สมการฟิสิกส์เกี่ยวกับเขียนโค้ดยังไง?
สรุปจาก session ที่คนมานั่งฟังเยอะมากจนต้องขยายห้องกับ ”Solving the “Developer’s Experience Equation”” โดยคุณ Dave Rawitat Pulam เป็นแนว talk show 90 นาที ไม่มีสไลด์ มีแต่เขียนบนกระดาน กราบคาวระเลยฮะ
Choice ของ Programming language มีผลอย่างไรต่อ experience เช่น ประเด็นที่วงการเราถกเถียงกันเมื่อไม่นานมานี้ อย่างภาษา Rust vs Go
Context Switching มีผลอย่างไรกับ dev? เช่น แก้งานด่วน production ไฟไหม้ แล้วต้องรีบแก้ แล้วจำได้ไม่หมดว่าต้องแก้ยังไง
Production Development เช่นสถานการณ์ในตอนนี้ ไม่มีสไลด์ แต่จอโปรเจกเตอร์เปิดปิด และต้องขยายห้อง
ทีมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น คนในทีมของเรารู้อะไรอยู่ก่อนแล้ว และรู้อย่างไร เช่น ถามเรื่อง OOP อาจจะได้คำตอบจากแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน, user ของเราคือใคร แล้วเข้าใจพื้นฐานตรงกันหรือไม่ ถ้าไม่ check ความเข้าใจตรงกับแล้วจะส่งผลไปที่ production on prod
อะไรคือ equation และทำไมต้อง solve มัน?
ให้ในห้องยกตัวอย่างสมการมา จะได้ประมาณนี้
คำตอบแรกตอบยาก คำตอบต่อมาเริ่มง่ายขึ้น
และทั้งหมดมาจากฟิสิกส์หมดเลย มาจากความสัมพันธ์ระหว่างกัน ถ้าให้ค่านึงมา ก็จะหาค่าที่เหลือได้ เช่น จากสมการ v = at ให้ v มา ให้ t มา เราก็หา a ได้ถูกม่ะ
ซึ่งการ solve ไม่ยากเท่าการสร้างสมการ แล้วสมการพวกนี้ถูกสร้างมาได้ยังไง?
เช่น ถามคนในห้องว่าเป็น developer หรือไม่? จะได้ผลเป็น Boolean คือ ใช่ไม่ใช่
Software Developer เท่ากับ programmer หรือไม่? เราใช้นิยามในการตอบต่างกัน เราต่างไม่รู้นิยามซึ่งกันและกัน เราไม่สามารถใช้ common sense ทั้งหมดได้ ความเข้าใจของเราไม่ตรงกันเสมอ แต่จะมีจุดที่ตรงกลางตรงกัน แบบ intersection กัน
Functional programming เช่น microservice
แล้วภาษา programing คู่อื่น ๆ ในห้องยกตัวอย่าง Python vs Ruby, Clojure vs Scala, Java vs C#, PHP vs Perl, js vs java, js vs ts, Lua vs Ruby ถ้ามันไม่มีผลเลยคนจะไม่เถียงกัน (กะจะตอบ Java vs Kotlin หรือ Objective-C vs Swift ล่ะ แต่ฝั่ง mobile native มันไม่ได้เปลี่ยนภาษาบ่อยเท่าสาย web dev แหละ ฝั่งเราเปลี่ยนไปใช้ตัวใหม่ที่ดีกว่า)
ปล. ภาษา C# มาจาก C++++
equation เป็น subset หนึ่งของ model แล้วไม่จำเป็นต้องเท่ากันด้วย แปลว่า become ก็ได้ เช่น `f(x) = 3x + 5` เราใช้เครื่องหมายเท่ากับได้หลายความหมาย ก็คืออะไรมาผสมกับอะไร แล้วกลายเป็นอย่างไร
แล้วต้องเป็น model ยังไง แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร?
อะไรคือความแตกต่างในการสร้างจรวด และการสร้างบั้งไฟ? สเกล ความซับซ้อน และอีกหลายเรื่อง ถ้าเรากำลังสร้างบั้งไฟไปดวงจันทร์จะได้ไหม ถ้าได้ก็ดี
แล้ววิธีการสร้าง model ล่ะ?
Developer experience คำตอบตอบไม่ง่าย ถ้ายกตัวอย่าง good และ bad เราอาจจะตอบได้ แล้วเข้าใจมันง่ายขึ้น ต้องตอบสองปัญหาสองอันนี้ให้ได้ วิธีการอะไรที่แปลงตัวนี้ไปตัวนั้นได้ และให้มีดีขึ้นได้อย่างไร
เอา good กับ bad มา union ได้ DevEx as a result
การพูดเรื่อง set ทางคณิตศาสตร์
- คุยเงื่อนไขแบบ non-binary
- แจกแจงสมาชิกแต่ละตัว
แล้วมันต่างกันยังไง มีปัจจัยอะไรบ้าง ขนาดเป็นยังไง
แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้ A เกิด B
> f(x) => e ε Exp
e คือมีผลต่อ experience ยังไงบ้าง
เช่นทำ web app ทำ CRUD 1 row จะทำยังไงได้บ้าง เช่น
- ใช้ assembly ซึ่งเป็น set ของภาษา (x86) แล้วประสบการณ์ชีวิตดีไหม แน่นอนว่าไม่! คนใช้คือ hardware programmer, system programmer
- ใช้ PHP อาจจะไม่ได้ชอบ แต่มันง่ายที่สุด แล้วง่ายสำหรับเราคนเดียว หรือคนอื่นในทีมด้วย
แล้วเลือกภาษาโปรแกรมตามอะไร เช่น ใช้ตามบอเทคชั้นนำ ดูจาก architecture
แล้วมีเวลาให้เรียนรู้นานเท่าไหร่ และมีผลหรือไม่ เช่น
- บางคนใช้เวลาส่วนใหญ่กับอ่านโค้ดชาวบ้านจาก code review แล้วกด merge branch แล้วเราดูอะไรบ้าง เช่น commit message `conbine bug fixed` ซึ่งกี่ตัวก็ไม่รู้ and `feature update`
- File change มี 1 file change ไฟล์ใหญ่ที่สุดเคยเจอมา ไฟล์ใหญ่ที่ speaker เจอมาคือหกหลัก ชงกาแฟเสร็จยังเปิดไฟล์ไม่ได้ มี attibute เกือบหมื่น และไม่มี unit test ที่ speaker เจอมา method สั้นสุด 1 บรรทัด ยาวสุด 1000 บรรทัด คนอื่นอาจจะเจอยาวกว่านี้ก็ได้แต่อย่าเลยมันน่ากลัว
- ดูอะไรได้อีกบ้าง: line change, commit date
จากสถานการณ์แบบนี้ แน่นอนมันต้องเป็น bad แหละ
แล้ว change นี้เกิดมาเพื่อสร้าง feature หรือแก้บัค เราไม่รู้ แล้วใช้พลังงานกับสิ่งที่ไม่ควร figure out แล้วเราจะไป cheery pick ที่ตรงไหน ก็ไม่รู้
ดังนั้น 1 commit เป็น 1 งานที่เล็กที่สุดที่เป็นไปได้
ความเป็นไปได้ที่จะไม่เจอคน commit แบบนี้ก็ยังมีอยู่
เราควรแยกโปรเจกต์ในการเรียนรู้การทำงาน หรือทำใน production code
เราควรแยก poc code จากงานจริงหรือไม่ ถ้าไม่แยกเกิด Test on production
แล้วเรา commit code บ่อยแค่ไหน?
Model เช่น มีโลก มีเรา, ทำไมสองโปรแกรมนี้ไม่เหมือนกัน, ทำไม software สองตัว ทำไมคนใช้เยอะใช้น้อย, ทำไม software โตเร็วจัง หรือทำไมช้าจัง, ทำไมคนนี้นิสัยไม่ดีจังน้า
ถ้าไม่มีความแตกต่าง เราจะสังเกตุอะไรได้บ้าง พอมีความแตกต่างก็สามารถเทียบกันได้ หรือตัวมันเทียบตัวมันเอง ในเวลาแตกต่างกัน
เช่น ล้างรถและฝนตก เป็นความบังเอิญทางวิทยาศาสตร์
เปลี่ยน stage ได้ด้วย energy แล้ว software ของเราตอนนี้ stage เป็นยังไง โดย stage ปัจจุบัน เป็น s+ และ stage ที่เปลี่ยนไปเป็น s+ + ΔT โดย ΔT ต้องมีค่าน้อยที่สุดที่เป็นไปได้ คือเข้าสู่ศูนย์ ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้ เช่น sprint นึงมี 2 weeks แล้วระยะเวลานี้บริบทใดควรใช้บ้าง
Commit วันละครั้งใหญ่ไหม ใหญ่ แต่อาจจะไม่ใหญ่ก็ได้แล้วแต่อีก
สมการฟิสิกส์บอกความจริงอะไรบางอย่าง observe อะไรบางอย่างกับ physical world แล้วไปทดลองออกมาเป็น understanding กลายเป็น model ต่าง ๆ และคนสนใจตรงที่ action/practice ว่าปัญหาตรงนี้แก้อย่างไร
ฟิสิกส์เป็น study natural ด้วยวิธี แล้วเปลี่ยนแปลงเป็น dynamic อย่างไรได้บ้าง? ในการสร้าง model ในทดลอง paradigm มี pillar 3 ตัว หนึ่งในนั้นมีระบบ
- ระบบ คือ system ประกอบด้วย components ต่างๆ ในระบบ และ define คุณสมบัติบางอย่าง default คือมีอะไรที่มันต้อง solve มี solvsing stage เป็นภาวะ และมีแรงเป็นตัวเปลี่ยน stage อะไรที่มีผลต่อการเปลี่ยน stage ของ software ล่ะ เช่น ความต้องการของลูกค้า, user, feedback, คู่แข่ง, การเมืองในองค์กร, เปลี่ยนผู้บริหาร, เปลี่ยนกฏหมาย, เปลี่ยนงบประมาณ และทีมเราเป็นส่วนนึงในการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และมีผลขนาดไหน
- แล้วเอาอะไรกระจาย knowledge energy หรืออะไร เชื่อมน้อยลงความแตกต่างมากขึ้น
- nagative energy negative experience หรืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ทีมใหญ่ขึ้น common น้อยลงเป็นธรรมชาติ ถ้าไม่ agree bottom why ในจุดนึง แล้วเปลี่ยนยังไงได้บ้าง เช่น coding convention แล้วโค้ดเขียนมาจากความเข้าใจบางอย่าง และเคยเอา model มา develop บางอย่างไหม แยกตาม base-on ความเข้าใจที่ตรงกัน แปลงให้มัน emitjible ขึ้นเรื่อย ๆ commit มาจาก complement ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างก่อนเริ่มทำงาน เหมือนเล่นเกมส์เก็บเควส ให้แตกงานออกมาเป็น task ย่อย ๆ commit ละ 1 ชั่วโมงโดยประมาณ ทั้งทีมจะรู้ก่อนได้
ทำไม estimates ไม่แม่น เพราะมันก็ไม่น่าแม่นอยู่แล้วนั่นเอง
.
สำหรับบล็อกเต็ม อ่านที่นี่ได้เล้ยยยย #siamstr

Choice ของ Programming language มีผลอย่างไรต่อ experience เช่น ประเด็นที่วงการเราถกเถียงกันเมื่อไม่นานมานี้ อย่างภาษา Rust vs Go
Context Switching มีผลอย่างไรกับ dev? เช่น แก้งานด่วน production ไฟไหม้ แล้วต้องรีบแก้ แล้วจำได้ไม่หมดว่าต้องแก้ยังไง
Production Development เช่นสถานการณ์ในตอนนี้ ไม่มีสไลด์ แต่จอโปรเจกเตอร์เปิดปิด และต้องขยายห้อง
ทีมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น คนในทีมของเรารู้อะไรอยู่ก่อนแล้ว และรู้อย่างไร เช่น ถามเรื่อง OOP อาจจะได้คำตอบจากแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน, user ของเราคือใคร แล้วเข้าใจพื้นฐานตรงกันหรือไม่ ถ้าไม่ check ความเข้าใจตรงกับแล้วจะส่งผลไปที่ production on prod
อะไรคือ equation และทำไมต้อง solve มัน?
ให้ในห้องยกตัวอย่างสมการมา จะได้ประมาณนี้
คำตอบแรกตอบยาก คำตอบต่อมาเริ่มง่ายขึ้น
และทั้งหมดมาจากฟิสิกส์หมดเลย มาจากความสัมพันธ์ระหว่างกัน ถ้าให้ค่านึงมา ก็จะหาค่าที่เหลือได้ เช่น จากสมการ v = at ให้ v มา ให้ t มา เราก็หา a ได้ถูกม่ะ
ซึ่งการ solve ไม่ยากเท่าการสร้างสมการ แล้วสมการพวกนี้ถูกสร้างมาได้ยังไง?
เช่น ถามคนในห้องว่าเป็น developer หรือไม่? จะได้ผลเป็น Boolean คือ ใช่ไม่ใช่
Software Developer เท่ากับ programmer หรือไม่? เราใช้นิยามในการตอบต่างกัน เราต่างไม่รู้นิยามซึ่งกันและกัน เราไม่สามารถใช้ common sense ทั้งหมดได้ ความเข้าใจของเราไม่ตรงกันเสมอ แต่จะมีจุดที่ตรงกลางตรงกัน แบบ intersection กัน
Functional programming เช่น microservice
แล้วภาษา programing คู่อื่น ๆ ในห้องยกตัวอย่าง Python vs Ruby, Clojure vs Scala, Java vs C#, PHP vs Perl, js vs java, js vs ts, Lua vs Ruby ถ้ามันไม่มีผลเลยคนจะไม่เถียงกัน (กะจะตอบ Java vs Kotlin หรือ Objective-C vs Swift ล่ะ แต่ฝั่ง mobile native มันไม่ได้เปลี่ยนภาษาบ่อยเท่าสาย web dev แหละ ฝั่งเราเปลี่ยนไปใช้ตัวใหม่ที่ดีกว่า)
ปล. ภาษา C# มาจาก C++++
equation เป็น subset หนึ่งของ model แล้วไม่จำเป็นต้องเท่ากันด้วย แปลว่า become ก็ได้ เช่น `f(x) = 3x + 5` เราใช้เครื่องหมายเท่ากับได้หลายความหมาย ก็คืออะไรมาผสมกับอะไร แล้วกลายเป็นอย่างไร
แล้วต้องเป็น model ยังไง แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร?
อะไรคือความแตกต่างในการสร้างจรวด และการสร้างบั้งไฟ? สเกล ความซับซ้อน และอีกหลายเรื่อง ถ้าเรากำลังสร้างบั้งไฟไปดวงจันทร์จะได้ไหม ถ้าได้ก็ดี
แล้ววิธีการสร้าง model ล่ะ?
Developer experience คำตอบตอบไม่ง่าย ถ้ายกตัวอย่าง good และ bad เราอาจจะตอบได้ แล้วเข้าใจมันง่ายขึ้น ต้องตอบสองปัญหาสองอันนี้ให้ได้ วิธีการอะไรที่แปลงตัวนี้ไปตัวนั้นได้ และให้มีดีขึ้นได้อย่างไร
เอา good กับ bad มา union ได้ DevEx as a result
การพูดเรื่อง set ทางคณิตศาสตร์
- คุยเงื่อนไขแบบ non-binary
- แจกแจงสมาชิกแต่ละตัว
แล้วมันต่างกันยังไง มีปัจจัยอะไรบ้าง ขนาดเป็นยังไง
แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้ A เกิด B
> f(x) => e ε Exp
e คือมีผลต่อ experience ยังไงบ้าง
เช่นทำ web app ทำ CRUD 1 row จะทำยังไงได้บ้าง เช่น
- ใช้ assembly ซึ่งเป็น set ของภาษา (x86) แล้วประสบการณ์ชีวิตดีไหม แน่นอนว่าไม่! คนใช้คือ hardware programmer, system programmer
- ใช้ PHP อาจจะไม่ได้ชอบ แต่มันง่ายที่สุด แล้วง่ายสำหรับเราคนเดียว หรือคนอื่นในทีมด้วย
แล้วเลือกภาษาโปรแกรมตามอะไร เช่น ใช้ตามบอเทคชั้นนำ ดูจาก architecture
แล้วมีเวลาให้เรียนรู้นานเท่าไหร่ และมีผลหรือไม่ เช่น
- บางคนใช้เวลาส่วนใหญ่กับอ่านโค้ดชาวบ้านจาก code review แล้วกด merge branch แล้วเราดูอะไรบ้าง เช่น commit message `conbine bug fixed` ซึ่งกี่ตัวก็ไม่รู้ and `feature update`
- File change มี 1 file change ไฟล์ใหญ่ที่สุดเคยเจอมา ไฟล์ใหญ่ที่ speaker เจอมาคือหกหลัก ชงกาแฟเสร็จยังเปิดไฟล์ไม่ได้ มี attibute เกือบหมื่น และไม่มี unit test ที่ speaker เจอมา method สั้นสุด 1 บรรทัด ยาวสุด 1000 บรรทัด คนอื่นอาจจะเจอยาวกว่านี้ก็ได้แต่อย่าเลยมันน่ากลัว
- ดูอะไรได้อีกบ้าง: line change, commit date
จากสถานการณ์แบบนี้ แน่นอนมันต้องเป็น bad แหละ
แล้ว change นี้เกิดมาเพื่อสร้าง feature หรือแก้บัค เราไม่รู้ แล้วใช้พลังงานกับสิ่งที่ไม่ควร figure out แล้วเราจะไป cheery pick ที่ตรงไหน ก็ไม่รู้
ดังนั้น 1 commit เป็น 1 งานที่เล็กที่สุดที่เป็นไปได้
ความเป็นไปได้ที่จะไม่เจอคน commit แบบนี้ก็ยังมีอยู่
เราควรแยกโปรเจกต์ในการเรียนรู้การทำงาน หรือทำใน production code
เราควรแยก poc code จากงานจริงหรือไม่ ถ้าไม่แยกเกิด Test on production
แล้วเรา commit code บ่อยแค่ไหน?
Model เช่น มีโลก มีเรา, ทำไมสองโปรแกรมนี้ไม่เหมือนกัน, ทำไม software สองตัว ทำไมคนใช้เยอะใช้น้อย, ทำไม software โตเร็วจัง หรือทำไมช้าจัง, ทำไมคนนี้นิสัยไม่ดีจังน้า
ถ้าไม่มีความแตกต่าง เราจะสังเกตุอะไรได้บ้าง พอมีความแตกต่างก็สามารถเทียบกันได้ หรือตัวมันเทียบตัวมันเอง ในเวลาแตกต่างกัน
เช่น ล้างรถและฝนตก เป็นความบังเอิญทางวิทยาศาสตร์
เปลี่ยน stage ได้ด้วย energy แล้ว software ของเราตอนนี้ stage เป็นยังไง โดย stage ปัจจุบัน เป็น s+ และ stage ที่เปลี่ยนไปเป็น s+ + ΔT โดย ΔT ต้องมีค่าน้อยที่สุดที่เป็นไปได้ คือเข้าสู่ศูนย์ ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้ เช่น sprint นึงมี 2 weeks แล้วระยะเวลานี้บริบทใดควรใช้บ้าง
Commit วันละครั้งใหญ่ไหม ใหญ่ แต่อาจจะไม่ใหญ่ก็ได้แล้วแต่อีก
สมการฟิสิกส์บอกความจริงอะไรบางอย่าง observe อะไรบางอย่างกับ physical world แล้วไปทดลองออกมาเป็น understanding กลายเป็น model ต่าง ๆ และคนสนใจตรงที่ action/practice ว่าปัญหาตรงนี้แก้อย่างไร
ฟิสิกส์เป็น study natural ด้วยวิธี แล้วเปลี่ยนแปลงเป็น dynamic อย่างไรได้บ้าง? ในการสร้าง model ในทดลอง paradigm มี pillar 3 ตัว หนึ่งในนั้นมีระบบ
- ระบบ คือ system ประกอบด้วย components ต่างๆ ในระบบ และ define คุณสมบัติบางอย่าง default คือมีอะไรที่มันต้อง solve มี solvsing stage เป็นภาวะ และมีแรงเป็นตัวเปลี่ยน stage อะไรที่มีผลต่อการเปลี่ยน stage ของ software ล่ะ เช่น ความต้องการของลูกค้า, user, feedback, คู่แข่ง, การเมืองในองค์กร, เปลี่ยนผู้บริหาร, เปลี่ยนกฏหมาย, เปลี่ยนงบประมาณ และทีมเราเป็นส่วนนึงในการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และมีผลขนาดไหน
- แล้วเอาอะไรกระจาย knowledge energy หรืออะไร เชื่อมน้อยลงความแตกต่างมากขึ้น
- nagative energy negative experience หรืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ทีมใหญ่ขึ้น common น้อยลงเป็นธรรมชาติ ถ้าไม่ agree bottom why ในจุดนึง แล้วเปลี่ยนยังไงได้บ้าง เช่น coding convention แล้วโค้ดเขียนมาจากความเข้าใจบางอย่าง และเคยเอา model มา develop บางอย่างไหม แยกตาม base-on ความเข้าใจที่ตรงกัน แปลงให้มัน emitjible ขึ้นเรื่อย ๆ commit มาจาก complement ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างก่อนเริ่มทำงาน เหมือนเล่นเกมส์เก็บเควส ให้แตกงานออกมาเป็น task ย่อย ๆ commit ละ 1 ชั่วโมงโดยประมาณ ทั้งทีมจะรู้ก่อนได้
ทำไม estimates ไม่แม่น เพราะมันก็ไม่น่าแม่นอยู่แล้วนั่นเอง
.
สำหรับบล็อกเต็ม อ่านที่นี่ได้เล้ยยยย #siamstr

MikkiPastel
ได้ไปฟังอะไรที่งาน National Coding Day 2024: Workshop Day บ้าง?
งาน National Coding Day ไม่แน่ใจว่าจัดมาแล้วกี่ปี แต่ปีนี้เป็นป...
เรียกว่าได้เป็น highlight ของวันเลยทีเดียว เมื่อมี interactive session ส่งตรงจากอเมริกา จากชายหนุ่มผู้เอวี่ติ้งฟอร์มโฮม ช่วง Q & A คือคิวยาวมาก
นายอาร์มทำช่องมา 12 - 13 ปีได้ ผ่านหลายช่วงเวลาที่เราสนใจในเรื่องต่างกัน เปลี่ยนไปตามเวลา จากทำเกี่ยวกับ game มาเป็น content ที่ทำได้ง่าย เป็นตัวของตัวเอง และไม่ได้ทำเป็นงานหลัก เพราะทำงานประจำด้วย
ตอนทำช่องเริ่มแรก เริ่มจากอยากทำ ทำไปเรื่อย ๆ และพัฒนา ทำยังไงให้งานเราดีขึ้นมา ตอนนี้ชิวมาก
จุดเปลี่ยนในแต่ละช่วง เริ่มต้นมาจากทำ content game review แล้วเปลี่ยนมาเป็นเล่าเรื่อง tech ย่อยได้ มี chanllenge ค่อย ๆ เปลี่ยน ต้องเปลี่ยนเพื่อให้ตัวเองทำได้ไม่ฝืน และทำในสิ่งที่เราชอบ และอยากทำ ค้นพบกับสิ่งที่เราทำ อย่างการคุยกับแชท หรือตอนไลฟ์ เป็นการ relax ส่วนนึง สะดวกตอนไลฟ์ เหนื่อยตอนเตรียม
process การทำ content หรือเริ่ม idea มีเกณฑ์ประมาณ 2 - 3 ข้อ
1. เราอินไหม? ถ้าเราอินทำให้เราถ่ายทอดออกมาได้ดี
2. ทำไมต้องเป็นเรา? ถ้าเป็นมุมมองของคนทั่วไป ไม่ต้องพูดดีกว่า
3. ข่าว หรือเรื่องน่าสนใจที่อยากให้เล่าในตอนนั้น มีอะไรเติมไหม
หลังจากเลือกหัวข้อมาแล้ว เราจะวางโครงยังไง? อย่างเรื่อง missile defense เป็นเรื่องที่เป็นประเด็นในช่วงนั้น เราจะ present ในมุมไหน discovery มีเรื่องไหนบ้างที่เหมาะกับที่เราจะเล่า ใช้เวลาวาง 1 week มี writer ทำ เป็นคนหาข้อมูลในแต่ละประเด็น และรวมให้เป็นเรื่องราว ใส่ reference และแปะ post-it เลือกประเด็นที่เราอยากเล่า บางประเด็นยังตัดออกไม่ได้ทันที เพราะบางเรื่องมีเหตุผลของมันอยู่
เนื่องจากเป็น content เชิงลึก มีวิธีการหาข้อมูล วิเคราะห์ ร้อยเรียงยังไง? หาประเด็นหลักที่เป็นแก่นเรื่องให้เจอ เช่น จรวดยิงแล้วสกัดได้ยังไง หา technical แล้วคนทั่วไปตัดสินใจยังไงต้อ หาข้อมูลต่อ ค่อย ๆ ปู story มี conflict ต่อเนื่อง ทำไมถึงเป็นสิ่งนี้
งานลูกค้ามีวิธีวาง content ยังไง? ทำ schedule ไว้ มี slot ให้เลือกว่าวางตอนไหน และเป็น content อะไรมาขายลูกค้ามากกว่า product อะไร ขายยังไง เอาเรื่องอะไรมาผูก
การสร้าง community มี fanclub ที่เหนียวแน่น มีจัด fan meet ได้นั้น เริ่มต้นจากทำระบบหลังชัด คนยิ่งสนิทกันยิ่งดี ตอบคำถามแล้วมีคนตอบ จากที่นายอาร์มตอบ หลัง ๆ ชาวคอมมูมาตอบคำถามให้ เป็น community ที่มีคนแซวกันได้ เป็นเพื่อนกัน เดิมหน้าไปด้วยกัย ทำให้คุยและเล่าเนื้อหาไปด้วยกัน ส่วน fan meet ไม่รู้ว่าจัดยังไง แต่อยากเจอคนดู หลังจากที่เจอกันในโลกออนไลน์มานาน รู้สึกดีใจที่ได้ทำ และคนในคอมมูน่ารักมาก เป็นระเบียบมาก มีคนทำ giveaway มาแจกด้วย
คำแนะนำในการสร้างคอมมู คือ give and take ให้คอมมู และคอมมูช่วยกลับคืนมา สร้างบรรยากาศที่ทำให้คนสนิทกัน
การแบ่งเวลาระหว่างงานประจำ และการเป็น content creator สำหรับนายอาร์มมองว่าก็หนักอยู่ วันว่างมี 1 วันต่อสัปดาห์ หรือไม่มีเลย ไม่รู้สึกฝีนที่จะทำ ถ้าเราไม่มีเวลาเราก็อาจจะไม่ได้แบ่งเวลา 🤣 ก็ค่อย ๆ แบ่งเวลาไปทำ
คำแนะนำสำหรับน้อง ๆ content creator หน้าใหม่ คือ
- เป็นตัวของตัวเอง อย่าพยายามเป็นคนอื่น เพราะฝึนและทำได้ไม่นาน
- ความสมํ่าเสมอ เป็นสิ่งสำคัญ เขาจะได้อะไรจากเรา ทำให้เรายืนระยะได้นาน และมีโอกาสเติบโตแน่นอน
อนาคตสำหรับนายอาร์มมองว่าทำไปเรื่อย ๆ ต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่ชอบ และ maintanance และทำให้ online และ offline เหมือนกัน
🗣️ Q & A
อาจจะไม่ได้จดหมดทุกคน บางอันให้นายอาร์มให้กำลังใจน้อง ๆ ที่จะสอบด้วย แล้วบรรยากาศฟีลเหมือนตอนนั้นใน discord ที่เปิด stage แล้วขึ้นไมค์ถาม 9arm เลยแหะ แน่นอนเหล่าชาวแชทไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน
- วิธีการบริหารทีมงาน ส่งทัน deadline ก็พอ ไม่เอาเปรียบพนักงาน
- ปัญหาในการสร้าง community ในการบริหาร relationship เมื่อเกิด conflict เมื่อ community โตแล้วควบคุมไม่ได้ ผู้นำมีบทบาทที่สูงมาก เตือนเหมือนเพื่อนกัน อย่ามองว่าเป็น fanclub
- วิธีคิดรับ brand และ sponsor คือมี story ที่จะขายให้ และมีวิธีคิดหรือวิธีการทำงานที่ตรงกัน เช่นกางเกงใน GQ ขายแบบกวนตีนเลย ถ้าไม่ตรงกันไม่เป็นไรผ่านไป
- ถ้าทำเรื่องที่ไม่ถนัด เช่นให้ผู้หญิงทำเกี่ยวกับพระ เราต้องเอ๊ะว่าทำไม assign งานนี้มาให้เรา ถ้าต้องทำก็ต้องทำ ลองทำดูว่าเป็นยังไง
- ไอเดียของนักขายตั้งต้น คือมีภาพขายไหม มีเรื่องเล่าก็จะ work มัน random
- เป็นตัวเองทำได้นานกว่า อย่าตาม trend เพราะ trend เปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้ยั่งยืน ค่อย ๆ สร้างฐานไปจะดีกว่า ถ้าโตเร็วแล้วภาพไม่ดีคนจะจำ และไม่ดู content ที่ผ่านมาดี ๆ ของเรา
- reach เรื่องยังไงให้ mass? อินแล้วคนอยากฟังว่าเราจะพูดอะไร ถ่ายทอดความตื่นเต้น คนพร้อมจะฟังเสมอ พูดให้ง่ายที่สุด ให้คนไม่รู้เรื่องเข้าใจได้ง่ายที่สุด
- ทำยังไงให้ตัวเองไม่ถูกกลืน? ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อันดับหนึ่ง ทำความเข้าใจกับ brand ตีโจทย์ให้แตก
- โอกาส content สายเทค มีหลายแง่มุมให้ทำ เรื่องน่าสนใจต่าง ๆ พวก side project update trend โดยการอ่านข่าว IT ทุกวัน แล้วเลือกเรื่องที่น่าสนใจมากทำ
#iCreator2024 #THEICONIC #iCreatorConference #siamstr
อันนี้เป็น AI ในส่วน Content Protection ที่มี Ai driven privacy คอยดู content protection ใน Meta platform อยู่
.
ส่วนที่เรามาเล่าในโพสนี้ คือ mythbusting เป็นการละเมิด engagement base ของ platform ซึ่งต้องการ quality content และอีกเคสคือการซื้อขายสินค้า แล้วพิมพ์แบบเลี่ยงบาลีแบบนี้ AI ไม่แนะนำ เพราะมันไม่มี bias ตรงนี้ ใส่แล้วไม่มีผลอะไร ซึ่งถ้าเราใส่คริปตงคริปโต การลงทุนใด ๆ คิดว่ามันก็น่าจะ logic เดียวกันแหละเนอะ
.
เพื่อน ๆ คิดเห็นยังไงบ้าง เราว่าใส่ไปเต็ม ๆ ไม่เลี่ยงก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนะ อีกอย่างก็ทำ content ที่มึคุณภาพ แล้วเดี๋ยว AI feed post เราให้คนที่สนใจตรงกับ content เราเองแหละ
#siamstr #iCreator2024 #THEICONIC #iCreatorConference
⭐️ ใน session นี้จะบอกว่ามีอะไรที่ AI ทำได้ และทำไม่ได้บ้าง
มีตัวอย่าง AI ในชีวิตประจำวันของ speaker คือ LINE OA วิเคราะห์แคลลอรี่จากรูปอาหารที่ถ่าย โดยใช้ model ของ OpenAI ผ่าน Azure AI ที่เลือกตัวนี้เพราะราคาที่เบากว่า และ security ไม่เอาข้อมูลของเราไปเทรนต่อ
สิ่งที่แตกต่างกัน ถึง prompt เหมือนกัน แต่ใช้ system message ต่างกัน ซึ่งตรงนี่สามารถ set ได้ และเขามี flow ใช้ผ่าน make.com เมื่อ Gen AI วิเคราะห์ข้อมูลเสร็จแล้ว จะส่งกลับไปที่ LINE OA และมีขานึงที่เอาข้อมูลไปใส่ใน Google Sheet พร้อมสรุปข้อมูลให้เรา และเราก็เอาข้อมูลตรงนี้ไปใช้ต่อได้ เช่น วันนี้กอนไปกี่แคลแล้ว
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ model ที่ดีที่สุด เราต้องดู process หรือ flow ที่เราอยากได้ก่อน แล้วเลือกของให้เหมาะสมกับ flow นั้น ๆ
.
🤖 AI = Artificial Intelligence
Alan Turing เคยกล่าวไว้ว่า “คอมพิวเตอร์สมควรถูกยกย่องว่า ฉลาด ก็ต่อเมื่อมันทำให้เราเชื่อได้ว่ามันคือ มนุษย์”
ทั้งหมดดู และ AI มีสิ่งที่เหมือนกัน คือ ให้คำทำนายเหมือนกัน เป็นการ prediction มีที้งความแม่น และไม่แม่น
ถ้าเรามีข้อมูลในการทำนายเยอะ มันก็จะทายถูกต้องได้มากขึ้น ดังนั้นมีคนบอกว่าให้เราเก็บข้อมูลของเราเยอะ ๆ เพื่อเอาไปเทรน AI เองได้เลย
.
⚠️ ข้อจำกัด และอะไรที่เราควรระวัดระวังในการใช้ Gen AI
1. Training bias: เช่น ให้มันทำหน้าที่เป็น HR และรับแต่ผู้ชาย
2. Prediction ≠ Reasoning: คำทำนายไม่มี logic และเหตุผล และแน่นอน มาจากการคาดเดา
3. Black box AI: มีปัญหาตรงนี้กันเยอะ เช่น ให้ AI เลือกว่ารับคนไหนเข้าทำงาน ถ้าคนไม่ได้ก็อาจจะถามเหตุผลว่าทำไม ดังนั้นเราต้องรู้ว่าหลังบ้าน AI ทำงานยังไง
4. Imprint problem: ได้ข้อมูลผิด ๆ จาก AI
.
🤖 Generative AI คือ AI ที่สร้างให้เกิด output แบบต่าง ๆ เช่น text, image, sound, music, video
Text: เป็น LLM หรือ large model language ที่เราใช้กันก็จะมี model และแอพอย่าง ChatGPT(OpenAI), Gemini (Google), Claude, Llama (Meta AI)
ใน class มี framework อย่าง prompt canva ให้ลองใช้ด้วย เรารู้สึกมันยากกว่าเลยใช้ RCRC framework เหมือนเดิมดีกว่า แหะ ๆ
.
🤔 อะไรที่เหมาะและไม่เหมาะ ในการใช้ AI
- เหมาะสม: idea & brainstorm, writing, summarize, coding & debugging
- ไม่เหมาะสม: sensitive information, legal or medical advice, อย่านำไปใช้ในการตัดสินใจ และการบวกเลข ยังบวกผิดอยู่
ดังนั้น อะไรที่มัน impact มาก ๆ ไม่ควรใช้มัน เลือกใช้แต่ impact น้อย ๆ ไม่เยอะ ตัวอย่างจากเรา เช่น อย่าก้อปโค้ดเราไปถามมันตรง ๆ ให้ถามมันว่าเราอยากทำแบบนี้ ให้ทำยังไงได้บ้างแต่ที่ถามคือตัดย่อยที่สุด เพราะบางทีเราลืม syntax อะนะ
.
⌨️ Text
เบื้องหลังการทำงานของ LLM ใช้ข้อมูลมหาศาลเทรนเพื่อให้ตอบเหมือนคนให้ได้มากที่สุด ถ้าข้อมูลเยอะ performance ของ model สูงขึ้นด้วย
และถ้า model ใหญ่ ๆ ใช้ cost และ resource เยอะมาก ๆ ทำให้ช้า ทำใฟ้โลกร้อนด้วย เพราะเอาข้อมูลไปรันบน cloud
หน้าที่ LLM คือเดาว่าคำต่อไปจะเป็นคำว่าอะไร เดาทีละคำ และะมื่อเราถามคำถามเดิมจะได้คำตอบต่างกัน จากการ random
การใช้งานฝั่ง dev เราเป็น dev ที่ไม่ได้ทำสายนี้ แต่เล่าคร่าว ๆ ได้ว่า ก็ใช้ API ในแอพนี่แหละ ตัว API ส่งข้อมูลไปที่ OpenAI แล้วไปเรียกใช้ model ที่เราต้องการอีกที (ถ้าได้อ่านบล็อก LINEDEVCONF 2024 จะเห็นภาพชัดขึ้นมากกกก)
Tool ที่เขาใช้ในที่นี้ คือ Azure Open AI ใน feature Chat Playground ที่มันเป็น sandbox environment รักษา privacy ข้อมูลไม่รั่วไหล สามารถเอาไป deploy บน web app ได้ ข้อเสีย คือต้อง setup หลังบ้านประมาณนึง UI ไม่ค่อยสวย เก็บ history แค่ครั้งล่าสุด ตัว flow ใช้ make.com
.
🖼️ Image
ช่วยเราทำกราฟฟิคได้มากขึ้น เช่น Dall-E, MidJourney ก่อนหน้านี้ใช้งานผ่าน Discord ได้อย่างเดียว ตอนนี้ใช้ผ่านเว็บได้แล้ว ราคาแรงอยู่ แต่รูปเราเห็นด้วยว่าภาพดี ภาพสวย ข้อเสียคือ เรื่อง generate text ในรูปยังสะกดไม่ถูกเลย
วิธีการทำงาน เอารูปปลายทางทำเป็น noise และเกิดเป็นภาพร่างขึ้นมา
🗒️ Copyrights สรุป คือ สามารถใช้ commercial ได้ รูปเป็นของเรา ถ้าอยาก veries ภาพเขามาเราก็ให้เครดิตต้นทาง แต่เจ้าของ model โดนเรื่องทางกฏหมายอยู่
.
❌ ห้ามใช้ AI กับทุกสิ่ง อย่าใช้ AI ให้คนรู้ว่าเราใช้ AI และมันหาข้อมูลแบบเจาะจงไม่ได้
⚠️ ข้อจำกัดในการเอา Gen AI ไปใช้:
- Hallucination: อาการ AI หลอน บอกผิดเป็นถูก
- ใช้ความน่าจะเป็น อาจจะได้ข้อสรุปที่ไม่ถูก
- Sensitive content
- ใช้แทนผู้เชี่ยวชาญไม่ได้
- ประสบการณ์เฉพาะคน
- ความปัจจุบันของข้อมูล บางครั้งเรายังได้ข้อมูลเก่ามา ยังไม่ล่าสุด (แนะนำลองถามราคา Bitcoin all-time-high ได้ 😂)
- อธิบายเป็นเหตุผลไม่ได้ หรือไม่เป็นเหตเป็นผลเลย
- ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ ถามเหมือนกันแต่ได้คนละคำตอบ
ดังนั้นโปรด check ผลลัพธ์ที่ได้ก่อนใช้งานนะ
.
ช่วงอาทิตย์ก่อนมั้ง เราจะเห็น challenge จาก Redit ให้ generate ตาม prompt นี้ “based on what you know about me. draw a picture of what you think my current life looks like” เราคิดว่าตรงไหมนะ มันรู้จากข้อมูลที่เราถามมันนี่แหละ ถ้าเราไม่อยากให้มันรู้ ก็ไม่ต้องถาม แต่จริง ๆ เหมือน ChatGPT มีวิธีปิดอยู่มั้ง หาแปป
.
❓แล้วเราเอา AI ไปใช้ใน process ของเราได้อย่างไร?
เลือก process ที่ทำซํ้า ๆ และนิ่งแล้ว ซึ่งเราต้องหาให้เจอ ว่าเอา AI มาช่วยได้อย่างไร แล้ว step ไหนเหมาะกับการเอา AI มาใช้เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แล้วเอามา implement ต่อ เราก็จะนึกถึงเคส Arincare ที่บอกเราว่า AI ไม่ใช่ทุกอย่าง เขาเอามาจับกับตอนซักถามอาการคนไข้ และเภสัชเป็นคนจ่ายยา
❓ระหว่าง machine กับคน?
งานซํ้า ๆ ใช้ AI งานที่ไม่แน่นอน หรือมีความซับซ้อนในการคิด ใช้คน และในอนาคตจะมาเวย์ co-working with robot มันไม่ได้มาแทนคน แต่มันเป็น copilot ทำงานไปด้วยกัน เช่นมีหุ่นยนต์ช่วยยกล้อเครื่องบินเวลาเปลี่ยนล้อ ก็คือช่วยทุ่นแรงคน จากที่ยก 5 คนเหลือคนเดียวพร้อมหุ่นยนต์
สรุป AI เป็นแค่ tool ที่เราต้องเอาไปทำ UX ให้ดี
.
⭐️ ทำยังไงให้ AI ฉลาดขึ้น ทั้งนี้อยู่ในช่วง research development ยังไม่มี best practices ออกมา
1. RAG หรือ Retrieval Augmented Generation: เช่นเรา upload pdf แล้วให้มันช่วยสรุปเป็นบทความให้หน่อย ตัวนี้น่าสนใจเพราะมันมีความรู้ในเชิง specific (อันนี้นึกถึง session คุณบีท ของ CJ Express ที่ฟังมาสองรอบ555)
2. Agentic AI: การให้ AI ทำงานกันเอง และคุยกันเอง ตรวจสอบเพื่อน AI ว่าทำงาน make sense ไหม ดู AI ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่ง AI ทำงานกับ AI และทำงานกับคนด้วย ข้อดีคือมันฉลาดกว่า ทำซํ้าไปซํ้ามา แต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง ข้อเสียแพงเพราะใช้เยอะกว่าปกติที่ใช้ตัวเดียวนั่นแหละ
3. Function call: อันนี้สายเดฟเลย คือเขียนโค้ดให้มัน call function ที่เราต้องการ หรือใช้งานอะไรสักอย่างผ่าน API เช่น ช่วยสรุปแล้วส่งอีเมลล์ให้หน่อย ก็น่าจะใช้ AI สรุป แล้วเรียก API เพื่อส่งเมลล์ ประมาณนี้มั้ง
ตัวอย่าง flow เช่น RAG → function call → check answer
เช่น อยากแปลบล็อกภาษาไทย เป็นภาษาอังกฤษ ก็เอา RAG มาช่วยแปล
#siamstr
ถ้าอยากเตรียมทักษะเสริมงานปังในปีหน้า และมีเวลาในช่วงเดือนหน้า ต้องไม่พลาดแน่นอน กับอิเวนต์ มา ’เรียน’ ธอน ของทาง Skooldio ที่เราได้เลือก 3 คอร์ส มาอัพสกิลรับปี 2025 กัน ซึ่งเหมือนเดิมเลย เริ่มเรียนและจบพร้อมกัน รวมทั้งสิ้น 42 วันด้วยกัน
🏃♀️ โค้งสุดท้ายก่อนหมดปีนี้ มานับถอยหลัง happy new year happy new you ในปี 2025 อย่างมั่นใจ เป็นคนที่เก่งขึ้นรับปี 2025 นี้กัน
😀 ซึ่งเราก็ได้ร่วมกิจกรรมนี้ในปีที่แล้วด้วยล่ะนะ ปีนี้ก็ไม่พลาดเช่นกัน เลยอยากชวนทุกคนมาอัพสกิลเป็นเพื่อนกัน
.
🗓️ สมัครได้ตั้งวันนี้ จนกว่าสิทธิ์จะเต็ม (จำนวนจำกัดเพียง 1,000 สิทธิ์)
👩💻 เริ่มเรียนได้ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2567 เวลา 00:01 น. - 11 ม.ค. 2568 เวลา 23:59 น. (รวม 42 วัน)
📚 สามารถเลือกคอร์สได้ในวันที่เริ่มเรียน จากรายชื่อคอร์สที่เข้าร่วม

⭐ CEO ในดวงใจของคุณโจ้ คือ Sigve Brekke ตอนนั้น DTAC รอดได้เพราะ leadership และสร้าง trust ระหว่างกัน เห็นว่าเราสำคัญ ทำให้อยากตื่นมาทำงานเพื่อเขา
😀 การประชุมโต๊ะกลม ได้พูดครบทุกคน ได้ไอเดียแล้ว เป็นการสร้าง trust ไปในตัวด้วย
🗒️ หัวหน้าไม่ได้มองตัวเองเป็นหัวหน้า แต่มองตัวเองเป็นโค้ช (type root type ถ้าผิดก็ขออภัย ณ ที่นี้)
- type: บอกชัด ๆ ว่าอะไร เช่น อยากได้แบบนี้ → ถ้าพลาดก็เพราะอยากได้แบบนี้
- root: how ทำสิ่งนี้ยังไง
- type: วัดผล อะไรที่นับได้ ปรับปรุงได้
🌟 bring calibrate, bring energy, bring success
😃 ทำไปก่อน ถ้า fail ก็ไม่เป็นไร เช่นเรื่องทำ TikTok ซึ่ง HR คือ marketing ว่าที่นี่ทำแล้วสนุกยังไง ทำให้มีคนมาสมัครงานเยอะขึ้นกว่าปกติ เช่น ทำคลิปบรรยากาศ office เป็นการประชาสัมพันธ์ไปในตัว
💡 ความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากการเอา 2 อย่างที่คนละศาสตร์ มา cross กัน เช่น ใจดีให้คืน มาจากมีคนมาบอก feedback ว่าไม่ได้ติดต่อแฟนที่อยู่คนละจังหวัดมา 7 วันแล้ว และเอาเคสลูกค้ามาเล่า บวก storytelling ทำให้คนสนใจ และทำให้ขายได้
🔴 หัวหน้าไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง
cหัวหน้าต้องสั่งสม trust กับลูกน้องให้ได้ การสร้าง trust เราต้องสะสมไปเรื่อย ๆ เหมือนปลูกต้นไม้ เหมือนสะสมบารมี และ crisis จะจบได้ต้องมีคนโดนลงโทษ ออกรับแทนลูกน้อง เป็น moment ในการสร้าง trust
🗒️ เรียนรู้และเข้าใจเรื่อง change ได้อย่างไร?
- ทำนิสัยใหม่ใน 21 วัน เช่น CEO ตื่น 4:30
- adjust observe enjoy and change complete at the end
- leader = lead change
- ทำให้เราอยากเริ่มอะไรใหม่ ๆ เป็นอย่างที่สอง
-
จาก Q & A
💬 ตอบไม่ได้ อาจจะตอบไม่รู้ หรือถามกลับ
✍️ อะไรที่คนทำได้น้อย จะได้เปรียบ อย่างการเขียน เป็นหนึ่งในอีกทักษะสำหรับ leadership สามารถส่งต่อได้โดยไม่หาย
🔴 วิธีที่ทำให้องค์กร turn-over น้อย จาก kkp: ได้เรียนรู้ (เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ), ได้ทำ, ได้เงิน, ได้มันส์ (สนุก มี mini-celebration), ได้ภูมิใจ (ได้เครดิต เอาไปเติมใน resume ได้)
🔴 ชมหมู่มาก ตำหนิเดี่ยว เสมอ
🔴 small-win เป็นความสำเร็จระหว่างทาง ก่อนไปถึงเป้าใหญ่
🔴 ปัญหา มีแก้ได้กับแก้ไม่ได้ บางครั้งตอนนี้แก้ไม่ได้ก็ต้องรอเวลา
🔴 ไม่ใช่แค่ทำเสร็จ แต่ต้องทำสำเร็จ จึงทำให้หัวหน้าไว้วางใจ
🔴 ทำเป็น principle คนจะเชื่อ ทำให้เด็กรุ่นใหม่ยังอยู่กับเรา
.
ทั้งหมดจะประมาณนี้นะทุกคน #siamstr
ในส่วนอาหารมีโปรขาวแดง เลยลองจัดตัวซูชิ และอุด้งครีมไข่ปลาเมนทาโกะมา



ทุก 1000 สลิป มีของปลอม 5 สลิป และมูลค่าที่เสียหายจากสลิปปลอมในปี 2013 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 80 ล้านบาท! เป็น pain point ของ user และสร้าง product เพื่อลด pain ตรงนี้ลง
.
แล้วเราจะตรวจสอบสลิปได้อย่างไร? ตัว SlipOK เป็น solution ที่ช่วยเพื่อน ๆ ในการตรวจสลิป โดยการเพิ่มเพื่อน และส่งรูป หรือจะลากเข้า group chat ก็ได้
.
🟢 Slip Verification Mechanic in Line
สลิปที่ทาง SlipOK รองรับ ก็จะมี 2 อย่าง คือ
- จากธนาคารต่าง ๆ อ่านสลิปจาก QR Code ซึ่งเขา appiled ตามแบงค์ชาติ
- ของ TrueMoney ที่ตอนนี้ยังไม่มี QR Code ก่อนอื่น OCR จากรูปก่อน แล้วเรียกใช้ API ในการตรวจสลิป
แล้วผลทั้งหมดที่ได้ ปั้นเป็น Flex Message แล้วส่งออกมา
.
🟢 User journey on LINE
การเอา LIFF มาใช้ ทำให้ UX ไม่เสีย user ไม่ต้องออกแอพแล้วไปเปิด web และไม่ต้องไป login ใหม่ด้วย อีกทั้งมี share target picker ให้แอดมินใช้ระบบร้านของเรา
.
และแน่นอน ใช้ loading animation เพื่อไม่ต้องให้ user รู้สึกว่ารอนาน ๆ มันอาจจะบั่นทอนหัวใจ บอทตุยเย่หรือยัง ทำไมยังไม่ตอบเราเลย
.
output ที่เป็น Flex Message นั้นมี 5 แบบที่สื่อสารกับ user ด้วยกัน
- สีเขียว: success
- สีเหลือง: warning อาจจะได้รับ response ช้ากว่าปกติ อาจจะให้เขาลองส่งใหม่ดู
- สีแดง: take action ทันที จะมีโอนผิด ส่ง slip ซํ้า และสลิปปลอม
.
LINE OA มี SlipOKWebhook เอาไป connect ได้ ส่งในนาม OA นั้น ๆ
.
use case: webhook ผูก OA ได้อันเดียว จึงมี gateway 1:1 ส่งต่อไปอันอื่น หรือใช้ partner webhook อย่าง Oho หรือ Chatcore ก็ได้
.
มี API ให้เอาไปใช้งานได้ ส่งเป็นรูป หรือ url ของรูป แล้ว return เป็น json ออกมา และมี plug-in กับ website ด้วย
.
แล้วอันไหนเป็นสลิป ให้เพื่อน ๆ มาเดากันดีกว่า เดี๋ยวมาเฉลย
ทุกลมหายใจของเราเห็นคำว่า AI เข้ามาตลอด มี use case แบบ ultimate คือ AI มาอยู่ในสุขภัณฑ์ ถ่ายรูปผลการขับถ่าย ใช้ image processing วิเคราะห์ให้เรา และใน session นี้ก็มี ultimate use case คือให้ AI ทำนายเลขจากความฝัน
.
จากนั้นเปิด demo ให้ดู ซึ่งอัดเป็นคลิปไว้ เหมือนเป็นหน้าเว็บเป็นน้องแมว นามว่า Satomeow มาช่วยทำนายตัวเลขจากความฝัน user ก็พูดว่าเมื่อคืนฝันอะไร แล้วเจ้าแมว Satomeow ก็พูดตอบให้
.
แล้วแอพนี้สร้างยังไง? หลัก ๆ เลยคือ ใช้ API จาก OpenAI Models ร่วมกับ LINE API
.
🟢 ปูพื้นฐานเรื่อง AI กันสักเล็กน้อย
ถ้าใครยังงง ๆ ปูพื้นกันก่อนว่า model คืออะไร? model คือโปรแกรมรับ input เพื่อทำการ generate ออกมาเป็น output ต่าง ๆ จากการเรียนรู้จากข้อมูลมหาศาล เช่น text-to-text รับ input เป็น text และ output เป็น text
ส่วน multi-model เป็นการเพิ่มความสามารถในการรับ input และ output หลาย ๆ type เช่น สามารถรับ text กับ image ได้พร้อมกันได้
.
🟢 OpenAI Model Group
ประเภทของ model ของ OpenAI จะมี 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ
1. Text Generation
2. Image Generation
3. Speech Generation
.
🟢 OpenAI Flagship Models
- GPT-4o, GPT-o1 และอื่น ๆ: text-to-text กับ image-to-text
- Whisper: speech-to-text
- TTS: text-to-speech
- DALL-E: text-to-image
.
🟢 OpenAI API
model ก็คือโปรแกรมเนอะ และตัว model จะถูก wrap ให้ติดต่อกันผ่าน OpenAI API ผ่าน HTTP protocol ปกติเลย
1️⃣ Text Generation API
- Completion API: text-to-text พวก model GPT ใด ๆ เป็น stateless ไม่สามารถ maintain แชทได้ ต้องส่ง history log เข้าไป
- Assistant API: ถูก improve จาก text-to-text ให้สามารถรับข้อมูลได้หลาย type มากขึ้น และเป็น stateful ไม่ต้องส่ง history log ไป
2️⃣ Speech to Text API
- Audio Transcription API: แปลง audio เป็น text
3️⃣ Text to Speech
- Audio Speech: text-to-audio
4️⃣ Realtime API
- speech-to-speech เหมาะกับ realtime ใช้ model GPT-4o-realtime
⭐️ Playground: เราสามารถเล่นผ่านหน้านี้ใน OpenAI ได้เลย และอย่าลืมเติมเงินก่อนใช้
.
🟢 LINE x OpenAI
- ถ้าเป็นแบบแชท จะแชทผ่าน LINE OA แล้วเชื่อมต่อ webhook ด้วย Firebase Cloud Function แล้วส่งไที่ AI โดยมี process คือ สามารถตอบคำถาม และส่งกลับไปได้
- ตัว demo ใช้ LIFF เพื่อ access hardware อย่างไมค์ ส่งต่อไปที่ Firebase Cloud Function เช่นเดิม ใช้ API ตัว speech-to-text และ assistance API จนได้คำตอบออกมา จบด้วย text-to-speech ทำให้ use case นี้มีความ flexibility และ complex conversation อย่างนุ่มลึก
- หรือใช้ Realtime API อยู่ข้างหลังเส้นเดียว ซึ่งมี latency ตํ่า แล้ว code อาจจะ sample ขึ้น
ซึ่งทั้งสองมี benefit แตกต่างกัน อยู่ที่ use case ของเรา 😃
.
แต่ตอนนี้ Etherscan ได้ออก API V2 มา เพื่อรองรับ multichain เรา generate API Key ที่ Etherscan ที่เดียว สามารถเอาไปใช้งาน API ของเชน EVM ถึง 50+ เชนด้วยกัน ซึ่งในตอนนี้เป็น beta อยู่นะ ถ้า v2 ถูก release อย่างเป็นทางการแล้ว v1 จะถูก deprecated นะ
และคนที่ใช้ PRO นั้น ตั้งแต่มกราคมปีหน้า ตัว PRO จะรวมเข้ากับ Etherscan account และเขาจะมี email แจ้งมาอีกที ซึ่งทางนี้ใช้อันฟรีตลอดเลย แหะ ๆ
.
สำหรับ Etherscan API V2 สามารถเข้าไปดู document ได้ที่นี่เลย



.
บอกเลยว่าเปลี่ยนเวทีเป็นสนามมวยสุด ๆ มีกรรมการอย่างพี่หนุ่ย แบไต๋ มาควบคุมการจราจรในการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน และเปิดตัวเหล่า speaker อย่างคุณ CK ที่นั่งตรงกลางข้างพี่หนุ่ย แล้วตามด้วยมุมนํ้าเงิน ดร.โสภณ และมุมแดง คุณดิว ทั้งสองมีกอดและจับมือกันอย่างชื่นมื่นก่อนที่จะเริ่ม session และแน่นอนว่ามี guard จาก Fastwork มาคุมถึง 3 คนด้วยกัน
.
แล้วก่อนหน้านี้ ดร.โสภณ เคยเจอพี่หนุ่ยตอนปี 64 ด้วย ซึ่งตลอด session พี่หนุ่ยเรียก ดร.โสภณ ว่าคุณลุงเนอะ
.
ทางนี้เลยมาพยายามสรุปแบบเป็นกลางที่สุด เพราะทางเราเลือกข้างแล้วว่าทีมกรรมการ 😆
.
อันที่มีความเห็นส่วนตัวจะใส่วงเล็บไว้นะ เราว่าแต่ละท่านก็มีอะไรให้เราได้นำไปปรับใช้ได้น้า ถ้างับตรงไหนไม่ทันขออภัยด้วยค้าบ 🙏
.
❓ ทำไมถึงตอบรับมางานนี้
- ดร.โสภณ: เคยพูดคุยกับคุณท๊อปเรื่อง real estate ในปี 64
- คุณ CK: ทำธุรกิจ scale ใกล้กับ Bitkub และร่วมมางาน Bitkub อยู่แล้ว เพราะอยากได้ความรู้ด้านการลงทุนกลับไป
- คุณดิว: ดูชื่อแขกรับเชิญใน session แล้วมาเลย 🤣
.
❓ ทำความรู้จักชุดความคิดของ speaker แต่ละท่านก่อน
- ดร.โสภณ: คนเราอยากมีอิสระภาพทางการเงิน การเป็นลูกจ้างเขาก็มีความสุขได้เช่นกัน ความคาดหวัง คนคาดหวังใน easy money ทำให้คนใจร้อน การที่ high risk high return ทำให้คนเสียมากกว่าได้ คนเล่น Bitcoin 10% อาจจะรู้สึก win 20% รู้สึกเสมอตัว 30% อาจจะเฟล อาจจะผิดหวังก็ได้ (อันนี้ไม่แน่ใจว่าเรางับไม่ทันเองไหม ไม่ครบ 100% เลย) อันนี้มี data ผลสำรวจอ้างอิง (อยากอ่าน source เลย) คนหนุ่มสาวรู้สึกไม่มีอะไรสูญเสีย และอยากทันสมัย เลยเล่นเกมส์แบบนี้ มีกูรูที่ทำให้ฮึกเหิม อยากให้ลองสะสมทุน รอคอยโอกาส ไม่ลงทุนตาม fashion ในโลกนี้มีสิ่งที่น่าลงทุนเยอะแยะ นอกจากลงทุนคริปโต หุ้น อาจจะทำธุรกิจ เลือกที่เหมาะกับจริต เช่นทำธุรกิจปลาคราฟแบบคุณดิว หรือลงทุนอสังหาได้ค่าเช่า ได้ราคาเพิ่มขึ้น และสร้าง brand ได้ด้วย แล้วถ้าไม่มีทุนทำยังไง? เริ่มไปดูและศึกษาทรัพย์สิน ก่อนการไปซื้อลงทุน หรือมาสายประเมินค่าทรัพย์สิน หรือไปทางรีโนเวทแล้วปล่อยเช่าก็ได้ (นี่ชอบดู content แบบนี้ใน TikTok) หรือลงในกองทุนรีทต่าง ๆ
- คุณดิว: ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองถนัด ไม่ถนัดไม่ทำ (อันนี้จริง) ดูจุดยืนของเราก่อน อย่างคุณดิวมาสายพ่อค้า เราต้องคอยมองโอกาสตลอดเวลา ในตัวคริปโตมีได้บ้างเสียบ้าง ไม่เหมือนหุ้นที่สามาารถมองการประกอบการได้ ส่วนคริปโตขึ้นลงหวือหวา จึงเปลี่ยนจากคนมีเงินรวยเป็นเงินเยอะได้ มีโอกาสที่คว้าได้ และไม่ปฎิเสธคริปโต และอสังหา เช่น ที่คุณ CK พูดเรื่องประเด็นเงินสดคือหนี้ คนรวยไม่ถือเงินสดอันนี้เห็นด้วย แต่เป็นหนี้อันนี้คุณ CK อาจจะพูดไทยได้ไม่ clear / ถ้าต้องถือเงินสดอย่างเดียวไม่ work คนรวยเลยเอาเงินไปลงทุน เพราะเงินเฝ้อ 7% ต่อปี มีถือเงินสดไว้เพื่อรอโอกาส เอาเงินสดไปซื้อ เป็นหุ้นที่กำลังมา ทำหน้าที่เดินกระแส ปั้นลูกหลานมาอีกที / แล้วเงินสดเดินทางไปไหนบ้าง? Rolls-Royce เป็นดอกเบี้ย คิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ได้คุย และแลกเปลี่ยนความคิดด้วยเหตุผล / สมัยก่อนใช้เงินประหยัดมาก ทำงานหนัก เลยพยายามลงทุนเพื่อวันนึงไม่ต้องทำงานหนัก ให้ดอกเบี้ยมาใช้ใน lifestyle ของเรา / ได้ 30 ล้านแรกจากฟาร์มปลาคราฟ คนทำน้อย แต่ทำยาก เพราะต้องมี connection กับต่างประเทศ ตอนนั้นอยากได้ Ferrari 30 ล้าน แต่อดทนไว้ เลยซื้อตึก apartment เพราะการซื้อรถ ใน 3 ปีมีการ re-value ลดลง ราคาตก ในตอนนั้นซื้อตึกติดกับ ม.กรุงเทพ รังสิต เปิดเป็นหอพักนักศึกษา ตอนแรกเปิดเป็นหอหญิง แล้วเปลี่ยนมาเป็นหอรวม และตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องหุ้น มีจุดแข็งเป็นวินัย ได้ค่าเช่าเดือนละ 250,000 บาท และรวมกับเงินที่เข้าใหม่ทุกเดือน ซื้อตึกใหม่จนมี 5 ตึก ทำเงินเดือนละหลายล้าน แล้วมีวิธีไหนไหมที่เอามาบริหาร เพราะมีคนจ่ายเร็วจ่ายช้า ไหนจะเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องจัดการ เช่น ซ่อมท่อ เลยศึกษาว่าแทนที่เอาเงินลงอสังหาทั้งหมด ขายครึ่งนึง เอาไปลงทุนหุ้นปันผลไหม เพราะเรารอได้ โตช้าหน่อยเมื่อเทียบกับ day-trade แต่ได้แน่ ๆ ไม่ต้องยุ่งกับคนอื่น ๆ และเรื่องการบริหาร
- คุณ CK: definition เงินสดเป็นตราสารหนี้ ของอเมริกาลงทุนได้ดอกเบี้ย เขาขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ เมื่อเปรียบเทียบหุ้นกับอสังหา หุ้นชนะ มีการเติบโตมากในอเมริกา ส่วนอสังหายากในการ recover liquidity น้อย วิถึชีวิตคนเปลี่ยน พ่อแม่มีบ้าน ลูกเช่าในเมือง ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้วเราจะกลับไปอยู่บ้านหลังเดิมไหม บ้านร้างมีเยอะมาก เพราะ lifestyle มี demand เยอะ แต่ supply ลด เช่นประเทศญี่ปุ่น บ้านต้องหาผู้ซื้อผู้ขาย ส่วนหุ้นมี market maker ได้อิสระที่เงินซื้อไม่ได้ / ประเด็น เงินสดคือหนี้ เมื่อออกจาก gold standard หนึ่งในค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงที่สุดของรัฐ คือ ดอกเบี้ย รายได้มากจากภาษี ซึ่งรัฐมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ทำให้เงินไม่พอจ่าย ประเทศเจ๊ง ดังนั้นเงินคือหนี้ คือเงินสด represent หนี้ของรัฐ อย่าง Warren Buffett ถือตรงสารหนี้อเมริกา ดังนั้นจึงเป็นทรัพย์สิน เพราะเป็นเจ้าหนี้
.
❓ ลุงแซะทำไม?
- ดร.โสภณ: แสดงความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ถ้าใครเห็นต่างสามารถทำคลิปตอบโต้ได้ว่าผิดตรงไหน / เงินสดที่ไม่สามารถถอนได้ทันที มีฝากประจำที่ธนาคาร 6 - 12 เดือน ตราสารหนี้ พันธบัตร / เงินเฟ้อ 0.6% ราคาอาหารย่านสีลมขึ้น 5 - 6 % เอง บางอันมีลดราคาด้วย ดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่า (ฉันจดอะไรผิดไหมนะ?) ตัว apartment สร้าง brand เปิดหลายที่โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน ขายกิจการสามารถขายได้หลายอย่าง ส่วนหุ้นกับคริปโตมองว่าดูซีเรียส แล้วแต่ชอบ บ้านที่ญี่ปุ่น ไม่ค่อยมีคนอยู่ รื้อไม่ได้เพราะภาษีแพง มีการสร้างบ้านใหม่ 1 ล้านหน่วยทุกปี / การผ่อนบ้านเป็นการใช้เงินในอนาคตของเรา ปล่อยเช่าได้ โฉนดเป็นของเรา (เอ๊ะเป็นชื่อธนาคารไม่ใช่หรอ 🤔)
.
❓ เรื่องเฝ้าหน้าจอกระดาน
- คุณดิวมองว่าเป็นการแชร์ความรู้กัน อย่าลืมคิดเรื่องดอกเบี้ยบ้านด้วย เช่นกู้เต็ม max 30 ปี ผ่อนเดือนละหมื่น ดอกเบี้ย 9000 เคสนี้เกิดขึ้นเพราะใส่เงินไม่ถึง การซื้อหรือเช่าบ้าน ดูที่ความพร้อม และความจำเป็นในตอนนั้น เช่น มีการงานมั่งคง อนาคตแน่นอน ไม่ย้ายที่ อันนี้ซื้อได้ แต่ถ้าเด็กจบใหม่ มีเงินยังไม่มาก การงานอาจจะเปลี่ยนงาน อาจจะได้รับโอกาสไปทำงานที่ต่างประเทศ บ้านกลายเป็นห่วงทันที และการขายไม่ได้ ขึ้นอยู่กับ location และทำเลด้วย ถ้าอยู่ในโซนไข่แดง ใกล้ทางด่วน เกิดชุมชนใหม่ ข้อเสียคือในไทยที่เยอะ เก็งยาก ถ้าซื้อไกล ๆ แล้วคาดหวังว่ามันจะโต อาจจะไม่โตก็ได้
.
❓ มุมมองการลงทุนในปัจจุบัน
- คุณดิว: แบ่ง port ทองคำและหุ้น สังเกตเหตุการณ์ส่วนใหญ่ได้ไม่ยาก เช่นถ้าเกิดสงคราม ทองคำเป็นแร่ที่คนยอมรับทั่วโลก หุ้น ดูจากหุ้น welness อย่างโรงพยาบาล green energy อย่างพลังงานทางเลือก ถ้ามีการเล่นข่าวก็จะดูที่ day trade
- คุณ CK: ลงทุนตั้งแต่อายุ 14 ปี ปัจจุบันลงทุนกับหนี้ของรัฐ เมื่อก่อนคนลงทุนหุ้น เติบโตมหาศาล เมื่อก่อน internet คืออนาคต ตอนนี้ AI company ครองตลาด เราจะหาเงินยังไงเป็นมหาศาล โลกมุ่งสู่ AI เป็น new s-curve ตอนนี้ NVDIA เป็นเจ้าที่ได้เงินจาก AI เพราะบริษัทต่าง ๆ ซื้อการ์ดจอไปเทรน A คนลงทุนได้กำไรกัน ส่วน Google มี SEM ต่อปี 250 B พอ ChatGPT launch SearchGPT ทาง Google ส่ง Gemini มาสู้ และหนี้ของธนาคารเสี่ยงกว่าของรัฐ
- ดร.โสภณ: นอกจากอสังหา ไม่ซื้อหุ้น อนาคตอาจจะยุ่งกับ Bitcoin ก็ได้ เด็กจบใหม่ซื้อเครื่องประดับ อายุ 30 ซื้อบ้านเตรียมแต่งงาน ถ้าย้ายบ้านทำยังไง? สามารถขายได้ ราคาที่ดิน กทม. เพิ่มขึ้น 7% บางแห่งอาจจะด้อย อาจจะไม่ขึ้น ที่ดินขนย้ายไม่ได้ ขนทองคำไปได้ อนาคต Bitcoin อาจจะไม่อยู่ก็ได้ (เอ๊ะ)
- คุณ CK: บ้านในที่ดินจัดสรร เอามาแปลงเป็นการเกษตร ทำตึกไม่ได้ จึงเป็นที่ดินไร้ค่า ซึ่งอสังหามีหลายเกรด หลาย class
1. single family home: บ้านอยู่อาศัย อยู่แล้วต้องผ่อน ไม่มีรายได้จากบ้าน ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบซื้อบ้าน
2. multi-family real estate: เช่นหอพัก apartment ข้างโรงงาน สร้างเงินสดให้เรา
3. เกษรกรรม: lablr กับที่ดินจำกัด ที่ดินทุกที่ไม่ได้มีมูลค่าเท่ากัน การเกษตรเป็นฟันเฟืองสำคัญ เช่น ปลูกข้าว ปลูกผัก จึงเป็น class ที่ดีที่สุด ที่ไหนมีความเจ็บปวด ที่นั่นมีโอกาส
เช่น นโยบายที่ออกให้คนต่างชาติสามารถซื้ออสังหาในไทยได้ เพราะไม่มีคนมาซื้อแล้
ค่าเช่าไม่เพิ่ม และ demand กับ supply เท่าเดิม ดังนั้นเช่าเอาก็ได้ ไม่ต้องซื้อบ้าน
.
❓ อะไร work สำหรับคุณดิว
- การลงทุนทำให้เรามี passive income รถ เรือยอร์ช เป็นการ entertain ตัวเอง เรือยอร์ชซื้อมาแล้วปล่อยเช่าได้กี่วัน มีคนเช่า 4 ชั่วโมง 200,000 บาท ใน 1 เดือนมีคนเช่า 1 วัน อาจจะไม่คุ้ม ส่วน Bitcoin ยังไม่รู้ลึก ทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุด คือ เวลา หาเงินได้ในเวลาที่เราตื่นหรือหลับได้ เราชนะ
.
❓ Lifestyle คุณลุง
- บ้าน 1 ล้าน จะกลายเป็น 2.2 ล้านใน 30 ปี ผ่อนให้เร็วที่สุด เป็น occupancy cost กทม. บ้านสร้างเสร็จไม่มีคนอยู่ ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนที่อยู่อาศัย
.
เนื่องจากงานนี้เป็นงาน Bitkub Summit ที่เกี่ยวกับคริปโต เลยเคลียร์อีกประเด็นของ ดร.โสภณ ที่ว่าชาวเทรดคริปโตว่าเป็นสมุนของอาชญากร แกบอกว่าไม่ได้มองว่าคนเล่น Bitcoin เป็นอาชญากร แกห่วงเรื่องการผูกขาด Bitcoin โน้นนี่ (ขอไป check บน Blockchain แปป) ส่วนคุณ CK บอกว่า Bitcoin สร้างด้วย proof-of-work แก้สมการนี้ได้ จะได้ reward เป็น Bitcoin และมี Halving ทุก 4 ปี และ Miner เอา Bitcoin ขายเพื่อจ่ายค่าไฟ จ่ายค่าเช่า ส่วน Bitcoin จ่ายธุรกิจสีเทานั้น ต้นกำเนิดคือ สร้างมาเพื่อ disturb western union ตอนที่โอนเงินให้ใครเสียค่าธรรมเนียม และรอนานมาก ๆ ผู้ร้ายจริง ๆ คือเงินสด เช่น ระหว่างเงินสด กับ Bitcoin คนเลือกอะไร
.
ตอนจบคุณดิวได้ขอโทษ ดร.โสภณที่เดือดในไลฟ์นั้นไป และ ดร.โสภณ รับคำขอโทษของคุณดิวไป แล้วตอนจบงาน คุณท้อปมอบกางเกงมวยให้ทุกคน555555 แล้วก็เจอโพส ดร.โสภณ สมัคร Bitkub พร้อม KYC เรียบร้อย
.
หมดแล้วทุกคน session นี้ จดยาวมาก ไม่รู้ยาวเท่าน้องเนยจดชื่อไหมนะ ก็จะประมาณนี้เนอะทุกคน 😆
ไป check-in Bitkub Moonshot ตามเคย ก็คือตอนนี้นอกจาก Image Generate AI ที่เล่นกันแล้ว ยังมี writing แล้วก็พวกลบ background ด้วยนะ ยังไม่ได้ถามเยอะว่าอันนี้ launch ให้คนนอกเล่นได้ยัง 555555555 แล้วก็ session ภาษาอังกฤษ มี AI ของทาง Moonshot เนี่ยช่วย translate แบบ real-time ด้วย ช่วยให้เราเข้าใจได้ไวขึ้น
.
session ทั้งหมดที่เข้า พร้อมสรุปแบบคร่าว ๆ เพราะตัวเต็มยังไม่ได้เขียน รออ่านบล็อกได้เลย
.
🟢 The Evolution of Healthcare: Functional Medicine and Longevity protocol
อันนี้เข้ามาจองที่ session หยุดโลก เลยได้ฟังตอนจะจบล่ะ เข้ามาเจอบอกให้เรานอนเยอะ ๆ อ่ะอะเครรร๊ นอกจากเรามีอิสระภาพทางการเงินแล้ว ยังต้องมีอิสระภาพทางสุขภาพด้วย มีสุขภาพที่แข็งแรงยั่งยืน นอกจากจะคุมเรื่องอาหารแล้ว ก็อย่าลืมออกกำลังกายด้วยนะ เพราะกล้ามเนื้อของเราสูญเสียไปทุกปี
🟢 LFG's Roadmap for 2025
เหมือนเขาเป็น ecosystem ที่ support community และเปลี่ยน web2 ให้เป็น web3 บางคนมองว่า web3 นั้น scam ก็จะมี solution มาอุด pain point ตรงนี้ คือให้ความรู้นั่นเอง โลก web3 นั้น commuity คือทุกสิ่ง โปรเจกต์ที่มีอยู่จรง มี utility ที่ใช้ได้จริง จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนโลกใบนี้ ทั้งหมดไปอ่านได้ใน whitepaper เขา
🟢 Bridging Cybersecurity gaps in web2 for web3 expansion
อันนี้เป็นประโยชน์กับเดฟทุกเหล่ามาก ในเรื่องของ security ซึ่งถึงโลกตอนนี้มาถึง web3 แล้ว แต่บาง product บน web3 ก็ยังใช้งาน web2 อยู่ด้วย อีกทั้ง user มีความเสี่ยงในการโดนหลอกได้ด้วยนะ มีเคสที่ product web3 ถูกโจมตีบน web2 เขาบอก insight data และ 3 security gap ในการเจาะระบบด้วย เราควรลดความเสี่ยงโดยการทำ pen test คือเราต้องแฮกระบบหาช่องโหว่ก่อน hacker มาเจอ
🟢 The Path for Mass Adoption
เป็น session ที่เกี่ยวกับ Telegram ที่เขามี wallet ในแอพ ที่ทำให้ user สามารถเข้าถึงโลก blockchain ได้ง่าย โอน USDT ผ่านกันได้ง่ายด้วย TON Blockchain ซึ่งโอนหากันได้ฟรี ได้เร็วกว่า blockchain อื่น ๆ มีการ adoption 1M USDT ด้วยกัน และมีมากกว่า 100+ ใน ecosystem
🟢 Diving into Southeast Asian Blockchain Ecosystem: Hongkong, Thailand, and more
- ฮ่องกงเขาสนับสนุนด้าน blockchain มี ecosystem ที่ดี มีกองทุน ETF บนตลาดหุ้น มี sandbox แต่ในไทยมี expert developer เยอะ แต่ regulator ให้เราทำอะไรได้ยาก
- ประเทศอื่น ๆ อย่างสิงคโปร เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ภาครัฐเริ่มมาสนับสนุนตรงนี้มากขึ้น เราจะเห็นนโยบายพวกนี้ชัดเจนในปีหน้า
- หลาย ๆ ประเทศจัดงาน web3 festival เช่นงาน Token2094
- ประเทศไทยน่าสนใจที่มีคนเยอะใน space ต่าง ๆ และงานต่าง ๆ ที่จัดในไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก
- narrative new big thing crypto infrastructure จะมี DePin, CBTC และ RWA หรือ real-world asset ที่จะเป็น next gen
- จริง ๆ ก็โปรโมตงานเขาแหละ วันที่ 11 - 12 Nov. ที่ UOB LIVE ณ EMSPHERE
🟢 Bitkub and AWS and Future Growth Bitkub x AWS:
- ถ้าไม่มี AWS งานนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ และจะเกิด Bitkub ขึ้นไม่ได้เช่นกัน เป็น perfect timing ที่มี AWS แล้ว ใช้ในการทำ website จ่าย subscription รายเดือนตามการใช้งาน และถ้าเรามีไอเดีย สามารถเอาไปลองทำได้เลย
- Bitkub และ AWS เป็น partner มา 7 ปีแล้ว ตั้งแต่เปิดใหม่ ๆ
- มีโปรแกรมผู้ประกอบการ AWS Activate มีเครดิตให้ ใช้ในการ kick-off project ว่า work ไหม
- ตอนนั้นมีเหตุการณ์ที่คนสมัคร Bitkub เยอะมาก จนเว็บล่ม และเขาให้แก้ไชให้ใช้ได้ภายใน 5 วัน เป็นการระดมทีมทั้งทาง Bitkub และ AWS มาระดมสมองแก้ปัญหานี้
- นอกจากรองรับ scale ที่เพิ่มหรือลดการใช้งานแล้ว ยังช่วยกัน optimize cost ด้วย
- ในส่วนของ AI เขาเพิ่ม productivity ด้วย tool ที่มัน drag and drop ได้ และมี app stack ที่พร้อมมาก แล้วคุณท้อปบอกว่าขอดู tech stack ของ No.1 อเมริกาว่าเขาใช้อะไร แล้วเอามาปรับใช้
- ยุค 10 กว่าปีก่อนเป็นยุคของ cloud ตอนนี้เป็นยุคของ AI
- ต้นปี 2025 AWS จะมี Thailand region เปิดให้บริการ งบลงทุน 19,000 ล้านบาท ซึ่งใหญ่ที่สุดในไทย ไม่ต้องไปใช้ region เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปรล่ะ

Background speaker
- ดร.โสภณ: เป็นคนที่เชี่ยวชาญ และเชื่อในอสังหาริมทรัพย์ แกมองว่าคนคาดหวัง easy money ทำให้คนใจร้อน อยากได้ high risk high return ให้เราสะสมทุน รอคอยโอกาส ไม่ลงทุนตาม fashion และมีให้เลือกลงทุนหลายอย่าง นอกจากหุ้นและคริปโต อาจจะทำธุรกิจ เขาไม่ชอบการจ้องกราฟหุ้นกับคริปโต มันดูเครียด เลือกที่เหมาะสมกับจริตของเรา
- คุณดิว: ให้เราลงทุนในสิ่งที่ตัวเองถนัด เขาสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกิจการฟาร์มปลาคาร์ฟ จนได้ 30 ล้านแรก มาซื้อ apartment ทำหอพักหญิง จนมาหอรวม แล้วต้อง manage เรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องซ่อมท่อ คนจ่ายค่าเช่าช้า จนมาลงทุนในหุ้นปันผล
- คุณ CK: ประเด็น เงินสดคือหนี้ เมื่อออกจาก gold standard หนึ่งในค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงที่สุดของรัฐ คือ ดอกเบี้ย รายได้มากจากภาษี ซึ่งรัฐมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ทำให้เงินไม่พอจ่าย ประเทศเจ๊ง ดังนั้นเงินคือหนี้ คือเงินสด represent หนี้ของรัฐ
มีหลากหลายเรื่องที่มีการ discuss ความเห็น หลัก ๆ คือเรื่องบ้าน อสังหาเนี่ยแหละ ที่ ดร.โสภณ อยากให้ซื้อเพื่อสร้างฐานะ แล้วบอกว่าการผ่อนบ้านใช้เงินในอนาคตจองเรา ปล่อยเช่าได้ โฉนดเป็นของเรา (เดี๋ยวนะ โฉนดเป็นชื่อธนาคารนะ เห็นคุณ CK ปวดหัวแล้ว) แต่คุณดิวแย้งว่าให้ซื้อเมื่อพร้อมและจำเป็นจริง ๆ ส่วนคุณ CK มองว่าการซื้อบ้านในที่ดินจัดสรร เป็นการทำประโยชน์ได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับการเปิดหอพัก และทำที่ดินเกษรกรรม
ส่วนเรื่อง Bitcoin เห็น ดร.โสภณ บอกว่าอนาคตจะยุ่งกับ Bitcoin ก็ได้ แล้วบอกว่าทองแบ่งก้อนได้เมื่อตอนสงคราม 🤔 ตอนท้ายแกอาจจะงง ๆ เรื่อง blockchain คุณ CK ก็อธิบายอย่างละเอียดยิบให้
ตอนจบคุณดิวได้ขอโทษ ดร.โสภณที่เดือดในไลฟ์นั้นไป และ ดร.โสภณ รับคำขอโทษของคุณดิวไป แล้วตอนจบงาน คุณท้อปมอบกางเกงมวยให้ทุกคน555555 แล้วก็เจอโพส ดร.โสภณ สมัคร Bitkub พร้อม KYC เรียบร้อย

ตอนคํ่ามีไปงาน Ignite Party ที่พวกเหล่า KOL และคนที่อยู่จนจะจบงาน มาปาร์ตี้และมาเม้ามอยกันด้วย อาหารที่ชอบ ปลาชุบแป้งทอด จิ้มซอส อาหย่อย555





- ยังไม่ได้ฟัง session ไหนเลยในวันนี้ แล้วมีออกไปธุระแปปนึง อันนี้คือชิ่งมาไวสุดล่ะ แล้วตอนกลับมาอีกรอบคือฝูงชนมหาศาลมาก กว่าจะเดินถึงงานคือตุยยย เสียดาย session บางอันของวันนี้ที่ไม่ได้เข้ามาฟัง ฮืออออ
