Sats and Sound's avatar
Sats and Sound
npub1dhsn...xjvg
Sats and Sound: สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ผ่านการเงินดิจิทัลและการพัฒนาตนเอง ชื่อช่องสามารถตีความให้ครอบคลุมทั้งบิตคอยน์ (Sats), การเงิน (Sound Money), และการพัฒนาตัวเอง (การเรียนรู้ผ่าน "Sound" หรือเสียงที่เป็นความรู้ที่มั่นคง)
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
อยากยิ้มให้กับตัวเองในวันที่แย่ ต้องแก้ให้ถูกจุด เป็นประสบการณ์ของผมเองที่เคยเป็นและตอนนี้ผมผ่านจุดนั้นมาได้แล้ว เคยไหมครับ? วันที่รู้สึกแย่จนไม่อยากทำอะไรต่อ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาตรงหน้า หลายครั้งเราพยายามหลีกหนีความรู้สึกนี้ด้วยวิธีต่างๆ นานา แต่สุดท้ายปัญหาก็ยังคงอยู่ และความรู้สึกแย่ๆ ก็กลับมาซ้ำเติมอีกครั้ง หากคุณอยากจะ "ยิ้มให้กับตัวเองได้ในวันที่แย่" อย่างแท้จริง กุญแจสำคัญคือการ "แก้ให้ถูกจุด" สิ่งสำคัญอย่างแรกคือ เราต้องเข้าใจปัญหาที่เจอและไม่หลอกตัวเอง เมื่อปัญหา สิ่งแรกที่เรามักจะทำคือการปฏิเสธ หลีกเลี่ยง หรือแม้กระทั่งพยายามบอกตัวเองว่า "ไม่เป็นไรหรอก" ทั้งที่ในใจลึกๆ เรารู้สึกแย่มากๆ การไม่เผชิญหน้ากับความจริงคือหลุมพรางที่อันตรายที่สุด เพราะมันทำให้เรามองไม่เห็นต้นตอที่แท้จริงของปัญหา ลองถามตัวเองดูครับว่า: - อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่จริงๆ? ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ แต่คือรากของปัญหา - คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า? บางครั้งเราสร้างเรื่องราวปลอบใจตัวเองขึ้นมา เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข - คุณยอมรับความจริงได้มากแค่ไหน? การยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้น และมันส่งผลกระทบต่อเรา คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด การเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งและไม่หลอกตัวเองนี่แหละครับ คือรากฐานที่จะนำไปสู่การแก้ไขที่ยั่งยืน เพราะถ้าเรายังไม่รู้ว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง เราก็จะเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาผิดจุด หรือแก้เพียงผิวเผิน หาสิ่งที่แก้มันได้จริงๆ เมื่อคุณซื่อสัตย์กับตัวเองและระบุปัญหาที่แท้จริงได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหาวิธีแก้ปัญหาที่ "ทำได้จริง" ไม่ใช่แค่ความหวังลมๆ แล้งๆ หรือวิธีที่ใครๆ บอกว่าดีแต่ไม่เหมาะกับคุณ หาสิ่งนี้เจอแล้วคุณจะยิ้มได้ ยกตัวอย่างเช่น ผมเองที่ทำงานมาเป็น 10 ปีแล้วแต่ยังรู้สึกว่าตัวเองลำบาก ไม่มั่นคงเลย ทั้งๆที่เราขยัน ประหยัด อดทน อดออม ลงทุน คิดว่าสิ่งที่เราทำก็ถูกแล้วแต่ทำไมยังรู้สึกไม่ปลอดภัย วิธีแก้คือ ผมไปทำการศึกษาการเงิน วางแผนการเงิน การออม เศรฐษศาสตร์ และระบบการเงินโลก เพิ่มเติม จนทำให้ผมพบปัญหาของตัวเองหลายข้อ เช่น - เรามีวินัยไม่มากพอในการออมเงิน หรือ ลงทุนอย่างสมํ่าเสมอ ออมบ้าง ลงทุนบ้าง ไม่แน่นอนไม่เป็นระบบ และไม่มีการติดตามผล - ความรู้ทางการเงินน้อย ส่งผลให้พอผมเจอสิ่งใหม่ๆที่คิดว่าได้ผลตอบแทนเยอะกว่า ก็จะหน้ามืด ขายสินทรัพย์เก่าทั้งๆที่ยังขาดทุนมาซื้อของใหม่ สุดท้ายก็ไม่เป็นดังหวัง - ความรู้ทางการเงินผิดๆน่ากลัวพอๆกับความไม่รู้ - ไม่รู้ถึงผลกระทบของเงินเฟ้อ และ การพิมเงินมหาศาล สิ่งนี้ทำให้มูลค่าเงินเฟียตเสื่อมค่าลงครึ่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป 7-10 ปี อันนี้ผมประสบด้วยตัวเองเลย บ้านแพงขึ้นเกือบ 2 เท่าใน 7 ปี - การไม่เข้าใจในสินทรัพย์ที่ลงทุน ทำให้เราซื้อแพงขายถูกอยู่ตลอดเวลา - ไม่แยกการออม ออกจากการลงทุน จัดการการเงินมั่วไปหมด - ชอบไปเทียบความสำเร็จของคนอื่น ทำให้ยิ่งรู้สึกด้อยค่าตัวเองไปเรื่อยๆ หลังจากผมได้คำตอบใหม่ว่า บิตคอย แก้ปัญหาให้ผมได้อย่างยั่งยืน ผมใช้เวลาศึกษาบิทคอย 1 ปี กว่าจะเริ่มเข้าใจมันจริงๆ ผมก็เริ่มออมในบิทคอย และ ทยอยเปลี่ยนสินทรัพย์เดิมที่มีมาเป็นบิทคอย เพราะเชื่อว่า มูลค่าสินทรัพย์ของเราในหน่อยบิทคอยหรือ sat จะไม่เสื่อมค่าลง ไม่เหมือนหน่วย fiat เมื่อเรามั่นใจว่าพบสิ่งแก้ปัญหา เราจะยิ้มให้กับตัวเองในวันที่แย่ได้ นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดครับ เมื่อคุณผ่านกระบวนการทำความเข้าใจปัญหาอย่างซื่อสัตย์ และได้ค้นพบวิธีการแก้ไขที่ทำได้จริง ความรู้สึกในใจของคุณจะเปลี่ยนไป เหมือนกับบิตคอยที่ผมรู้สึกว่ามันแก้ปัญหาที่ค้างในใจผมได้ได้ โดยที่ไม่ได้เกิดจากการหลอกตัวเองให้สบายใจชั่วคราวเท่านั้น แม้ปัญหาจะยังไม่ถูกแก้ไขทั้งหมด แต่การที่คุณ "รู้" ว่ามันคืออะไร และ "รู้" ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป จะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ใช่เป็นเหยื่อของปัญหาอีกต่อไป ความมั่นใจนี้ไม่ได้มาจากการหลอกตัวเองว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง แต่มาจากการที่สมองและหัวใจของคุณประมวลผลแล้วว่า "นี่คือทางออก" คุณมีแผน มีทิศทาง และพร้อมที่จะลงมือทำ เหมือนตอนนี้ ถึงคุณภาพชีวิตและเงินของผมจะได้น้อยลงกว่าตอนที่เครียด แต่เรารู้ว่าเดินมาถูกทาง ทำให้จิตใจเราสงบ แน่วแน ความรู้สึกติดค้างในใจเรื่องความไม่มั่นคงได้หายไปแล้ว ในวันที่ยากลำบากนั้นเอง คุณจะสามารถมองเข้าไปในกระจก แล้วเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า รอยยิ้มนี้ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุขที่ปราศจากปัญหา แต่มันคือ รอยยิ้มแห่งความเข้าใจ ความยอมรับ และความเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้า กำลังแก้ไขสิ่งที่ถูกต้อง และกำลังพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนั้นไปได้ จำไว้ว่า การที่เราได้ยิ้มในวันที่แย่ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีปัญหา แต่หมายความว่าเรามีสติ เราเข้าใจ เรากำลังแก้ไข และเราเชื่อมั่นในกระบวนการของตัวเองนั่นเอง #siamstr #พัฒนาตัวเอง #สุขภาพจิต
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
จัดการเรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน คีย์สำคัญที่ทำให้ชีวิตคุณชิลมาก คำพูดสุดฮิตในโซเชียลที่ว่า "หนึ่งวันพันกว่าเรื่อง" อาจจะเป็นคำพูดติดตลก และ แฝงไปด้วยการเล่าประเด็นว่าในแต่ละวัน คนเรามักพบกับปัญหาที่รุมเร้าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่าง ลืมของ ข้าวเที่ยงไม่อร่อย หรือ เรื่องใหญ่ๆเช่น ภาระงาน ติดหนี้บัตรเครดิต ปัญหาสุขภาพ เงินไม่พอใช้ ปัญหาพวกนี้เมื่อพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ มันก็ทำให้เรามีความเครียดสะสม และรู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ ปัญหาเก่ายังแก้ไม่ได้ เรื่องใหม่มาอีกแล้ว เหนื่อยมาก จัดการอะไรไม่ได้เลย จากประสบการณ์ตัวเองและเพื่อนๆ ผมเคยเจอเพื่อนประเภทที่ มีปัญหากับทุกอย่าง มรสุมชีวิต เครียดมาก และเพื่อนอีกกลุ่มที่เจอปัญหาเหมือนกัน แต่จัดการได้อย่างดี มันก็เลยทำให้ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้เราสามารถจัดการและลดความเสี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้นได้นะ พอลองเข้าไปดูชีวิตเพื่อนคนที่วันๆมีแต่ปัญหา เขาจะใช้ชีวิตแบบจัดลำดับความสำคัญไม่ค่อยเป็นเน้น "แก้ปัญหาเฉพาะหน้า" ตลอดเวลา มองภาพทุกอย่างเป็นระยะสั้นๆกับทุกอย่าง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ "สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน" พูดแบบ เว่อไปป่ะ เออๆ เรื่องเล็ก ค่อยแก้ๆ ยกตัวอย่างง่าย - ท่อน้ำซึมเล็กๆ ปล่อยไปก่อน จนวันหนึ่งท่อน้ำแตก น้ำท่วมบ้าน - ค้าขายเงินเริ่มไม่พอใช้ เดือนชนเดือน แต่ไม่คิดที่จะบริหารเงิน ตัดสิ่งไม่จำเป็นและหารายได้เพิ่ม สุดท้ายถ้าเงินหมดแล้วต้องไปกู้เงินมาใช้จ่าย ลำบากในระยะยาวอีก - ไม่ดูแลสุขภาพเท่าที่ควร ไม่ออกกำลังกาย เมื่อละเลยไปนานวัน ปัญหาสุขภาพเช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน ก็แก้ยากแล้ว คนกลุ่มที่มีปัญหาชีวิตรุมเร้า ไม่ได้มาจากเรื่องใหญ่โตที่ไม่คาดฝันเสมอไป แต่มาจากการละเลย "เรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน" ซ้ำๆ จนมันกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนและใหญ่โตในที่สุด ส่วนเพื่อนกลุ่มที่จัดการปัญหาพวกนี้ได้ดี เขาจะเป็นพวกมองภาพระยะยาว จัดการปัญหาแต่เนิ่นๆ เหมือนคำว่ากันไว้ดีกว่าแก้นั่นเอง การจัดการชีวิตให้มีประสิทธิภาพ แบ่ง เรื่องเร่งด่วน 4 แบบ โดยพิจารณาจาก "ความสำคัญ" และ "ความเร่งด่วน" 1. สำคัญและเร่งด่วน (Urgent & Important) 2. สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Not Urgent & Important) 3. ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Urgent & Not Important) 4. ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Not Urgent & Not Important) 1. สำคัญและเร่งด่วน (Urgent & Important) เป็นเรื่องวิกฤตที่ต้องจัดการทันที มีผลกระทบสูงหากไม่ทำ เช่น ไฟไหม้บ้าน งานด่วนที่ส่งผลต่ออนาคตอาชีพ ปัญหาสุขภาพฉุกเฉิน พอต้องลงมือทำทันที ก็เป็นสิ่งที่ยาก เครียดและส่งผลต่อชีวิตเราที่สุด สิ่งที่เราต้องทำคือ ต้องลด เรื่องประเภทนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลุ่มคนที่มีปัญหาเยอะๆจะเป็นกลุ่มที่จัดการเรื่องสำคัญได้แย่ ละเลย ปล่อยสะสม จนต้อง แก้ปัญหาเฉพาะหน้า อยู่ตลอดเวลา 2. สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Not Urgent & Important) นี่คือสิ่งที่เป็นคีย์สำคัญสู่ชีวิตที่ "ชิล" ที่มีความสำคัญต่อเป้าหมายระยะยาวของเรา แต่ไม่ได้มีเส้นตายที่กดดัน เราต้องจัดสรรเวลาให้ทำเป็นประจำ เรื่อง"สำคัญแต่ไม่ด่วน" คือการ "ป้องกัน" ไม่ให้ปัญหากลายเป็นเรื่อง "สำคัญและเร่งด่วน" ในอนาคต การให้เวลากับสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเครียด สร้างโอกาส และนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ยกตัวอย่าง สิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วนที่ผมทำในชีวิตจริง 1 สุขภาพกายและสุขภาพจิต - ออกกำลังกาย โดยมีเป้าหมาย cardio สัปดาห์ละ 150 นาที - ลดอาหารกลุ่ม ultra processed food กินอาหารอย่างสมดุล ไม่ได้คลีน 100% เพราะเคยทำแล้ว ทำได้ไม่นานเพราะไม่มีความสุขในการกินเลย - คิดดี พูดดี กับตัวเองและคนอื่น ผมพบว่า การสร้างรอยยิ้ม หรือ พลังงานบวก ส่งต่อไปให้คนอื่นได้นั้น มันมีความสุขมากนะ - ฝึกจิตใจให้มั่นคง เมื่อเรานิ่ง เราจะคิดก่อนทำ โกรธยากขึ้นมาก 2 การเงิน - ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเงิน หาวิธีที่เหมาะสมกับเรา ให้ความสำคัญกับข้อนี้ให้มาก ถ้ามาถูกทาง เราจะสบายในระยะยาว - วางแผนการเงิน ทำรายรับรายจ่าย บันทึกการออม อย่างสม่ำเสมอ เมื่อทำประจำนอกจากสร้างวินัยแล้ว ยังวัดผลได้ง่ายด้วย - หารายได้เสริม หางานที่เราทำครั้งเดียว สร้างเงินได้เรื่อยๆ แน่นอนงานพวกนี้ก็ต้องใช้เวลาสะสม proof of work กว่าจะเห็นผลลัพท์ 3 พัฒนาตัวเอง - ศึกษาเรื่องต่างๆที่สนใจเพื่อพัฒนาตัวเอง - ลดการเสพคอนเท้นดราม่าที่ไม่มีประโยชน์ - เรียนรู้ทักษะหรือประสบการณ์ใหม่ๆ ตามโอกาส 4 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี - คุยและให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว เพื่อนและคนที่เรารัก สิ่งเหล่านี้ ผมก็ทำเพื่อให้ตัวเองมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาวในหลายๆด้าน ถ้าใครยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเก็ต ไม่เห็นภาพมากพอ ผมมีตัวอย่างการงานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ที่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ แบบระยะสั้นมาให้ดู ผมจะมีลิส ว่า มีอะไรบ้างที่เราจะต้องทำภายในวันไหน - การจ่ายบิลต่างๆ ค่าเช่าบ้าน น้ำ ไฟ อินเทอร์เน็ต ประกัน (การมีระบบจัดการค่าใช้จ่าย ทําให้เรามีโอกาศลืมโอน น้อยมากครับ) สิ่งที่ทำคือ - เงินในบัญชีใช้จ่ายผมจะมีอยู่ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือนเป็น buffer เสมอ เผื่อฉุกเฉินได้จ่ายบิลทันที - บิลที่ตัดบัญชีอัตโนมัติได้ผมเลือกทำเลยเพราะลดการลืมจ่ายไปได้ - ส่วนอะไรที่ต้องโอนมือ ผมจะเลือกตั้งเวลาโอนก่อนเช่น ค่าเช่าบ้านจ่ายไม่เกินทุกวันที่ 5 ผมก็จะจัดการโอนล่วงหน้าไว้ตั้งแต่เดือนก่อน เพื่อลดการลืมโอน หรือ แอฟมีปัญหาในช่วงต้นเดือน - ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ต้องจ่ายรายปี เช่น ต้องจ่ายปีละ 12000 บาท ผมก็จะใช้ระบบโอนอัตโนมัติเดือนละ 1000 บาท เข้าไปในบัญชีแยก พอครบกำหนด ผมก็จะตั้งโอนล่วงหน้าหรือโอนมืออีกที - บิลอื่นๆเช่น ภาษี หรืออะไรที่จ่ายครั้งเดียว ผมจะจ่ายทันที เมื่อมีบิล หรือ อีเมลล์แจ้งมา ป้องกันการลืมจ่าย - อะไรที่ทำเสร็จได้ภายใน 5 นาที เราทำเลย จะได้ไม่ลืม สิ่งที่ไม่ต้องรีบทำอื่นๆ - ตัวอย่างอีก 1 สัปดาห์ผมต้องไป ทำธุระที่ห้างหรือพื้นที่ใกล้เคียง ผมก็จะลิสก่อนว่า มีอะไรที่ทำที่ห้างนั้นได้บ้าง เราก็จัดลำดับความสำคัญ และ เอาไปจัดการได้ - ยกเลิกบัตรเดบิทที่ไม่ได้ใช้มานาน เปลี่ยนหน้าสมุดบช - ไปล้างรถ - ไปตัดผม - ถ่ายเอกสาร - ซื้อของที่ขาด เล็กๆน้อยๆ เพราะส่วนใหญ่ถ้าซื้อเยอะ ผมซื้อออนไลน์หมดแล้ว - ไปกินข้าวร้านที่เราชอบ แล้วจัดลำดับความสำคัญเช่น อะไรสำคัญสุด รอนาน ทำก่อน เช่น กดบัตรคิวแบงค์ ล้างรถ คิวตัดผม อะไรชิลๆได้ ก็ค่อยทำทีหลัง จะเห็นได้ว่าการจัดลำดับความสำคัญ เราทำได้กับทุกเรื่องเลย เพื่อใช้เวลาเราให้คุ้มค่าขึ้นอีก 3. ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Urgent & Not Important) เป็นงานที่ต้องทำทันที แต่ผลกระทบต่อเป้าหมายหลักของเราไม่สูงนัก มักจะเป็นงานที่ผู้อื่นโยนมาให้ หรือเป็นสิ่งรบกวน เช่น การตอบอีเมลที่ไม่สำคัญ โทรศัพท์ที่ไม่จำเป็น การประชุมที่ไม่มีสาระ การจัดการธุระเล็กน้อย ถ้าเป็นสิ่งง่ายๆเร็วๆก็ทำให้เสร็จ หรือ ถ้ายากก็แบ่งงานเป็นส่วนๆหรือให้คนอื่นช่วยๆถ้าทำได้ รีบทำให้เสร็จจะได้มีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญของเรา 4. ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Not Urgent & Not Important) คือสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไม่มีผลกระทบ และไม่จำเป็นต้องทำ เช่น การไถโซเชียลมีเดียอย่างไร้จุดหมาย เสพคอนเท้นไม่สร้างสรรค์ สร้างพลังงานลบ หรือ การทะเลาะกับคนอื่นทั้งโลกจริง โลกออนไลน์ ลดให้น้อยที่สุด งานกลุ่มนี้คือตัวฉกเวลาและพลังงานของคุณไปอย่างสิ้นเปลือง สรุป 1. จัดการ สิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ไม่ว่าเรื่องเล็ก หรือ เรื่องใหญ่ในชีวิตให้เป็น ลดความเสี่ยงในการปัญหาในระยะยาว คุณภาพชีวิตคุณจะดีขึ้น 2.ฝึกจัดการชีวิตอย่างมีระบบ จัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ดี เราก็จะชิลมากครับ บางคนอาจจะคิดว่าเครียดเกิน แต่ลองคิดดูว่า อยากจะเครียดแล้วชิล หรือ ชิลแล้วเครียดสะสมไม่จบกันแน่ #siamstr #พัฒนาตัวเอง #จัดการชีวิต #จัดการเงิน #บริหารเงิน
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
กำลังใจที่มาจากตัวเราเอง สำคัญที่สุดในโลก สังคมตอนนี้ มีแต่ความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระดับชาติ ระดับโลก สภาพสังคมและเศรษฐกิจก็แย่มากๆ ความแย่ระดับนี้ หลายๆคนคอนเฟิร์มว่า แย่กว่าโควิดอีก สังคมไทยในตอนนี้ผมว่า ทุกคนมีความเครียด และความสุขน้อยลง ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก ทำให้คำว่า กำลังใจเป็นสิ่งที่ใครหลายคนต้องการและใฝ่หา เพื่อมาเติมพลังชีวิตในการเดินหน้าในวันที่ยากขึ้นเรื่อยๆแบบนี้ ดิสเคลมเมอร์ก่อนว่า สิ่งที่เขียนเป็นความคิดเห็นของผมเท่านั้นนะครับ ทำไมผมถึงบอกว่ากำลังใจจากตัวเราเองนั้นสำคัญที่สุดในโลก มันมาจากความรู้สึก และ สิ่งที่ผมพบเจอมาเอง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกไม่ทุก ไม่สุขอยู่นาน จนไปเจอจดเปลี่ยนชีวิต ที่ทำให้เรา รู้สึกไม่มั่นคงเลย ทั้งความรู้สึก สถานะการเงิน ความสัมพัน โดยเฉพาะความไม่มั่นคงทางการเงิน ผมน่าจะรู้สึกมา 2-3 ปี หลังโควิด ความรู้สึกนี้มันติดอยู่ในใจ ที่เรายังหาทางแก้ไม่ได้ ตัวผมเองก็เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อน และ ครอบครัวฟัง สิ่งที่เขาทำคือก็ การให้กำลังใจ ซึ่งกำลังใจจากคนรอบตัวแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีมากๆนะครับ ไม่ใช่ว่ามันเป็นสิ่งไม่มีค่า มันมีค่าที่สุดและทำให้ผมคิดอยู่เสมอว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ แม่บอกตลอดว่า ทุกปัญหามีทางออกนะ เพื่อนผมบอกตลอดว่า ปัญหามันเยอะ มึงเครียดได้ แต่มึงต้องแบ่งปัญหาแล้วแก้ทีละขั้นไปจนหมด ผมก็จำและเอามาใช้ตลอด แต่ยังไงก็ตามในใจลึกๆผมมันก็ รู้สึกว่า เรายังไม่มันคง อยู่ดี คิดว่าเราไม่เก่งพอที่จะหาเงินมาให้ได้มากพอ เพื่อนที่เขาเก่งพอ เขาสบายขึ้นเรือยๆ แต่เราอยู่ที่เดิม เราทำทุกอย่าง เราขยัน เราประหยัด แต่เราก็ยังลำบาก จนวันที่ผม ได้เข้ามาศึกษาบิทคอย และ ได้รับคำตอบแล้ว่า ความรู้สึกที่ผมเจอเรื่องความไม่มั่นคง ไม่ใช่แค่เราหาเงินไม่ได้มากพอ แต่ส่วนสำคัญคือ เงินที่เรามีมันเสื่อมค่า อำนาจการจับจ่ายเรามันลดลงอยู่ตลอด โดยการพิมเงินและเงินเฟ้อ สิ่งนี้มีคนพยายามไม่บอกให้คนทั่วไปรู้ ทำให้หลายๆคนรวมถึงผม ยังคงติดอยู่ใน วงเวียนหนูถีบจักร ที่จะเหนื่อยๆต่อไปเรื่อยๆ และจะหนักมากขึ้นกว่าเดิม เพราะการพิมเงินมันมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องเงินเสื่อมค่ามันโยงกลับไปได้หลายๆอย่างในชีวิตเอาเป็นว่าตั้งแต่เกิดจนตาย เราเหมือนถูกควบคุมทุกอย่างไว้แล้ว พอเข้าใจคำตอบ และเห็นหนทางในการแก้ไข เรื่องความไม่มั่นคงทางการเงิน ผมเหมือนปลดล็อคตัวเองเลยครับ ผมเริ่มให้กำลังใจตัวเอง พูดกับตัวเองทุกวัน ผมเริ่มศึกษาบิทคอยมากขึ้น ผมทยอยแปลงสินทรัพย์ที่มีมาเป็นบิทคอย ผมมีเป้าหมายในการออมบิทคอย และ เป้าหมายเกษียณด้วยบิทคอย ผมเริ่มดูคอนเท้นพัฒนาตัวเอง ทั้งความคิด การพูดจาดีกับตัวเอง และผู้อื่น ออกกำลังกาย ทุกเป้าหมายมีการบันทึกและติดตามผล proof of work ในท้ายที่สุด กำลังใจจากตัวเอง มันบอกผมว่า ปัญหาในอดีตของผมกำลังถูกแก้ไข ผมกำลังเดินทางมาถูกทางแล้ว ที่เหลือ แค่ทำตามระบบ ชีวิตเราจะดีขึ้นในระยะยาว จัดการสิ่งที่เราทำได้ไปหมดแล้ว โดยไม่สนใจอดีต เราจะมองไปข้างหน้าเท่านั้น กำลังใจที่ผมได้จากตัวเอง ทำให้ผมมีจิตใจที่มั่นคง จิตใจที่สงบและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งรบกวนชั่วคราว ในความจริง ตอนนี้ผมได้เงินน้อยลง คุณภาพชีวิตแย่กว่าตอนที่เครียดอีก แต่ผมไม่มีความกังวลเรื่องความไม่มั่นคงแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว จากกำลังใจที่ผมให้ตัวเอง ซึ่งกำลังใจนี้เกิดจาก บิทคอยที่เป็นคำตอบของผม มันเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจผมไปแล้ว ใครจะคิดว่าผมกวา ผมเพ้อฝัน ก็คิดได้แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ #btc #bitcoin #siamstr #nostr
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
อีก 10 ปีเกษียณมี 1 BTC พอไหม? คำนวณเคสจริงให้ดู - Sats and Sound มีคลิปและบทความเลยครับ อีก 10 ปีเกษียณมี 1 BTC พอไหม? บิทคอยกับการเกษียณเป็นหนึ่งในหัวข้อยอดฮิตที่มีผู้คนสนใจ คำถามที่สะท้อนความคาดหวังและความกังวลของนักลงทุนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี คำถามนี้ผมเอามาจากกลุ่ม Bitcoin Thai Community และได้เอาคำตอบที่น่าสนใจมา มาวิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ เพื่อให้ทุกคนได้ฉุกคิดและเป็นหนึ่งในไอเดียการวางแผนอนาคตทางการเงินของตัวเอง ภาพรวมคำตอบ คือไม่มีคำตอบตายตัว และมีหลากหลายมุมมอง สรุปคือเน้นที่ "จะเกษียณได้มั้ยอยู่ที่ตัวคุณ" มันก็ตอบยากนะว่า "พอ" หรือ "ไม่พอ" ถึงจะมีข้อมูลให้มา แต่แต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน - บางคนมองโลกในแง่ดีว่าอีก 10 ปี Bitcoin น่าจะราคาสูงพอ น่าจะทัน - บางคนก็มองว่าเกษียณได้ แต่ลำบากหน่อย อย่างน้อยวันนี้ต้องมีสัก 5 BTC - แต่บางคนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนการเงินรอบด้าน และการไม่ยึดติดกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป เก็บในหลายๆอย่างรวมกันไป เพื่อความคล่องตัว ประเด็นหลักที่ จะตอบได้ว่าเกษียณได้มั้ยมี 3 ข้อคือ 1. เรื่องปัจเจกบุคคล การใช้เงินหลังเกษียณ ไลฟ์สไตล์ 2. ศักยภาพของ Bitcoin ในอนาคต ราคาจะโตไปเท่าไหร่ 3. วิธีการใช้ Bitcoin ในการเกษียณ 1. เรื่องปัจเจกบุคคล การใช้เงินหลังเกษียณ ไลฟ์สไตล์ - Lifestyle และค่าใช้จ่าย: คุณต้องการใช้เงินเท่าไหร่ต่อเดือนหลังเกษียณ? ไลฟ์สไตล์เรียบง่าย หรือฟุ้งเฟ้อ? อยู่จังหวัดไหน บางคน 10ล้านพอ บางคน 50ก็ไม่พอ - อายุขัยที่คาดการณ์: อย่าลืมว่าคนยุคนี้อายุยืนขึ้น การวางแผนแค่ 10 ปีอาจไม่พอ ต้องเผื่อถึง 85 ปีหรือมากกว่านั้น อันนี้จริงมากเพราะคนอายุยืนขึ้นจากการพัฒนาการทางการแพทย์และดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ความน่ากลัวกว่าคือเงินหมดก่อนตาย - Cashflow : BTC มันดูมั่นคงในระยะยาว แต่มันไม่มียีล คุณต้องมีแผนการสร้างกระแสเงินสด (Cashflow) ในรูปเงิน Fiat (เงินกระดาษ) เพราะปัจจุบัน BTC ยังไม่ได้ใช้จ่ายสะดวกขนาดนั้น 2. ศักยภาพของ Bitcoin ในอนาคต หลายคนมองโลกในแง่ดีต่อราคา Bitcoin ที่จะพุ่งสูงขึ้น - เป็นสินทรัพย์ต้านเงินเฟ้อ : BTC ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์แห่งการออมและต้านทานเงินเฟ้อที่ดีกว่าทองคำหรือหุ้นในปัจจุบัน ออมในบิทคอยน่าจะเกษียณได้ง่ายที่สุด - บางคนเชื่อว่าในอีก 8 ปี ราคา BTC อาจไปถึง 10 ล้านดอลลาร์ หรือ 33 ล้านบาทไทย - จากสถิติ 10 กว่าปีที่ผ่านมาที่ขึ้นมา 500 กว่าเท่า (เฉลี่ยปีละ 47 เท่า) หากหลังจากนี้โตเฉลี่ยแค่ปีละ 4-5 เท่า ก็ยังดีกว่าสินทรัพย์อื่นที่ลดค่าจากเงินเฟ้อ - บางคนมองว่า 1 BTC เทียบเท่ากับการทำงาน 30 ปี ซึ่งสะท้อนมูลค่าที่สูง 3. การใช้ Bitcoin ในการเกษียณ คำนวณจริงให้ดู เครื่องมือที่ผมใช้คือ Bitcoin retirement calculator ค้นหาทำตามได้เองเลย - คำนวณก่อนว่าตอนเกษียณเราจะต้องใช้เงินต่อปีเท่าไหร่ และ มีเงินทั้งหมดเท่าไหร่ ใครจะคำนวณเป็นเฟียต หรือ คำนวณเป็นบิทคอยก็ได้ - ผมใส่ค่าของพี่ที่ถามเลย อายุ 50 ปี จะใช้ชีวิตไปถึง 86 ปี ตอนนี้มีอยู่ 1 บิทคอย จะไม่ซื้อบิทคอยเพิ่มอีกหลังเกษียณ อัตราเติบโตทบต้นของบิทคอยคือ 30 เปอร์เซน เงินเฟ้อโตปีละ 8 เปอร์เซน ต่อปีต้องการใช้เงิน 50,000เหรียญ เท่ากับประมาณ 1.6 ล้านบาทไทย เดือนนึง 130,000 บาทไทย ก็น่าจะโอเค - พอคำนวณออกมา ในเรทนี้ เขาเกษียณได้ทันนะ 1 BTC เพียงพอ ตอนอายุ 56 - นี้เป็นเพียงหนึ่งเครื่องมือใช้คาดการณ์อนาคตเป็นไอเดียนะ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ - สมมติรู้แล้วว่าพอ แล้วยังไงต่อ เราก็แค่ทยอยขายบิทคอย รายปีตามแผนครับ เอาเงินมาใช้จ่าย - เมื่อเวลาผ่านไปมูลค่าของบิทคอยจะมากขึ้นเท่ากับว่า เราจะใช้บิทคอยหรือsat น้อยลงทุกๆปีในการใช้จ่ายเท่าเดิม - ถ้าคำนวณดีๆ ตอนเราเสียชีวิตก็จะเหลือบิทคอยน้อยมากๆ ประมาณนี้เลยครับ ข้อดีคือง่าย จัดการได้เอง ไม่เสี่ยง ข้อเสียคือบิทคอยเราจะลดลงไปเรื่อยๆเพราะต้องขายออก และในช่วงบิทคอยราคาตกก็ต้องระวังให้มากด้วย - นอกจากนั้นยังมีอีกวิธี เพราะบางคนไม่ได้อยากขายบิทคอยออกไป ต้องการเก็บไว้ให้ลูกหลาน ดังนั้น วิธีที่จะได้แคชโฟวก็คือ การใช้ BTC เป็นหลักค้ำประกันเพื่อกู้เงิน Fiat มาใช้จ่าย โดยพยายามรักษา LTV (Loan-to-Value) ไม่ให้สูงเกินไป - ไอเดียคร่าวๆคือการเอาบิทคอยเช่น 10%-20%ของที่มี ไปปล่อยกู้ เอาเงินเฟียตนั้นออกมาใช้จ่าย และจ่ายดอกเบี้ยรายปี แล้วกู้วนไปเรื่อยๆทุกปี ข้อดีของวิธีนี้คือ ถ้าเราจ่ายดอกเบี้ยและบริหารเงินได้ดี เราจะไม่ต้องขายบิทคอยเลย สามารถเก็บไว้เป็นมรดกได้ ข้อเสีย ซับซ้อนและเสี่ยงกว่าวิธีแรกเราต้องมีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงหาแหล่งค้ำประกันบิทคอยที่น่าเชื่อถือในปัจจุบันยังมีน้อยมาก ไม่งั้นเอาไปฝากเขา บริษัทเจ๊งบิทคอยหาย ซวยอีก ถ้าให้ผมสรุปเคสพี่คนนี้ สามารถเกษียณได้ด้วย 1 BTC ครับ แต่ด้วยระยะเวลาแค่ 10 ปี ถ้าพี่เขาไม่มีกระแสเงินสดจากทางอื่นเลย การขายบิทคอยรายปีมาใช้ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องราคาเหมือนกัน อาจจะเกษียณแบบไม่ได้สบายมากนัก และถ้าจะใช้วิธีค้ำประกันบิทคอยเอาเฟียตมาใช้ ถ้าไม่มีความรู้ ไม่แนะนำให้ทำครับเสี่ยงกว่าวิธีแรกมากๆ จ่ายดอกไม่หมด หมุนเงินไม่ทัน เขายืดบิทคอยไปนะ ข้อควรระวัง - Bitcoin เป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกเท่านั้น : ควรมีแผนสำรอง (แผน 2, 3, 4) เพราะไม่มีอะไรรับประกันว่า Bitcoin จะรักษามูลค่าไว้ได้เสมอไป - ย้ำว่าไม่มีใครสามารถคาดการณ์อนาคตได้ 100% - ควรใช้ความคิดของตัวเอง หาข้อมูล และพิสูจน์ด้วยตนเอง เพราะไม่มีใครสามารถช่วยคุณได้หากเกิดข้อผิดพลาด บทสรุป: กุญแจสำคัญคือ "แผนของคุณ" คำตอบ ผม ชี้ให้เห็นว่า 1 BTC เคสนี้ อาจเพียงพอต่อการเกษียณได้ หากมี "แผนการที่ชัดเจน" และ "ความเข้าใจที่ถ่องแท้" ไม่ใช่แค่การคาดหวังราคาที่พุ่งสูงลิ่วเพียงอย่างเดียว มันต้องมีการจัดการหลังเกษียณที่ถูกต้องด้วย คนที่ดูสามารถใช้ข้อมูลในคลิป ไปหาคำตอบของตัวเองได้ ว่า สำหรับคุณ 1 BTC พอสำหรับเกษียณมั้ย? #siamstr #btc #bitcoin
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
image มีทั้งบทความและเป็นคลิป ฝากด้วยนะครับ เงินน้อย ค้าขายเงียบ เศรษฐกิจแย่ ไม่มีทางออก นี่คือวิธีแก้ที่ผมคิดเอง ปี 2025 เป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจไทยแย่อย่างชัดเจนในทุกด้าน การเมืองในระดับประเทศ ระดับโลกก็แย่ไม่แพ้กัน พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ สายป่านสั้น บ่นกันระนาวว่า ยอดขายตกเป็นเท่าตัว และที่สำคัญแย่กว่าตอนโควิดเสียอีก ส่วนตัวผมก็ประสบปัญหานี้อยู่ไม่ต่างจากทุกคน ค่าเช่าแสนแพง รายได้ลดลง วันนี้ผมมีวิธีแก้ไขเรื่องพวกนี้ ไอเดียนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน แต่ผู้อ่านน่าจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย 1 ยอมรับความจริง ผมมองว่า ยังไงเศรษฐกิจก็จะแย่ลงไปเรื่อยๆ เคยได้ยินคำว่าปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง มั้ยครับ ประโยคนี้ผมได้ยินมาสักพัก และเห็นว่าสรุปทุกอย่างมันแย่ลงเรื่อยๆทุกปีเลย ดังนั้น การที่จะทำงานเหมือนเดิมแล้วคิดว่า สักพักมันก็จะดีขึ้นเอง และทุกอย่างจะผ่านไปเอง ยอมรับความจริงก่อนว่า วิธีนี้ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เชื่อมั้ยมนุษย์เราเก่งอยู่อย่างนึงนั่นก็คือการปรับตัวเพื่ออยู่รอด เราต้องอยู่ในสภาวะที่แย่ให้ได้ 2 ในเมื่อเงินใหม่หายาก แล้วเงินเก่าที่สะสมอยู่ ที่มีอยู่ จัดการมันถูกที่หรือไม่? เมื่อรู้ว่า เศรษฐกิจมันยังคงแย่ลงไปเรื่อยๆ หาเงินได้น้อย ต้องประหยัด ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดระบบชีวิต บริหารเงินใหม่ ทำรายรับรายจ่าย บันทึกการลงทุน ในส่วนเงินใหม่หาได้น้อย ก็ต้องจัดสรรให้มันประหยัดที่สุด แล้วมาโฟกัส เงินออม เงินลงทุน ที่เราเคยสะสมมา จัดการให้มันอยู่ถูกที่ ผมว่าสิ่งนี้สำคัญไม่แพ้หาเงินใหม่เลย - กองทุน ltf หรือหุ้นไทยที่ขาดทุนยับๆ - เงินในบัญชีออมทรัพย์ ที่ทิ้งไว้เฉยๆ เกินความจำเป็น - เหรียญ shit coin ที่ขาดทุน หรือ ไม่มีอนาคต - ของเก่า ของใช้ ของสะสมในบ้าน ของพวกนี้เราเอามาขายเปลี่ยนเป็นเงินได้มั้ย สิ่งที่ไม่ได้จัดการพวกนี้นี่คือสาเหตุของผมที่ ทำงานเก็บเงินมา 10 ปี ก็ไม่รวยเพราะเก็บผิดที่ไงหล่ะ นอกจากนั้นหารายได้เพิ่ม แบบ passive เพราะเหนื่อยทีเดียว สร้างรายได้ยาวๆได้ (มองเกมยาวนะ ช่วงแรกๆรายได้ passive อาจจะน้อยหรือไม่มีเลย) 3 ต้นตอความเลวร้ายทุกอย่าง เกิดจากเงินเฟ้อ และมูลค่าเงิน fiat ที่เราถือเสื่อมลงทุกวัน สิ่งนี้แหละที่ทำให้ชีวิตคุณแย่ลง จนลงและจะเป็นแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการพิมเงินจะไม่มีทางหยุด - บิทคอยคือสิ่งเดียวที่จะมาแก้ไขเรื่องนี้ เงินเก่าในข้อ 2 เอามาออมในบิทคอยแทน แต่ก่อนหน้านี้ เราต้องศึกษาให้เข้าใจ รวมถึงเก็บบิทคอยให้ปลอดภัยก่อน เท่านี้เงิน fiat ที่มูลค่าลดลงจากการพิมเงินก็จะกลายเป็น sound money ที่มูลค่าไม่ลดและเพิ่มขึ้นในอนาคต - ศึกษาบิทคอยสำคัญมาก ออมในนี้เท่าที่คุณมั่นใจก่อนก็ได้ ไม่ต้องออมหมดตั้งแต่แรก - เงินในออมในบิทคอยจะต้องเป็นเงินที่ในชาตินี้คุณจะต้องไปขายเด็ดขาด ถือไว้เฉยๆใน HW - มีการตั้งเป้าหมายว่า ภายในสิ้นปี จะออมให้ได้เท่าไหร่ เช่น 0.01 - 0.1 btc ยิ่งคุณศึกษาคุณจะยิ่งออมใน btc มากขึ้นเองโดยอัตโนมัติ - ส่วนรายได้ใหม่ทีน้อยลง จัดสรรมา DCA บิทคอยทุกเดือนอย่างเคร่งครัด ผมยอมลดคุณภาพชีวิตตัวเองเพื่อจะออมได้มากขึ้น สรุป 1 ชั่งหัวเศรษฐกิจ ยังไงมันก็จะแย่ลงเรื่อยๆ เงินก็เฟ้อจากการพิมเงิน เราคนตัวเล็กแก้อะไรแทบไม่ได้เลย 2 ปรับที่ตัวเอง เริ่มจากการศึกษาบิทคอย ประหยัด ทำรายรับรายจ่าย บันทึกการลงทุน เงินได้ใหม่ที่น้อยลงพยายามปรับให้ใช้ให้พอ หารายได้หลายทาง ถ้าให้ดีหาแบบ passive 3 สินทรัพย์ การลงทุนที่มีอยู่เดิม อะไรแย่ หรือไม่มีอนาคตเปลี่ยนเป็นบิทคอย โดยจะต้องห้ามขายบิทคอยนั้นเป็นอันขาด 4 เงินที่ได้ใหม่ที่น้อยลง ต้องจัดสรรมาออมใน บิทคอย ทุกเดือนอย่างเคร่งครัด 5 ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าเราจะมีบิทคอยเท่าไหร่ แล้วต้องทำให้ได้ การที่ผมเชื่อมั่นใจบิทคอย ว่าในระยะยาวชีวิตผมจะดีขึ้น คิดว่าการอดทน ประหยัด ลำบากในวันนี้ เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต ใช้ชีวิตแบบ low time preference ดูแลสุขภาพ รักตัวเอง ถ้าเราเชื่อว่าเดินมาถูกทาง จิตใจเราจะสงบและมั่นคงถึงแม้ว่าตอนนี้ทุกอย่างรอบตัวเรามันจะแย่มากๆ บิทคอยกลายเป็นสิ่งยืดเหนี่ยวในจิตใจของผมไปแล้ว #siamstr #btc #bitcoin #satsandsound
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
image บิทคอยรอบนี้มันจะไม่เหมือนเดิม จริงเหรอ? 4-Year Cycle เป็นสิ่งที่คนที่ศึกษาบิทคอยรู้ดีว่า เป็นวัฏจักรซ้ำๆที่เกิดขึ้น เราสามารถเรียนรู้ผ่านกราฟของราคาในภาพระยะยาว ตลอดเวลา 12 ปี หรือ 3 รอบที่ผ่านมา มันดูเป็นแบบนั้น แต่ทำไมครั้งนี้บางคนถึงอาจจะคิดว่ามันไม่เหมือนเดิมเนื่องจาก บิทคอยเป็นที่รู้จักและมีคนเห็นความสำคัญ และการเติบโตของราคาที่โดดเด่นกว่าสินทรัพย์อื่นๆ คนที่สนใจไม่ได้มีแค่รายย่อยอีกต่อไป ในเมื่อมีการปลดล็อค spot bitcoin etf ในปี 2024 จากนั้นกลุ่มทุนใหญ่ทั้งบริษัทเอกชน สถาบัน รัฐชาติต่างมีท่าทีสนใจและบางที่ก็ซื้อบิทคอยไปจำนวนมากแล้ว การเข้ามาของเงินทุนใหญ่นี่แหละที่ทำให้หลายๆคนถึงมีความคิดว่า บิทคอยรอบนี้อาจจะไม่เหมือนเดิม วันนี้ผมมี 3 สถานการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นกับ บิทคอยในปี 2025-2026 1 สถานการณ์ปกติ เกิด 4-Year Cycle อย่างที่เคยเป็นมา ผมคิดว่าหลายคนคิดว่า น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด กล่าวคือ - การเพิ่มขึ้นของราคาหลัง Halving : ราคา Bitcoin จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการ Halving ในปี 2024 - จุดสูงสุดของภาวะ Euphoria : ราคาอาจพุ่งทะยานไปถึง 120,000 ถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ - Crypto Winter : หลังจากพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ราคาจะตกลงเข้าสู่ภาวะตลาดหมีที่รุนแรงอีกครั้ง แม้ Bitcoin จะมีการเติบโตและถูกนำไปใช้ในสถาบันมากขึ้น แต่พื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ความโลภจะเข้ามาครอบงำและนำไปสู่การปรับฐานของราคาในที่สุด ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผมก็ยังคง dca เหมือนเดิม ยิ่งช่วงหมี ยิ่งเพิ่มเงินเพราะ เราได้บิทคอยมากขึ้นมีเงินก้อนก็ค่อยล่ำซำ ตอนตลาดหมี 2 สถานการณ์กาวสุดปอด บิทคอยโตอย่างก้าวกระโดด เกิดเหตุการณ์ FOMO ทั่วโลกจาก game theory ที่รุนแรง ด้วยปัจจัยหนุนจากเงินทุนก้อนใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท สถาบัน รัฐชาติ เข้ามา ความ Hype นี้ทำให้บิทคอยโตแบบก้าวกระโดด จากแรงหนุนหลายๆปัจจัย ยิ่งไฮฟ์ยิ่ง FOMO ทุกคนต่างเข้ามาถือบิตคอยอารมณ์เหมือน พวก NFT DAO เกม defi ช่วงโควิด ทุกคนหลับหูหลับตาเอาเงินยัดเข้ามาเต็มที่ สูดกาวเต็มปอด - ปัจจัยกระตุ้น คือ อาจจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ไม่คาดคิด สงคราม ความไม่เชื่อมั่นในสกุลเงิน Fiat ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก หรือเกิดบิทคอย adoption จากอเมริกา ให้เป็นทุนสำรองของประเทศ - สิ่งนี้คือ game theory ที่จะทำให้บิทคอย โดมหาศาล มันคือการรักษาผลประโยชน์ ถ้าคุณถือแล้วดี ฉันต้องถือด้วย ไม่มีไม่ได้ - คาดการณ์ราคา 500,000-1,000,000 ดอลล่า เหมือนกับที่หลายคนได้กาวไว้ - แต่การขึ้นเร็วขนาดนั้น จะเกิดการปรับฐานอย่างรวดเร็วแน่นอน การปรับฐานนี้จะเป็นการรีเซ็ตที่จำเป็น ก่อนที่ Bitcoin จะกลับมาเติบโตในระยะยาวอีกครั้ง ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ผมผ่านมาแล้วตอน defi แต่ด้วยความรู้ว่า บิทคอยในระยะยาวนั้น ไม่พังเหมือน ชิทคอย พวกนั้น สิ่งที่ผมจะทำคือ ใจต้องนิ่ง และอาจจะ dca ไปเพื่อสะสม ผมไม่ได้มองมูลค่าเป็น fiat แค่ดูว่าตอนนี้เราสะสมเพิ่มได้ กี่ sats แล้วเท่านั้น เหตุการณ์แบบนี้สำคัญที่สุดคือความรู้และสติ เดินทางสายกลาง อย่าโลภเพราะมันจะอาจจะทำให้ทุนของคุณหายไปในพริบตา 3 สถานการณ์ที่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ปัจจัยต่างๆไม่ได้ส่งผลต่อราคาของบิทคอยมากนัก แต่เหตุการณ์นี้น่าจะถูกใจสำหรับคนที่ออมบิทคอยระยะยาว - มีการเติบโตที่มั่นคง 4-Year Cycle อาจจะส่งผลต่อราคาน้อยลงกว่าแต่ก่อน - เข้าสู่ช่วงของการเติบโตที่มั่นคง ค่อยเป็นค่อยไป และยั่งยืน การเคลื่อนไหวของราคาจะมีความผันผวนน้อยลง การปรับฐานจะไม่รุนแรง และมีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว - พฤติกรรมนี้จะทำให้บิทคอยคล้ายกับทองคำ มีโอกาสเป็นไปได้นะ เพราะ ท่าทีของอเมกา ก็ยังอยากใช้ USD อยู่ - อาจจะฟังดูน่าเบื่อะถือแล้วสบายใจ และรู้สึกมั่นคง ไม่มีความผันผวนรุนแรง และให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ถ้าผมเจอสถาการณ์แบบนี้ ก็ยังคง dca บิทคอยเหมือนเดิมครับ สิ่งนี้แหละที่วัดวินัยทางการออมได้เลย ใครมี time preference ต่ำๆ คิดถึงอนาคต อดทนรอได้มากกว่า ก็จะได้ผลตอบแทนมากกว่า กล่าวโดยสรุป ไม่ว่า สถาการณ์ของบิทคอยในปี 2025-2026 จะออกมาแบบไหน หรือ ไม่เป็นแบบไหนเลย ผมก็ยังคง dca เหมือนคำว่า stay humble and stack sats เพราะเรารู้แล้วว่านี่คือหนทางแห่งอนาคต ความมั่นใจ ความมั่นคงจะทำให้เราจิตใจสงบ และ ไม่หวั่นไหวกับสิ่งเร้า สิ่งยั่วยุชั่วคราวที่อยู่ตรงหน้า ถ้าใครจะกลัวบิทคอย ผมว่าควรจะกลัวเงินเฟ้อที่ไม่มีใครคุมได้มากกว่า เวลามีค่า ศึกษาบิทคอย #siamstr #btc #bitcoin
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
image เปิดผลสำรวจของ SET พบคนไทย 30% ไม่มีเงินเก็บ และอีก 60% มีเงินเก็บไม่ถึง 200,000 บาท เท่ากับมีคน 10% เท่านั้น ที่จะมีกินตอนแก่.. ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมจะพยายามบอกว่า ก็คนพวกนั้นใช้จ่ายเงินเกินตัว และไม่มีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง ก่อภาระหนี้สินเอง วนเป็นลูปนรก ก็จะลืมตาอ้าปากได้ยากแบบนี้แหละ ถ้าหากเราขยัน ประหยัด ยังไงก็มีชีวิตที่ดีในอนาคตได้ ประสบการณ์จริง 10 ปีผ่านไป ผมที่คิดว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว ตั้งคำถามว่า ทำไมชีวิตเราไม่เห็นดีขึ้นเหมือนที่ฝันไว้เลย จนได้ลงหลุมกระต่าย พอคำถามเก่าๆแบบนี้กลับมา มุมมอง ความคิดและคำตอบของผมเปลี่ยนแปลงไป - บางคนมีภาระหนี้บังคับโดยตัวเองไม่ได้ก่อด้วยซ้ำ - บางคนหมดหนทางจากการผิดพลาดในอดีต - บางคนก็ใช้เงินเกินตัวจริงๆ ไม่มีวินัย ไม่มีความรู้จริงๆ และที่สำคัญที่คนที่กล่าวมา ไม่รู้ถึง 5% มั้ยที่รู้ว่า การพิมพ์เงินมหาศาลโดยเฉพาะหลังโควิด ทำให้ของทุกอย่างแพงขึ้นมาก การใช้จ่ายแบบเดิมจะต้องใช้เงินมากขึ้น นี่ยังไม่นับถึงคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว เดอะแบกของบ้าน ที่ดูแลรับผิดชอบครอบครัวหลายคน หลายๆคนต่างก้มหน้าก้มตา ทำงานหนักต่อไปเพื่อแลกกับเงินที่เสื่อมค่าลงทุกวัน ความเหนื่อย ความเครียด ภาระที่รอไม่ได้ มันอาจจะทำให้พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะศึกษาเรื่องการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตเขาและครอบครัวดีขึ้นด้วยซ้ำ โลกแห่งการพิมเงินมันโหดร้าย ถ้าใครรู้ช้า คนนั้นจะยิ่งลำบาก เพราะกลุ่มคนมีอำนาจเขาไม่อยากให้คนทั่วไปรู้ เพราะมันจะทำให้เขาควบคุมการเงินยากขึ้น ดูหนี้สหรัฐที่เพิ่มทุกวินาที ทำให้ผมคิดว่าพวกเขาคงหยุดพิมเงินไม่ได้ และจะพิมจำนวนมากขึ้นอีก บิคคอยมาแก้ปัญหา เงินเฟ้อที่เรื้อรัง และ ปัญหาชองเงินในอดีตที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลอีกด้วย บิทคอย ที่จะทำให้เงินของคุณไม่เสื่อมค่าลง ไม่ต้องเหนื่อยๆกับคุณภาพชีวิตที่คอยกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และ อำนาจการใช้จ่ายลดลงไปเรื่อยๆ เวลามีค่า ศึกษาบิทคอย #siamstr #btc #bitcoin
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
image อย่าไปหลงกลเกมทางการเมือง ที่ประชาชนไม่เคยได้ประโยชน์ ช่วงนี้ถือว่าประเทศไทยวุ่นวายสับสน พอสมควร ทั้งการเมืองภายใน และการเมืองระหว่างประเทศ set index เกือบหลุด 1000 จุด ผมเริ่มเห็นข่าวแสดงความไม่พอใจนายกฯ จุดประเด็นความเกลียดชัง ความร้อนแรงทางการเมืองเหมือนจะเริ่มกลับมา มีการเรียกร้องให้นายกฯลาออก พรรคร่วมรัฐบาลประกาศถอนตัว สิ่งพวกนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดครั้งแรก สังเกตุว่ามันเกิดจากนักการเมืองที่ต้องการเล่นเกมการเมือง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สร้างข่าวนี้กลบอีกข่าว Hidden Agenda ที่หลายๆคนรู้แต่มองข้ามไปเพราะรู้สึกว่ามีประเด็นที่ใหญ่กว่า การเติบโตในสังคมไทยมาระยะหนึ่ง มันทำให้ผมรู้สึกว่า ทุกคนต่างมีความเห็นแก่ตัว เหตุการณ์ทางการเมืองที่วุ่นวาย ถ้าสังเกตุดี ๆ ทุกฝ่ายต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น มี Hidden Agenda ที่ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการตั้งแต่แรกเพราะพวกเราหมดประโยชน์ไปแล้วจะมีประโยชน์อีกทีตอนเลือกตั้งครั้งหน้า สิ่งเหล่านี้ที่เกิดซ้ำๆ มันทำให้ผมเลิกหวังให้มีนักการเมืองดีๆกลับมาทำงาน ทำให้ประเทศเราดีขึ้น เพราะไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหาร มันก็อาจจะไม่ได้ดีกว่ากันมาก เพราะปัญหาเรื้อรังมากมาย อยากให้หลายๆคน อย่าตกหลุมพลางของกระแสปลุกปั่นและเกมทางการเมืองที่พวกนักการเมืองสร้างเพราะแท้ที่จริงแล้ว การเมืองไทยมีแต่คำว่า ดีลผลประโยชน์ส่วนตัว เท่านั้น ท่ามกลางเกมทางการเมืองและความขัดแย้ง มันมีผู้คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเพราะได้ประโยชน์ หรือมีเจตนาแอบแฝง สรุปว่า ทุกคนต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ต่างเห็นแก่ตัวกันหมด ไม่มีใครรักเรา เท่ากับตัวเราเอง ยืนและสร้างชีวิตตัวเองให้ดี อย่ารอ หรือ ฝากชีวิตและความหวังไว้กับคนอื่น แม้ว่าคนนั้นจะพูดดี ดูน่าเชื่อถือแค่ไหนก็ตาม เงินมันไม่หยุดเฟ้อ ของไม่หยุดแพง ยิ่งตามเกมพวกนี้เราจะยิ่งพัง เอาเวลาไปโฟกัสตัวเองให้ดีขึ้นดีกว่า #siamstr #btc #bitcoin
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
image การจดบันทึก Proof of Work ของตัวเอง สิ่งที่ไม่สำคัญแต่ทำแล้วใจฟู Proof of Work ผมได้ยินครั้งแรกก็จากการศึกษาบิทคอยนี่แหละ แต่ Proof of Work ในมุมมองของผมในวันนี้ หมายถึง ผลของการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างช้ำๆ และนานพอ จนมีความชำนาญ ส่งผลทำให้เราทำมันได้ดี เร็วขึ้นกว่าเดิม และพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต หลายๆคนอาจจะรู้สึกเหมือนกันว่า ทำไมฉันไม่พัฒนาเลย ทำไมฉันย่ำอยู่กับที่ คนอื่นเขาไปไหนต่อไหนแล้ว สิ่งนี้ผมก็รู้สึกและพยายามพัฒนาตัวเอง แต่ก็ยังรู้สึกว่าเราไม่ไปไหนอยู่ดี บางทีก็สู้ บางทีก็ท้อ จนวันนึงผมมานั่งดูสมุดบันทึก Proof of Work ของตัวเอง ปีที่แล้วเราเคยเขียนเป้าหมาย แผนการ และผลอะไรไว้บ้างหรือการหาเงิน การบริหารเงิน เป้าหมายทางการเงิน สำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไง ผมก็รู้สึกปลดล็อคว่า เออ จริงๆแล้ว ตัวเราเองในวันนี้ก็เป็นเวอร์ชั่นที่ดีกว่าปีที่แล้วนี่นา ถ้าหากใครยังรู้สึกว่าตัวเองตามคนอื่นไม่ทัน คุณภาพชีวิตแย่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราต้องศึกษาหาวิธีในการพัฒนาตัวเองในเรื่องนั้นๆ แล้ว "ทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ" ยกตัวอย่างเช่น - การหารายได้เสริม เช่น ทำคลิป affiliate ลงคลิปสม่ำเสมอ - การออมเงินในบิทคอยอย่างน้อย 1k บาท ทุกเดือน ไม่ขายเด็ดขาด - มีเป้าหมายออมบิทคอยเพื่อเกษียณ - ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และ บันทึกการออม ทุกเดือน - ลดการกิน Ultra-process food - การออกกำลังกาย ตั้งเป้า cardio ให้ได้วีคละ 150 นาที - ใจดี พูดดี และไม่คิดลบกับตัวเอง และ ผู้อื่น (สุขภาพจิตสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย และ เงิน) - ศึกษาเพิ่มเติมและส่งต่อความรู้เกี่ยวกับการเงิน บิทคอย เงินเฟ้อ ให้กับคนรอบตัวที่สนใจ (บิทคอยศึกษาเรื่องเดียวคุ้มนะ เพราะมันจะเชื่อมโยงถึงปัญหาต่างๆในชีวิตเราในหลายๆมิติได้อีก) ลองค่อยๆพัฒนา ทำในสิ่งเล็กๆแค่วันละนิด พร้อมกับการจดบันทึกไปด้วย พอกลับมาดู เราสามารถเทียบได้ว่า ตัวเราวันนี้กับวันนั้นดีขึ้นอย่างไร พอทำไปสักพักสิ่งที่เคยยากในวันนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ง่ายในวันนี้ นี่แหละคือผลของ Proof of Work ที่เราตั้งใจทำมาอย่างสม่ำเสมอ พอมันวัดผมได้ ทำให้เรามีกำลังใจในการพัฒนา หรือ ทำต่อไป เมื่อก่อนผมชอบเทียบตัวเองกับคนอื่น แต่ตอนนี้ถึงบางครั้งจะยังคิดแบบนั้น แต่ผมพยายามเปลี่ยนวิธีคิดเป็นเทียบกับตัวเราเองในอดีตแทน ถ้ามันดีขึ้น ถือว่า สำเร็จ แล้วอาจจะค่อยขยับเป้า challenge ตัวเองไปด้วย สรุป 1 อยากพัฒนาอะไร ก็ต้องศึกษาและต้องเลือกทางเดินให้ถูกทาง 2 จากนั้นตั้งเป้าหมายให้วัดผลได้ และทำมันซ้ำๆจนชำนาญ (ข้อนี้สำคัญที่สุด) 3 บันทึก Proof of Work ที่เกิดขึ้น จะทำให้เราเทียบได้ง่ายขึ้นว่าเราพัฒนาขึ้นจริงมั้ย (ทำแล้วใจฟู) 4 ไม่ต้องเทียบกับคนอื่น เทียบกับตัวเราเองก็พอ #siamstr #btc #bitcoin
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 7 months ago
image ข่าว สรุปแล้ว อีลอน ถูกรัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ชกเข้าเต็มๆ หลังมีปากเสียงรุนแรงในทำเนียบขาว และกลายเป็นจุดแตกหักสำคัญระหว่างมัสก์กับทรัมป์ หลายคนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องตลก เป็นเกมการเมืองและผลประโยชน์ของคนที่เกี่ยวข้อง หลายคนอาจจะเบื่อเพราะเห็นสิ่งแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมคิดอีกมุมนึงครับ 1 ระบบหรือผลประโยชน์อะไรก็ตามที่มีมนุษย์ไปเกี่ยวข้อง เราไม่สามารถคาดเดา หรือ ไว้ใจได้เลย เหมือนเหตุการณ์นี้ ตอนแรกดีกันใจหาย แต่พอทะเลาะจนมีการต่อยกัน สุดท้ายดีลทุกอย่างล้ม เป็นคำถามที่น่าคิดนะว่า ระบบเศรษฐกิจ หรือ เงินของเรา ทำไมต้องขึ้นๆลงๆ เพราะแค่พฤติกรรมของคนเหล่านี้ เงินเราหามายากลำบากนะ 2 เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากๆนะ แต่แค่เราไม่รู้ การร่วมมือ หรือ ธุรกิจที่มีผลประโยชน์จากคนหลายๆกลุ่ม ไม่แปลกเลยที่จะตกลงกันไม่ลงตัวจนถึงขึ้นแตกหักแบบ ฉันไม่สน ไม่แคร์อะไรแล้ว ที่เหลือช่างหัวมัน การทุจริต คอรัปชั่น หรือ เอาประโยชน์เข้าตัวเอง เป็นเรื่องที่คนบางคนพร้อมที่จะทำเมื่อมีโอกาส 3 จากละครปาหี่ทางการเมือง เผื่อผลประโยชน์หลายๆครั้งไม่ว่าจะในไทย หรือ ระดับโลก มันทำให้ผมเปลี่ยนความคิด และเลิกลงทุนในหุ้นที่เราไม่มีวันคาดเดาเหตุการณ์แบบนี้ได้ แล้วถ้างั้นจะทำยังไงต่อหล่ะ?? แน่นอนครับ บิทคอยคือคำตอบ 4 ถ้าถือบิทคอย ละครหรือเกมทางการเมือง หรือผลประโยชน์พวกนี้ คุณจะไม่กระทบเลยเพราะบิทคอยไม่มีคนควบคุม โกงไม่ได้ ที่สำคัญที่สุด มีคอมมูนิตี้ที่พร้อมจะวีน เอ้ย พร้อมจะตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง 5 ระบบของบิทคอย ถูกออกแบบมาโดยคนที่เข้าใจ ธรรมชาติของสันดานมนุษย์ มากที่สุด ไม่มีตัวกลาง ไม่ต้องอาศัยความเชื่อใจ ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ระบบออกแบบมาให้รางวัลกับคนที่ทำตามกฏ 6 ตอนนี้ผมคิดว่า Game Theory ของบิทคอยกำลังเริ่มทำงานแล้ว บริษัทใหญ่ และรัฐชาติเริ่มสะสม ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจมันเลย ผมว่า บิทคอย มันน่าสนใจตรงนี้นี่แหละ คิดไปก็ตื่นเต้นนะว่าอีก สัก 1-2 cycle จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? แล้วตัวผมเองในวันนั้นจะต่างจากวันนี้ยังไง? #siamstr #btc #bitcoin #rightshift
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 7 months ago
image เมื่อผมฝันถึงอาจารย์พิริยะ เมื่อคืนฝนตกหนัก เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสี ดังมากจนนอนไม่หลับ ทำให้ผมนอนหลับช้ากว่าปกติ แล้วก็ฝันขึ้นมา ในฝันคือ ผมกำลังเดินทางไปยังมหาลัยของผมเอง กับ อาจารย์พิริยะพร้อมกับโน้ตบุ๊คของเขา ในตอนนั้นอาจารย์แกเหมือนต้องไปบรรยายที่นั้น พอไปถึงตึกที่เรียน (บนตึกเขียนด้วยตัวอักษรสีเงิน font spiderman ว่า ลานกรองมันส์ ภาษาอังกฤษ 555) แกพูดกับผมว่า "ช่วยโหลดไฟล์และวิดีโอให้ผมหน่อยนะครับ จะใช้ตัวนี้ไปใช้ในการบรรยาย" ผมเหมือนได้คุยกับอาจารย์พิริยะ ตัวต่อตัว เลย (ปกติเห็นในยูทูป) แล้วผมก็พูดว่า "ได้ครับ อาจารย์" ผมก็โหลดให้แก แต่มันเสร็จไม่ทัน อาจารย์พิริยะในฝันก็มาทวงผมว่า "ไฟล์โหลดเสร็จแล้วยังครับ?" แล้วฝันก็ตัดจบไป ฝันนี้บอกอะไร 1 อาจารย์พิริยะ (ตัวแทนของผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับ บิทคอย) เข้าไปอยู่ใน สมองส่วนลึกของผมเรียบร้อยแล้ว 2 ในช่วงนี้ผมได้ทำตามระบบการออม และการลงทุน ที่เกี่ยวกับบิทคอยอยู่ครับ (ชีวิตตอนนี้ยังลำบาก สิ่งที่ผมบอกตัวเองตลอดๆคือ เรามาถูกทางแล้วต่อไปชีวิตจะดีขึ้นกว่านี้) 3 รู้สึกว่าตัวเองได้เข้ามาเป็นหนึ่งคนใน บิทคอย คอมมูนิตี้ เรียบร้อยแล้วครับ (คนรอบตัวผมยังไม่เปิดรับบิทคอยเลย) 4 ถ้าเป็นไปได้อยากจะไปเข้าร่วมงาน และ กิจกรรมต่างๆที่จัดโดยคอมมูนิตี้บิทคอยในอนาคต 5 รู้สึกว่าชีวิตผมมีความหวังอีกครั้ง หลังจากได้ศึกษาบิทคอย ได้เบิกเนตรระบบการเงินโลก และ พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นหลายๆด้าน #siamstr #btc #bitcoin #rightshift
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 7 months ago
image บทความนี้เขียนเพื่อเตือนสติตัวเองเป็นหลัก แต่ถ้าใครมาอ่านแล้วได้ประโยชน์ผมก็ดีใจมากครับ วันนี้ในกลุ่ม Siamese bitcoiner มีโพสบอกว่า "ทุกวันนี้เปลี่ยนหน่วยมองเป็น Sats เเล้วครับ เพราะเก็บช้าไป" ฟิลลิ่งเหมือนราคา ต่อหนึ่ง BTC มันแพงมากจนต้องเก็บเป็นหน่วยย่อยแทนแล้ว (3.5m THB / 1BTC) ผมว่าข้อนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนเข้ามาทีหลังคิดอยู่ในใจ เมื่อเรามองย้อนไปจะรู้สึกเสียดายโอกาส และ เสียดายว่าทำไมเราถึงรู้ช้าไป ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงคือ เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้คือ วางแผนและมองภาพในอนาคตครับ ลองคิดมุมกลับดูว่า ถ้าหากวันนี้ 1 BTC ซื้อลำบาก ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า 0.1 BTC ก็อาจจะซื้อได้ลำบากเหมือนกันเพราะเกิดการพิมพ์เงินมหาศาล ย้อนอดีตไม่ได้ก็ต้องเริ่มต้นวางแผนและออมอย่างมีวินัยตั้งแต่วันนี้ครับ ชอบคำอาจารย์พิริยะมาก แกบอกว่า การออมในวันนี้คือการจ่ายเงินให้ตัวเราเองในอนาคตนั่นแหละ สิ่งที่ผมใช้บอกตัวเองเวลารู้สึกเสียดายโอกาสซื้อในอดีตคือ ไม่ว่าเราจะออมใน BTC ตอนไหน เงินเราจะไม่เสื่อมค่าลงครับ ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ 3.5m THB ซื้อได้ 1BTC แต่เราซื้อ 1000 บาท เงิน 1000 บาทของเรานั้นไม่ว่าเวลามันจะผ่านไปนานแค่ไหนมูลค่ามันจะไม่ลดลง ต่างจากการเก็บไว้ในเงิน fiat ที่การพิมพ์เงินทำให้มูลค่าลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป 7-10 ปี (การออมและการลงทุนต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน) อีกอย่าง BTC ที่ออมเป้าหมายผมก็คือการออมจำนวน BTC เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่กลับไปเทียบเป็นหน่วย fiat ครับ คนที่เขาเข้ามาก่อนแสดงว่าเขาก็รู้ก่อนและเจอความเสี่ยงมากกว่านี้ และในอนาคตผมเชื่อว่าเราจะสามารถออม หรือ ลงทุนใน BTC ได้ง่ายขึ้นเพราะคนเริ่มเข้าใจ และ มีความเชื่อมั่นมากขึ้น การมองเป็นหน่วย sat ก็ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้นนะ เช่น ฉันมีแค่ 0.01 BTC เอง เปลี่ยนเป็น ฉันมีตั้ง 1 ล้าน sats เลยนะ ถึงค่าจะเท่ากันแต่สำหรับผมว่ามันมีผลต่อจิตวิทยาในการหาเงินมาออมเพิ่มได้ อีกอย่างในตอนนี้เรายังอยู่ใน early state ของ bitcoin adoption อยู่เลยครับ ยังมีคนส่วนมากที่ออกมาด่าและโจมตี BTC แบบผิดๆอยู่เลย เก็บตอนนี้ยังทันครับ เหมือนคอมเม้นในคอมมูที่บอกว่า ถ้าเก็บตอน milli sats อันนั้นแหละช้า สรุปสั้นๆคือ 1.เก็บ BTC ตอนไหนก็ทันเพราะเงินเราไม่เสื่อมค่าลง ยิ่งถือนานมูลค่ายิ่งเพิ่ม 2.เราแก้ไขอดีต ความรู้งี้ต่างๆไม่ได้ แต่เราวางแผนเพื่อทำในอนาคตได้ 3.อย่าพยายามไปเทียบเป็นหน่วย fiat มองแค่หน่วย sat ก็ไม่แย่นะ ดีเสียอีกในมุมจิตวิทยา 4.ถือไว้เองอุ่นใจครับ เหมือนกับที่หลายๆคนในคอมมูบอกว่า พวกเราอ่ะ รอดแล้ว ต่างจากคนส่วนใหญ่ในสังคมที่จะใช้ชีวิตลำบากขึ้นอีกจากการพิมพ์เงินมหาศาลต่อจากนี้ โดยที่พวกเรายังไม่รู้ความเลวร้ายของระบบเงิน fiat เลย 5.เวลามีค่าศึกษา bitcoin อย่าเพิ่งท้อ เรายังอยู่ในช่วง early state อยู่เลย #siamstr #btc #bitcoin #rightshift
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 7 months ago
image หลังจากที่เบิกเนตรไม่นาน แต่ทำงานและลงทุนมานาน(แล้วไม่เป็นเหมือนที่ฝันเฟื่องเอาไว้) สิ่งหนึ่งที่ผมตกผลึกได้คือ "เงินเรา ดูแลเองดีที่สุด" ไม่มีใครจะรู้ความต้องการ และ หวังดีกับเราที่สุดเท่ากับเราเอง กองทุนรวม ,ระบบ copytrade,กลุ่มลับซื้อหุ้นที่ต้องรอ กูรูบอกว่า ซื้อตัวไหน เข้า-ออกตอนไหน ผมมองว่าความสะดวกสบายเหล่านั้น ถึงจะมีข้อดีของมัน แต่ไม่ได้ทำให้เรา เก่ง ขึ้น การ "ยืมจมูกคนอื่นหายใจ" ระยะยาวยังไงก็ไม่ดี (กูรูเขาเข้าออกทันเพราะเขารู้ แต่เรานะสิจะขาดทุน 55) การออม ลงทุนไม่ว่าจะสินทรัพย์ไหน เราต้องเรียนรู้เองระดับหนึ่งก่อน เพราะไม่ว่าจะกำไร หรือ ขาดทุน สิ่งที่เราได้กลับมาทุกครั้งคือ "บทเรียนและประสบการณ์" สิ่งนี้มีค่ามากเพราะจะทำให้เรามีความรู้ทางการเงินที่มั่นคง(และถูกต้องมากขึ้น)ในระยะยาว ประสบการณ์คือสินทรัพย์ที่จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต คุณจะเก่งขึ้นไม่ว่าจะ กำไร หรือ ขาดทุน จากการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ การเงินโลก มันทำให้ผมยิ่งมั่นใจเรื่องที่ว่า ไม่มีใครหวังดีกับเราเท่ากับตัวเอง ยิ่งพอมาเจอ บิทคอย ที่มีระบบ trustless ออกแบบรัดกุมโดยมี game theory ซาโต้ชิ มีความเข้าใจถึงระบบการเงิน นิสัยของมนุษย์ มากๆ บิทคอยคือผลผลิตของเทคโนโลยีที่คิดมาแก้ปัญหาเรื่องระบบการเงินโลกที่ใช้เวลา40ปีกว่าจะสำเร็จในปี 2009 หลังจากเดินทางมา 16 ปี มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เงินเฟ้อมันน่ากลัวขนาดไหน เมื่อศึกษาเรื่องบิทคอยไปสักพัก ผมก็รู้ว่า การยืนด้วยลำแข้งตัวเอง การไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ ในเรื่องสำคัญเช่นการเงินสำคัญมากๆ คนในระบบเงิน fiat อาจจะยังไม่ตระหนัก (เหมือนผมสมัยก่อน กว่าจะรู้ตัวเงินที่เก็บมาเสื่อมไปเกินครึ่งแล้ว) ใครโชคดีรู้ก็อาจจะแก้ทัน เหมือนคำที่ว่า "เวลามีค่า ศึกษาบิทคอย" มันก็อาจจะกล่าวถึงเงินที่เฟ้ออย่างก้าวกระโดดนี่แหละ ยิ่งรู้ช้า ยิ่งจน ถึงจะมีบิทคอยแล้วก็ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก หนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือการ self custody เพราะว่าถ้าหากไปฝากไว้ใน exchange ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องเหรียญหายอยู่ดี เดี๋ยวนี้ง่ายมาก ค้นหน้าช่อง right shift แล้วโลกใบเดิมที่คุณรู้จักจะเปลี่ยนไป เริ่มตั้งคำถามกับหลายๆสิ่งที่คนมองว่าดี ว่าถูก ว่ามี hidden agenda อะไรหรือเปล่า ทุกอย่างที่เขียนมาเกิดจากสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ ศึกษา และเข้าใจด้วยตัวเองทั้งนั้น (เจ็บจริง ขาดทุนจริง จนจริง) ใครจะหวังดีกับเราที่สุดเท่ากับตัวเอง จริงมั้ย? #siamstr #btc #bitcoin #rightshift
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 8 months ago
image ซื้อบิทคอย ในปี 2025 เหรียญละ 3.5 ล้านบาท ทันมั้ย?? จะรวยแบบคนอื่นมั้ย? Disclaimer ทุกอย่างเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ก่อนตอบคำถามขอเล่าจะประสบการณ์ตัวเองให้ฟังก่อนครับ ปี 2020 ตอนนั้นมีเพื่อนผมคนนึงบอกว่า "มึง บิทคอยเหรียญละล้านแล้วนะ" ด้วยความสงสัยก็เลยไปดูกราฟราคา ในบทความก่อนๆผมเคยเล่าไปแล้วว่าที่จริงผมเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับบิทคอยมานานแต่ไม่เคยคิดที่จะสนใจหรือศึกษามันจริงๆจังๆ คิดว่ามันเป็น scam ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและผันผวน พอไปดูกราฟย้อนหลังตั้งแต่ปี 2011-2020 ก็เห็นว่า บิทคอยขึ้นมาจากหลักหน่วยจนถึงล้านแล้วในใจก็คิดว่ามันน่าสนใจ แต่จะเข้าตอนนี้เราจะไปสู้คนที่ถือมาก่อนได้ยังไง ไม่มีทางรวย เราไปดูตัวอื่นดีกว่าที่ราคามันถูกกว่านี้ (สัญญาณแมงเม่าแห่งความชิบหายมาแล้ว) จากนั้น ผมก็โดนวงการ alt coin , game fi, NFT เล่นงานไปหลักแสนบาท พอได้สติอีกครั้งก็ปี 2022 ในตอนนั้นผมก็เริ่มศึกษาบิทคอยแล้วก็รู้ว่ามันต่างจาก alt coin ตัวอื่นยังไง เริ่มซื้อครั้งแรกด้วยเงินหลักพันบาท รู้ว่ามันดีแต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจมาก ซื้อทิ้งไว้ใน exchange เฉยๆ ซึ่งตอนนั้นผมก็ยังมี เหรียญอื่นอยู่ด้วย แล้วก็เริ่มศึกษาการใช้ HW wallet และการโอนเหรียญ จนในปี 2024 หลังจากที่ได้หาข้อมูลและศึกษาด้วยตัวเอง รวมถึงได้ความรู้มากมายจาก communities และช่อง right shift ผมเพิ่งมา เข้าใจว่าตัวเองเดินทางผิดมาตลอด ส่งผลให้เรายังคงเหนื่อย รู้สึกไม่มั่นคง ทำงานเป็นหนูถีบจักร ทั้งๆที่ทำงานเก็บเงินมาหลายปีแล้ว การเข้าใจระบบการเงินโลก และ บิทคอยเข้ามาแก้ปัญหาอะไร ทำให้ผมเบิกเนตรและได้คำตอบที่คาใจมานาน ตอบของคำถามแรก ซื้อบิทคอยตอนนี้ทันมั้ย?? บิทคอยในราคา 3.5 ล้านบาทต่อเหรียญ ในปี 2025 1 ถ้าเข้าใจ และ เป้าหมายชัดเจนซื้อตอนไหนก็ทัน เพราะบิทคอยเป็น store of value ที่เราใส่เงินไปกี่บาทมูลค่าของมันก็จะไม่ลดลงตามเงินเฟ้อ และจะมากขึ้นตามเวลาด้วย 2 ไม่ต้องเล่นท่ายาก แค่ถือไว้เฉยๆด้วยตัวเอง ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าการออมแบบไหนจะดีกว่านี้ ใครจะ leverage ต้องหาความรู้ มีการจัดการพอร์ตให้ดี เพราะความเสี่ยงมากขึ้นมาก (ผมโดนไป 30k ใน 10 นาที ลาขาดถาวร) 3 ค่อยๆออม อาจจะหลักร้อย หลักพันบาท ไปเรื่อยๆพร้อมกับศึกษา เวลามีค่าศึกษาบิทคอย แล้วคุณจะหาเงินเพิ่ม ประหยัด อดออมและรักตัวเองมากขึ้น ตอบคำถามที่สอง ราคาต่อเหรียญแพงขนาดนี้จะรวยมั้ย 1 ถ้าไม่ถือเลย จนแน่นอน เพราะเงินที่เราเก็บจะตามไม่ทันเงินเฟ้อ จนตอนแก่คือนรก (อ้างอิงจากคลิป อ.พิริยะ เก็บเงิน fiat หลักแสนต่อเดือน ยังแพ้เงินเฟ้อในระยะยาวเลย) โควิดทำให้เงินเฟ้อเกิดเร็วขึ้นและตัวผมเองก็รู้สึกและได้รับผลกระทบเต็มๆจนเราต้องตั้งคำถามแล้วว่า เราก็ขยัน แต่ทำไมเรายังลำบากขนาดนี้ (ตลาดหุ้นไม่ใช่คำตอบของผมอีกแล้ว) 2 เราจะไม่มีทางรวยเท่าคนที่ถือมาก่อน ต้นทุนเราไม่มีทางเท่าคนที่ถือเหรียญมานาน แต่อย่าลืมว่าคนเข้าก่อนก็มีความเสี่ยงหลายๆอย่างมากกว่า ในปี 2011 การซื้อบิทคอยจำนวนมากแล้วถือจนมาถึงตอนนี้ เราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมถึงอดทนเก่งด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตเหรียญจะเป็นอย่างไร เก็บก็ยุ่งยาก หลายๆคนขายหมด หลายคนไปถือเหรียญอื่น หลายๆคนทำหาย เพราะในวันนั้น บิทคอยแทบจะไม่มีค่าเลย 3 อยากให้ไปศึกษาเกี่ยวกับ BTC retirement ที่ผมเคยทำ จุดสำคัญของการจะเกษียณคือเรามีอิสระในการใช้ชีวิต แค่ซื้อ BTC ในจำนวนหนึ่งแล้วอดทนรอถือไว้ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเอง มีความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง 4 บิทคอยจะแพงขึ้นเรื่อยๆแน่นอน stack sat ก่อน สบายก่อน (บิทคอยไม่ได้มีไว้ให้กับทุกคน) บทความต่างๆผมพยายามจะเก็บเป็น timestamp ของตัวเองเอาไว้ เพื่อในอนาคตจะได้มาดูว่าในอดีตตอนนั้นเรากำลังทำอะไรอยู่ เราสนใจอะไรอยู่ แล้วมันจะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร ใครผ่านมาเจอก็หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ ผิดพลาดอะไร แชร์มาบอกได้ครับ #siamstr #btc #bitcoin #rightshift
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 8 months ago
image ไอเดียการใช้ BTC ในการเกษียณ แบบไม่ต้องขาย BTC ออกไปแต่เอาไปค้ำประกันแทน เจ๋งนะ ยังทำจริงๆไม่ได้ Disclaimer - ความเห็นส่วนตัวคิดว่า วิธีนี้เป็นเพียงไอเดียที่น่าสนใจแต่ยังทำได้ยากในตอนนี้ เพราะ บริษัทที่ต้องให้ค้ำประกัน BTC ยังมีน้อยและความน่าเชื่อถือต่ำ โอกาสโดนหลอกสูง - อยากให้เห็นเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจ ในการจัดการบริหาร BTC เพื่อการเกษียณ ต้องดูกันใน 5-10 ปี ข้างหน้าว่า มันจะเป็นไปได้ไหมด้วย อ่านสนุกๆไปก่อน - บิทคอยจะต้องเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับแล้วเท่านั้น รวมถึงมูลค่าของ BTC ต้องมากกว่านี้อีกหลายเท่า โมเดลนี้ถึงจะเกิดได้ (ในคลิปกาวราคาเยอะอยู่นะ) - ถ้าทำได้จริง เราต้องมีวินัยในการใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่ได้มาด้วย ถ้าหากใครได้ไปดูคอนเท้นการใช้ BTC เกษียณในหลายๆเว็บไซต์จะมีการคำนวณว่า ตัวเรา อายุเท่าไหร่ ต้องใช้ BTC เท่าไหร่ถึงจะเกษียณได้ โดยเมื่อคำนวณ BTC ที่ต้องการแล้ว เราก็จะนำ BTC ไปขายเป็นรายปี แล้วนำเงินนั้นมาใช้ นั่นหมายความว่า BTC เราจะลดลงทุกปี และ จะไม่สามารถส่งต่อ generation wealth ได้ (ตอนเราตายจะเหลือ BTC น้อยมากหรือใช้จนหมด) ผมไปเจอคลิปนึงใน ยูทูปมา ชื่อ The ONLY Bitcoin Retirement Strategy You Need. ของ คุณ Mark Moss เป็นไอเดียในการใช้ BTC เพื่อการเกษียณ แบบไม่ต้องขาย BTC ออกไปแต่เอาไปค้ำประกันแทนข้อดี คือ BTC เราไม่ลดลง สามารถส่งต่อให้ครอบครัวได้ เมื่อเวลาผ่านไป BTC ที่ถือจะมีมูลค่ามาขึ้นไปเรื่อยๆ วิธีการของเขาคือ 1 เราจะต้องมีจำนวน BTC ที่ต้องเกษียณก่อน (สัก 1 หรือ 2 BTC) 2 เราจะนำ BTC (ไม่เกิน 10%) ที่มีไปค้ำประกันเพื่อนำเงินสดออกมาใช้จ่ายทุกปี (เงินสดที่ได้มาแบ่งเป็นสองก้อน ก้อนแรกคือใช้จ่ายเพื่อเกษียณในปีนั้นๆ ก้อนที่สองจะนำมาชำระดอกเบี้ยค้ำประกันในปีถัดไป) ในปีที่มี having อาจจะกู้มากขึ้นนิดหน่อยเพราะปีนั้น คาดว่าราคา BTC จะร่วง ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ เช่นมี 1 BTC เราจะเอามาค้ำแค่ 0.1 BTC เท่านั้น ที่เหลือเก็บไว้เหมือนเดิม 3 เมื่อเวลาผ่านไป ราคา BTC สูงขึ้น เราจะใช้ จำนวน BTC ในการค้ำประกันน้อยลงเรื่อยๆ 4 เราจะทำข้อสองซ้ำทุกปี เพื่อนำเงินสดออกมาใช้และจ่ายดอกเบี้ย แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เท่ากับว่า เราจะมี cash flow ใช้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องขาย BTC ด้วย ในอนาคตจะทำได้หรือไม่ได้ก็ไม่ทราบ แต่เป็นไอเดียวที่น่าสนใจดีครับ เพื่อนๆมีความคิดเห็นยังไงกับไอเดียนี้ หรือวิธีเกษียณด้วย BTC แบบอื่นๆก็แชร์มาได้นะครับ ผมอยากรู้เรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับวิธีนี้ครับ ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้และภาษาอังกฤษที่เยอะมาก อาจจะเข้าใจ หรือแปลส่วนสำคัญออกมาไม่หมด #siamstr #btc #bitcoin
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 8 months ago
image ผมเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ 12 ปีก่อน ยังมีความรู้ทางการเงินไม่มาก มีการเก็บออมอยู่บ้างแต่ไม่ได้มีแผน ระบบ และ เป้าหมายชัดเจน เหมือน first jobber ทั่วไป ได้เงินมา ซื้อความสุข ใช้จ่าย เพราะไม่เคยมีเงินเป็นของตัวเอง ซื้อหุ้น กองทุน ประกัน ตาม "กูรูการเงิน" บอกว่า สินทรัพย์ต้องกระจายความเสี่ยง พร้อมกับมายเซ็ตระบบเงินเฟียตต่างๆ ในตอนนั้น มีความเข้าใจผิดๆเรื่องเงินเฟ้อหลายอย่าง เช่น เงินเฟ้อ 2% ของแพงขึ้นทุกปี คือเรื่องปกติ ประวัติศาสตร์เงินเสื่อมค่าเพราะเงินเฟ้อ มันทำลายชีวิตเรายังไง ก็ไม่เคยรู้ไม่เคยสนใจ คิดแค่ว่า เราขยัน อดออม ลงทุน ผ่านไป 10 ปีต้องรวยสิวะ 12 ปีผ่านไป จากการเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่คิดว่าตัวเองจะรวยในวันนั้น ผมกลับรู้สึกว่า ผมเหนื่อยมากกว่าเดิม เครียดมากกว่าเดิม และ ไม่มีความมั่นคงในชีวิต แถมไม่เห็นอนาคตตัวเองเลย (ผ่านโควิดมาสาหัส) ผมได้ทบทวนความผิดพลาดของตัวเองที่ผ่านมา ตกผลึกได้ว่า 1 วางแผนการเงินไม่ครอบคลุมการใช้จ่าย เพราะไม่ได้จดแบบชัดเจน ทำให้มองภาพรวมไม่ออกว่า จะต้องใช้จ่ายแค่ไหน เก็บเงินอะไรไว้ใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง ส่งผลให้พอต้องใช้เงินฉุกเฉิน หรือ เงินก้อนใหญ่ ก็ต้องขายหุ้นที่ขาดทุนมาอีก อายุมากขึ้น เราก็ใช้เงินมากขึ้น จากหลายปัจจัย มีทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น วิธีแก้ -- ทำรายรับรายจ่าย ให้เห็นภาพการใช้จ่ายของเราทั้งหมด พอทำสัก 6-12 เดือน เราก็จะพอ ประมาณคร่าวๆได้ว่าแต่ละเดือน เราต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง เพื่อมาทำ budget รายเดือน ว่าสรุปแล้ว เราใช้เดือนละเท่าไหร่ถึงจะพอ เดี๋ยวนี้มีแอฟที่บันทึก QR code จากสลิปที่เราโอนในมือถือได้เลย สะดวกมาก -- มีระบบ buffer ในบัญชีใช้เงิน เช่น ถ้าหาก เดือนนึงต้องใช้ 25k ผมจะมีในบัญชี 50k เป็น buffer ไว้เผื่อระบบตัดเงินข้ามเดือน หรือ ต้องใช้เล็กน้อย เราก็จะใช้เงินได้เลย ถ้าขาดต้องหามาเติมให้ครบ -- เงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือน ของค่าใช้จ่ายรายเดือน วางในที่ถอนเร็วได้เงินเลย ถ้าขาดต้องหามาเติมให้ครบ (อย่าวางในที่ดอกเบี้ยสูงและเสี่ยงมากเกิน เพราะผมเคยทำ สุดท้ายตอนถอนฉุกเฉินมาก็ขาดทุน) 2 เมื่อแผนการเงิน การลงทุน และเป้าหมายไม่ชัดเจน ไม่เป็นระบบ ทำให้ผม ทำไปเรื่อยๆ ไม่มีการติดตามผล โดยคิดว่าวันนึงจะรวย แต่สุดท้ายก็รู้สึกไม่เหมือนที่หวัง วิธีแก้ -- เราต้องทำ budget รายเดือนเพื่อประมาณการค่าใช้จ่าย ทำให้เรารู้ว่า เราจะออมเงิน หรือ ลงทุนเดือนละเท่าไหร่ เป้าหมายในการลงทุนคืออะไร (เขียนออกมาก่อน ใช้เวลากับมันสักนิดนึง) -- พอได้ตัวเลขมา ผมจะ "ออมก่อนใช้" อันนี้สำคัญมาก ความสม่ำเสมอคือหัวใจหลัก ทำเป็นระบบไปเลย -- การติดตามหรือบันทึกการลงทุน ทำให้เรา เห็นพัฒนาการของพอร์ต รวมถึง เป็นแรงใจให้เราด้วยว่าเรามีความมั่งคั่ง เพิ่มขึ้น 3 ความรู้ทางด้านการเงิน ผมยังไม่พอ ส่งผลให้เราไม่มีความรู้ว่า ควรจะวางเงินไว้ที่สินทรัพย์ไหน หุ้นก็ซื้อตามเขา สุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามหวัง วิธีแก้ -- ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเงิน การออม การลงทุน หลังจากเบิกเนตร BTC มันก็ทำให้ผมเข้าใจความจริงในโลกหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเฟ้อ เงินเสื่อมค่า ระบบการเงินโลกที่ทำให้เราทุกคนเหมือน หนูถีบจักร อยู่ในเกมที่เราไม่มีทางเป็นอิสระ มันตอบคำถามผมได้ว่า ทำไมผมออมเงินและลงทุนตั้ง 12 ปี ทำไมเรายังรู้สึกลำบากอยู่เลย เพราะผมไม่มีแผนที่ชัดเจน ไม่มีวินัยมากพอ และที่สำคัญ เอาเงินไปวางไว้ผิดที่ไงครับ นี่แหละคำตอบ -- หาอาชีพเสริม กินให้น้อย หาเงินมา stack sat เพิ่ม - การออมเป็นระบบใน btc แบบง่ายๆ ก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว (เก็บใน hw wallet) หลังจากลงหลุมกระต่าย ทำให้ผมจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น รู้ว่าเราควรออมเงินไว้ที่ไหนที่จะไม่เสื่อมมูลค่า มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต่อไปในเราจะออมจนไปถึงเมื่อไหร่ BTC ทำให้ผมมีความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง รวมถึง การเปลี่ยนการกิน ออกำลังกาย รักตัวเองมากขึ้นด้วย ผมรู้สึกว่าตอนนี้กำลังก้าวผ่านความผิดพลาดในอดีต และเดินถูกทางแล้ว ผมก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่คิดว่า วินัยที่ผมสร้างในวันนี้ อีก 12 ปีข้างหน้า (3 BTC cycle halving) ผมจะเป็นยังไง ความมั่นคงในชีวิตผมจะมากขึ้นแค่ไหน ชีวิตต้องดีขึ้นกว่านี้แค่ไหน #siamstr #btc #bitcoin