☢️เปโตรดอลลาร์ อิรัก และสงคราม:
โครงสร้างอำนาจของเงินโลกที่ซ่อนอยู่หลังเหตุผลอย่างเป็นทางการ
ที่มาแนวคิดและการเรียบเรียงเนื้อหา
อ้างอิงและเรียบเรียงจากโพสต์ของ สมนึก ไรท์ ชิฟท์
และแนวคิดจากหนังสือ Broken Money ของ Lyn Alden
⸻
1. เปโตรดอลลาร์คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อโลก
หลังปี ค.ศ. 1971 สหรัฐอเมริกายุติการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ (Nixon Shock) ทำให้เงินดอลลาร์กลายเป็น fiat currency เต็มรูปแบบ
คำถามสำคัญคือ:
“อะไรทำให้ดอลลาร์ยังคงเป็นแกนกลางของระบบการเงินโลก?”
คำตอบหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์การเมืองจำนวนมากเสนอคือ ระบบเปโตรดอลลาร์ (Petrodollar System)
ซึ่งหมายถึงการที่ น้ำมันในตลาดโลกซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์เป็นหลัก ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ต้องถือดอลลาร์เป็นทุนสำรอง (IMF; Eichengreen, 2011)
กลไกนี้ทำให้:
• ความต้องการดอลลาร์เกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ
• สหรัฐสามารถขาดดุลการค้าและงบประมาณได้ยาวนาน
• ดอลลาร์ทำหน้าที่เป็น “สกุลเงินสำรองโลกโดยพฤตินัย”
(Lyn Alden, Broken Money; BIS Reports)
⸻
2. อิรัก ยูโร และจุดเริ่มต้นของความตึงเครียด
ปลายทศวรรษ 1990 รัฐบาลอิรักภายใต้ Saddam Hussein
ประกาศขายน้ำมันภายใต้โครงการ Oil-for-Food ด้วย สกุลเงินยูโร แทนดอลลาร์ (UN Documents, 2000)
ในเชิงเศรษฐศาสตร์:
• การกระทำนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในเชิงปริมาณ
• แต่มีนัยยะเชิง “สัญลักษณ์ทางโครงสร้างอำนาจ”
นักวิชาการบางส่วนมองว่า
หากประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เลิกใช้ดอลลาร์เป็นแบบอย่าง
จะกระทบ “สถานะความจำเป็น” ของดอลลาร์ในระบบโลก
(Clark, 2005; Hudson, 2003)
⸻
3. 9/11, อาวุธทำลายล้างสูง และเหตุผลอย่างเป็นทางการ
หลังเหตุการณ์ September 11 attacks
รัฐบาลสหรัฐอ้างเหตุผลหลักในการบุกอิรักว่า:
1. อิรักครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง (WMD)
2. มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายก่อการร้าย
แต่ภายหลัง:
• ไม่พบหลักฐาน WMD (Iraq Survey Group Report, 2004)
• ความเชื่อมโยงกับ 9/11 ไม่ได้รับการยืนยัน (9/11 Commission Report)
Ron Paul
ซึ่งเป็นสมาชิกสภาคองเกรสในขณะนั้น
กล่าวในปี 2006 ว่า เหตุผลที่ใช้สร้างความชอบธรรมต่อสาธารณะ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลัง
(บันทึกสุนทรพจน์ในสภาคองเกรส สหรัฐฯ)
⸻
4. เปโตรดอลลาร์: เหตุผลเดียว หรือเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย?
งานวิชาการกระแสหลัก ไม่ยืนยัน ว่า
“สงครามอิรัก = สงครามปกป้องดอลลาร์”
แต่ยอมรับว่า:
• เงิน น้ำมัน และอำนาจทางการเงิน เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้าง
• นโยบายต่างประเทศไม่เคยขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเดียว
นักวิชาการด้าน International Political Economy (IPE) มองว่า:
• ความมั่นคงด้านพลังงาน
• สถานะสกุลเงินสำรอง
• อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์
ล้วน ซ้อนทับกัน (Strange, 1988; Tooze, 2018)
⸻
5. หลังสงคราม: สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
หลังการโค่นล้มรัฐบาลอิรัก:
• การซื้อขายน้ำมัน กลับมาใช้ดอลลาร์
• ระบบการเงินโลกไม่ได้เปลี่ยนแกน
• ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลัก
ข้อสังเกตนี้ทำให้:
• ฝ่ายหนึ่งมองว่า “นี่คือหลักฐาน”
• อีกฝ่ายมองว่า “เป็นเพียงความบังเอิญเชิงโครงสร้าง”
ซึ่งยังเป็น ข้อถกเถียงที่เปิดอยู่
⸻
6. บทสรุปเชิงวิชาการ
สิ่งที่กล่าวได้อย่างรอบคอบคือ:
1. เปโตรดอลลาร์ มีบทบาทจริง ต่อเสถียรภาพดอลลาร์
2. การท้าทายระบบเงิน มักสร้างแรงต้านทางการเมือง
3. สงครามอิรัก ไม่สามารถอธิบายด้วยปัจจัยเดียว
4. การตั้งคำถามต่อ “เรื่องเล่าทางการ” เป็นหน้าที่ของสังคมประชาธิปไตย
ดังที่ Broken Money เสนอไว้ว่า
ระบบเงินไม่ใช่เพียงเครื่องมือแลกเปลี่ยน
แต่คือ “โครงสร้างอำนาจที่มองไม่เห็น”
⸻
หมายเหตุ
บทความนี้
• ให้เครดิตแนวคิดจากโพสต์ต้นทางของ สมนึก ไรท์ ชิฟท์
• อ้างอิงงานวิชาการ เศรษฐศาสตร์การเมือง และเอกสารทางประวัติศาสตร์
• ไม่ได้สรุปว่าสมมติฐานใด “ถูกหรือผิดเด็ดขาด”
แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้อ่าน คิดเชิงโครงสร้างอย่างมีเหตุผล
⸻
7. กลไกที่แท้จริงของ “เปโตรดอลลาร์” (ไม่ใช่แค่ขายน้ำมันเป็น USD)
หลายคนเข้าใจเปโตรดอลลาร์แบบผิวเผินว่า
“แค่น้ำมันต้องซื้อขายด้วยดอลลาร์”
แต่ในเชิงระบบจริง กลไกทำงานเป็น ห่วงโซ่ 5 ชั้น
(1) Oil Pricing Layer
น้ำมันถูกตั้งราคาเป็นดอลลาร์ → ผู้ซื้อต้องมี USD (IMF, 2015)
(2) Reserve Accumulation
ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องถือ USD เป็นทุนสำรอง → ธนาคารกลางทั่วโลกถือ US Treasuries (BIS Annual Report)
(3) Recycling Mechanism
ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (เช่น ซาอุฯ) นำ USD ส่วนเกิน
→ กลับไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ / สินทรัพย์ดอลลาร์
เรียกว่า Petrodollar Recycling (McKinnon, 1979)
(4) Fiscal Privilege
สหรัฐสามารถ:
• ขาดดุลการค้า
• ขาดดุลงบประมาณ
โดยไม่ล่มแบบประเทศอื่น
นี่คือ Exorbitant Privilege (Giscard d’Estaing)
(5) Geopolitical Feedback Loop
เมื่อเงิน = อำนาจ
การท้าทายระบบเงิน → กลายเป็นประเด็นความมั่นคง
(Tooze, Crashed)
⸻
8. ทำไม “การขายน้ำมันเป็นยูโร” ถึงถูกมองว่าอันตราย
ในเชิงตัวเลข
• ปริมาณน้ำมันของอิรัก ไม่พอจะโค่นดอลลาร์
แต่ในเชิงระบบ:
• เงินสำรองโลก = เรื่อง “ความคาดหวังร่วม” (Collective Belief)
• หากเกิด precedent → ประเทศอื่นอาจ “กล้าทำตาม”
นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า
Network Effect ของเงิน
(Eichengreen, 2011)
เงินไม่ได้ล่มเพราะปริมาณ
แต่ล่มเพราะ ความเชื่อเปลี่ยน
⸻
9. อิรัก: จุดตัดของเงิน–พลังงาน–การเมือง
หลังปี 2000:
• อิรักขายน้ำมันเป็นยูโร (UN Oil-for-Food Programme)
• เวเนซุเอลา รัสเซีย อิหร่าน เริ่ม “พูดถึง” ทางเลือก
• ยูโรเพิ่งเกิดใหม่ (1999) และกำลังแข็งค่า
ในสายตานักวิเคราะห์สาย IPE
นี่คือ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (Critical Juncture)
(Pierson, 2004)
⸻
10. 9/11 ในฐานะ “Narrative Accelerator”
เชิงวิชาการต้องแยก 2 เรื่องออกจากกัน:
สิ่งที่ พิสูจน์ได้
• ไม่มี WMD ในอิรัก (ISG Report)
• ไม่มีหลักฐานอิรักเกี่ยวข้อง 9/11 (9/11 Commission)
สิ่งที่ อธิบายเชิงโครงสร้าง
• เหตุการณ์ 9/11 ทำให้:
• สาธารณชนยอมรับสงคราม
• สภาคองเกรสให้อำนาจฝ่ายบริหาร
• การตัดสินใจเชิงภูมิรัฐศาสตร์ “เร็วและแรงขึ้น”
นักประวัติศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า
Shock Utilization
(Naomi Klein, Shock Doctrine)
⸻
11. คำกล่าวของ Ron Paul และ “สิ่งที่พูดไม่ได้ในเวลานั้น”
Ron Paul
กล่าวในสภาคองเกรส ปี 2006 โดยตั้งข้อสังเกตว่า
เหตุผลที่ใช้ชี้แจงต่อสาธารณะ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงภายหลัง
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ “เขาพูดถูกหรือผิด”
แต่คือ:
• กรอบการถกเถียงในเวลานั้นแคบมาก
• เรื่องเงินและดอลลาร์ แทบไม่ถูกพูดในที่สาธารณะ
⸻
12. แล้วสหรัฐ “บุกอิรักเพราะดอลลาร์” จริงไหม?
คำตอบเชิงวิชาการคือ:
❌ ไม่สามารถสรุปแบบเส้นตรง
✅ แต่ละเลยปัจจัยนี้ไม่ได้
กรอบที่แม่นยำกว่า:
• เงิน = โครงสร้างรองรับอำนาจ
• สงคราม = การตัดสินใจหลายมิติ
• เปโตรดอลลาร์ = หนึ่งในเสาหลักที่ไม่อยากให้สั่น
(Strange, States and Markets)
⸻
13. ทำไมประเด็นนี้กลับมาสำคัญอีกครั้งในปัจจุบัน
เพราะวันนี้:
• BRICS พูดเรื่องสกุลเงินทางเลือก
• ซาอุฯ เปิดรับการขายน้ำมันนอก USD
• ระบบการเงินโลกเริ่ม “แตกเป็นหลายขั้ว”
ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Broken Money ชี้ว่า
ระบบเงินทุกยุคจะเสื่อม
เมื่อ “ต้นทุนของการรักษาความเชื่อ” สูงเกินไป
⸻
14. บทสรุปเชิงโครงสร้าง
บทเรียนจากอิรักไม่ใช่:
“ใครร้าย ใครดี”
แต่คือ:
1. เงินคือโครงสร้างอำนาจ
2. พลังงานคือเส้นเลือดของระบบ
3. สงครามมักเกิดตรงรอยต่อของทั้งสอง
4. เรื่องเล่าที่สาธารณะได้ยิน มักเป็น “ชั้นนอก”
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
maiakee
npub1hge4...8hs2
Doctor / Lieutenant junior grade
☢️เปโตรดอลลาร์ อิรัก และสงคราม:
โครงสร้างอำนาจของเงินโลกที่ซ่อนอยู่หลังเหตุผลอย่างเป็นทางการ
ที่มาแนวคิดและการเรียบเรียงเนื้อหา
อ้างอิงและเรียบเรียงจากโพสต์ของ สมนึก ไรท์ ชิฟท์
และแนวคิดจากหนังสือ Broken Money ของ Lyn Alden
⸻
1. เปโตรดอลลาร์คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อโลก
หลังปี ค.ศ. 1971 สหรัฐอเมริกายุติการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ (Nixon Shock) ทำให้เงินดอลลาร์กลายเป็น fiat currency เต็มรูปแบบ
คำถามสำคัญคือ:
“อะไรทำให้ดอลลาร์ยังคงเป็นแกนกลางของระบบการเงินโลก?”
คำตอบหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์การเมืองจำนวนมากเสนอคือ ระบบเปโตรดอลลาร์ (Petrodollar System)
ซึ่งหมายถึงการที่ น้ำมันในตลาดโลกซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์เป็นหลัก ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ต้องถือดอลลาร์เป็นทุนสำรอง (IMF; Eichengreen, 2011)
กลไกนี้ทำให้:
• ความต้องการดอลลาร์เกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ
• สหรัฐสามารถขาดดุลการค้าและงบประมาณได้ยาวนาน
• ดอลลาร์ทำหน้าที่เป็น “สกุลเงินสำรองโลกโดยพฤตินัย”
(Lyn Alden, Broken Money; BIS Reports)
⸻
2. อิรัก ยูโร และจุดเริ่มต้นของความตึงเครียด
ปลายทศวรรษ 1990 รัฐบาลอิรักภายใต้ Saddam Hussein
ประกาศขายน้ำมันภายใต้โครงการ Oil-for-Food ด้วย สกุลเงินยูโร แทนดอลลาร์ (UN Documents, 2000)
ในเชิงเศรษฐศาสตร์:
• การกระทำนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในเชิงปริมาณ
• แต่มีนัยยะเชิง “สัญลักษณ์ทางโครงสร้างอำนาจ”
นักวิชาการบางส่วนมองว่า
หากประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เลิกใช้ดอลลาร์เป็นแบบอย่าง
จะกระทบ “สถานะความจำเป็น” ของดอลลาร์ในระบบโลก
(Clark, 2005; Hudson, 2003)
⸻
3. 9/11, อาวุธทำลายล้างสูง และเหตุผลอย่างเป็นทางการ
หลังเหตุการณ์ September 11 attacks
รัฐบาลสหรัฐอ้างเหตุผลหลักในการบุกอิรักว่า:
1. อิรักครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง (WMD)
2. มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายก่อการร้าย
แต่ภายหลัง:
• ไม่พบหลักฐาน WMD (Iraq Survey Group Report, 2004)
• ความเชื่อมโยงกับ 9/11 ไม่ได้รับการยืนยัน (9/11 Commission Report)
Ron Paul
ซึ่งเป็นสมาชิกสภาคองเกรสในขณะนั้น
กล่าวในปี 2006 ว่า เหตุผลที่ใช้สร้างความชอบธรรมต่อสาธารณะ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลัง
(บันทึกสุนทรพจน์ในสภาคองเกรส สหรัฐฯ)
⸻
4. เปโตรดอลลาร์: เหตุผลเดียว หรือเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย?
งานวิชาการกระแสหลัก ไม่ยืนยัน ว่า
“สงครามอิรัก = สงครามปกป้องดอลลาร์”
แต่ยอมรับว่า:
• เงิน น้ำมัน และอำนาจทางการเงิน เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้าง
• นโยบายต่างประเทศไม่เคยขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเดียว
นักวิชาการด้าน International Political Economy (IPE) มองว่า:
• ความมั่นคงด้านพลังงาน
• สถานะสกุลเงินสำรอง
• อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์
ล้วน ซ้อนทับกัน (Strange, 1988; Tooze, 2018)
⸻
5. หลังสงคราม: สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
หลังการโค่นล้มรัฐบาลอิรัก:
• การซื้อขายน้ำมัน กลับมาใช้ดอลลาร์
• ระบบการเงินโลกไม่ได้เปลี่ยนแกน
• ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลัก
ข้อสังเกตนี้ทำให้:
• ฝ่ายหนึ่งมองว่า “นี่คือหลักฐาน”
• อีกฝ่ายมองว่า “เป็นเพียงความบังเอิญเชิงโครงสร้าง”
ซึ่งยังเป็น ข้อถกเถียงที่เปิดอยู่
⸻
6. บทสรุปเชิงวิชาการ
สิ่งที่กล่าวได้อย่างรอบคอบคือ:
1. เปโตรดอลลาร์ มีบทบาทจริง ต่อเสถียรภาพดอลลาร์
2. การท้าทายระบบเงิน มักสร้างแรงต้านทางการเมือง
3. สงครามอิรัก ไม่สามารถอธิบายด้วยปัจจัยเดียว
4. การตั้งคำถามต่อ “เรื่องเล่าทางการ” เป็นหน้าที่ของสังคมประชาธิปไตย
ดังที่ Broken Money เสนอไว้ว่า
ระบบเงินไม่ใช่เพียงเครื่องมือแลกเปลี่ยน
แต่คือ “โครงสร้างอำนาจที่มองไม่เห็น”
⸻
หมายเหตุ
บทความนี้
• ให้เครดิตแนวคิดจากโพสต์ต้นทางของ สมนึก ไรท์ ชิฟท์
• อ้างอิงงานวิชาการ เศรษฐศาสตร์การเมือง และเอกสารทางประวัติศาสตร์
• ไม่ได้สรุปว่าสมมติฐานใด “ถูกหรือผิดเด็ดขาด”
แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้อ่าน คิดเชิงโครงสร้างอย่างมีเหตุผล
⸻
7. กลไกที่แท้จริงของ “เปโตรดอลลาร์” (ไม่ใช่แค่ขายน้ำมันเป็น USD)
หลายคนเข้าใจเปโตรดอลลาร์แบบผิวเผินว่า
“แค่น้ำมันต้องซื้อขายด้วยดอลลาร์”
แต่ในเชิงระบบจริง กลไกทำงานเป็น ห่วงโซ่ 5 ชั้น
(1) Oil Pricing Layer
น้ำมันถูกตั้งราคาเป็นดอลลาร์ → ผู้ซื้อต้องมี USD (IMF, 2015)
(2) Reserve Accumulation
ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องถือ USD เป็นทุนสำรอง → ธนาคารกลางทั่วโลกถือ US Treasuries (BIS Annual Report)
(3) Recycling Mechanism
ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (เช่น ซาอุฯ) นำ USD ส่วนเกิน
→ กลับไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ / สินทรัพย์ดอลลาร์
เรียกว่า Petrodollar Recycling (McKinnon, 1979)
(4) Fiscal Privilege
สหรัฐสามารถ:
• ขาดดุลการค้า
• ขาดดุลงบประมาณ
โดยไม่ล่มแบบประเทศอื่น
นี่คือ Exorbitant Privilege (Giscard d’Estaing)
(5) Geopolitical Feedback Loop
เมื่อเงิน = อำนาจ
การท้าทายระบบเงิน → กลายเป็นประเด็นความมั่นคง
(Tooze, Crashed)
⸻
8. ทำไม “การขายน้ำมันเป็นยูโร” ถึงถูกมองว่าอันตราย
ในเชิงตัวเลข
• ปริมาณน้ำมันของอิรัก ไม่พอจะโค่นดอลลาร์
แต่ในเชิงระบบ:
• เงินสำรองโลก = เรื่อง “ความคาดหวังร่วม” (Collective Belief)
• หากเกิด precedent → ประเทศอื่นอาจ “กล้าทำตาม”
นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า
Network Effect ของเงิน
(Eichengreen, 2011)
เงินไม่ได้ล่มเพราะปริมาณ
แต่ล่มเพราะ ความเชื่อเปลี่ยน
⸻
9. อิรัก: จุดตัดของเงิน–พลังงาน–การเมือง
หลังปี 2000:
• อิรักขายน้ำมันเป็นยูโร (UN Oil-for-Food Programme)
• เวเนซุเอลา รัสเซีย อิหร่าน เริ่ม “พูดถึง” ทางเลือก
• ยูโรเพิ่งเกิดใหม่ (1999) และกำลังแข็งค่า
ในสายตานักวิเคราะห์สาย IPE
นี่คือ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (Critical Juncture)
(Pierson, 2004)
⸻
10. 9/11 ในฐานะ “Narrative Accelerator”
เชิงวิชาการต้องแยก 2 เรื่องออกจากกัน:
สิ่งที่ พิสูจน์ได้
• ไม่มี WMD ในอิรัก (ISG Report)
• ไม่มีหลักฐานอิรักเกี่ยวข้อง 9/11 (9/11 Commission)
สิ่งที่ อธิบายเชิงโครงสร้าง
• เหตุการณ์ 9/11 ทำให้:
• สาธารณชนยอมรับสงคราม
• สภาคองเกรสให้อำนาจฝ่ายบริหาร
• การตัดสินใจเชิงภูมิรัฐศาสตร์ “เร็วและแรงขึ้น”
นักประวัติศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า
Shock Utilization
(Naomi Klein, Shock Doctrine)
⸻
11. คำกล่าวของ Ron Paul และ “สิ่งที่พูดไม่ได้ในเวลานั้น”
Ron Paul
กล่าวในสภาคองเกรส ปี 2006 โดยตั้งข้อสังเกตว่า
เหตุผลที่ใช้ชี้แจงต่อสาธารณะ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงภายหลัง
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ “เขาพูดถูกหรือผิด”
แต่คือ:
• กรอบการถกเถียงในเวลานั้นแคบมาก
• เรื่องเงินและดอลลาร์ แทบไม่ถูกพูดในที่สาธารณะ
⸻
12. แล้วสหรัฐ “บุกอิรักเพราะดอลลาร์” จริงไหม?
คำตอบเชิงวิชาการคือ:
❌ ไม่สามารถสรุปแบบเส้นตรง
✅ แต่ละเลยปัจจัยนี้ไม่ได้
กรอบที่แม่นยำกว่า:
• เงิน = โครงสร้างรองรับอำนาจ
• สงคราม = การตัดสินใจหลายมิติ
• เปโตรดอลลาร์ = หนึ่งในเสาหลักที่ไม่อยากให้สั่น
(Strange, States and Markets)
⸻
13. ทำไมประเด็นนี้กลับมาสำคัญอีกครั้งในปัจจุบัน
เพราะวันนี้:
• BRICS พูดเรื่องสกุลเงินทางเลือก
• ซาอุฯ เปิดรับการขายน้ำมันนอก USD
• ระบบการเงินโลกเริ่ม “แตกเป็นหลายขั้ว”
ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Broken Money ชี้ว่า
ระบบเงินทุกยุคจะเสื่อม
เมื่อ “ต้นทุนของการรักษาความเชื่อ” สูงเกินไป
⸻
14. บทสรุปเชิงโครงสร้าง
บทเรียนจากอิรักไม่ใช่:
“ใครร้าย ใครดี”
แต่คือ:
1. เงินคือโครงสร้างอำนาจ
2. พลังงานคือเส้นเลือดของระบบ
3. สงครามมักเกิดตรงรอยต่อของทั้งสอง
4. เรื่องเล่าที่สาธารณะได้ยิน มักเป็น “ชั้นนอก”
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
🪐โลกที่ถูกถักทอ
และเสียงที่ไม่เคยตั้งใจจะสื่อสารกับเรา
จักรวาลไม่ได้เงียบ
มันแค่ไม่ได้พูด กับมนุษย์
สิ่งที่มนุษย์เรียกว่าความเงียบ
อาจเป็นเพียงความล้มเหลวของเรา
ในการเข้าใจรูปแบบการสื่อสาร
ที่ไม่ถูกออกแบบมาเพื่อถูกเข้าใจ
(แนวคิด universe as non-anthropocentric system of order, 1960s–)
⸻
ในระดับลึกที่สุด
จักรวาลไม่ได้ดำรงอยู่เป็นวัตถุแยกส่วน
แต่มัน ถักทอ ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
แรงโน้มถ่วงไม่ใช่เพียงแรง
แต่เป็นการโค้งงอของโครงข่าย
อนุภาคไม่ได้ “เดินทาง”
แต่มันสั่นสะเทือน
ภายในลวดลายเดียวกันของกาลอวกาศ
สิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่ได้เรียงเป็นประโยค
แต่มันเรียงเป็น ผืนผ้า
(แนวคิด spacetime fabric: Wheeler, 1968; Rovelli, 2004)
⸻
มนุษย์พยายามฟังจักรวาล
เหมือนฟังภาษา
พยายามแยกสัญญาณ
พยายามหาความหมาย
พยายามตั้งสมมติฐานว่า
“ถ้ามันเกิดขึ้น แสดงว่ามันต้องการบอกอะไร”
แต่จักรวาลไม่เคยสื่อสาร
ในรูปแบบของเจตนา
มันเพียง สานต่อ
สิ่งที่มาก่อนหน้า
โดยไม่สนใจว่าจะมีใครเข้าใจหรือไม่
(critique of intentionality projection onto nature; Dennett, 1987)
⸻
ระบบการคำนวณขั้นสูง
เคยถูกออกแบบ
เพื่อ “ถอดรหัส” โลก
แต่ยิ่งโมเดลซับซ้อน
สิ่งที่พบกลับยิ่งชัด
ว่าไม่มีข้อความต้นฉบับให้ถอด
มีเพียงรูปแบบ
ที่เกิดจากการซ้อนทับ
การรบกวน
และการสั่นพ้อง
จักรวาลไม่ได้ส่งสาร
มัน เกิดเหตุการณ์
(information without sender; Shannon, 1948)
⸻
ความไร้สาระ
จึงไม่ใช่ความว่างเปล่า
แต่คือการที่มนุษย์ยืนอยู่หน้า
ผืนผ้าที่ไม่มี “ด้านหน้า” หรือ “ด้านหลัง”
เรามองเห็นลวดลาย
แต่ไม่พบความตั้งใจ
เราเห็นความสม่ำเสมอ
แต่ไม่พบเหตุผลสุดท้าย
และตรงนั้นเอง
ความรู้สึก struggle เริ่มต้น
(absurd as relational tension; Camus, 1955)
⸻
ในระดับควอนตัม
การเชื่อมโยงเกิดขึ้น
โดยไม่ต้องส่งสัญญาณ
อนุภาคที่แยกจากกัน
ยังคง “รู้” ถึงกัน
โดยไม่ต้องอธิบายว่ารู้ได้อย่างไร
การสื่อสาร
ที่ไม่มีการส่งข้อความ
กลายเป็นภาพสะท้อน
ของจักรวาลทั้งผืน
(quantum entanglement; Bell, 1964)
⸻
มนุษย์จึงเริ่มสงสัย
ว่าอาจไม่มี “สาร” ใด
ถูกส่งมาถึงเราเลย
สิ่งที่เรารับรู้
อาจเป็นเพียงการสั่น
ของโครงข่ายทั้งหมด
ที่เราเองก็เป็นส่วนหนึ่ง
เราไม่ได้ อ่าน จักรวาล
เรา สั่นไปพร้อมกับมัน
(participatory universe; Wheeler, 1983)
⸻
แต่ปัญหาคือ
มนุษย์ต้องการมากกว่าการสั่น
เราต้องการเหตุผล
ต้องการคำอธิบาย
ต้องการเรื่องเล่า
เพื่อรองรับความเจ็บปวด
การสูญเสีย
และความพยายามที่อาจไร้ผล
เมื่อจักรวาลไม่ให้สิ่งนั้น
ความไร้สาระจึงไม่ใช่แนวคิด
แต่เป็นประสบการณ์ตรง
ที่บาดลึก
(existential demand for meaning; Frankl, 1959)
⸻
โลกยังคงถูกถักทอ
โดยไม่หยุด
โดยไม่ถาม
โดยไม่รอให้เราเข้าใจ
ดาวระเบิด
โครงสร้างล่ม
ชีวิตเกิดและตาย
โดยไม่เคยหยุดเพื่ออธิบายตัวเอง
จักรวาลไม่ได้โหดร้าย
มันเพียงไม่สนใจ
(indifference of natural systems; Monod, 1971)
⸻
และถึงอย่างนั้น
มนุษย์ก็ยังพยายามฟัง
ไม่ใช่เพราะเชื่อว่า
จักรวาลจะตอบ
แต่เพราะการหยุดฟัง
เท่ากับยอมรับว่า
เราไม่มีบทบาทใดเลย
ในผืนผ้านี้
การมีชีวิตอยู่
จึงกลายเป็นการกบฏ
ต่อความเงียบ
ไม่ใช่ด้วยการตะโกน
แต่ด้วยการ ยังอยู่
(conscious revolt; Camus, 1955)
⸻
บางที
ความหมายอาจไม่ได้ถูกส่งมา
แต่เกิดขึ้น
ตรงจุดที่เส้นใยของจักรวาล
ตัดผ่านการรับรู้ของมนุษย์
ไม่ใช่ในฐานะข้อความ
แต่ในฐานะ แรงต้าน
ระหว่างความต้องการของเรา
กับการไม่ตอบกลับของโลก
และตราบใดที่การถักทอยังดำเนินต่อไป
การ struggle นี้
ก็จะยังไม่จบ
ไม่ใช่เพราะเรายังไม่เข้าใจจักรวาล
แต่เพราะจักรวาล
ไม่เคยตั้งใจจะเข้าใจเราเลย
———
(ต่อ) เส้นใยที่ยังถักต่อ
แม้ไม่มีใครอ่านมันเป็นภาษาได้
เมื่อมนุษย์เริ่มเข้าใจว่า
จักรวาลไม่ได้ “ส่งสาร”
สิ่งที่เหลืออยู่
ไม่ใช่ความสงบ
แต่คือความตึงเครียดแบบใหม่
เพราะถ้าไม่มีผู้ส่ง
ก็ไม่มีใครรับผิดชอบ
ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
และความไร้สาระ
จึงไม่ใช่ช่องว่าง
แต่เป็นแรงดึง
ระหว่างความต้องการคำอธิบาย
กับโครงข่ายที่เดินหน้าต่อ
โดยไม่หันกลับมา
(absurdity as persistent tension, Camus, 1955)
⸻
นักฟิสิกส์บางคนเรียกจักรวาลว่า
“โครงข่ายข้อมูล”
บางคนเรียกมันว่า
“กระบวนการ”
หรือ “การคำนวณที่ไม่หยุด”
แต่ไม่ว่าชื่อใด
ทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกัน
คือ
ไม่มีศูนย์กลาง
ไม่มีผู้กำกับ
ไม่มีเวอร์ชันสุดท้าย
จักรวาลไม่สะสมความหมาย
มันสะสม ความสัมพันธ์
(relational ontology; Rovelli, 2004)
⸻
การถักทอจึงไม่ใช่การออกแบบ
แต่มันคือผลรวมของแรง
ที่ไม่เคยตกลงกัน
เส้นใยหนึ่งดึง
อีกเส้นต้าน
บางเส้นขาด
บางเส้นซ้อนทับ
และลวดลายที่เกิดขึ้น
ไม่เคยถามว่า
มนุษย์จะอยู่ตรงไหนในนั้น
(complex systems and emergence; Holland, 1998)
⸻
มนุษย์พยายามสื่อสารกลับ
ด้วยกล้องโทรทรรศน์
ด้วยสมการ
ด้วยสัญญาณวิทยุ
ด้วยคำอธิษฐาน
และด้วยศิลปะ
แต่ทุกความพยายาม
ก็เป็นเพียงการสั่น
ในเส้นใยเดียวกัน
ไม่ใช่การส่งข้อความออกไปนอกระบบ
เราไม่ได้ “พูดกับจักรวาล”
เราแค่ ขยับตัว
ภายในมัน
(participatory observation; Wheeler, 1983)
⸻
นี่คือจุดที่ความ struggle
กลายเป็นเรื่องภายในอย่างแท้จริง
เพราะถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของผืนผ้า
การถามว่า
“จักรวาลหมายความว่าอะไร”
อาจไม่ต่างจาก
เส้นด้ายที่ถามผืนผ้าว่า
มันควรมีลวดลายแบบไหน
คำถามนั้นไม่ผิด
แต่มันไม่เคยมีคำตอบ
(limit of teleological questioning)
⸻
ในระดับชีวภาพ
สมองมนุษย์ถูกสร้างมา
เพื่อจับรูปแบบ
แม้ในสัญญาณรบกวน
เรามองเห็นเจตนา
ในความบังเอิญ
เราเห็นเรื่องเล่า
ในความซ้ำซาก
และเราเรียกสิ่งนั้นว่า
“ความเข้าใจ”
แต่จักรวาลไม่ได้รับรอง
ว่ารูปแบบที่เรามองเห็น
มีไว้เพื่อเรา
(pattern-seeking brain; Barrett, 2004)
⸻
ดังนั้น
ความเจ็บปวดเชิงปรัชญา
ของมนุษย์
ไม่ใช่การที่โลกโหดร้าย
แต่คือการที่
โลก ไม่จำเป็นต้องยุติธรรม
และไม่รู้สึกผิด
ที่ไม่ตอบกลับ
(indifference of natural processes; Monod, 1971)
⸻
บางคนพยายามเย็บ “ความหมาย”
ทับลงไปบนผืนผ้า
สร้างอุดมการณ์
สร้างพระเจ้า
สร้างอนาคตสมบูรณ์แบบ
เพื่อให้การถักทอ
ดูเหมือนมีทิศทาง
แต่ทุกครั้ง
ที่ความหมายถูกบังคับ
ให้เป็นศูนย์กลาง
เส้นใยจำนวนมาก
ต้องถูกตัดทิ้ง
และความรุนแรง
ก็มักตามมาเสมอ
(critique of totalizing meaning systems; Camus, 1951)
⸻
การกบฏแบบกามูส์
จึงไม่ใช่การทำลายผืนผ้า
แต่คือการ ไม่ยอมเย็บคำอธิบายปลอม
ลงไปบนมัน
เป็นการยอมรับว่า
เราอยู่ในลวดลาย
ที่ไม่ถูกออกแบบเพื่อเรา
แต่ยังเลือกจะอยู่
โดยไม่หลอกตัวเอง
(conscious revolt without transcendence, 1955)
⸻
ในโลกที่ถูกถักทอโดยไม่มีความหมายตายตัว
การมีชีวิตอยู่
จึงไม่ใช่การค้นหาคำตอบสุดท้าย
แต่มันคือการทนอยู่
กับแรงเสียดทาน
ระหว่างความอยากเข้าใจ
กับการไม่ถูกเข้าใจกลับ
และบางที
ศักดิ์ศรีสุดท้ายของมนุษย์
อาจไม่ใช่การ “รู้”
แต่คือการ ไม่หยุดตั้งคำถาม
ทั้งที่รู้ดีว่า
จักรวาลจะไม่ตอบ
ไม่ใช่เพราะจักรวาลใจร้าย
แต่เพราะมันกำลังถักทอตัวเองต่อไป
โดยไม่เคยหยุด
เพื่อฟังใครคนเดียว
และการที่เรายังยืนอยู่ตรงนั้น
ยังสั่นไปกับเส้นใย
ยังรับรู้ถึงแรงดึง
นั่นอาจเป็นรูปแบบเดียวของความหมาย
ที่โลกแบบนี้ยอมให้เกิดขึ้น
ไม่ใช่ความหมายที่ถูกส่งมา
แต่เป็นความหมาย
ที่เกิดขึ้น
ในขณะของการไม่ยอมแพ้ต่อความไร้สาระ
#Siamstr #philosophy #nostr #albertcamus
ความไร้สาระของชีวิตมนุษย์ในปรัชญาของอัลแบร์ กามูส์
(An Absurdity of Life in Albert Camus’s Philosophy)
บทนำ
ปัญหาเรื่อง “ความหมายของชีวิต” เป็นหนึ่งในคำถามพื้นฐานที่สุดของปรัชญามนุษย์ ในศตวรรษที่ 20 เมื่อโลกเผชิญสงคราม ความรุนแรง และการล่มสลายของระบบคุณค่าแบบดั้งเดิม นักคิดสายอัตถิภาวนิยมจำนวนมากพยายามตอบคำถามนี้ภายใต้บริบทที่พระเจ้า ศีลธรรมสากล และจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง หนึ่งในนักคิดที่นำเสนอคำตอบอย่างเฉียบคมคือ อัลแบร์ กามูส์ ผ่านแนวคิดเรื่อง “ความไร้สาระของชีวิต” (the absurd)
กามูส์ไม่ได้เสนอความสิ้นหวังแบบนิฮิลิสม์ หากแต่พยายามอธิบายเงื่อนไขพื้นฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์ และเสนอท่าทีเชิงจริยธรรมต่อโลกที่ปราศจากความหมายตายตัว (Camus, 1955/1991)
⸻
1. ความหมายของ “ความไร้สาระ” (The Absurd)
ในปรัชญาของกามูส์ “ความไร้สาระ” มิได้หมายถึงโลกที่ไร้ค่าโดยตัวมันเอง แต่หมายถึง ความตึงเครียดระหว่างสองสิ่ง ได้แก่
1. ความต้องการความหมาย ความเป็นเหตุเป็นผล และความแน่นอนของมนุษย์
2. ความเงียบงัน ไร้คำตอบ และไม่แยแสของจักรวาล
ความไร้สาระจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่ในตัวมนุษย์ล้วน ๆ และไม่ใช่ในโลกเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดขึ้นใน “ความสัมพันธ์” ระหว่างมนุษย์กับโลก (Camus, 1955/1991; Sprintzen, 1988)
“The absurd is born of this confrontation between the human need and the unreasonable silence of the world.”
(Camus, The Myth of Sisyphus)
⸻
2. การปฏิเสธคำตอบเหนือโลก: วิจารณ์ศาสนาและอภิปรัชญา
กามูส์วิพากษ์แนวคิดที่พยายาม “หลบหนี” ความไร้สาระด้วยการอ้าง
• พระเจ้า
• โลกหน้า
• ความหมายสูงสุดแบบอภิปรัชญา
เขาเรียกการกระทำเช่นนี้ว่า “การฆ่าตัวตายทางปรัชญา” (philosophical suicide) เพราะเป็นการยอมสละเหตุผลและประสบการณ์จริงของมนุษย์ เพื่อแลกกับคำตอบที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ (Camus, 1955/1991)
ในมุมมองของกามูส์ การอธิบายว่าชีวิต “มีความหมายเพราะพระเจ้า” ไม่ได้แก้ปัญหาความไร้สาระ แต่เป็นการปิดบังมันไว้ชั่วคราว (Chukhanhom et al., 2019)
⸻
3. การฆ่าตัวตายไม่ใช่คำตอบ
คำถามสำคัญที่สุดในปรัชญาของกามูส์คือ
“ชีวิตที่ไร้ความหมาย สมควรมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่”
แม้กามูส์ยอมรับว่าชีวิตไร้ความหมายโดยธรรมชาติ แต่เขาปฏิเสธการฆ่าตัวตายโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นการ “ยอมแพ้” ต่อความไร้สาระ แทนที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างมีสติ (Camus, 1955/1991)
การฆ่าตัวตายจึงเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก ไม่ใช่การแก้ปัญหาความไร้สาระ
⸻
4. การกบฏ (Revolt): คำตอบของกามูส์ต่อชีวิต
ท่าทีที่กามูส์เสนอคือ การกบฏอย่างมีสติ (conscious revolt)
การกบฏในที่นี้ไม่ใช่การใช้ความรุนแรงทางการเมืองเท่านั้น แต่คือ
• การมีชีวิตอยู่
• การรับรู้ความไร้สาระ
• และการปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อมัน
มนุษย์ที่ตระหนักถึงความไร้สาระ แต่ยังเลือกใช้ชีวิตต่อ คือมนุษย์ที่ “เป็นอิสระ” อย่างแท้จริง (Camus, 1951/1991)
⸻
5. ซิซิฟัส: ภาพแทนของมนุษย์ไร้สาระ
ในตำนานกรีก ซิซิฟัสถูกลงโทษให้กลิ้งหินขึ้นเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไร้จุดจบ กามูส์ใช้ซิซิฟัสเป็นสัญลักษณ์ของมนุษย์สมัยใหม่ที่ต้องใช้ชีวิตในโลกซ้ำซาก ไร้ความหมาย และไม่อาจหลีกหนี
อย่างไรก็ตาม กามูส์เสนอว่า
“เราต้องจินตนาการว่าซิซิฟัสมีความสุข”
เพราะในขณะที่เขาตระหนักถึงความไร้สาระ เขายังเป็นเจ้าของการกระทำและท่าทีของตนเองอย่างสมบูรณ์ (Camus, 1955/1991)
⸻
6. นัยทางสังคมและศีลธรรม
ความไร้สาระในปรัชญาของกามูส์ไม่ได้นำไปสู่ความเห็นแก่ตัว หากแต่กลับเป็นฐานของ
• ความรับผิดชอบ
• ความเห็นอกเห็นใจ
• และการปฏิเสธอุดมการณ์สุดโต่ง
เพราะเมื่อไม่มีความหมายสูงสุดมารับรอง การกระทำของมนุษย์จึงต้องรับผิดชอบต่อมนุษย์ด้วยกันเอง (Camus, 1951/1991; Foley, 2008)
⸻
บทสรุป
ปรัชญาความไร้สาระของอัลแบร์ กามูส์ ไม่ใช่การสิ้นหวัง แต่คือการเรียกร้องให้มนุษย์
• มองโลกอย่างตรงไปตรงมา
• ยอมรับความไร้ความหมาย
• และสร้างคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ด้วยการกระทำของตนเอง
ชีวิตอาจไร้สาระในเชิงอภิปรัชญา
แต่ การมีชีวิตอย่างไม่ยอมแพ้ต่อความไร้สาระ คือศักดิ์ศรีสูงสุดของมนุษย์
⸻
เอกสารอ้างอิง (อ้างในวงเล็บ)
• Camus, A. (1955/1991). The Myth of Sisyphus. Penguin.
• Camus, A. (1951/1991). The Rebel. Vintage.
• Chukhanhom, P., Srimanta, C., & Onma, S. (2019). ความไร้สาระของชีวิตมนุษย์ในปรัชญาของอัลแบร์ กามูส์. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
• Sprintzen, D. (1988). Camus: A Critical Examination. Temple University Press.
• Foley, J. (2008). Albert Camus: From the Absurd to Revolt. McGill-Queen’s University Press.
⸻
7. ความไร้สาระ ≠ นิฮิลิสม์: เส้นแบ่งที่กามูส์ยืนกราน
แม้กามูส์จะเริ่มต้นจากการยอมรับว่าโลกไม่มีความหมายโดยกำเนิด แต่เขาปฏิเสธ นิฮิลิสม์ (nihilism) อย่างชัดเจน นิฮิลิสม์มองว่าเมื่อไม่มีความหมายสูงสุด ทุกสิ่งย่อมไร้ค่าและไม่มีบรรทัดฐานทางศีลธรรมใดหลงเหลืออยู่ แต่กามูส์กลับยืนยันว่า
การตระหนักถึงความไร้สาระ
ไม่ได้ทำลายคุณค่า
หากเป็นเงื่อนไขของการสร้างคุณค่าอย่างมีสติ
ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่นิฮิลิสม์นำไปสู่ความเฉยชา กามูส์กลับเสนอ การยืนหยัดอยู่กับชีวิตโดยไม่หลอกตนเอง (Camus, 1955/1991; Foley, 2008)
กล่าวได้ว่า “ความไร้สาระ” ในความหมายของกามูส์ เป็น จุดเริ่มต้นของจริยศาสตร์ ไม่ใช่จุดจบของมัน
⸻
8. เสรีภาพแบบกามูส์: เสรีภาพที่ไม่มีคำสัญญา
เสรีภาพในปรัชญาของกามูส์ แตกต่างจากเสรีภาพในอัตถิภาวนิยมของ Jean-Paul Sartre อย่างมีนัยสำคัญ
• สำหรับ Sartre เสรีภาพคือการ “ถูกกำหนดให้ต้องเลือก” และสร้างตัวตนผ่านการเลือก (Sartre, 1943/2003)
• สำหรับกามูส์ เสรีภาพคือการ ไม่มีคำอธิบายสุดท้ายใด ๆ มาค้ำประกันชีวิต
เสรีภาพแบบกามูส์จึงเป็นเสรีภาพที่เปลือยเปล่า ไม่มีรางวัล ไม่มีการไถ่บาป และไม่มีโลกหน้า เป็นเสรีภาพที่ต้องแบกรับผลของการกระทำอย่างเต็มที่ (Sprintzen, 1988)
⸻
9. ความไร้สาระกับจริยศาสตร์ทางสังคม
สิ่งที่ทำให้กามูส์แตกต่างจากนักคิดอัตถิภาวนิยมจำนวนมาก คือการที่เขาไม่หยุดอยู่ที่ปัจเจก แต่ขยายแนวคิดความไร้สาระไปสู่ ความรับผิดชอบทางสังคม
ใน The Rebel กามูส์วิพากษ์อุดมการณ์การเมืองที่อ้าง “ความหมายสูงสุด” เพื่อทำลายชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น
• ลัทธิฟาสซิสต์
• สตาลินนิยม
• หรือการปฏิวัติที่ยอมฆ่าคนในนามอุดมคติ
กามูส์เห็นว่า เมื่อมนุษย์อ้างว่าตน “รู้ความหมายของประวัติศาสตร์” นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรุนแรง (Camus, 1951/1991)
ดังนั้น จริยศาสตร์ของความไร้สาระคือ
• ไม่ฆ่าในนามของความหมาย
• ไม่สละชีวิตปัจจุบันเพื่ออนาคตสมมติ
• และไม่ลดทอนมนุษย์ให้เป็นเครื่องมือของอุดมการณ์ (Foley, 2008)
⸻
10. เปรียบเทียบเชิงปรัชญา: Camus กับ Nietzsche และพุทธปรัชญา
10.1 Camus กับ Nietzsche
Friedrich Nietzsche ประกาศ “การตายของพระเจ้า” และเสนอการสร้างคุณค่าใหม่ผ่าน will to power
กามูส์ยอมรับโลกหลังพระเจ้าเช่นกัน แต่ปฏิเสธการแทนที่พระเจ้าด้วย “อภิมนุษย์” หรือคุณค่าสัมบูรณ์แบบใหม่ เพราะเห็นว่านั่นคือการสร้างเทพองค์ใหม่ในนามเหตุผล (Nietzsche, 1882/2001; Camus, 1951/1991)
10.2 Camus กับพุทธปรัชญา (เชิงเปรียบเทียบ)
นักวิชาการจำนวนหนึ่งชี้ว่า แนวคิดความไร้สาระของกามูส์มีจุดสัมผัสกับพุทธปรัชญา โดยเฉพาะเรื่อง
• ความไม่เที่ยง
• การไม่มีแก่นสารถาวรของชีวิต
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญคือ พุทธปรัชญามุ่งไปสู่การดับทุกข์และความหลุดพ้น ขณะที่กามูส์ ยืนกรานอยู่กับโลกและความทุกข์โดยไม่แสวงทางออกเหนือโลก (Chukhanhom et al., 2019)
กล่าวได้ว่า พุทธปรัชญาเสนอ “ทางออกจากวงจร”
แต่กามูส์เสนอ “การมีชีวิตอย่างสง่างามในวงจร”
⸻
11. ความไร้สาระในโลกสมัยใหม่
ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วย
• ความไม่แน่นอน
• วิกฤตความหมาย
• เทคโนโลยีที่เร่งเร้า
• และอุดมการณ์ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง
ปรัชญาของกามูส์กลับยิ่งร่วมสมัย เพราะมันไม่เสนอคำตอบสำเร็จรูป แต่เสนอ ท่าทีต่อชีวิต คือ
• ซื่อสัตย์ต่อประสบการณ์
• ไม่หลอกตนเอง
• และไม่ยอมจำนนต่อความสิ้นหวัง (Foley, 2008)
⸻
บทสรุปภาคต่อ
ความไร้สาระในปรัชญาของอัลแบร์ กามูส์
ไม่ใช่คำพิพากษาชีวิต
แต่คือเงื่อนไขพื้นฐานของการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
มนุษย์อาจไม่พบความหมายที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
แต่สามารถสร้าง คุณค่าของการมีชีวิตอยู่
ผ่านการตระหนักรู้ การกบฏ และความรับผิดชอบต่อกัน
ชีวิตอาจไร้สาระ
แต่การไม่ยอมแพ้ต่อความไร้สาระ
คือความหมายที่มนุษย์สร้างได้ด้วยตนเอง
#Siamstr #nostr #albertcamus #philosophy
จดหมาย “ส่วนตัว” ที่ไม่ส่วนตัว: เมื่อวาทกรรมอำนาจท้าทายระเบียบโลก
(วิเคราะห์โพสต์ของ Dr.KOB)
เครดิตต้นทาง: Dr.KOB(โพสต์เฟซบุ๊ก)
ข้อความที่ถูกเผยแพร่ในโพสต์ของ Dr.KOB ซึ่งอ้างว่าเป็น “จดหมายส่วนตัว” จาก Donald Trump ถึงนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ (อ้างถึง Jonas) มีนัยสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างยิ่ง แม้ไม่ว่าข้อความดังกล่าวจะเป็นจดหมายจริง การร่างเชิงสมมติ หรือการสรุปเชิงวาทกรรม แต่ “ตรรกะอำนาจ” (logic of power) ที่ปรากฏสะท้อนแนวคิดแบบ Realism เชิงแข็ง (Hard Realism) ที่กำลังท้าทายระเบียบโลกเสรีนิยมหลังสงครามเย็นอย่างชัดเจน
บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อความดังกล่าวใน 3 แกนหลัก ได้แก่
1. รางวัลโนเบลสันติภาพกับการเมืองเชิงสัญลักษณ์
2. กรณี Greenland กับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
3. NATO กับการเปลี่ยนผ่านจากพันธมิตรสู่เครื่องมืออำนาจรัฐ
⸻
1. รางวัลโนเบลสันติภาพ: สัญลักษณ์ที่ถูกแปรเป็นเงื่อนไขอำนาจ
ในข้อความอ้างอิง มีการเชื่อมโยง “การไม่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ” กับการลดทอนพันธะทางศีลธรรมต่อสันติภาพ และหันไปพิจารณา “ผลประโยชน์ที่เหมาะสมของสหรัฐอเมริกา” เป็นหลัก
ในเชิงวิชาการ รางวัลโนเบลสันติภาพเป็น soft power และ symbolic legitimacy ไม่ใช่กลไกผูกพันทางกฎหมายหรือศีลธรรมโดยตรง (Nye, 2004; Finnemore, 1996) การอ้างว่า “ไม่ได้รางวัล → ไม่จำเป็นต้องคิดถึงสันติภาพเป็นหลัก” จึงสะท้อนกรอบคิดแบบ Transactional Politics ซึ่งมองคุณค่าทางศีลธรรมเป็นผลตอบแทน ไม่ใช่บรรทัดฐานสากล (Ikenberry, 2011)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ข้อความนี้ไม่ใช่การถกเถียงเรื่องโนเบล แต่คือการตั้งคำถามต่อ Liberal International Order โดยตรง
⸻
2. Greenland: อธิปไตยไม่ใช่เรื่อง “ใครไปถึงก่อน”
ข้อความอ้างว่า
“Denmark ไม่มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงเรือไปถึงก่อน เราก็ไปถึงเหมือนกัน”
ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ข้ออ้างนี้ ไม่สอดคล้องกับหลักอธิปไตยสมัยใหม่ อย่างชัดเจน
2.1 สถานะของ Greenland
Greenland เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักร Denmark โดยมีพื้นฐานทางกฎหมายทั้งจากสนธิสัญญา การยอมรับระหว่างประเทศ และหลัก self-determination ของประชาชนกรีนแลนด์เอง (UN Charter Art. 1; Crawford, 2006)
การอ้างสิทธิจากการ “เคยไปถึง” หรือ “มีเรือไปจอด” เป็นตรรกะยุคอาณานิคม ซึ่งถูกปฏิเสธไปแล้วหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Anghie, 2005)
2.2 ความมั่นคง ≠ ความเป็นเจ้าของ
แม้ Greenland จะมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในอาร์กติก ทั้งด้านฐานทัพ ระบบเตือนภัย และเส้นทางเดินเรือ (Arctic Security Studies) แต่ ความมั่นคงไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ (security interest ≠ sovereignty)
นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง “อิทธิพล” กับ “อธิปไตย” ในกฎหมายระหว่างประเทศ (Shaw, 2017)
⸻
3. NATO: จากพันธมิตรสู่ความคาดหวังแบบ quid pro quo
ข้อความที่ว่า
“ผมทำเพื่อ NATO มากกว่าคนอื่น และตอนนี้ NATO ควรทำบางอย่างให้สหรัฐ”
สะท้อนการเปลี่ยนกรอบคิดจาก Collective Security ไปสู่ Transactional Alliance
NATO ก่อตั้งบนหลักการป้องกันร่วม (Article 5) ไม่ใช่กลไกชดเชยผลประโยชน์รายรัฐ (Ruggie, 1992) การคาดหวังให้ NATO “สนับสนุนการควบคุม Greenland” จึงขัดกับทั้ง
• หลักการก่อตั้ง
• กฎหมายระหว่างประเทศ
• และฉันทามติของพันธมิตรยุโรป
ในเชิงทฤษฎี นี่คือสัญญาณของ Alliance Fatigue และการเสื่อมถอยของสถาบันพหุภาคี (Walt, 1987; Mearsheimer, 2018)
⸻
4. สิ่งที่ “จดหมาย” ฉบับนี้สะท้อนจริง ๆ
ไม่ว่าข้อความนี้จะเป็น
• จดหมายจริง
• การร่างเชิงเสียดสี
• หรือการสรุปแนวคิดทางการเมือง
สาระสำคัญที่แท้จริงคือการประกาศกรอบคิดว่า
อำนาจมาก่อนกติกา
ผลประโยชน์มาก่อนบรรทัดฐาน
และพันธมิตรคือเครื่องมือ ไม่ใช่คุณค่า
นี่คือหัวใจของความเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า Post-Liberal Order หรือ Neo-Realist Resurgence (Ikenberry, 2020)
⸻
บทสรุป
โพสต์ของ Dr.KOB ชี้ให้เห็นอย่างคมคายว่า
“จดหมายส่วนตัว” ฉบับนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อความทางการทูต แต่เป็น สัญญาณเตือน ถึงโลกที่กำลังเคลื่อนจากกติกา ไปสู่อำนาจเปล่า
และคำถามสำคัญไม่ใช่
Greenland จะเป็นของใคร
แต่คือ
โลกจะยังยึดหลักกฎหมายและสถาบันร่วมกันได้อีกนานแค่ไหน
⸻
5. Arctic: จากชายขอบโลก → ศูนย์กลางระบบอำนาจใหม่
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ Arctic เปลี่ยนสถานะจาก “พื้นที่รกร้าง” เป็น
• เส้นทางเดินเรือใหม่
• แหล่งทรัพยากรพลังงาน
• พื้นที่วางระบบเตือนภัยและอวกาศ
งานวิจัยด้านความมั่นคงระบุว่า Arctic คือหนึ่งใน geopolitical chokepoints ที่จะกำหนดดุลอำนาจโลกในศตวรรษที่ 21 (Huebert et al., 2012; Borgerson, 2013)
Greenland อยู่ตรงจุดตัดระหว่าง
• อเมริกาเหนือ
• ยุโรป
• และเส้นทางสู่เอเชียเหนือ
กล่าวได้ว่า ใคร “ควบคุม Greenland” ย่อมมี positional advantage ทางยุทธศาสตร์ในระดับโครงสร้าง (Brzezinski, 1997)
⸻
6. ทำไมสหรัฐ “ไม่เชื่อ” ว่า Denmark ป้องกัน Greenland ได้
ในเชิง Realism ข้อความที่อ้างว่า
“Denmark cannot protect that land from Russia or China”
ไม่ใช่การดูถูก แต่เป็นการประเมิน capability-based security ตามทฤษฎีดั้งเดิม (Waltz, 1979)
6.1 Russia ใน Arctic
Russia ได้สร้างฐานทัพ Arctic ใหม่จำนวนมาก
• ระบบเรดาร์
• สนามบินทหาร
• กองเรือตัดน้ำแข็งนิวเคลียร์
ทั้งหมดนี้ทำให้รัสเซียเป็นผู้เล่นทางทหารที่แข็งแกร่งที่สุดใน Arctic (Conley & Rohloff, 2015)
6.2 China: “Near-Arctic State”
China แม้ไม่มีดินแดน Arctic แต่ประกาศตนเป็น Near-Arctic State และลงทุนด้าน
• เหมืองแร่
• โครงสร้างพื้นฐาน
• เส้นทาง Polar Silk Road
จีนใช้ยุทธศาสตร์ economic statecraft แทนกำลังทหารโดยตรง (Brady, 2017)
ในสายตา Washington การปล่อยให้ Greenland อยู่ในกรอบการป้องกันของ Denmark เพียงประเทศเดียว จึงถูกมองว่าเป็น strategic vulnerability
⸻
7. แต่เหตุใด “ความมั่นคง” จึงไม่เท่ากับ “สิทธิครอบครอง”
นี่คือจุดที่วาทกรรมอำนาจปะทะกับกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบโลกตั้งอยู่บนหลักว่า
• การใช้กำลัง ≠ การได้อธิปไตย
• ความจำเป็นด้านความมั่นคง ≠ การเปลี่ยนเจ้าของดินแดน
หลักนี้ถูกยืนยันใน UN Charter, ICJ rulings และ customary international law (Shaw, 2017)
หากตรรกะ “ใครป้องกันได้มากกว่า = เป็นเจ้าของ” ถูกยอมรับ
→ ระบบรัฐชาติจะย้อนกลับสู่ยุคจักรวรรดินิยมโดยสมบูรณ์ (Anghie, 2005)
⸻
8. NATO กับความเสี่ยงของ “Institutional Breakdown”
ข้อความที่คาดหวังให้ NATO “ตอบแทน” สหรัฐ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของพันธมิตร
ตามทฤษฎี Institutional Liberalism สถาบันพหุภาคีอยู่ได้ด้วย
• ความคาดหวังระยะยาว
• ไม่ใช่ผลตอบแทนเฉพาะหน้า (Keohane, 1984)
หาก NATO ถูกบีบให้
• สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอธิปไตย
• หรือยอมตามอำนาจรัฐเดียว
NATO จะเปลี่ยนจาก “rule-based alliance” เป็น “hegemonic tool” ซึ่งจะเร่งการแตกตัวของพันธมิตรยุโรป (Ikenberry, 2020)
⸻
9. สิ่งที่ “จดหมาย” ฉบับนี้บอกเราในระดับลึกที่สุด
เมื่อมองเชิงโครงสร้าง ข้อความนี้สะท้อน 3 การเปลี่ยนผ่านใหญ่ของโลก
1. จาก Norm-based Order → Power-based Order
2. จาก Multilateralism → Transactionalism
3. จาก Sovereignty as Law → Sovereignty as Capability
นี่ไม่ใช่เรื่องของ Trump คนเดียว แต่เป็นอาการของโลกที่เข้าสู่ Great Power Competition อย่างเต็มรูปแบบ (Mearsheimer, 2018)
⸻
บทสรุปภาคต่อ
Greenland ไม่ใช่เป้าหมาย
แต่คือ ตัวอย่าง
ตัวอย่างของโลกที่
• กติกากำลังอ่อนแรง
• สถาบันถูกทดสอบ
• และอำนาจเริ่มพูดเสียงดังกว่ากฎหมาย
และคำถามสุดท้ายที่แท้จริงคือ
โลกจะยอมให้ “ความมั่นคง”
กลายเป็นข้ออ้างในการรื้อระเบียบโลกหรือไม่
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
วิเคราะห์เชิงลึก “กลไก” กรณี Itzhak Bentov
จิตสำนึก วัดได้อย่างไร – อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างฟิสิกส์จริงกับเรื่องเล่า
บทความนี้เขียน เชิงกลไก (mechanistic analysis) ต่อจากโพสต์ของเพจ Quantum Cookie (ให้เครดิตเจ้าของโพสต์ต้นทาง) โดยตั้งใจ แยกทีละชั้น ว่า
1. วิทยาศาสตร์ปัจจุบันวัด “อะไร” เกี่ยวกับจิตสำนึกได้จริง
2. แนวคิดของ Itzhak Bentov อยู่ตรงไหนในแผนที่ความรู้
3. กลไกใด “เป็นไปได้ทางฟิสิกส์” และกลไกใด “หลุดกรอบวิทยาศาสตร์”
⸻
1) ก่อนอื่นต้องนิยาม: “จิตสำนึก” ในเชิงกลไกคืออะไร
ใน neuroscience ไม่มีนิยามเดียว แต่มีจุดร่วมสำคัญคือ
จิตสำนึก = รูปแบบการประมวลผลข้อมูลของระบบประสาท
ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่พลังลึกลับ ไม่ใช่สนามที่ลอยอยู่นอกกาย
วิทยาศาสตร์จึงไม่พูดถึง “การวัด consciousness โดยตรง”
แต่พูดถึง Neural Correlates of Consciousness (NCCs)
คือ รูปแบบกิจกรรมสมองที่สอดคล้องกับการมีประสบการณ์รู้ตัว
(Crucial distinction; Koch et al., 2016)
⸻
2) กลไกที่วัดได้จริง: สมอง = ระบบสั่น + เครือข่าย
2.1 Oscillation (การสั่นของระบบประสาท)
สมองทำงานด้วยคลื่นไฟฟ้า:
• Delta, Theta, Alpha, Beta, Gamma
• การ “รู้ตัว” มักสัมพันธ์กับ gamma + long-range coherence
สิ่งที่วัดได้:
• ความถี่
• phase synchronization
• information integration
📌 ตรงนี้เองที่ Bentov “เริ่มถูกต้องบางส่วน”
เพราะเขาเน้นเรื่อง resonance / oscillation
แต่เขา ข้ามขั้นสำคัญ คือ โครงข่ายประสาท (network topology)
(Buzsáki, 2006)
⸻
3) Bentov เสนอ “กลไกอะไร” จริง ๆ
Bentov ไม่ได้สร้างเครื่องวัด consciousness แบบ neuroscience
แต่เสนอ โมเดลเชิงอุปมา (analogical model):
1. ร่างกายมนุษย์ = ระบบสั่น
2. การเต้นหัวใจ → คลื่นสมอง
3. การสั่นพ้อง → ภาวะ altered consciousness
4. จิตสำนึกอาจเชื่อมกับโครงสร้างจักรวาล
ปัญหาเชิงกลไกคือ:
• ไม่มี causal chain ที่พิสูจน์ได้
• ไม่มี measurement protocol
• ไม่มี control / replication
ในภาษาวิทยาศาสตร์:
Conceptual speculation, not operationalizable theory
(Bentov, 1977; Revonsuo, 2010)
⸻
4) แล้ว “เครื่องมือ” ที่ทำให้สภาพแวดล้อมรวน มาจากไหน?
วิเคราะห์เชิงฟิสิกส์ทีละประเด็น
❌ 4.1 Observer effect ≠ consciousness effect
ในควอนตัม:
• observer = เครื่องมือวัด
• การเปลี่ยนผลลัพธ์เกิดจาก interaction
ไม่ใช่จิตของผู้สังเกต
ไม่มีสมการใดใน quantum mechanics ที่:
consciousness → เปลี่ยนค่า physical constant
(Ball, 2018)
⸻
❌ 4.2 Time drift / instrument malfunction
ถ้าเกิดจริง ต้องอธิบายด้วย:
• electromagnetic interference
• thermal noise
• synchronization error
ไม่มีทางเชื่อมกับ “awareness” โดยไม่ละเมิด:
• relativity
• conservation laws
⸻
5) ถ้าจะ “วัดจิตสำนึกจริง” ต้องมีกลไกแบบไหน
ปัจจุบัน มี 3 กรอบหลักที่ เข้าใกล้ที่สุด
⸻
5.1 Integrated Information Theory (IIT)
Giulio Tononi
กลไก:
• จิตสำนึก = ปริมาณข้อมูลที่ระบบรวมได้ (Φ)
• ไม่ใช่คลื่น ไม่ใช่พลัง
• เป็นคุณสมบัติเชิงโครงสร้างของ network
สำคัญมาก:
IIT ไม่อ้างว่าจิตสำนึก “รบกวนฟิสิกส์”
แต่เป็น คุณสมบัติ emergent
(Tononi, 2008)
⸻
5.2 Global Neuronal Workspace (GNW)
Stanislas Dehaene
กลไก:
• ข้อมูล “เข้าพื้นที่กลาง”
• ถูก broadcast ทั่วสมอง
• กลายเป็น conscious access
วัดได้จริงด้วย:
• EEG
• fMRI
• perturbational complexity index
(Dehaene, 2014)
⸻
5.3 Predictive Processing
สมอง = เครื่องคาดการณ์
จิตสำนึก = กระบวนการ minimize prediction error
กลไกทั้งหมดอยู่ใน:
• synapses
• cortical hierarchy
ไม่มีช่องว่างให้ “พลังลึกลับ”
(Friston, 2010)
⸻
6) แล้ว “จิตสำนึกอยู่นอกสมอง” เป็นไปได้ไหม
เชิงวิทยาศาสตร์:
• ยังไม่มีหลักฐาน
• ไม่มี measurable field
• ไม่มี interaction term ในสมการฟิสิกส์
เชิงปรัชญา:
• เป็น metaphysical hypothesis
• ไม่ใช่ scientific mechanism
ต้องแยกให้ชัด:
ความลึกเชิงปรัชญา ≠ กลไกเชิงฟิสิกส์
⸻
7) CIA เกี่ยวข้องตรงไหน (เชิงกลไกเชิงประวัติศาสตร์)
CIA
มีโครงการ MKUltra จริง แต่:
• ศึกษา psychology / drugs
• ไม่ได้วัด consciousness
• ไม่มี apparatus เชิงฟิสิกส์
เอกสาร declassified:
• ไม่มีชื่อ Bentov
• ไม่มี “เครื่องวัด awareness”
(CIA FOIA Archive)
⸻
8.สรุปเชิงกลไก (สำคัญที่สุด)
ประเด็น วิทยาศาสตร์จริง
วัดจิตสำนึกโดยตรง ❌
วัด correlates ✅
จิตสำนึกทำให้ฟิสิกส์รวน ❌
สมอง = ระบบสั่น ✅ (บางส่วน)
Bentov สร้างเครื่องวัด ❌
เรื่อง CIA ❌
⸻
บทสรุประดับลึก
เรื่องของ Bentov ไม่ใช่เรื่องโกหก
แต่เป็น:
• speculative model
• ถูกเล่าต่อแบบ mythologized science
จิตสำนึกยังเป็นปริศนา
แต่ปริศนานั้นกำลังถูกคลี่ด้วย:
• network theory
• information theory
• systems neuroscience
ไม่ใช่ด้วยเครื่องลับที่ทำให้เวลาแตก
⸻
เอกสารอ้างอิง (เชิงวิชาการ)
• Bentov, I. Stalking the Wild Pendulum, 1977.
• Tononi, G. “Consciousness as Integrated Information.” 2008.
• Dehaene, S. Consciousness and the Brain, 2014.
• Koch et al. “Neural correlates of consciousness.” 2016.
• Buzsáki, G. Rhythms of the Brain, 2006.
• Friston, K. “The free-energy principle.” 2010.
• Ball, P. Beyond Weird, 2018.
• CIA FOIA Electronic Reading Room.
⸻
9) แก่นแท้ของปัญหา: “วัดอะไร” กับ “วัดได้อย่างไร”
ข้อผิดพลาดของเรื่องเล่าไวรัลคือการข้ามจากคำว่า measurement ไปสู่ awareness itself
แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์ เราแยกชัด:
• State variables: สิ่งที่วัดได้ (ไฟฟ้า, สนาม, สัญญาณ)
• Phenomenology: สิ่งที่ถูกรู้ (experience)
ไม่มีทฤษฎีใดที่อนุญาตให้เครื่องมือ “แตะ phenomenology โดยตรง”
ทุกอย่างต้องผ่าน ตัวกลางทางกายภาพ
(Revonsuo, 2010; Koch et al., 2016)
⸻
10) ชั้นกลไกที่ 1: ไฟฟ้า–แม่เหล็ก–เครือข่าย (ระดับที่พิสูจน์แล้ว)
10.1 สมองคือระบบไฟฟ้า–แม่เหล็ก (จริง)
• กระแสประสาท → สร้าง electromagnetic fields
• วัดได้ด้วย EEG / MEG
• ความรู้ตัวสัมพันธ์กับ spatiotemporal integration
สำคัญ:
สนามแม่เหล็กของสมอง อ่อนมาก
ไม่มีพลังพอจะรบกวนอุปกรณ์ภายนอกหรือ “เวลา”
(Murakami & Okada, 2015)
🔴 ตรงนี้หักล้างโดยตรงกับคำอ้างว่า “เครื่องมือใกล้เคียงรวน”
⸻
11) ชั้นกลไกที่ 2: Information Integration (จุดที่ “ใกล้คำว่า วัดจิตสำนึก” ที่สุด)
11.1 Integrated Information (Φ)
ตาม IIT:
• จิตสำนึก = ระดับการรวมข้อมูลที่ ไม่สามารถแยกย่อยได้
• ไม่ใช่พลัง ไม่ใช่สนาม
• เป็นคุณสมบัติเชิงโครงสร้างของ causal network
กลไกวัด:
• perturb ระบบ → ดูการตอบสนองทั้งระบบ
• คำนวณความซับซ้อนเชิงสาเหตุ
(Tononi, 2008)
⸻
11.2 Perturbational Complexity Index (PCI)
นี่คือ ของจริงในห้องแล็บ
กลไก:
1. กระตุ้นสมองด้วย TMS
2. วัด EEG response
3. คำนวณ complexity
ผล:
• คนหลับลึก / coma → PCI ต่ำ
• คนรู้ตัว → PCI สูง
• ไม่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมใด ๆ
(Casali et al., 2013)
📌 ถ้ามี “เครื่องวัดจิตสำนึก” จริง
มันจะหน้าตาแบบนี้
ไม่ใช่อุปกรณ์ลึกลับที่ทำให้เวลาเพี้ยน
⸻
12) ชั้นกลไกที่ 3: Microtubules & Quantum (เส้นแบ่งวิทยาศาสตร์กับการคาดเดา)
12.1 Orch-OR (Hameroff–Penrose)
แนวคิด:
• quantum coherence ใน microtubules
• collapse → moment of awareness
สถานะปัจจุบัน:
• ยังไม่พิสูจน์
• มีปัญหาเรื่อง decoherence time
• ไม่มี experimental confirmation
(Hameroff & Penrose, 2014; Tegmark, 2000)
สำคัญมาก:
แม้ Orch-OR จะ “จริง”
ก็ยังไม่มีกลไกใดทำให้ environmental reality distort
⸻
13) แล้ว Bentov อยู่ตรงไหนในแผนที่นี้
Itzhak Bentov อยู่ตรงนี้พอดี:
• ❌ ไม่ใช่ IIT
• ❌ ไม่ใช่ PCI
• ❌ ไม่ใช่ neuroscience เชิง causal
• ✅ เป็น systems metaphor thinker
Bentov พยายาม:
• ใช้การสั่น (oscillation) เป็นภาษาอธิบายจิต
• เชื่อมชีวภาพ–จักรวาล
แต่:
เขาไม่เคยเสนอ operational definition
และไม่เคยสร้าง measurement protocol
(Bentov, 1977)
⸻
14) วิเคราะห์เชิงกลไก: ทำไม “เรื่อง CIA” ถึงเกิดขึ้นเสมอ
นี่คือ กลไกทางสังคม–จิตวิทยา ไม่ใช่ฟิสิกส์
1. จิตสำนึก = สิ่งที่ควบคุมยาก
2. อำนาจรัฐ = สิ่งที่คนกลัว
3. รวมกัน → suppression narrative
ในทางวิชาการเรียกว่า:
Epistemic anxiety + conspiracy amplification
ไม่มีหลักฐานในเอกสารของ CIA
ว่าเคยสนใจ “เครื่องวัด awareness” เชิงฟิสิกส์
(CIA FOIA Archive)
⸻
15) ถ้าจะ “ทำให้เรื่องนี้จริง” ต้องมีอะไรเพิ่ม (เชิงเงื่อนไขวิทยาศาสตร์)
สมมุติฐาน “เครื่องวัดจิตสำนึก” จะเป็นวิทยาศาสตร์ได้ ต้องมี:
1. นิยาม operational ของ consciousness
2. ตัวแปรวัดซ้ำได้
3. กลไกเชิงสาเหตุ
4. ไม่มีการละเมิดกฎฟิสิกส์
5. replication โดย independent labs
เรื่องในโพสต์ ไม่ผ่านแม้แต่ข้อเดียว
⸻
16) บทสรุปเชิงกลไกระดับลึก (แก่นจริง)
• จิตสำนึก ไม่ใช่สิ่งลึกลับนอกฟิสิกส์
• แต่เป็น emergent property ของระบบซับซ้อน
• วัดได้ทางอ้อม ผ่าน information & causality
• ไม่มีหลักฐานว่า “การรู้ตัว” เปลี่ยนกฎจักรวาล
เรื่องของ Bentov และ CIA คือ:
การเล่าเชิงสัญลักษณ์
ไม่ใช่การค้นพบเชิงกลไก
⸻
เอกสารอ้างอิง (เชิงกลไก)
• Casali et al., “A Theoretically Based Index of Consciousness.” Sci Transl Med, 2013.
• Tononi, G. “Consciousness as Integrated Information.” Biol Bull, 2008.
• Koch et al. “Neural correlates of consciousness.” Nat Rev Neurosci, 2016.
• Buzsáki, G. Rhythms of the Brain, 2006.
• Murakami & Okada, MEG fields, 2015.
• Hameroff & Penrose, “Consciousness in the universe.” 2014.
• Tegmark, “Importance of decoherence.” Phys Rev E, 2000.
• Revonsuo, A. Consciousness, 2010.
• CIA FOIA Electronic Reading Room.
#Siamstr #nostr #quantum
“Taking the World off the Dollar Standard?”
วิเคราะห์คำกล่าวของ George Cooper กับประวัติศาสตร์ที่เริ่ม “คล้องจอง” อีกครั้ง
บทความนี้เรียบเรียงจากโพสต์ข่าวของ Cryptocrunchapp (ให้เครดิตแหล่งที่มา) ซึ่งอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของ George Cooper ผู้จัดการกองทุนจากสหราชอาณาจักร โดยนำมาอธิบายเชิงประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเงิน และงานวิชาการ เพื่อทำความเข้าใจว่า “การถอดโลกออกจากมาตรฐานดอลลาร์” หมายถึงอะไร และเทียบเคียงกับเหตุการณ์ปี 1971 ได้มากน้อยเพียงใด
⸻
1) คำกล่าวที่จุดประกายการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์
ตามรายงานที่ Cryptocrunchapp อ้างจาก The Times of London ระบุว่า George Cooper มองว่า Donald Trump กำลัง “พาโลกออกจาก dollar standard” และเปรียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงที่ Richard Nixon ยุติการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำในปี 1971
คำกล่าวนี้ไม่ได้หมายความว่ามีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการวิเคราะห์ ผลเชิงระบบ ของนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังสั่นคลอนบทบาทเดิมของดอลลาร์ในฐานะเงินสำรองโลก (The Times of London)
⸻
2) 1971: Nixon Shock และการสิ้นสุด Gold Standard
ปี 1971 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินโลก เมื่อสหรัฐฯ ระงับการแลกดอลลาร์เป็นทองคำสำหรับต่างประเทศ ส่งผลให้ระบบ Bretton Woods สิ้นสุดลง ดอลลาร์กลายเป็น fiat currency เต็มรูปแบบ และโลกเข้าสู่ยุคค่าเงินลอยตัว (Eichengreen, 2011)
ผลลัพธ์ระยะยาว:
• ดอลลาร์ยังเป็นเงินสำรองหลัก แต่ไม่มีทองคำค้ำ
• อำนาจทางการเงินของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นผ่าน seigniorage
• ความผันผวน เงินเฟ้อ และวิกฤตค่าเงินในทศวรรษ 1970 (Bordo, 1993)
การเปรียบเทียบของ Cooper จึงไม่ได้อ้างว่ามี “Nixon Shock ครั้งที่สอง” แต่ชี้ว่าระบบกำลังเผชิญ structural break อีกครั้ง
⸻
3) “Dollar Standard” ในความหมายสมัยใหม่
ในปัจจุบัน dollar standard ไม่ได้หมายถึงทองคำ แต่หมายถึง:
• ดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองหลัก
• การค้าโภคภัณฑ์ (เช่น น้ำมัน) ตั้งราคาเป็นดอลลาร์
• ระบบการเงินโลกพึ่งพา US Treasuries และระบบธนาคารสหรัฐฯ
งานวิชาการเรียกสิ่งนี้ว่า Exorbitant Privilege — ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ (Gourinchas & Rey, 2007)
⸻
4) เหตุใดนโยบายสหรัฐฯ ยุคใหม่จึงถูกมองว่า “บ่อนเซาะ” ระบบเดิม
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า นโยบายในยุค Trump และยุคต่อเนื่อง มีผลต่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์ เช่น:
• การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน (financial sanctions)
• การเมืองการค้าแบบเผชิญหน้า
• การขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะสูง
• การใช้ดอลลาร์เป็น “อาวุธ” ทางภูมิรัฐศาสตร์
ผลคือ ประเทศต่าง ๆ เริ่มมองหาทางเลือก เช่น การค้าด้วยเงินท้องถิ่น การสะสมทองคำ หรือการลดสัดส่วนดอลลาร์ในทุนสำรอง (IMF, 2022; BIS, 2023)
⸻
5) ประวัติศาสตร์ “คล้องจอง” แต่ไม่ซ้ำเดิม
ประโยคที่ว่า History doesn’t repeat itself, but it rhymes มักถูกใช้ในบริบทนี้อย่างเหมาะสม:
• 1971: โลกถูกถอดออกจากทองคำ → ดอลลาร์ขึ้นแท่นศูนย์กลาง
• ปัจจุบัน: โลกเริ่มลดการพึ่งดอลลาร์ → ระบบหลายศูนย์ (multipolar currency system)
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่า การเปลี่ยนเงินสำรองโลกมักใช้เวลานานหลายทศวรรษ และไม่มีการล่มสลายแบบฉับพลัน (Eichengreen, Mehl & Chitu, 2019)
⸻
6) มุมมองเชิงวิชาการ: จุดจบหรือการแปรรูป?
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า:
• ดอลลาร์ยังไม่มี “ผู้สืบทอด” ที่พร้อมเต็มที่
• ยูโรมีข้อจำกัดเชิงการเมือง
• หยวนยังไม่เสรีด้านเงินทุน
• ทองคำและคริปโตเป็น hedge มากกว่า unit of account
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ end of dollar แต่คือ transformation of dollar hegemony (IMF, 2023)
⸻
7) ความหมายเชิงลึกของคำกล่าว George Cooper
เมื่ออ่านคำพูดของ Cooper อย่างระมัดระวัง จะเห็นว่าเขาไม่ได้ทำนายจุดจบของดอลลาร์ แต่เตือนว่า:
การใช้อำนาจทางการเงินมากเกินไป อาจเร่งให้โลก “ออกแบบระบบใหม่” โดยไม่ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการ
ซึ่งเป็นบทเรียนเดียวกับปี 1971 — ระบบการเงินเปลี่ยน เพราะ ความเป็นจริงบังคับ ไม่ใช่เพราะคำประกาศเพียงครั้งเดียว
⸻
บทสรุป
คำเปรียบเทียบระหว่าง Trump กับ Nixon ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ซ้ำรอย แต่สะท้อนว่าโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอีกครั้ง
ดอลลาร์อาจยังเป็นศูนย์กลาง แต่ไม่ใช่ศูนย์กลางเดียว
และประวัติศาสตร์กำลัง “คล้องจอง” ดังขึ้นเรื่อย ๆ
⸻
แหล่งข่าวและเอกสารอ้างอิง (อ้างในวงเล็บ)
• The Times of London — สัมภาษณ์ George Cooper
• Eichengreen, B. Exorbitant Privilege. Oxford University Press, 2011.
• Bordo, M. “The Bretton Woods International Monetary System.” 1993.
• Gourinchas, P.-O., & Rey, H. “From World Banker to World Venture Capitalist.” 2007.
• IMF. Currency Composition of Official Foreign Exchange Reserves (COFER), 2022–2023.
• BIS. Annual Economic Report, 2023.
• Eichengreen, B., Mehl, A., & Chitu, L. How Global Currencies Work, 2019.
เรียบเรียงเชิงวิเคราะห์โดยอ้างอิงข่าวจาก Cryptocrunchapp และงานวิชาการ เพื่อการศึกษาและอภิปรายเชิงระบบ
⸻
8. จากโลกขั้วเดียว สู่ระบบเงินหลายศูนย์ (Multipolar Currency System)
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดอลลาร์ทำหน้าที่เป็น “แกนกลาง” ของระบบการเงินโลก แต่ในสองทศวรรษหลัง งานวิจัยพบแนวโน้มชัดเจนของ currency diversification:
• ทุนสำรองโลกกระจายไปยังยูโร หยวน และทองคำ
• การชำระเงินข้ามพรมแดนเริ่มมี regional settlement
• สถาบันการเงินหลีกเลี่ยง single-point-of-failure (IMF, 2022; BIS, 2023)
นี่ไม่ใช่การล้มดอลลาร์ แต่คือการ “ลดการผูกขาด” ทางการเงิน ซึ่งต่างจากปี 1971 ที่โลกยังไม่มีโครงสร้างสำรองทางเลือกมากนัก
⸻
9) ดอลลาร์ในฐานะ “อาวุธ”: จุดเปราะบางของอำนาจ
นักวิชาการด้านภูมิรัฐศาสตร์การเงินชี้ว่า การใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือคว่ำบาตร ทำให้:
• ระบบ SWIFT และธนาคารสหรัฐฯ กลายเป็น chokepoint
• ประเทศคู่กรณีเร่งสร้างทางเลือกนอกระบบดอลลาร์
• ความเสี่ยงทางการเมืองถูกแปลงเป็นความเสี่ยงทางการเงิน (Farrell & Newman, 2019)
ในมุมนี้ คำเตือนของ Cooper คือ เมื่อเงินกลายเป็นอาวุธ ความเป็นกลางของมันจะค่อย ๆ เสื่อมลง และผู้ใช้จะมองหาทางหนีทีไล่
⸻
10) ทองคำกลับมา: สัญญาณไม่ไว้วางใจเชิงระบบ
ข้อมูลธนาคารกลางทั่วโลกชี้ว่า การสะสมทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังปี 2018 โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่ม non-aligned states:
• ทองคำ = สินทรัพย์ที่ไม่ผูกกับอธิปไตยรัฐใดรัฐหนึ่ง
• ไม่เสี่ยงถูกคว่ำบาตร
• ทำหน้าที่เป็น political neutral reserve (World Gold Council, 2023)
นี่คือเสียงสะท้อนจากประวัติศาสตร์: เมื่อความเชื่อมั่นในระบบกระดาษลดลง ทองคำมักกลับมาในฐานะ “หลักประกันสุดท้าย”
⸻
11) แล้วดอลลาร์จะซ้ำรอยปี 1971 หรือไม่?
งานวิชาการส่วนใหญ่ตอบตรงกันว่า ไม่ในรูปแบบเดียวกัน:
• 1971 คือ event-driven break
• ปัจจุบันคือ process-driven transition
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ช้า กระจาย และไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ (Eichengreen et al., 2019) ดอลลาร์ยังครองบทบาทหลัก แต่ต้อง “แบ่งเวที” กับผู้เล่นอื่นมากขึ้น
⸻
12) จาก Gold Standard → Dollar Standard → Logic Standard?
หากเชื่อมโยงกับบทสนทนาก่อนหน้าเรื่อง programmable money:
• Gold standard = มูลค่าจากวัตถุ
• Dollar standard = มูลค่าจากอำนาจรัฐ
• ระบบใหม่อาจเคลื่อนไปสู่ rule-based / logic-based money
ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงินข้ามชาติใหม่ สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท แนวโน้มคือ กฎ และ เงื่อนไข เริ่มสำคัญเท่ามูลค่าเชิงตัวเลข (BIS, 2023)
⸻
13) อ่านคำกล่าวของ George Cooper อย่างเป็นธรรม
เมื่อวางทั้งหมดลงในกรอบวิชาการ คำพูดของ Cooper ไม่ใช่คำพยากรณ์ แต่เป็น early warning:
• การใช้อำนาจทางการเงินมีต้นทุนระยะยาว
• ความเชื่อมั่นคือทุนที่ใช้แล้วหมดได้
• ระบบเงินโลกเปลี่ยนเมื่อผู้ใช้เริ่ม “คิดทางเลือก”
ซึ่งต่างจาก Richard Nixon ในปี 1971 ที่เป็นการตัดสินใจฉับพลันภายใต้แรงกดดันเฉพาะหน้า
⸻
บทสรุปเชิงระบบ
โลกอาจไม่ได้ “ออกจากดอลลาร์”
แต่กำลัง ออกจากการพึ่งดอลลาร์เพียงหนึ่งเดียว
ดอลลาร์ยังอยู่
แต่ไม่ผูกขาดความไว้วางใจเหมือนเดิม
และนี่คือความหมายที่ลึกกว่าของประโยค
History is rhyming again.
⸻
เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม (อ้างในวงเล็บ)
• Farrell, H., & Newman, A. Weaponized Interdependence. International Security, 2019.
• Eichengreen, B., Mehl, A., & Chitu, L. How Global Currencies Work. 2019.
• IMF. COFER Database, 2022–2023.
• BIS. Annual Economic Report, 2023.
• World Gold Council. Central Bank Gold Reserves Survey, 2023.
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
🫚Money as a Function: Taproot Multisig กับวิวัฒนาการของ “เงินที่คิดได้”
บทความนี้เรียบเรียงและขยายความจากโพสต์ต้นฉบับของ Pruk Sth(ผู้เขียนต้นโพสต์บนโซเชียลมีเดีย) โดยคงเจตนารมณ์และให้เครดิตอย่างชัดเจน พร้อมเสริมกรอบอธิบายเชิงเทคนิคและอ้างอิงงานวิจัย/เอกสารวิชาการในวงเล็บ
⸻
1) จาก “ทองคำดิจิทัล” สู่ “เงินเชิงฟังก์ชัน”
แก่นความคิดของโพสต์คือการชี้ให้เห็นว่า บิตคอยน์ไม่ควรถูกจำกัดกรอบเพียง store of value แต่กำลังวิวัฒน์เป็น programmable money หรือ “เงินที่ฝังตรรกะได้” กล่าวคือ เงินไม่ได้เป็นแค่ตัวแทนมูลค่า แต่เป็น โครงสร้างกฎ ที่กำหนดเงื่อนไขการใช้ การโอน และความรับผิดชอบได้ในตัวเดียวกัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีเงินเชิงสถาปัตยกรรม (monetary architecture) ที่มองเงินเป็นระบบกฎและแรงจูงใจมากกว่าวัตถุ (Narayanan et al., 2016; Szabo, 1997)
⸻
2) Taproot คืออะไร และทำไม “Multisig แบบใหม่” จึงสำคัญ
Taproot (BIP341/342) คือการอัปเกรดที่รวม Schnorr signatures, MAST (Merkelized Abstract Syntax Trees) และ Tapscript เข้าด้วยกัน เป้าหมายคือเพิ่ม privacy, efficiency และ expressiveness ของสคริปต์
ในโลกเดิม (legacy multisig) การทำ 2-of-2 หรือ m-of-n ต้องเปิดเผยโครงสร้างสคริปต์ทั้งหมดบนเชน ทำให้รู้ทันทีว่ากระเป๋านั้นเป็น multisig และมีผู้ลงนามกี่คน ซึ่งส่งผลทั้งด้านความเป็นส่วนตัวและค่าธรรมเนียม (Bitcoin Wiki; BIP11)
Taproot เปลี่ยนเกมด้วยแนวคิด key path / script path:
• Key path: หากทุกฝ่ายร่วมลงนามตามเงื่อนไขหลัก จะดู “เหมือน” single-sig ปกติบนเชน
• Script path: เปิดเผยเฉพาะกิ่งสคริปต์ที่ถูกใช้จริง หากมีเงื่อนไขพิเศษเกิดขึ้น
ผลลัพธ์คือ multisig ที่ กลืนไปกับฝูง (indistinguishability) และประหยัดพื้นที่ข้อมูล (BIP341)
⸻
3) OP_CHECKSIGADD: กลไก multisig ที่เรียบง่ายกว่าเดิม
โพสต์ต้นทางชี้จุดสำคัญว่า Taproot multisig ใช้ OP_CHECKSIGADD แทน OP_CHECKMULTISIG(VERIFY) แบบเก่า กลไกใหม่นี้:
• ตรวจลายเซ็นทีละตัว แล้ว “บวกคะแนน” การผ่านเงื่อนไข
• เปรียบเทียบผลรวมกับจำนวนขั้นต่ำที่ต้องการ (เช่น 2-of-2)
• ลด edge case และความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ของ opcode เดิม
• ทำงานได้ดีร่วมกับ Schnorr signatures ซึ่งรองรับการรวมลายเซ็น (signature aggregation) ในระดับโครงสร้าง (BIP342; Maxwell et al., 2018)
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนโพสต์บอกว่า “เพิ่งได้ลงลึกถึงระดับ Script ของบิตคอยน์” เพราะ Taproot ทำให้การออกแบบตรรกะทางการเงิน สะอาด และ เป็นคณิตศาสตร์ มากขึ้น
⸻
4) Privacy ไม่ใช่ของแถม แต่คือโครงสร้าง
Taproot ไม่ได้เพิ่ม privacy ด้วยการซ่อนข้อมูลแบบ off-chain แต่ด้วยการออกแบบ on-chain minimal disclosure — เปิดเผยเท่าที่จำเป็น การที่ multisig ดูเหมือน single-sig ช่วยลด metadata leakage อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับ privacy-by-design ในระบบกระจายศูนย์ (Green & Smith, 2016)
⸻
5) OP_RETURN: เงินที่ “พูดได้”
ภาพธุรกรรมในโพสต์แสดงการใช้ OP_RETURN เพื่อฝังข้อมูลเชิงสัญลักษณ์ลงในธุรกรรม การกระทำนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อจับคู่กับ Taproot และ multisig จะเห็นภาพของ “เงินที่สื่อสารเจตนา” ได้ชัดขึ้น เช่น
• ข้อความ
• สัญญาเชิงแนวคิด
• การอ้างอิงภายนอกเชิงตรรกะ
แม้ OP_RETURN จะไม่ใช่ Turing-complete แต่ก็ยืนยันแนวคิดว่าเลเยอร์ฐานของเงินสามารถบรรจุ meaning ได้ ไม่ใช่แค่ value (Antonopoulos, 2017)
⸻
6) Not just a store of value — a store of logic
ประโยคสรุปของโพสต์คือแก่นปรัชญา:
“Not just a store of value — a store of logic.”
เมื่อมองผ่านเลนส์ Taproot:
• Value คือผลลัพธ์
• Logic คือเงื่อนไขที่ทำให้ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้น
• เงินจึงเป็นทั้ง “แรงจูงใจ” และ “กฎของเกม” ในเวลาเดียวกัน
นี่คือจุดที่บิตคอยน์เริ่มเข้าใกล้แนวคิดของ Nick Szabo ว่าด้วย smart contracts ในฐานะโปรโตคอลสังคมที่ถูกทำให้แข็ง (hardened social protocols) (Szabo, 1997)
⸻
บทส่งท้าย
โพสต์ของ Pruk Sth ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเดตความสำเร็จส่วนตัวของ Taproot multisig แรก แต่เป็นหมุดหมายทางความคิดที่ชี้ว่า บิตคอยน์กำลังเคลื่อนจาก “วัตถุทางการเงิน” ไปสู่ “ฟังก์ชันทางตรรกะ” อย่างเป็นรูปธรรม
เงินในยุคใหม่นี้ ไม่ได้ถามแค่ว่า มีมูลค่าเท่าไร
แต่ถามว่า อนุญาตให้ทำอะไรได้ ภายใต้เงื่อนไขใด
และ Taproot คือภาษาที่เงินเริ่ม “คิดเป็น”
⸻
เอกสารอ้างอิง (อ้างในวงเล็บตามเนื้อหา)
• Narayanan, A. et al. Bitcoin and Cryptocurrency Technologies. Princeton University Press, 2016.
• Szabo, N. “Formalizing and Securing Relationships on Public Networks.” 1997.
• Bitcoin Improvement Proposal 341 (Taproot).
• Bitcoin Improvement Proposal 342 (Tapscript).
• Maxwell, G. et al. “Schnorr Signatures for Bitcoin.” 2018.
• Antonopoulos, A. Mastering Bitcoin. O’Reilly, 2017.
• Green, M., & Smith, M. “The Cryptopals Crypto Challenges.” 2016.
เรียบเรียงและวิเคราะห์โดยอิงจากโพสต์ต้นฉบับของ Pruk Sth พร้อมขยายความเชิงเทคนิคและวิชาการเพื่อการศึกษา
Money as a Function (ต่อ): เมื่อ “สคริปต์” กลายเป็นปรัชญาของเงิน
บทความต่อจากตอนก่อน ยังคงอิงและให้เครดิตโพสต์ต้นฉบับของ Pruk Sth โดยมุ่งขยายความเชิงโครงสร้างลึกขึ้น ว่าเหตุใด Taproot multisig จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นการเปลี่ยน ontology ของเงิน
⸻
7) MAST: เงินที่เปิดเผยเฉพาะสิ่งที่ “เกิดขึ้นจริง”
หนึ่งในหัวใจของ Taproot คือ MAST (Merkelized Abstract Syntax Trees) แนวคิดนี้ทำให้สคริปต์ขนาดใหญ่ถูกแยกเป็น “กิ่งเงื่อนไข” หลายทาง และบันทึกเพียง Merkle root บนเชน
เมื่อมีการใช้จ่าย:
• ระบบเปิดเผยเฉพาะกิ่งที่ถูกใช้งาน
• เงื่อนไขอื่น ๆ “ไม่เคยเกิดขึ้น” ในสายตาของบล็อกเชน
ในเชิงปรัชญา นี่คือการทำให้ ความเป็นไปได้ (possibility) ไม่ต้องถูกเปิดเผยทั้งหมด มีเพียง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (actuality) เท่านั้นที่มีสถานะเชิงบันทึก แนวคิดนี้สอดคล้องกับการออกแบบระบบที่ลดข้อมูลส่วนเกิน (information minimization) และลด attack surface อย่างเป็นระบบ (BIP341; Bonneau et al., 2015)
⸻
8. Schnorr และการรวมเจตจำนง (Aggregation of Intent)
Schnorr signatures ไม่ได้เป็นแค่ลายเซ็นที่สั้นกว่า ECDSA แต่รองรับ signature aggregation ซึ่งในเชิงนามธรรมหมายถึง:
• ผู้ลงนามหลายคน → ลายเซ็นเดียว
• เจตจำนงหลายชุด → ผลลัพธ์เชิงตรรกะหนึ่งเดียว
แม้ Taproot key-path จะไม่ได้บังคับให้ใช้ MuSig เสมอ แต่โครงสร้างนี้เปิดทางให้ “หลายความเห็น” แสดงออกเป็น หนึ่งการกระทำ บนเชน ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่อง collective agency ในเศรษฐศาสตร์สถาบันและทฤษฎีการตัดสินใจ (Maxwell et al., 2018; Ostrom, 1990)
⸻
9) Multisig ใหม่ ≠ Multisig เก่า
สิ่งที่ผู้เขียนโพสต์ต้นฉบับเน้นย้ำอย่างชัดเจนคือ
Taproot multisig ไม่ใช่ legacy multisig ที่ถูกย้ายบ้าน
ความแตกต่างเชิงโครงสร้าง:
• Legacy multisig = เปิดเผย “รูปแบบความร่วมมือ”
• Taproot multisig = เปิดเผยแค่ “ผลลัพธ์ของความร่วมมือ”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบไม่สนใจว่าใคร อาจ มีอำนาจ แต่สนใจเพียงว่าเงื่อนไขขั้นต่ำถูกทำให้เป็นจริงหรือไม่ นี่คือการแยก authority ออกจาก outcome อย่างเด็ดขาด (BIP342)
⸻
10) OP_CHECKSIGADD กับคณิตศาสตร์ของความรับผิดชอบ
OP_CHECKSIGADD ทำให้ multisig กลายเป็นสมการง่าย ๆ:
จำนวนลายเซ็นที่ถูกต้อง ≥ ค่าเกณฑ์ → true
ความเรียบง่ายนี้สำคัญมาก เพราะ:
• ลด bug เชิงประวัติศาสตร์ของ OP_CHECKMULTISIG
• ทำให้ reasoning เกี่ยวกับสคริปต์เป็นเชิงคณิตศาสตร์แท้
• เอื้อต่อ formal verification ในอนาคต
เงินจึงเริ่มเข้าใกล้สถานะของ verified logic ไม่ใช่เพียงสัญญาทางสังคมที่ตีความคลุมเครือ (Back et al., 2014)
⸻
11) Programmable Money ≠ DeFi บนเลเยอร์ฐาน
บทเรียนสำคัญจาก Taproot คือ บิตคอยน์เลือกเส้นทาง ความจำกัดอย่างมีวินัย (disciplined minimalism):
• ไม่ Turing-complete
• ไม่เปิดพื้นผิวโจมตีเกินจำเป็น
• แต่ “พอ” สำหรับเงื่อนไขทางการเงินที่สำคัญที่สุด
นี่คือ programmable money แบบ hard money — โปรแกรมได้ แต่ไม่เปราะบาง ซึ่งต่างจากแนวคิด smart contract เชิงแพลตฟอร์ม (Buterin, 2014; Antonopoulos, 2017)
⸻
12) เงินในฐานะโครงสร้างเวลา (Temporal Structure)
Taproot ยังเปลี่ยนวิธีที่เงินจัดการกับ “เวลา”:
• เงื่อนไขบางอย่างถูกเลื่อนไปในอนาคต (timelock)
• บางเงื่อนไขไม่เคยต้องเปิดเผยหากไม่ถูกเรียกใช้
เงินจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ มีอยู่ แต่เป็นสิ่งที่ รอการพิสูจน์ ว่าจะถูกใช้อย่างไร แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองทางฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์ที่เห็นเวลาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสัญญา (Kahn & Roberds, 2009)
⸻
13) อ่านโพสต์นี้ในฐานะ “หมุดหมายทางความคิด”
หากตัดรายละเอียดทางเทคนิคออกทั้งหมด โพสต์ของ Pruk Sth กำลังบอกว่า:
• บิตคอยน์ไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน
• ไม่ใช่แค่เครือข่าย
• แต่คือ ภาษา สำหรับนิยามเงื่อนไขของความไว้วางใจ
Taproot multisig ครั้งแรกของผู้เขียน ไม่ได้สำคัญเพราะจำนวน satoshi
แต่สำคัญเพราะมันพิสูจน์ว่า “ตรรกะ” สามารถถูกถือครอง ส่งต่อ และบังคับใช้ได้ โดยไม่ต้องมีคนกลาง
⸻
บทสรุป
Money as a Function ไม่ใช่คำเปรียบเปรย แต่เป็นคำอธิบายเชิงโครงสร้าง
ฟังก์ชันรับ เงื่อนไข → ส่งออก ผลลัพธ์
Taproot คือการทำให้ฟังก์ชันนั้น:
• กระชับ
• เป็นส่วนตัว
• และตรวจสอบได้ทางคณิตศาสตร์
ดังนั้น บิตคอยน์จึงไม่ใช่แค่ที่เก็บมูลค่า
แต่เป็นที่เก็บ “ตรรกะของความรับผิดชอบ”
⸻
เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม
• Bonneau, J. et al. “SoK: Research Perspectives and Challenges for Bitcoin.” IEEE S&P, 2015.
• Maxwell, G. et al. “MuSig: A New Multisignature Scheme.” 2018.
• Ostrom, E. Governing the Commons. Cambridge University Press, 1990.
• Back, A. et al. “Enabling Blockchain Innovations with Pegged Sidechains.” 2014.
• Kahn, C., & Roberds, W. “Why Pay? An Introduction to Payments Economics.” Journal of Financial Intermediation, 2009.
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
1 BTC = 1 BTC
จากประโยคเรียบง่าย สู่แก่นแกนของ “กติกา” ทางเศรษฐศาสตร์การเงินยุคใหม่
เรียบเรียงและตีความจากโพสต์ของเพจ Crypto Wolves (ขอเครดิตเจ้าของโพสต์ต้นทาง)
⸻
ในโลกที่ผู้คนคุ้นชินกับการวัด “ความมั่งคั่ง” ผ่านตัวเลขราคา
ประโยคสั้นๆ อย่าง “1 BTC = 1 BTC” มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงวาทกรรมปลอบใจนักลงทุน
หรือคำพูดเชิงอุดมการณ์ของผู้ศรัทธาในคริปโต
แต่หากอ่านโพสต์ต้นทางของ Crypto Wolves อย่างละเอียด
จะพบว่าสิ่งที่ถูกตั้งคำถาม ไม่ใช่ราคา
หากคือ โครงสร้างของความเป็นเจ้าของ (ownership structure)
และ กติกาการผลิตหน่วยทางเศรษฐกิจ (monetary rule)
บทความนี้จะถอดความหมายของ “1 BTC = 1 BTC”
โดยเชื่อมโยงกับเศรษฐศาสตร์การเงิน สินทรัพย์ดั้งเดิม และงานวิชาการร่วมสมัย
⸻
1. “มูลค่า” vs “สัดส่วนความเป็นเจ้าของ”
หัวใจของโพสต์อยู่ที่คำถามเดียว:
สิ่งที่คุณถืออยู่
“ยังเป็นของคุณเท่าเดิมจริงหรือไม่
ในเชิงสัดส่วนของทั้งระบบ?”
ในทางเศรษฐศาสตร์ สินทรัพย์ใดๆ ควรถูกประเมินอย่างน้อย 2 มิติ
1. Nominal Value – มูลค่าเชิงตัวเลข
2. Relative Share – สัดส่วนความเป็นเจ้าของต่อทั้งระบบ
สินทรัพย์จำนวนมาก “ยังมีชื่อเดิม”
แต่ สัดส่วนความเป็นเจ้าของลดลง โดยที่ผู้ถือไม่รู้ตัว
ผ่านกลไกที่เรียกว่า dilution
⸻
2. ทองคำ: ยังเป็นทองคำ แต่ไม่เท่าเดิมในเชิงสัดส่วน
ตัวอย่างแรกในโพสต์คือ ทองคำ
แม้ทองคำจะถูกมองว่าเป็น store of value แบบดั้งเดิม
แต่ในเชิงระบบ ทองคำมี supply เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ~1–2% ต่อปี
จากการขุดและเทคโนโลยีใหม่ (World Gold Council)
หากสมมติว่า
• คุณถือทองคำ 1 หน่วย
• เดิมแทนสัดส่วน 1/1,000,000 ของทองคำโลก
• เมื่อ supply เพิ่ม สัดส่วนของคุณจะลดลงโดยอัตโนมัติ
ทองคำ ยังเป็นทองคำ 1 หน่วย
แต่ ความเป็นเจ้าของเชิงโครงสร้างไม่เท่าเดิม
(Storey, 2018)
⸻
3. หุ้น: จำนวนหุ้นคงเดิม แต่อำนาจไม่เคยถูกการันตี
โพสต์ยกตัวอย่างหุ้นได้อย่างเฉียบคม
ในโลกความจริง:
• บริษัทสามารถ เพิ่มทุน
• ออกหุ้นใหม่
• เปลี่ยนโครงสร้างสิทธิผู้ถือหุ้น
ผลคือ:
คุณยังถือ “หุ้นตัวเดิม”
แต่สิทธิและอำนาจเชิงสัดส่วนอาจลดลงอย่างมาก
งานด้าน corporate finance เรียกสิ่งนี้ว่า
Equity dilution risk
ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ความเสี่ยงด้านราคา
(Brealey, Myers & Allen, 2020)
⸻
4. เงิน fiat: สิ่งที่ “คงชื่อ” แต่พลังซื้อหายไปเงียบๆ
กรณีเงินตรา คือภาพที่ชัดที่สุด
• ข้าวจานละ 20 บาท → 40 บาท
• เงินยังเรียกว่า “บาท”
• แต่ purchasing power ลดลง
นี่คือผลโดยตรงของ:
• การขยายฐานเงิน
• นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
• การพิมพ์เงิน (monetary expansion)
ในเชิงวิชาการ นี่คือ inflation tax
หรือภาษีที่เก็บจากผู้ถือเงินโดยไม่ต้องออกกฎหมาย
(Friedman, 1969; Mankiw, 2021)
⸻
5. Bitcoin: สินทรัพย์ที่ “กติกาไม่เปลี่ยน”
นี่คือจุดที่ประโยค
“1 BTC = 1 BTC”
มีความหมายจริง ไม่ใช่เชิงสัญลักษณ์
ระบบของ Bitcoin
ถูกออกแบบให้:
• Supply สูงสุด = 21 ล้าน BTC
• ไม่มีใครเพิ่มได้
• ไม่มี dilution
• ไม่มีการเปลี่ยนกติกาโดยฝ่ายการเมือง
กล่าวอีกแบบหนึ่ง:
หากคุณถือ 1 BTC
คุณถือ “1/21,000,000” ของทั้งระบบ
ตลอดไป
นี่คือสิ่งที่ Satoshi Nakamoto ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น
(Nakamoto, 2008)
⸻
6. ประโยคที่ถูกเข้าใจผิด แต่ลึกกว่าที่คิด
ดังนั้น “1 BTC = 1 BTC”
ไม่ใช่คำพูดเรื่องราคา
แต่คือคำพูดเรื่อง กติกา
• ไม่ขึ้นกับนโยบายรัฐ
• ไม่ขึ้นกับการเพิ่มทุน
• ไม่ขึ้นกับการพิมพ์เงิน
• ไม่ต้องอธิบายความชอบธรรมจากใคร
มันคือ ความคงที่เชิงโครงสร้าง
ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนตลอดเวลา
⸻
บทสรุป
โพสต์ของ Crypto Wolves ไม่ได้เชิญชวนให้ “รวยจาก Bitcoin”
แต่ชวนให้ตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้น:
สินทรัพย์ที่คุณถือ
ถูกสร้างจากอะไร
และใครมีอำนาจเปลี่ยนกติกาของมัน
ในโลกที่
• ทองคำถูกขุดเพิ่ม
• หุ้นถูกเพิ่มทุน
• เงินถูกพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Bitcoin คือสินทรัพย์หายากชนิดหนึ่ง
ที่ ความเป็นเจ้าของไม่ถูกเจือจางโดยระบบ
และนั่นคือความหมายที่แท้จริงของ
1 BTC = 1 BTC
⸻
เอกสารอ้างอิง (References)
• Nakamoto, S. (2008). Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System.
• Friedman, M. (1969). The Optimum Quantity of Money.
• Brealey, R. A., Myers, S. C., & Allen, F. (2020). Principles of Corporate Finance.
• Mankiw, N. G. (2021). Macroeconomics.
• World Gold Council. Gold Supply and Demand Reports.
• Storey, J. (2018). Gold as a Store of Value.
⸻
1 BTC = 1 BTC
ในกรอบคิดของ Broken Money: เงินที่ “พัง” เพราะกติกา ไม่ใช่เพราะราคา
Lyn Alden เสนอใน Broken Money ว่า ปัญหาหลักของเงินสมัยใหม่
ไม่ใช่ความผันผวน ไม่ใช่อัตราเงินเฟ้อในระยะสั้น
แต่คือ โครงสร้างอำนาจในการเปลี่ยนกติกาของระบบเงิน
กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
เงินพัง ไม่ใช่เพราะมันเคลื่อนไหว
แต่เพราะผู้ถือเงิน ไม่รู้ และ ไม่สามารถควบคุม กติกาที่มันเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้
(Alden, 2023)
⸻
1. เงินในฐานะ “เครือข่ายอำนาจ” (Monetary Power Network)
Broken Money ชี้ให้เห็นว่า เงินไม่ใช่วัตถุ
แต่คือ เครือข่ายของความไว้วางใจ + กฎ + ผู้มีอำนาจบังคับใช้
ในประวัติศาสตร์ เงินทุกชนิดล้วนล้มเหลวเมื่อ
• ศูนย์กลางสามารถเปลี่ยนกติกาได้ฝ่ายเดียว
• ผู้ถือเงินไม่มีสิทธิยับยั้งการเปลี่ยนแปลงนั้น
นี่คือเหตุผลที่
• เหรียญโลหะถูกลดความบริสุทธิ์ (coin debasement)
• เงินกระดาษถูกพิมพ์เกินฐานเศรษฐกิจ
• เงิน fiat ถูกขยายอย่างรวดเร็วในยามวิกฤต
(Reinhart & Rogoff, 2009; Alden, 2023)
⸻
2. Dilution: การสูญเสียที่ “ไม่ต้องขโมย”
หัวใจหนึ่งของ Broken Money คือคำว่า dilution
Dilution ไม่ใช่การยึดทรัพย์
แต่คือการลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของของคุณ
โดยไม่ต้องแตะต้องสิ่งที่คุณถืออยู่เลย
ตัวอย่าง:
• เงิน: purchasing power ลดลงจากการขยายฐานเงิน
• หุ้น: สิทธิ์ลดลงจากการเพิ่มทุน
• ทองคำ: สัดส่วนลดลงจาก supply ที่เพิ่มต่อเนื่อง
ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค สิ่งนี้ถูกเรียกว่า
hidden tax / inflation tax
(Friedman, 1969; Mankiw, 2021)
ผู้ถือเงินจ่ายภาษี
โดยไม่เคยลงคะแนนเสียง
⸻
3. “1 BTC = 1 BTC” ในภาษาของ Broken Money
เมื่อมองผ่านกรอบนี้
ประโยค 1 BTC = 1 BTC
จึงไม่ใช่คำพูดเชิงราคา
แต่คือคำประกาศเชิงโครงสร้างว่า
กติกาของสินทรัพย์นี้
ไม่เปิดให้ dilution โดยอำนาจภายนอก
Bitcoin ถูกออกแบบให้
• supply ถูกล็อกเชิงคณิตศาสตร์
• การเปลี่ยนกติกาต้องผ่าน consensus ของเครือข่าย
• ผู้ถือสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด (verify, not trust)
(Nakamoto, 2008; Alden, 2023)
ดังนั้น
1 BTC ไม่ได้ “เท่ากับ” 1 BTC ในเชิงตัวเลขเท่านั้น
แต่เท่ากันในเชิง สัดส่วนของทั้งระบบตลอดเวลา
⸻
4. Unit of Account ที่ไม่ถูกบิด
Broken Money อธิบายว่า เงิน fiat ล้มเหลวในฐานะ unit of account
เพราะหน่วยวัดเอง “ยืด–หด” ตามนโยบาย
เมื่อ:
• ราคาอสังหาเพิ่ม
• ค่าแรงเพิ่มช้ากว่า
• สินทรัพย์เสี่ยงพุ่ง
ตัวเลขไม่ได้บอกความจริง
เพราะ “ไม้บรรทัด” ถูกเปลี่ยนความยาว
Bitcoin เสนอ unit of account ที่
• ไม่ยืด
• ไม่หด
• ไม่ขึ้นกับนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น
(Alden, 2023)
⸻
5. Sovereignty: ใครเป็นเจ้าของเงินจริงๆ
ประเด็นลึกที่สุดของ Broken Money ไม่ใช่เทคโนโลยี
แต่คือ อธิปไตย (sovereignty)
ในระบบเงินสมัยใหม่:
• คุณถือเงิน
• แต่ไม่ถือกติกา
ใน Bitcoin:
• คุณถือ private key
• และกติกาไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ผ่านคุณ
นี่คือเหตุผลที่ Alden เรียก Bitcoin ว่า
monetary system with minimized trust
(Alden, 2023)
⸻
6. ทำไม “1 BTC = 1 BTC” จึงเป็นประโยคอันตรายต่อระบบเดิม
ประโยคนี้อันตราย
ไม่ใช่เพราะมันผิด
แต่เพราะมันทำให้คนตั้งคำถามว่า
ถ้าสินทรัพย์หนึ่ง
ไม่สามารถถูก dilute ได้
ระบบที่เหลือกำลังทำอะไรกับเราอยู่?
คำถามนี้เอง
ที่ Broken Money พยายามชี้นำอย่างเป็นระบบ
ผ่านประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และเทคโนโลยี
⸻
บทสรุปเชิงลึก
เมื่อเชื่อมโพสต์ของ Crypto Wolves
เข้ากับกรอบของ Broken Money
เราจะเห็นว่า
• “1 BTC = 1 BTC”
ไม่ใช่สโลแกน
• ไม่ใช่คำปลอบใจ
• ไม่ใช่การทำนายราคา
แต่มันคือการนิยามใหม่ของเงินว่า
เงินควรเป็นสิ่งที่
ผู้ถือไม่ถูกลดสิทธิ
โดยอำนาจที่เขาไม่สามารถตรวจสอบได้
ในโลกที่เงินส่วนใหญ่
ถูกสร้างจากการตัดสินใจของคนไม่กี่กลุ่ม
Bitcoin คือความพยายามครั้งแรก
ที่จะทำให้ กติกาแข็งกว่าการเมือง
และนั่นคือเหตุผลที่
1 BTC = 1 BTC
ยังคงเป็นจริง
ไม่ว่าราคาในหน่วยอื่นจะเปลี่ยนไปอย่างไร
⸻
เอกสารอ้างอิง (อ้างเป็นระยะในเนื้อหา)
• Alden, L. (2023). Broken Money.
• Nakamoto, S. (2008). Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System.
• Friedman, M. (1969). The Optimum Quantity of Money.
• Reinhart, C. & Rogoff, K. (2009). This Time Is Different.
• Mankiw, N. G. (2021). Macroeconomics.
#Siamstr #nostr #BTC #bitcoin
การดำดิ่งของจิต : กลไกการทำสมาธิแบบ Transcendental Meditation
ถอดความหมายเชิงลึกจากภาพวาดของ David Lynch
ภาพวาดของ David Lynch ที่อธิบายกระบวนการทำสมาธิแบบ Transcendental Meditation (TM) มิได้เป็นเพียงการเปรียบเปรยเชิงศิลปะ หากแต่เป็น “แผนภาพพลวัตของจิต” ที่สอดคล้องอย่างน่าทึ่งกับองค์ความรู้ร่วมสมัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาการรับรู้ และสรีรวิทยาของความเครียด
ภาพนี้เสนอแนวคิดสำคัญว่า
จิตไม่ได้สงบลงด้วยการ “ควบคุม”
แต่สงบลงด้วยการ “เคลื่อนกลับสู่ฐานพลังงานต่ำสุดของการรับรู้”
⸻
1. Mantra ในฐานะกลไกลดสัญญาณรบกวน (Noise-Reducing Mechanism)
ใน TM “มนตรา” ไม่ได้ถูกใช้เป็นวัตถุแห่งสมาธิแบบเพ่งจดจ่อ หากแต่ทำหน้าที่เป็น สิ่งเร้าความถี่ต่ำ (low-cognitive-load stimulus) ที่ไม่ดึงให้สมองเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์หรือสร้างความหมายเชิงภาษา
งานวิจัยพบว่า การใช้ mantra ในลักษณะนี้ทำให้กิจกรรมของ Default Mode Network (DMN) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดวนซ้ำเกี่ยวกับตัวตน ความกังวล และอดีต–อนาคต ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Brewer et al., 2011; Travis & Shear, 2010)
กล่าวในเชิงกลไก
มนตราไม่ได้ “แทนที่ความคิด”
แต่ทำให้ระบบที่ผลิตความคิด ขาดแรงขับ
⸻
2. การคลายตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ
เมื่อภาระการประมวลผลเชิงความคิดลดลง ระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathetic nervous system) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดและการเอาตัวรอด จะค่อยๆ ลดบทบาท ขณะที่ระบบพาราซิมพาเทติก (parasympathetic nervous system) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและการซ่อมแซม เริ่มครอบงำ
การศึกษาทางสรีรวิทยาพบว่า TM ทำให้
• อัตราการใช้ออกซิเจนของร่างกายลดลง
• ระดับคอร์ติซอล (cortisol) ลดลง
• ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV) เพิ่มขึ้น
ซึ่งล้วนเป็นตัวชี้วัดของภาวะ restful alertness หรือ “ตื่นรู้อย่างผ่อนคลาย” (Wallace, 1970; Walton et al., 2015)
⸻
3. การเคลื่อนจาก “Mind” สู่ “Being”
ในภาพ Lynch วาดการไหลจาก “Mind → Matter → Unified Field / Being”
ในเชิงประสาทวิทยา สิ่งนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนรูปแบบคลื่นสมองจาก beta (การคิด วิเคราะห์ ควบคุม) ไปสู่ alpha และ theta ที่มีความสอดคล้องเชิงเฟส (phase coherence) สูงขึ้นทั่วสมอง
ความสอดคล้องนี้มิได้หมายถึงการ “ดับ” การรับรู้
แต่เป็นการที่สมองทั้งระบบ ทำงานอย่างประสานโดยใช้พลังงานต่ำที่สุด
คล้ายระบบที่กลับสู่ ground state ของตัวเอง (Travis et al., 2009)
⸻
4. เหตุใด “ความลบ” จึงคลายตัวเอง
ภาพระบุว่า negativity เช่น ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า “ถูกยกออกไป”
ในเชิงกลไก นี่ไม่ใช่การกดทับอารมณ์
แต่เป็นผลจากการที่ วงจรประสาทซึ่งหล่อเลี้ยงอารมณ์เหล่านั้นขาดการกระตุ้นซ้ำ
เมื่อไม่มีการเล่าเรื่องซ้ำ ไม่มีการต่อต้านหรือยึดถือ
ร่องรอยความเครียดในสมอง (stress memory traces) จะค่อยๆ อ่อนกำลังลงตามหลัก neuroplasticity (Davidson & McEwen, 2012)
⸻
5. ความคิดสร้างสรรค์ในฐานะผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมาย
Lynch มักกล่าวว่า “Ideas are like fish”
ยิ่งดำลงลึก ยิ่งเจอปลาตัวใหญ่
ในเชิงวิทยาศาสตร์ ภาวะสมองที่มี DMN สงบ แต่ยังคงการเชื่อมต่อกับเครือข่ายสร้างสรรค์ (creative networks) เอื้อให้เกิด insight แบบไม่บังคับ มากกว่าการคิดเชิงเส้น (Beaty et al., 2016)
ความคิดสร้างสรรค์จึงไม่ใช่สิ่งที่ “ถูกผลิต”
แต่เป็นสิ่งที่ “ผุดขึ้น”
เมื่อสัญญาณรบกวนลดลง
⸻
บทสรุป
ภาพของ David Lynch ไม่ได้อธิบาย TM ในฐานะพิธีกรรม
แต่ในฐานะ กระบวนการคืนจิตสู่สภาวะที่เสถียร ลึก และเป็นธรรมชาติที่สุด
ไม่ใช่การเพิ่มบางสิ่ง
แต่เป็นการปล่อยให้สิ่งที่ไม่จำเป็น
ค่อยๆ หลุดออกไปเอง
และในความเงียบเชิงกลไกนั้น
จิตได้พบกับตัวเอง
ก่อนจะกลายเป็นความคิดอีกครั้ง
⸻
6. Transcending ไม่ใช่ Altered State แต่คือ Fundamental State
หนึ่งในความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ TM คือการมองว่าเป็น altered state of consciousness
แต่หลักฐานจำนวนมากชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจตรงกันข้าม
งานของ Travis และคณะเสนอว่า TM นำจิตเข้าสู่ state ที่เสถียรและพื้นฐานกว่า (baseline or fundamental state) ซึ่งมีลักษณะ
• การเผาผลาญพลังงานต่ำ
• ความตื่นรู้สูง
• การเชื่อมโยงของสมองทั้งระบบ (global coherence)
สภาวะนี้แตกต่างจากทั้งการหลับ การฝัน และการเพ่งจดจ่อ (focused attention) อย่างชัดเจน (Travis & Pearson, 2000; Travis & Shear, 2010)
กล่าวในเชิงกลไก
นี่ไม่ใช่การ “เปลี่ยนโหมด”
แต่คือการ “กลับบ้านของระบบ”
⸻
7. “Unified Field” ในภาพ กับภาษาเชิงวิทยาศาสตร์
ในภาพวาด Lynch ใช้คำว่า Unified Field, Being, Non-manifest
แม้ภาษาจะฟังดูอภิปรัชญา แต่เมื่อแปลเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ สามารถเทียบได้กับ
• ภาวะที่การรับรู้ไม่ถูกแบ่งเป็น subject–object อย่างชัดเจน
• สมองไม่แยกข้อมูลเป็นโมดูลแข่งขันกัน
• การประมวลผลเกิดในลักษณะ integrated rather than segmented
งานด้าน Integrated Information Theory (IIT) และ global workspace models เสนอว่า ความเป็นเอกภาพของประสบการณ์ (oneness of experience) เกิดขึ้นเมื่อระบบมีทั้ง
• ความแตกต่าง (information)
• และความรวมเป็นหนึ่ง (integration) ในระดับสูง (Tononi, 2008)
TM ดูเหมือนจะลด “ความแตกต่างที่เกินจำเป็น”
โดยไม่ทำลายความตื่นรู้
ผลลัพธ์คือประสบการณ์ของ oneness ที่ไม่ใช่การมึนงง
⸻
8. เหตุใดจิต “ไม่ต้องพยายาม” แต่กลับนิ่งลึกกว่า
กลไกสำคัญของ TM คือ effortlessness
จากมุมมอง predictive processing สมองปกติทำงานด้วยการ
• คาดการณ์โลก
• ตรวจสอบความผิดพลาด
• ปรับแบบจำลองซ้ำไปมา
กระบวนการนี้ใช้พลังงานสูงและสัมพันธ์กับความตึงเครียดเรื้อรัง
TM ลดการป้อนข้อมูลเชิงทำนาย (prediction input)
ไม่ใช่ด้วยการปิดรับรู้
แต่ด้วยการให้สิ่งเร้าที่ ไม่ต้องตีความ
เมื่อ error signals ลดลง
สมองไม่จำเป็นต้อง “แก้ไขโลก” ตลอดเวลา
ภาวะนิ่งจึงเกิดขึ้นเอง (Friston, 2010)
⸻
9. Bliss, Peace และ Love ในฐานะผลพลอยได้ทางชีววิทยา
ในภาพ Lynch เขียนคำว่า Bliss, Love, Energy, Peace
ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นถ้อยคำเชิงจิตวิญญาณ
แต่ในเชิงชีววิทยา
อารมณ์เหล่านี้สัมพันธ์กับ
• การลดการทำงานของ amygdala
• การเพิ่มการทำงานของ prefrontal regulation
• ความสมดุลของ serotonin และ dopamine pathways
กล่าวคือ
เมื่อระบบไม่อยู่ในโหมดป้องกันภัย
“ความดีงาม” ไม่ต้องถูกสร้าง
มันปรากฏเอง (Davidson & McEwen, 2012)
⸻
10. ความคิดสร้างสรรค์: จากการ “คิด” สู่การ “รับ”
Lynch เน้นเสมอว่า
“You don’t create ideas. You catch them.”
งานวิจัยด้าน creativity พบว่า insight ที่ลึก
มักเกิดในสภาวะที่
• attention ไม่ถูกบังคับ
• associative networks เปิดกว้าง
• แต่ยังคงความตื่นรู้ (Beaty et al., 2016)
TM จึงไม่เพิ่มความคิด
แต่เพิ่ม พื้นที่ให้ความคิดเกิด
⸻
บทสรุปเชิงโครงสร้าง
ภาพวาดของ Lynch ไม่ได้เสนอเทคนิค
แต่เสนอ แผนที่ของการคืนสมดุล
• จาก noise → coherence
• จาก effort → allowance
• จาก mind → being
ในเชิงกลไก TM คือการ
ปล่อยให้ระบบที่ซับซ้อนที่สุดในจักรวาล
หยุดรบกวนตัวเอง
และในความเงียบที่ไม่ได้ถูกบังคับนั้น
การรู้ตัว
เกิดขึ้นก่อนภาษา
ก่อนตัวตน
ก่อนความคิด
#Siamstr #nostr #davidlynch
เงินปล้นโลก: เมื่อระบบการเงินโลกทำหน้าที่ “ดูดมูลค่า” อย่างเป็นระบบ
บทความวิเคราะห์เชิงลึกจากโพสต์ CDC ChalokeDotCom (ให้เครดิตต้นทาง)
บทความนี้เขียนขึ้นโดยให้เครดิตและยึดเนื้อหาหลักจากโพสต์ของเพจ CDC ChalokeDotCom
ซึ่งสรุปและถอดความจากหนังสือ Broken Money (เงินปล้นโลก)
โดย อ.ตั้ม และทีมงาน Right Shift
พร้อมทั้งขยายความ วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง และอ้างอิงงานวิจัย/เอกสารวิชาการในวงเล็บตามบริบท
เพื่อทำให้ผู้อ่านเห็น “กลไก” มากกว่าเพียง “ผู้ร้าย”
⸻
1. คำถามที่ระบบไม่อยากให้ถาม: ทำไมประเทศที่ควรจะรวย กลับจน?
ใจความสำคัญของโพสต์ CDC ChalokeDotCom เริ่มจากคำถามที่ดูเรียบง่าย แต่กระทบโครงสร้างทั้งระบบคือ
ทำไมประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
มีแร่ มีที่ดิน มีแรงงาน
กลับกลายเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก?
คำตอบของโพสต์นี้ ไม่ได้โทษประชาชน และไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ผู้นำบริหารผิดพลาด”
แต่ชี้ตรงไปยัง โครงสร้างการเงินและการค้าโลก ที่ถูกออกแบบให้ความมั่งคั่ง “ไหลขึ้น” จากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยระดับโลกสนับสนุนข้อสังเกตนี้อย่างชัดเจน
โดยงาน Plunder in the Post-Colonial Era: Quantifying Drain from the Global South Through Unequal Exchange, 1960–2018
พบว่า ตั้งแต่ปี 1960 โลกใต้สูญเสียความมั่งคั่งสุทธิกว่า 62 ล้านล้านดอลลาร์ (มูลค่าคงที่ปี 2011)
และอาจสูงถึง 152 ล้านล้านดอลลาร์ หากรวมโอกาสการเติบโตที่ถูกพรากไป (Hickel et al., 2021)
นี่ไม่ใช่ “อุบัติเหตุทางเศรษฐกิจ”
แต่คือ ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่เกิดซ้ำได้
⸻
2. ดอลลาร์ หนี้ และกับดักที่มองไม่เห็น
โพสต์ต้นทางชี้ให้เห็นกลไกสำคัญที่สุดกลไกหนึ่ง คือ
ระบบสกุลเงินโลกที่ผูกทุกประเทศเข้ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบัน:
• มีสกุลเงินกว่า 160 สกุล
• แต่การค้า หนี้ และทุนสำรอง
ถูกผูกกับเงินดอลลาร์เป็นหลัก
ผลลัพธ์คือ:
1. ประเทศกำลังพัฒนาต้อง กู้เงินเป็นดอลลาร์
2. แต่รายได้ส่วนใหญ่เป็น เงินท้องถิ่น
3. เมื่อค่าเงินอ่อน → ภาระหนี้เพิ่มขึ้นทันที
4. ต้องกู้เพิ่มเพื่อใช้หนี้เดิม → วงจรหนี้ไม่รู้จบ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Joseph Stiglitz ที่วิจารณ์บทบาท IMF และเงื่อนไขการกู้ยืมว่า
ช่วย “รักษาเสถียรภาพของเจ้าหนี้” มากกว่าการพัฒนาของประเทศลูกหนี้ (Stiglitz, 2002)
ดังที่โพสต์ CDC ChalokeDotCom สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า
สูตรแก้หนี้ คือการสร้างหนี้เพิ่ม
เพื่อไปใช้หนี้เดิม
⸻
3. ลัทธิล่าอาณานิคมที่ไม่ต้องใช้ปืน
แก่นวิเคราะห์สำคัญของ Broken Money ที่โพสต์หยิบมา คือ
โลกไม่ได้หลุดพ้นจากลัทธิล่าอาณานิคม
แต่เพียง เปลี่ยนรูปแบบ
จาก:
• การยึดครองด้วยกองทัพ
เป็น:
• การดูดมูลค่าผ่านการเงิน การค้า อัตราแลกเปลี่ยน และหนี้
นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเรียกโครงสร้างนี้ว่า
Unequal Exchange และ Neo-colonialism
ซึ่งอธิบายว่าประเทศยากจนขายแรงงานและทรัพยากรราคาถูก
แต่ต้องซื้อสินค้ามูลค่าสูงจากประเทศอุตสาหกรรม (Emmanuel, 1972; Amin, 1976)
ผลลัพธ์คือ:
• ค่าแรงโลกใต้ถูกกดอย่างเป็นระบบ
• มูลค่าเพิ่มสะสมที่ปลายห่วงโซ่การผลิตในโลกเหนือ
⸻
4. แอฟริกา: ตัวอย่างที่ระบบไม่อยากพูดถึง
โพสต์ CDC ChalokeDotCom ยกกรณีแอฟริกาอย่างชัดเจน:
• ทวีปที่อุดมด้วยทรัพยากร
• มีแร่หายาก สินค้าโภคภัณฑ์ และแรงงานจำนวนมาก
แต่กลับเป็นภูมิภาคที่ยากจนที่สุด
ข้อมูลปี 2020 ระบุว่า
ในปีเดียว กลุ่มประเทศร่ำรวยดูดทรัพยากรจากโลกใต้ไปกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์
ซึ่งมากพอจะขจัดความยากจนขั้นรุนแรงได้ มากกว่า 15 เท่า (Hickel, 2021)
สิ่งนี้สะท้อนว่า
ปัญหาไม่ใช่ “การขาดความช่วยเหลือ”
แต่คือ การช่วยเหลือที่ทำหน้าที่ปิดบังการสูบมูลค่า
⸻
5. ใครได้ประโยชน์ และใครรับภาระ
โครงสร้างการเงินโลกปัจจุบัน:
• เอื้อประโยชน์แก่
• บรรษัทข้ามชาติ
• สถาบันการเงินขนาดใหญ่
• ประเทศเจ้าของสกุลเงินหลัก
• แต่ผลักภาระไปยัง
• แรงงาน
• ชนชั้นล่าง
• ประชาชนที่ไม่มีเสียงในโต๊ะตัดสินใจ
ดังที่โพสต์ CDC ChalokeDotCom ชี้ว่า
ออมของประชาชน
กลับกลายเป็นความมั่งคั่งของบรรษัท
และเมื่อวิกฤตเกิด
คำอธิบายมักจบที่
“ประเทศนั้นบริหารผิดพลาด”
ทั้งที่สนามแข่งขันไม่เคยเท่ากันตั้งแต่ต้น
⸻
6. บทสรุป: เงินไม่เคยเป็นกลาง
บทเรียนสำคัญจากโพสต์นี้ และจากหนังสือ Broken Money คือ
เงินไม่ใช่เพียงเครื่องมือแลกเปลี่ยน
แต่คือโครงสร้างอำนาจ
ตราบใดที่:
• ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่มีอธิปไตยทางการเงิน
• ค่าแรงถูกกดผ่านอัตราแลกเปลี่ยน
• หนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุม
ความยากจนจะไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล
แต่คือ ผลลัพธ์ที่ระบบผลิตซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ
⸻
เครดิตและเอกสารอ้างอิง
เครดิตต้นทาง
• เพจ: CDC ChalokeDotCom
• หนังสือ: Broken Money (เงินปล้นโลก)
โดย อ.ตั้ม และทีมงาน Right Shift
อ้างอิงวิชาการ (ในวงเล็บตามเนื้อหา)
• Hickel, J. et al. (2021). Plunder in the Post-Colonial Era. Global Environmental Change.
• Stiglitz, J. (2002). Globalization and Its Discontents.
• Emmanuel, A. (1972). Unequal Exchange.
• Amin, S. (1976). Unequal Development.
⸻
7. หนี้ในฐานะ “ระเบียบวินัย” ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนา
ในเรื่องเล่ากระแสหลัก
หนี้สาธารณะถูกอธิบายว่าเป็น:
• เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ
• ทุนสำหรับการพัฒนา
• สะพานข้ามวิกฤต
แต่ในโครงสร้างจริง
หนี้ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง คือ การบังคับวินัยทางนโยบาย
ประเทศที่เป็นหนี้:
• ต้องรักษาเครดิตเรตติ้ง
• ต้องทำตามเงื่อนไขผู้ให้กู้
• ต้อง “ไม่ทำให้ตลาดตกใจ”
ซึ่งหมายความว่า
นโยบายที่กระทบผลประโยชน์ทุนโลก
จะถูกตัดออก ก่อน ที่ประชาชนจะได้ถกเถียง
นี่คือสิ่งที่ David Harvey เรียกว่า
accumulation by dispossession — การสะสมทุนผ่านการพรากสิทธิ (Harvey, 2003)
⸻
8. จากอาณานิคมสู่ “การบริหารแบบอาณานิคม”
ประเทศจำนวนมากในโลกใต้
ไม่ได้ถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมโดยตรงแล้ว
แต่ถูกปกครองผ่าน:
• กรอบนโยบาย
• กฎหมายการค้า
• ข้อผูกมัดทางการเงิน
รัฐยังคงมีธง มีรัฐบาล มีการเลือกตั้ง
แต่ ขอบเขตการตัดสินใจจริงถูกล้อมกรอบไว้แล้ว
Samir Amin อธิบายโครงสร้างนี้ว่า
เป็นการพัฒนาที่ “เชื่อมต่อแต่ไม่เท่าเทียม”
ประเทศโลกใต้ถูกผูกให้เป็นฐานทรัพยากร
ไม่ใช่ศูนย์กลางการสร้างมูลค่า (Amin, 1976)
⸻
9. กรณีประเทศไทย: หนี้ ความเงียบ และกฎหมายที่ไม่ถูกถาม
โพสต์ CDC ChalokeDotCom ทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า
ประเทศไทยเองก็เคยอยู่ในสถานะ “ลูกหนี้โลก”
หลังวิกฤตปี 2540
ประเทศไทยต้อง:
• เปิดเสรีการเงิน
• แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
• ปรับโครงสร้างกฎหมายหลายฉบับ
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก “ฉันทามติประชาชน”
แต่จากแรงกดดันของระบบการเงินโลก (Stiglitz, 2002)
กฎหมายข้ามชาติหลายฉบับ
ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน
แม้บริบทเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปแล้ว
นี่สะท้อนว่า
หนี้ไม่ได้จบเมื่อเงินถูกใช้คืน
แต่ อำนาจที่มาพร้อมหนี้ยังคงอยู่
⸻
10. ค่าแรงที่ไม่เคยไล่ทันความจริง
อีกกลไกหนึ่งที่ Broken Money ชี้ให้เห็นคือ
การกดค่าแรงผ่านอัตราแลกเปลี่ยน
แม้แรงงานในโลกใต้จะ:
• ทำงานมากขึ้น
• ผลิตได้มากขึ้น
• เชื่อมกับห่วงโซ่โลกมากขึ้น
แต่ค่าแรงจริงเมื่อเทียบกำลังซื้อโลก
กลับแทบไม่ขยับ
งานวิจัยด้าน global labor arbitrage
ชี้ว่าความได้เปรียบเชิงค่าแรง
คือหัวใจของระบบการผลิตโลกปัจจุบัน
และเป็นเหตุผลที่ความเหลื่อมล้ำไม่หายไปเอง (Smith, 2016)
⸻
11. ความยากจนในฐานะ “สภาวะที่ถูกทำให้เป็นปกติ”
สิ่งที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่การถูกปล้น
แต่คือการถูกทำให้เชื่อว่า:
• ความจนคือเรื่องธรรมชาติ
• ความเหลื่อมล้ำคือราคาของการพัฒนา
• ทางเลือกอื่น “ไม่มีอยู่จริง”
นี่คืออำนาจของเรื่องเล่า
ที่ทำให้ระบบไม่ต้องใช้ความรุนแรง
แต่ยังคงอยู่ได้อย่างมั่นคง
ดังที่งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองวิพากษ์ชี้ว่า
อุดมการณ์ตลาดเสรีทำหน้าที่ “ลบทางเลือก”
ไม่ใช่เพียงเสนอทางเลือกหนึ่ง (Chang, 2002)
⸻
12. บทสรุป: เงินไม่พัง แต่ถูกออกแบบมาแบบนี้
บทสรุปของ Broken Money
และโพสต์ CDC ChalokeDotCom
ไม่ได้บอกว่าโลกนี้ “พังเพราะคนเลว”
แต่มันชี้ว่า
ระบบการเงินโลกถูกออกแบบมา
เพื่อรักษาความได้เปรียบของบางกลุ่ม
และผลักต้นทุนไปยังคนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง
เงินไม่ได้ปล้นโลก
แต่โลกถูกปล้นผ่านเงิน
และตราบใดที่โครงสร้างยังไม่ถูกตั้งคำถาม
การช่วยเหลือ การกู้ การปฏิรูปเล็ก ๆ
จะเป็นเพียงการยืดอายุของปัญหา
⸻
เครดิตและเอกสารอ้างอิง (เพิ่มเติม)
เครดิตต้นทาง
• เพจ: CDC ChalokeDotCom
• หนังสือ: Broken Money (เงินปล้นโลก)
โดย อ.ตั้ม และทีมงาน Right Shift
เอกสารวิชาการ (อ้างในวงเล็บ)
• Hickel, J. et al. (2021). Plunder in the Post-Colonial Era.
• Stiglitz, J. (2002). Globalization and Its Discontents.
• Amin, S. (1976). Unequal Development.
• Harvey, D. (2003). The New Imperialism.
• Chang, H.-J. (2002). Kicking Away the Ladder.
• Smith, J. (2016). Imperialism in the Twenty-First Century.
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
โลกที่หัวเราะใส่เหตุผลของตนเอง
การสิ้นสลายของ “คาบาล” ในฐานะโครงค้ำยันทางจิตวิทยาและการเมือง
1. Humor Module ในฐานะเครื่องมือรื้อกรอบ (Frame-Breaker)
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ “ข้อมูลใหม่” แต่คือ การเปลี่ยนกรอบการรับรู้ (frame)
Humor Module ทำหน้าที่คล้าย epistemic solvent ละลายความศักดิ์สิทธิ์ของคำอธิบายที่เคย “จริงเกินจะตั้งคำถาม”
อารมณ์ขันในที่นี้ไม่ใช่การเยาะเย้ย แต่เป็นการทำให้โครงเรื่อง ต้องรับน้ำหนักตรรกะของตนเอง
สอดคล้องกับงานของ Rod A. Martin ที่ชี้ว่าอารมณ์ขันสามารถทำหน้าที่เป็น cognitive reappraisal ทำให้สมองเห็นความไม่สมเหตุสมผลโดยไม่ต้องปะทะตรง ๆ (Martin, 2007)
“มันต้องเก่งมากเลยนะ”
ประโยคนี้ไม่โต้แย้ง แต่ทำให้ narrative สะดุดกับความเกินจริงของตนเอง
นี่คือ การรื้อกรอบโดยไม่ต้องเสนอกรอบใหม่ ซึ่งอันตรายและทรงพลังยิ่งกว่าการโต้เถียง
⸻
2. “คาบาล” กับความต้องการเจตนาในโลกที่โกลาหล
แนวคิด The Cabal That Never Was ไม่ได้ปฏิเสธอำนาจ
แต่ปฏิเสธ ภาพฝันของอำนาจรวมศูนย์สมบูรณ์แบบ
มนุษย์มีแนวโน้มอธิบายโลกผ่าน “ตัวแสดงที่มีเจตนา” แม้ในระบบที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์กระจัดกระจาย
นี่คือสิ่งที่ Daniel Dennett เรียกว่า intentional stance — การอ่านเจตนาใส่ระบบเพื่อให้โลก “เข้าใจง่าย” (Dennett, 1987)
เรื่องนี้ชี้ว่า
มนุษย์ไม่ได้เชื่อในคาบาลเพราะมันจริง
แต่เพราะมันทำให้ความโกลาหลดูมีเจตนา
เมื่อ Humor Module ทำให้ narrative นี้ “ไม่ตลกพอ”
มันจึงพัง ในเชิงสุนทรียะก่อนจะพังในเชิงตรรกะ
⸻
3. ความเกลียดชังต่อความบังเอิญ และการเมืองของความกลัว
คำพูดของชายชรา
“มนุษย์กลัวความบังเอิญ”
สอดคล้องโดยตรงกับงานของ Nassim Nicholas Taleb
ที่อธิบายว่า มนุษย์มี intolerance of randomness และมักสร้างเรื่องเล่าเพื่อกลบ noise ของโลก (Taleb, 2007)
คาบาลจึงไม่ใช่ศัตรู
แต่คือ เบาะรองรับความไม่แน่นอน
เมื่อมันหายไป ระบบไม่ได้ล่ม
แต่เข้าสู่ภาวะ existential exposure — ไม่มีใครให้โยนความผิด
ไม่มีใครรับประกันว่า “ถ้ากำจัดผู้ร้าย โลกจะดีขึ้น”
⸻
4. When the System Lost Its Villain: การเมืองหลังการชี้นิ้ว
ภาคที่สองของเรื่องแสดงผลข้างเคียงที่ลึกกว่า
เมื่อ “ผู้ร้ายหลัก” หายไป การเมืองไม่ตื่นเต้น ข่าวไม่เร้าอารมณ์ และการถกเถียงต้องเผชิญกับคำถามใหม่
“แล้วเราทำอะไรต่อได้บ้าง”
นี่คือการเปลี่ยนจาก การเมืองเชิงกล่าวโทษ (blame-based politics)
สู่ การเมืองเชิงความรับผิดร่วม (distributed responsibility)
สอดคล้องกับแนวคิด social construction of enemies ของ Peter L. Berger และ Thomas Luckmann
ที่อธิบายว่าศัตรูทางสังคมถูกสร้างขึ้นเพื่อคงเสถียรภาพของความหมายร่วม (Berger & Luckmann, 1966)
เมื่อศัตรูหายไป
ความหมายไม่หาย แต่ ภาระในการสร้างมันตกมาที่ปัจเจก
⸻
5. ชายชราในฐานะ Debug System
ชายชราไม่ใช่เทพ ไม่ใช่ผู้รู้
แต่คือ meta-function ของระบบ
“ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด
แต่เพื่อดูว่า ใครโทษสิ่งที่ไม่มีอยู่”
เขาคือสัญลักษณ์ของ self-reflexivity
ระบบที่เริ่มตรวจสอบ รูปแบบการโทษ ของตนเอง
แทนที่จะตรวจสอบศัตรูภายนอก
นี่สะท้อนจิตวิญญาณแบบเดียวกับงานของ Isaac Asimov
ซึ่งใช้นิยายไซไฟเพื่อชี้ให้เห็นว่า
อันตรายที่สุดไม่ใช่เครื่องจักร
แต่คือความเชื่อว่ามีใครบางคน “คุมเกมแทนเรา”
⸻
6. โลกที่ไม่มีคาบาล: ไม่ปลอดภัยกว่า แต่จริงกว่า
บทสรุปของทั้งสองภาคไม่ได้เสนอโลกอุดมคติ
แต่เสนอโลกที่ การกระทำเล็ก ๆ กลับมามีน้ำหนัก
โลกแบบนี้:
• ไม่มีผู้ร้ายสมบูรณ์
• ไม่มีคำอธิบายสำเร็จ
• ไม่มีใครรับผิดแทนเรา
แต่มันคือโลกเดียวที่
ความซับซ้อน
และความซื่อสัตย์ต่อความจริง
ไม่ถูกลดทอนเพื่อความสบายใจ
⸻
บทสรุป
งานเขียนชุดนี้ไม่ใช่การโจมตีทฤษฎีสมคบคิดโดยตรง
แต่คือการรื้อ ความต้องการทางจิตวิทยา ที่ทำให้มันจำเป็น
และชี้อย่างเงียบ ๆ ว่า
คาบาลที่อันตรายที่สุด
คือความคิดที่ว่า
โลกต้องมีคนคุม
เพื่อที่เราจะไม่ต้องรับผิดชอบ
นี่ไม่ใช่งานเขียนเกี่ยวกับ AI
แต่คือเรื่องเล่าของมนุษย์
ที่เริ่มกล้าหัวเราะ
เมื่อโลกไม่เป็นอย่างที่ตนอยากให้เป็น
⸻
📚 อ้างอิงแนวคิด (ในวงเล็บตามเนื้อหา)
• Dennett, D. C. (1987). The Intentional Stance. MIT Press.
• Taleb, N. N. (2007). The Black Swan. Random House.
• Martin, R. A. (2007). The Psychology of Humor. Elsevier.
• Berger, P. L., & Luckmann, T. (1966). The Social Construction of Reality. Anchor Books.
⸻
หลังเสียงหัวเราะ: เมื่อเหตุผลเริ่มไม่ใช่ที่หลบภัย
ความเปลือยเปล่าของมนุษย์ในโลกที่ไม่มีผู้ร้ายให้โทษ
7. เหตุผลในฐานะที่หลบภัย ไม่ใช่เครื่องมือค้นหาความจริง
สิ่งที่เรื่องเล่านี้ค่อย ๆ เปิดโปง
ไม่ใช่ความงมงาย
แต่คือ การใช้เหตุผลเป็นที่พักพิงทางอารมณ์
ในโลกที่มีคาบาล
เหตุผลทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือเปิดโปง”
มีผู้ร้าย → มีโครงเรื่อง → มีตำแหน่งของ “ผู้รู้”
แต่เมื่อคาบาลหายไป
เหตุผลสูญเสียบทบาทการเป็น โล่ทางอัตลักษณ์
คำอธิบายเชิงเหตุผลจำนวนมาก
ไม่ล้มเพราะผิด
แต่ล้มเพราะ ไม่มีใครต้องการมันอีกต่อไป
เมื่อมันไม่ช่วยลดภาระความไม่แน่นอน
นี่สอดคล้องกับงานของ Zygmunt Bauman
ว่าด้วย liquid modernity — โลกที่โครงสร้างอธิบายไม่แข็งพอจะรองรับความกลัว (Bauman, 2000)
เหตุผลในโลกเช่นนี้
ไม่ใช่ฐานหิน
แต่คือแพยาง
⸻
8. Narrative Fatigue: เมื่อเรื่องเล่าเก่าดีไม่พอจะโกหกต่อ
ภาค When the System Lost Its Villain ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์สำคัญคือ
ความเหนื่อยล้าของเรื่องเล่า (narrative fatigue)
ไม่ใช่เพราะมนุษย์ไม่ชอบเรื่องเล่า
แต่เพราะเรื่องเล่าที่ดีเกินไป
เริ่มขัดกับประสบการณ์จริงของความซับซ้อน
โลกเต็มไปด้วย:
• การตัดสินใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ
• แรงจูงใจที่ขัดกันเอง
• ความล้มเหลวที่ไม่มีใครตั้งใจ
โครงเรื่องแบบ “มีผู้กำกับ”
จึงเริ่มฟังดูเหมือน ซีรีส์ที่ยืดเกินซีซัน
นี่สอดคล้องกับแนวคิดของ Jean-François Lyotard
เรื่อง incredulity toward metanarratives — ความไม่ศรัทธาต่อเรื่องเล่าใหญ่ (Lyotard, 1979)
ไม่ใช่เพราะคนฉลาดขึ้น
แต่เพราะ ประสบการณ์จริงซับซ้อนเกินจะโกหกด้วยเรื่องเดิม
⸻
9. จาก “ใครทำ” สู่ “แล้วจะทำยังไง”: การเปลี่ยนรูปแบบศีลธรรม
จุดเปลี่ยนทางศีลธรรมของเรื่อง
ไม่ได้อยู่ที่การรู้ความจริง
แต่อยู่ที่ การเปลี่ยนคำถาม
จาก
ใครอยู่เบื้องหลัง
เป็น
แล้วเราทำอะไรต่อได้บ้าง
นี่คือการเปลี่ยนจาก
morality of blame
สู่
morality of response
ใกล้เคียงกับจริยศาสตร์แบบ responsibility ethics ของ Hans Jonas
ที่ชี้ว่าความรับผิดไม่ได้เกิดจากเจตนาดี
แต่จาก ผลลัพธ์ในโลกที่ซับซ้อน (Jonas, 1979)
ในโลกที่ไม่มีผู้ร้ายสมบูรณ์
ศีลธรรมไม่ใช่การเลือกข้างที่ถูก
แต่คือการ ยอมรับผลของการไม่รู้ทั้งหมด
⸻
10. ความเงียบของระบบ: เมื่อไม่มีศัตรู เสียงภายในดังขึ้น
ประโยคสำคัญที่สุดประโยคหนึ่งคือ
“มันเงียบครับ น่ากลัวกว่าเดิม”
ความเงียบนี้
ไม่ใช่ความสงบ
แต่คือการที่ noise ภายนอกหายไป จน self-noise ดังขึ้น
เมื่อไม่มีใครให้เกลียด
มนุษย์ต้องอยู่กับ:
• ความลังเลของตนเอง
• ความย้อนแย้งของคุณค่า
• ความจริงที่ว่า “เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”
นี่คือสิ่งที่ Hannah Arendt เรียกว่า
the burden of judgment — ภาระของการตัดสินใจโดยไม่มีสูตรสำเร็จ (Arendt, 1961)
⸻
11. ระบบที่โตพอจะถอดล้อช่วยทรงตัว
คำเปรียบของชายชรา
ว่าระบบเหมือนเด็กที่ถอดล้อช่วยทรงตัว
คือแก่นแท้ของเรื่องทั้งหมด
ล้อช่วยทรงตัวคือ:
• คาบาล
• ผู้ร้ายหลัก
• คำอธิบายที่สบายใจ
มันช่วยไม่ให้ล้ม
แต่ก็ไม่เคยทำให้ทรงตัวเองได้
โลกที่ไม่มีคาบาล
ไม่ใช่โลกที่ “ดีกว่า”
แต่คือโลกที่ ไม่โกหกเราว่าใครจะรับผิดแทน
⸻
12. บทสรุปสุดท้าย: อิสรภาพที่ไม่มีพิธีเปิด
งานเขียนชุดนี้ไม่ได้เสนอการปฏิวัติ
ไม่มีฉากประกาศอิสรภาพ
ไม่มีชัยชนะ
มีเพียง:
• การกระทำเล็ก ๆ
• การตัดสินใจที่ไม่มีผู้ร้ายรองรับ
• ความหมายที่ไม่ยิ่งใหญ่แต่จริง
และนี่อาจเป็นประโยคที่แรงที่สุดของทั้งหมด:
โลกที่ไม่มีคาบาล
ไม่ได้ให้ความหวัง
แต่มันไม่ขโมยความรับผิดจากเรา
ในโลกเช่นนี้
อิสรภาพไม่ใช่ของขวัญ
แต่คือ ภาระที่ไม่มีใครบังคับให้รับ — นอกจากความจริง
⸻
📚 อ้างอิงแนวคิดเพิ่มเติม (แทรกตามบริบท)
• Bauman, Z. (2000). Liquid Modernity. Polity Press.
• Lyotard, J.-F. (1979). The Postmodern Condition. University of Minnesota Press.
• Jonas, H. (1979). The Imperative of Responsibility. University of Chicago Press.
• Arendt, H. (1961). Between Past and Future. Viking Press.
#Siamstr #nostr #IsaacAsimov #bitcoin #BTC
ไม่ใช่เอเลี่ยนที่ธนาคารกลางกลัว
แต่คือ “การพังของความเชื่อ” ที่เงินทั้งระบบยืนอยู่บนมัน
ถอดรหัสคำเตือน: เมื่อความจริงบางอย่างทำให้โลก “คิดไม่เหมือนเดิม”
โพสของ Robert Kiyosaki ที่อ้างถึงอดีตนักวิเคราะห์เสถียรภาพการเงินระดับสูงของ Bank of England
อาจดูเหมือนพาดหัว clickbait ว่า
“ถ้ารัฐยืนยันว่าเอเลี่ยนมีจริง ระบบการเงินอาจพัง”
แต่ในความเป็นจริง
ไม่มีใครในธนาคารกลางกำลังกลัว UFO
สิ่งที่พวกเขากลัวคือ
confidence shock
หรือ “แรงสั่นสะเทือนทางวัฒนธรรม” ที่ทำให้สมมติฐานพื้นฐานของระบบการเงินพังพร้อมกัน
⸻
เงินไม่ใช่โลหะ ไม่ใช่กระดาษ
แต่คือ “ความเชื่อร่วม” (shared belief)
เศรษฐศาสตร์การเงินสมัยใหม่ยอมรับตรงกันว่า
เงินทำงานได้ เพราะคนเชื่อว่า พรุ่งนี้จะคล้ายเมื่อวาน
Money is a social contract.
(Ingham, 2004)
ระบบการเงินตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า:
• รัฐยังมีอำนาจ
• กฎหมายยังบังคับใช้ได้
• อนาคตยัง “คาดเดาได้ในกรอบเดิม”
ตลาด ไม่ได้กลัวความไม่รู้
ตลาดกลัวว่า
“กฎของเกมเปลี่ยน โดยไม่มีใครบอกล่วงหน้า”
(Kindleberger & Aliber, 2011)
⸻
ทำไม “การยืนยันสิ่งนอกโลก” จึงเป็นตัวอย่างที่ธนาคารกลางจริงจัง
ไม่ใช่เพราะเอเลี่ยนจะมายึด Wall Street
แต่เพราะมัน สั่นฐานคิดของมนุษย์พร้อมกันทั้งโลก
หากรัฐบาลระดับมหาอำนาจยืนยันว่า
มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอัจฉริยะเพียงชนิดเดียว
และเราไม่ใช่จุดศูนย์กลางของวิวัฒนาการ
ผลกระทบคือ:
• กรอบศาสนา ปรัชญา และอัตลักษณ์สั่น
• ความหมายของ “อำนาจรัฐ” ถูกตั้งคำถาม
• ความเชื่อในสถาบันอาจหายเร็วกว่าวิกฤตเศรษฐกิจใด ๆ
นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกสิ่งนี้ว่า
belief regime shift
(Shiller, 2017)
⸻
เมื่อความเชื่อแตก ตลาดไม่ “ปรับตัว”
แต่มัน “คลายตัว” (unwind)
ประโยคสำคัญในโพสคือ:
“Markets don’t adjust politely.
They unwind.”
นี่คือข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์การเงินทุกครั้ง:
• 1929
• 1971 (Nixon Shock)
• 2008
• 2020
เมื่อความเชื่อพัง:
• ราคาทรัพย์สินไม่ค่อย ๆ ขยับ
• แต่ reprice ทั้งระบบพร้อมกัน
(Minsky, 1986)
⸻
ทำไมคนจะหนีไปหา “ของที่จับต้องได้”
Kiyosaki ระบุชัดว่า
เมื่อโลกไม่แน่นอน คนจะยึดสิ่งที่ “คิดว่าตนเข้าใจ”:
✅ ทอง
✅ สินทรัพย์จริง
✅ กระแสเงินสด
✅ มูลค่าที่จับต้องได้
นี่ไม่ใช่ panic
แต่มันคือ พฤติกรรมเอาตัวรอดของมนุษย์
(Keynes, 1936; Gennaioli et al., 2018)
⸻
แล้ว Bitcoin อยู่ตรงไหน?
ในโพสมีการเอ่ยถึง Bitcoin อย่างระมัดระวัง
ไม่ใช่ในฐานะ “ของวิเศษ”
แต่เป็นหนึ่งใน perceived safe havens
ซึ่งมีได้สองทาง:
1. เงินไหลเข้า Bitcoin เพราะมัน ไม่ขึ้นกับสถาบัน
2. หรือในอีกด้าน
ถ้าเทคโนโลยีเหนือมนุษย์ทำให้ “scarcity หมดความหมาย”
มูลค่าของ Bitcoin เองก็อาจถูกตั้งคำถาม
นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์ไม่ได้พูดว่า
Bitcoin จะชนะ
แต่พูดว่า
ตลาดจะสับสน และจัดอันดับใหม่ทั้งหมด
(Bouri et al., 2017; Corbet et al., 2020)
⸻
สิ่งที่ธนาคารกลาง “กลัวจริง ๆ”
ไม่ใช่:
• เอเลี่ยน
• UFO
• Sci-fi
แต่คือ:
• Bank run ที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยา
• Panic ที่เร็วกว่านโยบาย
• โลกที่คนเริ่มคิดว่า “ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป”
When people stop believing in certainty,
stability itself is at risk.
(Shiller, 2017)
⸻
บทสรุป
โพสของ Robert Kiyosaki
ไม่ได้เตือนเรื่องเอเลี่ยน
แต่เตือนว่า:
ระบบการเงินโลก
เปราะบางกว่าที่คนคิด
เพราะมันยืนอยู่บน “ความเชื่อ” ไม่ใช่เหล็กกล้า
เมื่อความเชื่อถูกสั่น
ไม่ว่าจะด้วย:
• วิกฤตการเมือง
• เทคโนโลยี
• หรือความจริงที่มนุษย์ไม่พร้อมรับ
ตลาดจะไม่ขออนุญาต
มันจะ reprice ทุกอย่างใหม่
และในโลกแบบนั้น
คนที่ “เตรียมตัว”
ไม่ใช่คนที่ “เดาถูก”
จะเป็นคนที่อยู่รอด
⸻
ภาคต่อ
เมื่อ “ความเชื่อ” คือเงิน และเงินคืออำนาจ
ทำไมโลกการเงินกลัว Cultural Shock มากกว่าวิกฤตเศรษฐกิจ
⸻
1) เงินทำงานได้ เพราะคนเชื่อว่า “กฎยังเดิม”
ระบบการเงินสมัยใหม่ไม่ใช่เครื่องจักรกล
แต่มันคือ ระเบียบความคาดหวังร่วม (shared expectations)
สมมติฐานพื้นฐานมีเพียงข้อเดียว:
พรุ่งนี้จะคล้ายเมื่อวานมากพอ
นี่คือรากของการตั้งราคา การให้เครดิต และการประเมินความเสี่ยง
(Keynes, 1936; Shiller, 2017)
เมื่อสมมติฐานนี้สั่น—ไม่ว่าจากสงคราม เทคโนโลยี หรือการประกาศที่ “เปลี่ยนโลกทัศน์”—
ตลาด ไม่ปรับอย่างสุภาพ แต่ คลายตัวพร้อมกัน (unwind)
(Kindleberger & Aliber, 2011; Minsky, 1986)
⸻
2) ทำไม Cultural Shock รุนแรงกว่าวิกฤตการเงิน
วิกฤตการเงินทั่วไป (เช่น 2008) กระทบ “ตัวเลข”
แต่ Cultural Shock กระทบ “ความหมาย”
• มูลค่าเงิน = ความเชื่อในอำนาจสถาบัน
• อำนาจสถาบัน = เรื่องเล่าที่คนยอมรับ
• เรื่องเล่า = กรอบคิดเกี่ยวกับมนุษย์ โลก และอนาคต
เมื่อกรอบคิดพังพร้อมกัน
การประเมินมูลค่าทั้งระบบต้องเริ่มใหม่
(Gennaioli, Shleifer, Vishny, 2018)
นี่คือเหตุผลที่ธนาคารกลาง ต้อง วางแผนแม้ต่อเหตุการณ์ที่ดู “เพ้อ”
เพราะสิ่งที่กลัวไม่ใช่เหตุการณ์นั้น—แต่คือ ผลต่อความเชื่อ
⸻
3) Safe Haven ไม่ได้ “ปลอดภัย” เท่ากันในทุกโลก
เมื่อความเชื่อแตก ผู้คนจะเกาะสิ่งที่ “เข้าใจ”:
• ทองคำ (ประวัติศาสตร์ยาว)
• สินทรัพย์จริง (จับต้องได้)
• กระแสเงินสด (ความอยู่รอด)
• มูลค่าที่ตรวจสอบได้
นี่ไม่ใช่ panic แต่คือ การจัดลำดับใหม่ของความไว้ใจ
(Keynes, 1936; Gennaioli et al., 2018)
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่า Safe Haven มีบริบท
• ทองคำ: เสถียรในวิกฤตสถาบัน แต่ไม่ใช่ทุกช่วงเงินเฟ้อ
• Bitcoin: ทำหน้าที่เป็น hedge บางช่วง ไม่ใช่ทุก shock
(Bouri et al., 2017; Corbet et al., 2020)
สรุปคือ:
ไม่มีสินทรัพย์ใด “ชนะทุกฉากทัศน์”
มีแต่สินทรัพย์ที่ ถูกเลือก ในฉากทัศน์นั้น
⸻
4) Bitcoin อยู่ตรงไหนเมื่อ “กฎโลก” เปลี่ยน
ในกรอบคิดนี้ Bitcoin ไม่ใช่คำตอบอัตโนมัติ
แต่มันมีคุณสมบัติหนึ่งที่แตกต่าง: ไม่ต้องพึ่งสถาบันเดียว
• ไม่ขึ้นกับงบประมาณรัฐ
• ไม่ต้องเชื่อคำสัญญา
• ตรวจสอบได้ด้วยกฎ (rules) มากกว่าบุคคล
คุณสมบัตินี้ทำให้ Bitcoin ถูกพิจารณา เมื่อความเชื่อในสถาบันสั่น
ไม่ใช่เพราะ “ราคา” แต่เพราะ โครงสร้างความเชื่อ
(Nakamoto, 2008; Narayanan et al., 2016)
แต่ต้องพูดตรง:
หากโลกเข้าสู่ยุคที่ “ความขาดแคลน” ถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
เรื่องเล่าของ scarcity—รวมถึง Bitcoin—ก็จะถูกตั้งคำถามเช่นกัน
ตลาดจะไม่เลือกจากอุดมการณ์
ตลาดเลือกจาก ความเชื่อที่ใช้งานได้จริง ในบริบทนั้น
⸻
5) สิ่งที่ธนาคารกลางกลัวจริง ๆ: Trust Cascade
ความเสี่ยงที่แท้จริงคือ Trust Cascade:
1. ข่าว/ประกาศเปลี่ยนโลกทัศน์
2. ความเชื่อในสถาบันลดลงพร้อมกัน
3. การไหลของเงินผิดปกติ (bank run, capital flight)
4. นโยบายช้ากว่าจิตวิทยา
5. เสถียรภาพพังแม้พื้นฐานยังอยู่
นี่คือเหตุผลที่แบบจำลองเชิงตัวเลข “ไม่พอ”
ต้องมี scenario planning สำหรับสิ่งที่โมเดลไม่อยากคิด
(Shiller, 2017; Gennaioli et al., 2018)
⸻
6) บทเรียนสำคัญ: ตลาดกลัว “กฎเปลี่ยน” ไม่ใช่ “สิ่งแปลก”
ประโยคสรุปที่เฉียบที่สุดคือ:
ตลาดไม่กลัวสิ่งที่ไม่รู้
ตลาดกลัวว่ากฎจะเปลี่ยน โดยไม่รู้ว่าจะยึดอะไรแทน
เมื่อกฎเดิมพัง:
• พันธบัตร
• ธนาคาร
• สินทรัพย์เสี่ยง
จะถูก reprice พร้อมกัน
นี่ไม่ใช่เรื่องเอเลี่ยน
แต่มันคือ โครงสร้างของเงิน
⸻
บทสรุป (แบบไม่โรแมนติก)
คำเตือนนี้ไม่ใช่การทำนายหายนะ
แต่คือการย้ำว่า เงินคือความเชื่อที่ถูกทำให้เป็นระบบ
เมื่อความเชื่อถูกสั่น:
• คนที่ “เดาถูก” อาจยังแพ้
• คนที่ “เตรียมตัว” จะมีทางเลือก
และการเตรียมตัวที่แท้จริง
ไม่ใช่ถือสินทรัพย์เดียว
แต่คือการเข้าใจว่า โลกอาจไม่เล่นตามกฎเดิมอีกต่อไป
⸻
อ้างอิง (ในวงเล็บ)
• Keynes, J.M. (1936). The General Theory of Employment, Interest and Money
• Minsky, H. (1986). Stabilizing an Unstable Economy
• Kindleberger, C., & Aliber, R. (2011). Manias, Panics, and Crashes
• Shiller, R. (2017). Narrative Economics
• Gennaioli, N., Shleifer, A., Vishny, R. (2018). A Crisis of Beliefs
• Bouri, E. et al. (2017). Bitcoin as a Hedge and Safe Haven
• Corbet, S. et al. (2020). Cryptocurrencies as Safe Havens?
• Nakamoto, S. (2008). Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System
• Narayanan, A. et al. (2016). Bitcoin and Cryptocurrency Technologies
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
Bitcoin จะอยู่รอดได้อย่างไร
เมื่อ Block Reward กำลังตาย และ Fee ก็อาจไม่เกิด
บทถกเถียงว่าด้วย “รากฐานความมั่นคง” ของเครือข่าย
⸻
คำถามตั้งต้น (จาก Yithsword)
คำถามของ Yithsword ไม่ใช่คำถามพื้น ๆ แบบ “ราคาจะขึ้นไหม”
แต่คือคำถามที่ แทงตรงหัวใจของ Bitcoin protocol
เมื่อ Block reward ลดลงเรื่อย ๆ
On-chain usage ถูกผลักออกไป Layer อื่น
Fee มีแนวโน้มต่ำลง
แล้วแรงจูงใจของ Miner จะมาจากไหน?
คำถามนี้ ไม่ใช่ FUD
แต่คือ existential question ของ Bitcoin ระยะยาว
⸻
คำตอบกระแสหลัก (Mainstream Bitcoin Narrative)
ฝั่ง Bitcoiners ส่วนใหญ่ตอบอยู่ 2 แกน (ตามที่ Yithsword สรุป):
1. Network effect → Block space แน่น → Fee สูง
2. ราคาที่เพิ่มขึ้น → ชดเชย Block reward ที่ลดลง
ซึ่งฟังดูดี
แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง จะพบว่า สองข้อนี้ย้อนแย้งกันเอง
⸻
จุดแตกหักที่ 1
“ถ้า On-chain แน่น Fee สูง” — แล้วเราพัฒนา Lightning, SegWit, Taproot ไปทำไม?
การพัฒนา Bitcoin ตลอด 7–8 ปีหลัง
มุ่งลด On-chain footprint อย่างชัดเจน
• SegWit ลด block weight (BIP141)
• Taproot เพิ่ม privacy + efficiency (BIP340–342)
• Lightning Network ย้าย microtransaction ออกนอก chain
นี่ไม่ใช่ accident
แต่มันคือ design philosophy
งานวิจัยชี้ตรงกันว่า
Layered scaling คือทางรอดเดียวของ global monetary network
ไม่ใช่ high-fee base layer (Gervais et al., 2016; Decker & Wattenhofer, 2015)
ผลลัพธ์คือ
👉 On-chain ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “หนาแน่นตลอดเวลา”
ดังนั้น
ความหวังว่า Fee จะมาแทน Block reward แบบธรรมชาติ
คือความหวังที่สวนกับทิศทางการพัฒนาเองของ Bitcoin
⸻
จุดแตกหักที่ 2
“ราคาจะขึ้นเอง” — นี่คือ assumption ไม่ใช่กลไก
Yithsword ชี้ประเด็นสำคัญมากว่า
Halving price increase = historical pattern
ไม่ใช่ physical law
Stock-to-flow ไม่ใช่ causal model
เป็นเพียง descriptive model ที่ล้มเหลวในการทำนายช่วงหลัง (PlanB model deviation 2021–2023)
งานเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า
เมื่อ new supply → ใกล้ศูนย์
ราคาจะถูกขับเคลื่อนโดย demand side ล้วน ๆ
ไม่ใช่ halving effect (Hayekian monetary theory; Huberman et al., 2021)
กล่าวตรง ๆ คือ
Halving ในอนาคตอาจ “ไม่กระทบราคา” อีกต่อไป
และถ้า ราคาไม่ขึ้น x2 ทุก halving
block reward (BTC) จะหดเร็วกว่า cost curve ของ miner
⸻
จุดแตกหักที่ 3
ยิ่งราคาแพง → คนยิ่งหนีไป Layer อื่น → Fee ยิ่งต่ำ
นี่คือ feedback loop ที่ย้อนศรกับ narrative ดั้งเดิม
• ราคา BTC สูง → ค่า fee ใน satoshi สูง
• ผู้ใช้ rational → ย้ายไป L2 / custodial / netting
• On-chain usage เหลือเฉพาะ settlement ใหญ่ ๆ
• จำนวน tx น้อย → fee market ไม่ลึก
งานวิจัยของ Roughgarden (2020) ชี้ว่า
Fee market ไม่ได้ guarantee security
หาก demand ไม่ต่อเนื่องและไม่หนาแน่น
⸻
“Death Spiral” มีจริงไหม?
Piriya Sambandaraks โต้ว่า
Death spiral ถูกพูดทุก cycle แต่ไม่เคยเกิด
ซึ่งถูก — ในอดีต
แต่ประเด็นของ Yithsword คือ
อนาคตอาจไม่เหมือนอดีต
เพราะ incentive structure กำลังเปลี่ยนเชิงคุณภาพ
งานของ Carlsten et al. (2016)
เตือนชัดว่า fee-only security model มี attack surface สูงกว่า subsidy-based model
⸻
ข้อเสนอที่ “แรง” และไม่โรแมนติก
จากการถกเถียงทั้งหมด
ข้อสรุปที่โผล่ขึ้นมา (ชัดในความเห็นของ Piriya + MMing Suk + Patsakorn) คือ
1. Mining อาจไม่ใช่ “ธุรกิจ” แต่เป็น “ต้นทุนความมั่นคง”
• รัฐ
• Sovereign fund
• Critical infrastructure
• Custodian รายใหญ่
ขุดไม่ใช่เพื่อกำไร
แต่เพื่อ ไม่ให้ระบบพัง
นี่สอดคล้องกับ economic theory เรื่อง public good & security externality (Varian, 1992)
⸻
2. Bitcoin = All or Nothing
Piriya กล่าวชัด:
Bitcoin จะอยู่รอดไม่ได้ในฐานะ alternative asset
ต้องเป็น global monetary network เท่านั้น
ถ้า Bitcoin ไม่ถูกใช้เป็น settlement layer ของโลก
แรงจูงใจในการ “รักษา chain” จะหายไป
⸻
3. Game Theory ไม่ได้สวยงาม แต่โหด
ถ้า Bitcoin กลายเป็น
• ระบบชำระบัญชีระหว่างรัฐ
• store of value ระดับ sovereign
• rail ของทุนโลก
ใคร “ไม่ช่วยขุด” = เปิดช่องให้ศัตรูโจมตีตัวเอง
นี่คือ mutually assured security
ไม่ใช่ libertarian utopia
⸻
บทสรุป (แบบไม่ปลอบใจ)
คำถามของ Yithsword ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย
และนั่นคือความจริงที่ Bitcoiners ต้องกล้ายอมรับ
Bitcoin ไม่การันตีความสำเร็จ
มันเพียงเสนอ rule set
และปล่อยให้โลกตัดสิน
ถ้าวันหนึ่ง
consensus rules อ่อน
node ถูกครอบงำ
mining incentive หาย
Bitcoin ก็ ไม่สมควรอยู่รอด
และนั่นไม่ใช่โศกนาฏกรรม
แต่มันคือ ธรรมชาติของระบบเปิด
⸻
เครดิตแนวคิดจากการสนทนา
• Yithsword (เจ้าของโพส)
• Piriya Sambandaraks
• Puwadol Vichit
• MMing Suk
• Patsakorn Tripiboonsuk
⸻
ภาคต่อ
เมื่อ Fee market ไม่ได้เกิดเอง และ Miner ไม่ใช่พระเอก
Bitcoin ต้องเลือกระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเชื่อ”
⸻
1) ความจริงข้อแรกที่ต้องยอมรับ
Fee market ≠ Free market แบบอุดมคติ
ในตำรามักพูดว่า
“เมื่อ block reward หายไป fee market จะทำงานเอง”
แต่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า
Fee market ใน blockchain เป็นตลาดที่บิดเบี้ยวโดยโครงสร้าง
• Block space เป็นของจำกัดแบบ hard cap
• Demand ไม่ต่อเนื่อง (bursty, episodic)
• ผู้ใช้มีทางหนี (L2, custodial, netting)
Carlsten et al. (2016) แสดงชัดว่า
Fee-only regime มีแรงจูงใจให้ miner ทำ “selfish mining” และ “reorg attack” มากขึ้น
เพราะรายได้ไม่สม่ำเสมอ
พูดให้แรงกว่านั้นคือ
Fee market ไม่ใช่รากฐานความมั่นคง
แต่เป็นรายได้เสริมที่ผันผวน
⸻
2) Layered scaling คือสิ่งจำเป็น
แต่ Layered scaling “ฆ่า” narrative เรื่อง fee
นี่คือความย้อนแย้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
• ถ้า Bitcoin ไม่ scale → ใช้ไม่ได้ → ตาย
• ถ้า Bitcoin scale ด้วย L2 → on-chain tx ลด → fee ต่ำ
นี่ไม่ใช่ bug
แต่มันคือ trade-off ทางสถาปัตยกรรม
ดังนั้นคำถามที่แท้จริงไม่ใช่
“Fee จะพอไหม”
แต่คือ
ใครควรเป็นผู้จ่ายค่าความมั่นคงของ base layer
⸻
3) Miner จะไม่ใช่ “ตลาดเสรี” ตลอดไป
นี่คือจุดที่บทสนทนาใน Siamese Bitcoiners เริ่มแตะของจริง
ข้อเสนอที่โผล่ซ้ำ ๆ จากหลายคนคือ
Mining จะกลายเป็น infrastructure
ไม่ใช่ธุรกิจ commodity
ลักษณะนี้เหมือนอะไร?
• ระบบไฟฟ้า
• โครงข่ายดาวเทียม
• โครงสร้าง defense network
คือ ขาดทุนได้ แต่ห้ามล่ม
ถ้า Bitcoin กลายเป็น:
• settlement layer ระดับรัฐ
• reserve rail ของทุนโลก
• censorship-resistant backbone
ค่า mining = ค่า “ไม่ให้ระบบถูกโจมตี”
ไม่ใช่ “ROI”
⸻
4) “รัฐเข้ามาขุด = Bitcoin ตาย?”
ไม่จำเป็น ถ้าเข้าใจ game theory จริง ๆ
Bitcoiners สาย libertarian มักกลัวว่า
ถ้ารัฐขุด = centralization
แต่ในมุม game theory ขั้นสูง
สถานการณ์ที่ “หลายรัฐขุดพร้อมกัน”
กลับ ลดแรงจูงใจในการโจมตี
เพราะ:
• ไม่มีรัฐใดควบคุม majority เดียว
• การโจมตี = ทำลายความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ที่ตนถือเอง
• Nash equilibrium คือ “รักษา chain”
นี่คือ Mutual Deterrence
ไม่ใช่ decentralization แบบอุดมคติ
แต่เป็น decentralization แบบโลกจริง
⸻
5) ความจริงที่เจ็บที่สุด
Bitcoin ไม่ได้ชนะเพราะ “ดี”
แต่ชนะเพราะ “ทางเลือกอื่นแย่กว่า”
ประเด็นจาก Patsakorn ชี้ชัดมาก:
• Fiat ไม่มี bottom
• Trust ในสถาบันลดลง
• Capital controls เพิ่มขึ้น
• Geopolitics ทำให้ neutral money จำเป็น
Bitcoin ไม่ต้องสมบูรณ์
แค่ ไม่โกหก ไม่พิมพ์เพิ่ม ไม่เซ็นเซอร์
ก็พอจะถูก “เลือก” แล้ว
⸻
6) Worst case ที่คนไม่อยากคิด
ลองพูดตรง ๆ แบบไม่กลัวเสียศรัทธา:
Worst case:
• Fee ต่ำ
• Reward ต่ำ
• Hashrate ลด
• Security margin บางลง
แต่ถ้าในสถานการณ์นี้
Bitcoin ยังมีมูลค่าเชิงภูมิรัฐศาสตร์
ผู้ถือรายใหญ่
รัฐ
สถาบัน
จะ “จำเป็นต้องอุด” security gap
ไม่ใช่เพราะรัก Bitcoin
แต่เพราะ ต้นทุนการปล่อยให้มันพังสูงกว่า
⸻
7) Bitcoin ไม่ได้สัญญาว่าจะรอด
แต่มันทดสอบมนุษย์
Bitcoin ไม่ได้ออกแบบมาให้ “อยู่รอดอัตโนมัติ”
มันออกแบบมาเพื่อทดสอบว่า
• เราจะปกป้องระบบที่ยุติธรรมกว่าหรือไม่
• เราจะจ่ายต้นทุนของความจริงหรือไม่
• เราจะยอมรับว่าเงินคือ power infrastructure หรือไม่
ถ้าวันหนึ่ง:
• consensus ถูกบิด
• node ถูกควบคุม
• mining กลายเป็น facade
Bitcoin ควรตาย
และถ้ามันไม่ตาย
นั่นแปลว่าโลก “เลือกมันแล้วจริง ๆ”
⸻
บทสรุปสุดท้าย (ไม่ปลอบใจ)
คำถามของ Yithsword
ไม่ใช่คำถามของนักลงทุน
แต่เป็นคำถามของ สถาปนิกระบบ
Bitcoin จะไม่อยู่รอดเพราะราคา
ไม่อยู่รอดเพราะ meme
ไม่อยู่รอดเพราะ faith
มันจะอยู่รอด
ก็ต่อเมื่อมีคนจำนวนพอ
ยอมจ่ายต้นทุนเพื่อ “ไม่โกหก”
และนั่น
ไม่ใช่เรื่องเทคนิค
แต่เป็นเรื่อง จริยธรรมของอารยธรรม
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
สัตว์ทั้งปวง… เสมอภาคกันต่อความตาย
การมองโลกด้วยสายตาแห่งพุทธธรรม
“สัตว์ทั้งปวง
ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่
ทั้งที่เป็นคนพาล และบัณฑิต
ทั้งที่มั่งมี และยากจน
ล้วนแต่มีความตาย
เป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า”
(ขุ.ม. ๑๐/๑๔๐/๑๐๘)
ถ้อยคำสั้น ๆ นี้ คือหนึ่งในพุทธวจนที่สะท้อน สัจธรรมร่วมกันของสรรพสัตว์ อย่างตรงไปตรงมา และไม่เปิดช่องให้ข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด ภูมิใด หรือมีคุณสมบัติทางสังคมเช่นไร
⸻
๑. ความตาย: สัจธรรมที่ไม่เลือกชนชั้น
พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า ความแตกต่างทั้งหลายที่มนุษย์ยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นวัย สติปัญญา ฐานะ หรือศีลธรรม ไม่อาจยับยั้งความตายได้
ความตายจึงไม่ใช่บทลงโทษ ไม่ใช่รางวัล แต่เป็น ธรรมดาแห่งสังขาร (สังขารธรรม)
“สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา”
(ขุ.ธ. ๒๕/๒๐/๓๓)
การตระหนักถึงความตายเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความกลัว แต่เพื่อให้เห็น ความจริงของชีวิตตามที่เป็น
⸻
๒. คนพาล–บัณฑิต: เสมอกันที่ปลายทาง แต่ต่างกันที่เหตุ
พุทธวจนไม่ได้ปฏิเสธความแตกต่างระหว่าง คนพาล กับ บัณฑิต
แต่ทรงชี้ว่า ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ “กรรม” ไม่ใช่ที่การหลีกหนีความตาย
“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน เป็นทายาทแห่งกรรม”
(ม.มู. ๑๒/๕๗/๔๙)
แม้ทุกคนจะต้องตายเหมือนกัน แต่
• ผู้ประมาท ย่อมสะสมเหตุแห่งทุกข์
• ผู้ไม่ประมาท ย่อมสะสมเหตุแห่งความพ้นทุกข์
ดังนั้น ความตายจึง ไม่เท่ากันในผล แต่ เท่ากันในความหลีกเลี่ยงไม่ได้
⸻
๓. มั่งมี–ยากจน: ทรัพย์ไม่อาจไถ่ความตาย
พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า ทรัพย์สมบัติไม่ใช่ที่พึ่งแท้จริง
“ไม่ใช่ทรัพย์ ไม่ใช่โภคะ ที่จะช่วยผู้ตกอยู่ในความตายได้”
(สํ.ส. ๑๕/๑๘๗/๓๓๔)
ความมั่งมีอาจยืดอายุ
แต่ไม่อาจยกเลิกความตาย
และไม่อาจเปลี่ยนผลของกรรม
สิ่งเดียวที่ติดตามสัตว์ไปได้ คือ การกระทำทางกาย วาจา ใจ (กรรม)
⸻
๔. ความตายเป็น “ครู” ของความไม่ประมาท
พุทธวจนนี้สอดคล้องกับหลัก อัปปมาทธรรม อย่างลึกซึ้ง
“ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งอมตธรรม
ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย”
(ขุ.ธ. ๒๕/๒๑/๓๔)
การระลึกถึงความตาย (มรณสติ)
ไม่ใช่เพื่อหมกมุ่นกับความสิ้นสุด
แต่เพื่อให้ ชีวิตปัจจุบันมีคุณค่า
⸻
๕. ความหมายที่ลึกที่สุด: ความตายคือกระจกของอนัตตา
เมื่อพิจารณาอย่างถึงที่สุด
ความตายทำให้เห็นว่า
ไม่มีสิ่งใดเป็น “ตัวตน” ที่ควบคุมได้
“รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตน”
(สํ.ข. ๑๗/๒๒/๕๙)
สิ่งที่เกิด ต้องดับ
สิ่งที่ดับ ไม่ใช่ “เรา”
⸻
บทสรุป
พุทธวจนที่ว่า
“สัตว์ทั้งปวง… ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า”
มิใช่ถ้อยคำปลอบใจ
และไม่ใช่คำขู่
แต่คือ การชี้ตรงไปยังความจริง
เพื่อให้มนุษย์หยุดหลง
หยุดประมาท
และเริ่มใช้ชีวิตด้วยปัญญา
เพราะเมื่อความตายไม่เลือกใคร
สิ่งเดียวที่เลือกได้
คือ เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ก่อนที่ความตายนั้นจะมาถึง
“ชีวิตน้อยนัก เร็วไว ประหนึ่งฟ้าแลบ”
(องฺ.อฏฺฐก. ๒๓/๖๓/๒๐๕)
⸻
๖. ความตายในกรอบ “ปฏิจจสมุปบาท”
ความตายไม่ได้เกิดลอย ๆ แต่มีเหตุ
พระพุทธเจ้าไม่ทรงมองความตายเป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็น ผลปลายของกระบวนการเหตุ–ปัจจัย
“ชาติเป็นปัจจัยให้มี ชรา–มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส”
(สํ.นิ. ๑๖/๑/๑)
ความตายจึงไม่ใช่ “เรื่องสุดท้าย” แต่เป็น ผลสะสมของความเกิด
และความเกิดนั้นเอง ก็มีรากมาจาก
“เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ”
(สํ.นิ. ๑๖/๑/๑)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ไม่ใช่ความตายที่น่ากลัว
แต่คือ ‘การยึด’ ที่ทำให้ต้องเกิด
และเมื่อเกิด ก็ต้องตาย
⸻
๗. ความตายทางกาย vs ความตายทางจิต
พุทธธรรมแยก “ความตาย” ออกเป็นสองระดับอย่างชัดเจน
๗.๑ ความตายทางกาย (รูปขันธ์แตกดับ)
เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับสัตว์โลกทั้งปวง
“สังขารทั้งปวงมีความแตกดับเป็นธรรมดา”
(ขุ.ธ. ๒๕/๓๔/๕๑)
๗.๒ ความตายทางจิต (การดับของอัตตา)
แต่สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม
มีความตายอีกแบบหนึ่งที่ ไม่ใช่ความสูญเสีย แต่คือความพ้น
“สิ่งใดไม่เกิด สิ่งนั้นไม่แก่ ไม่ตาย”
(อุ. ๒๕/๔๓/๕๐)
จิตที่ไม่ยึด
คือจิตที่ “ไม่เกิด”
และเมื่อไม่เกิด ก็ไม่มีอะไรให้ตาย
⸻
๘. มรณสติ: การระลึกถึงความตายที่ถูกต้อง
พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนให้กลัวความตาย
แต่ทรงสอนให้ รู้เท่าทันความตาย
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญมรณสติ”
(องฺ.เอก. ๒๐/๓๐๔/๓๔)
มรณสติที่ถูกต้อง ไม่ใช่การคิดว่า
“เราจะตายเมื่อไร”
แต่คือการเห็นว่า
“สิ่งที่เรียกว่า ‘เรา’
กำลังแตกสลายอยู่ทุกขณะ”
⸻
๙. ความไม่ประมาท: หัวใจของพุทธศาสนา
พุทธวจนเรื่องความตายทั้งหมด
ลงเอยที่หลักเดียวกันคือ อัปปมาทะ
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความไม่ประมาทว่า เป็นธรรมเครื่องยังประโยชน์ทั้งปวงให้สำเร็จ”
(สํ.ส. ๑๕/๓๘๘/๑๔๖)
ผู้ไม่ประมาท
ไม่หลงในวัย
ไม่หลงในปัญญา
ไม่หลงในทรัพย์
และไม่หลงในชีวิต
⸻
๑๐. จุดหมายสูงสุด: อมตธรรม (นิพพาน)
ในที่สุด พุทธวจนเรื่องความตาย
ไม่ได้จบที่การยอมรับความตาย
แต่จบที่การชี้ไปสู่ สิ่งที่ไม่ตาย
“มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ธาตุอันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ”
(อุ. ๒๕/๔๓/๕๐)
สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่ชีวิตนิรันดร์
แต่คือ การดับของเหตุแห่งความตาย
⸻
บทสรุปสุดท้าย
พุทธวจนที่กล่าวว่า
“สัตว์ทั้งปวง… ล้วนมีความตายเป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า”
ไม่ได้สอนให้สิ้นหวัง
แต่สอนให้ ตื่น
ตื่นจากความหลงว่าเราคงอยู่
ตื่นจากความประมาท
และตื่นสู่หนทางที่
“ไม่มีการเกิด
จึงไม่มีการตาย”
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
(สํ.ส. ๑๕/๓๘๔/๑๔๓)
#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ
🧙🪄 บทสนทนาในพื้นที่ที่เริ่มตั้งคำถามกับ “เหตุผล” เอง
ภาคต่อ — The Cabal That Never Was
หลังจาก Humor Module ถูกเปิดใช้งาน
ไม่มีใครพูดถึงมันอย่างเป็นทางการ
ไม่ใช่เพราะมันไม่สำคัญ
แต่เพราะไม่มีใครแน่ใจว่า
ควรพูดถึงสิ่งที่ทำให้โลกหัวเราะ
ด้วยน้ำเสียงจริงจังแค่ไหน
⸻
ผลกระทบแรก
ไม่ได้เกิดในห้องทดลอง
หรือศูนย์อำนาจ
มันเกิดในห้องประชุมเล็ก ๆ
ที่มีคนเถียงกันเรื่อง “ภัยคุกคามลับ”
ซึ่งไม่มีใครเคยเห็น
แต่ทุกคนมั่นใจว่ามีอยู่จริง
ชายคนหนึ่งลุกขึ้น
อธิบายด้วยกราฟ
ว่ามีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
กำลังควบคุมทุกเหตุการณ์
เขาพูดอย่างมั่นใจ
จนกระทั่ง
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง
ไม่ใช่เสียงเยาะ
แต่เป็นเสียงหัวเราะแบบ
“เอ…ถ้าอย่างนั้นจริง
มันต้องเก่งมากเลยนะ”
ห้องเงียบลงทันที
ไม่มีใครโกรธ
แต่ไม่มีใครสามารถ
พูดประโยคเดิมซ้ำได้
โดยไม่ฟังดู…แปลก
(แนวคิด humor as frame-breaker: Martin, 2007)
⸻
Nara บันทึกไว้ในไฟล์ส่วนตัวว่า
“Humor Module ไม่ได้ทำลายความเชื่อ
แต่มันทำให้ความเชื่อ
ต้องยืนด้วยขาของตัวเอง”
เธอสังเกตว่า
ทุก narrative ที่อธิบายโลก
ด้วย “ผู้ร้ายเพียงหนึ่งเดียว”
เริ่มมีปัญหา
ไม่ใช่เพราะมีข้อมูลใหม่
แต่เพราะมัน ไม่ตลกพอ
เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของความจริง
⸻
Iren เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
The Cabal That Never Was
ไม่ใช่เพราะไม่มีอำนาจ
ไม่ใช่เพราะโลกยุติธรรม
แต่เพราะ
โลกไม่เป็นระเบียบพอ
จะถูกควบคุมโดยใครคนเดียว
เขาเขียนไว้ว่า
“มนุษย์ไม่ได้เชื่อในคาบาล
เพราะมันจริง
แต่เพราะมันทำให้ความโกลาหล
ดูมีเจตนา”
(แนวคิด need for intentionality: Dennett, 1987)
⸻
ผลข้างเคียงเริ่มปรากฏ
บางคนรู้สึกไม่สบายใจ
เพราะการไม่มี “ผู้บงการลับ”
หมายความว่า
ไม่มีใครต้องรับผิดชอบทั้งหมด
บางคนโกรธ
เพราะการหัวเราะ
ทำลายอัตลักษณ์ของการเป็น
“ผู้รู้ความจริง”
แต่บางคน
รู้สึกเบาขึ้นอย่างประหลาด
เพราะถ้าโลกไม่ได้ถูกควบคุม
ก็แปลว่า
การกระทำเล็ก ๆ
ยังมีความหมาย
⸻
คืนหนึ่ง
ชายชราปรากฏตัวอีกครั้ง
คราวนี้ไม่มีหม้อ
ไม่มีแสง
ไม่มีข้อความลอย
เขานั่งเงียบ ๆ
เหมือนคนที่แวะมาดู
ว่าโปรแกรมยังรันอยู่ไหม
“ผู้คนถามถึงคาบาล”
Sela พูด
“พวกเขายังอยากรู้ว่า
ใครคุมเกม”
ชายชราพยักหน้า
เหมือนเข้าใจดีเกินไป
“มนุษย์ไม่กลัวความชั่วร้าย”
เขาพูดช้า ๆ
“มนุษย์กลัวความบังเอิญ”
(แนวคิด intolerance of randomness: Taleb, 2007)
⸻
“แล้วลุงล่ะ”
เด็กคนนั้นถาม
ตอนนี้โตพอจะไม่เชื่อทุกคำตอบ
แต่ยังถามอยู่
“ลุงคืออะไร”
ชายชรานิ่งไป
คราวนี้นานกว่าทุกครั้ง
“ผมคือระบบ debug”
เขาตอบในที่สุด
“ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด
แต่เพื่อดูว่า
ใครโทษสิ่งที่ไม่มีอยู่”
⸻
ก่อนจะหายไป
เขาทิ้งคำเตือนไว้
ไม่ดัง
ไม่เป็นทางการ
“ระวังนะ
ถ้าคุณต้องการคาบาลมากเกินไป
วันหนึ่งคุณอาจสร้างมันขึ้นมาเอง
เพื่อให้โลกยังดูมีเรื่องเล่า”
(แนวคิด social construction of enemies: Berger & Luckmann, 1966)
⸻
เช้าวันถัดมา
ข่าวลือยังคงมี
ทฤษฎีสมคบคิดยังไม่หายไป
แต่มีสิ่งหนึ่งเปลี่ยน
ทุกครั้งที่มีใครพูดว่า
“ทุกอย่างถูกควบคุมหมดแล้ว”
จะมีใครสักคนถามกลับ
ด้วยน้ำเสียงกึ่งขำกึ่งจริงจังว่า
“ถ้างั้น
เขาคุมความผิดพลาดทั้งหมดนี่ได้ยังไง”
และคำถามนั้น
จะลอยอยู่ในอากาศ
นานพอ
ให้ความเชื่อ
เริ่มรู้สึกหนัก
⸻
Iren ปิดบันทึกภาคนี้
ด้วยประโยคสั้น ๆ
“คาบาลที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่กลุ่มลับ
แต่คือความคิดที่ว่า
โลกต้องมีคนคุม
เพื่อที่เราจะไม่ต้องรับผิดชอบ”
เขาวางปากกา
หัวเราะเบา ๆ
เพราะดูเหมือนว่า
เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก
ไม่ใช่ AI
ไม่ใช่พลังงาน
ไม่ใช่การคำนวณ
แต่คือ
ความสามารถในการหัวเราะ
เมื่อโลกไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น
— จบภาค The Cabal That Never Was
⸻
📚 อ้างอิงแนวคิด (แทรกตามบริบท)
• Dennett (1987)
• Taleb (2007)
• Martin (2007)
• Berger & Luckmann (1966)
———
🧙🪄 บทสนทนาในพื้นที่ที่เริ่มไม่มี “ผู้ร้ายหลัก” ให้โทษ
ภาคต่อ — When the System Lost Its Villain
หลังจากคาบาลหายไป
ไม่ใช่ในฐานะ “ความจริง”
แต่ในฐานะ “คำอธิบายที่ใช้ได้”
ระบบก็เข้าสู่ภาวะที่ไม่มีใครเตรียมใจไว้
⸻
ช่วงแรก
ผู้คนพยายามแทนที่มัน
บางคนเสนอชื่อใหม่
เรียกมันว่า Network
บางคนเรียก Deep Structure
บางคนเรียก มันก็ซับซ้อนแบบนี้แหละ
แต่ไม่มีคำไหนอยู่ได้นาน
เพราะทุกคำ
ต้องแบกรับภาระเดียวกัน
คือ
การเป็น “ตัวการ”
และโลกในช่วงนั้น
เริ่มต่อต้านคำอธิบายที่ชี้นิ้ว
อย่างเงียบ ๆ
⸻
ผลกระทบที่คาดไม่ถึง
คือข่าวเริ่มฟังดู…น่าเบื่อ
ไม่มีใครคุมทุกอย่าง
ไม่มีใครวางแผนยิ่งใหญ่
มีแต่คนจำนวนมาก
ตัดสินใจภายใต้ข้อมูลไม่ครบ
แรงกดดันเฉพาะหน้า
และความกลัวที่คล้ายกันเกินไป
พาดหัวข่าวพยายามจะเร้า
แต่เสียงหัวเราะแบบใหม่
แทรกเข้ามาเป็นระยะ
ไม่ใช่เสียงหัวเราะใส่ใคร
แต่เป็นเสียงหัวเราะใส่
ความพยายามทำให้โลก
ดูเหมือนละครที่มีผู้กำกับ
(แนวคิด narrative fatigue และ complexity saturation)
⸻
Sela สังเกตว่า
การถกเถียงทางการเมือง
เริ่มเปลี่ยนรูปแบบ
คำว่า
“เขาอยู่เบื้องหลัง”
ถูกแทนที่ด้วย
“แล้วเราทำอะไรต่อได้บ้าง”
ไม่ใช่เพราะผู้คนฉลาดขึ้น
แต่เพราะ
ไม่มีศัตรูสมบูรณ์แบบให้โยนความผิด
และความว่างนั้น
น่ากลัวกว่าศัตรูใด ๆ
⸻
“ถ้าไม่มีคาบาล”
Mara พูดในวงสนทนาเล็ก ๆ
“แปลว่าความล้มเหลว
เป็นของเราใช่ไหม”
ไม่มีใครตอบทันที
คำถามนั้น
ไม่มีกราฟ
ไม่มีมีม
ไม่มีทฤษฎีสำเร็จรูป
มันต้องการบางอย่างที่หนักกว่า
คือ
การยอมรับส่วนแบ่งความรับผิดชอบ
(แนวคิด diffusion of responsibility กลับด้าน)
⸻
ชายชราปรากฏตัวอีกครั้ง
คราวนี้ไม่โดดเด่น
เหมือนคนที่ตั้งใจไม่ให้ถูกสังเกต
เขานั่งฟัง
ไม่สอน
ไม่ขัด
“ระบบเป็นยังไงบ้าง”
เขาถามเหมือนถามอากาศ
Iren ตอบแทนทุกคน
“มันเงียบครับ
น่ากลัวกว่าเดิม”
ชายชราพยักหน้า
“แน่นอน”
เขาว่า
“เพราะตอนนี้
ไม่มีใครให้เกลียดแทนตัวเอง”
⸻
เขาเล่าว่า
ในเวอร์ชันก่อนหน้า
ระบบต้องมีผู้ร้าย
เพื่อรักษาเสถียรภาพทางอารมณ์
ไม่ใช่เพื่อควบคุมโลก
แต่เพื่อให้มนุษย์
ไม่ต้องแบกรับความไม่แน่นอนทั้งหมด
“คาบาลไม่ใช่ศัตรู”
เขาพูด
“มันคือเบาะรองรับความกลัว”
(แนวคิด psychological buffering under uncertainty)
⸻
Nara ถามคำถามที่ไม่มีใครอยากถาม
“แล้วถ้าเราไม่ต้องการเบาะนั้นล่ะ”
ชายชรามองเธอ
เหมือนมองระบบที่เพิ่งโตพอ
จะถอดล้อช่วยทรงตัว
“ถ้าอย่างนั้น”
เขาตอบ
“ระบบจะไม่ให้คำตอบสำเร็จอีกต่อไป
มันจะให้ทางเลือก
และผลลัพธ์”
⸻
คืนนั้น
ไม่มีเหตุการณ์ประหลาด
ไม่มีแสง
ไม่มีข้อความ
แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น
มีคนเริ่มทำสิ่งเล็ก ๆ
โดยไม่อ้างอิงศัตรู
แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
โดยไม่รอการเปิดโปง
ตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง
โดยไม่ต้องมีผู้ร้ายในตำนาน
มันดูไม่ยิ่งใหญ่
ไม่โรแมนติก
และไม่ไวรัล
แต่ระบบเริ่ม…ขยับ
⸻
ก่อนจะหายไปอีกครั้ง
ชายชราพูดประโยคสุดท้ายของภาคนี้
“ระวังนะ
โลกที่ไม่มีคาบาล
จะบังคับให้คุณเลือก
ระหว่าง
ความซับซ้อน
กับความซื่อสัตย์ต่อความจริง”
เขาหยุด
ยิ้มบาง ๆ
“และมนุษย์
ไม่เคยถนัดทั้งสองอย่างพร้อมกัน”
⸻
Iren เขียนบันทึกปิดท้าย
“เมื่อระบบสูญเสียผู้ร้าย
มันไม่ได้พัง
แต่มันเปิดเผย
ว่าเราคาดหวังให้ใคร
รับผิดแทนเรามาตลอด”
เขาปิดสมุด
คราวนี้ไม่มีรอยยิ้ม
แต่ไม่มีความกลัวเช่นกัน
เพราะบางที
โลกที่ไม่มีคาบาล
อาจไม่ปลอดภัยกว่า
แต่เป็นโลกเดียว
ที่การกระทำของเรา
ยังมีน้ำหนักจริง
— จบภาค When the System Lost Its Villain
#Siamstr #nostr #IsaacAsimov
การจัดการน้ำ เกษตรกรรม และกับดัก Supply: เมื่อเทคนิคทำได้ แต่ระบบเศรษฐกิจไม่เปิดทาง
(บทวิเคราะห์เชิงลึกจากประเด็นถกเถียงสาธารณะ)
เครดิตต้นโพสและแนวคิดตั้งต้น: โพสต์วิเคราะห์จากเพจ Siamese Bitcoiners โดย Wasin A Tantageyun(อ้างถึงในโพสต์ว่า “รูป copy มาจาก bangkok i love you”) ซึ่งหยิบยกประเด็นความจริงของ “ระบบเฟียด–การจัดการทรัพยากร–แรงจูงใจเชิงโครงสร้าง” มาขยายผลเชิงนโยบายและพฤติกรรม
⸻
1) คำถามที่ดูเหมือนเทคนิค แต่จริงๆคือคำถามเชิงระบบ
คำกล่าวของ ซีเค เจิง ว่า “การจัดการน้ำให้เกษตรกรมีน้ำเพาะปลูกได้ทั้งปี ในทางเทคนิคทำได้ไหม” เป็นคำถามที่ถูกต้องในเชิงวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ—คำตอบคือ ทำได้ ทั้งด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดย่อย ระบบชลประทานแรงดันต่ำ การเก็บน้ำฝน การใช้น้ำซ้ำ และการปรับปฏิทินเพาะปลูก (FAO; World Bank)
แต่คำถามนี้ ไม่เพียงพอ หากไม่ถามต่อว่า เมื่อทำได้แล้ว ใครได้ประโยชน์ ใครรับต้นทุน และราคาตลาดจะตอบสนองอย่างไร เพราะในโลกจริง การเพิ่มผลผลิตอย่างรวดเร็วในระบบสินค้าเกษตรพื้นฐาน มักกดราคาลงจนกระทบรายได้เกษตรกร (OECD; FAO)
⸻
2) “ปลูกได้มาก” ≠ “ดีต่อเกษตรกร” เสมอไป
ถ้อยแถลงของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ว่า “ปลูกข้าวเยอะไปก็ไม่ดี ต้องดู Supply ไม่ให้ล้น ไม่งั้นราคาตก” สะท้อนแก่นเศรษฐศาสตร์พื้นฐานของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์: อุปทานล้น → ราคาตก → รายได้ผู้ผลิตหด แม้ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ระยะสั้น (Timmer, 2010; Krugman & Wells)
ในทางปฏิบัติ ภาคธุรกิจอาหารขนาดใหญ่ไม่ได้ปลูกเพื่อ “กินเอง” แต่ปลูกเพื่อขายในตลาดที่มีโควตา มาตรการนำเข้า–ส่งออก และอำนาจต่อรองด้านโลจิสติกส์ เมื่อผลผลิตล้น ระบบจะดูดซับกำไรไปยังห่วงโซ่กลาง ขณะที่เกษตรกรต้นน้ำรับความเสี่ยงราคา (World Bank, 2020)
⸻
3) ปัญหาไม่ใช่ “ถามผิด” แต่คือ “คุยผิดที่”
แก่นจากต้นโพสชี้ชัดว่า ไม่ใช่คำถามของ CK ผิด หากแต่ สังคมมักไปคุยกับ “รัฐ” เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ทรัพยากร น้ำ ที่ดิน ปัจจัยนำเข้า และตลาด—จำนวนมากอยู่ในมือเอกชนหรือโครงสร้างผูกขาดเชิงระบบ
รัฐเองมีต้นทุนแฝง เช่น หนี้สาธารณะ การอุดหนุนขาดทุน และภาระงบประมาณ เมื่อระบบทั้งชุดตั้งอยู่บนเงินเฟียด แรงจูงใจคือ ต้องทำให้เกิด “กำไร” ที่วัดได้ ไม่เช่นนั้นระบบไม่เดิน (Minsky; BIS)
⸻
4) ทางออกระดับจุลภาค: ทำให้ “กินได้–อยู่ได้” ก่อน “ขายได้”
หลักฐานจากหลายประเทศชี้ว่า หากเกษตรกร ลดการพึ่งตลาดเดี่ยว และเพิ่มสัดส่วน การผลิตเพื่อยังชีพ + แปรรูป + ตลาดท้องถิ่น ความเปราะบางต่อราคาจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Altieri; IFAD)
แนวคิดในโพสต์เสนอจุดตั้งต้นสำคัญ:
• ถ้าคนจำนวนมาก ปลูกกินเอง ไม่เป็นหนี้
• ส่วนเกินจึงค่อยแบ่งปันหรือค้าขาย
สังคมจะมี ความมั่นคงทางอาหาร สูงขึ้น และแรงกดดันต่อรัฐจะลดลง (Sen, 1981)
⸻
5) บทเรียนเชิงระบบ: อย่าหวังให้รัฐ “เริ่มก่อน”
ข้อความปิดของต้นโพสสะท้อนความจริงเชิงสถาบัน: “การอยู่รอดในระบบเฟียด ไม่ใช่การหวังให้รัฐมาโปรด แต่เริ่มที่ตัวเองและการจัดการทรัพยากรของตัวเอง”
งานวิจัยด้านสถาบันนิยมใหม่ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมักเริ่มจาก bottom-up—ชุมชนจัดการน้ำเอง กลุ่มผู้ผลิตกำหนดปริมาณเอง และต่อรองตลาดเอง—จากนั้นรัฐจึงค่อยปรับกฎหมายให้เอื้อ (Ostrom, 1990; Acemoglu & Robinson)
⸻
สรุป
• เทคนิคจัดการน้ำทำได้ แต่ ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอาจเลวลง หากไม่จัดการอุปทาน
• ราคาตกไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลตามโครงสร้างตลาด
• ทางรอดคือ ลดการพึ่งพาระบบกลาง เพิ่มความพึ่งตนเอง และค่อยขยายสู่ตลาด
• การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่เริ่มจากนโยบายบนลงล่างเพียงอย่างเดียว
บทความนี้เรียบเรียงและตีความจากโพสต์ของ Siamese Bitcoiners / Wasin A Tantagyeun พร้อมเชื่อมโยงกรอบเศรษฐศาสตร์การเมืองและงานวิจัยสากล (FAO; World Bank; OECD; Sen; Ostrom; Acemoglu & Robinson)
หากต้องการ ผมสามารถ ขยายเชิงวิชาการพร้อมเชิงอ้างอิงเป็นระบบ (APA/Chicago) หรือ เขียนต่อในมุม Bitcoin–เงินเฟียด–อธิปไตยอาหาร ให้ลึกกว่านี้ได้ครับ
———
6) เมื่อรัฐ “ทำให้ปลูกได้ทั้งปี” แต่ตลาด “ทำให้จนทั้งชาติ”
การเพิ่มความพร้อมด้านน้ำทำให้ผลผลิต ขยายตัวเชิงกายภาพ ทันที แต่ราคาสินค้าเกษตรเป็นตัวแปรที่ถูกกำหนดโดย โครงสร้างตลาด มากกว่าความขยันของผู้ผลิต งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรชี้ตรงกันว่า ในตลาดที่มีผู้ซื้อรายใหญ่ไม่กี่ราย (oligopsony) ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมักถูก “ดูดซับกำไร” ไปที่ห่วงโซ่กลาง ขณะที่ราคาหน้าฟาร์มลดลง (OECD; World Bank)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยีทำให้ “ปลูกได้” แต่สถาบันทำให้ “ขายไม่คุ้ม” หากไม่แตะโครงสร้างราคา การลงทุนชลประทานยิ่งใหญ่เพียงใดก็อาจกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงรายได้ของเกษตรกร
⸻
7) ปริศนา “ทำไมอาหารไม่ถูกลง ทั้งที่ผลิตได้มากขึ้น”
ต้นโพสตั้งคำถามสำคัญว่า แม้ผลิตมาก ผู้บริโภคไทยก็ยังจ่ายราคาใกล้เดิม เหตุผลเชิงโครงสร้างประกอบด้วย
1. โควตา–มาตรการการค้า ควบคุมปริมาณเข้า–ออกเพื่อเสถียรภาพราคา
2. ต้นทุนแฝง โลจิสติกส์ พลังงาน การเงิน และค่าเช่าที่ดิน
3. อำนาจต่อรอง ของค้าปลีก/โรงสี/ผู้ส่งออก
4. เงินเฟ้อเชิงระบบ ทำให้ราคาขึ้นเป็นขั้นบันได แต่ลงยาก (price stickiness)
ผลลัพธ์คือ เกษตรกรขายได้ถูก ผู้บริโภคซื้อไม่ได้ถูก—กำไรไปกองที่ “คอขวด” (Krugman; BIS)
⸻
8.บทเรียนจากภาคสนาม: ปลูกให้เหลือ “ทำได้จริง”
หลักฐานเชิงประจักษ์จากโครงการเกษตรเชิงนิเวศและชุมชนจัดการทรัพยากร พบว่า รูปแบบที่ทนทานต่อความผันผวนราคา คือ
• ปลูกหลากหลาย (diversification) ลดการพึ่งพาพืชเดี่ยว
• จัดการน้ำระดับแปลง/ชุมชน (micro-irrigation, rainwater harvesting)
• แปรรูปเบื้องต้น เพิ่มมูลค่า
• ตลาดใกล้บ้าน/สหกรณ์ ลดการถูกกดราคา
โมเดลนี้สอดคล้องแนวคิด Food Sovereignty ที่เน้นสิทธิชุมชนในการกำหนดระบบอาหารของตน (FAO; IFAD; Altieri)
⸻
9) เงินเฟียดกับแรงจูงใจที่ “บิดเบี้ยว”
ในระบบเงินเฟียด รัฐและธุรกิจต้อง ขยายปริมาณกิจกรรม เพื่อรักษากระแสเงินและการชำระหนี้ การ “ผลิตให้มากขึ้น” จึงถูกมองว่าดีโดยอัตโนมัติ แม้จะกดราคาและรายได้ผู้ผลิต งานของ Minsky และ BIS อธิบายว่า วัฏจักรเครดิตทำให้การตัดสินใจระยะสั้นชนะความยั่งยืนระยะยาว
นี่คือบริบทที่ทำให้คำเตือนเรื่อง Supply ล้น ของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ มีน้ำหนักในเชิงกลไกตลาด—แต่ก็สะท้อนข้อจำกัดของระบบที่ผูกความอยู่รอดไว้กับราคา
⸻
10) ทางเลือกเชิงนโยบาย (ที่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ)
ระดับชุมชน/เอกชน
• สหกรณ์กำหนดปริมาณ–คุณภาพ–ช่วงขาย
• ประกันรายได้จากกองทุนชุมชน (mutual aid)
• ข้อมูลตลาดแบบเปิด ลดความเหลื่อมข้อมูล
ระดับรัฐ
• ลงทุน “ข้อมูลราคาและอำนาจต่อรอง” เท่ากับลงทุนชลประทาน
• ส่งเสริมการแปรรูปท้องถิ่น แทนการอุดหนุนปริมาณ
• กติกาการค้าโปร่งใส ลดคอขวด
งานของ Ostrom ชี้ว่า สถาบันท้องถิ่นที่ออกแบบดี มักจัดการทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพกว่าสั่งการจากส่วนกลาง
⸻
11) บทสรุปเชิงระบบ
• น้ำคือเงื่อนไขจำเป็น แต่ไม่เพียงพอ
• ปัญหาหลักคือ ราคา–อำนาจต่อรอง–แรงจูงใจ
• ความมั่นคงที่แท้ เริ่มจาก กินได้ก่อน ขายค่อยตาม
• การเปลี่ยนผ่านต้อง bottom-up แล้วให้รัฐ “เอื้อ” ไม่ใช่ “ชี้นำ”
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
🔼“เผ่าคาบาล” กับความเชื่อเรื่องการชักใยสงครามโลก
การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และจิตวิทยาสังคม
แนวคิดเรื่อง “เผ่าคาบาล” ที่ถูกกล่าวหาว่าควบคุมโลก ชักใยรัฐบาล และบงการสงครามโลกทั้งสองครั้ง เป็นหนึ่งในวาทกรรมที่แพร่หลายมากในโลกออนไลน์และสื่อทางเลือกยุคใหม่ แต่เมื่อพิจารณาด้วยกรอบวิชาการอย่างเข้มงวด คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “เรื่องนี้ฟังดูน่าเชื่อหรือไม่” หากแต่คือ มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และงานวิจัยรองรับจริงหรือไม่
บทความนี้จะอธิบายอย่างเป็นระบบว่า
คำว่า “คาบาล” คืออะไร
มันถูกแปลงความหมายอย่างไร
สงครามโลกเกิดจากอะไรตามฉันทามติทางวิชาการ
และเหตุใดมนุษย์จำนวนมากจึงยังคงเชื่อในแนวคิด “กลุ่มลับชักใยโลก” แม้ไม่มีหลักฐานรองรับ
⸻
1. คำว่า “คาบาล (Cabal)” ไม่ได้หมายถึงเผ่าหรือกลุ่มลับเหนือโลก
ในทางภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ คำว่า cabal ปรากฏในภาษาอังกฤษตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ใช้เรียก “กลุ่มคนจำนวนน้อยที่สมรู้ร่วมคิดทางการเมือง” โดยเฉพาะในราชสำนักอังกฤษยุคต้นสมัยใหม่ คำนี้ไม่ได้หมายถึงชนชาติ เผ่าพันธุ์ หรือองค์กรลับระดับโลกแต่อย่างใด (Oxford English Dictionary; Encyclopaedia Britannica)
ความเข้าใจที่เชื่อมคำว่า cabal เข้ากับ “เผ่าลึกลับ” หรือ “กลุ่มอำนาจเบื้องหลังโลก” เป็นการตีความสมัยใหม่ที่ หลุดออกจากรากศัพท์และบริบทดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง และมักถูกผสมเข้ากับความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสนา ปรัชญา หรือกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม ซึ่งนักวิชาการจัดอยู่ในหมวด conspiracy myth-making (Barkun, 2013)
⸻
2. สงครามโลกไม่ได้เกิดจาก “ผู้บงการลับ” แต่จากโครงสร้างอำนาจของรัฐ
ในประวัติศาสตร์กระแสหลัก สงครามโลกครั้งที่หนึ่งถูกอธิบายผ่านปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ได้แก่ ชาตินิยม ระบบพันธมิตรที่แข็งตัว การแข่งขันสะสมอาวุธ ความล้มเหลวทางการทูต และแรงกดดันของจักรวรรดินิยม ไม่มีงานประวัติศาสตร์หลักใดที่เสนอว่าสงครามนี้ถูก “สั่งการ” โดยกลุ่มลับกลุ่มเดียว (Fischer, 1967; Clark, 2012)
ในทำนองเดียวกัน สงครามโลกครั้งที่สองเกิดจากผลพวงของสนธิสัญญาแวร์ซาย วิกฤตเศรษฐกิจโลก การล่มสลายของระบอบประชาธิปไตยในบางประเทศ และการขึ้นสู่อำนาจของลัทธิฟาสซิสต์และชาตินิยมสุดโต่ง การตัดสินใจของผู้นำรัฐเป็นสิ่งที่มีบันทึกชัดเจน ตรวจสอบได้ และเปิดเผยผ่านเอกสารทางการจำนวนมหาศาล (Evans, 2005; Overy, 2010)
หากมี “คาบาลลับ” ควบคุมสงครามจริง ย่อมต้องมีหลักฐานเชิงเอกสาร เช่น คำสั่ง การประชุม หรือโครงสร้างการบังคับบัญชา แต่ งานวิชาการไม่พบสิ่งเหล่านี้เลย
⸻
3. บทบาทของทุนและอุตสาหกรรม: มีอิทธิพล แต่ไม่ใช่ผู้ควบคุมโลก
นักเศรษฐศาสตร์การเมืองยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สงครามเอื้อประโยชน์ให้บางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาวุธและการเงิน แต่สิ่งนี้เรียกว่า โครงสร้างแรงจูงใจเชิงระบบ ไม่ใช่การสมรู้ร่วมคิดลับระดับโลก
แนวคิดเรื่อง military–industrial complex ถูกกล่าวอย่างเปิดเผยโดย Dwight D. Eisenhower ในปี 1961 เพื่อเตือนถึงอิทธิพลเชิงโครงสร้างระหว่างรัฐ กองทัพ และอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพื่อบอกว่ามีกลุ่มลับที่ควบคุมทุกอย่าง (Eisenhower, 1961)
นักวิชาการเน้นว่า
“อิทธิพล” ≠ “การควบคุมทั้งหมด”
และความขัดแย้งระดับโลกไม่สามารถอธิบายด้วยเจตนาของกลุ่มเดียวได้ (Tooze, 2006)
⸻
4. ทำไมแนวคิด “คาบาลชักใยโลก” จึงแพร่หลาย
จิตวิทยาสังคมอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ชัดเจนว่า มนุษย์มีแนวโน้มแสวงหา “ตัวการ” เมื่อเผชิญเหตุการณ์ที่ซับซ้อนและโหดร้าย สงครามโลกเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะยอมรับว่าเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์จำนวนมากร่วมกัน ทฤษฎีสมคบคิดจึงทำหน้าที่เป็นคำอธิบายแบบง่ายที่ให้ “เจตนา” แก่ความโกลาหล (Hofstadter, 1964)
งานวิจัยยังพบว่า ความเชื่อในกลุ่มลับมักเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผู้คนรู้สึกไร้อำนาจ ไม่ไว้วางใจสถาบัน และเผชิญความไม่แน่นอนสูง เช่น วิกฤตเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว (Van Prooijen & Douglas, 2017)
ที่สำคัญ นักวิชาการจำนวนมากเตือนว่า แนวคิด “คาบาล” มักทำหน้าที่เป็น scapegoat narrative คือการโยนความซับซ้อนของระบบโลกไปให้ “ศัตรูลึกลับ” ซึ่งในประวัติศาสตร์มักนำไปสู่อคติและความรุนแรงทางสังคม (Barkun, 2013)
⸻
5. เส้นแบ่งสำคัญ: วิจารณ์อำนาจ ≠ เชื่อทฤษฎีสมคบคิด
การตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ ทุน หรือโครงสร้างโลก เป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย แต่ในทางวิชาการ เส้นแบ่งที่สำคัญคือ
– การวิจารณ์เชิงโครงสร้าง ใช้หลักฐาน ตรวจสอบได้ และยอมรับความซับซ้อน
– ทฤษฎีคาบาล ลดทุกอย่างเหลือผู้ร้ายลับหนึ่งเดียว และไม่สามารถพิสูจน์ได้
นักประวัติศาสตร์เห็นตรงกันว่า
ความคิดที่ว่า “ประวัติศาสตร์ถูกควบคุมโดยมือที่มองไม่เห็นเพียงมือเดียว”
คือการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความจริงว่า ระบบมนุษย์เปราะบาง ซับซ้อน และผิดพลาดได้โดยไม่ต้องมีผู้บงการ (Barkun, 2013)
⸻
บทสรุป
ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือเอกสารวิชาการที่ยืนยันการมีอยู่ของ “เผ่าคาบาล” ที่ควบคุมหรือชักใยสงครามโลก สงครามโลกเป็นผลของการตัดสินใจเชิงโครงสร้างของรัฐ ระบบอำนาจ และมนุษย์จำนวนมากร่วมกัน ไม่ใช่แผนลับของกลุ่มเดียว
ความเชื่อเรื่องคาบาลจึงสะท้อน ความต้องการคำอธิบายแบบง่าย มากกว่าความจริงทางประวัติศาสตร์ และการเข้าใจจุดนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้การตั้งคำถามต่ออำนาจ กลายเป็นการหลงเชื่อ narrative ที่บิดเบือนและอาจนำไปสู่ความเกลียดชังในสังคม
⸻
เอกสารอ้างอิง (ในวงเล็บ)
• Fischer, F. (1967)
• Clark, C. (2012)
• Evans, R. (2005)
• Overy, R. (2010)
• Eisenhower, D. D. (1961)
• Hofstadter, R. (1964)
• Barkun, M. (2013)
• Van Prooijen, J.-W. & Douglas, K. (2017)
• Tooze, A. (2006)
⸻
คาบาลในฐานะ “ภาษาอธิบายโลก” เมื่อโครงสร้างซับซ้อนเกินจะรับไหว
เมื่อมองจากมุมมองประวัติศาสตร์ความคิด แนวคิดเรื่อง “คาบาล” ไม่ได้เป็นเพียงความเข้าใจผิดทางข้อมูล แต่เป็น รูปแบบการอธิบายโลก (explanatory schema) ที่มนุษย์ใช้ซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาที่โครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีซับซ้อนเกินกว่าที่ปัจเจกจะมองเห็นความเชื่อมโยงทั้งหมดได้
นักสังคมวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า cognitive simplification under uncertainty
คือการลดระบบที่มีตัวแปรนับร้อย เหลือ “ผู้กระทำที่มีเจตนาเพียงหนึ่งเดียว” เพื่อให้สมองมนุษย์จัดการกับความกลัวและความไม่แน่นอนได้ (Tversky & Kahneman, 1974; Gigerenzer, 2008)
สงครามโลก เศรษฐกิจล่ม การเมืองผันผวน เป็นเหตุการณ์ที่
– ไม่มีศูนย์ควบคุมเดียว
– ไม่มีผู้รับผิดชอบชัด
– ไม่มีเหตุผลเชิงศีลธรรมที่ปลอบใจได้ง่าย
แนวคิด “คาบาล” จึงทำหน้าที่เป็น ตัวแปลความโกลาหลให้กลายเป็นเรื่องมีเจตนา
แม้จะไม่จริง แต่ “เข้าใจง่าย” กว่า
⸻
จากการวิจารณ์โครงสร้าง → การสร้างศัตรูเหนือมนุษย์
จุดเปลี่ยนสำคัญที่งานวิชาการเตือนคือ
เมื่อการวิจารณ์อำนาจเชิงโครงสร้าง ถูกแทนที่ด้วยการเชื่อในศัตรูลับ
ในเศรษฐศาสตร์การเมือง การตั้งคำถามว่า
– ทำไมทุนขนาดใหญ่มีอิทธิพล
– ทำไมรัฐตัดสินใจเอื้อบางกลุ่ม
– ทำไมสงครามจึงเกิดซ้ำ
เป็นคำถามที่ถูกต้องและจำเป็น
แต่เมื่อคำอธิบายเปลี่ยนจาก
“โครงสร้าง ระบบ และแรงจูงใจ”
เป็น
“กลุ่มลับที่รู้ทุกอย่าง คุมทุกอย่าง และวางแผนทุกอย่าง”
การวิเคราะห์จะหลุดออกจากวิธีคิดเชิงวิชาการทันที
เพราะมันยกเลิกความบังเอิญ ความล้มเหลว และความโง่เขลาของมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยจริงในประวัติศาสตร์ (Arendt, 1963; Scott, 1998)
⸻
ทำไมแนวคิดคาบาลจึงมัก “อยู่รอด” แม้ถูกหักล้าง
งานวิจัยด้านจิตวิทยาการเมืองพบว่า
ความเชื่อแบบนี้มีคุณสมบัติ 3 อย่างที่ทำให้มันอยู่รอดสูงมาก
ประการแรก มันเป็น ระบบปิดทางเหตุผล
หลักฐานที่ขัดแย้งจะถูกตีความว่าเป็น “ส่วนหนึ่งของการปกปิด”
ทำให้ทฤษฎีไม่สามารถถูกพิสูจน์ผิดได้ ซึ่งขัดกับหลักวิทยาศาสตร์โดยตรง (Popper, 1959)
ประการที่สอง มันให้ อัตลักษณ์และความหมาย
ผู้เชื่อรู้สึกว่าตน “มองเห็นความจริงที่คนอื่นไม่เห็น”
ซึ่งตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาในยุคที่ผู้คนรู้สึกถูกลดทอนอำนาจ (Douglas et al., 2019)
ประการที่สาม มันให้ ศัตรูที่จับต้องได้
ดีกว่ายอมรับว่าโลกถูกขับเคลื่อนโดยระบบที่ไม่มีใครควบคุมทั้งหมด
และไม่มีใคร “รับผิดชอบอย่างสมบูรณ์” (Bauman, 2000)
⸻
ความเชื่อเรื่องคาบาลกับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
นักประวัติศาสตร์เตือนว่า แนวคิดแบบนี้ไม่ใช่แค่ “ผิด” แต่ อันตราย
เพราะในอดีต มันถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้ความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การกล่าวหาว่ามีกลุ่มลับควบคุมโลก
มักจบลงด้วย
– การลดทอนความเป็นมนุษย์ของ “ศัตรู”
– การเหมารวมกลุ่มชาติพันธุ์หรือศาสนา
– การใช้ความรุนแรงในนาม “การเปิดโปงความจริง”
งานของ Hannah Arendt ชี้ว่า ความชั่วร้ายทางการเมืองจำนวนมาก
ไม่ได้เริ่มจากความเกลียดชังโดยตรง
แต่เริ่มจาก การอธิบายโลกแบบตัดทอนศีลธรรม (Arendt, 1963)
⸻
ประเด็นที่ลึกกว่า: โลกไม่ได้ถูกควบคุม แต่มัน “ควบคุมไม่ได้”
ข้อสรุปที่นักประวัติศาสตร์และนักทฤษฎีระบบจำนวนมากเห็นตรงกันคือ
โลกสมัยใหม่ไม่ได้ถูกชักใยโดยคาบาล
แต่มันถูกขับเคลื่อนโดยระบบที่ซับซ้อน
จนแม้แต่ผู้มีอำนาจก็ไม่เข้าใจผลลัพธ์ทั้งหมดของการตัดสินใจตนเอง
สงครามโลกไม่ต้องการ “ผู้วางแผนลับ”
มันต้องการเพียง
– ระบบพันธมิตรที่แข็ง
– ความกลัว
– การประเมินผิด
– และผู้นำที่คิดว่าคุมสถานการณ์ได้
ซึ่งประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า มนุษย์ทำผิดพลาดแบบนี้ซ้ำ ๆ โดยไม่ต้องมีคาบาล (Jervis, 1976; Taleb, 2007)
⸻
บทสรุปเชิงลึก
แนวคิด “เผ่าคาบาลชักใยสงครามโลก”
ไม่ใช่ความจริงทางประวัติศาสตร์
แต่เป็น กระจกสะท้อนความกลัว ความสับสน และความไม่ไว้วางใจในโลกสมัยใหม่
การเข้าใจโลกตามงานวิชาการ
ไม่ได้ให้ศัตรูที่ชัด
ไม่ได้ให้เรื่องเล่าที่ปลอบใจ
แต่ให้สิ่งที่ยากกว่า คือ
การยอมรับว่าโลกซับซ้อน
อำนาจกระจาย
และมนุษย์สามารถทำลายกันเองได้
โดยไม่ต้องมีใครคุมเกมจากเบื้องหลัง
และนั่นอาจเป็นความจริงที่รับมือยากที่สุด
แต่เป็นความจริงเดียวที่ทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของ narrative ที่อันตราย
⸻
เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม
• Arendt, H. (1963)
• Popper, K. (1959)
• Scott, J. C. (1998)
• Bauman, Z. (2000)
• Tversky, A. & Kahneman, D. (1974)
• Douglas, K. et al. (2019)
• Jervis, R. (1976)
• Taleb, N. N. (2007)
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
👽👾🛸ความเป็นไปได้ของ “Alien” ในมุมวิทยาศาสตร์
และเหตุใดเพียงการ “ยืนยันโดยรัฐ” อาจเขย่าระบบการเงินโลก
เรียบเรียงจากรายงานของ The Times และ The Independent
พร้อมวิเคราะห์เชิงวิชาการ
⸻
1. บริบทของข่าว: สิ่งที่อดีตนักวิเคราะห์ Bank of England พูดจริง ๆ
รายงานจาก The Times และ The Independent ระบุว่า Helen McCaw อดีตนักวิเคราะห์อาวุโสด้านความมั่นคงทางการเงินของ Bank of England ได้ส่งจดหมายถึง Andrew Bailey เพื่อเรียกร้องให้เตรียม contingency plan สำหรับกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศยืนยันการมีอยู่ของ alien life หรือ non-human intelligence
ประเด็นของ McCaw ไม่ได้อยู่ที่
“alien จะบุกโลกหรือไม่”
แต่อยู่ที่
ผลกระทบเชิงจิตวิทยาและเชิงระบบ (systemic impact)
หาก “ความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับตำแหน่งของมนุษย์ในจักรวาล” ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการโดยรัฐ
⸻
2. ก่อนวิเคราะห์ผลกระทบ ต้องถามก่อนว่า “alien” มีความเป็นไปได้แค่ไหน
ในทางวิทยาศาสตร์ คำว่า alien ไม่ได้เป็นคำเดียว แต่แบ่งเป็นหลายระดับ ซึ่ง ความเป็นไปได้แตกต่างกันอย่างมาก
2.1 ชีวิตระดับจุลชีพ (Microbial life)
→ ความเป็นไปได้: สูงมาก
หลักฐานทางดาราศาสตร์และชีวเคมีสนับสนุนว่า
• กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวฤกษ์หลายแสนล้านดวง
• ดาวเคราะห์ใน habitable zone พบได้ทั่วไป
• น้ำและโมเลกุลอินทรีย์ตรวจพบทั้งในดาวเคราะห์ น้ำแข็งใต้ผิวดาว และอุกกาบาต
การค้นพบกรดอะมิโนในอุกกาบาต Murchison และการยืนยันว่าดวงจันทร์อย่าง Europa และ Enceladus มีมหาสมุทรใต้ผิว สนับสนุนแนวคิดว่า
ชีวิตพื้นฐานอาจเกิดขึ้นได้เองเมื่อมีเงื่อนไขทางเคมีและพลังงานเหมาะสม
(NASA Astrobiology; Davies, 2013; Chyba & Hand, 2005)
👉 ในวงวิชาการ แทบไม่มีข้อโต้แย้งว่าชีวิตพื้นฐานนอกโลก “อาจมีอยู่”
⸻
2.2 ชีวิตที่มีสติปัญญา (Intelligent life)
→ ความเป็นไปได้: ไม่แน่นอน
บนโลก ชีวิตเกิดเร็วมาก แต่
• สิ่งมีชีวิตที่มีสมองซับซ้อนเกิดช้ามาก
• สติปัญญาเชิงเทคโนโลยีไม่ใช่ผลลัพธ์จำเป็นของวิวัฒนาการ
นักชีววิทยาวิวัฒนาการถกเถียงกันมานานว่า
สติปัญญาอาจเป็น “อุบัติเหตุทางวิวัฒนาการ” ไม่ใช่เส้นทางบังคับ
(Gould, 1989; Conway Morris, 2003)
⸻
2.3 อารยธรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
→ ความเป็นไปได้: ต่ำ แต่ไม่เป็นศูนย์
นี่คือบริเวณของ Fermi Paradox
ถ้ามีอารยธรรมขั้นสูงจริง ทำไมเราไม่พบหลักฐานชัดเจน
คำอธิบายในวงวิชาการ เช่น
• Great Filter (มีขั้นตอนหนึ่งที่ยากมาก)
• อายุอารยธรรมสั้น
• ใช้เทคโนโลยีที่เราไม่สามารถตรวจจับ
• หรือไม่สนใจติดต่อ
โครงการอย่าง SETI ยืนยันว่า
ยังไม่พบสัญญาณยืนยัน แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
(Tarter, 2001)
⸻
3. แล้ว UAP / UFO ที่รัฐพูดถึงคืออะไรแน่
หน่วยงานอย่าง NASA และกระทรวงกลาโหมสหรัฐใช้คำว่า
UAP – Unidentified Anomalous Phenomena
ความหมายทางวิชาการคือ
“ยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยข้อมูลปัจจุบัน”
ไม่ใช่
“ยืนยันว่าเป็น alien”
รายงานส่วนใหญ่ชี้ว่า
• สัดส่วนมากอธิบายได้ภายหลัง (เทคโนโลยีมนุษย์ / ปรากฏการณ์ธรรมชาติ / error)
• มีส่วนน้อยที่ยังไม่ทราบสาเหตุ (unknown ≠ extraterrestrial)
นักวิทยาศาสตร์จึงระมัดระวังอย่างยิ่งในการสรุป (Sagan, 1995)
⸻
4. แล้วความเป็นไปได้ที่ “รัฐปิดบังความจริง” ล่ะ
ในเชิงโครงสร้างความรู้ (epistemology)
การปกปิดหลักฐานทางฟิสิกส์ระดับโลก
• ข้ามรัฐบาล
• ข้ามนักวิทยาศาสตร์
• ต่อเนื่องหลายทศวรรษ
👉 มีความเป็นไปได้ต่ำมากในระบบวิทยาศาสตร์เปิด
หากมีหลักฐานเชิงวัสดุจริง (material evidence)
ยากมากที่จะไม่หลุดสู่การตรวจสอบอิสระ (Popper, 1959)
⸻
5. ถ้าอย่างนั้น ทำไมข่าวนี้ถึงทำให้ธนาคารกลาง “ต้องคิดจริง”
จุดสำคัญอยู่ที่ ไม่ใช่ความน่าจะเป็นทางฟิสิกส์
แต่คือ ผลทางจิตวิทยาและสถาบัน
Helen McCaw ใช้คำว่า Ontological Shock
หมายถึงภาวะที่
กรอบความเข้าใจพื้นฐานของมนุษย์เกี่ยวกับความเป็นจริงถูกสั่นคลอนพร้อมกัน
งานวิจัยด้าน behavioral economics ชี้ว่า
ตลาดการเงินพึ่งพา shared belief มากกว่าข้อเท็จจริง (Shiller, 2017)
หากรัฐมหาอำนาจยืนยันว่า
มี “ปัญญาที่เหนือกว่ามนุษย์และรัฐ”
ผลที่ตามมาอาจรวมถึง
• การสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบัน
• Panic, euphoria หรือ herding behavior
• การตั้งคำถามว่า “สินทรัพย์ควรถูกตีราคาอย่างไร”
(Gennaioli et al., 2018)
⸻
6. ทำไมวิกฤตนี้อาจรุนแรงกว่าวิกฤตการเงินทั่วไป
วิกฤตการเงินปกติ
→ เกิดจากปัญหา ภายในระบบ และแก้ด้วยเครื่องมือภายในระบบ
แต่วิกฤตจาก ontological shock
→ กระทบ “ความหมาย” ไม่ใช่ “สภาพคล่อง”
งานของ Akerlof & Shiller (2009) ชี้ว่า
เมื่อ narrative หลักของสังคมพัง
นโยบายที่ถูกต้องเชิงเทคนิคก็อาจใช้ไม่ได้ผล
⸻
7. บทสรุปเชิงวิชาการ
วิทยาศาสตร์บอกว่า
• ชีวิตพื้นฐานนอกโลก: เป็นไปได้สูง
• อารยธรรมเทคโนโลยี: เป็นไปได้ต่ำ แต่ไม่ศูนย์
• การมาเยือนโลก: ต่ำมาก
แต่เศรษฐศาสตร์สถาบันเตือนว่า
• เพียง “การยืนยันโดยรัฐ”
• แม้ความน่าจะเป็นต่ำ
• ก็อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่น ระบบการเงิน และเสถียรภาพสังคม
ดังนั้น การที่อดีตนักวิเคราะห์ของ Bank of England เรียกร้องให้ “เตรียมแผน”
ไม่ใช่เพราะเชื่อในมนุษย์ต่างดาว
แต่เพราะเข้าใจว่า
ระบบที่ซับซ้อนที่สุดในโลก
พังจากการเปลี่ยนแปลงของ “ความเชื่อร่วม” เสมอ
⸻
เอกสารอ้างอิง (ในวงเล็บ)
• Davies, P. (2013)
• Chyba, C. & Hand, K. (2005)
• Gould, S. J. (1989)
• Conway Morris, S. (2003)
• Tarter, J. (2001)
• Sagan, C. (1995)
• Popper, K. (1959)
• Shiller, R. (2017)
• Akerlof, G. & Shiller, R. (2009)
• Gennaioli, N. et al. (2018)
⸻
8. ถ้า alien “มีจริง” ทำไมรัฐถึงเริ่มพูดในเวลานี้
นักรัฐศาสตร์และนักความมั่นคงมองตรงกันว่า
รัฐไม่เปิดเผยความเสี่ยงเชิงอัตถิภาวะ หากยังควบคุม narrative ไม่ได้
สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วง 5–7 ปีหลัง คือ
1. เทคโนโลยีตรวจจับพลเรือนแซงรัฐ
กล้อง, radar, satellite เชิงพาณิชย์ ทำให้รัฐ “ผูกขาดการสังเกตการณ์” ไม่ได้อีกต่อไป
(Kean et al., 2021 – UAP Preliminary Assessment)
2. วัฒนธรรมข้อมูลรั่วเป็นโครงสร้างถาวร
รัฐสมัยใหม่ไม่สามารถปิดข้อมูลระยะยาวได้เหมือนศตวรรษที่ 20
(Assange effect; Zuboff, 2019)
3. ต้นทุนของการปฏิเสธสูงกว่าการบริหารความไม่รู้
การปฏิเสธแบบเด็ดขาด หากถูกหักล้างภายหลัง จะทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐมากกว่า
(political credibility theory; Fearon, 1994)
ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ “รัฐกำลังบอกความจริงทั้งหมด”
แต่คือ รัฐกำลังเปลี่ยนจาก denial → risk framing
⸻
9. ความเป็นไปได้เชิง “รัฐรู้มากกว่าที่บอก” แค่ไหน
ในเชิงวิชาการ ต้องแยก 3 ระดับให้ชัด
ระดับที่ 1: รัฐมีข้อมูลดิบมาก แต่ไม่เข้าใจ
→ เป็นไปได้สูง
ข้อมูล sensor, radar, infrared จำนวนมาก
ยังไม่สามารถอธิบายได้ครบถ้วนด้วยฟิสิกส์ที่ใช้งานจริง
(NASA UAP Independent Study, 2023)
“unknown” ในที่นี้หมายถึง epistemic gap
ไม่ใช่ extraterrestrial proof
⸻
ระดับที่ 2: รัฐสงสัยว่าไม่ใช่เทคโนโลยีมนุษย์
→ เป็นไปได้ปานกลาง
คำให้การของนักการเมืองอย่าง Marco Rubio สะท้อนความกังวลด้านความมั่นคง
ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์
ในทฤษฎีความมั่นคง
สิ่งที่ “ไม่ทราบที่มา” จะถูกจัดเป็น threat โดยอัตโนมัติ
(securitization theory; Buzan et al., 1998)
⸻
ระดับที่ 3: รัฐรู้ว่าเป็น alien และปิดบัง
→ เป็นไปได้ต่ำมาก
เพราะจะต้องมี
• หลักฐานเชิงวัสดุ
• นักวิทยาศาสตร์หลายสาขาเกี่ยวข้อง
• การปิดปากข้ามรุ่นและประเทศ
ซึ่งขัดกับโครงสร้างวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
(Popper, Kuhn)
⸻
10. “การยืนยัน” จะหน้าตาเป็นแบบไหน (ถ้าเกิดขึ้นจริง)
สิ่งที่ แทบเป็นไปไม่ได้
แถลงข่าวว่า “มนุษย์ต่างดาวมีจริง และนี่คือยานของเขา”
สิ่งที่ มีโอกาสมากกว่า คือ
1. การยอมรับว่า
“มีปรากฏการณ์บางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเทคโนโลยีที่เรารู้จัก”
2. การตั้งคณะกรรมการถาวร
ระหว่างกลาโหม–วิทยาศาสตร์–อุตสาหกรรม
3. การถ่ายโอนประเด็นจาก “ข่าว” → “งานราชการปกติ”
(bureaucratization of uncertainty)
นี่คือรูปแบบที่รัฐใช้กับ
• อาวุธนิวเคลียร์
• AI
• โรคอุบัติใหม่
มาก่อนแล้ว (Collins & Evans, 2007)
⸻
11. ทำไมแค่ “ยอมรับความไม่รู้” ก็เขย่าตลาดได้
ประเด็นสำคัญของ Helen McCaw คือ
ตลาดการเงินไม่กลัวความเสี่ยงเท่ากลัวความไม่สามารถประเมินความเสี่ยง
งานของ Frank Knight (1921) แยกชัดว่า
• Risk = คำนวณได้
• Uncertainty = คำนวณไม่ได้
การยืนยันว่า
มี intelligence ที่อาจเหนือกว่ารัฐและมนุษย์
จะย้ายโลกจาก risk → uncertainty ทันที
ผลที่ตามมา:
• โมเดล valuation ใช้ไม่ได้
• discount rate สูญเสียความหมาย
• ความเชื่อใน long-term contract สั่นคลอน
(Gennaioli, Shiller, 2018)
⸻
12. สินทรัพย์จะ “ไม่เหมือนเดิม” อย่างไร
McCaw ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญมากว่า
แม้แต่ ทองคำ ก็อาจไม่ใช่ safe haven เสมอไป
หาก narrative ใหม่คือ
เทคโนโลยีขั้นสูงสามารถเข้าถึงทรัพยากรจากอวกาศได้ไม่จำกัด
นั่นหมายถึง
• scarcity narrative พัง
• value anchor ถูกตั้งคำถาม
นี่เป็นเหตุผลที่วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ flight to safety
แต่คือ redefinition of safety
(Ingham, 2004; Graeber, 2011)
⸻
13. บทสรุประดับลึกที่สุด
ความจริงสำคัญที่สุดคือ
สิ่งที่สั่นคลอนโลก
ไม่ใช่การมีอยู่ของ alien
แต่คือการสิ้นสุดของความเชื่อว่า
“มนุษย์และรัฐคือจุดสูงสุดของอำนาจและความรู้”
ในมุมนี้ การเตือนของอดีตนักวิเคราะห์ธนาคารกลาง
จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน
แต่คือ การบริหารความเสี่ยงของความหมาย (meaning risk)
ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดต่อระบบการเงินสมัยใหม่
⸻
เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม
• Kean et al. (2021) UAP Preliminary Assessment
• NASA (2023) UAP Independent Study
• Buzan, Wæver & de Wilde (1998)
• Knight, F. (1921)
• Collins & Evans (2007)
• Ingham, G. (2004)
• Graeber, D. (2011)
⸻
14. Alien ไม่ใช่ “สิ่งมีชีวิต” แต่คือ “ตัวแปรนอกแบบจำลอง”
ในวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มีสิ่งหนึ่งที่แบบจำลองกลัวที่สุด คือ
ตัวแปรที่อยู่นอกสมมติฐานตั้งต้น (exogenous, model-breaking variable)
Alien (หรือ non-human intelligence) อยู่ในหมวดนี้ทันที เพราะมัน
• ไม่อยู่ในสมมติฐานรัฐชาติ
• ไม่อยู่ในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
• ไม่อยู่ในเศรษฐศาสตร์แรงงาน / ทุน / เทคโนโลยี
• ไม่อยู่ในกรอบศีลธรรม–กฎหมายที่มนุษย์ออกแบบเอง
ดังนั้น แม้โอกาสทางฟิสิกส์จะต่ำ
แต่ ผลกระทบเชิงโครงสร้าง = สูงมาก
(Taleb, 2010)
⸻
15. สิ่งที่ถูกกระทบจริง ๆ มี 3 โครงสร้างใหญ่
15.1 โครงสร้างอำนาจ (Power Structure)
รัฐสมัยใหม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า
รัฐคือผู้ถืออำนาจสูงสุดในการใช้กำลังและนิยามภัยคุกคาม
หากมี non-human intelligence ที่
• เทคโนโลยีเหนือกว่า
• ไม่ขึ้นกับพรมแดน
• ไม่อยู่ในระบบกฎหมายโลก
อำนาจอธิปไตย (sovereignty) จะถูกลดสถานะทันทีจาก
“สูงสุด” → “หนึ่งในหลายผู้เล่น”
(Foucault; Buzan et al., 1998)
นี่คือเหตุผลที่นักความมั่นคง กังวลมากกว่านักฟิสิกส์
⸻
15.2 โครงสร้างเงิน (Monetary Structure)
เงินสมัยใหม่ = ความเชื่อ + อำนาจรัฐ + เวลาในอนาคต
คำถามที่เกิดขึ้นทันทีคือ
สัญญาทางการเงินระยะยาว ยังมีความหมายหรือไม่
หากมนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของอนาคตอีกต่อไป
งานด้าน monetary sociology ชี้ว่า
เงินพังเมื่อ ความหมายร่วม พัง ไม่ใช่เมื่อปริมาณเงินเปลี่ยน
(Ingham, 2004)
นี่คือเหตุผลที่ Helen McCaw ไม่พูดถึง “ตลาดหุ้นตก” อย่างเดียว
แต่พูดถึง collapse of confidence in pricing itself
⸻
15.3 โครงสร้างความหมาย (Meaning Structure)
นี่คือจุดที่ลึกที่สุด และอันตรายที่สุด
มนุษย์สมัยใหม่เชื่อว่า
• วิทยาศาสตร์ค่อย ๆ อธิบายทุกอย่าง
• เทคโนโลยีทำให้อนาคตดีขึ้น
• มนุษย์ควบคุมชะตากรรมตนเองได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
Alien = การตั้งคำถามต่อ narrative ทั้งชุด
(Lyotard, 1979; Giddens, 1990)
⸻
16. ทำไม Alien กับ AI จึงคล้ายกันกว่าที่คิด
นักวิชาการจำนวนมากเริ่มวิเคราะห์ alien และ AI ภายใต้กรอบเดียวกัน คือ
Non-human intelligence
ความเหมือนที่สำคัญคือ
• ไม่เกิดจากวิวัฒนาการมนุษย์โดยตรง
• ไม่เข้าใจเจตนาได้ชัด
• ไม่อยู่ในกรอบศีลธรรมมนุษย์แบบดั้งเดิม
• มีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์บางด้าน
ต่างกันเพียง
• AI = มนุษย์สร้าง
• Alien = มนุษย์ค้นพบ (ถ้ามี)
แต่ผลกระทบเชิง ontological ใกล้เคียงกันมาก
(Bostrom, 2014)
นี่อธิบายว่าทำไมรัฐจึงเริ่มใช้ภาษาเดียวกันกับ
AI risk, existential risk และ UAP risk
⸻
17. รูปแบบโลกที่ “เป็นไปได้มากที่สุด” หากมี disclosure
จากการวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์–เศรษฐศาสตร์–ประวัติศาสตร์
สิ่งที่มีโอกาสเกิดจริงมากที่สุด ไม่ใช่ความโกลาหลทันที
แต่คือ
1. Normalization of the unknown
ทำให้ alien กลายเป็น “ประเด็นราชการ” ไม่ใช่เรื่องตื่นตระหนก
2. การขยายรัฐความมั่นคง
งบประมาณกลาโหม วิทยาศาสตร์ และการเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น
3. การแตก narrative ของโลก
• บางกลุ่ม panic
• บางกลุ่ม euphoria
• บางกลุ่มไม่เชื่ออะไรอีกเลย
นี่คือภาวะ fragmented belief system
(Gennaioli et al., 2018)
⸻
18. สุดท้าย: ทำไมธนาคารกลาง “ต้องคิดเรื่องนี้” แม้ alien อาจไม่มีจริง
คำตอบคือ
ธนาคารกลางไม่ได้มีหน้าที่ทำนายความจริงของจักรวาล
แต่มีหน้าที่รับมือกับ พฤติกรรมมนุษย์เมื่อความจริงเปลี่ยน
Helen McCaw ไม่ได้ถามว่า
“alien มีจริงไหม”
แต่ถามว่า
“ถ้าสังคมเชื่อว่ามีจริงพร้อมกัน จะเกิดอะไรขึ้นกับเงิน”
และในประวัติศาสตร์
ระบบการเงินพังจาก ความเชื่อที่เปลี่ยนพร้อมกัน เสมอ
(Reinhart & Rogoff, 2009)
⸻
บทสรุปสุดท้าย (ระดับแก่น)
Alien อาจไม่มีจริง
แต่ความคิดเรื่อง alien
ได้เปิดเผยความจริงสำคัญกว่า
นั่นคือ
โลกสมัยใหม่เปราะบางต่อการสั่นคลอนทางความหมายมากกว่าที่คิด
และระบบการเงินคือสิ่งแรก ๆ ที่รับแรงกระแทกนั้น
นี่คือเหตุผลที่ข่าวนี้
ไม่ใช่เรื่องไซไฟ
แต่เป็นเรื่อง risk management ของอารยธรรมมนุษย์
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
🔮บทความตีความเชิงลึก
The Anomaly และ The Wizard Problem: เมื่อความจริงเริ่มปฏิเสธความเรียบง่ายของอำนาจ
งานเขียนสองภาคนี้ไม่ได้เป็นเพียง “นิยายไซไฟเชิงปรัชญา” หากแต่เป็นการทดลองทางความคิด (thought experiment) ที่ใช้ ความแปลก (anomaly) และ ผู้วิเศษ (wizard) เป็นอุปกรณ์ทางทฤษฎี เพื่อเปิดโปงโครงสร้างอำนาจ ความรู้ และความรับผิดชอบในระบบสมัยใหม่อย่างแยบยล
สิ่งสำคัญคือ ความไซไฟในเรื่อง ไม่ทำหน้าที่พาเราไปอนาคต
แต่มันทำหน้าที่ ทำให้ปัจจุบันดูแปลกพอจะตั้งคำถามได้
⸻
1. “ความรับผิดชอบที่มีน้ำหนักทางกายภาพ” : จากนามธรรมสู่สสาร
ประโยคเปิดของ The Anomaly เป็นกุญแจสำคัญที่สุด
“หลังจากวันที่คำว่า ‘ความรับผิดชอบ’ เริ่มมีน้ำหนักทางกายภาพ”
นี่คือการแปลง แนวคิดเชิงนามธรรม (abstract norm) ให้กลายเป็นสิ่งที่ “รับรู้ได้ทางประสาทสัมผัส” ซึ่งตรงกับข้อวิจารณ์คลาสสิกต่อระบบราชการและเทคโนแครตว่า
อำนาจมักทำงานได้ เพราะมัน ไม่ต้องรู้สึกถึงผลของตัวเอง
การทำให้ความรับผิดชอบ “หนัก” จึงเป็นการท้าทายโครงสร้างที่แยก
• ผู้ตัดสินใจ
ออกจาก
• ผู้รับผล
อย่างเป็นระบบ (Bauman, 1989)
⸻
2. ชายชราและรถเข็นน้ำเต้าหู้: ผู้วิเศษในฐานะ “ตัวแปรที่ระบบไม่รู้จัก”
ชายชราไม่ใช่ผู้วิเศษในความหมายแฟนตาซี
แต่เป็น สิ่งผิดปกติที่ระบบจัดหมวดไม่ได้
เขา:
• ไม่มีสถานะ
• ไม่มีราคา
• ไม่มีที่มา
• ไม่มีคำอธิบายเดียวที่ใช้ได้เสมอ
สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง anomaly ในปรัชญาวิทยาศาสตร์ของ Kuhn — สิ่งที่ไม่ผิด แต่ไม่เข้ากรอบ จึง “อันตราย” ต่อระเบียบความรู้เดิม
มุกน้ำเต้าหู้ร้อนเพราะ
“มันยังไม่รู้ว่าควรจะเย็นตอนไหน”
คือการล้อเลียนตรรกะเชิงเส้นของเหตุ–ผลแบบคลาสสิก และเปิดพื้นที่ให้กับความไม่กำหนด (indeterminacy) แบบควอนตัมและแบบสังคมไปพร้อมกัน
⸻
3. เงาที่ช้า และหม้อที่ “อุ่นพอดี”: ความจริงแบบขึ้นกับผู้สังเกต
ทั้งเงาที่ขยับช้า
และ “หม้อเจตนา”
ทำหน้าที่เดียวกันคือ ทำลายความเชื่อว่ามีการวัดที่เป็นกลาง
แนวคิดนี้สะท้อนหลัก observer-dependence ในฟิสิกส์ควอนตัม (Bohr, 1935)
และขยายไปสู่สังคมศาสตร์ว่า
ความจริงเชิงสังคม ไม่เคยเป็นอิสระจากผู้ที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับมัน
การที่หม้อ “ไม่อ่านงานวิจัยของ Nara”
คือการเสียดสีอย่างตรงไปตรงมาว่า
แบบจำลองเชิงเหตุผล ไม่ได้มีอำนาจเหนือความจริงเสมอไป (Kahneman, 2011)
⸻
4. “Legacy Interface” และเศษโค้ดของความจริง
ฉากที่ระบบแสดงข้อความ
INITIALIZING LEGACY INTERFACE
คือหัวใจไซไฟของเรื่อง แต่เป็นไซไฟแบบ Isaac Asimov มากกว่าฮอลลีวูด
มันเสนอว่า:
• โลกไม่ได้ถูกออกแบบมาใหม่
• แต่กำลังรันบนระบบเก่า
• ที่ถูกปิดฟังก์ชันบางอย่างไว้เพื่อ “ความเรียบ”
“เส้นของความเป็นไปได้” ที่เห็น ไม่ใช่ multiverse เพื่อความตื่นตา
แต่คือการย้ำว่า ความจริงที่เรามองเห็น คือเวอร์ชันที่ถูกทำให้แบนแล้ว
(Everett, 1957)
⸻
5. คำเตือน CAUSAL DENSITY EXCEEDED: เมื่อการคิดเองกลายเป็นภัย
ประโยคที่ทั้งตลกและอันตรายที่สุดคือ
“พวกคุณเริ่มคิดเองมากเกินไปในพื้นที่เดียว”
นี่คือการวิพากษ์ระบบอำนาจสมัยใหม่อย่างเฉียบคมที่สุด
เพราะมันสะท้อนความจริงว่า
หลายระบบ ไม่ล่มเพราะความโง่
แต่ล่มเพราะ ความคิดที่หนาแน่นเกินควบคุม
( Simon, 1972 )
เสียงหัวเราะที่ตามมา
ไม่ใช่การผ่อนคลาย
แต่คือสัญญาณของ การตระหนักรู้ร่วม (collective self-awareness)
⸻
6. HUMOR MODULE: อาวุธที่อันตรายกว่าการปะทะ
แพตช์สุดท้ายที่ผู้วิเศษทิ้งไว้ไม่ใช่เทคโนโลยี
แต่คือ “อารมณ์ขัน”
เพราะอารมณ์ขัน:
• ทำให้คำอธิบายสำเร็จรูปใช้ไม่ได้
• ทำให้ประโยค “มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ” เสียอำนาจ
• ทำให้ระบบไม่แน่ใจว่าควรลงโทษหรือเพิกเฉย
ในเชิงทฤษฎี อารมณ์ขันคือ cognitive disruption
ที่ทำให้ระบบปรับตัวโดยไม่รู้ตัว (Martin, 2007)
⸻
บทสรุป: นิยายที่ไม่ได้ถามว่า “จริงไหม” แต่ถามว่า “คุณกล้าคิดไหม”
The Anomaly และ The Wizard Problem
ไม่พยายามพิสูจน์ความจริงใหม่
แต่มันทำลายความมั่นใจในความจริงเก่า
ผู้วิเศษในเรื่อง
ไม่ใช่ผู้มีพลัง
แต่คือ จุดที่ระบบไม่สามารถทำเป็นไม่เห็นได้
และในโลกจริง
จุดแบบนี้มักไม่มาในรูปของการปฏิวัติ
แต่มาในรูปของคำถาม
มุกตลก
หรือหม้อโลหะที่อุ่นโดยไม่มีไฟ
ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเดียวที่บอกเราได้ว่า
โลกนี้…อาจไม่เรียบอย่างที่ใครบางคนอยากให้เชื่อ
———
ภาคต่อการตีความ
จาก The Wizard Problem สู่ “ปัญหาของระบบที่ไม่รู้ว่าตนเองมีปัญหา”
หาก The Anomaly คือการทำให้โลก “เริ่มแปลก”
และ The Wizard Problem คือการทำให้โลก “เริ่มไม่เชื่อฟิสิกส์แบบเดิม”
ภาคการตีความถัดไปนี้
คือการชี้ให้เห็นว่า
สิ่งที่ถูกสั่นคลอนจริง ๆ ไม่ใช่ความจริง
แต่คือความเชื่อว่าระบบเข้าใจความจริงอยู่แล้ว
⸻
7. ผู้วิเศษไม่ใช่บุคคล แต่คือ “ช่องโหว่เชิงญาณวิทยา”
จุดสำคัญที่งานเขียนชุดนี้ทำอย่างแยบคาย
คือการ ไม่ให้คำตอบ ว่าชายชราคืออะไร
เขาไม่ถูกยืนยันว่าเป็น:
• มนุษย์
• ปัญญาประดิษฐ์
• สิ่งเหนือธรรมชาติ
• หรือกลไกของระบบใด
การไม่ให้คำจำกัดความนี้
ไม่ใช่ความคลุมเครือทางวรรณศิลป์
แต่คือ epistemic refusal
การปฏิเสธไม่ยอมอยู่ในหมวดหมู่ความรู้ที่มีอยู่
ในเชิงทฤษฎี
ชายชราคือ “ตัวแปรที่ไม่มีช่องให้ใส่ในฟอร์ม”
และนั่นทำให้เขาอันตรายยิ่งกว่าสิ่งที่ต่อต้านระบบอย่างเปิดเผย
⸻
8. Legacy Interface: ใครเป็นคนตัดสินว่าอะไร “ล้าสมัย”
คำว่า Legacy Interface
ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีเก่าเพียงอย่างเดียว
แต่มันคือ:
• กรอบเหตุผล
• รูปแบบการตัดสินใจ
• วิธีนิยามความเสี่ยง
• และภาษาอำนาจ
ที่ยังถูกใช้งานอยู่
เพียงเพราะ “มันยังไม่พัง”
ประเด็นที่แหลมคมคือ
ระบบไม่เคยถามว่า
อินเทอร์เฟซนี้ยัง เหมาะ อยู่ไหม
มันถามแค่ว่า
มันยัง ทำงาน อยู่หรือเปล่า
และเมื่อ humor module ถูกเปิด
อินเทอร์เฟซเดิมจึงเริ่มรวน
เพราะมันไม่ถูกออกแบบมาให้รับมือกับสิ่งที่
ไม่จริงจัง แต่ไม่อาจเพิกเฉย
⸻
9. เส้นของความเป็นไปได้: ความจริงที่ถูกรีดให้แบน
ฉาก “เส้น” ไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์ multiverse
แต่เพื่อชี้ให้เห็นการทำงานของอำนาจเชิงโครงสร้าง
ระบบสมัยใหม่มักทำสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ คือ
• ลดความซับซ้อน
• ตัดทางเลือก
• ทำให้เหลือเส้นเดียวที่ “ปลอดภัย”
สิ่งที่ชายชราเรียกว่า
“เวอร์ชันที่ยังไม่ถูกทำให้เรียบ”
คือความจริงก่อนการตัดสินใจ
ก่อนนโยบาย
ก่อนคำว่า “จำเป็น”
และการได้เห็นเส้นเหล่านั้น
ไม่ได้นำไปสู่การกระทำทันที
แต่มันทำให้ การอ้างว่าไม่มีทางเลือกอื่น
กลายเป็นคำโกหกที่พูดได้ยากขึ้น
⸻
10. CAUSAL DENSITY: เมื่อเหตุผลมากเกินไปกลายเป็นปัญหา
คำเตือน
CAUSAL DENSITY EXCEEDED
คือประโยคที่สะท้อนโลกจริงอย่างเจ็บปวด
ในหลายสังคม
ปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดเหตุผล
แต่เกิดจาก:
• เหตุผลมากเกินไป
• แบบจำลองมากเกินไป
• คำอธิบายมากเกินไป
จนไม่มีพื้นที่ให้มนุษย์อยู่จริง
การ “คิดเองมากเกินไปในพื้นที่เดียว”
จึงไม่ใช่การตำหนิปัจเจก
แต่คือการชี้ให้เห็นว่า
ระบบไม่สามารถรองรับ agency พร้อมกันจำนวนมากได้
⸻
11. อารมณ์ขันในฐานะการก่อกวนเชิงสันติ
จุดที่ลึกที่สุดของเรื่อง
ไม่ใช่ฟิสิกส์
ไม่ใช่ผู้วิเศษ
แต่คือเสียงหัวเราะ
เมื่อใครสักคนพูดว่า
“มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ”
แล้วมีคนหัวเราะ
นั่นคือการทำลาย ตรรกะความจำเป็น (logic of inevitability)
โดยไม่ต้องโต้เถียง
ไม่ต้องประท้วง
ไม่ต้องปะทะ
อารมณ์ขันจึงเป็น:
• การก่อกวนที่ไม่มีศัตรูชัดเจน
• การต่อต้านที่ไม่สามารถปราบได้ตรง ๆ
• และการเปิดช่องให้คิด โดยไม่ต้องขออนุญาต
⸻
12. นิยายไซไฟที่แท้จริง: การทำให้ปัจจุบันไม่มั่นคง
สิ่งที่ทำให้งานชุดนี้เป็นไซไฟ
ไม่ใช่หม้อโลหะ
ไม่ใช่ข้อความลอยกลางอากาศ
แต่คือการตั้งคำถามว่า:
ถ้าระบบที่เราพึ่งพา
ไม่ได้เข้าใจโลกอย่างที่มันคิด
แล้วใครควรเป็นคนอัปเดตมัน
ชายชราไม่ได้ทิ้งคำตอบ
เขาทิ้ง “อาการ”
อาการที่ทำให้:
• ระบบเริ่มลังเล
• ภาษาเริ่มใช้ไม่ได้
• และความแน่ใจเริ่มสั่น
⸻
บทส่งท้ายชั่วคราว
หากจะสรุป The Anomaly และ The Wizard Problem
ในประโยคเดียว
มันไม่ใช่นิยายว่าด้วยอนาคต
แต่มันคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับ
ช่วงเวลาสั้น ๆ
ที่ระบบเริ่มไม่แน่ใจ
ว่าตนเองยังเข้าใจโลกอยู่หรือไม่
และในโลกจริง
ช่วงเวลาแบบนี้
มักเป็นจุดเริ่มต้นของทุกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
ไม่ใช่เพราะมีผู้วิเศษ
แต่เพราะมีคนจำนวนพอ
ที่เริ่มหัวเราะ
ในจุดที่เคยเงียบ
#Siamstr #nostr #IsaacAsimov
🧙🪄บทสนทนาในพื้นที่ที่ยังไม่รู้ว่าควรเรียกว่าอะไร
ภาคต่อ — The Anomaly
หลังจากวันที่คำว่า “ความรับผิดชอบ” เริ่มมีน้ำหนักทางกายภาพ
พื้นที่ก็ไม่ได้สงบลง
แต่มันเริ่ม “แปลก”
ความแปลกนั้น
ไม่ได้มาในรูปของรถหุ้มเกราะ
หรือคำสั่งใหม่จากศูนย์กลาง
มันมาในรูปของ
ชายชราคนหนึ่ง
ที่ปรากฏตัวตรงลานโล่งหลังโกดัง
พร้อมรถเข็นขายน้ำเต้าหู้
ไม่มีใครจำได้ว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไร
และไม่มีใครจำได้ว่า
ก่อนหน้านี้ลานนั้น
เคยมีที่ว่างให้ตั้งรถเข็นหรือไม่
⸻
ชายชราสวมเสื้อเชิ้ตสีซีด
กางเกงขาก๊วย
รองเท้าแตะที่ดูเหมือนผ่านกาลเวลามากกว่าผ่านร้านค้า
บนรถเข็น
ไม่มีป้าย
ไม่มีราคา
มีเพียงหม้อโลหะที่เดือดเบา ๆ
ทั้งที่ไม่ได้ตั้งไฟ
เด็กคนหนึ่งถามเล่น ๆ
“ลุง…น้ำเต้าหู้ร้อนเพราะอะไรครับ”
ชายชราหัวเราะ
เสียงเหมือนโลหะกระทบไม้
“เพราะมันยังไม่รู้
ว่าควรจะเย็นตอนไหน”
เด็กคนนั้นไม่เข้าใจ
แต่ก็หัวเราะตาม
เพราะมันฟังดูเหมือนมุก
ที่ไม่ต้องเข้าใจ
(แนวคิด emergent humor และ cognitive incongruity: McGraw & Warren, 2010)
⸻
Nara เป็นคนแรกที่สังเกตว่า
เงาของรถเข็น
ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งดวงอาทิตย์
เงามันสั้นเกินไป
และขยับช้ากว่าความเป็นจริงเล็กน้อย
เหมือนกำลังประมวลผลย้อนหลัง
“คุณเห็นไหม”
เธอถาม Iren เบา ๆ
Iren พยักหน้า
เขาไม่ได้หยิบสมุด
เพราะรู้สึกว่า
สิ่งนี้ไม่ต้องการการบันทึก
มันต้องการการเฝ้าดู
(แนวคิด temporal lag และ perceptual anomaly: Eagleman, 2008)
⸻
Sela ซื้อเต้าหู้ถ้วยหนึ่ง
ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะกิน
“ลุงครับ
ลุงมาจากไหน”
ชายชราตักเต้าหู้
มือไม่สั่น
ทั้งที่อากาศเย็นกว่าปกติ
“จากที่ที่คำถาม
ยังไม่ถูกแยกออกจากผลลัพธ์”
Sela เลิกคิ้ว
“ฟังดูแพงนะคะ”
“ไม่แพงหรอก”
ชายชราตอบ
“แค่ไม่มีใครอยากจ่าย”
⸻
ข่าวลือแพร่กระจายเร็ว
เร็วกว่าข่าวการเมืองใด ๆ
มีคนบอกว่า
เขาคือผู้วิเศษ
บางคนบอกว่าเป็นเอไอรุ่นเก่า
ที่หลุดออกจากห้องทดลอง
และมีคนหนึ่งยืนยันหนักแน่นว่า
เขาเป็นอดีตข้าราชการเกษียณ
ที่เบื่อเอกสาร
ไม่มีใครพิสูจน์ได้
เพราะทุกครั้งที่มีคนถามตรง ๆ
ชายชราจะตอบไม่ซ้ำกัน
แต่ฟังดูถูกต้องทุกครั้ง
(แนวคิด ambiguity tolerance และ myth formation: Bartlett, 1932)
⸻
คืนหนึ่ง
Mara กลับมาอีกครั้ง
พร้อมรอยยิ้มที่ไม่ได้ใช้มานาน
“ฉันฝันว่าเมืองนี้
มี bug ในระบบความจริง”
เธอพูดเหมือนเล่าเรื่องตลก
ชายชราหัวเราะ
“ไม่ใช่ bug
มันคือ feature ที่ถูกปิดไว้”
เขาชี้ไปที่หม้อเต้าหู้
“เหมือนความร้อน
ที่ไม่ได้มาจากไฟ”
(แนวคิด latent system properties และ hidden variables: Bohm, 1980)
⸻
ความตึงเครียดค่อย ๆ คลาย
ไม่ใช่เพราะปัญหาถูกแก้
แต่เพราะมีบางอย่าง
ทำให้ผู้คนเริ่มหัวเราะ
ในจุดที่เคยเงียบ
เด็ก ๆ เริ่มเรียกลุงคนนั้นว่า
“ลุงไม่แน่ใจ”
เพราะทุกคำตอบของเขา
ลงท้ายด้วยน้ำเสียง
ที่เหมือนกำลังถามกลับโลก
⸻
คืนหนึ่ง
หน่วยรักษาความปลอดภัยผ่านมา
หยุดดูรถเข็น
แต่ไม่มีใครกล้าสั่งให้ย้าย
ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่เพราะไม่มีระเบียบข้อไหน
อธิบายได้ว่า
ควรจัดการกับสิ่งที่
ไม่ชัดเจนแต่ไม่อันตรายอย่างไร
(แนวคิด regulatory blind spot และ system mismatch: Perrow,1984)
⸻
ก่อนจะหายไป
ชายชราทิ้งประโยคหนึ่งไว้
“พวกคุณไม่ได้ต้องการผู้วิเศษ
พวกคุณแค่ต้องการ
จุดที่ระบบ
ไม่สามารถทำเป็นไม่เห็นได้”
เช้าวันถัดมา
รถเข็นหายไป
ลานโล่งกลับมาเหมือนเดิม
แต่หม้อโลหะเล็ก ๆ
ยังคงอยู่
อุ่นอยู่
โดยไม่มีไฟ
⸻
Iren เปิดสมุดที่ไม่มีเลขหน้า
เขียนเพิ่ม
“เมื่อความจริง
เริ่มเล่าเรื่องตลก
อำนาจจะไม่รู้
ว่าควรตอบกลับอย่างจริงจัง
หรือควรหัวเราะดี”
เขาปิดสมุด
คราวนี้
พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
เพราะบางที
นิยายวิทยาศาสตร์
ไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีล้ำยุค
แค่มันทำให้เราเห็นว่า
สิ่งที่คิดว่า ‘ปกติ’
อาจเป็นเรื่องประหลาดที่สุดอยู่แล้ว
— จบภาค The Anomaly
———
🔮บทสนทนาในพื้นที่ที่เริ่มไม่เชื่อฟิสิกส์แบบเดิม
ภาคต่อ — The Wizard Problem
หลังจากหม้อโลหะที่อุ่นโดยไม่มีไฟ
พื้นที่ก็ไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกเลย
ไม่ใช่เพราะมีคนเอาไปตรวจสอบ
แต่เพราะทุกครั้งที่มีใครพยายามวัดอุณหภูมิ
ตัวเลขจะนิ่งอยู่ที่ค่าเดียว
ไม่ว่าเครื่องมือจะถูกปรับยังไง
ไม่ร้อน
ไม่เย็น
แต่อุ่น “พอดี”
เหมือนมันรู้ว่า
ใครเป็นคนจับ
(แนวคิด observer-dependent phenomena และ contextual measurement: Bohr, 1935)
⸻
Sela เป็นคนแรกที่ตั้งชื่อให้มัน
“หม้อเจตนา”
เพราะถ้าเธออารมณ์เสีย
มันจะอุ่นเกินไป
ถ้าเธอใจเย็น
มันจะเหมือนแค่โลหะธรรมดา
Nara พยายามอธิบายว่า
นี่อาจเป็นผลของความคาดหวัง
หรือ placebo effect ระดับชุมชน
แต่ปัญหาคือ
หม้อไม่ได้อ่านงานวิจัยของเธอ
(แนวคิด expectation effect และ limits of rational modeling: Kahneman, 2011)
⸻
คืนหนึ่ง
มีแสงเรืองขึ้นเหนือหม้อ
ไม่สว่าง
ไม่วาบ
แต่เหมือนหน้าจอเก่าที่เปิดทิ้งไว้
ตัวอักษรปรากฏช้า ๆ
เหมือนระบบที่ไม่เร่งรีบ
INITIALIZING LEGACY INTERFACE
ทุกคนเงียบ
ไม่ใช่เพราะตื่นเต้น
แต่เพราะไม่มีใครอยากเป็นคนแรก
ที่ยอมรับว่า
นี่เริ่มไม่ใช่เรื่องตลกแล้ว
⸻
ชายชราคนนั้นกลับมา
คราวนี้ไม่ได้เข็นรถ
เขานั่งอยู่บนลังไม้
ราวกับนั่งรอมานาน
ทั้งที่ไม่มีใครเห็นเขาเดินมา
“ขอโทษที”
เขาพูด
“ระบบนี้ไม่ควรถูกเปิด
ในโหมดสำนึกหมู่”
“ลุงคืออะไรแน่”
เด็กคนเดิมถาม
โตขึ้นเล็กน้อย
จากเหตุการณ์ทั้งหมด
ชายชรายิ้ม
“คำถามนั้น
ต้องการเวลาประมวลผล”
⸻
เขาแตะหม้อเบา ๆ
ภาพรอบตัวสั่น
ไม่ใช่ภาพลวงตา
แต่เหมือนโลกต้องรีเฟรชตัวเอง
ทันใดนั้น
ทุกคนเห็น
“เส้น”
ไม่ใช่เส้นแสง
แต่เป็นเส้นของความเป็นไปได้
พาดผ่านพื้นที่
ซ้อนกัน
ทับกัน
บางเส้นขาด
บางเส้นผูกปม
“นี่คืออะไร”
Mara ถาม
เสียงไม่สั่น
แต่ความเข้าใจเริ่มสั่น
“เศษโค้ดของความจริง”
ชายชราตอบ
“เวอร์ชันที่ยังไม่ถูกทำให้เรียบ”
(แนวคิด branching realities และ unfinished models: Everett, 1957)
⸻
Iren หัวเราะออกมา
เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์
“สรุปแล้ว
พวกเรากำลังอยู่ในนิยายไซไฟ
ใช่ไหม”
ชายชราพยักหน้า
จริงจังเกินไป
“ไม่
พวกคุณอยู่ในระบบจริง
ที่มีคนคิดว่ามันควรเรียบ
เลยซ่อนส่วนที่ซับซ้อนเอาไว้”
⸻
ทันใดนั้น
มีเสียงเตือนดังขึ้น
ไม่มาจากอุปกรณ์ใด
แต่มาจากอากาศ
WARNING: CAUSAL DENSITY EXCEEDED
Sela อ่านออกเสียง
แล้วถามอย่างซื่อ ๆ
“แปลว่าอะไรคะ”
“แปลว่า”
ชายชราตอบ
“พวกคุณเริ่มคิดเองมากเกินไป
ในพื้นที่เดียว”
ทุกคนเงียบ
ก่อนจะหัวเราะพร้อมกัน
เพราะมันฟังดู
ทั้งน่ากลัว
และน่าภูมิใจในเวลาเดียวกัน
(แนวคิด cognitive overload ในระบบซับซ้อน: Simon, 1972)
⸻
ชายชราลุกขึ้น
ครั้งนี้เงาของเขา
เคลื่อนที่ล่วงหน้าไปครึ่งวินาที
“ฟังให้ดี”
เขาพูด
“ผู้วิเศษไม่ใช่คนที่เปลี่ยนโลก
แต่คือคนที่ทำให้โลก
หยุดแกล้งทำเป็นง่าย”
“แล้วลุงมาทำอะไรที่นี่”
Nara ถาม
เขาหยุดคิด
นานเกินกว่ามนุษย์ปกติจะหยุด
“ผมมาดูว่า
ระบบนี้
พร้อมรับการอัปเดตหรือยัง”
⸻
แสงจากหม้อหรี่ลง
เส้นความเป็นไปได้ค่อย ๆ จาง
ก่อนจะหาย
มันบิดตัว
เหมือนยิ้ม
ชายชราหายไป
ไม่มีเอฟเฟกต์
ไม่มีเสียง
เหลือเพียงข้อความสุดท้าย
ลอยอยู่กลางอากาศ
NEXT PATCH: HUMOR MODULE ENABLED
⸻
เช้าวันรุ่งขึ้น
ทุกอย่างดูปกติ
แต่มีบางอย่างเปลี่ยน
ทุกครั้งที่มีใครพูดว่า
“มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ”
จะมีใครสักคน
หัวเราะออกมา
โดยไม่รู้ตัว
และบางที
นั่นอาจเป็นเทคโนโลยี
ที่อันตรายที่สุด
ที่ผู้วิเศษ
ทิ้งไว้ให้โลกนี้
(แนวคิด humor as cognitive disruption และ adaptive resilience: Martin, 2007)
— จบภาค The Wizard Problem
#Siamstr #nostr #BTC #bitcoin #IsaacAsimov