บล็อกทุก session ของงาน Google I/O Extended Bangkok 2025 เมื่อเสาร์ที่แล้ว เผื่อใครรอ session อื่น ๆ ในงาน บอกเลยว่าปีนี้ AI เกือบทุก session เลย
.
session ในงาน
🔵 Google I/O Recap 2025
🔵 The Power Couple: Flutter & Native
🔵 Building customer support with n8n and Gemini — สรุปแล้วที่หน้าเพจ
🔵 Unleashing Gemini superpower with Chrome Extension
🔵 What Chrome's Built-in AI Does and the Future of AI on the Browser
🔵 From Live Coding to Vibe Coding with Firebase Studio — สรุปแล้วที่หน้าเพจ
🔵 Agent Development Kit
🔵 On Device ML & AI on Android
🔵 Gemini in Android Studio — สรุปแล้วที่หน้าเพจ
.
บล็อกอยู่ตรงนี้น้า #siamstr


MikkiPastel
อัพเดตข่าวสารชาวเดฟในปี AI ที่งาน Google IO Extended 2025
งาน Google I/O Extended Bangkok 2025 จัดเมื่อวันเสาร์ที่ 26 กรกฏาคม 2568 ที่ Club S...
.
งาน Google Cloud Next นอกจากเรื่อง developer แล้วยังมีเรื่อง business ที่เอาไปใช้งานในองค์กรด้วย
สิ่งที่ถูกประกาศในงาน แบ่งเป็น 4 Layer ใหญ่ คือ Agents, Vertex AI, Research and Model, AI Hypercomputer โดย agent เนี่ย เป็น keyword หลักที่ Google เน้นเยอะมาก ๆ และถูกพูดถึงในสื่อต่าง ๆ คนเริ่มเอา AI มาทำงานแทนเรา
🔑 Key Message: Google ส่งสัญญาณว่าเป็น platform ที่พร้อมที่สุด platform นึง ตั้งแต่ platform, model มีงานวิจัยหลายอย่างเกิดขึ้นที่ Google ซึ่ง LLM ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันน้านนน เกิดจาก paper ที่ชื่อว่า Attention is All You Need ในเรื่อง cloud ก็มี Vertex AI เป็นแกนหลักในการ build model, deploy model ต่าง ๆ และมี industry แยกตาม usecase ต่าง ๆ มากกว่า 500 usecase เลยทีเดียว!
ใน session นี้จะเน้นที่ model, Vertex AI และ agent
.
🔵 AI Model Innovation
- model Gemini มีการเรียกบน Vertex AI มีการเติบโต 40 เท่า! มีการ adoption มากขึ้นเรื่อย ๆ
- เปิดตัว Gemini 2.5 Flash และ Pro ใช้งานบน Vertex AI
- media generative model ใช้ในการสร้างเสียง สร้างเพลง สร้างรูปภาพ สร้างวิดีโอ ซึ่ง Google I/O ปีนี้ เปิดตัว Veo3 ออกมาแล้ว (เราเห็นมีหลายเพจรีวิวกันอยู่)
- Gemini 2.5 Pro เน้นเรื่อง quality และทำเรื่องของ thinking ได้ค่อนข้างเยอะและดี ผลคะแนนจากผู้ใช้งานที่ Chatbot Arena ยังคงยืนหนึ่งอยู่ และอีก benchmark นึงที่ใช้วัดความฉลาด คือ Humanity’s Last Exam ได้คะแนนท้อปกว่าทุกตัวที่เคยออกมาก่อนหน้านี้
- Gemini 2.5 Flash จุดขาย คือ เราอยากได้ตัวที่เล็กลง ไม่แพงมาก ตัวนี้ไม่ตัด reasoning capability อยู่ ควบคุมการคิดเยอะคิดน้อยได้ ความฉลาด per dollar ดีกว่าตัว GPT-4o 24 เท่า และ Deepseek R1 5 เท่า
- การเลือกใช้ model สำหรับงาน software developer มี trade-off ที่ต้องเลือก เราอาจจะไม่ได้ใช้ตัวที่ดีที่สุด ตัวที่ใหม่ที่สุด ตัวที่ถูกที่สุด เราต้อง balance ให้ดี ซึ่งตัว Gemini 2.5 Pro เข้ามาแก้ pain point ตรงนี้ สามารถปิด thinking mode และมี thinking budget งบประมาณในการคิด สามารถ set ให้ถูกหน่อยได้ถ้าอยากให้คิดนิดนึง ถ้าอยากให้คิดเยอะก็ใส่เงินไปเยอะ ก็จะได้คำตอบที่ดีมากขึ้น
- จากงาน Google I/O ที่ผ่านมา เขาประกาศว่า quality และ cost model ของ Google อยู่ขอบจากทุกด้าน คิดจาก Arena Score และราคา
- คุณไทเอา model LLM หลาย ๆ เจ้า ไปทำข้อสอบ O-NET ตัว top ยังเป็น Gemini ที่ใช้ cost น้อย แต่ความถูกต้องมาก ในการใช้ต้องดู usecase ที่ใช้ อาจจะจ่ายถูกลงมาแต่ยังได้คะแนนดีอยู่ก็ได้ (หน้าเว็บล่าสุดตอนนี้ Gemini 2.5 Pro ยังคงยืนหนึ่ง แต่ใช้ cost ถูกกว่าในสไลด์พี่ต้า ตอนนี้ใช้ประมาณ 10 บาทก็สอบได้ที่หนึ่งแล้ว)
- อีกหนึ่งจุดขายของ Gemini คือ content context ยาวมาก 1 ล้าน token เช่น หนังสือ 1 เล่ม หรือวิดีโอ 1 ชั่วโมง ซึ่งพี่ต้าบอกว่า ยัดได้ ไม่เท่ากับควรยัด เดฟควรมี consider ในการ optimise ไม่ใช่อัดทุกอย่างใน model เราเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการทำ RAG ทำให้ค่าใช้จ่ายถูกกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า
- Live API โต้ตอบเหมือนคุยกับมนุษย์มากขึ้น ตอนนี้เป็น preview เปลี่ยนวิธี connect กับ API จากเดิม request เป็นครั้ง ๆ เพื่อเอาคำตอบกลับไป show user เป็นการโต้ตอบผ่าน web socket ทำให้คุยกันอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่าง usecase เราแชร์จอแล้ว AI แนะนำเรา
- เปิดตัว model ใหม่ ในซีรีส์ media generation มี Imagen เป็น text-to-image, Veo เป็น text-to-video และ image-to-video, Lyria เป็น text-to-music พวกดนตรีประกอบใด ๆ, Chirp เป็น speech-to-text และตัวที่ปรับปรุงใหมอีก 2 ตัว คือ translation ของเดิมแปลคำต่อคำ แปลผิดแปลถูกอยู่ มี AI ช่วยให้เข้าใจบริบทมากขึ้น และ Embedded สามารถแสดงพวกข้อความ เสียง วิดีโอ เป็น vector ทำให้เขาเข้าใจพวกนี้ และ map แต่ละจุดให้มี semantic insight ทำให้ได้ใช้ multimedia ที่มีในฐานข้อมูล ให้เราเข้าใจรายละเอียดมากขึ้น เอาไปทำพวกแนะนำสินค้าได้ เช่น Etsy platform ขายของ handmade เอามาให้เข้าใจ product ต่าง ๆ ใน platform มากขึ้น
- Google บอกว่า Vertex AI มี generative media ครบทุกโหมด ทั้งเสียง รูปภาพ วิดีโอ อยากเจนอะไร เจนได้หมด อีกหน่อยการทำหนังโฆษณาจะเปลี่ยนไป เริ่มจาก storyboard ที่ใช้ Gemini หรือ LLM ตัวอื่นช่วยคิด ออกมาเป็นซีน และแต่ละซีนอยากเห็นอะไร ก็ใช้ Imagen ก็จะได้รูปตั้งต้นมาในแต่ละซีน และใช้ Veo ในการ animate รูปเหล่านั้น จบด้วยใส่เสียงประกอบด้วย Lyria และเสียงพากย์ด้วย Chirp ในตอนนี้ง่ายขึ้น แต่ยังใช้เงินเยอะอยู่ แต่ถูกกว่าถ่ายทำโดยจ้าง production house คลิปตัวอย่าง 23 วินาที เป็นหลักพัน สามารถลองเล่นได้ที่ Google AI Studio
- Veo3 เปิดตัวเรียบร้อยแล้ว ที่งาน Google I/O ที่ผ่านมา เราสามารถบอกได้ว่าอยากได้วิดีโออะไร เดี๋ยวมันทำให้หมดเลย ไม่ต้องไปเริ่มแบบข้อมะกี้ พร้อมเสียงพูด voice over เพลงประกอบ sound effect ตัวอย่างคือคลิปที่พี่ต้าเต้น ดูได้ที่หน้าเพจ Skooldio
.
🔵 AI Agents & Platforms
อยู่ level บนสุด ประกาศ 3 อันเด่น ๆ
- Google Agentspace: เป็น agent ให้ทุกคนในองค์กรเข้าถึงได้ง่าย ๆ
- Open Source Agent Development Kit and Agent Engine: สร้าง agent เป็นของตัวเองได้ง่ายขึ้น รวมถึงการ deploy ด้วย
- Agent Interoperability Protocol: อยากทำงานกับ agent ต้องคุยยังไง
ด้วยความที่ศัพท์มันเยอะมาก มาแยกด้วยวัถตุประสงค์กันก่อนเลย
📍 Agentspace: เป็นพื้นที่ให้คนในองค์กร เข้ามาใช้งานในที่สร้างมา ไม่ว่าจะเป็น model, agent
📍 Vertex AI: เป็น AI platform ที่ให้เรา build และ deploy model และ agent ต่าง ๆ แบ่งเป็น 3 theme
1️⃣ Model Garden: มี LLM หรือ Generative AI model ซึ่ง Google จะ provide model ในบ้านตัวเอง, open source ต่าง ๆ จะมี Gamma, deepseek, Meta (Llama) รวมไปถึง partner ที่เป็น model ปิด เราต้องจ่ายเงินใช้ก่อน เช่น Anthropic Claude
2️⃣ Model Builder: สร้าง model เป็นของตัวเอง เขาอัพเดตเรื่องของการ evaluate การ run operation ต่าง ๆ ในการทำ LLM
3️⃣ Agent Builder: เป็นอันใหม่ที่ประกาศออกมา ตอนสร้าง agent จะมี
- ADK (Agent Development Kit) เป็น Python library ช่วยให้เราสร้าง agent ได้ง่าย
- Agent Engine ให้เรา deploy ได้ง่าย มันเป็นเหมือนตัว orchestrate คือ agent จะทำงานได้ดี เมื่อมีตัว model ตัว orchestrate มีตัวที่ลิ้งไปใช้เครื่องมือต่าง ๆ ข้างนอก และมี process ตรงกลาง ว่าทุกอย่างยังทำงานโอเคไหม ช่วยจัดการพวกนี้ใน agent จุดขายคือ connect กับทุกอย่างที่ Google Cloud มีอยู่แล้ว
- A2A (Agent to Agent) เป็น protocol ที่ให้ agent คุยกันได้ง่าย ๆ ทำงานคุยกันรู้เรื่อง มีคนเปรียบเทียบกับ MCP ซึ่งมันเติมเต็มซึ่งกันแล้วกัน โดย MCP ช่วยต่อกับ tool และ API และ A2A ให้ agent สองตัวคุยกัน
ที่ Google ประกาศออกมา คือทำให้เรามีตัวเลือกในการเลือกใช้งาน model ในแอพของเราให้มากที่สุด องค์กรไม่อยากถูก lock กับ model ใด model นึง อยากให้ switch เปลี่ยนตัว model ได้ง่าย ๆ เลือกได้จาก Model Garden ในตัว Agentspace ก็เช่นกัน
.
⭐ Google Agentspace เป็นพื้นที่ที่องค์กรอยากให้พนักงาน เข้าถึง agent ต่าง ๆ แล้วเอาไปใช้งานได้ เลยมี connector เยอะมาก เช่น Dropbox, SAP, Slack, Gmail
Agentspace Agent Gallery มี agent หลายหมวดให้เราเลือกใช้ ทั้งของ Google และขององค์กร ส่วน marketplace ยังไม่เปิด สามารถไปช้อปได้ในอนาคต
ตัวที่ Google บิ้วเอง และคิดว่าต้องได้ใช้ usecase นี้เยอะแน่ ๆ ในองค์กร คือ Idea Generation Agent ช่วยคิดไอเดียและให้คะแนนว่าอันไหนดีกว่ากัน รวมไอเดียกันต่อยอดได้ และ Deep Research Agent ก็อย่างที่ทุกคนเล่นกันใน LLM แต่ละบ้าน
Agentspace Agent Designer อยากให้พนักงานสร้าง agent ง่าย ๆ เป็นของตัวเอง เขาช่วย generate plan การทำงานของ agent ให้ มี step อะไรบ้าง และสร้างเป็น agent ไว้ใช้ได้
.
คนพูดถึง agent กันในวงกว้าง จริง ๆ เราอาจจะไม่ได้ต้องการ agent ในงานของเราขนาดนั้น หลายงานเราอยากได้ predictability เราอยากทำงานประมาณนี้นะ อยากให้แต่ละ step เป็นแบบนี้นะ ส่วน agent เหมาะกับงานที่เป็นปลายเปิดนิดนึง ให้มันทำซํ้า เปรียบเทียบ ทำหลายรอบ ผลลัพธ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ ข้อดีคือเราได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทุกรอบได้ ข้อเสียคือใช้ resource เยอะ หรือออกทะเลไปแต่แรกถ้าเราตั้งเป้าหมายไม่ถูก
ดังนั้นเราอยากให้มันช่วยคิดขนาดไหน หรือกำหนด workflow เอง และมี human-in-the-loop มีคนช่วยตรวจความถูกต้อง และ workflow มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น #siamstr
แล้วมันมีอะไรดี ทำไมต้องมาเลือกใช้ Material Icon?
- เป็นส่วนหนึ่งของ Material Design
- เขามี 2,000+ icons ให้เลือกใช้ มีหลากหลาย category
- ตัว style จะมีของใหม่ Material Symbol มี Outlined, Rounded, Sharp สามารถปรับแต่งต่าง ๆ ได้ว่าจะเป็น fill (เติมสี), weight (นํ้าหนัก), Grade, Optical Size ปรับขนาดของ icon มี 20px, 24px, 40px, 48px
- ของเดิม Material Icons มี Outlined, Filed, Rounded, Sharp, Two tone
.
การนำไปใช้งาน
- สาย wev dev เนี่ย อันนี้เป็น web font ที่เอาไปเพิ่มในส่วน head เพื่อโหลดตัวนี้เข้ามา แล้วปรับแต่งเพิ่มเติมที่ CSS เอา
- สำหรับ Android เอาไฟล์ svg ไปทำเป็น vector drawable ได้
- ส่วน iOS อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ มาบอกเราหน่อยได้ใช้ไหม 😂
- designer สามารถใช้ plugin นี้ใน Figma ได้ด้วย รวมถึงมีเป็นตัว template เอา appiled ใน design ได้ด้วยนะ
.
ข้อดีแน่ ๆ คือใช้ได้ทุก OS แถมยังสวยงามใช้งานง่ายอีกด้วย
แล้วเพื่อน ๆ ใช้ Material Icon ทำอะไรกันบ้าง มาบอกกันได้ หรือใช้ตัวอื่นก็มาป้ายยากันได้นะ #siamstr
ทางไปจ้า 

ถ้าเราอยากเทส validation ที่เป็นเลขบัตรปกติที่เป็น valid case ที่ทีมใช้เป็นเลขบัตรเหล่านี้
- 4111-1111-1111-1111
- 4242-4242-4242-4242 : VISA
- 5555-5555-5555-4444 : Master Card
ข้อดีคือ เราจะกรอก CVC เลขอะไรก็ได้ และเราจะใส่ expire date เวลาไหนก็ได้ตามใจเลย
.
แล้วถ้าอยากเทส invalid card number ล่ะ?
ตัวเลขบัตรเครดิต 16 หลักเนี่ย เราจะใส่ไปมั่ว ๆ ให้มันใช้ได้ไม่ได้นะ เพราะมันผ่าน algorithm ตัวนึงที่ชื่อว่า Luhn check หรืออีกชื่อนึงคือ mod 10 นอกจากใช้ในเลขบัตรแล้ว ยังใช้ในหลาย ๆ ที่อย่าง IMEI number อีกด้วย
ดังนั้นเลขบัตรสำหรับ invalid card ก็ง่าย ๆ เลย เปลี่ยนเลขหลังสุดเพิ่มหรือลด ประมาณนี้
- 4111-1111-1111-1111 → 4111-1111-1111-1112
- 4242-4242-4242-4242 → 4242-4242-4242-4241
.
ถ้าเชื่อมต่อกับ payment gateway อย่างของ Stripe, BlueSnap, PayPal, Omise ใน document เขาเนี่ยมีเลขบัตรเคสต่าง ๆ ให้เราเอาไปเทสอยู่แล้วนะ ในหลาย ๆ เคส เช่น เลขบัตรประเทศต่าง ๆ, เลขบัตรที่ตัดเงินไม่ได้, เลขบัตรที่เข้าข่าย fraud, 3D security (ตัว document แต่ละเจ้า เดี๋ยวทิ้งลิ้งในคอมเมนต์นะ)
ถ้าถามว่าเจ้าไหนมีให้เทสมากสุด ชอบของ Stripe มันมีเยอะมากกกกก
สุดท้าย อย่าเอาเลขบัตรที่มีในโลกจริงมาเทสเน้อ ใช้บัตรเทสในการเทสเท่านั้นน้า #siamstr
แน่นอนนักพัฒนาที่อยากเปลี่ยน design ของแอพให้เป็น Liquid Glass เนี่ย ถ้าเป็น SwiftUI ที่หน้าตาคล้าย Jetpack Compose เนี่ย ใส่ `glassEffect()` ตัวเดียวเอาอยู่เลย แล้วถ้าอยากปรับพวกขอบมน สี ก็ใส่เพิ่มใน parameter ของตัวนี้ได้นะ
.
แล้วถ้าอยากให้ปุ่มนี้เนี่ยมัน union กัน ก็ใส่ `glassEffectUnion()` เพิ่มเติมไปได้เลย แล้วมาปรับโน้นนี่เอา อยากใส่ effect ก็เพิ่ม `glassEffectID()` ลงไป
.
ส่วนรายละเอียดการ implement แปะ document เขาไว้ในเม้นน้า
.
ทุกคนสงสัยใช่ไหมล่ะ ทำไมเราเป็น Android Developer แล้วรู้เรื่องนี้? เพราะว่าวันนี้ทีมมี Knowledge Sharing จากน้องในทีมที่เป็น iOS Developer แล้วเขามาอัพเดต iOS 26 ว่ามีอะไรบ้าง แล้ว version ล่าสุดคือ iOS 18 คุณพี่ก็โดดเลข version มาไกลเหมือนกันนะ #siamstr
.
document การ implement คืออันนี้ 
ในโพสนี้เพื่อน ๆ ครีเอเตอร์ที่เรียนรู้การทำ content มาตลอด ต้องมาเรียนรู้เรื่อง business แบบแน่น ๆ ที่งาน Thai Creator for Real Business Workshop: ปั้นครีเอเตอร์ให้โตไวในโลกธุรกิจ ที่รวบรวมประชากร creator เป็นส่วนใหญ่ และมีผู้ประกอบการบ้าง ซึ่งหลาย ๆ คนมองว่าทำไมมันยากจังนะ
เราเลยสรุป 2 session ของการเรียนวันแรกมาฝากกัน เพราะมันต่อเนื่องกันอ่ะ กับ
🔵 การหา Value Proposition เพื่อหาจุดแข็ง และโอกาสทางธุรกิจ โดยอาจารย์ไอซ์ ผศ.ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
🔵 การหารายได้ และการวางแผนธุรกิจ จากพี่โจ้ คุณฉวีวรรณ คงโชคสมัย จาก CREATIVE TALK
—
🔵 การหา Value Proposition เพื่อหาจุดแข็ง และโอกาสทางธุรกิจ
เริ่มด้วย session อาจารย์ไอซ์ก่อนเลย เราต้องหา value proposition ให้เจอ ว่าเราส่งมอบคุณค่าอะไรให้คนอื่น ทำให้แตกต่างจากคนอื่น และเราจะทำได้เมื่อ
- เรามี target ชัด และเข้าใจ insight ของ audience
- เราส่งมอบ unique content ได้อย่างไร และแตปต่างจากคนอื่นได้อย่างไร
- ส่งมอบ benefit ให้กับคนอื่นได้ grab & go เขาได้อะไรจาก content แล้วเอาอะไรจากเราไปทำ action บางอย่างต่อ
🗒️ ตัวอย่างสื่อ
- Huffpost: สื่อ commercial ที่ให้เสียงคนเยอะมาก เป็นสื่เแรกที่ได้รางวัล Pulitzer มากับ pain point ที่ว่าไม่มีพื้นที่ให้คนทำงานบรรณาธิการ และงานตัวเองได้อย่างจริงจัง ทำสื่อที่ม่คุณภาพ และสร้างรายได้ไปพร้อมกันได้
- NileRed: ทำสื่อวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย และสนุกไปกะบมัน ซึ่งตอบโจทย์สิ่งที่ audience ต้องการ ส่งสิ่งใหม่ ๆ ไปได้
product ของ content creator อย่างเรา ๆ คือ content ทำให้เกิด service บางอย่าง หรือทำ merchandising ออกมา และมีไอเดียผู้ประกอบการให้ต่อยอดได้หลากหลายมากขึ้น
Audience หรือลูกค้าเรา เพิ่ม service หรือบริการรวมถึงการมี community general content ทุกคนทำหมดเช่นสายบิ้วตี้ก็เรื่องการแต่งหน้า รีวิวครีม อาจจะเพิ่มความแตกต่างโดยใส่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ลงไป สามารถขยับหาเงินไป exclusive ที่คนอื่นไม่สามารถทำเหมือนเราได้ เราทำได้คนเดียว
.
⭐ Know your audience
ด้วย Discover your audience Canvas for creator เป็นการดึง insight จาก content โดยคุยกับผู้คน ดูพฤติกรรม ตัว canvas อันนี้เอาไปทำ persona ต่อได้ และตั้งคำถามในการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก จะมี
- Who Are They? (ใครคือผู้ติดตามของเรา): อธิบายตัวตนของผู้ชมหลักของเรา ด้วย Demographic + Lifestyle + Platform เช่น อายุ, เพศ, อาชีพ, พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย, อาศัยอยู่ที่ไหน, มี lifestyle ยังไง? พยายามให้เขียนเฉพาะเจาะจง
- What About They Care? (เขาสนใจอะไร หรืออินกับเรื่องไหน ): ชอบดูเนื้อหาแบบไหน สนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ
- Why do they follow you? (ทำไมเขาต้องมาติดตามเรา): อะไรที่เป็นจุดเด่นของเรา หรือ value อะไรที่เขาได้รับจากเรา แล้วเขาพูดถึงอะไรเกี่ยวกับเราบ้าง
- Pains (ความขัดข้องใจ หรือปัญหา): สิ่งที่เขารู้สึกว่ายังไม่ได้รับ หรือผิดหวัง จากเนื้อหาทั่วไป หรือที่เจอในชีวิตจริง เจออุปสรรคอะไรในการหาข้อมูล มีอะไรที่ยังไม่ตรงใจเขาบ้าง
- Desires/Needs (สิ่งที่เขาแสวงหา): ความต้องการเชิงลึกของเขา การสร้างแรงบันดาลใจ หรือพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในชีวิต เช่น อยากเรียนรู้, อยากพัฒนาทักษะ, อยากมีรายได้
- Action (เขาทำอะไรกับเรื่องนี้บ้าง): เสพ content เราแล้วไปทำอะไรบางอย่าง หรือเกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง แล้วส่งผลอะไรกับเขาบ้าง
- Community Behavior (พฤติกรรมชุมชน): การมีส่วนร่วมของเขาที่เป็นกลุ่มแฟนคลับ เช่น เขาดูเฉย ๆ หรือเข้ามา engage โดยการ comment, share หรือมี hashtag
.
⭐ Value Proposition canvas
เราจะทำอะไรให้ exclusive มากขึ้น ส่วนวงกลมได้จาก audience / fan / community
- Job-to-be-done: ความต้องการ/พื้นฐานที่ต้องมี
- Pain: ยกจาก canvas เมื่อกี้มาใส่ได้เลย - มีอะไรที่เป็นปัญหา แก้ปัญหาของเขา
- Gain: ความต้องการทางจิตใจ สังคม บางอย่าง เช่น ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น มากกว่าการได้ข้อมูลก็ต้องตอบโจทย์ด้วยนะ - ทำยังไงให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ส่วนสี่เหลี่ยม เป็นส่วน creator / content business หรือคุณค่าที่ครีเอเตอร์นำเสนอ เราเอามาวิเคราะห์ ตอบช่องวงกลมแต่ละอัน เน้น focus ช่อง pain กับ gain ที่ตอบโจทย์มากกว่าความต้องการพื้นฐาน
- Product / Service หรือ basic function: เป็นสิ่งที่เราทำ content ปกติ
- Pain: เราแก้ปัญหาให้เขา สามารถขยายเป็น service, community และ product ของเราเอง
- Grain: ตอบโจทย์มากกว่าความต้องการพื้นฐาน
สุดท้ายเราจะได้ข้อความแบบนี้ออกมา 1 ประโยค ทำให้เราส่งมอบอะไรให้เขาได้อย่าวชัดเจน หลังจาก rewrite แล้วถามตัวเองเป็นประจำในจุดยืนของเรา
“ฉันช่วย [ใคร] ที่กำลัง [ปัญหา/ความต้องการ] ให้สามารถ [ผลลัพธ์ที่ต้องการ] ได้ด้วย [สิ่งที่คุณทำ/วิธีการนำเสนอของคุณ]”
—
🔵 การหารายได้ และการวางแผนธุรกิจ ด้วย Business Model Canvas
งาน CTC เกิดจากห้องประชุม พูดภาษาเดียวกันกับลูกค้าตอนขายงาน มีคนฟังเต็มห้องเพราะเข้ามาอัพเทรนด์ใหม่ ๆ ตัวงานมีเนื้อหาหมวดหลัก ๆ คือ creative, marketing, innovation, entrepreneur, people และมี well-being เพิ่มมาด้วย และมี 2 area ที่เริ่มเยอะขึ้น เลยจัดแยกออกมา คือ People กับ MarTech และมีคนจาก สปป. ลาวมางาน CTC เลมีไปจัดที่โน้นด้วย
ลองจนเจอ fixed-cost สร้างให้เกิดรานจ่าย หรือ investment ทุกอย่างที่ทำเป็น business ได้ด้วย Business Model Canvas นั่นเอง
.
⭐ ดูภาพใหญ่ ทั้งหมดมันมี 9 ช่อง มี 5 เรื่อง มีงานของเราอยู่ฝั่งซ้าย และ cost ฝั่งขวามีลูกค้าของเรา และรายรับ ตรงกลางเป็น Value Proposition คือสิ่งที่ลูกค้าจ่ายให้เรา และทำทุกครั้งเมื่อมีโปรเจกต์ใหม่
1. งานของเรา: ลูกค้าของเราคือใคร และความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ
- Key Activity: กิจกรรมของเราคืออะไร เช่น ทำ content
- Key Resource: ต้นทุนที่เราต้องใช้ มี 3 ส่วน คือ
a. เงิน
b. Resource: เป็นทรัพยากรที่ใช้เงินไปซื้อมา และทำให้เกิดรายได้ได้ด้วย แต่ถ้าไม่เกิดรายได้ มันจะเป็นค่าใช้จ่าย
c. เวลา: ค่าเสียโอกาสในแต่ละชั่วโมง อย่างเอาเดือนเงินมาหาร 20 วันทำงาน จะได้เป็น man day แล้วมาคำนวณต่อเป็น man hour
- Key Partner: ทำให้งานเราขยาย และสร้าง value เช่นมี guest ในรายการ ดังนั้นอยู่ที่เราต้องการ partner แบบไหน
2. ลูกค้าของเรา: ลูกค้าอยากได้เรามาทำงานให้เขาจริงไหม
- Customer Segment: ลูกค้าของเราคือใคร จะมี B2C ลูกค้าเป็นคนทั่วไป หรือ B2B ที่ขอใบเสนอราคา วางบิล รอ credit term หรืออีกเวย์ยอดฮิตคือ barter ที่ให้ resource กลับมา อันนี้ต้องแยก resource จริงที่มีผลกับเรา ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้เราได้ หรือไม่ได้มีผลกับเรา เราก็ไม่เอางี้ อย่าลืมเก็บ sizing demographic
- Channel: เข้าถึงลูกค้าด้วยวิธีไหนบ้าง วิเคราะห์ behavior ของ audience ส่วนใหญ่เลยคือช่องทาง social ต่าง ๆ นี่แหละ ว่าจะเจอ content ของเราได้ที่ไหน อย่างของ The Standard เขามี content ข่าวหลายหมวดหมุ่ อันไฟ outstanding บ้าง ก็ทำช่องแยก
- Customer Relationship: วิธีบริหารความสัมพันธ์ระหว่าง้รกับลูกค้า ซึ่งในหัวข้อเราจะนึกถึง CRM แหละ แล้วเราจะ keep relationship ยังไงบ้าง เช่น ตอบ comment, inbox แล้วก็อย่าลืมเก็บ stat เพื่อเอาไปประมวณผลมาปรับใช้ในครั้งต่อไป ต้องมี MarTech tool ตั้งแต่ตอนที่ลูกค้ากดซื้อของเราเลย ว่าเขาเป็นใคร คนกลุ่มไหนมาเยอะบ้าง ทำให้เรารู้ต่อหัวว่าต้อง spend ไปเท่าไหร่
3. ต้นทุน และรายรับ: viable เป็นกำไร ให้เรา focus งานกับลูกค้า คนละก้อนกัน และบุคคลสำคัญในเรื่องนี้ คือ CFO หรือต้องมีคนดูเรื่อง money management ในส่วนนี้สำคัญมาก ๆ เลย มีเรื่องบัญชีมาเกี่ยวข้องด้วย ราคาขายกับต้นทุน ต้องบริหารการเงินให้ดี เงินในบัญชีเรามีเท่าไหร่ ลูกค้าเราเป็นใคร วิเคราะห์ตาม 5W 1H
- Revenue Stream: รายรับมาจากไหน และเราหามายังไง
a. รายรับคงที่ หรือรายรับที่เราได้ต่อเนื่องทุกเดือน เราควรทำ financial finding ช่วงปลายปี เพื่อแพลนล่วงหน้า
b. รายรับเป็นก้อน ๆ รับเป็นงาน ๆ ไป
c. เราต้องหา balance ให้เจอ ถ้ารับเป็นก้อน ๆ เยอะ ๆ อันตราย
- Cost structure ต้นทุนมาจากอะไร
a. จ่ายเป็นเงินต่อเนื่อง
b. ทรัพยากรที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง อย่างรายจ่ายต่อเดือน เช่น คอมถ้าให้พนักงานใช้แบบไม่ maintenance จะอยู่ได้เท่าไหร่ (นึกถึงเรื่องค่าเสื่อมราคาเลย)
c. นอกจากเวลาของเราแล้ว ยังเป็นเวลาของคนที่เกี่ยวข้องกับเราอีกด้วย
d. มีค้นทุน fix กับอันใหญ่
4. สิ่งที่ทำให้ลูกค้าจ่าย: คือ Value proposition คุณค่าของเรา อย่างงาน CTC เราจะเห็น sponsor tier ใด ๆ หรือมาในส่วนของ supporter ที่ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่าย หรือ media partner ที่ช่วยประชาสัมพันธ์งานให้คนรู้จักมากขึ้น หรืออาจจะจ่ายเป็น branding ให้ลูกค้า connect กับ brand ให้เกิด value กลับไปให้เขาก็ได้นะ
.
⭐ การ action หรือลงมือทำสำคัญมาก ๆ ทำให้ relate กับเนื้องานที่เราทำ และ list ออกมาเป็น project
- งานของเรา (HOW): เป็นส่วน Project Management
- ลูกค้าของเรา (WHO): เป็นส่วน Customer Tracking ซึ่งมี status ต่าง ๆ อย่างสีเขียวคือเพิ่ง approved สีเหลืองมีการตัดงบ หรือเลื่อนงบออกไปก่อน และสีแดง
- สิ่งที่ทำให้ลูกค้าจ่าย: credencial ของบริษัท
- ต้นทุน + รายรับ = การเงิน: ควรมี financial sheet ดู profit ว่าเรามี income อะไรบ้าง และเกิด expense อะไร
.
⭐ การทำ Business Model Canvas เริ่มจากอะไร?
- เริ่มจาก Value proposition ก่อน ให้มองว่าเป็นการทำธุรกิจ ไม่ใช่ทำโปรเจกต์
- Customer Segment: วิเคราะห์ว่าลูกค้าของเราคือใคร
- Channel: เราเข้าถึงลูกค้าด้วยวิธีใด
- Customer Relationship: เราจะ maintain ความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร
- Revenue Stream: รายได้มาจากไหน และหามายังไง
- Cost Structure: ต้นทุนมาจากอะไร
- Key Activity: เกิดกิจกรรมอะไรบ้าง
- Key Partner: partner แบบไหนที่เราต้องการ
- Key Resource: ต้นทุนที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง
📌 สำรวจตัวเราแล้ว อย่าลืมไปดูธุรกิจอื่น ๆ ด้วยว่าเขามี busines model ยังไง
.
⭐ ให้ลูกค้ารู้จักเราได้ยังไง?
- draw: front & back stage แนะนำให้มองหาลูกค้าในปีหน้าในเดือน 6 เพราะเขาจัดงบในเดือน 9
- reflect: กับเพื่อน ว่าเรามีความคิดเห็นเหมือนกันไหม และดูตัวอย่างธุรกิจอื่นด้วย
- revise: อย่าหลงรักความคิดแรกของตัวเอง
- act: ลงมือทำ
.
⭐ Q & A
- นอกจากคิดว่าเริ่มทำ ต้องคิดว่าเลิกทำเมื่อไหร่ เพื่อให้งานรันไปเองได้
- spilt รายรับว่าแต่ละงวดเป็นเท่าไหร่ ให้หยอดรายจ่ายมาก่อน
- ถ้าเราทำ free content ให้ลองจัด class หรือ community หรือรับ sponsorship รายเดือนก็ได้
- ถ้าเรา specific ในเรื่องใด เราเอาสิ่งนี้ที่เรามีไปขาย brand ไหนได้บ้าง ทำอะไรร่วมกันได้
- นอกจากใส่แก้ไขงานได้กี่ครั้งแลก ต้องมีกรณียกเลิกงานด้วย
- อย่าลืมดู cash flow หรือกระแสเงินสดด้วยนะ ทำให้เรารู้งบประมาณล่วงหน้า สรุปต้นทุน และรายรับทุกสิ้นเดือน
#CreatorForRealBusiness #siamstr
แต่ในซีรีส์เรื่องนี้เขา setup เป็นปี 2017 ในช่วงสร้างทีม ในโลกจริวตอนนั้นก็จะมีคนที่เดฟ native อยู่เยอะ (iOS Developer และ Android Developer ที่เยอะกว่า iOS อ่ะ) และมี cross-platform ด้วย และในตอนนั้น React Native จากบ้าน Facebook นี่แหละที่คนนิยมใช้กันเยอะ และสาย Web Developer ก็ใช้ได้ เพียงแค่เขียน React เป็นมาก่อน (แต่มีน้องบ่นว่าจัดการฝั่ง native ยากชห)
แล้วมีใส่ Material Design ด้วยฮะ ใช้แล้วงานสวยแน่นอนน ✨
ในเรื่องเป็นบริษัท start-up ที่เพิ่งเริ่มต้น งานเลยต้องออกมาไว เพราะต้องมีหน้าตาแอพให้คุณสันติ CEO และคุณเสี่ยวหยู CFO ไป pitching กับนักลงทุน
ดังนั้นการทำ cross-platform จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะทีมเพิ่งสร้าง มีขนาดไม่ใหญ่มาก แล้วตามหา iOS Developer ยากเป็นปกติอยู่แล้ว การหา native dev อาจจะไม่ตอบโจทย์นี้ เพราะอะไรล่ะ?
💭 ลองคิดเล่น ๆ สมมุติคนทำ mobile app 2 คน จ้าง iOS 1 คน และ Android 1 คน กับให้ทำ React Native ทั้งคู่เลย อันไหนแอพออกได้เร็วกว่าล่ะ? ก็ต้องให้ทำ cross-platform อ่ะเนอะ เร็วกว่า 2x
.
⭐️ แล้ว React Native, Flutter, Kotlin Multiplatform มาตอนไหนกันนะ เมื่อเทียบ timeline กัน
🔵 React Native
พัฒนาโดย Facebook เริ่มทำในปี 2015 จากบทเรียนที่ว่า HTML5 ไม่เหมาะกับการทำ Mobile App จึงพัฒนา React Native เพื่อสร้าง UI บน iOS ด้วย JavaScript และนำไปใช้จริงในแอปฯ อย่าง Group และ Ads Manager และได้ Release เวอร์ชันแรกในปี 2015
🔵 Flutter
ในปี 2015 ทาง Google เปิดตัวโปรเจกต์ Sky เป็น platform สำหรับรัน Dart code และเปลี่ยนชื่อเป็น Flutter ในปี 2016 อย่างเป็นทางการ และรองรับการพัฒนาแอพทั้งบน iOS และ Android เลย
ออก alpha version ในปี 2017 ที่งาน Google I/O ในปี 2018 ออก beta release ในเดือนกุมภาพันธ์ และออก stable 1.0 ในเดือนธันวาคม พร้อม feature "hot reload" ที่ทำให้เดฟอย่างเราเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบ real-time
🔵 Kotlin Multiplatform
เริ่มจาก Alpha version ในปี 2020 เน้นการพัฒนาแอพบน iOS และ Android และเข้าสู่ Beta version ในปี 2022 และ Stable ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2023 กว่าจะ stable ก็ประมาณ 3 ปีได้ ก็คือเมื่อ 2 ปีที่แล้วนั่นเอง
Kotlin Multiplatform มีความโดดเด่นที่ความยืดหยุ่น โดยเน้นการแชร์ business logic ที่เราเขียนที่เดียวแล้ว apply ไปทุก platform ส่วน UI ยังคงเขียน Native ได้ ทำให้บริษัทใหญ่อย่าง Netflix, VMware, Cash App เลือกใช้ พัฒนาโดย JetBrains ที่สร้างภาษา Kotlin ขึ้นมานั่นเอง และนอกจากรองรับ iOS และ Android แล้ว ยังรองรับ desktop ด้วย jvm นะ
🔵 Compose Multiplatform
พัฒนาโดย JetBrains เช่นกัน โดยต่อยอดจาก Jetpack Compose นั่นแหละ เป็น Multi-platform UI framework โดยปล่อยเวอร์ชัน Alpha สำหรับ Windows, macOS, Linux และ Web ในเดือนสิงหาคม 2021 และเพิ่ม iOS support ในเดือนพฤษภาคม 2023 และตอนนี้ iOS stable แล้ว ส่วน Web ยังเป็น Alpha อยู่
และสามารถเขียนตัว Jetpack Compose ที่ตัว common ได้เลย
🗒️ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าในปี 2017 ทีม SR Express ในตอนแรกจึงเลือกใช้ React Native เพราะมัน stable ที่สุดในตอนนั้นนั่นเอง ส่วนตัวอื่น ๆ ยังเป็นวุ้นอยู่
ถ้าในยุคสมัยนี้อาจจะนึกถึง Flutter หรือ Kotlin Multiplatform เนอะ รวมถึง Compose Multiplatform ด้วย ซึ่งถ้าโปรเจกต์ใหม่ก็น่าลอง ส่วนโปรเจกต์ที่มีอยู่แล้วก็ต้องลองคุยกับทีมอยู่น้า #siamstr
-
อันนี้โพสเบื้องหลังของคุณปั้ป
เวลาคนที่เริ่มต้นทำโปรเจกต์ Kotlin Multiplatform ใหม่ ๆ จะต้องไปสร้างโปรเจกต์ที่ Kotlin Multiplatform Wizard บน website ของ Jetbrains ใช่ป่ะ แล้วค่อยมา import ที่ Android Studio อีกที





วันนี้เข้ามาฟัง Create agents in Microsoft Copilot Studio หนึ่งในหลักสูตรของ Microsoft AI Skills Training Series ในเช้าวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม สอนโดยคุณบุญทวี ตั้งสุนทรธรรม Microsoft MVP - Business Applications (สาย low-code) จาก MISO Digital
โพสนี้พยายามสรุปสั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่ามันคืออะไร อาจจะไม่ลงลึกตอนที่เขา demo เพราะเราใช้ไม่ได้นั่งเหม่อเลย และฉันเองไม่ค่อยรู้จัก product ของทาง Microsoft ด้วยสิ
.
เดือนมีนาคม 2023 ประกาศเปิดตัว Copilot for Microsoft 360 และ for อื่น ๆ เช่น Microsoft Azure และเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 copilot เป็น AI assistant เป็นผู้ช่วยที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่รู้จักบ่น แต่อนาคตอาจจะเถียงเราได้ก็ไม่ทราบได้เช่นกัน และในยุคนี้เราต้องรู้จักการใช้งาน AI ไม่งั้นเราถูกแทนที่ได้
.
🔵 องค์ประกอบเบื้องหลัง Microsoft 365 Copilot
- Large Language Model (LLMs): มี LLM engine ประมวลผล คิดวิเคราะห์ ผนวกกับ ai model ต่าง ๆ เช่น Chatgpt-4o เปน backend ที่ใช้ในการประมวลผลของ copilot
- Your own company data: และบวกกับข้อมูลที่เรามีอยู่ในองค์กร ในการดำเนินธุรกิจ ติดต่อสื่อสารประสานงาน เป็น sensitive data ในองค์กร
- Best in class data protection: กระบวนการปกป้องข้อมูลให้ปลอดภัย ถูกที่ถูกเวลา permission ในการเข้าถึงข้อมูล หรือมี government ในการจัดการข้อมูล
- Microsoft 365 apps: Microsoft office ไม่ต้องติดตั้ง ทำงานผ่าน browser ได้ ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกเหนือจากของ Microsoft ได้
- Copilot Studio: เป็นเครื่องมือสร้าง copilot ใช้งานได้เองในองค์กร ก็คือใช้สร้าง agent นั่นเอง
.
🔵 copilot คืออะไร?
- เป็น Generative AI มี prompt เป็น chat base ตอนนี้สามารถใช้เสียงได้
- control input output และกำหนด mood & tone, feeling ที่ให้ AI ตอบเราได้
- สร้าง copilot ตั้งแต่ทำงานแบบง่าย ๆ จนซับซ้อนได้ ผ่านการ customize ผ่าน copilot studio
Microsoft 365 Copilot ยังอยู่ใน Microsoft Power Platform อยู่ และใช้ environment ร่วมกันอยู่ มีหน้าที่ช่วยสร้าง Conversational AI หรือ agent
เป็นการสร้างแบบ low-cost config และกำหนด use case หรือ scenario เข้ามา เพื่อสร้างเป็น loop การทำงานที่เราต้องการ โดย agent ช่วย extend ความสามารถของ copilot ที่เราใช้งาน โดยการ custom copilot ที่ support งานที่เราทำได้
ส่วนสายเดฟ แน่นอน Azure AI Foundry (ชื่อเดิม Azure AI Studio) ช่วยให้ developer สร้าง copilot ขึ้นมาใช้งานได้ มี engine การใช้งานคล้าย ๆ กัน มีจัดการเรื่อง infrastruture เพื่อรองรับ process ที่มี copilot เข้ามา
.
🔵 The end-to-end copilot conversation
control ให้ทำงานตามรูปแบบที่เราต้องการได้ เช่น กำหนด topic ในการเริ่มต้นทำงานในการ chat เข้าไป ถ้า match กับ topic ที่กำหนดขึ้น จะประมวลผล หรือ process เช่น ให้กรอกข้อมูล เชื่อมต่อ service ต่าง ๆ หลังบ้าน
ถ้าไม่ตรง จะมี generate response หรือ gen ai answer ตอบเหมือน gen ai ทั่ว ๆ ไป ทำให้คุยแล้วได้ข้อมูลกลับมา ไม่ no reponse
ถ้ายังตอบปัญหาเราไม่ได้ ทำ escalate ไปที่คนจริง ๆ เพื่อทำการ support ได้
.
🔵 การใช้งาน Microsoft Copilot Studio
หลักการง่าย ๆ build & publish แบบ low-cost เป็นการ build แบบ drag and drop ใส่สูตรหรือ function เพื่อมาใช้งานร่วมกันได้ และมีการคิดวิเคราะห์ประมวลผล เก็บ log เอาไปวิเคราะห์เพื่อ improve ว่าต้องปรับปรุงในเรื่องไหนบ้าง
⭐ ขั้นตอนในการสร้าง
1. start - create copilot: สร้าง agent ใน copilot studio ได้ สร้างจาก blank แล้วค่อย ๆ เพิ่ม หรือ template หรือตัวสำเร็จรูป เป็น software as a service ได้ภายใน 1 นาที!
2. build - design conversation: แล้วทำงานตรงกับ use case หรีอ scaneaio แค่ไหน joury เจอรี่ของการใช้งาน กำหนด process เช่น employee support สอบถามวันหยุด สิทธิประโยชน์ วางรูปแบบให้เป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ
3. publish - publish to difference channels: ประกาศว่าตัวนี้เป็นตัวที่พร้อมใช้ เพิ่ม feature แล้วไม่กระทบกับ user ถ้าพร้อมแล้วก็ publish ไปอีกรอบนึง (ฟีลเหมือนทำแอพ) ไปได้หลายช่องทาง
4. manage - control and improve เรื่อง admin control เข้าไปดูว่ามีการใช้งาน copilot มากน้อยแค่ไหน มีเรื่อง security หรือ data protection เอาไปครอบ เมื่อนำข้อมูลในองค์กรไปใช้งานใน copilot ถ้าใช้ในองค์กร ให้กังวลเรื่อง permission ถ้านอกองค์กรกังวลเรื่อง data leak ต้องทำ data loss prevention
.
🔵 lifecycle การทำ copilot studio
⭐ Build & Publish
- create copilot: เป็นตัว UI สร้างโดยการ prompt เข้าไปว่าอยากได้แบบไหน และมัน create มาให้
- add knowledge: เพิ่มแหล่งความรู้ในการเอาไปใช้พูดคุยกับ user เช่น website คู่มือ cloud service อื่น ๆ
- customize topic and action: create topic ตรวจสอบว่า user พิมพ์เข้ามาในช่องแชท ว่า match กับ topic ไหน แล้ววิ่งไป topic นั้น สำคัญที่การตั้ง tricker ทำยังไงให้เรียกใช้งาน และทำงานได้ มีการเพิ่ม node เข้าไป คือ block ต่าง ๆ ที่เราใส่เพิ่มไป เพื่อให้มันทำงาน เปน step-by-step topic เชื่อมโยงไป backend โดยมีการสร้าง connector มากกว่า 1000 connector
- publish and go live instantly: saas cloud publish + go live ได้ทันที user เข้าใช้งานได้ทันที มีการ fine tune ว่าเข้าใช้งานที่ช่องทางไหนได้บ้าง
⭐ Analyze & Improve
- Monitor and get insights: ใช้งานไปแล้วก็ต้อง monitor ดู performance การใช้งาน อันไหนมีปัญหาต้องปรับแก้
- fine tune to add sophistication: analyze → improve → fine tune อันที่ไม่ตรงกับการใข้งานเราสามารถปรับแต่งและเพิ่มเติมได้
- Add Conversional Services: เชื่อมโยงกับ connector ไปยัง service อื่น ๆ ของ Microsoft ได้
เรื่องของความปลอดภัย Microsoft มี commitment กับผู้ใช้ ไม่เอา data ของลูกค้าไปเทรนใหม่กับ model อื่น ๆ จะอยู่ภายใน environment ที่เราทำงานอยู่ ยังเป็น copyright ของลูกค้าอยู่
.
🔵 การใช้งาน มีการ demo สร้าง agent ใหม่ โดยการ prompt ลงไป ว่าจะเอาอะไร สามารถเปลี่ยนโน้นนี่ได้ เช่น เปลี่ยน icon ชื่อ description instruction ได้ มี system ที่ระบบเจนขึ้นมา
กดปุ่ม test เพื่อทำการ test ตัว agent ได้ และกด refresh เมื่ออยากลองใหม่ เพื่อล้าง context ก่อนหน้า (ถ้าใครเคยใช้ DialogFlow มาก่อนตรงนี้จะคล้าย ๆ กัน)
สร้าง flow เพื่อใส่ flow ที่เราต้องการในการทำ action ต่าง ๆ ได้ ลากกล่องมาใส่โน้นนี่ได้
ตัว agent สามารถไปช่องทาง publish ไปยังช่องทางต่าง ๆ เช่น team and Microsoft 365 Copilot, website, Facebook, Slack, LINE งี้
.
🔵 ใช้ฟรีไหม?
เรื่องมันเศร้า 😢 ก่อนอื่นเลยเนี่ย Microsoft Copilot Studio ใช้งานได้กับ company email เท่านั้น ซึ่งทางนี้มีแค่ personal email
ต่อมา free trial 30 วัน หลังจากหมดช่วง free trial มี 3 แบบ คือ
- ฟรี ถ้ามี Microsoft 365 Copilot และใช้งานใน Teams หรือ SharePoint
- Pay-as-you-go หรือตามการใช้งานจริง ราคา $0.01 ต่อข้อความ
- Message Packs ราคา $200 ต่อองค์กร ต่อเดือน สำหรับ 25,000 ข้อความ



ใครมี profile อยู่ในนั้นทำใจบอกลา พร้อมหาบ้านใหม่ (เช่น profile biolink ของเราเอง ฮือออออออออ)
.
เราได้รับ email ชื่อว่า “Important Changes Coming to Glitch” ของทางทีมงาน Glitch แล้วกดเข้าไปอ่านดู พบข่าวเศร้าถึงการยุติการให้บริการ host app บน Glitch
ตัว Glitch dashboard และ profile ของเราเข้าได้ถึงสิ้นปี 2025 นะ เพื่อ download code เราออกมาได้ และขะได้ feature redirects ไป subdomain เพื่อให้ลิ้งทั้งหมดสามารถใช้งานได้ ก่อนวันสิ้นปีนี้ และใช้งานได้จนถึงสิ้นปี 2026 เป็นอย่างน้อย
สำหรับคนที่ใช้ git เขาจะเตรียมคู่มือย้าย code เราจาก Glitch ไปยัง git repo และช่วยเราย้ายของไปยัง platform ใหม่
ส่วนคนที่สมัคร Glitch Pro ปิดรับสมาชิกใหม่ และในวันที่ 2 มิถุนายน 2025 เขาส่งเมลล์แยกต่างหากเกี่ยวกับรายละเอียดการเป็นสมาชิก และการคืนเงิน
.
เพื่อน ๆ อยากป้ายยาที่ไหนทิ้งไว้ใน comment ได้เลยนะ #siamstr
รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่นี่เลย 
วันนี้เป็นวันที่ 22 พฤษภาคม บางคนอาจจะมองว่าเป็นวันพฤหัสที่แสนธรรมดาวันนึง แต่สำหรับชาวคริปโตนั้น วันนี้เป็นวันรำลึกการแลกเปลี่ยนพิซซ่าถาดใหญ่สองถาด กับ 10000 BTC ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกที่นำ Bitcoin มาใช้จ่ายในโลกจริง!
โดยคุณ Laszlo Hanyecz โปรแกรมเมอร์ชาวเมกา ตั้งกระทู้บน BitcoinTalk ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2010 ว่าอยากนำ 10000 BTC มาแลกกับพิซซ่าแสนอร่อย 2 ถาด ซึ่งจะเป็นด้วยวิธีไหนก็ได้ เช่น ไปซื้อมาให้ ทำเอง อะไรงี้ และดีลจบใน 4 วันผ่านมา คือ 22 พฤษภาคม 2010 เขาได้ถ่ายรูปพิซซ่าที่ดีลสำเร็จ ลงไปใน webboard นั้น เป็นอันจบภารกิจ
ในปี 2010 เนี่ย Bitcoin ราคา 0.0041$ ซึ่ง 10000 BTC จะเป็น 41$ ส่วนตอนนี้ราคาบน Bitkub 3.4 M ล่ะ ไม่ต้องคูณเพิ่มล่ะ
ในงาน Bitkub Bitcoin Pizza Day 2025 Powered by Zircuit! มีอะไรบ้าง?
💚 เปิดงานโดยคุณท๊อป จิรายุส Founder & Group CEO of Bitkub Group และคุณ Martinet Lee, Head of Developer Relations of Zircuit
💚 Panel Discussion: Early Adoption & Long Term Vision | ถ้าย้อนเวลากลับไปแล้วได้ 10,000 BTC จะเอาไปทำอะไร?
ถ้าย้อนไป 15 ปีที่แล้ว สมมุติมี 10000 BTC ในกระเป๋าจะทำยังไง?
พี่เทอร์โบ: ขาย
พี่เก่ง: ทำหายก่อน
พี่แชมป์: เอาไปเติมเกมส์หมด
💚 Panel Discussion: Altcoin Season | จาก Pizza ถาดแรก สู่ Layer 2
😺 กิจกรรมตอบคำถาม 2 รอบ รอบแรกให้เพื่อนลอก รอบสองลอกเพื่อน สนุกดี ได้รางวัลทั้งสองรอบเลย55555555
😺 และกิจกรรมอื่น ๆ อีกเพียบเลย รวมถึงของกินด้วย

