งนี้เหตุผลวิบัติในข้อนี้ถือว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญหลักที่ทำให้พวกซ้ายพยายามที่จะเปลี่ยนเทรนของโลกให้ไปทางซ้ายทีละนิดทีละน้อย เมื่อธรรมชาติของจักรวาลและธรรมชาติของมนุษย์ถูกเปลี่ยนเป็นไปเป็นแบบที่พวกซ้ายต้องการความย้อนแย้งก็จะเกิดขึ้นได้ยาก กล่าวคือธรรมชาติอยู่ในมือของพวกมันฉะนั้นความย้อนแย้งจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ทางเพจ อิสรนิยมศึกษา - Libertarian Studies ให้ความเห็นว่าการแข่งขันตามธรรมชาติโดยไร้รัฐเข้ามาแทรกแซงเท่านั้นที่จะเป็นแรงผลักดันทำให้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น แต่กลับมีบุคคลท่านหนึ่งกล่าวว่า “เอกชนจะแข่งขันกันให้เกิดค่าแรงที่เหมาะสมกับแรงงานก็ต่อเมื่อ มีความสามารถในการแข่งขันเท่ากัน อยู่ในบริบททางสังคม และ/หรือมีมาตรฐานจริยธรรมเดียวกันเท่านั้น” โดยที่หลักฐานของความเป็นจริงทั้งในด้านประจักษ์และเหตุผลนั้นการแข่งขันที่จะทำให้เกิดความเหมาะสมต่อสภาวะสังคมจริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนมีความต่างกัน เมื่อธรรมชาติของมนุษย์ยังคงอยู่และถูกแบ่งด้วยความแตกต่างและชนชั้นเท่านั้นที่จะทำให้ “เกิดค่าแรงที่เหมาะสม” ในขณะเดียวกันการทำให้ “อยู่ในบริบททางสังคม และ/หรือมีมาตรฐานจริยธรรมเดียวกันเท่านั้น” โดยใช้อำนาจรัฐในการควบคุมการแข่งขัน “ให้เท่ากัน” รัฐเข้ามาเพื่อบังคับให้ค่าจ้างแรงงาน “เหมาะสม” ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้ “เหมาะสม” แม้แต่น้อยเมื่อปัจเจกในประเทศถูกลดทอนอำนาจในการต่อรองแล้วให้รัฐเข้ามาเป็นนายหน้าโดยที่คำว่า “เหมาะสม” ถูกนิยามโดยรัฐ ฉะนั้นความเหมาะสมจริง ๆ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ในประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดว่า “การแข่งขัน [ที่เท่ากัน]” ดังกล่าวของบุคคลท่านนั้นย้อนแย้งในตัวมันเอง “การแข่งขัน” ถูกทำให้ “เท่ากัน” มันจะไม่ใช่ “การแข่งขัน” อีกต่อไป image
Hans-Hermann Hoppe ลงสื่อกระแสหลักแล้วนะครับ
เราคือขวาเก่า (Old Right) . มันมักจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มกล่าวหาว่าอุดมการณ์และกลุ่มของเราเป็น “ฝ่ายขวาใหม่” (“New Right”) หรือ “ฝ่ายขวาทางเลือก” (“Alt-Right”) ซึ่งในทางตรงกันข้ามและในความเป็นจริงแล้วเราคือ “ฝ่ายขวาเก่า” (“Old Right”) ที่มีอุดมการณ์แตกต่างจากฝ่ายขวาใหม่ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจน เราต่อต้านอุดมการณ์ของเหล่าฝ่ายขวาใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่หรือ “neoconservatism” และ กลุ่มเสรีนิยมใหม่หรือ “neoliberalism” ที่สนับสนุนการแทรกแซงทางการเมืองต่างประเทศ, สนับสนุนตลาดเสรีแบบบังคับ และการบังคับแจกประชาธิปไตยที่เห็นได้ทั่วโลก ในทางตรงกันข้ามเราสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่าหรือ “paleoconservatism” และ กลุ่มอิสรนิยมแบบเก่า “paleolibertarianism” ที่เป็นกระแสของฝ่ายขวาก่อนสงครามที่มีเป้าหมายในการต่อต้านนโยบายนิวดีล (New Deal) เรามองว่าสหรัฐอเมริกาควรที่จะกลับไปใช้นโยบายทางการต่างประเทศก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเกิดขึ้น กล่าวคือหันไปหานโยบายไม่แทรกแซง (non-interventionism) และ ต่อต้านนโยบายการเข้าร่วมสงครามของ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) แทน คำว่า “paleoconservatism” และ “paleolibertarianism” ถูกเริ่มใช้ในช่วงทศวรรษที่ 1980s เพื่อใช้นิยามกลุ่มอนุรักษ์นิยมและอิสรนิยมแบบดั้งเดิม ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขวาใหม่และฝ่ายขวาเก่าเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและอิสรนิยมดั้งเดิมที่มองว่ากระบวนการการแจกประชาธิปไตยและความหลากหลายในนามของเสรีนิยมทั่วโลกโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมใหม่เป็นแนวคิดที่ห่างไกลจากอุดมการณ์ที่ใช้สร้างชาติแบบดั้งเดิมตามเจตนารมณ์ของบิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา (Founding Fathers of the United States) และการที่ฝ่ายขวาใหม่มองว่าฝ่ายขวาเก่าเป็น “ตำรวจโลกไม่พอ” และ “รัฐบาลที่อุ้มทุกคนไม่พอ” จึงทำให้ฝ่ายขวาใหม่มองว่าสหรัฐอเมริกาควรที่จะยืนเป็นหนึ่งของโลกและเพื่อควบคุมโลกให้เป็นไปตามความต้องการของชนชั้นนำสหรัฐฯ และเหล่าชนชั้นนำโลกนิยม (globalists) ในบทความนี้เราจะอธิบายว่าทำไมเราจึงเป็นขวาเก่าและทำไมขวาใหม่ถึงเป็นจุดยืนที่ทำให้ฝ่ายซ้ายโตขึ้นมาและปราศจากความมั่นคงที่นำพาความหายนะมาสู่ฝ่ายขวาทางการเมืองโดยรวม = ในแง่ของการเมืองภายในประเทศ การเมืองระหว่างประเทศและสังคม = ฝ่ายขวาใหม่มีจุดเริ่มต้นมาจากสมาชิกของฝ่ายขวากลางของทั้งสองพรรคใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ปฏิเสธแนวทางการลดอำนาจรัฐของฝ่ายขวาเก่าและยอมรับแนวคิดของรัฐบาล แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ และผลพวงของลัทธิเคนส์เซี่ยน (Keynesianism) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีความเห็นว่าอุดมการณ์ฝ่ายขวาแบบเก่าเป็นผลทำให้ “ลัทธิฟาสซิสต์” (fascism) เกิดขึ้นมาได้เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ไป “ดูแล” เวทีโลกเลย (ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเนื่องจากตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมารัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ทำการ “ดูแล” โลกมาโดยตลอดไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม – เพราะการ “ดูแล” ของรัฐบาลสหรัฐฯ และการตีกรอบให้กับตะวันออกโดยเฉพาะในสาธารณรัฐไวมาร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่างหากที่ทำให้ลัทธิฟาสซิสต์เกิดขึ้นมาราวกับเป็นปฏิกิริยา) ถึงแม้พวกเขาฝ่ายขวาใหม่จะไม่ปฏิเสธนโยบายนิวดีลก็ตาม แต่พวกเขาก็มองว่ามรดกของนิวดีลอย่างนโยบาย “Great Society” ของ ประธานาธิบดี ลินดอน บี. จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) และการเติบโตของซ้ายใหม่ (New Left) เป็นผลลัพธ์ของการที่พรรคเดโมแครต (Democratic Party) ปล่อยให้ลัทธิคอมมิวนิสต์และซ้ายเฉดอื่น ๆ เข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในประเทศตั้งแต่ยุค 1930s เป็นต้นมา แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาฝ่ายขวาใหม่จะเห็นว่าภัยร้ายคือลัทธิคอมมิวนิสต์พวกเขสก็ไม่ได้มองว่าเสรีนิยมประชาธิปไตย (liberal democracy) ที่มีกลไกอันเปราะบางสามารถที่จะนำปัญหาอื่นเช่นอุดมการณ์ซ้ายเข้ามาแทรกซึมได้ มากไปกว่านั้นพวกเขายังพยายามที่จะเสนอจุดยืนของพวกเขาว่าสนับสนุน “โลกเสรี” แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะเพิ่มอำนาจรัฐในการจัดการปัญหาต่าง ๆ และมองว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมควรจะถูกเพิ่มให้มากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการยึดถือ “ความเป็นข้อยกเว้นที่ไม่มีหลักการ” (“unprincipled exception”) ของฝ่ายขวาใหม่ กล่าวคือ “วัฒนธรรมทางการเมืองที่เหมือนจะขวาแต่เปิดทางให้กับฝ่ายซ้ายเนื่องจากความไม่มั่นคงของจุดยืนและการยอมรับกลไกที่จะนำไปซึ่งสู่การเติบโตของฝ่ายซ้าย” (Francis 1994) ที่หนักไปกว่านั้นก็คือพวกเขาได้รับการสนับสนุนจาก “องค์กรคณะกรรมการชาวยิวอเมริกัน” (American Jewish Committee, AJC) และองค์กรยิวอื่น ๆ อย่างล้นหลาม ส่งผลทำให้นโยบายต่าง ๆ ที่พวกเขาฝ่ายขวาใหม่ทำนั้นจะต้องเอื้อให้กับชาวยิวทั้งในและนอกประเทศอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งตามความคิดของนักเขียนและนักปรัชญาการเมืองฝ่ายขวาเก่าอย่าง พอล ก็อดฟรีด มองว่า “เพราะอิทธิพลขององค์กรเหล่านี้จึงทำให้ประชาชนชาวอเมริกันต้องเสียภาษีและอำนาจการต่อรองของตนเพื่อที่จะให้รัฐบาลสหรัฐฯ ของตนสนับสนุนรัฐอิสราเอลและการกระกระทำของของรัฐอิสราเอลมาโดยตลอด” (Gottfried 2015) นอกเหนือจากนั้นองค์กรเหล่านี้ก็ยังสนับสนุนนโยบายสิทธิมนุษยชน (civil rights) ที่มาพร้อมกับการละเมิดปัจเจกบุคคลและพื้นที่ส่วนตัว บางนโยบายก็ขัดกับรัฐธรรมนูญที่บิดาผู้ก่อตั้งได้ตั้งเอาไว้ แต่ฝ่ายขวาใหม่ก็มักจะอ้างว่ารัฐบาลกลางต้องแข็งแกร่งเหนือรัฐบาลรัฐมาโดยตลอดมันจึงทำให้นโยบายอนุรักษ์นิยมใหม่สำเร็จมาโดยตลอด . ในขณะเดียวกันนั้นทางเราในฐานะ “ฝ่ายขวาเก่า” ได้ต่อต้านนโยบายที่กล่าวมาทั้งหมด พวกเราต่อต้านการเพิ่มอำนาจรัฐและงบประมาณกระทรวงกลาโหม และพวกเรามองว่านโยบายที่เกิดขึ้นที่มาจากจุดยืน “ดูแล” ของฝ่ายขวาใหม่ที่ร่วมมือกับฝ่ายกลางซ้ายนั้นส่งผลร้ายมากกว่าผลดีต่อการทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองในแง่ของประเพณีที่บิดาผู้ก่อตั้งได้สร้างรากฐานเอาไว้ พวกเรามองว่าการแทรกแซงทางการเมืองภายในจากองค์กรของรัฐ เช่น จากการกระทำสำนักงานสอบสวนกลาง (Federal Bureau of Investigation, FBI) เพื่อถอนรากทั้งลัทธิคอมมิวนิสต์และลัทธิฟาสซิสต์ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก การเสนอว่า “ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์” ของฝ่ายขวาใหม่อย่างซ้ำไปซ้ำมาก็ถือเป็นการสนับสนุนฝ่ายซ้ายใหม่ที่นำลัทธิฟาสซิสต์มาเป็นแพะรับบาปจากเรื่องทุกอย่างที่ฝ่ายซ้ายใหม่มองว่าเป็นปัญหาแบบทางอ้อม การสนับสนุนเสรีนิยมประชาธิปไตยในขณะเดียวกันก็เพิ่มอำนาจรัฐเพื่อปกป้องเสรีนิยมประชาธิปไตยดังกล่าว อย่างการสนับสนุนให้รัฐเยอรมันนีตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีองค์กรของรัฐที่ “ปกป้องรัฐธรรมนูญเสรีนิยมประชาธิปไตย” โดยเฉพาะก็ถือว่าเป็นความย้อนแย้งของฝ่ายขวาใหม่ที่มองว่าเสรีภาพจะต้องถูกกำหนดโดยรัฐและความสุดโต่งอย่างซ้ายจัดหรือขวาจัดจะต้องถูกกำจัดเพื่อสร้างโลกที่มีแต่ความสงบสุขผ่านการบังคับโดยโลกตะวันตกเสรี (Gottfried 2020) . แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาพยายามที่จะบังคับให้ทั้งโลกเห็นด้วยกับ “ระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย” เมื่อพวกเขามองว่าเสรีนิยมประชาธิปไตยคือทางออกของทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้พวกเขาก็ย่อมที่จะนำมาซึ่งวัฒนธรรมความเป็นสากล (cosmopolitanism) ที่เข้าไปแทนที่วัฒนธรรมและระบบการจัดสรรของท้องถิ่นทำให้เกิดปัญหากับคนในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก (Whitaker 1982) ในที่นี้เราก็จะเห็นได้ชัดเจนผ่านการที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ประท้วงไม่ให้มีฐานทัพอเมริกัน ญี่ปุ่นแพ้ให้กับสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสูญเสียอธิปไตยไปพร้อมกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นของตนที่ถูกสั่นคลอน ในขณะที่เกาหลีถูกแบ่งเป็นสองขั้วเหนือกับใต้ตาม “เกมสร้างความสงบศึก” ของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายขวาใหม่ หรือแม้แต่การสนับสนุน “รัฐบาลชั่วคราว/เสรีนิยมประชาธิปไตยฆราวาสอัฟกานิสถาน” หลังจากที่รัฐบาลตาลีบันถูกล้มลงหลังปี 2001 ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยจากกระกระทำของสหภาพโซเวียต 20 ปีก่อนหน้านั้น ประเด็นนี้ในด้านของการเมืองระหว่างประเทศฝ่ายขวาใหม่ได้สนับสนุนการแทรกแซงประเทศอื่นในนามของ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” อย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้ก็ได้ก่อปัญหามากมายในระดับของภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น (i) ประเทศทั้งหลายในตะวันออกกลางทุกวันนี้ที่มีปัญหาส่วนหนึ่งก็เพราะการสนับสนุนให้สร้างรัฐอิสราเอลของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ถึงแม้ว่าจะเป็นความเห็นของคณะรัฐบาลฝ่ายกลางซ้ายในขณะนั้นก็ตามผู้ที่สนับสนุนการสร้างรัฐอิสราเอลก็มาจากฝ่ายกลางขวา/ขวาใหม่มาโดยตลอดและไม่มีทีท่าว่าจะยกเลิกสนับสนุนแต่อย่างใดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา; (ii) การบุกรุกอิรักและอัฟกานิสถานโดยอ้างว่าเป็น “การแก้แค้น” เหตุการณ์ 9/11 และอ้างเหตุผลที่ไร้หลักฐานที่ว่าอิรักในตอนนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง ท่านผู้อ่านน่าจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเหตุการณ์บุกรุกสองประเทศดังกล่าวมีบทสรุปออกมาเป็นเช่นไร; (iii) การสนับสนุนรัฐบาลยูเครนหลังจาก “การประท้วงปี 2014” เป็นต้นมาที่ส่อให้เห็นถึงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการที่จะกดดันรัสเซีย และ อื่น ๆ อีกมาก . ทางผู้เขียนแนะนำให้ไปอ่านงานเขียนและฟังเลคเชอร์ของนักรัฐศาสตร์การเมือง จอห์น เมียร์ไชเมอร์ (John Mearsheimer) ที่วิจารณ์ “การแจกประชาธิปไตย” มาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะว่าเราวิจารณ์การแทรกแซงต่างประเทศโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เป็นแนวคิดของฝ่ายขวาใหม่/อนุรักษ์นิยมใหม่เสียส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเห็นด้วยกับรัสเซียหรือจีน เราต่อต้านการแทรกแซงทางการเมืองและสงครามที่ก่อโดยทั้งสองประเทศดังกล่าวเช่นกัน ที่เราสนับสนุนขั้นต่ำที่สุดคือการไม่แทรกแซง (non-interventionism) ส่วนเป้าหมายของเราคือการไม่ยุ่งกัน (let live) และนโยบายโดดเดี่ยวนิยม (isolationism) พร้อมกับชูให้ประเทศสหรัฐอเมริกาและประชาชนชาวอเมริกันอยู่เหนือสิ่งอื่นใด (America First) เหนือกว่ารัฐอิสราเอล, เหนือกว่าเด็กแอฟริกันโลกที่สาม และเหนือกว่าฝ่ายซ้าย เพราะฝ่ายขวาใหม่/กลางขวามีแนวคิดที่จะนำทั้งโลกและสังคมท้องถิ่นไปสู่หนทางของสากลนิยมที่เปิดทางให้กับฝ่ายซ้ายเราจึงยืนหยัดที่จะเป็นฝ่ายขวาเก่าดั้งเดิม . บรรณานุกรม Francis, Samuel T. Beautiful Losers: Essays on the Failure of American Conservatism. Columbia, MO: University of Missouri Press. August 1, 1994. Gottfried, Paul. “The Influence of the Jewish Lobby”. Bodrum, Turkey: Property and Freedom Society. February 9, 2015. Gottfried, Paul. The Vanishing Tradition: Perspectives on American Conservatism. DeKalb, IL: Northern Illinois University Press. July 15, 2020. Whitaker, Robert W. The New Right Papers. New York City, NY: St. Martin's Press. January 1, 1982. image
ในแง่หนึ่งเราย่อมรู้ดีกว่านโยบาย 10000 บาท Digital Wallet มันจะมีปัญหาแน่นอน แต่ทำไมเราไม่เป็นเดือดเป็นร้อนกับนโยบายของพรรคที่มุ่งเน้นทำรัฐสวัสดิการที่หนักกว่าแจกเงินแค่ 10000 บาท? ทั้งที่นโยบายนี้มันจะฉุดรั้งประเทศไทยไม่ให้เจริญเลยไปกี่สิบปี? (ประเมินแล้วว่าพรรคการเมืองดังกล่าวเขาจะได้เป็นรัฐบาลในอนาคตแน่นอน) บางทีการ PR เรื่องความหวังของอนาคตมันก็ไม่ได้สวยหรูหรือเป็นตัวเลือกที่ lesser evil กว่ายิ่งพรรคแบบนี้เข้าหาสังคมนิยมแบบอ่อน (soft socialism) ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คุณจะหาอนาคตที่ดีได้อย่างไร?
"สงครามทางวัฒนธรรม" : การต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางความคิด . ในปรัชญามากซิสต์ของอันโตนิโอ กรัมซี่ได้นำเสนอความแตกต่างของยุทธศาสตร์ทางการเมืองระหว่าง "War of Position" เป็นเรื่องของการต่อสู้ทางวัฒนธรรมและความคิดเพื่อสร้างวัฒนธรรมแบบชนชั้นกรรมาชีพขึ้นมาตอบโต้อำนาจนำในสังคมของชนชั้นกระฎุมพี หรือก็คือการสร้างจิตสำนึกทางชนชั้นให้มากขึ้นและสอนทฤษฏีการปฏิวัติกับคนอื่นต่อไปเป็นทอด ๆ กล่าวคือ เป็นการหลบซ่อนเจตนาและมีเป้าหมายที่จะคืบคลานเพื่อยึดกุมอำนาจทางวัฒนธรรมโดยไม่ใช้ความรุนแรงกับ "War of Manœuvre" เป็นการเปิดฉากความขัดแย้งระหว่างชนชั้นโดยที่ผลลัพธ์จะถูกกำหนดโดยผลแพ้ชนะของผู้มีอำนาจรัฐกับนักปฏิวัติบ่อยครั้งจะมาในรูปของความรุนแรงปะปนมา . แนวคิดของกรัมซีในเวลาต่อมาได้กลายเป็นฐานของกลุ่มซ้ายใหม่ในช่วงทศวรรษ 1960s เป็นผลพวงมาจากความพ่ายแพ้ของซ้ายเก่าที่ไม่สามารถยึดครองความนิยมในหมู่ของแรงงานได้ในหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อันเนื่องมาจากการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เติบโตมากขึ้นหลังจากนั้นทำให้แรงงานได้กินดีอยู่ดีมากขึ้น ปรัชญามากซิสต์จึงไม่สามารถขายแก่แรงงานได้อีกในแง่ทางเศรษฐกิจ พวกเขาจึงเบนเข็มมาหาเรื่องทางวัฒนธรรมที่ถูกละเลยโดยกลุ่มขวาใหม่ (new rights) ทำให้แนวคิดซ้ายใหม่มุ่งเป้าไปที่ชนชั้นกลางที่เป็นปัญญาชนมากกว่าชนชั้นแรงงานแทน . จะสังเกตได้ว่าทำไมคนที่เรียกตัวเองว่า "มากซ์ซิสต์" (marxism) ส่วนใหญ่จึงเป็นคนชนชั้นกลางในเมืองและมักจะพบได้บ่อยในหมู่วัยรุ่นจนมีคำเรียกเฉพาะทางอย่างติดปากว่า "champagne socialist" ที่มองว่าฝ่ายซ้ายชนชั้นกลางค่อนข้างมี “ความเห็นอกเห็นใจ” ชนชั้นที่่ต่ำกว่าตนเอง แล้วพยายามเรียกร้องความเท่าเทียมในมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองให้กับชนชั้นล่างและกับตนเอง แต่ทว่าพวกเขาไม่ยอมสละทรัพย์สินของตนเองไปให้คนอื่น กลับกันพวกเขาล้วนสนับสนุนการปล้นทรัพย์สินจากคนที่มั่งคั่งกว่าไปให้คนชนชั้นล่างแทน (ฝ่ายซ้ายมักจะให้ความชอบธรรมกับการปล้นทรัพย์สินของผู้อื่นโดยอ้างเหตุผลประมาณว่า “คนรวยมีความมั่งคั่งมากพอแล้ว ควรจะแบ่งให้คนจนบ้าง”) พร้อมกับเสพสุขกับความเป็นชนชั้นกลางของพวกเขาอย่างเต็มที่ไม่มีความแตกต่างระหว่างคนที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นผู้กดขี่ชนชั้นแรงงานกับตัวพวกเขาเอง . เป้าหมายของอุดมการณ์ทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม (ซ้ายใหม่, ซ้ายเก่า, ขวาใหม่, ขวาเก่า และอื่น ๆ) ล้วนต้องการแสวงหาการมีอำนาจทั้งสิ้น แต่การจะได้มาซึ่งอำนาจในรัฐสมัยใหม่จะต้องมีฐานมวลชนเป็นกลุ่มก้อนสนับสนุนเพื่อสร้างความชอบธรรมในอำนาจนั้น ทว่าถ้าเรามุ่งเน้นไปที่ "ขบวนการฝ่ายซ้ายใหม่" (new left movement) พวกเขามีทฤษฏีและหลักการในการเข้าใจธรรมชาติของรัฐเป็นอย่างดี โดยเริ่มจาก . (a).จะต้องย้อนไปหาทฤษฏีของแอนโทนีโอ กรัมซี่อีกรอบ การยึดครอง "อำนาจนำทางวัฒนธรรม" (cultural hegemony) คือปลายทางของการสถาปนาอำนาจใหม่ในสังคมผ่านการจัดตั้งกลุ่มทางความคิด การเผยแพร่อุดมการณ์ "ความเท่าเทียมในมิติเศรษฐกิจและสังคม" เพื่อสร้างปัญญาชนและฐานมวลชนให้เหนียวแน่น หลักเกณฑ์ทางทฤษฏีของกรัมซีอาจใช้ได้กับประชานิยมฝ่ายซ้าย (left-wing populism) ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันนี้ผ่านกระแสของพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคก้าวไกลและ (b).การทำความเข้าใจธรรมชาติของรัฐผ่านทฤษฏีทางการเมืองของหลุยส์ อันธูแซร์ (Louis Althusser) ได้แบ่งกลไกของรัฐเป็น 2 ประเภทด้วยกันก็คือ (i).กลไกการปราบปราม (repressive state apparatuses) ใช้ความรุนแรงในการปกครองและปราบปรามภัยคุกคามที่มุ่งเข้าหาชนชั้นปกครอง (ระเบียบการปกครอง) โดยกลไกการปราบปราบที่แสดงอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ การมีอยู่ของสถาบันทางสังคมอย่างรัฐบาล, ศาล, ทหาร, ตำรวจและอื่น ๆ กับ (ii).กลไกทางอุดมการณ์ (Ideological state apparatuses) เป็นการบ่มเพาะค่านิยม ชุดความคิด หรืออุดมการณ์ผ่านกลไกสถาบันทางสังคมอย่างสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษาและอื่น ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหล่อหลอมคนในระบบเข้ากับระเบียบทางสังคมที่เป็นอยู่ ทั้งนี้กลไกทั้งสองจะต้องมีการทับซ้อนกันโดยแบ่งเป็น "ด้านหลัก" และ "ด้านรอง" อย่างแยกขาดออกจากกันไม่ได้ ในแง่หนึ่งกลไกการปราบปรามก็จำเป็นต้องใช้กลไกทางอุดมการณ์ในการบ่มเพาะความเป็นเอกภาพของคนในองค์กร ขณะที่กลไกทางอุดมการณ์ก็อาจจะต้องพึ่งพากลไกการปราบปรามเช่น โรงเรียนหรือวัดต่างก็ใช้วิธีการที่เหมาะสมในการลงโทษบุคลากรของตน ทั้งสองทฤษฏีเป็นแม่แบบของการแย่งชิงพื้นที่ความคิดทางการเมืองของขบวนการฝ่ายซ้ายในไทยและต่างประเทศ การแย่งชิงพื้นที่หมายถึง การสร้างมวลชนที่มีความคิดเหมือนกับตนเองทำให้พื้นที่สาธารณะในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกออนไลน์ล้วนประกอบไปด้วยคนที่มีความคิดคล้ายคลึงกับตนจำนวนมาก เป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษจะมีประชากรที่เป็นฝ่ายซ้ายเป็นส่วนใหญ่เสมอ สมมติฐานนี้เป็นจริงตามสถานภาพทางสังคม (ภาพรวม) เอียงไปทางซ้าย ตรงกันข้ามถ้าสถานภาพทางสังคม (ภาพรวม) เอียงไปทางขวาก็มีแนวโน้มที่กลุ่มทางการเมืองก็จะมีกลุ่มประชากรที่เป็นขวาเป็นส่วนใหญ่ . อย่างไรก็ตามเราจะต้องยอมรับว่าการเผยแพร่อุดมการณ์แบบมากซิสต์เริ่มแพร่หลายในประเทศไทยอย่างมากแล้ว ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นไปอีกในภายภาคหน้า พวกเขาปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของกรัมซี่และอันธูแซร์อย่างเป็นระบบและวางแผนเพื่อเพาะต้นอ่อนสำหรับคนในรุ่นถัดไปที่จะขึ้นมาสานต่ออุดมการณ์ฝ่ายซ้ายแทนพวกเขาในอนาคต แล้วเมื่อใดที่ต้นอ่อนความคิดคอมมิวนิสต์เติบโตในสังคมไทยจึงเป็นความสำเร็จอันล้นหลามของขบวนการฝ่ายซ้ายเรียบร้อยแล้วและมีความพร้อมอย่างมากที่จะทำสงครามทางวัฒนธรรมกับฝ่ายขวาและชนชั้นนำเดิมตลอดเวลา ตามคำกล่าวของรศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดีที่กล่าวคำพูดไว้ใน Live สัมมนา “Talks for Thailand รัฐ ลวง ลึก” นาทีที่ 54:56-55:27 มีใจความว่า . “การต่อสู้จากนี้ไปมันไม่เป็นเรื่องของก้าวไกล เพื่อไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติหรือพรรคอื่น ๆ ต่อไปนี้ไม่ว่าคุณจะชอบหรือชังมันคือการต่อสู้ของคนข้างบนและคนข้างล่าง ... จะช้าหรือจะไว พวกคุณ [ผู้สนับสนุนก้าวไกล,.. etc.] ก็ชนะ” . ณ ตอนนี้พวกเขารู้สึกสิ้นหวังและจะนำความสิ้นหวังก่อให้เกิด "พลัง" (ในที่นี้คือ พลังใจที่จะลุกขึ้นสู้-เดินหน้าในชีวิต) เพื่อขับเคลื่อนสังคมตามอุดมการณ์ที่พวกตนยึดถือ กล่าวได้ว่าในสังคมตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ต้อง "แย่งชิงพื้นที่ทางความคิด" อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากการมีรัฐบาลใหม่ที่ยึดแนวคิดการ "สลายความขัดแย้ง" ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังคมเสื้อสีจึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอีกต่อไป เพราะบัดนี้สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สงครามวัฒนธรรมอย่างเต็มตัวที่จะต้องกล่าวว่าใครเป็น "ซ้าย" และใครเป็น "ขวา" ถัดมาก็คือถ้านิยามเป็นฝ่ายซ้ายแล้วเป็นซ้ายแบบไหน? หรือนิยามเป็นขวาแล้วเป็นขวาแบบไหน? จึงจะเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของสังคมไทยในเวลาต่อมา . บรรณานุกรม Althusser, L. (1971). Ideology and ideological state apparatuses. In L. Althusser (Ed.), Lenin and philosophy and other essays. New York: Monthly Review Press. “(Full Version) สัมมนา ‘Talks for Thailand รัฐ ลวง ลึก’ : Matichon TV.” YouTube, YouTube, 23 Aug. 2023, www.youtube.com/watch?v=9bkrBT3Aq30&ab_channel=matichontv. “ทำไมเราควรอ่าน “อันโตนีโอ กรัมชี” ยุทธศาสตร์ฝ่ายซ้ายเพื่อมุ่งยึดครองสถาบันทางสังคม”, อิสรนิยมศึกษา, https://www.facebook.com/libertarian.realpolitik/posts/pfbid02sK5qdAn4WEBHcRA7BFGHG26JeBLYTbwfzxz9BdNjn2cNENGed3576oYkrdSADQZEl. “ยุทธศาสตร์ของขบวนการฝ่ายซ้ายหลังเลือกตั้งและการล่มสลายของอำนาจเก่า”, อิสรนิยมศึกษา, https://www.facebook.com/libertarian.realpolitik/posts/pfbid02sK5qdAn4WEBHcRA7BFGHG26JeBLYTbwfzxz9BdNjn2cNENGed3576oYkrdSADQZEl. image
ตัวเต็มใน Facebook หลักการที่ไม่ยืดหยุ่นนั้นกินไม่ได้ . การอ้างหลักการที่อยู่บนพื้นฐานศีลธรรม อุดมการณ์ทางการเมืองหรืออะไรก็ตามเป็นเพียงการอ้างเปล่าเพื่อแสวงหาการได้มาซึ่งอำนาจเท่านั้น (Any Principle or Ideology is Downstream of Justification for Power and the Action of Power) . ดังนั้นการที่ช่วงนี้เราจะเห็นฝ่ายการเมืองไหนก็ตามที่อ้างเรื่องหลักการหรือศีลธรรมล้วนแล้วต้องการความคงเส้นคงวาในเป้าหมายที่ต้องการ (อำนาจ) แต่ทว่าความคงเส้นคงวานั้นไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด มันจำเป็นต้องยืดหยุ่นและหักดิบได้ตลอดเวลา ทำให้แนวคิดทางการเมืองแบบยึดในหลักการไม่สามารถนำมา "รับประทาน" ได้เราเรียกแบบนี้ว่า consistency principle ตรงกันข้ามกับแนวคิดทางการเมืองที่ยืดหยุ่นปรับตัวตามสถานการณ์ ถ้าหากประชาชนต้องการแก้ไขปัญหาปากท้อง ค่าไฟ ค่าครองชีพการปรับตัวเข้าตามสถานการณ์คือ ต้องพิจารณาลำดับความสำคัญแบบ a ไป b (priority) ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมันไม่ค่อยวางอยู่บนหลักการทางศีลธรรม หรือ อุดมการณ์อะไรมากนัก (แต่ก็ไม่ได้ทิ้งไปเสียทั้งหมด) เราเรียกแบบนี้ว่า realpolitik คนธรรมดาทั่วไปจะนำมันมา “รับประทาน” ได้เพราะมันลงมือปฏิบัติจริง แต่วิธีการและผลลัพธ์จะเป็นยังไงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญในประเด็นก็คือ ความยืดหยุ่นในหลักการที่จะรับมือกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่ใช่การยึดมั่นอย่างคงเส้นคงวาที่จะไม่ยอมทำอะไรเลย . วาทกรรมที่ว่าจะต้อง "ยึดมั่นในหลักการ" แท้จริงคือ ความต้องการสถาปนาหลักการทางศีลธรรมใหม่ในสังคม คำถามคือมีอะไรต่างจากเก่าหรือไม่? ความแตกต่างอาจปรากฏให้เห็นแค่ (i).รูปร่างหน้าตาของผู้ปกครอง; (ii).วิธีการของผู้ปกครองที่จะปกครอง (อุดมการณ์, ความยืดหยุ่นของการบริหารจัดการ, แนวทางนโยบาย, etc.) แต่โดยรวมสังคมก็ต้องก็ต้องแบ่งแยกระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองอยู่ดี (สังคมจะต้องมีคนส่วนน้อยปกครองเสมอ, เมื่อชนชั้นนำเดิมถูกล้มหรือปล่อยว่างก็จะนำมาซึ่งชนชั้นนำใหม่เสมอ, ผู้ปกครองส่วนน้อยย่อมมีเอกภาพมากกว่ามวลชนที่ไร้เอกภาพ) ถึงใครจะโฆษณาความเท่าเทียมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองผ่านการทำรัฐสวัสดิการ แก้หนี้ต่าง ๆ แค่ไหน สุดท้ายแล้วความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี ( “ธรรมชาติของมนุษย์” ) แม้แต่ความเป็นธรรมที่รัฐจะให้นั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นจากการขยายอำนาจรัฐให้ตรวจสอบหรือควบคุมได้ทั้งหมดอย่างเท่ากัน แต่เกิดจากระบบถ่วงดุลที่แข็งขันและทำให้รัฐมีอำนาจจำกัด กล่าวได้ว่าการประโคมข่าว การสร้างผลงานวิชาการ หรืออะไรต่ออะไรที่เป็นการปั้นน้ำให้เป็นตัว ปั้นคำพูดสวยหรูก็เป็นเพียงแค่ "การหลอกลวง" เพื่อชวนเชื่อให้มวลชนที่ไม่มีเอกภาพเป็นเครื่องมือเท่านั้น . ประเทศเราจะเจริญได้นั้นมันไม่ได้เกิดจากประชาธิปไตย ไม่ได้เกิดจากรัฐสวัสดิการ ไม่ได้เกิดจากการทำให้เป็นสังคมนิยม แต่เกิดจากการที่คนเรามีเสรีภาพอย่างมีขอบเขตที่เป็นสารตั้งต้นของความเจริญรุ่งเรืองต่อคนและประเทศชาติ เรามีกินมีใช้ได้ก็เพราะเราผลิตและแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรามีกับคนอื่นเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า "ตลาด" หรือ การที่เรามีความเกื้อกูลซึ่งกันและกันและมาพร้อมกับอัตลักษณ์ความแตกต่างของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันก็เป็นผลมาจากการที่เรามี "วัฒนธรรม" สิ่งเหล่านี้มันสามารถทำให้ประเทศและคนมันเดินต่อไปได้ มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันที่จะเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เกิดจาก "การรับประทาน" หลักการที่เชื่อมั่นอย่างคงเส้นคงวา โดยเฉพาะยึดมั่นในหลักการอย่างรัฐสวัสดิการ ประชาธิปไตย หรือ สังคมนิยมมันไม่ได้ทำให้คนอิ่มท้องได้เพราะรัฐ “ต้อง” ให้อะไรแม้แต่น้อย แต่มาจากคน “ทำ” อะไรที่สร้างคุณค่าแก่ตัวเองและเพื่อให้ตัวเองอิ่มท้องต่างหาก . บรรณานุกรม Agent, Academic. “59 Theses.” 59 Theses - by Academic Agent, The Forbidden Texts, 16 Nov. 2022, forbiddentexts.substack.com/p/59-theses?utm_source=profile&utm_medium=reader2. image
การอ้างหลักการที่อยู่บนพื้นฐานศีลธรรม อุดมการณ์ทางการเมืองหรืออะไรก็ตามเป็นเพียงการอ้างเปล่า ๆ เพื่อแสวงหาการได้มาซึ่งอำนาจเท่านั้น (Any Principle or Ideology is Downstream of Justification for Power and the Action of Power.) ดังนั้นการที่ช่วงนี้เราจะเห็นฝ่ายการเมืองไหนก็ตามที่อ้างเรื่องหลักการหรือศีลธรรมล้วนแล้วต้องการความคงเส้นคงวาในเป้าหมายที่ต้องการ (อำนาจ) แต่ทว่าความคงเส้นคงวานั้นไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด มันจำเป็นต้องยืดหยุ่นและหักดิบได้ตลอดเวลา ทำให้แนวคิดทางการเมืองแบบยึดในหลักการไม่สามารถนำมา "รับประทาน" ได้เราเรียกแบบนี้ว่า consistency principle ตรงกันข้ามกับแนวคิดทางการเมืองที่ยืดหยุ่นปรับตัวตามสถานการณ์ ถ้าหากประชาชนต้องการแก้ไขปัญหาปากท้อง ค่าไฟ ค่าครองชีพการปรับตัวเข้าตามสถานการณ์คือ ต้องพิจารณาลำดับความสำคัญแบบ a ไป b ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมันไม่ค่อยวางอยู่บนหลักการทางศีลธรรม หรือ อุดมการณ์อะไรมาก เราเรียกแบบนี้ว่า realpolitik ในความเป็นจริงคือ วาทกรรม "ยึดมั่นในหลักการ" = ต้องการสถาปนาหลักการทางศีลธรรมใหม่ในสังคม คำถามคือมีอะไรต่างจากเก่าหรือไม่? ความแตกต่างก็แค่ (i).หน้าตาของผู้ปกครอง; (ii).วิธีการของผู้ปกครองที่จะปกครอง (อุดมการณ์, ความยืดหยุ่นของการบริหารจัดการ, แนวทางนโยบาย, etc) แต่โดยรวมก็ต้องแยกระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองอยู่ดี ถึงใครจะโฆษณาความเท่าเทียมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองผ่านการทำรัฐสวัสดิการ แก้หนี้บลา ๆ ได้แค่ไหน สุดท้ายมันก็ต้องเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี ความเป็นธรรมที่รัฐจะให้มันไม่ได้เกิดขึ้นจากการขยายอำนาจรัฐให้ตรวจสอบควบคุมได้ทั้งหมดอย่างเท่ากัน แต่เกิดการระบบถ่วงดุลที่แข็งขันและรัฐมีอำนาจจำกัด เช่นนั้นแล้วการประโคมข่าว งานวิชาการ หรืออะไรต่ออะไรก็เป็นเพียง "การหลอกลวง" ประเทศเราจะเจริญไม่ได้มันไม่เกิดจากประชาธิปไตย ไม่ได้เกิดจากรัฐสวัสดิการ ไม่ได้เกิดจากการทำให้เป็นสังคมนิยม แต่เกิดจากการที่คนเรามีเสรีภาพอย่างมีขอบเขตที่เป็นสารตั้งต้นของความเจริญรุ่งเรืองต่อคนและประเทศชาติ เรามีกินมีใช้ได้ก็เพราะเราผลิตและแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรามีกับคนอื่นเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า "ตลาด" หรือ เรามีการแบ่งปันและอัตลักษณ์ความแตกต่างของคนกับคนก็เป็นผลมาจากการที่เรามี "วัฒนธรรม" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ สิ่งเหล่านี้มันเกื้อกูลกันให้ประเทศและคนมันเดินต่อไปได้ ให้มันเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันที่จะเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เกิดจาก "การรับประทาน" หลักการที่เชื่อมั่นอย่างคงเส้นคงขวา โดยเฉพาะหลักการที่เชื่อมั่นในรัฐสวัสดิการ ประชาธิปไตย หรือ สังคมนิยมมันไม่ได้ทำให้คนอิ่มท้องได้เพราะรัฐต้องให้อะไร แต่มาจากคนทำอะไร
เพจอิสรนิยมได้เคยเขียนบทความ "ยุทธศาสตร์ของขบวนการฝ่ายซ้ายหลังเลือกตั้งและการล่มสลายของอำนาจเก่า" เอาไว้และลงแค่เฉพาะทาง Facebook เท่านั้น ผมได้เตือนไปแล้วว่าการที่อำนาจเก่าได้ตัดสินใจจะคงอำนาจของตัวเองต่อโดยการพึ่งพา "พรรคเพื่อไทย" อาจจะทำให้เกิดการสูญพันธุ์และนำไปการเกิดขึ้นของชนชั้นนำใหม่หัวก้าวหน้า (progressivism) ที่ไม่มีใครจะต้านทานใด ๆ ได้อีก และแล้วในวันนี้ 22 สิงหาคม พ.ศ.2566 มีการโหวตเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีแล้วได้ ' คุณเศรษฐา ทวีสิน' ได้รับการเลือกจากรัฐสภา และในวันเดียวกันคุณปิยบุตร แสงกนกกุลได้ทวีตข้อความโดยระบุว่า "นี่คือมหกรรมการรวมหัวกันของชนชั้นนำจารีตประเพณี ชนชั้นนำทางการเมืองเดิม และชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ในการทำ Passive Revolution เพื่อรักษาสถานะและอำนาจนำของพวกตนไว้ และบั่นทอนบอนไซ ทำลาย พลังใหม่ที่กำลังก่อตัวและท้าทายพวกเขา ทศวรรษ 2520 และทศวรรษ 2540 พวกเขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว แต่รอบนี้ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ความคิดจิตใจของผู้คนเปลี่ยนไปมากแล้ว พรรคก้าวไกลต้อง (ย้ำว่า “ต้อง”) ปวารณา/สถาปนาตนเป็นตัวแทนของพลังใหม่ และเป็นยานพาหนะของประชาชนคนส่วนใหญ่ผู้ถูกปกครอง ในการต่อสู้ยกนี้ การต่อสู้ทางประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มขึ้นอย่างเด่นชัดแล้ว เส้นแบ่งใหม่ถูกขีดขึ้นแล้ว ยืนตัวตรง ทระนงองอาจ นำการต่อสู้ให้สมกับที่ประชาชนมอบอาณัติและฝากความหวังไว้" ทั้งนี้ทางเพจเราได้ขอกล่าวและย้ำเตือนอีกครั้งว่าบัดนี้ประเทศไทยของพวกเราได้เข้าสู่สงครามวัฒนธรรม (culture war) อย่างเต็มรูปแบบและจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากการขยับไปอีกขั้นของฝ่ายซ้ายใหม่ในประเทศไทยที่จะได้รับชัยชนะในปี พ.ศ.2570 หรือเร็วกว่านั้นหากมีการยุบสภา (อย่างแน่นอน) ทางออกของประเทศไทยนั้นไม่มีความหวังหากเรายังวนเวียนอยู่กับความคิดพื้นฐานตั้งแต่ "รัฐควรจะมีบทบาทอย่างไรในเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม" แต่ทางออกเหล่านี้กลับไม่มีใครให้ความสำคัญกับมันมากไปกว่าการคิดว่าคนจะผลประโยชน์อะไรในตอนนี้ วิสัยทัศน์ของประชาชน นักการเมือง ชนชั้นนำผู้บริหารล้วนแล้วติดแง็กอยู่ในเรื่องระยะสั้นมากกว่าในระยะยาว นั้นทำให้ชนชั้นนำเก่าพ่ายแพ้ในเกมการเมืองที่ฝ่ายซ้ายใหม่มีความถนัดในการต่อสู้ทางวัฒนธรรมและสังคม ทางออกของเรื่องนี้ก็คือ "ใครคือตัวเลือกที่ดีที่สุด?" ที่จะเป็นชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่เหมาะสมกับสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง เพื่อฟื้นฟูสังคมและวัฒนธรรมให้ออกจากความเสื่อม หรือ มีภูมิต้านทานต่อฝ่ายซ้ายในการเมืองไทย ณ ปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ผมรับรองได้ว่าไม่ใช่พวกอีแอบอย่าง 'ขวาใหม่' (new right) แน่นอนที่จะเป็นความหวังและตัวเลือกที่ดีที่สุด พวกเขาจะไม่สร้างประเทศนี้ให้ดีขึ้นนอกเหนือจากเข้าไปสู่ยุคที่ไม่เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ... บัดนี้ยุค 3 ป.ได้จบลง ประเทศไทยเข้าสู่สงครามวัฒนธรรมแล้ว ...
ตลาดเสรีแบบ neoliberalism มันมีปัญหาที่ทำให้ฝ่ายซ้ายเข้ามามีบทบาทในสังคมและเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ก็รวมถึง managerial capitalism ทุกแขนงทุกภาคส่วนที่ทำงานในภาครัฐและเอกชน แน่นอนสำหรับพรรคเพื่อไทยเขาก็เป็นอย่างนั้นที่ค่อนข้างมี rhetoric neolib อยู่ เน้น economic growth มากกว่าไม่สนใจอะไรตามมาตามแบบแผนของเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโก้ *สังเกตว่าที่พรรคเขาพูดมีแต่เน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นการเติบโตและเน้นด้านการเงินกับกองทุน ตามที่เพื่อไทยบอกว่า "ให้จีดีพีโตเป็น 5% ต่อปีแล้วค่อยเพิ่มค่าแรง" แนวทางของเพื่อไทยมันน้อยกว่านโยบายแบบกลางซ้าย หรือ ซ้ายที่เน้นรัฐสวัสดิการมาก ๆ ที่สำคัญสวัสดิการที่เพื่อไทยทำก็ออกไปทางความคิดของ neoliberalism หนึ่งในนั้นคือเรื่อง 'Negative income tax' ถ้าให้มองเรื่องต้นทุนที่รัฐต้องแบกรับมันน้อยกว่าการทำรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่แบบสแกนดิเนเวีย กล่าวโดยสรุปเรื่องของจุดยืนทางเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยก็คือ neoliberalism + economic populist
แนวคิด "Animal spirits" ของจอห์น เมนาร์ด เคนส์คือการมองมนุษย์แบบแคบ ๆ เหมือนกับคาร์ล มาร์กซ์ที่มองมนุษย์อยู่บนฐานคิดเรื่องการปฏิวัติชนชั้น การกดขี่ .. 'วัตถุวิธีทางประวัติศาสตร์' ในความเป็นจริงมนุษย์นั้นไม่ใช่ mechanomorphism มองมนุษย์อยู่บนกฎของฟิสิกส์ คาดการณ์ได้ด้วยคณิตศาสตร์ ประมวลผลคุณสมบัติของคนได้ทุก ๆ อย่างอย่างแม่นยำตั้งแต่อนูของร่างกายจนถึงความพึงพอใจในระดับส่วนลึกของจิตใจ แต่สำหรับเคนส์มองว่ามนุษย์เองก็มี "จิตใจ" แต่พฤติกรรมของมนุษย์จะต้องถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณ ลักษณะนิสัยและอารมณ์เท่านั้น ทั้งที่จริงธรรมชาติของมนุษย์นั้นล้วนเต็มไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่เติมเต็มให้เราเป็นมนุษย์ เช่น วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม เหตุผล อารมณ์ สัญชาตญาณ และอื่น ๆ มันประกอบรวมกันเป็น "เรา" ที่เป็นเอกลักษณ์กว่าคนอื่น ความเป็นเราไม่ได้มาจากแค่มีอารมณ์ เหตุผล สัญชาตญาณ วัฒนธรรมอย่างโดด ๆ เท่านั้น แต่มันหลอมรวมให้ "เรา" เป็นสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น อันนี้จึงเรียกว่า anthropomorphism ที่ในพื้นที่ทางสังคมศาสตร์ (เศรษฐศาสตร์, สังคมวิทยา, etc.) มุ่งเน้นศึกษาปรากฏการณ์ของสังคมมนุษย์, พฤติกรรมมนุษย์ โดยแยกกฎเกณฑ์และทฤษฏีต่าง ๆ ออกจากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างเด็ดขาด
Louis Althusser บอกไว้ว่ากลไกปราบปรามของรัฐมันสร้างเอกภาพในพื้นที่สาธารณะได้ก็จริง แต่ไม่สามารถปราบปรามกลไกอุดมการณ์ได้ที่อยู่ในขอบเขตของเอกชน (ส่วนบุคคล) ในขณะที่กลไกปราบปรามและกลไกอุดมการณ์ก็ไม่มีสิ่งใดที่ใช้หน้าที่ของตัวเองแบบเพียว ๆ มันต้องมีทั้งสองควบคู่กันไป กรัมซี่ เลนิน อัลทูแซร์เห็นตรงกันว่า 'ถ้ายึดกลไกทางอุดมการณ์ได้ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษา' ก็จะมีแหล่งปักหลักเพื่อผลิตประชากรฝ่ายซ้ายขึ้นมาได้เรื่อย ๆ โดยไม่สูญพันธุ์ ทั้งนี้ตามมุมมองของมาร์กซ์ก็สนับสนุนการประโคมเรื่องของ "การกดขี่" ก็ทำให้พวกฝ่ายซ้ายใช้จังหวะนี้ในการฉวยโอกาสโต้กลับเพื่อสร้างความชอบธรรมในสังคม สร้างพื้นที่ในสังคม กล่าวคือ "ใช้ความขัดแย้งที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางการผลิตไปสู่การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตน" มาร์กซ์ได้กล่าวสั้น ๆ อยู่ 2 ข้อ (ระบุในงานของตนอย่าง A Contribution to the Critique of Political Economy) ก็คือ (1) การต่อสู้ทางชนชั้นต่อการกดขี่ขูดรีดก็อยู่ภายใต้กลไกทางอุดมการณ์ตรงนี้ก็จะใช้ประโยชน์เพื่อมาทำลายกลไกอุดมการณ์ของรัฐแทนได้ และ (2) การต่อสู้ทางชนชั้นนอกเหนือจากภายในกลไกทางอุดมการณ์ มันสามารถเกิดขึ้นในโครงสร้างส่วนล่าง กล่าวคือ "การผลิต" นำไปสู่ "การกดขี่" และทำให้เกิดการต่อสู้ทางชนชั้นขึ้น **เน้นย้ำ** ความสัมพันธ์ทางการผลิต, การผลิตซ้ำความสัมพันธ์ทางการผลิต = แรงงานอยู่ในระบบแล้วจะต้องโดนนายทุนกดขี่เสมอ ดังนั้นการมีความสัมพันธ์ทางการผลิตจึงต้องมีการกดขี่เกิดขึ้น
ความแตกต่างและความเหมือนกันของเพื่อไทยกับก้าวไกลตอนนี้ผมจะเขียนให้กระชับน่าอ่าน . (*ใครจะก็อปปี้ทำได้เลยครับ*) . 'เพื่อไทย' มุ่งเน้นไปที่ realpolitik (การเมืองที่เป็นจริงเน้นยืดหยุ่น รู้อะไรควรได้อะไรควรเสียและทางออกของ "ประเทศ" คืออะไร) 'ก้าวไกล' มุ่งเน้นไปที่ consistency principle (การเมืองที่อยู่บนพื้นฐานของประชาชน ถ้าจะตายก็ตายไปพร้อมกับหลักการ ประชาชนและประเทศ สิ่งนี้แหละคือทางออกของ "ประเทศ") . 'เพื่อไทย' แทบจะไม่มีกระดูกสันหลัง (เหตุผลอยู่ข้อแรก) 'ก้าวไกล' มีกระดูกสันหลังเปี่ยมล้น (อาจจะแค่ตอนนี้และนับเฉพาะที่แสดงออกบนสื่อกระแสหลัก) . 'เพื่อไทย' อ้างว่าตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต (ควรจะเป็น) 'ก้าวไกล' อ้างว่าควรยึดมั่นในหลักการและสัจจะจนกว่าประเทศนี้จะได้รัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน (ควรจะเป็น) . 'เพื่อไทย' มองการเมืองไทยแบบเก่า (ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร) 'ก้าวไกล' มองการเมืองไทยแบบที่ไม่เคยเป็น (ไร้เดียงสาทางการเมือง) . 'เพื่อไทย' มองว่าบุคคลท่านนั้นเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง (แนวโน้มว่า "จริง" สุด ๆ ไปเลย) 'ก้าวไกล' มองว่าประชาชนเป็นเจ้าของพรรค (ตอแหล) . 'เพื่อไทย' ยึดหลักความเป็นจริงถ้าคนเดิมไปไม่รอด เหตุใดจึงจะต้องไปต่อ? แต่จะยอมคืนดีเพื่ออะไรที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ 'ก้าวไกล' ยึดหลักผัวเดียวเมียเดียว ทิ้งแล้วทิ้งเลยไม่ต้องง้อ ถ้าผัวทิ้งไปแล้ว แล้วผัวกลับมาง้อ เรื่องอะไรจะยอมคืนดี? . 'เพื่อไทย' เอา Confidence and supply (+เน้นมิตรมากกว่าศัตรู) 'ก้าวไกล' ไม่เอา Confidence and supply (+เน้นศัตรูมากกว่ามิตร) . 'เพื่อไทย' มองว่ายอมเสียต้นทุน + ลงทุนการตั้งรัฐบาลเพื่ออะไรที่ดีกว่า (ภูมิธรรม) 'ก้าวไกล' มองว่าควรกลับไปฝ่ายค้าน ตั้งหลักทำผลงานในสภา-นอกสภา งานสื่อ งานเผยแพร่ชุดอุดมการณ์ความคิดให้ดีกว่าเดิม (ปิยบุตร) . 'เพื่อไทย' มองว่าตัวละครหลักในการแก้ไขปัญหาประเทศคือ "รัฐ" (นโยบายเคนส์เซี่ยน) 'ก้าวไกล' มองว่าตัวละครหลักในการแก้ไขปัญหาประเทศคือ "รัฐ" (นโยบายเคนส์เซี่ยน หรือไกลกว่านั้นคือ นโยบายสังคมนิยมแบบอ่อน ๆ) . 'เพื่อไทย' ไม่ล้มเจ้า/สู้ไปกราบไป เป็นตัวแปรในการครองอำนาจเก่าให้อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง (อาจจะมี Hidden agenda) 'ก้าวไกล' ล้มเจ้า/ไม่สู้ไปกราบไป เป็นตัวแปรในการทำให้อำนาจเก่าไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ (โดยเฉพาะในปีพ.ศ. 2570 หรือ เร็วกว่านั้นหากมีการยุบสภา) เน้น Poker face ในหลายเรื่องนอกเหนือจากสถาบัน (มี Hidden agenda) . จบ... คิดได้เท่านี้มก่อน หากมีอะไรเพิ่มเติมก็สามารถเสนอมาได้ **หมายเหตุ มีคนส่งข้อความนี้มาในเพจอยากให้แชร์ต่อ
อนาธิปไตย (anarchism) เป็นกลุ่มความคิดทางการเมืองที่เชื่อว่าต้องไม่มีรัฐที่เป็นผู้ผูกขาดความรุนแรงเหนือพื้นที่แล้วผลักดันสังคมที่ไม่มีสถาบันทางการเมืองและความร่วมมือกันอย่างสมัครใจ บางครั้งคำว่าอนาธิปไตยถูกทำให้สับสนและบิดเบือน นิยามของมันตามรากศัพท์และบริบทของกรีก (ใช้จนถึงปัจจุบัน) คำว่า anarkhia หมายถึง "ปราศจากรัฐ" (ตามบริบทที่เป็นไม่ใช่ปราศจากผู้นำหรือผู้ปกครอง) โดยมันมีคำว่า an ที่หมายถึง "ปราศจาก" หรือ without ในภาษาอังกฤษ และคำว่า arkhos หมายถึง ผู้นำ หรือ ผู้ปกครอง (ตามบริบทจริง ๆ คือรัฐ) พิจารณานิยามเพิ่มเติมจาก Oxford Dictionary ในคำว่า anarchy มันหมายถึง "สถานการณ์ในประเทศ องค์กรหรืออื่น ๆ ที่ไม่มีรัฐในการควบคุม" หรือนิยามจาก merriam-webster บอกไว้เหมือนกันว่า "การไม่มีรัฐ" "สภาวะที่ไม่มีกฎเกณ์หรือระเบียบทางการเมืองอันเนื่องมาจากไม่มีผู้มีอำนาจของรัฐ" "สังคมอุดมคติที่มีเสพสุขไปกับเสรีภาพโดยปราศจากรัฐ" "การไม่มีผู้มีอำนาจใด ๆ ที่สร้างระเบียบ" ซึ่งในความหมายใด ๆ ก็ตามคำว่า 'ผู้ปกครอง' 'ผู้มีอำนาจ' 'ผู้นำ' ในแง่บริบทของคำว่าอนาธิปไตยจะหมายถึง "รัฐ" ทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าอนาธิปไตยจะไม่มีผู้นำหรือผู้ปกครอง เพราะในความเป็นจริงไม่ว่าผู้นำ (ผู้ปกครอง) ระเบียบทางสังคม กฎหมาย วัฒนธรรมต่าง ๆ ล้วนแล้วสามารถเกิดขึ้นได้ในสภาวะที่ไม่มีรัฐทั้งหมด อันนี้เป็นแค่น้ำจิ้มจะลงเฉพาะในนกม่วงก่อนเท่านั้น
เรื่อง 10000 บาทของเพื่อไทยเดี๋ยวอาจจะเขียนลงนะครับ ตอนแรกคิดว่าจะลงตอนช่วงเขาทำนโยบายเลย แต่อาจจะต้องดูสถานการณ์อีกที ใจจริงอยากแทงสวนตอนเขาเริ่มใช้นโยบายนั้นตอนต้นเดือนมกราคม ถ้ายังไม่ถึงเวลาจริงและสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็จะลงบทความพื้น ๆ ไปอ่านก่อนครับ มีหลายบทความครับทั้งชิลี อาร์เจนตินา เหตุการณ์ Wall street ล่มต่าง ๆ และจะรื้อฟื้นประเด็นค่าแรงขั้นต่ำด้วย
รัฐจะให้รัฐสวัสดิการมากเท่าไหร่ คนก็ไม่ได้หายจนหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น . สวัสดิการให้คนจนไม่ได้ทำให้คน "หายจน" หรือ "บรรเทาความยากจน" ไม่ว่าจะอ้างวิธีการให้ได้ผลยังไงในแบบเฉพาะเจาะจงหรือแบบถ้วนหน้าก็ไม่ได้ทำให้คนหายจน ตามสมมติฐานที่ว่า "ถ้าแจกเงินคนละล้านหรือมากกว่านั้นต่อคนทุกคน ก็หมายความว่าคนทุกคนจะต้องร่ำรวยขึ้นในสภาวะที่มีเงินจำนวนมากในมือ แล้วในปัจจุบันมีธนาคารแห่งชาติที่สามารถพิมพ์ธนาบัตรออกมาจากอากาศได้อย่างไม่จำกัดที่จะสามารถแจกเงินจำนวนมากได้" . ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นคนรวยและไม่มีใครเลยเป็นคนจน แต่ในความเป็นจริงคนทุกคนย่อมจนเหมือนเดิมเงินที่ถืออยู่ก็ไม่มีค่าใด ๆ กำลังซื้อลดน้อยถอยลงและการตั้งราคาสินค้าและบริการจะต้องตั้งในราคาสูง ๆ ตามปริมาณเงินในเศรษฐกิจที่ล้นเกิน . สมมติฐานนี้ใช้ได้กับ "รัฐสวัสดิการ" (welfare state) ถ้าหากการแจกเงินบรรเทาหรือลดความยากจนได้ ทำไมคนถึงยังไม่ออกจากความยากจน หรือ ขยับทางชนชั้นขึ้น? ตามทฤษฏีเคนส์มันจะส่งเสริมให้คนใช้จ่ายเพื่อยังชีพในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวคนก็จนลงเหมือนเดิม กลับกันการออกจากความยากจนและการขยับทางชนชั้นมาจากการมีความมั่งคั่งที่สูงขึ้นอันมาจากการเก็บออม และเนื่องด้วยพฤติกรรมคนที่แตกต่างกันคำว่าการเก็บออมแล้วใช้ในอนาคตก็ย่อมแตกต่างตามสถานการณ์ ต่างจากการสร้างสภาวะที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคในระยะสั้นและก็ต้องบริโภคในระยะสั้นตามที่กำหนดจากรัฐ . แม้แต่เรื่องความเหลื่อมล้ำ (inequality) จะต้องทบทวนถึงทฤษฏีฝ่ายซ้ายที่อ้างได้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่อำนาจรัฐเลย ถ้าเพราะทุกคนจะตกลงร่วมใจกันอย่าง "เท่าเทียม" แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้เพราะมนุษย์ไม่เคยเท่าเทียมและไม่มีทางที่จะเท่าเทียม ฉะนั้นฝ่ายซ้ายจะต้องใช้ "อำนาจของอะไร" ในการบังคับคนให้เท่าเทียม? ก็ต้องอำนาจรัฐ ไม่ใช่สังคมหรือวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงชนชั้นและความไม่เท่าเทียมเสมอ แม้แต่มิติทางเศรษฐกิจ มันทำให้ฝ่ายซ้ายจะต้องเลือกเข้าหาอำนาจรัฐเพื่อปราบปรามชนชั้นและความไม่เท่าเทียมที่หลีกเลี่ยงการบังคับไม่ได้อยู่ดี . ดังนั้น เราควรหันกลับมามองด้วยสายตาที่ยาวขึ้นและหาความมั่นคงในชีวิต เริ่มต้นจากประเด็นเชิงโครงสร้างของรัฐที่ควรลดการใช้จ่ายและแทรกแซงเศรษฐกิจ การปล่อยไปตามกลไกตลาดจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อให้คนดำเนินชีวิตอย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวางและทำให้คนเกิดความจำเป็นต้องเก็บออม เมื่อเป็นเช่นนี้ความมั่งคั่งก็ต้องเพิ่มขึ้น (การเพิ่มความมั่งคั่งในสภาวะเศรษฐกิจปกติล้วนแล้วมาจากพฤติกรรมของคนเช่น การทำงานหนัก การมีวินัยทางการเงิน การเก็บออม ฯลฯ) ตรงนี้ก็ไม่ต้องมีความจำเป็นจะต้องกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำแล้วเพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์และแก้ไขไม่ได้ มันจะแสดงให้เห็นว่าในตลาดเสรีทุนนิยม ยิ่งคนรวยขึ้นก็จะรวยขึ้นไปอีก ยิ่งคนที่จนอยู่แล้ว พวกเขาก็ตีนถีบตัวเองให้รวยขึ้นตามลำดับ . จากที่กล่าวมาข้างต้นและจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีการยืนยันเชิงประจักษ์ (empirical verified) ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจริง ๆ ว่าความยากจนมันลดลงได้ยังไงจากการนโยบายการแทรกแซงเศรษฐกิจของรัฐ (ยกเว้นความยากจนจะลดลงแค่ในระยะสั้น) นอกเหนือจากในช่วงเวลานั้นมันจะต้องมีปัจจัยภายใต้เงื่อนไขหนึ่งที่เอื้อให้เกิดความมั่งคั่งขึ้นนำไปสู่การหลุดพ้นจากความยากจนเท่านั้น การหลุดพ้นจากความยากจนหรือการเกิดความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างโดด ๆ มันต้องมีเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้น แต่พูดได้ว่ามันไม่ได้เกิดจากการให้สวัสดิการกับคนยากจนแน่นอน image
Libertarianism means "free from government" Left-Libertarian ultimately uses the state power, then there will be nothing free. Accordingly, being free from the state doesn't mean being free from cultural and social constraints.
คำถามคือในแง่ของทฤษฎีฝ่ายซ้ายจะอ้างได้ว่าไม่ใช้อำนาจรัฐเพราะทุกคนจะตกลงร่วมใจกันอย่าง "เท่าเทียม" แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้เพราะมนุษย์ไม่เคยเท่าเทียมและไม่มีทางที่จะเท่าเทียม ฉะนั้นแล้วฝ่ายซ้ายจะต้องใช้ "อำนาจของอะไร" ในการบังคับคนให้เท่าเทียม?
อิสรนิยมหมายความว่า "อิสระจากรัฐ" แนวคิดอิสรนิยมแบบฝ่ายซ้ายสุดท้ายมันก็ใช้อำนาจรัฐอยู่ดี มันไม่มีทางอิสระ ทั้งนี้การอิสระจากรัฐมันไม่ได้หมายความว่าจะอิสระจากวัฒนธรรมหรือสังคม