DDC Enterprise บริษัทอาหารพร้อมทานสัญชาติฮ่องกงที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ได้เริ่มต้นแผนสะสม Bitcoin จำนวน 5,000 BTC ภายใน 3 ปี โดยเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2025 บริษัทได้ซื้อ Bitcoin จำนวน 21 BTC เป็นครั้งแรก ด้วยมูลค่าประมาณ 2.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแลกกับหุ้น Class A จำนวน 254,333 หุ้น และมีแผนจะซื้อเพิ่มอีก 79 BTC ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อให้มียอดสะสมรวม 100 BTC ในระยะสั้น
เป้าหมายระยะกลางของ DDC คือการซื้อ Bitcoin 500 BTC ภายใน 6 เดือนแรก และสะสมให้ครบ 5,000 BTC ภายใน 3 ปี ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ จะทำให้ DDC เป็นหนึ่งในบริษัทที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก รองจากบริษัทญี่ปุ่น Metaplanet ที่ถือ 7,800 BTC
ผลกระทบต่อตลาดคริปโตคือ การที่บริษัทไม่ใช่สายเทคโนโลยีแต่สนใจเข้ามาสะสม Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองสะท้อนถึงความเชื่อมั่นใน Bitcoin ว่าเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าระยะยาว อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของ DDC กลับลดลงกว่า 12% หลังประกาศแผนนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนในระยะสั้น แม้ตลาดคริปโตโดยรวมจะมีการยอมรับ Bitcoin จากภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น
สรุปคือ DDC Enterprise กำลังเดินหน้าสู่การเป็นบริษัทที่ใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองหลักในระยะยาว โดยเริ่มต้นด้วยการซื้อ 21 BTC เมื่อ 23 พ.ค. 2025 และมีแผนสะสมต่อเนื่องอีก 3 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อความนิยมและการยอมรับ Bitcoin ในภาคธุรกิจมากขึ้น แม้จะมีแรงกดดันราคาหุ้นในระยะสั้น
วันที่ข่าว: 23 พฤษภาคม 2025
#siamstr #btc #bitcoin #coinforce
coinforce
npub147ya...ev5f
no second best #bitcoin #btc #money
นบทสัมภาษณ์ระหว่าง Anthony Pompliano (Pomp) กับ Jordi Visser นักลงทุนสาย Macro ที่มีประสบการณ์ใน Wall Street กว่า 30 ปี โดยเนื้อหาหลักพูดถึงแนวโน้มของ Bitcoin, ภาวะเศรษฐกิจโลก, ผลกระทบของ AI, หนี้สาธารณะ, ตลาดพันธบัตร และกลยุทธ์ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับ Bitcoin
ประเด็นสำคัญที่พูดถึง
1. อะไรที่ขับเคลื่อนราคา Bitcoin ให้สูงขึ้น?
• Jordi มองว่าการขึ้นของ Bitcoin ยังไม่ใช่ “short squeeze” ที่แท้จริง แต่เกิดจากการที่องค์กรและนักลงทุนทั่วโลกเริ่มกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ที่ผูกกับระบบการเงินดั้งเดิม (fiat) มาเป็น Bitcoin มากขึ้น
• เขาเชื่อว่า “short squeeze” ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว (long-term rates) ปรับตัวสูงขึ้น และสิ่งนี้จะเป็นตัวเร่งให้ราคา Bitcoin พุ่งแรงแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
2. ความสัมพันธ์ของ Bitcoin กับสภาพคล่องโลก, หนี้, และพันธบัตร
• ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญปัญหาหนี้และสภาพคล่อง โดยรัฐบาลทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ มีหนี้ระยะยาวสูงมาก
• เมื่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น จะกดดันสินทรัพย์ระยะยาว เช่น หุ้นเทคโนโลยี, อสังหาริมทรัพย์, Private Equity ฯลฯ
• Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ที่อยู่นอกระบบ (outside the system) และมีสภาพคล่องสูง จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
3. ผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจและตลาด
• AI ช่วยเพิ่มปริมาณธุรกรรมและการใช้โทเคนในระบบคริปโต ทำให้เงินไหลเข้าสู่ระบบนี้มากขึ้น
• AI ยังเป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลก
4. แนวโน้มการเกิด “Upside Collapse” ของ Bitcoin
• Jordi เชื่อว่าในปีนี้จะเกิดเหตุการณ์ที่ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นแรงมากในช่วงเวลาสั้น ๆ (อาจขึ้น 10,000–30,000 ดอลลาร์ใน 1 สัปดาห์) เพราะมีคนจำนวนมากขายออปชั่นฝั่ง Call เพื่อรับ Yield หากราคา Bitcoin ทะลุจุดที่ขายไว้ คนเหล่านี้จะต้องรีบซื้อคืน (short squeeze) ทำให้ราคาพุ่งแรง
• เขาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ GameStop และตลาด Nickel ที่เคยเกิด short squeeze มาก่อน
5. กลยุทธ์ของรัฐบาลสหรัฐฯ และแนวโน้มมาตรการควบคุมเงินทุน
• มีโอกาสที่รัฐบาลจะออกมาตรการควบคุมเงินทุน (capital controls) หรืออัดฉีดสภาพคล่อง (QE) เพื่อพยุงตลาดพันธบัตร
• ระบบการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ คนจะมองหาสินทรัพย์นอกระบบ เช่น ทองคำและ Bitcoin
6. ปัจจัยเสริมอื่น ๆ
• การที่บุคคลสำคัญใน Wall Street ออกมาสนับสนุน Bitcoin จะยิ่งสร้างกระแสและแรงซื้อในตลาด
• การถือ Bitcoin กระจายอยู่ทั่วโลก ไม่ได้อยู่แค่ในสหรัฐฯ
#siamstr #btc #bitcoin #coinforce