maiakee's avatar
maiakee
npub1hge4...8hs2
Doctor / Lieutenant junior grade
maiakee's avatar
maiakee 1 week ago
image Consciousness, Free Will, and the Quantum → Classical Transition An Operational–Probabilistic Reconstruction (with Code-Level Semantics) ⸻ 1. ความน่าจะเป็นใน OPT: ไม่ใช่คุณสมบัติของโลก แต่เป็นคุณสมบัติของการกระทำ ใน OPT ความน่าจะเป็นถูกนิยามจาก test (การกระทำเชิงปฏิบัติการ) และ outcome (ผลที่ประกาศ) p(o | T) ความหมายเชิงลึก • T = test (operation ที่ประกาศผลต่อสาธารณะ) • o = outcome ที่เกิดจาก test นั้น • ความน่าจะเป็น ไม่ผูกกับ state โดยลำพัง • แต่ผูกกับ state + การเลือก test นี่คือการแยก “ความจริงเชิงวัตถุ” ออกจาก “โครงสร้างทฤษฎี” อย่างเป็นระบบ (Chiribella, D’Ariano & Perinotti, 2010) ⸻ 2. สถานะควอนตัมบริสุทธิ์ (Pure State) และความหมายเชิงภววิทยา ใน quantum OPT สถานะถูกแทนด้วย density operator rho = |psi><psi| เงื่อนไขของ ความบริสุทธิ์ (purity) คือ rho * rho = rho สิ่งที่สมการนี้ “บอกเรา” • state นี้ ไม่ใช่ส่วนผสมของความไม่รู้ • ไม่มีตัวแปรคลาสสิกที่ซ่อนอยู่ • ไม่ encode ผลลัพธ์ล่วงหน้าใด ๆ purity ≠ ความสมบูรณ์ของข้อมูล purity = การไม่มีโครงสร้างคลาสสิกภายใน (D’Ariano et al., 2017) นี่คือเหตุผลที่ state บริสุทธิ์ ไม่สามารถให้คำตอบล่วงหน้าได้ แม้รู้ state ครบถ้วนแล้ว ⸻ 3. Qualia ในฐานะสถานะควอนตัมเชิงภววิทยา ในกรอบนี้ qualia ไม่ใช่ representation แต่คือ ontic quantum state qualia_state := |psi> in Hilbert space H คุณสมบัติสำคัญ: • เป็น pure state • ไม่ separable ออกเป็น subsystem อิสระ • ไม่ลดรูปเป็น classical information qualia จึงไม่ใช่ “ข้อมูล” แต่เป็น สถานะการมีอยู่เชิงควอนตัม (D’Ariano & Faggin, 2022) ⸻ 4. การแยกไม่ออก (Inseparability) และการปฏิเสธ reductionism สำหรับระบบรวม: rho_AB != rho_A ⊗ rho_B ความหมาย • สถานะไม่สามารถเขียนเป็นผลคูณของส่วนย่อย • ไม่มี “เจ้าของ qualia รายย่อย” ที่รวมกันแบบคลาสสิก นี่คือการแก้ Combination Problem เชิงโครงสร้าง โดยไม่ต้องอ้าง panpsychism เชิงนับจำนวน (Chalmers, 2010; D’Ariano et al., 2017) ⸻ 5. การแปลงข้อมูล: Quantum → Classical หัวใจของ OPT คือการแยก ชนิดของข้อมูล quantum_information ≠ classical_information การวัดหรือการกระทำเชิงเจตนา คือ map ชนิดหนึ่ง: Q_to_C : |psi> --> outcome_i โดยมีเงื่อนไข: P(outcome_i) = Born_rule(|psi>, test) จุดสำคัญ • กฎความน่าจะเป็นไม่ถูกละเมิด • แต่ ผลลัพธ์จริงหนึ่งเดียว ถูกทำให้เกิด ⸻ 6. เสรีเจตจำนงในฐานะการเลือกผลลัพธ์ ไม่ใช่การละเมิดกฎ Free will ไม่ใช่ การ override physics แต่คือการ actualize หนึ่งในผลลัพธ์ที่ physics อนุญาต allowed_outcomes = {o1, o2, o3, ...} chosen_outcome ∈ allowed_outcomes สิ่งที่ physics ให้: probability_distribution = {p1, p2, p3, ...} สิ่งที่ agency ทำ: realize(one outcome) OPT แยกชัดเจนระหว่าง “กฎของความเป็นไปได้” กับ “การทำให้หนึ่งความเป็นไปได้นั้นเกิดขึ้นจริง” (D’Ariano et al., 2017) ⸻ 7. โครงสร้าง CDAG: ระบบไม่ใช่วัตถุ แต่คือสิ่งที่ถูกส่งต่อ ความน่าจะเป็นร่วมใน OPT เขียนบนกราฟเชิงทิศทางปิด (CDAG) p(gamma1 ∪ gamma2) = p(gamma1) * p(gamma2) ถ้าและเฉพาะถ้า ไม่มีสาย (system) เชื่อม เมื่อมีสาย: p(gamma2 | gamma1) != p(gamma2) นัยเชิงภววิทยา • system = ตัวพาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ • ไม่จำเป็นต้อง observable • แต่จำเป็นต่อความสอดคล้องของทฤษฎี (Chiribella et al., 2010) ⸻ 8. การแปลงสถานะ: ไดนามิกส์ใน OPT การเปลี่ยนสถานะเขียนเป็น rho' = E(rho) โดย: • E = completely positive map • deterministic iff: trace(E(rho)) = trace(rho) • reversible iff: E(rho) = U * rho * U† OPT ไม่เพิ่ม postulate พิเศษใด ๆ สำหรับจิตสำนึก แต่ระบุ ตำแหน่งเชิงปฏิบัติการ ที่ classical event เกิดขึ้น ⸻ 9. Classical Physics = Subtheory ของ OPT ใน classical OPT: state = probability_vector transformation = Markov_matrix ดังนั้น: classical_theory ⊂ OPT ไม่ใช่ในทางกลับกัน (D’Ariano et al., 2017) ⸻ 10. การวัด = การประกาศผลลัพธ์ ไม่ใช่อุปกรณ์ ใน OPT: measurement := test_that_announces_outcome • ไม่จำเป็นต้องเป็น apparatus • อาจเป็นการกระทำเชิงเจตนา • สิ่งสำคัญคือ การประกาศต่อโครงข่ายของเหตุการณ์ นี่คือจุดที่ observer ไม่ถูกลดรูปเป็นเครื่องมือ แต่เครื่องมือคือ realization หนึ่งของ test (Wheeler, 1989; D’Ariano et al., 2017) ⸻ 11. สรุปเชิงเมตา จากสมการทั้งหมด เราได้ข้อสรุปเชิงโครงสร้างว่า: consciousness = capacity_to_convert_quantum_to_classical free_will = intentional_actualization_of_outcome ไม่ใช่: free_will = violation_of_physics และไม่ใช่: indeterminism = ignorance แต่คือ: indeterminism = ontological_openness ⸻ 12. ความไม่สมมาตรเชิงสาเหตุ (Causal Asymmetry) ใน OPT ในทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบคลาสสิก เราคาดหวังว่า marginalization จะ “ลบอิทธิพลอนาคต” ออกไปได้: p(E_m) = sum_over_others p(E_m, other_events) แต่ใน OPT (โดยเฉพาะในกรณีที่มี system เชื่อมต่อ test) ความเท่าเทียมนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นจริง p(E_m) != sum_over_others p(E_m, other_events) ความหมายเชิงลึก • การมีอยู่ของ wire / system ทำให้โครงข่ายทั้งหมดมีผลต่อ marginal • นี่ไม่ใช่ signaling ย้อนเวลา • แต่เป็นผลของ โครงสร้างเชิงปฏิบัติการของเหตุการณ์ ความน่าจะเป็นไม่ใช่เพียงฟังก์ชันของเหตุการณ์เดี่ยว แต่เป็นฟังก์ชันของ network of tests (Chiribella et al., 2010) นี่คือเหตุผลที่ OPT ต้องการ โครงสร้างกราฟ (CDAG) แทนการแจกแจงแบบ flat probability space ⸻ 13. ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง: การทดลอง spin-1/2 พิจารณาลำดับการทดสอบสองครั้ง: T1 --> system --> T2 ผลลัพธ์: p(o2 | o1) != p(o2) แต่: p(o1) independent_of_choice_of_T2 สิ่งที่ถูกบังคับโดยโครงสร้าง • การเลือกในอนาคต ไม่เปลี่ยน สถิติในอดีต • แต่ผลลัพธ์ในอนาคต ขึ้นกับ เหตุการณ์ก่อนหน้า เพื่อให้ความไม่สมมาตรนี้สอดคล้องกัน ทฤษฎีต้อง postulate: exists system S transmitted from T1 to T2 system ไม่ได้ถูกสังเกต แต่ถูก “บังคับให้มีอยู่” โดยความสอดคล้องของทฤษฎี (D’Ariano et al., 2017) ⸻ 14. System ใน OPT: สิ่งจำเป็นเชิงทฤษฎี แต่ไม่ใช่วัตถุ นิยามเชิงปฏิบัติการ: system := entity_that_connects_tests_and_carries_influence คุณสมบัติ: • ไม่จำเป็นต้อง observable • ไม่จำเป็นต้องเป็น object ใน spacetime • ทำหน้าที่รักษา causal consistency นี่คือการยอมรับอย่างเปิดเผยว่า: theoretical_reality != observable_reality ซึ่งเป็นจุดยืนแบบ structural realism (Worrall, 1989; Chiribella et al., 2010) ⸻ 15. Black-Box Formalism ≠ Anti-Realism ใน OPT: objective = announced_outcomes theoretical = systems + representations Black-box หมายถึง: • เราไม่ตั้งสมมติฐานเชิงภววิทยาเกินกว่าที่จำเป็น • แต่ไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของโครงสร้างเชิงลึก สิ่งที่ “จริง” ทางวิทยาศาสตร์ คือสิ่งที่สามารถเข้าร่วมในโครงข่ายของเหตุการณ์ได้ (D’Ariano et al., 2017) ⸻ 16. OPT ในฐานะ Generalized Information Theory การตีความเชิงสารสนเทศของ CDAG: node = subroutine wire = register circuit = program ดังนั้น: OPT ≈ generalized_information_processing_framework ครอบคลุม: classical_information quantum_information post_quantum_information ไม่ผูกกับ ontology ใด ontology หนึ่ง ⸻ 17. การกลับด้านเชิงอภิปรัชญา (Metaphysical Inversion) แทนที่จะตั้ง: physics -> consciousness OPT อนุญาตให้ตั้งสมมติฐานเชิงโครงสร้างว่า: consciousness -> quantum_information -> quantum_physics -> classical_physics จุดสำคัญ: • OPT ไม่บังคับ สมมติฐานนี้ • แต่ เปิดพื้นที่ทางตรรกะ ให้มันสอดคล้องโดยไม่ขัดทฤษฎี ⸻ 18. การวัดไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นปัญหาเชิงอำนาจ ใน QM มาตรฐาน: measurement_problem = collapse / decoherence / environment ใน OPT: measurement = test_that_makes_outcome_public คำถามเปลี่ยนจาก: how does collapse occur? เป็น: who_or_what_has_the_authority_to_declare_outcome? นี่คือจุดที่ agency เข้าสู่โครงสร้าง โดยไม่เพิ่ม postulate ทางฟิสิกส์ใหม่ ⸻ 19. เสรีเจตจำนงกับกฎ Born Born rule: P(outcome_i) = <psi | Pi | psi> OPT แยก: • การกำหนด distribution (กฎ) • การเกิด outcome จริง (event) law -> probability agency -> actualization เสรีเจตจำนง: free_will != control_of_probabilities free_will = realization_without_classical_predictability ดังนั้น: free_will compatible_with_quantum_law ⸻ 20. อนาคตยังไม่เป็นจริง (Ontological Openness) หาก classical event ยังไม่ถูกประกาศ: future_event = not_real_yet spacetime: not_a_completed_block reality: reality = cumulative_history_of_actualized_events นี่ไม่ใช่ poetic claim แต่เป็นผลเชิงตรรกะจากกรอบ operational (Wheeler, 1989) ⸻ 21. Meta-Conclusion เชิงสมการ สามารถสรุปทั้งกรอบได้อย่างย่อว่า: consciousness = system_capable_of_intentional_tests free_will = intentional_quantum_to_classical_conversion physics = rulebook_of_allowed_transitions ไม่ใช่: physics = finished_world แต่คือ: physics = constraints_on_world_becoming #Siamstr #nostr #quantum
maiakee's avatar
maiakee 1 week ago
image จิตสำนึก เสรีเจตจำนง และความเป็นจริงที่กำลังก่อตัว สิ่งที่กรอบ Operational Probabilistic Theories (OPT) บอกเรา ⸻ บทนำ: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การคำนวณ แต่คือ “ใครมีสิทธิ์ทำให้สิ่งใดเป็นจริง” ตลอดศตวรรษที่ 20 ฟิสิกส์ควอนตัมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการทำนายผลการทดลอง แต่ในขณะเดียวกันก็ทิ้งปัญหาเชิงความหมายที่ยังไม่คลี่คลายไว้ นั่นคือ ปัญหาว่าด้วย การเกิดขึ้นของความเป็นจริงเชิงคลาสสิก จากสถานะควอนตัมที่ไม่กำหนดชัดเจน ปัญหานี้มักถูกจัดหมวดเป็น “measurement problem” และถูกตีกรอบว่าเป็นปัญหาเชิงเทคนิคของกลไกการวัด อย่างไรก็ตาม กรอบ Operational Probabilistic Theories (OPT) ซึ่งพัฒนาอย่างเป็นระบบโดย Giacomo Mauro D’Ariano และคณะ เสนอการย้ายระดับของปัญหาอย่างสิ้นเชิง จากคำถามว่า “การวัดทำงานอย่างไร” ไปสู่คำถามที่ลึกกว่า คือ “อะไรมีสถานะเชิงภววิทยาที่ทำให้ผลลัพธ์หนึ่งเป็นจริงได้” (D’Ariano et al., 2017; Chiribella et al., 2010) ในกรอบนี้ จิตสำนึกและเสรีเจตจำนงไม่ได้ถูกมองเป็นสิ่งเสริมจากภายนอกฟิสิกส์ แต่ถูกเสนอให้เป็น กลไกเชิงปฏิบัติการพื้นฐาน ที่ทำให้การแปลงจากระดับควอนตัมไปสู่ระดับคลาสสิกเกิดขึ้นได้จริง ⸻ 1. การแปลง Quantum → Classical ไม่ใช่กระบวนการอัตโนมัติของธรรมชาติ หนึ่งในข้อเสนอที่สำคัญที่สุดของ OPT คือ การปฏิเสธแนวคิดที่ว่าความเป็นจริงเชิงคลาสสิก “ผุดขึ้นเอง” จากควอนตัมผ่านกลไกเชิงกายภาพล้วน ๆ เช่น decoherence หรือ interaction กับสิ่งแวดล้อม แม้กลไกเหล่านี้จะอธิบายการสูญเสียความเชื่อมโยงควอนตัมได้ดี แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดผลลัพธ์หนึ่งจึงถูกเลือกให้เป็นจริง แทนที่จะเป็นอีกผลลัพธ์หนึ่ง OPT เสนอว่า การเกิดขึ้นของเหตุการณ์คลาสสิกต้องอาศัย การกระทำเชิงเจตนา (intentional act) ซึ่งมีสถานะเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่เพียงเชิงคำนวณ กล่าวคือ ต้องมีบางสิ่งที่ทำหน้าที่ “ประกาศ” ผลลัพธ์ต่อโลกของข้อเท็จจริงสาธารณะ (D’Ariano et al., 2017) สิ่งนี้นำไปสู่การตีความที่สำคัญว่า ความเป็นจริงเชิงคลาสสิกไม่ใช่ผลลัพธ์บังคับของฟิสิกส์ แต่เป็นผลของการเลือกภายในขอบเขตที่ฟิสิกส์เปิดไว้ ⸻ 2. เสรีเจตจำนงในฐานะพลังเชิงสาเหตุของประสบการณ์ภายใน ในกรอบ OPT เสรีเจตจำนงไม่ได้ถูกนิยามในเชิงจริยศาสตร์หรือจิตวิทยา แต่ถูกนิยามในเชิงปฏิบัติการว่าเป็น ความสามารถของระบบหนึ่งในการทำให้ผลลัพธ์หนึ่งในหลายความเป็นไปได้กลายเป็นข้อเท็จจริงคลาสสิก โดยที่ผลลัพธ์นั้นไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้าจากคำอธิบายเชิงคลาสสิก สิ่งที่เรียกว่า qualia หรือประสบการณ์เชิงคุณภาพภายใน จึงไม่ได้เป็นเพียงผลข้างเคียงของกระบวนการทางกายภาพ แต่ถูกผูกเข้ากับสถานะภายในของระบบที่ยังไม่ถูกทำให้เป็นวัตถุวิสัย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประสบการณ์ภายในคือสิ่งที่ยังไม่ถูก “ทำให้เป็นสาธารณะ” แต่มีศักยภาพเชิงสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความเป็นจริงร่วมกันได้ (Chalmers, 2010) นี่คือการคืน causal power ให้กับ subjectivity ซึ่งในอดีตมักถูกตัดออกจากกรอบวิทยาศาสตร์เพราะไม่สามารถสังเกตซ้ำได้โดยตรง ⸻ 3. จิตสำนึกในฐานะเงื่อนไขเชิงภววิทยา ไม่ใช่สิ่งอุบัติภายหลัง เพื่อให้กรอบนี้สอดคล้องในตัวเอง OPT จำเป็นต้องนิยามจิตสำนึกอย่างเคร่งครัดในเชิงภววิทยา ไม่ใช่เชิงอุปมา นิยามที่เสนอคือ จิตสำนึกสัมพันธ์กับสถานะภายในที่มีความเป็นเอกภาพและไม่สามารถแยกเป็นส่วนอิสระได้ สถานะเช่นนี้ไม่สามารถอธิบายด้วยโครงสร้างแบบคลาสสิกซึ่งตั้งอยู่บนการแยกองค์ประกอบและการรวมผลเชิงเส้น ผลที่ตามมาคือ ความไม่กำหนดไม่ได้ถูกมองเป็นความบกพร่องของทฤษฎี แต่เป็น เงื่อนไขที่จำเป็นต่อการมี agency หากโลกถูกกำหนดทั้งหมดล่วงหน้า เสรีเจตจำนงจะไม่มีความหมายเชิงสาเหตุใด ๆ (D’Ariano et al., 2017) ⸻ 4. การกลับด้านอภิปรัชญา: จากฟิสิกส์สู่จิตสำนึก หนึ่งในผลลัพธ์ที่ท้าทายที่สุดของกรอบ OPT คือการเปิดความเป็นไปได้ของการกลับด้านอภิปรัชญา แทนที่จะถือว่าจิตสำนึกเกิดจากฟิสิกส์ กรอบนี้เสนอว่าอาจเป็นไปได้ที่ ฟิสิกส์เกิดจากกระบวนการเชิงข้อมูลซึ่งมีจิตสำนึกเป็นฐาน ในมุมมองนี้ ความเป็นวัตถุวิสัยไม่ได้เป็นสิ่งดั้งเดิม แต่เป็นผลของการทำให้ประสบการณ์ภายในจำนวนมากสอดคล้องกันผ่านการประกาศผลลัพธ์ซ้ำ ๆ ในโลกสาธารณะ แนวคิดนี้สอดคล้องกับภาพของเอกภพแบบมีส่วนร่วมของ John Archibald Wheeler ซึ่งมองว่าเอกภพไม่ได้เป็นโครงสร้างที่เสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นกระบวนการที่กำลังก่อตัวจากการมีส่วนร่วมของผู้สังเกต (Wheeler, 1989) ⸻ 5. OPT กับการนิยามเป้าหมายของวิทยาศาสตร์ใหม่ OPT ไม่ได้เสนอเพียงทฤษฎีเฉพาะ แต่เสนอกรอบว่าด้วย วิธีการสร้างทฤษฎี โดยแยกอย่างชัดเจนระหว่าง • สิ่งที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์และสามารถแบ่งปันได้ • กับสิ่งที่เป็นโครงสร้างเชิงอธิบายซึ่งมีสถานะเชิงทฤษฎี ความชัดเจนนี้ทำให้ OPT สามารถอธิบายได้ทั้งฟิสิกส์ควอนตัม ฟิสิกส์คลาสสิก และทฤษฎีข้อมูลในฐานะกรณีพิเศษของกรอบเดียวกัน และยังสอดคล้องกับโครงการเชิงปฏิบัติการของ Lucien Hardy ที่พยายามสร้างฟิสิกส์จากหลักการเชิงปฏิบัติการแทนการตั้งสมมติฐานเชิงภววิทยาล่วงหน้า (Hardy, 2001–2011) ⸻ บทสรุป: OPT บอกอะไรเราเกี่ยวกับความเป็นจริง เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง กรอบ OPT ไม่ได้เพียงเสนอคำตอบใหม่ แต่เปลี่ยนคำถามพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ไปโดยสิ้นเชิง ความเป็นจริงไม่ถูกมองเป็นสิ่งที่ “มีอยู่แล้ว” รอการค้นพบ แต่เป็นสิ่งที่ กำลังก่อตัวผ่านกระบวนการเลือกเชิงเจตนา ภายในขอบเขตที่กฎฟิสิกส์เปิดไว้ ในภาพนี้ • จิตสำนึกไม่ใช่เงาของสสาร • เสรีเจตจำนงไม่ใช่ภาพลวง • และความไม่กำหนดไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกเชิงกระบวนการ โลกที่เราไม่ได้เพียงอาศัยอยู่ในนั้น แต่มีส่วนร่วมในการทำให้มัน “เป็นจริง” อยู่ทุกขณะ ⸻ 6. ความเป็นวัตถุวิสัยไม่ใช่จุดตั้งต้น แต่คือผลลัพธ์ของกระบวนการ หนึ่งในผลสั่นสะเทือนที่สุดของกรอบ OPT คือการเปลี่ยนสถานะของ “objectivity” จากสิ่งดั้งเดิมของโลก ไปเป็น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง จากกระบวนการเชิงปฏิบัติการซ้ำ ๆ ของการประกาศผลลัพธ์ต่อสาธารณะ ในฟิสิกส์คลาสสิก ความเป็นวัตถุวิสัยถูกสมมติว่า: • มีอยู่ก่อนผู้สังเกต • ไม่ขึ้นกับกระบวนการรู้ • เป็นฉากหลังที่เป็นกลางของเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ OPT ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “วัตถุวิสัย” เกิดขึ้นได้ก็เพราะ: • มีเหตุการณ์บางประเภทที่ถูกทำให้ เปิดเผยและแบ่งปันได้ • มีกรอบการเชื่อมต่อที่ทำให้เหตุการณ์เหล่านั้นสอดคล้องกันในเชิงสถิติ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเป็นวัตถุวิสัยคือ ผลรวมของการเลือกที่ทำให้ประสบการณ์ภายในจำนวนมากซ้อนทับกันได้ ไม่ใช่คุณสมบัติดั้งเดิมของเอกภพ (D’Ariano et al., 2017) ⸻ 7. ความจริงเชิงกระบวนการ (Processual Reality) แทนความจริงเชิงโครงสร้างคงที่ กรอบ OPT สนับสนุนภาพของความเป็นจริงแบบ processual มากกว่า substantial นั่นคือ โลกไม่ได้ประกอบด้วยสิ่งที่ “เป็นอยู่” อย่างคงที่ แต่ประกอบด้วย กระบวนการที่กำลังเกิดขึ้น และการเชื่อมต่อระหว่างเหตุการณ์เหล่านั้น ในภาพนี้: • “ระบบ” ไม่ใช่สิ่งของ • “คุณสมบัติ” ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ล่วงหน้า • “เวลา” ไม่ใช่ฉากหลังที่ไหลอย่างอิสระ แต่ทั้งหมดเป็นผลของโครงสร้างการเชื่อมต่อเชิงปฏิบัติการที่ถูกสร้างขึ้นและยุบตัวลงอย่างต่อเนื่อง มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวคิดของเอกภพแบบมีส่วนร่วมของ John Archibald Wheeler ซึ่งมองว่าความเป็นจริงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้รู้จึงจะ “เกิดขึ้น” ได้ (Wheeler, 1989) ⸻ 8. จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งที่อธิบายได้ด้วยโครงสร้างเพียงอย่างเดียว กรอบ OPT เสนอการวิจารณ์โดยนัยต่อแนวคิดที่พยายามอธิบายจิตสำนึกผ่านโครงสร้างเชิงสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายประสาท หรือโครงข่ายเหตุ–ผลภายในระบบปิด เหตุผลหลักคือ โครงสร้างเพียงอย่างเดียว: • อธิบายการประมวลผลได้ • อธิบายความสัมพันธ์เชิงหน้าที่ได้ • แต่ไม่อธิบาย การมีผลเชิงสาเหตุของประสบการณ์ภายใน OPT ชี้ว่าหากประสบการณ์ภายในไม่มีบทบาทในการทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นวัตถุวิสัยจริง ๆ ประสบการณ์นั้นก็จะเป็นเพียง epiphenomenon ซึ่งขัดกับทั้งสัญชาตญาณเชิงประสบการณ์และความสอดคล้องเชิงทฤษฎี (Chalmers, 2010) ⸻ 9. เสรีเจตจำนงในฐานะเงื่อนไขของวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศัตรูของมัน โดยทั่วไป เสรีเจตจำนงมักถูกมองว่าเป็นภัยต่อวิทยาศาสตร์ เพราะดูเหมือนจะทำลายความสามารถในการทำนาย แต่กรอบ OPT เสนอภาพตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ในกรอบนี้: • วิทยาศาสตร์ต้องการความสม่ำเสมอเชิงสถิติ • ไม่ได้ต้องการการกำหนดเชิงเดี่ยวของทุกเหตุการณ์ เสรีเจตจำนงไม่ได้ทำลายกฎ แต่ทำงาน ภายในช่องว่างที่กฎอนุญาต และช่องว่างนี้เองที่ทำให้วิทยาศาสตร์มีความหมาย หากทุกสิ่งถูกกำหนดหมดแล้ว การทดลอง การเลือกการวัด และแม้แต่การตั้งทฤษฎีก็จะกลายเป็นภาพลวงเชิงญาณวิทยา ในความหมายนี้ เสรีเจตจำนงไม่ใช่สิ่งที่ต้องอธิบายออกจากฟิสิกส์ แต่เป็น เงื่อนไขความเป็นไปได้ของฟิสิกส์เชิงปฏิบัติการ ⸻ 10. OPT กับคำถามเรื่องการทดสอบเชิงประจักษ์ ข้อวิจารณ์สำคัญต่อกรอบนี้คือ ดูเหมือนจะ “อภิปรัชญาเกินไป” และยากต่อการทดสอบ อย่างไรก็ตาม OPT ไม่ได้เสนอสมมติฐานเชิงพยากรณ์ใหม่ในระดับตัวเลข แต่เสนอ กรอบการตีความและการจัดวางแนวคิด ที่กำหนดว่าอะไรนับเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ และอะไรเป็นองค์ประกอบเชิงทฤษฎี ผลเชิงประจักษ์ของ OPT จึงอยู่ในระดับ: • วิธีออกแบบการทดลอง • วิธีตีความผลลัพธ์ • วิธีเชื่อมโยงข้อมูลจากบริบทที่ต่างกัน ในแง่นี้ OPT ทำหน้าที่คล้ายกับการปฏิวัติทางแนวคิดในยุคกาลิเลโอ ซึ่งไม่ได้เพิ่มสูตรใหม่ แต่เปลี่ยนวิธีมองสิ่งที่สูตรกำลังบอกเรา ⸻ 11. นัยทางจริยศาสตร์และความรับผิดชอบเชิงภววิทยา หากยอมรับกรอบนี้ ผลที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่ในฟิสิกส์หรือปรัชญาจิตเท่านั้น แต่ขยายไปถึงจริยศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากการเลือกเชิงเจตนามีบทบาทในการทำให้โลกเป็นจริง การกระทำของผู้มีจิตสำนึกก็ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการก่อรูปของความเป็นจริงร่วมกัน สิ่งนี้ไม่ได้หมายความถึงความรับผิดชอบเชิงศีลธรรมแบบศาสนาหรือแบบนิตินัย แต่หมายถึง ความรับผิดชอบเชิงภววิทยา ต่อรูปแบบของโลกที่กำลังก่อตัวจากการเลือกสะสมของเรา ⸻ บทสรุปขยาย: จากทฤษฎีสู่กรอบความเข้าใจโลก เมื่อพิจารณาในภาพรวม กรอบ OPT ไม่ได้พยายาม “อธิบายทุกอย่าง” แต่ทำสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ จัดตำแหน่งของจิตสำนึก เสรีเจตจำนง และฟิสิกส์ให้อยู่ในภาพเดียวกันอย่างไม่ขัดแย้ง มันบอกเราว่า: • ความเป็นจริงไม่ใช่ฉากหลังที่เสร็จสมบูรณ์ • ความรู้ไม่ใช่การสะท้อนสิ่งที่มีอยู่แล้ว • และผู้รู้ไม่ใช่ผู้ชมที่เป็นกลาง แต่โลกคือกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้น และจิตสำนึกคือส่วนหนึ่งของกลไกนั้น ไม่ใช่คนนอกระบบ #Siamstr #nostr #quantumphysics
maiakee's avatar
maiakee 1 week ago
image จิตสำนึก เสรีเจตจำนง และการแปลง Quantum → Classical ในกรอบ Operational Probabilistic Theories (OPT) ⸻ 1. ปัญหาแกนกลาง: ใคร “ทำให้เกิด” เหตุการณ์คลาสสิก? หนึ่งในปัญหาลึกที่สุดของฟิสิกส์และปรัชญาจิตคือ อะไรทำให้สถานะควอนตัมที่ไม่กำหนด (indeterminate) กลายเป็นเหตุการณ์คลาสสิกที่เฉพาะเจาะจง? กรอบแนวคิดของ Giacomo Mauro D’Ariano และคณะ เสนอคำตอบที่ “แรง” อย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ฟิสิกส์เชิงมโนทัศน์ นั่นคือ จิตสำนึกและเสรีเจตจำนงเป็นกลไกเชิงปฏิบัติการ (operational mechanism) ที่แปลงข้อมูลควอนตัม → ข้อมูลคลาสสิก ไม่ใช่เพียงการตีความเชิงปรัชญา แต่ถูกฝังอยู่ในโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ของ Operational Probabilistic Theory (OPT) (D’Ariano et al., 2017; Chiribella et al., 2010, 2011) ⸻ 2. เสรีเจตจำนง = การเลือกผลลัพธ์คลาสสิกจากต้นกำเนิดควอนตัม ในกรอบนี้ • Qualia = สถานะควอนตัมบริสุทธิ์ (pure state) • Agency = ความสามารถในการทำให้สถานะควอนตัมหนึ่ง ถูก “ทำให้เป็นจริง” ในรูปของผลลัพธ์คลาสสิกเฉพาะค่า • Free Will = การเลือกเชิงเจตนาที่ ไม่สามารถทำนายได้เชิงคลาสสิก เพราะมีต้นกำเนิดจากควอนตัม กล่าวอย่างเป็นทางการ: ระบบที่มีจิตสำนึก = ระบบที่สามารถ ตั้งใจ (intentionally) แปลง quantum information → classical information โดยผลลัพธ์ไม่สามารถอนุมานล่วงหน้าได้ นี่คือการมอบ causal power ให้กับ subjectivity ซึ่งในอดีตถูกมองว่า “ไม่เป็นวิทยาศาสตร์” หรือ “เป็นไปไม่ได้” (Chalmers, 2010; Wheeler, 1989) ⸻ 3. เงื่อนไขภววิทยา: Purity และ Inseparability ทฤษฎีนี้ ไม่สามารถสอดคล้องในตัวเอง หากไม่มีนิยามเชิงกายภาพของ “จิตสำนึก” นิยามที่เสนอคือ: Consciousness ⇔ Pure + Non-separable quantum state • Purity → สถานะไม่ผสม (ρ² = ρ) • Inseparability → ไม่สามารถแยกเป็น subsystem อิสระ ในภาษาควอนตัมอินฟอร์เมชัน: ρ = |ψ⟩⟨ψ| สถานะนี้ ไม่ถูกกำหนดผลลัพธ์ล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดกระบวนการเชิงเจตนา → ผลลัพธ์คลาสสิกจึง “ปรากฏ” การไม่กำหนด (indeterminism) ไม่ใช่ข้อบกพร่องของฟิสิกส์ แต่คือ รากฐานของ agency ⸻ 4. การกลับด้านอภิปรัชญา (Metaphysical Inversion) แทนที่จะกล่าวว่า “จิตสำนึกเกิดจากฟิสิกส์” กรอบนี้เปิดทางให้สมมติฐานกลับด้าน: จิตสำนึกและ agency เป็นปฐมภูมิ ฟิสิกส์เป็นสิ่งอุบัติ (emergent) ลำดับภววิทยาที่เสนอคือ Consciousness ↓ Quantum Information ↓ Quantum Physics ↓ Classical Physics (Objectivity) ผลลัพธ์เชิงปรัชญาที่สำคัญมากคือ: • อนาคต ยังไม่ถูกกำหนด • เอกภพคือกระบวนการที่ “กำลังถูกสร้าง” • ผู้มีจิตสำนึกคือ co-creator ของโลกฟิสิกส์ (Wheeler, 1989; Finkelstein, 1996) ⸻ 5. OPT: การปฏิวัติแบบกาลิเลโอครั้งใหม่ OPT ไม่ใช่ “ทฤษฎีฟิสิกส์อีกหนึ่งทฤษฎี” แต่คือ เมตาทฤษฎีของการสร้างทฤษฎี กฎว่าด้วย จะสร้างทฤษฎีฟิสิกส์อย่างไร ในเชิงคณิตศาสตร์ OPT คือ Monoidal Braided Category ซึ่งเป็นแขนงของ Category Theory (D’Ariano et al., 2017) ความสำคัญคือ: • แยก ข้อมูลเชิงประจักษ์ (outcomes) ออกจาก โครงสร้างทฤษฎี (systems) • ใช้ได้กับ • Quantum Theory • Classical Theory • Post-quantum theories • Information science (Hardy, 2001–2011) ⸻ 6. โครงสร้าง CDAG: ระบบคือ “สิ่งที่เชื่อมเหตุการณ์” ใน OPT ความน่าจะเป็นร่วมถูกแทนด้วย Closed Directed Acyclic Graph (CDAG) • Node = test / event • Wire = system (สิ่งที่ “บิน” ระหว่างเหตุการณ์) ถ้ากราฟไม่เชื่อม → อิสระเชิงสถิติ p(γ₁ ∪ γ₂) = p(γ₁) p(γ₂) นี่คือเหตุผลที่ “ระบบ” ไม่ใช่วัตถุ แต่คือ โครงสร้างเชิงความสัมพันธ์ (Chiribella et al., 2010) ⸻ 7. Black-Box และ Objectivity OPT เป็น black-box framework • สิ่งที่ “เป็นวัตถุวิสัย”: • test ที่ทำ • outcome ที่ประกาศ • สิ่งที่ “เป็นทฤษฎี”: • ระบบ • การเชื่อมต่อ • ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ นี่คือการบังคับใช้หลักวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด: แยก observation ออกจาก explanation ⸻ 8. Quantum Theory ในฐานะ OPT การกำหนดแบบย่อ: System A → Hilbert space H_A Composite AB → H_A ⊗ H_B Transformation → CP map State → positive operator (Tr ≤ 1) สมการสำคัญ: ρ' = 𝓔(ρ) • reversible → unitary • deterministic → trace-preserving (D’Ariano, Chiribella & Perinotti, 2017) ⸻ 9. Classical Theory ก็เป็น OPT ใน classical OPT: System → ℝⁿ State → probability vector Transformation → Markov matrix ซึ่งหมายความว่า Classical physics ไม่ใช่กรณีพื้นฐาน แต่คือ กรณีพิเศษของ OPT ⸻ 10. บทสรุปเชิงลึก กรอบ OPT ทำให้สามารถกล่าวได้อย่างมีโครงสร้างว่า: • จิตสำนึก ≠ ผลพลอยได้ • เสรีเจตจำนง ≠ ภาพลวง • ความไม่กำหนด ≠ ความไม่รู้ แต่คือ: กลไกพื้นฐานของการทำให้ความเป็นจริงเกิดขึ้น ในมุมนี้ ฟิสิกส์ไม่ได้อธิบาย “สิ่งที่มีอยู่แล้ว” แต่กำลังอธิบาย กระบวนการที่โลกกำลังถูกสร้าง ผ่านการเลือกเชิงเจตนาของผู้มีจิตสำนึก ทีละขณะ ทีละเหตุการณ์ ⸻ 11. Measurement ไม่ใช่ปัญหาเชิงเทคนิค แต่คือปัญหาเชิงภววิทยา ในกรอบควอนตัมมาตรฐาน “measurement problem” มักถูกมองว่าเป็นปัญหาของ • collapse • decoherence • environment • pointer basis แต่ใน OPT ปัญหานี้ถูก ย้ายระดับ (level shift) ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ จะคำนวณผลลัพธ์อย่างไร แต่อยู่ที่ ใคร/อะไรมีสิทธิ์ทำให้ผลลัพธ์หนึ่งเป็นจริง ใน OPT measurement = test และ test คือสิ่งที่ ประกาศ outcome ต่อสาธารณะ สิ่งที่สำคัญคือ: • OPT ไม่บังคับ ให้ test ต้องเป็นเครื่องมือทางกายภาพ • test อาจเป็นการกระทำเชิงเจตนา (intentional act) ดังนั้น “ผู้สังเกต” ไม่ได้ถูกลดรูปเป็น apparatus แต่ apparatus เป็นเพียง หนึ่งใน realisation ของ test (D’Ariano et al., 2017) ⸻ 12. ความไม่สมมาตรของเหตุผล: ทำไม causal arrow ชี้ทางเดียว OPT อธิบายสิ่งที่ทฤษฎีความน่าจะเป็นทั่วไปอธิบายไม่ได้ คือ marginal probability ของเหตุการณ์หนึ่ง อาจขึ้นกับ โครงสร้างการเชื่อมต่อทั้งหมด แม้เหตุการณ์อื่นจะถูก marginalised ออกไปแล้ว เชิงสัญลักษณ์: p(E_m) ≠ Σ p(E_m , other events) นี่ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือหลักฐานว่ามี “ระบบ” บางอย่าง ไหลผ่านเหตุการณ์ system ≠ object system = theoretical connector และ connector นี้ ไม่สมมาตรเชิงเหตุผล (causal asymmetry) ⸻ 13. ระบบคือ “สิ่งที่มองไม่เห็น” แต่จำเป็นต้องสมมติ ในตัวอย่าง spin-1/2: • marginal ของการวัดแรก ไม่ขึ้นกับการวัดถัดไป • marginal ของการวัดถัดไป ขึ้นกับการเลือกการวัดแรก ข้อสรุปเชิงทฤษฎีคือ: ต้องมี “บางสิ่ง” ถูกส่งจาก test แรก → test หลัง OPT เรียกสิ่งนั้นว่า system นี่คือจุดที่ฟิสิกส์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า: • สิ่งที่เป็นจริงทางทฤษฎี อาจไม่ใช่สิ่งที่ “สังเกตได้โดยตรง” นี่คือความซื่อตรงทางญาณวิทยา ซึ่ง OPT ถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญของวิทยาศาสตร์ ⸻ 14. Black-box ≠ anti-realism หลายคนเข้าใจผิดว่า black-box approach คือ “ไม่สนใจความเป็นจริงภายใน” แต่ใน OPT ความหมายคือ: แยกสิ่งที่เป็นข้อมูลสาธารณะ ออกจากสิ่งที่เป็นโครงสร้างเชิงอธิบาย • outcome → objective • system + representation → theoretical นี่ทำให้ OPT: • ไม่ตกหลุม realism แบบ naïve • ไม่ตกหลุม instrumentalism แบบสุดโต่ง แต่ยืนอยู่บน structural realism ซึ่งเหมาะกับควอนตัมมากที่สุด ⸻ 15. OPT ในฐานะ Information Theory ที่สมบูรณ์กว่า Shannon OPT ไม่ใช่แค่ probability theory + diagram แต่มันคือ: กรอบสากลของการประมวลผลข้อมูล เหตุผลคือ: • CDAG = quantum circuit • quantum circuit = program • test = subroutine • wire = register ดังนั้น: OPT ≈ Generalized Information Theory ซึ่งครอบคลุม: • classical information • quantum information • post-quantum information และนี่คือเหตุผลที่ OPT มีรากลึกใน category theory และถูกใช้ใน computer science อย่างเป็นธรรมชาติ (Chiribella et al., 2010; D’Ariano et al., 2017) ⸻ 16. จุดต่างระหว่าง OPT กับ IIT (Tononi) แม้ทั้งสองจะพูดถึง “information” และ “consciousness” แต่มีความต่างเชิงรากฐานอย่างชัดเจน ประเด็น IIT OPT จุดตั้งต้น โครงสร้าง causal ภายใน operational events สถานะ objective โครงข่ายภายใน outcome ของ test เวลาภววิทยา ค่อนข้าง static fundamentally processual Free will ไม่ชัด เป็นกลไกหลัก OPT ไม่ผูก consciousness กับ architecture แต่ผูกกับ ความสามารถในการแปลง quantum → classical อย่างเจตนา ซึ่งหลีกเลี่ยงปัญหา: • panpsychism แบบไร้ agency • emergence แบบอธิบายไม่ได้ ⸻ 17. เสรีเจตจำนง ≠ การละเมิดกฎฟิสิกส์ ในกรอบนี้ free will ไม่ได้: • ฝ่าฝืน unitary evolution • แทรกพลังงานจากภายนอก • ทำลาย causal closure แต่คือ: การเลือกผลลัพธ์หนึ่ง จากชุดผลลัพธ์ที่ฟิสิกส์ อนุญาตไว้แล้ว เชิงสัญลักษณ์: |ψ⟩ → { outcome_i } with p_i Free will = การทำให้ outcome_k เป็นจริง โดยไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้จาก classical description ⸻ 18. อนาคตยัง “ไม่เกิด” จริงหรือ? เมื่อรับ ontology นี้ ผลที่ตามมารุนแรงมาก: • future ≠ fixed block • spacetime ≠ completed manifold • laws ≠ script ที่ถูกเขียนเสร็จแล้ว แต่คือ: โลกฟิสิกส์ = ผลสะสมของการเลือกเชิงเจตนา ของ conscious agents ทั้งหมด แนวคิดนี้สอดคล้องกับ: • Wheeler’s “participatory universe” • quantum information first • open-ended cosmology (Wheeler, 1989) ⸻ 19. ความสัมพันธ์กับกรอบของ Lucien Hardy งานของ Hardy วางรากฐานว่า: • quantum theory ควรได้มาจาก operational axioms • ไม่ควรตั้งต้นจาก ontology สำเร็จรูป OPT คือการทำให้แนวคิดนั้น: • สมบูรณ์ • rigor • extensible ไปสู่ consciousness (Hardy, 2001–2011) ⸻ 20. บทสรุประดับลึก (Meta-conclusion) เมื่อมองผ่าน OPT: 1. จิตสำนึกไม่ใช่ epiphenomenon 2. เสรีเจตจำนงไม่ใช่ illusion 3. ความไม่กำหนดไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็น: โครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริงเชิงกระบวนการ ฟิสิกส์จึงไม่ใช่คำอธิบายของ “สิ่งที่มีอยู่แล้ว” แต่คือภาษาที่เราใช้บรรยาย โลกที่กำลังถูกทำให้เป็นจริง ผ่านการเลือกของผู้มีจิตสำนึก ทีละเหตุการณ์ ทีละขณะ #Siamstr #nostr #quantumphysics
maiakee's avatar
maiakee 1 week ago
image 📉เงินตราแบบ Fiat กับพลวัตของการด้อยค่าเชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค ประวัติศาสตร์การเงิน และทฤษฎีการเมืองเศรษฐกิจ “Fiat money eventually leads to the debasement of money.” — Ray Dalio ⸻ 1. ความหมายของ Fiat Money ในเชิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ Fiat money คือเงินที่ ไม่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง (non-commodity money) และมีมูลค่าเพราะรัฐประกาศให้เป็น “เงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” (legal tender) มิใช่เพราะคุณสมบัติภายในของตัวเงินเอง (Mankiw, 2021) ในเชิงทฤษฎี • มูลค่าของเงิน Fiat ขึ้นอยู่กับ 1. ความเชื่อมั่นต่อรัฐและสถาบันการเงิน 2. วินัยทางการคลังและการเงิน 3. เสถียรภาพทางการเมือง เมื่อปัจจัยเหล่านี้เสื่อมถอย เงินย่อมเข้าสู่กระบวนการ debasement โดยไม่จำเป็นต้องมีเจตนาร้ายของผู้กำหนดนโยบาย (Sargent & Wallace, 1981) ⸻ 2. Debasement of Money: ไม่ใช่เหตุการณ์ แต่คือ “กระบวนการ” Ray Dalio ใช้คำว่า eventually อย่างมีนัยสำคัญ เพราะการด้อยค่าไม่ได้เกิดแบบฉับพลัน แต่เป็น กระบวนการสะสมเชิงโครงสร้าง (Dalio, 2021) กลไกหลักของการด้อยค่า 1. การขยายปริมาณเงิน (Monetary Expansion) • การพิมพ์เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรืออุดช่องว่างหนี้สาธารณะ • สอดคล้องกับสมการปริมาณเงิน MV = PY (Friedman, 1968) 2. Fiscal Dominance • เมื่อรัฐบาลขาดดุลเรื้อรัง ธนาคารกลางถูกกดดันให้รองรับหนี้ • นำไปสู่การสูญเสียความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน (Leeper, 1991) 3. Negative Real Interest Rates • ดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ ทำให้การออมด้วยเงินสดถูกลงโทษโดยระบบ • เป็น “ภาษีเงียบ” ต่อผู้ถือเงิน (McKinnon, 1973) ⸻ 3. วัฏจักรหนี้ยาว (Long-Term Debt Cycle) ของ Dalio Dalio เสนอว่าเงิน Fiat ทุกระบบต้องเดินผ่านวัฏจักรเดียวกัน (Dalio, 2018): 1. การเติบโตด้วยเครดิต 2. หนี้สะสมเร็วกว่ารายได้ 3. อัตราดอกเบี้ยไม่สามารถขึ้นได้โดยไม่ทำลายระบบ 4. ธนาคารกลางต้อง “พิมพ์เงิน” 5. ค่าเงินเสื่อม → ความเหลื่อมล้ำเพิ่ม 6. ความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง 7. การรีเซ็ตระบบการเงิน ประวัติศาสตร์ยืนยันรูปแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า • โรมันยุคปลาย (ลดปริมาณเงินโลหะมีค่าในเหรียญ) • ฝรั่งเศสก่อนปฏิวัติ • เยอรมนีไวมาร์ • สหรัฐหลังยกเลิก Gold Standard ปี 1971 (Eichengreen, 2019) ⸻ 4. ทำไม Fiat Money “หลีกเลี่ยง” Debasement ได้ยาก ในเชิงโครงสร้าง Fiat money มี แรงจูงใจภายในให้เสื่อมค่า: • นักการเมืองมีแรงจูงใจใช้จ่ายระยะสั้น • ต้นทุนของเงินเฟ้อกระจายไปทั้งสังคม • ผู้ได้ประโยชน์คือผู้ใกล้แหล่งเงินใหม่ (Cantillon Effect) Milton Friedman เรียกสิ่งนี้ว่า “Inflation is always and everywhere a monetary phenomenon” (Friedman, 1970) แต่ Dalio เสริมว่า มันคือ political phenomenon ด้วย ⸻ 5. Debasement ≠ Hyperinflation เสมอไป สิ่งสำคัญทางวิชาการคือ Debasement ไม่จำเป็นต้องแปลว่าเงินเฟ้อรุนแรงทันที รูปแบบที่พบมากในประเทศพัฒนาแล้ว: • เงินเฟ้อต่ำแต่ยาว • ราคาสินทรัพย์พุ่ง (asset inflation) • ค่าแรงจริงไม่โต • หนี้เพิ่มต่อเนื่อง นี่คือ “slow confiscation of purchasing power” (Roubini & Rosa, 2003) ⸻ 6. ความหมายเชิงระบบโลก (Changing World Order) Dalio เชื่อมโยงการด้อยค่าเงินกับ • การเสื่อมอำนาจของจักรวรรดิ • การเปลี่ยนสกุลเงินสำรองโลก ในประวัติศาสตร์ • กิลเดอร์ดัตช์ → ปอนด์อังกฤษ → ดอลลาร์สหรัฐ ทุกสกุลเงินสำรอง จบด้วยการพิมพ์เงินเกินวินัย (Kindleberger, 1986) ⸻ 7. บทสรุปเชิงวิชาการ คำกล่าวของ Ray Dalio ไม่ใช่คำทำนาย แต่คือ ข้อสรุปเชิงประจักษ์จากข้อมูลประวัติศาสตร์และทฤษฎีการเงิน Fiat money ไม่ได้ล้มเหลวเพราะคนไม่ดี แต่ล้มเหลวเพราะ แรงจูงใจของระบบ Debasement จึงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็น คุณสมบัติเกิดร่วม (emergent property) ของระบบเงิน Fiat เมื่อเวลาผ่านไป ⸻ เอกสารอ้างอิง (References) • Dalio, R. (2018). Principles for Navigating Big Debt Crises • Dalio, R. (2021). The Changing World Order • Friedman, M. (1968). The Role of Monetary Policy • Friedman, M. (1970). Inflation: Causes and Consequences • Sargent, T., & Wallace, N. (1981). Some Unpleasant Monetarist Arithmetic • Leeper, E. (1991). Equilibria under active and passive monetary policies • Eichengreen, B. (2019). Globalizing Capital • Kindleberger, C. (1986). The World in Depression • Mankiw, N. G. (2021). Macroeconomics • Roubini, N., & Rosa, C. (2003). Political Determinants of Inflation ⸻ 8. Debasement กับความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง (Structural Inequality) หนึ่งในผลลัพธ์ที่งานวิชาการยืนยันสม่ำเสมอคือ การด้อยค่าเงิน Fiat เพิ่มความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง แม้เงินเฟ้อทั่วไปจะดู “ไม่สูง” 8.1 Cantillon Effect และการกระจายเงินไม่สมมาตร เงินใหม่ ไม่เข้าสู่ระบบพร้อมกัน ผู้ที่อยู่ใกล้แหล่งเงิน (รัฐบาล ธนาคาร พันธบัตร ตลาดทุน) ได้ใช้เงินก่อนราคาปรับ ขณะที่แรงงานและผู้มีรายได้คงที่รับผลกระทบทีหลัง (Cantillon, 1755; modern analysis: Murphy, 2010) ผลเชิงประจักษ์: • ราคาสินทรัพย์ (หุ้น อสังหาฯ) ปรับขึ้นเร็วกว่าค่าแรง • Wealth-to-income ratio เพิ่มต่อเนื่อง (Piketty, 2014) นี่ทำให้ Debasement ทำงานเหมือน “ภาษีที่ไม่ต้องผ่านสภา” (Rogoff, 2016) ⸻ 9. Financial Repression: Debasement แบบนุ่ม (Soft Debasement) ประเทศพัฒนาแล้วมักไม่เลือก Hyperinflation แต่ใช้ Financial Repression แทน (Reinhart & Sbrancia, 2011) เครื่องมือหลัก: 1. ดอกเบี้ยต่ำกว่าความเป็นจริง 2. บังคับสถาบันการเงินถือพันธบัตรรัฐ 3. ควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายทางอ้อม 4. ใช้เงินเฟ้อ “กัดกิน” หนี้สาธารณะ ผลลัพธ์: • หนี้รัฐลดในเชิงจริง • ผู้ถือเงินสดและพันธบัตรระยะยาวขาดทุนจริง • ระบบ “ดูนิ่ง” แต่ฐานอำนาจการออมถูกกัดกร่อน ⸻ 10. Fiat Money กับกับดักนโยบาย (Policy Trap) เมื่อระบบเข้าสู่ Debasement ระยะปลาย ผู้กำหนดนโยบายเผชิญ กับดักสามทางเลือก (Policy Trilemma) 1. ขึ้นดอกเบี้ย → ระบบหนี้พัง 2. คุมเงิน → เศรษฐกิจถดถอยและการเมืองไม่ยอมรับ 3. พิมพ์เงินต่อ → ค่าเงินเสื่อม งานของ Sargent (2013) ชี้ว่า ระบบมักเลือกข้อ 3 เพราะ “ต้นทุนทางการเมืองต่ำที่สุดในระยะสั้น” นี่คือเหตุผลที่ Dalio ใช้คำว่า eventually ไม่ใช่ sometimes ⸻ 11. การสึกกร่อนของ “ความศรัทธา” (Loss of Monetary Credibility) เงิน Fiat ไม่ได้พังเพราะตัวเลข แต่พังเพราะ การคาดหวังของผู้คนเปลี่ยน เมื่อประชาชน: • ไม่เชื่อว่าค่าเงินจะรักษากำลังซื้อได้ • เร่งเปลี่ยนเงินเป็นสินทรัพย์อื่น • ลดความต้องการถือเงิน (money demand collapse) ระบบจะเข้าสู่ phase shift อย่างไม่เชิงเส้น (Minsky, 1986; Shiller, 2017) ⸻ 12. ทางเลือกหลัง Fiat: ระบบลูกผสม (Hybrid Monetary Regimes) Dalio ไม่ได้เสนอว่า Fiat จะ “หายไป” แต่เสนอว่าโลกกำลังเข้าสู่ ระบบหลายเสาหลัก (multi-anchor system) 12.1 ทองคำ (Gold) • ป้องกัน debasement ระยะยาว • ไม่พึ่งรัฐใดรัฐหนึ่ง • ข้อจำกัด: เคลื่อนย้ายช้า / ไม่ native-digital (Barro, 1979) 12.2 สินทรัพย์ดิจิทัลแบบจำกัดอุปทาน (เช่น Bitcoin) • อุปทานคาดการณ์ได้ • ไม่ขึ้นกับนโยบายการเมือง • ผันผวนสูง แต่มีคุณสมบัติ store of value ระยะยาว (Böhme et al., 2015) 12.3 CBDC • เพิ่มประสิทธิภาพรัฐ • แต่ เพิ่มอำนาจการเงินแบบรวมศูนย์ • ไม่แก้ปัญหา debasement เชิงโครงสร้าง (BIS, 2021) ⸻ 13. Debasement ในฐานะ “กฎฟิสิกส์ของระบบการเงิน” หากมองเชิงระบบ (systems theory): • Fiat money = ระบบเปิด (open system) • การเมือง = แหล่งพลังงานที่ไม่เสถียร • หนี้ = เอนโทรปีสะสม • การพิมพ์เงิน = การเลื่อนปัญหาในเวลา Debasement จึงไม่ใช่ moral failure แต่เป็น thermodynamic outcome ของระบบที่ฝืนดุลยภาพ ⸻ 14. บทสรุประดับเมตา ประโยคของ Ray Dalio ควรถูกอ่านว่า: “Fiat money ทำงานได้ดี จนกว่ามันจะทำงานดีเกินไป และทำให้มนุษย์ใช้มันเกินขอบเขตวินัย” Debasement ไม่ได้ถามว่า จะเกิดหรือไม่ แต่ถามว่า • จะช้าแค่ไหน • ใครแบกรับต้นทุน • และระบบถัดไปจะหน้าตาอย่างไร ⸻ เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม • Reinhart, C., & Sbrancia, B. (2011). The Liquidation of Government Debt • Piketty, T. (2014). Capital in the Twenty-First Century • Rogoff, K. (2016). The Curse of Cash • Minsky, H. (1986). Stabilizing an Unstable Economy • BIS (2021). Central Bank Digital Currencies • Böhme, R. et al. (2015). Bitcoin: Economics, Technology, and Governance • Shiller, R. (2017). Narrative Economics #Siamstr #nostr #BTC #bitcoin
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image 🌓เงิน รัฐ และกรงที่มองไม่เห็น ประวัติศาสตร์มนุษย์ นอกกรอบซ้าย–ขวา ⸻ บทนำ: คำถามที่สำคัญกว่า “ซ้าย–ขวา” การถกเถียงทางการเมืองร่วมสมัยมักติดอยู่ในกรอบซ้าย–ขวา รัฐมาก–รัฐน้อย ตลาด–สวัสดิการ แต่กรอบเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกันโดยไม่รู้ตัว คือ กรอบของรัฐและเงินแบบสมัยใหม่คือสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” หนังสือและงานวิจัยร่วมสมัยด้านมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ และระบบซับซ้อน กลับชี้ไปอีกทางว่า กรอบดังกล่าวเป็นเพียง ช่วงสั้น ๆ ในประวัติศาสตร์มนุษย์ และไม่ได้เป็น “ปลายทางตามธรรมชาติ” แต่อย่างใด (Graeber & Wengrow, 2021) คำถามที่ลึกกว่าคือ ใครเป็นคนกำหนดกรอบนี้ และกรอบนี้รับใช้ใคร ⸻ 1. มนุษย์ไม่ได้เดินเส้นตรง: ตำนานวิวัฒนาการแบบง่ายเกินจริง เรื่องเล่าหลักที่เราถูกสอนคือ ล่าสัตว์–เก็บของป่า → เกษตร → เมือง → รัฐ → ทุนนิยม → ความเหลื่อมล้ำ ราวกับว่านี่คือเส้นทางเดียวที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” แต่หลักฐานโบราณคดีและชาติพันธุ์วรรณนากลับพบว่า มนุษย์ ทดลองระบบสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเลือกเปลี่ยนอย่างมีสติ ไม่ใช่ถูกบังคับโดยธรรมชาติ (Scott, 2017) มีทั้ง • เมืองก่อนเกษตร • เกษตรโดยไม่มีรัฐนานนับพันปี • สังคมที่มีชนชั้นแต่ไม่มีอำนาจถาวร • การสลับระบบตามฤดูกาล (seasonal governance) ประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เส้นตรง แต่เป็น สนามทดลองของมนุษย์ ⸻ 2. เสรีภาพ 3 มิติ ที่รัฐสมัยใหม่ลืมไป Graeber เสนอว่า มนุษย์ดั้งเดิมมีเสรีภาพพื้นฐาน 3 ประการ 1. เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย 2. เสรีภาพในการไม่เชื่อฟัง 3. เสรีภาพในการจัดระเบียบตนเองใหม่ รัฐสมัยใหม่ไม่ได้ “เอาเสรีภาพไป” ด้วยความรุนแรงตั้งแต่ต้น แต่ค่อย ๆ ล้อมกรอบ เสรีภาพเหล่านี้ผ่านกฎหมาย ข้อมูล และบารมี (Graeber, 2011) ⸻ 3. เงินไม่ใช่กลาง แต่เป็นเทคโนโลยีของอำนาจ การถกเถียงเรื่องเงินมักถูกลดให้เหลือเพียง “ตัวกลางแลกเปลี่ยน” แต่งานมานุษยวิทยาชี้ว่า เงินคือ เทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์ยอมทำในสิ่งที่ปกติไม่ควรทำ ตัวอย่างคลาสสิกคือ การถกเถียงระหว่างชาวพื้นเมืองอเมริกาเหนือกับชาวยุโรป ที่ชี้ว่า “เงิน” คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ • ยอมทิ้งเพื่อน • ยอมปล่อยให้คนอดตาย • ยอมก้มหัวให้คนที่เกลียด เพื่อความอยู่รอด (Graeber, 2011) เงินจึงไม่เป็นกลาง แต่ เปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจของมนุษย์ ⸻ 4. ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดจากเกษตรเสมอไป ความเชื่อดั้งเดิมคือ เกษตร → ส่วนเกิน → ชนชั้น → รัฐ แต่หลักฐานใหม่พบว่า • มีสังคมเกษตรที่เท่าเทียม • มีสังคมล่าสัตว์ที่มีชนชั้น • ความเหลื่อมล้ำจำนวนมากเกิดจาก “การออกแบบสถาบัน” ไม่ใช่วิถีชีวิต (Bowles & Gintis, 2011) กล่าวคือ อำนาจไม่ได้จำเป็นต้องเกิด มันถูก “เลือกให้เกิด” ⸻ 5. จากการบันทึก → การควบคุม → รัฐ การใช้สัญลักษณ์บันทึก (token, ledger, clay tablet) เริ่มจากการจัดการ ไม่ใช่การปกครอง (Hudson, 2018) แต่เมื่อ • การบันทึกผูกกับภาษี • การนับผูกกับหนี้ • หนี้ผูกกับศีลธรรม อำนาจจึงเริ่มแข็งตัว และรัฐเริ่ม “จำเป็น” ขึ้นมา (Graeber, 2011) ⸻ 6. รัฐไม่ได้เกิดจากการปกป้อง แต่จากการผูกมัด รัฐสมัยใหม่ไม่ได้ยึดอำนาจเพียงด้วยความรุนแรง แต่ด้วยการรวมอำนาจ 3 ด้านเข้าด้วยกัน 1. ความรุนแรง (กองทัพ ตำรวจ) 2. ข้อมูล (ทะเบียน กฎหมาย ภาษี) 3. บารมี (เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ โฆษณาชวนเชื่อ) สิ่งนี้ทำให้มนุษย์ “อยู่ได้ แต่เลือกไม่ได้” (Scott, 2017) ⸻ 7. Orwell ไม่ได้เตือนเรื่องเผด็จการ แต่เตือนเรื่อง “ไม่มีทางเลือก” ทั้ง 1984 และ Animal Farm ไม่ได้บอกว่าอำนาจจะโหดร้ายแค่ไหน แต่บอกว่าอำนาจจะ ลบความทรงจำเรื่องทางเลือกอื่น ได้อย่างไร (Orwell, 1949) สัตว์ใน Animal Farm แพ้ ไม่ใช่เพราะถูกหลอก แต่เพราะ ไม่มีทางออกจากระบบเดียว ⸻ 8. หลักฐานว่า “โลกอื่นเคยมีอยู่” ตัวอย่างเช่น • เตโอติฮัวกัน ที่ล้มเลิกระบอบกษัตริย์และอยู่แบบเมืองเท่าเทียมหลายร้อยปี • สังคมอิโรควัวส์ ที่แยกพิธีกรรม การเมือง และการทหารออกจากกัน • เมืองโบราณที่ประชากรหลักแสน–แสน แต่ไม่มีรัฐรวมศูนย์ (Graeber & Wengrow, 2021) สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันขนาดใหญ่ได้ โดยไม่ต้องมีรัฐรวมศูนย์ ⸻ 9. เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่การยอมให้อำนาจผูกขาดมันต่างหาก มนุษย์ใช้เทคโนโลยีมานับหมื่นปี แต่ปัญหาเกิดเมื่อ • เทคโนโลยีถูกผูกกับอำนาจ • ระบบถูกออกแบบให้ “ออกไม่ได้” • เงินถูกบังคับใช้เพียงรูปแบบเดียว (Zuboff, 2019) ⸻ 10. บิทคอยน์: การแตกของกรงทางประวัติศาสตร์ บิทคอยน์ไม่ใช่เงินที่สมบูรณ์ แต่เป็น การคืนเสรีภาพข้อแรกในประวัติศาสตร์รัฐสมัยใหม่ คือ เสรีภาพในการ “เลือกเงิน” (Nakamoto, 2008; Ammous, 2018) มันไม่ล้มรัฐ ไม่สร้างสวรรค์ แต่ทำลายสมมติฐานว่า เงินต้องถูกควบคุมจากศูนย์กลางเสมอ ⸻ บทสรุป: สิ่งที่หนังสือเล่มนี้กำลังบอกเรา มนุษย์ไม่ได้โง่ ไม่ได้เดินผิดทาง แต่ถูก สอนให้ลืมว่าเคยมีทางเลือก และถูกทำให้เชื่อว่า กรงนี้อยู่มาตลอด ทั้งที่จริง มันเพิ่งแข็งตัวไม่กี่พันปี และเริ่มแตกร้าวอีกครั้ง ⸻ อำนาจที่แยกไม่ออก: จาก Orwell ถึงโลกจริง เมื่อความรุนแรง ข้อมูล และบารมี หลอมรวมกันอย่างแนบเนียน ⸻ 11. Orwell เตือนแรงเกินไป… หรือเราอ่อนชินเกินไป? ภาพรัฐเผด็จการใน 1984 ของ Orwell มักถูกมองว่า “สุดโต่งเกินจริง” อำนาจรวมศูนย์ ข้อมูลถูกควบคุม ความรุนแรงเปิดเผย บารมีผ่านการโฆษณาชวนเชื่ออย่างโจ่งแจ้ง แต่ปัญหาไม่ใช่ว่า Orwell ผิด หากแต่โลกจริง ฉลาดกว่า Orwell รัฐสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ Big Brother จ้องมอง เพราะมันทำให้ประชาชน • รู้สึกว่าความรุนแรงคือ “การปกป้อง” • รู้สึกว่าการสอดส่องคือ “ความปลอดภัย” • รู้สึกว่าบารมีคือ “ความเท่ ความเทคโนโลยี ความทันสมัย” กล่าวอีกแบบคือ อำนาจไม่ต้องบังคับ หากมันทำให้เรายอมเอง (Foucault, 1977) ⸻ 12. James Bond: ตัวอย่างของอำนาจที่ “ดูเท่” จนเราลืมตั้งคำถาม ตัวละครอย่าง James Bond คือภาพแทนของอำนาจรัฐยุคใหม่ที่แนบเนียนอย่างยิ่ง Bond คือการรวม 3 ขาอำนาจไว้ในคนเดียว 1. ความรุนแรง – ใบอนุญาตฆ่าโดยไม่ต้องรับผิดทางศาล 2. ข้อมูล – เข้าถึงข่าวกรอง ความลับระดับรัฐ 3. บารมี – ถูกทำให้เท่ น่าชื่นชม เป็นฮีโร่ นี่คือ propaganda รูปแบบใหม่ ที่ไม่บอกให้เราเชื่อฟังรัฐ แต่ทำให้เรา อยากเป็นรัฐ (Althusser, 1971) ลองจินตนาการว่าถ้า Bond ถูกวางในสังคมล่าสัตว์–เก็บของป่า เขาอาจถูกมองว่าเป็น “คนป่าเถื่อนอันตราย” เพราะถืออำนาจฆ่าโดยไม่มีการตรวจสอบจากชุมชน แต่ในรัฐสมัยใหม่ เราถูกฝึกให้เรียกสิ่งนี้ว่า “ความมั่นคง” ⸻ 13. เมื่อความรุนแรงที่ตรวจสอบไม่ได้ ถูกเรียกว่า “ความปลอดภัย” รัฐสมัยใหม่ค่อย ๆ ทำให้เราเชื่อว่า ความรุนแรงที่ตรวจสอบไม่ได้ = ความจำเป็น ในขณะที่ในสังคมมนุษย์ดั้งเดิม ความรุนแรงถูกจำกัดอย่างเข้มข้น ใช้งานได้เฉพาะช่วงเวลา เฉพาะบริบท และถูกถอดถอนอำนาจได้ทันที (Boehm, 1999) การถืออำนาจฆ่าแบบถาวร คือสิ่งที่บรรพบุรุษเรามองว่าน่ากลัวอย่างยิ่ง ⸻ 14. ประวัติศาสตร์ที่หายไป: บทบาทของผู้หญิงและการกำเนิดรัฐ ประวัติศาสตร์กระแสหลักมักเล่าว่า รัฐเกิดจากสงคราม การป้องกัน และอาวุธ (ชาย) แต่งานมานุษยวิทยาและโบราณคดีจำนวนมากกลับชี้ว่า องค์ความรู้พื้นฐานเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ มาจากผู้หญิงเป็นหลัก • การคัดเลือกพืช • การแพทย์พื้นบ้าน • เคมีพื้นฐาน (การหมัก ยา เครื่องปั้นดินเผา) • การจัดการทรัพยากรในชุมชน สิ่งเหล่านี้คือ “วิทยาศาสตร์รุ่นแรก” แต่ไม่ถูกนับเป็นอำนาจ เพราะมันไม่ฆ่า (Ehrenreich & English, 1973) เมื่อรัฐเริ่มก่อตัว อำนาจจึงถูกนิยามใหม่ว่า ใครควบคุมได้ ใครสั่งได้ ใครลงโทษได้ และบทบาทการดูแลจึงถูกลดค่าเป็น “เรื่องในบ้าน” ⸻ 15. จากการดูแล → การควบคุม → ระบบราชการ ในสังคมยุคแรก การกระจายอาหาร = การดูแลชุมชน เมื่อรัฐเกิด การกระจายอาหารถูกแปลงเป็น • ภาษี • สวัสดิการ • ระบบปันส่วน จากความสัมพันธ์ → กลายเป็นนโยบาย จากความไว้วางใจ → กลายเป็นระเบียบ (Scott, 1998) รัฐจึงดูเหมือนพ่อที่ “ดูแลทุกคน” แต่เป็นพ่อที่ไม่มีใครถอดถอนอำนาจได้ ⸻ 16. สังคมอุตสาหกรรมกับการลดทอนมนุษย์ให้เหลือฟังก์ชัน ช่วง 200–300 ปีที่ผ่านมา รัฐอุตสาหกรรมต้องการสิ่งเดียวคือ • แรงงานที่วัดได้ • เกณฑ์ทหารได้ • เก็บภาษีง่าย ผลคือ มนุษย์ถูกทำให้เหลือ ชาย/หญิง แรงงาน/ไม่แรงงาน บทบาทอื่น ๆ ที่เคยมีในสังคม เช่น เพศที่สาม นักเชื่อมความสัมพันธ์ ผู้ไกล่เกลี่ย ถูกมองว่า “ไม่เป็นระเบียบ” และค่อย ๆ ถูกกำจัด (Graeber & Wengrow, 2021) นี่ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่คือเรื่อง Low entropy state รัฐต้องการความนิ่ง ไม่ใช่ความหลากหลาย ⸻ 17. การดิ้นออกจากกรง: รูปแบบร่วมสมัยของสัญชาตญาณเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น • เฟมินิสม์ • LGBTQ+ • บล็อกเชน • บิทคอยน์ • DAO สิ่งเหล่านี้ต่างกันในเป้าหมาย แต่เหมือนกันในแก่นเดียวคือ ความพยายามแยกอำนาจ 3 ขาออกจากกันอีกครั้ง (ความรุนแรง / ข้อมูล / บารมี) ไม่ใช่เพื่อทำลายรัฐ แต่เพื่อ ทำให้อำนาจไม่แข็งตัว ⸻ 18. กับดักของคำว่า “เจริญ” เมื่ออาณาจักรล่ม ประวัติศาสตร์เรียกว่า “ล่มสลาย” แต่แทบไม่เคยถามว่า ล่มสลาย สำหรับใคร สังคมที่ไม่มีพีระมิด ไม่ได้แปลว่าไร้อารยธรรม แต่แปลว่า ไม่มีใครบังคับให้สร้างมัน (Scott, 2017) รัฐคือการทดลองหนึ่ง ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เราดันลืมไปว่าเรากำลัง “ทดลอง” ⸻ 19. จะมองอนาคตอย่างไร โดยไม่ติดกับดักประวัติศาสตร์วนลูป ประวัติศาสตร์ไม่ได้วนซ้ำ มัน “คล้าย” เพราะมนุษย์ยังมีแรงขับเดิม แต่บริบท เทคโนโลยี และทางเลือกไม่เคยเหมือนเดิม (Tainter, 1988) การมองอนาคตอย่างมีศีลธรรม คือการไม่อ้างว่า “มันต้องเป็นแบบนี้” เพราะคำว่า “ต้อง” คือการล้างความรับผิดชอบทางจริยธรรมออกจากการออกแบบสังคม ⸻ 20. อำนาจในมุมใหม่: ไม่ใช่สิ่งที่มี แต่เป็นสิ่งที่ไหล อำนาจไม่ใช่สมบัติของคนใดคนหนึ่ง แต่มันมีอยู่เมื่อ • เครือข่ายยอมรับ • บทบาทยังยืดหยุ่น • ทางเลือกยังเปิดอยู่ ในสังคมโบราณ ผู้นำอาจมีอำนาจเฉพาะพิธี แต่ไม่มีสิทธิ์สั่งชีวิตใคร อำนาจจึงถูก “ยืม” ไม่ใช่ “ถือครอง” (Clastres, 1974) ⸻ 21. เสรีภาพคือความรู้สึกว่ายังมีทางเลือก มนุษย์พัง ไม่ใช่เพราะความจนเสมอไป แต่เพราะ ความสัมพันธ์ทำให้ต่อรองไม่ได้ เมื่อบทบาทแข็ง เครือข่ายปิด อำนาจจึงแข็งตาม ⸻ บทสรุป: คิดออกจากกรอบ ไม่ใช่ทุบกรอบทันที ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง ไม่ผิด แต่ไม่พอ รัฐสมัยใหม่ ไม่เลว แต่แข็ง คำถามไม่ใช่ ซ้ายหรือขวา แต่คือ เรายังออกแบบอำนาจให้ไหลได้อยู่ไหม หากอำนาจ 3 ขา ยังไม่ถูกผูกติดกัน มนุษย์ยังไม่ติดกรง และประวัติศาสตร์ ยังไม่จบ #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC #psychology
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image บิทคอยน์เนอร์ การเมือง และข้อจำกัดของรัฐภายใต้มาตรฐานเงินเฟียต บทวิเคราะห์เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัย บทนำ ประสบการณ์ทางการเมืองของบุคคลหนึ่งซึ่งเติบโตท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองไทยตั้งแต่ช่วงวิกฤตปี 2553 สะท้อนพลวัตสำคัญของ “การตื่นรู้ทางเศรษฐกิจการเมือง” ที่ไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์พรรคการเมืองโดยตรง หากแต่เกิดจากการตั้งคำถามต่อ โครงสร้างของเงิน (monetary structure) ซึ่งเป็นฐานรากของระบบเศรษฐกิจและรัฐสมัยใหม่ เส้นทางจากการสนใจการเมืองภาคประชาชน → การเลือกตั้ง → การผิดหวังต่อกลไกรัฐ → การศึกษาบิทคอยน์ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่เป็นรูปแบบที่พบได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในบริบทที่รัฐต้องพึ่งพา ระบบเงินเฟียต (fiat monetary system) อย่างเข้มข้น (Graeber, 2011; Minsky, 1986) ⸻ 1. วิกฤตศรัทธาทางการเมืองกับการรับรู้ข้อจำกัดของรัฐ การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระยะต้นมักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “รัฐที่ดี + พรรคที่ถูกต้อง = การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” อย่างไรก็ตาม งานเศรษฐศาสตร์การเมืองจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า แม้รัฐจะมีเจตนาดี แต่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ นโยบายการเงิน และโครงสร้างหนี้สาธารณะ ทำให้รัฐไม่สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างอิสระ (Stiglitz, 2012) รัฐภายใต้ระบบเงินเฟียตต้องพึ่งพา • การขยายฐานเงิน • การก่อหนี้ • การจัดสรรทรัพยากรผ่านระบบภาษี ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลกระทบเชิงกระจายรายได้และอำนาจโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Piketty, 2014) ⸻ 2. มาตรฐานเงินเฟียตในฐานะ “โครงสร้างอำนาจที่มองไม่เห็น” ระบบเงินเฟียตไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคนิค แต่เป็น สถาบันทางอำนาจ (institution of power) คุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ 1. เงินถูกสร้างได้จากศูนย์โดยสถาบันการเงินกลาง 2. มูลค่าของเงินขึ้นกับนโยบาย ไม่ใช่กฎตายตัว 3. ผู้ถือเงินระยะยาวรับภาระเงินเฟ้อโดยปริยาย งานวิจัยด้าน monetary economics ชี้ชัดว่า เงินเฟียตมีแนวโน้มเอื้อประโยชน์ต่อผู้เข้าถึงแหล่งเงินก่อน (Cantillon effect) และลดอำนาจซื้อของแรงงานในระยะยาว (Cantillon, 1755; Keynes, 1936) ภายใต้กรอบนี้ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะบริหารรัฐ “สนามแข่งขันถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว” ⸻ 3. บิทคอยน์ในฐานะกรอบอ้างอิงใหม่ของการวิพากษ์รัฐ บิทคอยน์ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ แต่เป็น monetary protocol ที่ตั้งคำถามกับอำนาจการออกเงินของรัฐ คุณสมบัติหลัก เช่น • อุปทานจำกัด (fixed supply) • ไม่ขึ้นกับอำนาจรวมศูนย์ • ตรวจสอบได้ด้วยกฎทางคณิตศาสตร์ ทำให้บิทคอยน์ถูกมองเป็น “เงินที่ไม่ต้องเชื่อใจรัฐ” (trust-minimized money) (Nakamoto, 2008; Antonopoulos, 2017) เมื่อบุคคลเริ่มมองโลกผ่านเลนส์นี้ การเมืองแบบพรรคจึงถูกลดสถานะจาก “ผู้แก้ปัญหาเชิงราก” เหลือเพียง “ผู้จัดการระบบชั่วคราว” ⸻ 4. ทำไมยังเลือกตั้ง ทั้งที่รู้ว่าระบบเงินยังไม่เปลี่ยน คำถามสำคัญคือ หากรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเงินได้ เหตุใดการเลือกตั้งยังมีความหมาย คำตอบเชิงรัฐศาสตร์คือ แม้รัฐจะไม่สามารถเปลี่ยน monetary base ได้ง่าย แต่รัฐยังมีบทบาทสำคัญในระดับ public goods และ governance efficiency เช่น • ความปลอดภัย • สิ่งแวดล้อม • คุณภาพอากาศ • ระบบสาธารณสุข • หลักนิติธรรม งานวิจัยด้าน public economics แสดงว่า คุณภาพรัฐมีผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ แม้ภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเดียวกัน (Acemoglu & Robinson, 2012) ดังนั้น การเลือกตั้งจึงเป็น การลดความเสียหาย (harm minimization) มากกว่าการปฏิวัติโครงสร้าง ⸻ 5. การให้ “โอกาสทางการเมือง” กับผู้เล่นที่ยังไม่เคยบริหาร จากมุมมองเชิง decision theory การเลือกพรรคที่ยังไม่เคยบริหาร สามารถตีความได้ว่าเป็นการ • ลด path dependency • เปิดข้อมูลใหม่ให้ระบบ • ทดสอบศักยภาพเชิงนโยบายในสภาวะจริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด experimental governance ในรัฐศาสตร์ร่วมสมัย (Rodrik, 2008) หากล้มเหลว → ไม่เลือกซ้ำ หากสำเร็จ → ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพิ่ม ⸻ 6. ระยะยาว: เงินดี vs รัฐดี ในระยะยาว แนวคิดบิทคอยน์ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “เงินที่ไม่ถูกบิดเบือน จะบังคับให้รัฐมีวินัย” แต่ในระยะสั้น มนุษย์ยังอาศัยรัฐ ยังไม่ self-sustain ยังต้องพึ่งโครงสร้างรวมศูนย์บางระดับ จึงเกิดสภาวะ “อยู่ในเกมที่ไม่สมบูรณ์ แต่ต้องเลือกเล่นอย่างมีสติ” ⸻ บทสรุป บทวิเคราะห์นี้ชี้ว่า การตัดสินใจทางการเมืองของบิทคอยน์เนอร์จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่ความย้อนแย้ง แต่เป็น การแยกระดับปัญหาอย่างมีเหตุผล • ระดับเงิน → ต้องแก้ด้วย protocol • ระดับรัฐ → ต้องบริหารให้เสียหายน้อยที่สุด การเลือกตั้งจึงไม่ใช่การศรัทธาในพรรค แต่เป็นการใช้สิทธิ์ในฐานะผู้เสียภาษี ภายใต้ความเข้าใจข้อจำกัดของระบบ ⸻ 7. วงจรหนี้–เงิน–การเมือง: กับดักเชิงโครงสร้างของรัฐสมัยใหม่ รัฐสมัยใหม่ภายใต้มาตรฐานเงินเฟียตดำรงอยู่บน debt-based monetary system กล่าวคือ เงินใหม่ส่วนใหญ่ถูกสร้างผ่านการก่อหนี้ ไม่ใช่การผลิตจริง (Schumpeter, 1954; Keen, 2011) ผลเชิงโครงสร้างคือ 1. การเติบโตต้อง “มากกว่าเดิม” เสมอ 2. รัฐต้องรักษาเสถียรภาพหนี้ มากกว่าคุณภาพชีวิต 3. นโยบายประชานิยมมักกลายเป็นการเลื่อนปัญหาไปอนาคต งานของ Hyman Minsky แสดงให้เห็นว่า ระบบการเงินเช่นนี้มีแนวโน้มเข้าสู่วงจร stability → instability → crisis อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Minsky, 1986) เมื่อเชื่อมกับการเมืองแบบเลือกตั้ง พรรคการเมืองจึงถูกจูงใจให้ “บริหารรอบสั้น” มากกว่า “แก้โครงสร้างยาว” ⸻ 8. การเมืองภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการเงิน (Monetary Dominance) ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ควบคุมอำนาจทั้งหมด โดยเฉพาะ นโยบายการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งมักอยู่ในมือสถาบันอิสระ เช่น ธนาคารกลาง (Goodhart, 1988) ภาวะนี้เรียกว่า monetary dominance คือ นโยบายการคลังและสังคมต้อง “สอดคล้องกับ” เสถียรภาพการเงินก่อนเสมอ ผลลัพธ์คือ • พรรคการเมืองต่างกัน → นโยบายคล้ายกัน • ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ → ถูกจำกัดด้วยงบประมาณ • ประชาชนรู้สึกว่า “เลือกใครก็เหมือนเดิม” ซึ่งสอดคล้องกับงาน comparative politics หลายชิ้นในประเทศกำลังพัฒนา (Rodrik, 2011) ⸻ 9. บิทคอยน์กับการแยกเงินออกจากรัฐ (Monetary Separation of Powers) บิทคอยน์เสนอแนวคิดที่คล้ายกับการแยกอำนาจ แต่เป็นการแยก อำนาจทางการเงินออกจากอำนาจรัฐ นักเศรษฐศาสตร์สาย institutional มองว่า เงินคือ “กติกาสาธารณะ” (public rule) ไม่ใช่เพียงเครื่องมือแลกเปลี่ยน (North, 1990) บิทคอยน์จึงเปลี่ยนสถานะของเงินจาก “นโยบาย” → “กฎ” ซึ่งลด discretionary power ของรัฐในระยะยาว (Nakamoto, 2008; Szabo, 2002) จากมุมนี้ การที่บิทคอยน์เนอร์ยังเข้าร่วมการเลือกตั้ง ไม่ใช่ความย้อนแย้ง แต่คือการยอมรับว่า การเปลี่ยนกฎใช้เวลา แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อ ⸻ 10. Vote No, ไม่ไปเลือกตั้ง หรือเลือกอย่างมีเงื่อนไข: วิเคราะห์เชิงทฤษฎีการตัดสินใจ ในกรอบ rational choice theory มี 3 ทางเลือกหลัก 1. Vote No 2. Abstain (ไม่ใช้สิทธิ์) 3. Strategic voting (เลือกเพื่อผลลัพธ์รอง) งานของ Downs (1957) ชี้ว่า การไม่ไปเลือกตั้งอาจสมเหตุสมผลเชิงปัจเจก แต่ในเชิงระบบ จะเพิ่มอำนาจให้กลุ่มที่มีแรงจูงใจสูงกว่า การเลือกตั้งแบบมีเงื่อนไข (conditional support) เช่น “ให้โอกาสครั้งเดียว ถ้าไม่สำเร็จไม่เลือกซ้ำ” เป็นรูปแบบหนึ่งของ Bayesian updating ในทางทฤษฎีการตัดสินใจ (Gilboa, 2009) กล่าวคือ การเลือกตั้งคือการทดลองที่มีต้นทุนต่ำ (low-cost experiment) ⸻ 11. รัฐที่มีประสิทธิภาพ vs รัฐรวมศูนย์ขนาดใหญ่ งานเศรษฐศาสตร์สถาบันจำนวนมากแยกความต่างระหว่าง • Big government • Effective government รัฐที่มีขนาดใหญ่แต่ไร้ประสิทธิภาพ อาจสร้างต้นทุนเชิงสังคมสูงกว่ารัฐที่เล็กแต่มีธรรมาภิบาล (Fukuyama, 2014) ประเด็นนี้สำคัญต่อบิทคอยน์เนอร์ เพราะบิทคอยน์ไม่ได้ต่อต้านรัฐโดยตัวมันเอง แต่ตั้งคำถามกับ รัฐที่ใช้เงินเป็นเครื่องมือบิดเบือนแรงจูงใจ ⸻ 12. ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Phase): อยู่กับโลกเก่า ขณะสร้างโลกใหม่ วรรณกรรมด้าน political economy เรียกช่วงเวลานี้ว่า institutional lag คือ เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว แต่สถาบันปรับช้า (Perez, 2002) บิทคอยน์ยังไม่สามารถแทนรัฐได้ รัฐยังไม่สามารถละเลยบิทคอยน์ได้ มนุษย์จึงอยู่ใน “ช่วงซ้อนทับของสองระบบ” การเลือกตั้งในช่วงนี้จึงมีลักษณะ • ไม่ใช่ศรัทธา • ไม่ใช่การปฏิวัติ • แต่เป็นการจัดการความเสี่ยง ⸻ บทสรุปเชิงทฤษฎี ประเด็น “บิทคอยน์เนอร์เลือกพรรคอะไร” ไม่ควรถูกตีความเป็นคำถามเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นคำถามเชิง โครงสร้างอำนาจของเงิน ข้อสรุปสำคัญคือ 1. พรรคการเมืองแก้ปัญหาเงินไม่ได้ในระยะสั้น 2. เงินที่บิดเบือน ทำให้การเมืองบิดเบือน 3. การเลือกตั้งยังมีคุณค่าในฐานะเครื่องมือจำกัดความเสียหาย 4. บิทคอยน์คือการปฏิรูปเชิงกฎ ไม่ใช่นโยบาย การเข้าใจระดับของปัญหา คือการเมืองที่แท้จริงในศตวรรษที่ 21 ⸻ ถ้าคุณต้องการ • ต่อเป็นบท Changing World Order + Bitcoin • ขยายเชิง Thailand-specific (หนี้ครัวเรือน, โครงสร้างงบประมาณ) • หรือเรียบเรียงให้เป็น บทความวิชาการกึ่ง popular บอกแนวมาได้เลยครับ ผมต่อให้ตรงเป้าได้ทันที ได้ครับ ผมจะ ต่อในระดับโครงสร้างเชิงลึกอีกขั้น โดยขยับจากกรอบทฤษฎีทั่วไป → บริบทไทยเฉพาะ (Thailand-specific political economy) และปิดด้วยกรอบสังเคราะห์ที่ใช้ได้ในระยะยาว โดยยังคงอ้างอิงงานวิจัย/เอกสารวิชาการในวงเล็บ และรักษาน้ำเสียงเชิงวิเคราะห์ ไม่ชี้นำเชิงอุดมการณ์ ⸻ 13. บริบทไทย: รัฐการคลังอ่อนแอภายใต้เงินเฟียตแข็งตัว ประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะ 3 ประการที่ทำให้ข้อจำกัดของรัฐเด่นชัดเป็นพิเศษ 13.1 หนี้ครัวเรือนสูงเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลาง (BIS; World Bank) ส่งผลให้ • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเครดิตให้ผลจำกัด • การขึ้นดอกเบี้ยกระทบประชาชนเร็ว • รัฐถูกบีบให้ประคองเสถียรภาพ มากกว่าปฏิรูป (IMF, Thailand Article IV) หนี้ครัวเรือนสูงทำให้ประชาชน “แพ้เงินเฟ้อสองชั้น” ชั้นแรกจากค่าครองชีพ ชั้นที่สองจากต้นทุนดอกเบี้ย (Mian & Sufi, 2014) ⸻ 13.2 โครงสร้างงบประมาณแบบคงที่ (Budget Rigidity) งบประมาณรัฐไทยมีสัดส่วนสูงที่เป็น • ค่าใช้จ่ายประจำ • เงินเดือน • ดอกเบี้ยหนี้ • ภาระผูกพันระยะยาว ทำให้พื้นที่นโยบายของรัฐบาลใหม่แคบมาก แม้เปลี่ยนพรรค (OECD Public Finance Review) ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง รัฐบาลถูกเลือก แต่โครงสร้างงบไม่ได้ถูกเลือก นี่คือเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “เปลี่ยนรัฐบาล แต่ชีวิตไม่เปลี่ยน” ⸻ 13.3 การพึ่งพาเงินทุนไหลเข้า–ออก (Capital Flow Dependence) ระบบการเงินไทยผูกกับโลกการเงินสากลอย่างลึก นโยบายภายในจึงต้องคำนึงถึง • ค่าเงินบาท • เงินทุนเคลื่อนย้าย • ความเชื่อมั่นนักลงทุน ซึ่งจำกัดนโยบายสวัสดิการหรือการกระจายรายได้อย่างมาก (Rey, 2015) นี่คือบริบทที่ทำให้ รัฐไม่อิสระ แม้จะมาจากการเลือกตั้ง ⸻ 14. การเมืองไทยในฐานะ “การจัดการความเปราะบาง” (Vulnerability Management) เมื่อรัฐไม่สามารถแก้ monetary root cause ได้ บทบาทจริงของรัฐบาลไทยจึงเหลืออยู่ที่ • ลดความผันผวน • จัดการความเสี่ยง • ป้องกัน collapse ในเชิงรัฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่รัฐพัฒนา (developmental state) แต่เป็น รัฐประคองระบบ (maintenance state) (Block, 2008) ดังนั้น การเลือกตั้งในบริบทไทย ไม่ใช่การเลือก “อนาคตที่ดีที่สุด” แต่เป็นการเลือก “ใครจะทำให้ความเสียหายน้อยที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดเดียวกัน” ⸻ 15. บิทคอยน์กับบทบาทใหม่ของพลเมือง (Monetary Citizenship) บิทคอยน์ทำให้เกิดแนวคิดใหม่คือ พลเมืองทางการเงิน (monetary citizen) ไม่ใช่เพียงผู้เสียภาษี แต่เป็นผู้เลือก “ระบบเงิน” ที่ตนเก็บมูลค่าไว้ (Szabo, 2002; Ammous, 2018) ผลเชิงสังคมคือ • ประชาชนเริ่มแยก “รัฐ” ออกจาก “เงิน” • ความคาดหวังต่อรัฐบาลสมจริงขึ้น • การเมืองเปลี่ยนจากศรัทธา → การประเมินผล นี่คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองแบบเงียบ แต่ลึก ⸻ 16. ความเข้าใจผิด: บิทคอยน์ = ไม่สนใจการเมือง ? งานวิจัยด้าน digital political economy ชี้ว่า ผู้ที่ถือสินทรัพย์นอกระบบรัฐ ไม่ได้ disengage จากการเมือง แต่ เปลี่ยนรูปแบบการมีส่วนร่วม (Zuboff, 2019) จาก • การเรียกร้องผ่านอุดมการณ์ เป็น • การจัดการความเสี่ยงส่วนบุคคล + การตรวจสอบรัฐ ในแง่นี้ บิทคอยน์ไม่ทำลายประชาธิปไตย แต่ทำให้ประชาธิปไตย “ไม่ถูกคาดหวังเกินจริง” ⸻ 17. กรอบสังเคราะห์: 3 ระดับของการเมืองในศตวรรษที่ 21 สามารถสรุปเป็นกรอบวิเคราะห์ 3 ชั้น ชั้นที่ 1: ระดับเงิน (Monetary Layer) • เปลี่ยนยาก • ใช้เวลา • ต้องอาศัยเทคโนโลยีและการยอมรับระยะยาว → บิทคอยน์ทำงานที่ชั้นนี้ ชั้นที่ 2: ระดับรัฐ (State Capacity Layer) • บริหารความเสี่ยง • จัดสรร public goods • ลดความเสียหาย → การเลือกตั้งยังมีความหมาย ชั้นที่ 3: ระดับปัจเจก (Individual Adaptation Layer) • การออม • การเรียนรู้ • การป้องกันความเสี่ยงส่วนตัว → พลเมืองยุคใหม่ต้องทำพร้อมกัน ⸻ 18. บทสรุปสุดท้าย คำถามว่า “บิทคอยน์เนอร์ควรเลือกพรรคอะไร” เป็นคำถามที่ตั้งผิดระดับ คำถามที่ถูกต้องกว่า คือ “ในโลกที่เงินยังบิดเบือนอยู่ เราจะเลือกใช้อำนาจทางการเมืองอย่างมีสติได้อย่างไร” การเลือกตั้ง ไม่ใช่การฝากความหวังทั้งหมด แต่เป็นการใช้สิทธิ์ขั้นต่ำ ในขณะที่การปฏิรูปเงิน คือการเปลี่ยนเกมในระยะยาว การเมืองไม่เคยหายไป มันแค่ย้ายจากเวทีปราศรัย มาสู่โครงสร้างของเงินที่เรายอมรับหรือปฏิเสธ #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image “More, Not Better” วิเคราะห์แนวคิด Alex Hormozi ผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและวิทยาศาสตร์ความสำเร็จ ⸻ บทนำ: Alex Hormozi พูดแรง… แต่โครงสร้างคิดไม่ใช่เรื่องใหม่ แนวคิดของ Alex Hormozi มักถูกมองว่า • โหด • สวนกระแส • ต่อต้าน work–life balance แต่หากตัดภาษาปลุกใจออกทั้งหมด จะพบว่า Hormozi กำลังพูดถึงประเด็นเดียวกับงานวิจัยคลาสสิกหลายสาย คือ ความสำเร็จแบบ “outlier” ไม่สามารถเกิดจากกลยุทธ์ของคนค่าเฉลี่ยได้ (Rosen, 1981; Merton, 1968) ⸻ 1. “Top 1%” vs “0.01%”: คณิตศาสตร์ของการแข่งขันแบบ Winner-Take-Most Hormozi ชี้ว่า การพูดว่า “อยากเป็น Top 1%” เป็นคำพูดลอย ๆ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจต้นทุนที่ต้องจ่าย กรอบวิชาการที่รองรับ ในเศรษฐศาสตร์แรงงานและธุรกิจ มีแนวคิด Winner-Take-Most / Winner-Take-All Markets • ผลลัพธ์กระจุกตัวรุนแรง • คนอันดับต้น ๆ ได้ผลตอบแทนมากกว่าที่เหลือมหาศาล (Rosen, 1981; Frank & Cook, 1995) ในระบบแบบนี้: • ความพยายามเพิ่ม 10% • ไม่ได้ ให้ผลลัพธ์เพิ่ม 10% • แต่เป็น non-linear payoff ดังนั้น “ชีวิตปกติ” กับ “ผลลัพธ์สุดโต่ง” → ไม่สามารถ coexist ได้ ⸻ 2. Optimizer vs Maximizer: กับดักของ “ความฉลาด” Hormozi แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม: • Optimizer: ทำให้งานดีขึ้น เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น • Maximizer: ทำให้ “ผลลัพธ์รวม” ใหญ่ขึ้น งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. Local Optimization Trap การเพิ่มประสิทธิภาพเฉพาะจุด มักทำให้ติดกับดัก sub-optimal solution (March, 1991) 2. Satisficing vs Maximizing คนที่เน้น “เลือกให้ดีที่สุด” (maximizer) มักได้ผลลัพธ์สูงกว่าใน competitive domains (Schwartz et al., 2002) Hormozi จึงโจมตี obsession กับ: • ROI % • Conversion Rate เล็ก ๆ • Excel สวย ๆ เพราะในโลกจริง กำไร = ปริมาณ × อัตราชนะ ไม่ใช่แค่ “เปอร์เซ็นต์สวย” ⸻ 3. “Change Is Expensive”: ต้นทุนแฝงของการเปลี่ยนแปลง Hormozi เตือนว่า: การเปลี่ยนระบบ = ขาดทุนแน่นอนระยะสั้น งานวิจัยรองรับโดยตรง • Switching Cost Theory ทุกการเปลี่ยนระบบมีต้นทุนเรียนรู้ การสื่อสาร และความสับสน (Klemperer, 1995) • Productivity Dip ประสิทธิภาพจะลดลง ~15–30% ชั่วคราวหลังการเปลี่ยนแปลง (J-Curve of Change; Kotter, 1996) ผู้ประกอบการจำนวนมาก: • แพ้ไม่ใช่เพราะระบบเดิมแย่ • แต่เพราะ “เปลี่ยนบ่อยเกินไป” Hormozi จึงสรุปแบบ brutal ว่า Repetition คือ Father of Skill (Ericsson et al., 1993 – Deliberate Practice) ⸻ 4. Volume > Novelty: สมองมนุษย์เกลียดความน่าเบื่อ แต่ตลาดไม่สน Hormozi บอกว่า: คนติด dopamine จากความแปลกใหม่ แต่เงินมาจาก “งานซ้ำ ๆ” งานวิจัยที่อธิบายสิ่งนี้ • Novelty Bias: สมองให้รางวัลกับสิ่งใหม่ แม้ไม่มีคุณค่าเพิ่ม (Bunzeck & Düzel, 2006) • Scale Effects: ความได้เปรียบเชิงปริมาณชนะความฉลาดเฉพาะจุด (Sutton, 1997) นี่คือเหตุผลที่: • คนชอบเปลี่ยนกลยุทธ์ • แต่บริษัทใหญ่ “ทำเรื่องเดิม” ซ้ำ ๆ ⸻ 5. ROI เป็นภาพลวงตา (ถ้าไม่ดู Absolute Gain) Hormozi โจมตีความหลงใหลใน %ROI ตัวอย่างเชิงทฤษฎี: • ROI 10× จากเงิน 100 → กำไร 900 • ROI 2× จากเงิน 1,000,000 → กำไร 1,000,000 งานวิชาการที่สอดคล้อง • Relative vs Absolute Returns นักลงทุนมืออาชีพดู “เงินที่เหลือ” ไม่ใช่ % (Kahneman & Tversky, 1979) • Scale Dominance เมื่อขนาดใหญ่พอ optimization จะสำคัญน้อยกว่า volume (Brealey, Myers & Allen) Hormozi จึงพูดตรง ๆ ว่า “คุณกินเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ คุณต้องกินเงิน” ⸻ 6. Core Four: กลยุทธ์ที่งานวิจัยเห็นตรงกัน Hormozi ลดทุกกลยุทธ์การเติบโตเหลือ 4 ช่องทาง: 1. Warm Outreach 2. Cold Outreach 3. Content 4. Paid Ads สิ่งนี้สอดคล้องกับงาน Go-To-Market Strategy และ Customer Acquisition Theory (Kotler, 2017; Porter, 2008) ไม่มี “ช่องทางลับ” มีแต่: ใครทำซ้ำได้นานกว่าและใหญ่กว่า ⸻ 7. ชีวิตผิดปกติ = ผลลัพธ์ผิดปกติ แก่นแท้ที่สุดของ Hormozi คือประโยคนี้: “Exceptional results require exceptional behavior” ซึ่งตรงกับงานด้าน: • Outlier Theory (Gladwell, 2008) • Extreme Ownership of Time (Duckworth, 2016 – Grit) ไม่ใช่ทุกคน “ควร” ใช้ชีวิตแบบนี้ แต่ถ้าคุณ: • ต้องการผลลัพธ์ระดับสุดโต่ง • ในสนามแข่งขันสูง การใช้ชีวิตแบบค่าเฉลี่ย → ขัดแย้งเชิงตรรกะ ⸻ บทสรุปเชิงวิชาการ Alex Hormozi ไม่ได้ “สอนให้โหด” แต่กำลังอธิบาย กฎของระบบการแข่งขันแบบไม่ปรานี งานวิจัยจำนวนมากเห็นตรงกันว่า: • ความสำเร็จระดับบนสุด ไม่ linear • Optimization มี diminishing returns • Volume + Consistency + Time → ชนะ สิ่งที่ Hormozi ทำ คือ พูดความจริงเชิงโครงสร้าง โดยไม่ลดความแรง ⸻ 8. ความจริงที่เจ็บปวด: ไม่ใช่ทุกสนาม “ควร” ใช้กลยุทธ์แบบ Hormozi จุดแข็งของแนวคิด “More, Not Better” คือมัน ถูกต้องมาก ในสนามที่มีคุณสมบัติเหล่านี้: 1. การแข่งขันสูง (High Competition) 2. ต้นทุนคงที่สูง แต่ต้นทุนเพิ่มต่ำ (High Fixed Cost, Low Marginal Cost) 3. ผลลัพธ์กระจุกตัว (Power-law / Pareto Distribution) เช่น: • ธุรกิจสื่อ • SaaS • Personal brand • Deal-based business งานวิจัยเรียกตลาดแบบนี้ว่า Superstar Markets (Rosen, 1981) แต่ถ้าอยู่ในสนามที่: • ขนาดตลาดเล็ก • ความสัมพันธ์เชิงมนุษย์สูง • คุณภาพ > ปริมาณ เช่น: • งานวิชาชีพเฉพาะ • งานวิจัย • งานดูแล / งานศิลปะบางประเภท กลยุทธ์ “อัดปริมาณ” อาจให้ ผลตอบแทนลดลงเร็วมาก (Diminishing Returns; Varian, 2019) นี่คือจุดที่หลายคน “ใช้ Hormozi ผิดสนาม” ⸻ 9. จุดอ่อนเชิงจิตวิทยา: เมื่อ “More” กลายเป็น Burnout Machine งานวิจัยด้านจิตวิทยาการทำงานชี้ชัดว่า Extreme workload มีต้นทุนที่ไม่ใช่ทุกคนจ่ายไหว หลักฐานเชิงวิชาการ • Burnout Syndrome ความเหนื่อยล้าเรื้อรังลด executive function และการตัดสินใจ (Maslach & Leiter, 2016) • Ego Depletion (ฉบับปรับปรุง) แม้แนวคิดเดิมถูกโต้แย้ง แต่ cognitive fatigue ยังมีผลจริง (Baumeister et al.; Inzlicht & Schmeichel, 2012) Hormozi “รู้” เรื่องนี้ แต่เขาเลือก ยอมรับต้นทุน เพื่อแลกกับผลลัพธ์ นี่ไม่ใช่คำสอนศีลธรรม แต่คือ การคำนวณแบบ cold rationality ⸻ 10. มุมที่ลึกกว่านั้น: Hormozi คือ Extreme Rationalist หากถอดอารมณ์ออกทั้งหมด แนวคิดของเขาอยู่ใกล้กับ: • Rational Choice Theory • Expected Value Maximization • Risk Acceptance under Skewed Payoff (Von Neumann & Morgenstern, 1944) เขาไม่ได้บอกว่า: “ทุกคนควรใช้ชีวิตแบบนี้” แต่บอกว่า: “ถ้าคุณอยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ คุณต้องจ่ายราคานี้” นี่คือความซื่อสัตย์เชิงตรรกะที่หาได้ยากในวงการ self-help ⸻ 11. เชื่อมกับงานวิจัยด้าน “Deliberate Imbalance” งานวิจัยยุคใหม่เริ่มตั้งคำถามกับ myth ของ work–life balance • Work–Life Balance ≠ Optimal Performance (Kossek et al., 2014) • ในช่วงสร้างฐาน (Accumulation Phase) ความไม่สมดุลเป็น “feature” ไม่ใช่ bug (Lifecycle Theory of Careers; Super, 1980) Hormozi กำลังพูดถึง ช่วงชีวิตหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งชีวิต ปัญหาคือคนจำนวนมาก: • ฟังเหมือนเป็นสูตรถาวร • แล้วพังในระยะยาว ⸻ 12. Framework ใช้งานจริง: ควรถามตัวเองก่อน “ทำ More” ก่อนนำแนวคิดนี้ไปใช้ งานวิชาการแนะนำให้ถาม 5 คำถาม: 1. สนามนี้ payoff กระจุกตัวหรือไม่? (Power-law หรือ Gaussian?) 2. ผมอยู่ช่วงสะสม (build) หรือช่วงรักษา (maintain)? 3. สิ่งที่ทำซ้ำได้จริงคืออะไร? (Repetition ที่สร้าง skill ไม่ใช่ noise) 4. ต้นทุนชีวิตที่ยอมจ่ายคืออะไร และจ่ายได้นานแค่ไหน? 5. นี่คือการ maximize หรือการหนีความกลัว? (Approach vs Avoidance Motivation; Elliot, 2006) ถ้าตอบไม่ได้ → อย่าเพิ่ง “อัดปริมาณ” ⸻ 13. วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา (เชิงวิชาการ) Hormozi ถูกในเรื่อง: • โครงสร้างการแข่งขัน • กับดัก optimization • ภาพลวงตาของ ROI Hormozi พูดไม่ครบในเรื่อง: • ความแตกต่างเชิงบุคลิก (Big Five: Neuroticism, Conscientiousness) • ความเสี่ยงด้านสุขภาพระยะยาว • Survivorship Bias (คนที่พัง ไม่ได้ขึ้นเวที) (Taleb, 2007) แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขา “ผิด” เพียงแต่ทำให้เขา ไม่ใช่สูตรสากล ⸻ 14. บทสรุปเชิงลึกที่สุด แก่นแท้ของแนวคิดนี้ไม่ใช่ “ทำงานหนักกว่าใคร” แต่คือ กล้าดำเนินชีวิตที่ “ไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ย” เพื่อผลลัพธ์ที่ค่าเฉลี่ยไม่มีวันได้ งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า: • ผลลัพธ์ระดับสุดโต่ง → ต้องใช้พฤติกรรมสุดโต่ง • แต่ไม่ใช่ทุกคน “ควร” หรือ “ต้อง” เลือกเส้นทางนี้ สุดท้ายแล้ว แนวคิดของ Hormozi คือ กระจก ไม่ใช่ คำสั่ง มันสะท้อนกลับมาว่า: คุณต้องการ “ชนะเกมไหน” และยอมจ่ายราคาของเกมนั้นหรือไม่ #Siamstr #nostr #psychology
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image 🇯🇵💴เฟดจะ “ทุบดอลลาร์” เพื่อช่วยเยนจริงหรือไม่? วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง: Yen Carry Trade, FX Intervention และความเสี่ยงเชิงระบบการเงินโลก ⸻ บทนำ: จากโพสต์ไวรัลสู่คำถามเชิงวิชาการ กระแสข่าวที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจ “ทุบค่าเงินดอลลาร์” เพื่อช่วยพยุงค่าเงินเยนภายในเวลาอันใกล้ สะท้อนความกังวลของตลาดต่อ วิกฤตค่าเงินญี่ปุ่น, Yen Carry Trade, และ ความเปราะบางเชิงระบบ (systemic fragility) ของตลาดการเงินโลก อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ใช่ “ข่าวนี้น่ากลัวแค่ไหน” แต่คือ โครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์รองรับสมมติฐานนี้หรือไม่? กลไกเชิงนโยบายที่เป็นไปได้คืออะไร? ผลกระทบจะเกิดแบบลำดับขั้น (transmission mechanism) อย่างไร? ⸻ 1. Yen Carry Trade: กลไกที่ตลาดมองข้ามไม่ได้ 1.1 นิยามเชิงทฤษฎี Carry Trade คือกลยุทธ์ที่นักลงทุน • กู้เงินจากประเทศดอกเบี้ยต่ำ (ญี่ปุ่น) • นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า (หุ้นสหรัฐ, พันธบัตร, Crypto) ตามทฤษฎี Uncovered Interest Parity (UIP) กลยุทธ์นี้ “ไม่ควรทำกำไรได้ในระยะยาว” แต่ในโลกจริง UIP ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า (Fama, 1984; Burnside et al., 2011) ญี่ปุ่นจึงกลายเป็น แหล่ง funding currency ของโลก มาเกือบ 30 ปี ⸻ 1.2 ปัญหาปัจจุบันของญี่ปุ่น ข้อมูลเชิงโครงสร้าง: • ดอกเบี้ยญี่ปุ่นใกล้ศูนย์/ติดลบยาวนาน • หนี้สาธารณะ > 250% ของ GDP • ตลาดพันธบัตรขาดสภาพคล่อง (BoJ ถือครองเกิน 50%) เมื่อค่าเงินเยน อ่อนเร็วเกินไป หรือ แข็งเร็วเกินไป → ระบบ Carry Trade จะเริ่ม “แตกตัว” (unwind) ซึ่งงานวิจัยชี้ชัดว่า Carry Trade unwind มักสร้างความผันผวนระดับโลก (Borio & McCauley, 2012; BIS Quarterly Review) ⸻ 2. Fed “ช่วยญี่ปุ่น” ได้จริงแค่ไหน? 2.1 สิ่งที่ Fed “ทำได้” ตามกรอบสถาบัน Fed มี mandate หลัก: 1. เสถียรภาพราคา 2. การจ้างงานสูงสุด ไม่มี mandate ด้านค่าเงินโดยตรง (Federal Reserve Act; Gagnon et al., 2017) ดังนั้น Fed ไม่สามารถแทรกแซงค่าเงินฝ่ายเดียวแบบตรงไปตรงมา ได้เหมือน BoJ ⸻ 2.2 กลไกที่เป็นไปได้ (เชิงอ้อม) สิ่งที่ตลาด “ตีความ” ว่าเป็นการช่วยเยน มักมาในรูป: 1. สัญญาณนโยบาย (Forward Guidance) • ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน • ลด real yield ของสหรัฐ (Woodford, 2003) 2. การประสานเชิงการทูตการเงิน (Coordination) • คล้าย Plaza Accord 1985 • แต่ยุคปัจจุบัน coordination ยากกว่ามาก (Eichengreen, 2011) 3. ปล่อยให้ดอลลาร์อ่อนโดย “ไม่ขัดขวาง” • ไม่ใช่การทุบ • แต่คือการไม่ป้องกัน dollar depreciation (Gopinath et al., IMF, 2020) ⸻ 3. เปรียบเทียบกับ Plaza Accord: ระวังการอ้างอดีตผิดบริบท 3.1 Plaza Accord (1985) ข้อเท็จจริง: • ดอลลาร์แข็งเกินดุลการค้าพัง • ประเทศ G5 ตกลง “ขายดอลลาร์พร้อมกัน” • ดอลลาร์อ่อน ~40–50% ใน 2 ปี ผลข้างเคียง: • เยนแข็งเร็ว → ฟองสบู่สินทรัพย์ญี่ปุ่น • แตกในต้นยุค 1990 → Lost Decades (Krugman, 1998) 3.2 ทำไม “Plaza 2.0” แทบเป็นไปไม่ได้ • โลกการเงินใหญ่และซับซ้อนกว่ามาก • ตลาดทุนเสรีกว่ารัฐบาล • สหรัฐได้ประโยชน์จากดอลลาร์แข็ง (ทุนไหลเข้า, AI boom) งานวิจัยชี้ว่า FX coordination มีประสิทธิผลลดลงมากหลังปี 2000 (Fratzscher, 2012) ⸻ 4. ความเสี่ยงที่ “ข่าวไวรัล” สะท้อนจริง แม้หลายประเด็นจะถูกพูดเกินจริง แต่ ความเสี่ยงบางอย่างเป็นของจริง 4.1 Forced Deleveraging จาก Carry Trade เมื่อ: • ค่าเงินเยนแข็งเร็ว • ต้นทุนหนี้เพิ่ม → นักลงทุนต้องขายสินทรัพย์อื่นเพื่อคืนเยน ผลที่พบในงานวิจัย: • หุ้นตกพร้อมกันหลายตลาด • Crypto และสินทรัพย์เสี่ยงโดนก่อน (Brunnermeier et al., 2009) กรณีศึกษา: • สิงหาคม 2024: Yen rebound + deleverage → Bitcoin ปรับฐานแรง (รายงานตลาด derivatives, BIS) ⸻ 4.2 จุดเปราะบางเชิงระบบ (Systemic Nodes) ตอนนี้โลกอยู่ในสภาวะ: • Equity ใกล้ All-Time High • Real Yield ยังสูง • Leverage ซ่อนอยู่ใน hedge funds / shadow banking ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี Financial Instability Hypothesis (Minsky, 1986) ⸻ 5. สรุปเชิงวิชาการ (ไม่ใช่เชิงปลุกอารมณ์) เฟด “ทุบดอลลาร์” เพื่อช่วยเยน? → ❌ เป็นคำอธิบายที่หยาบเกินไป แต่… • Fed อาจ “ไม่ต่อต้าน” ดอลลาร์อ่อน หากเอื้อต่อเสถียรภาพโลก • Yen Carry Trade เป็นความเสี่ยงจริง • การ unwind อาจสร้าง shock ระยะสั้นในสินทรัพย์เสี่ยง บทสรุปสำคัญที่สุดจากงานวิจัยคือ ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ “ข่าว” แต่อยู่ที่ leverage + ความเชื่อมั่น + โครงสร้างการเงินโลกที่เปราะบาง ⸻ 6. กลไกการส่งผ่านความเสี่ยง (Transmission Mechanism) จาก “เยน” สู่ “ทั้งโลก” เกิดได้อย่างไร สิ่งที่งานวิชาการเน้นย้ำตรงกันคือ วิกฤตการเงินสมัยใหม่ ไม่เริ่มจากตลาดหุ้น แต่เริ่มจาก ตลาด funding และ balance sheet (Yellen, 2011; BIS Annual Economic Report) ลำดับเหตุการณ์ที่ “เป็นไปได้จริง” มีดังนี้ ⸻ 6.1 ระยะที่ 1: ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวผิดจังหวะ (FX Shock) ไม่ว่าจะ: • เยนแข็งเร็ว (จาก intervention หรือ sentiment) • หรือเยนอ่อนแรงเกินไปจน BoJ ต้องขยับ สิ่งที่เกิดทันทีคือ Funding cost ของ Yen Carry Trade เปลี่ยน งานวิจัยพบว่า FX volatility มีผลต่อ leverage มากกว่าดอกเบี้ยเสียอีก (Brunnermeier & Oehmke, 2013) ⸻ 6.2 ระยะที่ 2: Forced Deleveraging (การขายแบบไม่สมัครใจ) เมื่อ margin เพิ่ม: • Hedge funds • Prop desks • Crypto funds ต้อง: • ขายสินทรัพย์ที่ “สภาพคล่องสูงที่สุดก่อน” → หุ้นใหญ่, Futures, Crypto นี่คือเหตุผลที่ สินทรัพย์ซึ่ง “ดูไม่เกี่ยวกับญี่ปุ่น” มักร่วงพร้อมกัน (Krishnamurthy et al., 2018) ⸻ 6.3 ระยะที่ 3: Liquidity Vacuum เมื่อหลายฝ่ายขายพร้อมกัน: • Bid หาย • Volatility spike • Correlation → 1 นี่คือสิ่งที่ BIS เรียกว่า “Endogenous Liquidity Risk” (BIS Quarterly Review, 2020) ⸻ 7. ทำไม Bitcoin และ Crypto มักโดนก่อน? แม้ narrative จะบอกว่า Bitcoin คือ “digital gold” แต่งานวิจัยเชิงข้อมูลชี้ชัดว่า ในภาวะ stress ระยะสั้น: Bitcoin มีพฤติกรรมแบบ High-beta Risk Asset (Baur, Hong & Lee, 2018; Corbet et al., 2020) สาเหตุหลัก: 1. ใช้ leverage สูง 2. ซื้อด้วย funding จาก fiat / stablecoin 3. ถูก liquidate อัตโนมัติ (algorithmic) ดังนั้นใน phase ของ carry unwind → Crypto มักโดน “ก่อน” แต่ ไม่ใช่โดน “ถาวร” ⸻ 8. แล้วทองคำกับพันธบัตรล่ะ? 8.1 ทองคำ (Gold) งานวิจัยพบ pattern ชัด: • ระยะสั้น: อาจโดนขายเพื่อหา liquidity • ระยะกลาง–ยาว: ได้ประโยชน์จากดอลลาร์อ่อน + real yield ลด (Gold as collateral vs store of value; Duffie, 2010) นี่อธิบายว่าทำไม: ทองมัก “แกว่งแรง” ก่อนจะฟื้น ⸻ 8.2 พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (UST) ตรงนี้คือ paradox: • ถ้า shock มาจาก leverage → เงินไหลเข้า UST • แต่ถ้า shock มาจาก inflation expectation → UST อาจไม่ช่วย ปัจจุบันโลกอยู่ในสภาวะ Fiscal Dominance Risk (Sargent & Wallace, 1981; Leeper, 2021) ⸻ 9. ประเด็นที่โพสต์ไวรัล “พูดถูก” โดยไม่รู้ตัว แม้ภาษาจะปลุกอารมณ์ แต่มี 3 ประเด็นที่ สอดคล้องกับงานวิชาการ ✔ โลกกำลังพึ่ง Yen Carry Trade สูงจริง (BIS Global Liquidity Indicators) ✔ ระบบการเงินอ่อนไหวต่อ FX มากกว่าที่คนคิด (Gopinath, IMF, Dominant Currency Paradigm) ✔ Shock สมัยใหม่มาเร็ว และแรง จาก leverage (Minsky Moment) ⸻ 10. แต่สิ่งที่ “พูดเกินจริง” คืออะไร ❌ Fed “ตั้งใจทุบดอลลาร์” → ไม่มีหลักฐานเชิงสถาบันรองรับ ❌ Plaza Accord จะเกิดซ้ำง่ายๆ → บริบทโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ❌ ตลาดจะพังเพราะเหตุเดียว → ความจริงคือ shock สมัยใหม่ต้อง “สะสมหลายปัจจัย” ⸻ 11. กรอบคิดที่นักวิจัยใช้ (แนะนำผู้อ่าน) ถ้าจะอ่านสถานการณ์นี้อย่างมีสติ งานวิชาการแนะนำให้ถาม 3 คำถาม: 1. Funding มาจากไหน? 2. Leverage ซ่อนอยู่ตรงไหน? 3. ใครต้องขายก่อนถ้าอะไรผิดพลาด? (Krishnamurthy, Nagel & Orlov, 2014) ⸻ บทสรุปสุดท้าย (เชิงวิชาการ ไม่ใช่เชิงข่าว) ความเสี่ยงที่แท้จริง ไม่ใช่ “เฟดจะทำอะไรพรุ่งนี้” แต่คือ โลกทั้งใบพึ่งพาเงินราคาถูกของญี่ปุ่นมานานเกินไป และเมื่อใดก็ตามที่ funding เปลี่ยน ตลาดจะไม่ปรับตัวอย่าง “สุภาพ” #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image วินัยเหนือความคาดหวัง การอ่าน The Intelligent Investor ผ่านคำของ Benjamin Graham และหลักฐานเชิงวิชาการ ⸻ “The investor’s chief problem — and even his worst enemy — is likely to be himself.” ประโยคนี้จาก Benjamin Graham ใน The Intelligent Investor คือหัวใจของหนังสือทั้งเล่ม และเป็นจุดตั้งต้นที่ Graham ใช้ท้าทายความเข้าใจผิดของนักลงทุนทุกยุค Graham ไม่ได้มองว่าปัญหาหลักของการลงทุนคือข้อมูลไม่พอ ตลาดไม่ยุติธรรม หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ แต่คือ โครงสร้างการตัดสินใจของมนุษย์เอง งานวิจัยด้าน behavioral finance ยืนยันตรงจุดนี้อย่างชัดเจนว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาดเพราะขาดความรู้เชิงเทคนิค แต่แพ้เพราะอคติทางจิตวิทยา เช่น ความมั่นใจเกินจริง ความกลัวการขาดทุน และการวิ่งตามฝูงชน (Kahneman & Tversky, 1979; Barber & Odean, 2001) ⸻ การลงทุนไม่ใช่เกมของความฉลาด แต่เป็นเกมของการหลีกเลี่ยงความโง่ Graham เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “An investment operation is one which, upon thorough analysis, promises safety of principal and an adequate return. Operations not meeting these requirements are speculative.” คำว่า safety of principal ไม่ได้หมายถึง “ไม่ขาดทุนเลย” แต่หมายถึง การตัดสินใจที่ออกแบบมาให้ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่ำกว่าผลตอบแทนที่คาดหวัง ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นี่คือแนวคิดเรื่อง expected value ภายใต้ความไม่แน่นอน Graham ไม่ได้ปฏิเสธความเสี่ยง แต่ปฏิเสธการรับความเสี่ยงโดยไม่รู้ว่ากำลังรับอะไรอยู่ งานของ Fama และ French แสดงให้เห็นว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดไม่ได้มาจากการคาดการณ์ระยะสั้น แต่เกิดจากการรับความเสี่ยงที่มีเหตุผลและสม่ำเสมอ (Fama & French, 1993) ⸻ นักลงทุนเชิงรับ: การยอมรับข้อจำกัดคือความได้เปรียบ Graham ระบุชัดว่า นักลงทุนจำนวนมาก ไม่ควรเป็นนักลงทุนเชิงรุกตั้งแต่ต้น เขาเขียนว่า “The defensive investor will place his chief emphasis on the avoidance of serious mistakes or losses.” นี่คือการยอมรับข้อเท็จจริงที่งานวิจัยยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า กองทุนเชิงรุกส่วนใหญ่ไม่สามารถเอาชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอหลังหักต้นทุน (SPIVA Report; Fama, 1970) การลงทุนผ่านดัชนีจึงไม่ใช่ทางเลือกของคน “ไม่เก่ง” แต่เป็นทางเลือกของคนที่เข้าใจว่า เวลา ความเครียด และความผิดพลาด มีต้นทุน ⸻ นักลงทุนเชิงรุก: สนามของความไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่สนามของความฝัน Graham ไม่เคยห้ามการลงทุนเชิงรุก แต่เขาเตือนอย่างหนักแน่นว่า “To achieve superior investment results requires a willingness to devote unusual amounts of effort and intelligence.” และต่อด้วยคำเตือนที่สำคัญยิ่งกว่า “Even then, success is not guaranteed.” งานวิจัยด้าน active management แสดงชัดว่า แม้นักลงทุนที่มีทักษะสูง ก็ยังเผชิญกับ luck vs skill problem ซึ่งทำให้การแยกผลลัพธ์จากโชคและความสามารถแทบเป็นไปไม่ได้ในระยะสั้น (Malkiel; Mauboussin) ⸻ เงินเฟ้อ: ศัตรูที่เงียบ แต่ไม่เคยหยุดทำงาน Graham เรียกเงินเฟ้อว่า “ภัยเงียบ” ต่อผู้ถือเงินสดและตราสารหนี้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Robert Shiller ที่ชี้ว่า นักลงทุนมักประเมินผลกระทบของเงินเฟ้อต่ำเกินจริง ข้อมูลระยะยาวตั้งแต่ปี 1900 แสดงว่า สินทรัพย์ที่ดูปลอดภัย เช่น เงินสดและพันธบัตร ให้ผลตอบแทนจริงต่ำมากเมื่อหักเงินเฟ้อ ในขณะที่หุ้นเป็นสินทรัพย์เดียวที่รักษากำลังซื้อได้ในระยะยาว (Siegel, Stocks for the Long Run) ⸻ CAPE Ratio: สัญญาณเตือน ไม่ใช่นาฬิกา Shiller CAPE ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย แต่ Graham เตือนล่วงหน้าไว้แล้วว่า “The market is a voting machine in the short run, but a weighing machine in the long run.” CAPE ช่วยบอกว่า “ตลาดกำลังคาดหวังสูงหรือต่ำ” แต่ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อทำนายจุดกลับตัวของตลาด งานวิจัยยืนยันว่า CAPE มีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนระยะยาว แต่ไม่มีพลังในการจับจังหวะระยะสั้น (Shiller, 2000) ⸻ ตลาดขาลง: บททดสอบที่แท้จริงของนักลงทุน Graham เขียนประโยคที่นักลงทุนมักเข้าใจช้าเกินไปว่า “The essence of investment management is the management of risks, not the management of returns.” ประวัติศาสตร์ตลาดแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะตลาดตก แต่ล้มเหลวเพราะ ตัดสินใจผิดในช่วงตลาดตก งานของ De Bondt และ Thaler แสดงว่า ความกลัวและการตอบสนองเกินเหตุในช่วงตลาดขาลง เป็นสาเหตุหลักของผลตอบแทนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาว (De Bondt & Thaler, 1985) ⸻ บทเรียนสุดท้ายจาก Graham Graham ไม่เคยสัญญาว่าการลงทุนจะง่าย แต่เขาสัญญาอย่างหนึ่งเสมอ คือ “If you follow these rules, you will not get rich quickly — but you will avoid catastrophe.” ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงเชียร์ เรื่องเล่า และความเร่งรีบ The Intelligent Investor ยังคงย้ำเตือนว่า ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการรู้มากที่สุด แต่เกิดจากการทำผิดพลาดให้น้อยที่สุด ⸻ Margin of Safety, ความไม่รู้ และการออกแบบพฤติกรรม แก่นที่ลึกที่สุดของ The Intelligent Investor ⸻ “Margin of Safety is the secret of sound investment.” ประโยคนี้ของ Benjamin Graham ไม่ใช่เพียงเทคนิคการประเมินมูลค่า แต่คือ หลักปรัชญาการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน Graham ไม่เคยเชื่อว่าเราจะประเมินอนาคตได้แม่นยำ เขาเชื่อว่า เราควรออกแบบการตัดสินใจให้ทนต่อความผิดพลาดของเราเอง Margin of Safety จึงไม่ใช่ “ส่วนเผื่อกำไร” แต่คือ ส่วนเผื่อสำหรับความไม่รู้ ความผิดพลาด และเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีการตัดสินใจสมัยใหม่ที่ยอมรับว่า มนุษย์มีข้อมูลไม่สมบูรณ์ มีอคติ และมีข้อจำกัดด้านการคำนวณ ดังนั้น การออกแบบระบบที่ “ไม่พังง่าย” สำคัญกว่าการพยายามทำนายให้แม่น (Knight; Simon; Taleb) ⸻ ราคาหุ้นไม่ได้สะท้อน “ความจริง” แต่สะท้อน “ความคาดหวัง” Graham เตือนนักลงทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ราคาหุ้นคือผลรวมของอารมณ์ ความคาดหวัง และเรื่องเล่าในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ภาพสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงอย่างเป็นกลาง เขาอธิบายตลาดผ่านอุปมา Mr. Market ซึ่งมักถูกเข้าใจว่าเป็นนิทานสอนใจ แต่ในความจริง มันคือแบบจำลองพฤติกรรมตลาดที่แม่นยำอย่างยิ่ง งานวิจัยด้าน behavioral finance แสดงว่า ราคาสินทรัพย์มักเบี่ยงเบนจากมูลค่าพื้นฐาน จากอคติอย่าง overreaction, herding และ narrative bias (Shiller; Barberis; De Bondt & Thaler) Graham จึงไม่ได้สอนให้ “เชื่อ” ตลาด แต่สอนให้ ใช้ตลาดเป็นเครื่องมือ ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าด้วย margin of safety และขายเมื่อความคาดหวังสูงเกินเหตุ ⸻ ทำไม Graham ไม่สนใจการเติบโตที่เล่าได้สวย Graham เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “Obvious prospects for physical growth in a business do not translate into obvious profits for investors.” เขาไม่ได้ปฏิเสธการเติบโต แต่ปฏิเสธการ จ่ายแพง เพื่อการเติบโตที่ยังไม่ได้พิสูจน์ งานวิจัยด้าน valuation ยืนยันว่า หุ้นที่มีความคาดหวังสูงมาก มักให้ผลตอบแทนในอนาคตต่ำ เพราะราคาปัจจุบันได้ “กินอนาคตไปแล้ว” (Lakonishok; Fama & French) นี่คือเหตุผลที่ Graham หลีกเลี่ยงหุ้น IPO และหุ้นที่ถูกโปรโมตหนักในช่วงตลาดกระทิง เพราะมันเต็มไปด้วย hope premium ไม่ใช่ margin of safety ⸻ นักลงทุนเชิงรุกกับดักที่อันตรายที่สุด: ความรู้สึกว่า “เราเข้าใจมากกว่าคนอื่น” Graham เตือนว่า นักลงทุนเชิงรุกมักล้มเหลว ไม่ใช่เพราะขาดความรู้ แต่เพราะ หลงเชื่อว่าความรู้ของตนเพียงพอ งานวิจัยด้าน overconfidence แสดงว่า นักลงทุนที่เชื่อมั่นในความสามารถของตนเองสูง มักซื้อขายบ่อยขึ้น รับความเสี่ยงมากขึ้น และได้ผลตอบแทนต่ำลง (Barber & Odean, 2001) Graham จึงย้ำว่า ถ้าคุณจะเป็นนักลงทุนเชิงรุก คุณต้องมีทั้งเวลา ความรู้ วินัย และความสามารถทางอารมณ์ และแม้มีทั้งหมดนั้น ก็ยัง ไม่มีการรับประกันความสำเร็จ ⸻ หุ้นถูกจริง กับ หุ้นที่ “ดูถูก” เพราะมีปัญหา หนึ่งในจุดที่ Graham ลึกและโหดที่สุด คือการแยก “หุ้นราคาถูก” ออกจาก “หุ้นที่ตลาดรู้แล้วว่ามีปัญหา” เขาเขียนว่า หุ้นที่ขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ไม่ได้แปลว่าคุ้มค่าเสมอไป หากธุรกิจไม่มีความสามารถสร้างกำไรในอนาคต งานวิจัยด้าน distress investing พบว่า หุ้นที่ราคาต่ำมากเพราะปัญหาโครงสร้าง มักไม่ฟื้นกลับมาสร้างผลตอบแทนตามที่นักลงทุนหวัง (Campbell; Shumway) นี่คือเหตุผลที่ Graham เน้น ความแข็งแรงของงบดุล ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย และกำไรที่สม่ำเสมอ มากกว่าการหวัง turnaround แบบเล่าเรื่อง ⸻ วัฏจักรตลาด: บทเรียนที่นักลงทุนไม่เคยเรียนจบ Graham ย้ำว่า ตลาดจะสลับระหว่างความโลภและความกลัวเสมอ สิ่งที่เปลี่ยนมีเพียง “รูปแบบของเรื่องเล่า” ประวัติศาสตร์ตลาดตั้งแต่ปี 1929, 1970s, dot-com, subprime ไปจนถึงยุคเงินเฟ้อหลังโควิด แสดงให้เห็นว่า กลไกอารมณ์ของมนุษย์แทบไม่เคยเปลี่ยน (Kindleberger; Shiller) สิ่งที่ Graham ต้องการให้นักลงทุนเข้าใจ ไม่ใช่ว่าครั้งนี้จะเหมือนหรือไม่เหมือนอดีต แต่คือ อย่าคิดว่าคุณปลอดภัยจากความผิดพลาดของมนุษย์ ⸻ บทสรุประดับลึก The Intelligent Investor ไม่ใช่หนังสือสอนเลือกหุ้น แต่เป็นหนังสือสอน ออกแบบพฤติกรรมในโลกที่ไม่แน่นอน Graham ไม่เคยบอกว่า คุณต้องฉลาดกว่าคนอื่น เขาบอกเพียงว่า อย่าทำสิ่งที่ทำลายตัวเองซ้ำ ๆ และในโลกที่ข้อมูลเร็ว เรื่องเล่าดัง และอารมณ์รุนแรงกว่าทุกยุค คำเตือนนี้ ยิ่งสำคัญกว่าที่เคย ⸻ การลงทุนในฐานะ “ระบบที่ทนต่อความผิดพลาด” เหตุใด Graham จึงเน้นกระบวนการ มากกว่าผลลัพธ์ ⸻ “The essence of investment management is the management of risks, not the management of returns.” ประโยคนี้ของ Benjamin Graham มักถูกอ้างถึง แต่ความหมายที่ลึกกว่านั้นคือ Graham กำลังเปลี่ยนกรอบคิดของนักลงทุนจากการ “ไล่ล่าผลลัพธ์” ไปสู่การ “ออกแบบระบบการตัดสินใจ” ในเชิงทฤษฎีการตัดสินใจ สิ่งที่ Graham ทำคือการยอมรับว่า ผลลัพธ์ในโลกจริงมี noise สูงและไม่เสถียร ดังนั้น การประเมินความสำเร็จจากผลลัพธ์เพียงช่วงสั้น ย่อมนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาด (outcome bias) งานของ Kahneman และ Tversky แสดงชัดว่า มนุษย์มีแนวโน้มตัดสิน “ความถูกต้องของการตัดสินใจ” จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แม้ผลลัพธ์นั้นจะเกิดจากโชคมากกว่าทักษะ (Kahneman & Tversky, 1979) Graham จึงย้ำว่า สิ่งที่นักลงทุนควรควบคุมคือ กระบวนการ ไม่ใช่การพยายามควบคุมผลลัพธ์ที่อยู่นอกอำนาจ ⸻ ทำไม Graham จึงไม่เชื่อ “สูตรลับ” และระบบที่ดูสมบูรณ์แบบ Graham เตือนว่า “There is no safe and easy path to success in investing.” ประโยคนี้คือการปฏิเสธแนวคิดที่ว่ามี “วิธีชนะตลาด” แบบถาวร ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากลยุทธ์ที่ได้ผลดี มักเสื่อมประสิทธิภาพเมื่อถูกใช้อย่างแพร่หลาย (Lo, Adaptive Markets Hypothesis) ในตลาดที่มีข้อมูลแพร่กระจายรวดเร็ว ความได้เปรียบเชิงสูตรมักถูก arbitrage ออกไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เหลืออยู่คือ ความสามารถในการทนต่อช่วงเวลาที่กลยุทธ์ไม่ทำงาน Graham จึงให้ความสำคัญกับ การตั้งสมมติฐานอย่างอนุรักษ์นิยม การเผื่อความผิดพลาด และการยอมรับว่าบางช่วงเวลาจะ “ไม่ชนะใคร” ⸻ การไม่ทำอะไร คือการตัดสินใจที่ยากที่สุด หนึ่งในแนวคิดที่นักลงทุนเข้าใจยากที่สุดจาก Graham คือคุณค่าของ การไม่กระทำ (inaction) เขาเขียนไว้ว่า “Activity is the enemy of the investor.” งานวิจัยด้านพฤติกรรมการลงทุนยืนยันว่า นักลงทุนที่ซื้อขายบ่อยกว่า มักได้ผลตอบแทนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนการซื้อขาย ภาษี และการตัดสินใจภายใต้อารมณ์ (Barber & Odean, 2000) การไม่ทำอะไรในช่วงที่ตลาดผันผวน จึงไม่ใช่ความเกียจคร้าน แต่คือ วินัยเชิงโครงสร้าง ⸻ ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ความผันผวน แต่คือการบังคับขาย Graham แยกความเสี่ยงออกจากความผันผวนอย่างชัดเจน เขาไม่เคยมองว่าราคาที่ขึ้นลงคือภัย ภัยที่แท้จริงคือ การสูญเสียถาวรของเงินต้น งานวิชาการด้านการเงินระยะยาวชี้ว่า นักลงทุนจำนวนมากขาดทุนถาวร ไม่ใช่เพราะราคาลง แต่เพราะถูกบังคับให้ขายในจังหวะที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจาก leverage สภาพคล่อง หรือแรงกดดันทางอารมณ์ (Minsky; Shiller) นี่คือเหตุผลที่ Graham หลีกเลี่ยงหนี้ หลีกเลี่ยง margin และเน้นงบดุลที่แข็งแรง ไม่ใช่เพราะผลตอบแทนจะสูงกว่า แต่เพราะ ระบบจะไม่พังในช่วงวิกฤต ⸻ การยอมรับว่า “เราไม่รู้” คือข้อได้เปรียบเชิงแข่งขัน Graham เขียนไว้ในหลายบริบทว่า นักลงทุนที่ฉลาดไม่ใช่คนที่ทำนายได้แม่น แต่คือคนที่รู้ว่าตนเอง ไม่สามารถทำนายได้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Frank Knight ที่แยกความเสี่ยง (risk) ออกจากความไม่แน่นอน (uncertainty) โดยชี้ว่า ความไม่แน่นอนไม่สามารถคำนวณได้อย่างแท้จริง Graham จึงไม่พยายาม “เอาชนะความไม่แน่นอน” แต่ ออกแบบการลงทุนให้ทนต่อมัน Margin of Safety การกระจายความเสี่ยง การคาดหวังผลตอบแทนที่พอเหมาะ ทั้งหมดคือกลไกเดียวกัน คือการยอมรับความไม่รู้ของมนุษย์ ⸻ ตลาดกระทิง: ช่วงเวลาที่อันตรายกว่าตลาดหมี หนึ่งในคำเตือนที่แรงที่สุดของ Graham คือ นักลงทุนมักล้มเหลวไม่ใช่ในช่วงตลาดตก แต่ในช่วงตลาดขึ้น เขาเขียนว่า “The more successful the market, the greater the temptation to speculate.” งานของ Shiller และ Kindleberger แสดงให้เห็นว่า ฟองสบู่ทุกครั้งในประวัติศาสตร์ เริ่มจากผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ความระมัดระวังลดลงทีละน้อย จนกระทั่งความเสี่ยงถูกมองว่า “หายไป” (Shiller; Kindleberger) Graham จึงย้ำว่า ความสำเร็จระยะสั้น คือศัตรูของวินัยระยะยาว ⸻ บทเรียนสุดท้ายที่ Graham ฝากไว้ หากสรุป The Intelligent Investor ด้วยประโยคเดียว อาจเป็นประโยคนี้ “You don’t need to do extraordinary things to get extraordinary results. You just need to avoid doing stupid things.” นี่ไม่ใช่การลดทอนความสำคัญของความรู้ แต่คือการยกระดับความสำคัญของ การควบคุมตนเอง ⸻ การลงทุนกับความไม่สมมาตรของความเสี่ยง เมื่อความผิดพลาดเล็กน้อยไม่สำคัญ แต่ความผิดพลาดใหญ่ทำลายทุกอย่าง ⸻ “Losses count more than gains.” แม้ Graham จะไม่ได้เขียนประโยคนี้ตรงตัว แต่โครงสร้างความคิดของเขาทั้งหมดตั้งอยู่บนความจริงข้อนี้ ซึ่งต่อมาถูกอธิบายอย่างเป็นระบบในทฤษฎี loss aversion ของ Kahneman และ Tversky ว่ามนุษย์รับรู้ความเจ็บปวดจากการขาดทุนรุนแรงกว่าความสุขจากกำไรในขนาดเดียวกัน (Kahneman & Tversky, 1979) Graham เข้าใจความไม่สมมาตรนี้ในเชิงปฏิบัติ เขาจึงไม่ออกแบบกลยุทธ์ให้ “ชนะบ่อย” แต่ให้ แพ้แล้วไม่ตาย นี่คือเหตุผลที่เขาให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยง การสูญเสียถาวรของเงินต้น มากกว่าการเพิ่มผลตอบแทนเฉลี่ย ⸻ ความเสี่ยงไม่กระจายตัวแบบสวยงาม หนึ่งในความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดของนักลงทุน คือการคิดว่าความเสี่ยงกระจายตัวแบบปกติ (normal distribution) Graham ไม่ใช้ศัพท์สถิติ แต่เขา ออกแบบพฤติกรรม ราวกับรู้ว่า โลกการเงินจริงมี fat tails เหตุการณ์รุนแรงเกิดไม่บ่อย แต่เมื่อเกิด จะสร้างความเสียหายมหาศาล งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเงินสมัยใหม่ยืนยันว่า ผลตอบแทนสินทรัพย์มีการกระจายแบบเบ้ และเหตุการณ์สุดขั้วมีบทบาทสูงกว่าที่แบบจำลองคลาสสิกคาด (Mandelbrot; Taleb) Margin of Safety จึงไม่ใช่เรื่องความรอบคอบเชิงศีลธรรม แต่คือการรับมือกับ tail risk ⸻ ทำไม Graham จึงไม่สนใจ “ค่าเฉลี่ย” นักลงทุนจำนวนมากหลงกับผลตอบแทนเฉลี่ย แต่ Graham มองว่าค่าเฉลี่ยหลอกตา เพราะมันไม่บอกอะไรเกี่ยวกับเส้นทางที่คุณต้องผ่าน เขาเน้นว่า นักลงทุนอาจได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดี แต่ล้มละลายกลางทาง และนั่นคือความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Samuelson และการวิเคราะห์เชิง path dependency ที่ชี้ว่าลำดับของผลลัพธ์สำคัญกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อมี leverage หรือข้อจำกัดสภาพคล่อง (Samuelson; Merton) Graham จึงออกแบบการลงทุน ให้สามารถ “อยู่รอดได้ตลอดเส้นทาง” ไม่ใช่เพียงดูดีในสถิติย้อนหลัง ⸻ ความน่าจะเป็นที่ไม่มีตัวเลข Graham ไม่เคยบอกว่า คุณต้องคำนวณความน่าจะเป็นอย่างแม่นยำ เขารู้ดีว่ามันทำไม่ได้ สิ่งที่เขาทำคือ ใช้ ตัวกรองเชิงคุณภาพ เพื่อตัดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดออกไปก่อน งบดุลที่แข็งแรง หนี้ต่ำ ความสามารถจ่ายดอกเบี้ย กำไรที่สม่ำเสมอ ราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหมดนี้คือ heuristics ที่ออกแบบมาเพื่อลดโอกาสเจอเหตุการณ์หายนะ แม้จะไม่รู้ความน่าจะเป็นที่แท้จริง (Gigerenzer) ⸻ ตลาดไม่ต้องผิด คุณก็แพ้ได้ หนึ่งในประโยคที่สะเทือนที่สุดของ Graham คือแนวคิดที่ว่า ตลาดไม่จำเป็นต้อง “ผิด” เพื่อให้นักลงทุนขาดทุน คุณสามารถซื้อหุ้นดี ในราคาที่แพงเกินไป และขาดทุนได้อย่างถูกต้องตามกลไกตลาด งานวิจัยด้าน valuation แสดงว่า การจ่ายแพงเกินไป เป็นตัวอธิบายผลตอบแทนต่ำในระยะยาวได้ดีกว่าคุณภาพธุรกิจ (Lakonishok; Fama & French) Graham จึงแยกชัดระหว่าง ธุรกิจที่ดี กับ การลงทุนที่ดี ⸻ การไม่รู้อนาคต ไม่ได้ทำให้คุณด้อยเปรียบ Graham ปฏิเสธความคิดที่ว่า นักลงทุนต้องมีมุมมองอนาคตที่เหนือกว่าคนอื่น เขาเชื่อว่า ความได้เปรียบที่แท้จริง คือการไม่ต้องพึ่งพาการคาดการณ์ แนวคิดนี้ถูกขยายต่อโดย Warren Buffett ซึ่งกล่าวในหลายโอกาสว่า เขาไม่ได้พยายามทำนายเศรษฐกิจหรือดอกเบี้ย แต่พยายามซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่ไม่ทำให้เขาเจ็บหนักหากผิด นี่คือการเปลี่ยนเกมจาก “ใครเดาถูกกว่า” เป็น “ใครพังยากกว่า” ⸻ ตลาดสมัยใหม่: เสียงดังขึ้น แต่ไม่ฉลาดขึ้น แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป ความเร็วของข้อมูลจะสูงขึ้น และเครื่องมือจะซับซ้อนขึ้น งานวิจัยด้าน behavioral economics ชี้ว่า อคติพื้นฐานของมนุษย์แทบไม่เปลี่ยน เพียงแต่แสดงออกเร็วและรุนแรงขึ้น เมื่อมีโซเชียลมีเดียและการซื้อขายต้นทุนต่ำ (Shiller) สิ่งนี้ทำให้กรอบของ Graham ยิ่งสำคัญขึ้น ไม่ใช่น้อยลง ⸻ บทสรุประดับลึกที่สุด The Intelligent Investor ไม่ใช่ตำราการเงิน แต่คือ คู่มือการอยู่รอดของมนุษย์ ในระบบที่ซับซ้อนและไม่เป็นธรรม Graham ไม่สัญญาว่าคุณจะชนะ เขาสัญญาเพียงว่า ถ้าคุณยอมรับความไม่รู้ ออกแบบการตัดสินใจให้ทนต่อความผิดพลาด และไม่หลงตามเสียงเชียร์ คุณจะยังอยู่ในเกม ในวันที่คนอื่นหลุดออกไป และในโลกการลงทุน การ “ยังอยู่” มักมีค่ามากกว่าการ “ดูเก่ง” เสมอ #Siamstr #nostr #benjamingraham #investment
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image ปัจจุบันขณะในฐานะสถานะการคำนวณของสมอง การวิเคราะห์เชิงประสาทวิทยาและชีววิทยาต่อแนวคิดของ Joe Dispenza ⸻ 1. “ปัจจุบันขณะ” ไม่ใช่มิติพิเศษของเวลา แต่คือโหมดการทำงานของสมอง ในวิทยาศาสตร์สมองสมัยใหม่ ปัจจุบันขณะ (present moment) ไม่ใช่จุดเวลาที่มีคุณสมบัติพิเศษทางฟิสิกส์ แต่คือ สถานะการประมวลผล (computational state) ของระบบประสาท ภายใต้กรอบ predictive processing / Bayesian brain สมองทำงานโดย: • สร้างแบบจำลองโลก (internal generative model) • คาดการณ์สัญญาณประสาทล่วงหน้า • ปรับแบบจำลองเมื่อเกิด prediction error (Friston, 2010; Clark, 2013) สิ่งที่เรียกว่า “อยู่กับปัจจุบัน” จึงหมายถึงช่วงที่: สัญญาณจากประสาทสัมผัส (bottom-up input) มีน้ำหนักมากกว่าการคาดการณ์จากอดีต (top-down prior) ⸻ 2. การมีชีวิตอยู่ใน “โปรแกรมเดิม” = สมองที่ให้น้ำหนักกับอดีตมากเกินไป แนวคิด Living in the program ของ Dispenza สอดคล้องโดยตรงกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า: • Over-weighted priors • Model rigidity • Habitual prediction loops เมื่อความคิดและอารมณ์ถูกทำซ้ำ: • synaptic strength เพิ่ม (long-term potentiation) • วงจร basal ganglia–limbic system ครอบงำ • prefrontal cortex มีบทบาทลดลง (Graybiel, 2008; Dolan & Dayan, 2013) ผลลัพธ์คือ: สมอง “ทำนายอนาคตจากอดีต” โดยไม่เปิดรับข้อมูลใหม่จริง ๆ นี่คือภาวะที่มนุษย์รู้สึกว่า “ชีวิตไม่เปลี่ยน ทั้งที่สถานการณ์เปลี่ยน” ⸻ 3. Attention คือกลไกหลัก ไม่ใช่ “พลังลึกลับ” คำกล่าวของ Dispenza ว่า Where you place your attention is where you place your energy เมื่อแปลเป็นภาษาวิชาการ หมายถึง: • attention = การจัดสรรทรัพยากรการประมวลผล • neural firing ↑ ในบริเวณที่ถูกใส่ใจ • plasticity ↑ ในวงจรนั้น (Posner & Petersen, 1990; Desimone & Duncan, 1995) การใส่ใจซ้ำ ๆ: • เปลี่ยนโครงสร้างการเชื่อมต่อของสมอง • ทำให้วงจรนั้น “กลายเป็นค่าเริ่มต้น (default)” ดังนั้น “พลังงาน” ในที่นี้ ไม่ใช่พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า แต่คือ metabolic + computational resource ⸻ 4. อารมณ์ = สภาวะชีวเคมี ไม่ใช่คลื่นพลังงาน ในหนังสือ อารมณ์ถูกอธิบายว่าเป็น: energy in motion ในเชิงวิทยาศาสตร์ อารมณ์คือ: • รูปแบบการทำงานร่วมกันของ • neurotransmitters • neuropeptides • autonomic nervous system • endocrine system (Damasio, 1999; LeDoux, 2012) ตัวอย่าง: • ความเครียดเรื้อรัง → cortisol สูง → immune suppression • ความสงบ/ปลอดภัย → vagal tone สูง → inflammation ลด (Porges, 2011; McEwen, 2007) คำว่า “ความถี่สูง–ต่ำ” จึงเป็น ภาษาคำอธิบาย (metaphor) ไม่ใช่คำอธิบายเชิงฟิสิกส์ ⸻ 5. Mental Rehearsal: ส่วนที่มีหลักฐานแข็งแรงที่สุด แนวคิดเรื่อง mental rehearsal / imagery เป็นส่วนที่มีหลักฐานทางประสาทวิทยาชัดเจนที่สุดในงานของ Dispenza งานวิจัยแสดงว่า: • การจินตนาการการเคลื่อนไหว → motor cortex ทำงาน • synaptic change เกิดได้โดยไม่ต้องเคลื่อนไหวจริง • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มจาก imagery ล้วน (Pascual-Leone et al., 1995; Yue & Cole, 1992) กลไกคือ: สมองไม่แยก “ประสบการณ์จริง” ออกจาก “ประสบการณ์ที่ถูกจำลองอย่างมี attention + intention” ⸻ 6. จากสมองสู่ยีน: อีพิเจเนติกส์ในขอบเขตที่พิสูจน์ได้ สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยืนยัน: • stress → เปลี่ยน gene expression • cortisol มีผลต่อ immune-related genes • social environment → epigenetic modification (Cole, 2014; Meaney & Szyf, 2005) สิ่งที่ ยังไม่มีหลักฐานตรง: • การ “เปิด–ปิดยีนเฉพาะจุด” ด้วยความคิดล้วน • การรักษาโรคเฉพาะโดยอารมณ์อย่างเดียว ข้อสรุปที่ถูกต้องคือ: อารมณ์เป็น ตัวปรับ สภาพชีววิทยา ไม่ใช่ ตัวกำหนด โดยตรง ⸻ 7. IgA และ Cortisol: การเปลี่ยนแปลงจริง แต่ต้องตีความอย่างระวัง การเพิ่ม IgA และลด cortisol สอดคล้องกับสาขา psychoneuroimmunology หลักฐานสนับสนุน: • stress ลด IgA • relaxation เพิ่ม immune markers (Kiecolt-Glaser et al., 2002) แต่: • เป็นผลระยะสั้น • ไม่ใช่หลักฐานการรักษาโรคเรื้อรัง • ต้องการ RCT ขนาดใหญ่ ⸻ 8. สรุปเชิงวิชาการ สิ่งที่ “สอดคล้องวิทยาศาสตร์” • predictive processing • neuroplasticity • mental rehearsal • stress–immune interaction สิ่งที่เป็น “การเล่าเชิงขยาย” • frequency / field ของอารมณ์ • การดึงพลังงานจากอนาคต สิ่งที่ “ยังไม่มีหลักฐาน” • quantum explanation แบบ literal • genetic change แบบจำเพาะจากความคิดล้วน ⸻ บทสรุปสุดท้าย งานของ Joe Dispenza ไม่ใช่วิทยาศาสตร์กระแสหลัก แต่ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันทั้งหมด มันคือ: การอธิบายกลไกสมองและชีววิทยาจริง ด้วยภาษาประสบการณ์ส่วนบุคคล คุณค่าที่แท้จริงของแนวคิดนี้คือ: ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราใส่ใจซ้ำ ๆ กำลังเขียนโครงสร้างสมองและร่างกายเราอยู่จริง ⸻ กลไกระดับลึก: จาก Attention → Prediction → Biology การสังเคราะห์เชิงกลไกของสมอง อารมณ์ และการเปลี่ยนสภาพร่างกาย ⸻ 9. สมองไม่ “รับรู้ปัจจุบัน” แต่กำลัง คำนวณ ปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ในกรอบ predictive processing สมองไม่เคยอยู่ “ในปัจจุบัน” แบบหยุดนิ่ง แต่กำลัง ประมาณค่า (inference) สาเหตุของสัญญาณประสาทอย่างต่อเนื่อง แก่นสำคัญคือ: สมองพยายามลดความคลาดเคลื่อน ระหว่างสิ่งที่คาดการณ์ กับสิ่งที่รับรู้จริง โมเดลนี้ถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบโดย Karl Friston และได้รับการขยายเชิงปรัชญาโดย Andy Clark (Friston, 2010; Clark, 2016) ⸻ 10. ปัจจุบันขณะ = ภาวะที่ “prior อ่อนแรงลง” ในเชิงเทคนิค สิ่งที่เรียกว่า present-moment awareness คือสภาวะที่: • ความเชื่อจากอดีต (priors) ถูกลด precision • สัญญาณจากประสาทสัมผัส (likelihood) ถูกให้น้ำหนักมากขึ้น กล่าวอีกแบบ: สมอง “ยอมให้ข้อมูลใหม่เข้ามาแก้แบบจำลอง” นี่ไม่ใช่เรื่องจิตใจลอย ๆ แต่คือ การปรับน้ำหนักการคำนวณ (precision weighting) ในเครือข่ายประสาท หลักฐานจาก fMRI แสดงว่า: • default mode network ลด activity • salience network และ insula เพิ่มบทบาท • การเชื่อม PFC–limbic ดีขึ้น (Hölzel et al., 2011; Farb et al., 2007) ⸻ 11. เหตุใด “อดีต” จึงครอบงำชีววิทยาได้จริง เมื่อสมองใช้แบบจำลองเดิมซ้ำ ๆ: 1. การยิงสัญญาณประสาทซ้ำ → LTP 2. วงจร basal ganglia รับช่วง → พฤติกรรมอัตโนมัติ 3. ระบบ limbic สร้างลายเซ็นอารมณ์เดิม 4. ระบบฮอร์โมนปรับตัวให้ “คุ้นกับสภาพนั้น” ผลคือ: ร่างกาย “เชื่อ” ว่านี่คือสภาพแวดล้อมปกติ (McEwen, 2007; Sterling, 2012) นี่คือเหตุผลที่: • เปลี่ยนสถานการณ์ภายนอกแล้ว • ร่างกายยังตอบสนองแบบเดิม ⸻ 12. อารมณ์ในฐานะตัว ล็อก แบบจำลอง อารมณ์ไม่ได้เป็นแค่ผลลัพธ์ของความคิด แต่ทำหน้าที่เป็น ตัวล็อก (stabilizer) ของแบบจำลองสมอง เพราะ: • อารมณ์ = สภาวะ neurochemical ทั้งระบบ • ส่งผลต่อ: • immune function • metabolism • gene transcription environment (Damasio, 1999; Panksepp, 2005) ดังนั้นเมื่ออารมณ์เดิมถูกกระตุ้นซ้ำ: แบบจำลองเดิมจะ “เสถียร” แม้ข้อมูลใหม่จะเข้ามา นี่เรียกว่า affective inertia ⸻ 13. Mental Rehearsal ทำงานเพราะมัน “หลอก” กลไกเดียวกับประสบการณ์จริง เหตุผลที่ mental rehearsal มีพลังจริง ไม่ใช่เพราะจินตนาการมีพลังพิเศษ แต่เพราะ: • สมองใช้วงจรเดียวกัน ระหว่าง “ทำจริง” กับ “จำลองอย่างมีสมาธิ” หลักฐาน: • motor imagery → motor cortex firing • autonomic response เปลี่ยน • endocrine signal เปลี่ยนตามบริบทที่จำลอง (Pascual-Leone et al., 1995; Jeannerod, 2001) เงื่อนไขสำคัญมี 3 อย่าง: 1. attention สูง 2. intention ชัด 3. repetition ต่อเนื่อง ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง → plasticity ต่ำมาก ⸻ 14. จากสมองสู่ร่างกาย: เส้นทางชีววิทยาที่ “ตรวจสอบได้” เส้นทางที่มีหลักฐานชัดคือ: Neural activity → Hypothalamus / Autonomic output → Hormonal & immune signaling → Gene expression modulation ไม่ใช่: ความคิด → ยีน โดยตรง แต่เป็น: ความคิด → ระบบประสาท → สภาพเคมีภายใน → เงื่อนไขการแสดงออกของยีน (Cole, 2014) นี่คือหัวใจของ psychoneuroendocrinoimmunology ⸻ 15. ขอบเขตที่แนวคิดยอดนิยมมัก “ข้ามเส้น” สิ่งที่วิทยาศาสตร์ ยังไม่รองรับ: • การอ้าง field หรือ frequency เชิงฟิสิกส์ของอารมณ์ • การอธิบายแบบควอนตัมโดยไม่มีสมการหรือการทดสอบ • การรักษาโรคเฉพาะโดยอารมณ์ล้วน สิ่งที่วิทยาศาสตร์ รองรับในระดับหนึ่ง: • emotional state เปลี่ยน physiological baseline • baseline ใหม่ → เปลี่ยนความเสี่ยงโรคระยะยาว ⸻ 16. สรุประดับลึก (Mechanistic Summary) ❝ สิ่งที่คุณใส่ใจซ้ำ ๆ ไม่ได้เปลี่ยนโลกโดยตรง แต่เปลี่ยน แบบจำลองโลกในสมอง และแบบจำลองนั้น กำลังสั่งการชีววิทยาของคุณอยู่จริง ❞ นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือ: • computational neuroscience • systems biology • adaptive physiology #Siamstr #nostr #quantumphysics #healthcare #psychology
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image ⏳ “สิ่งทั้งปวงเสื่อมไปเป็นธรรมดา” อัปปมาทธรรม : วินัยแห่งความไม่ประมาทในกาลและชีวิต (วิเคราะห์เชิงลึกจากพุทธวจน) ⸻ บทนำ: คำสอนที่ไม่ปลอบใจ แต่ปลุกให้ตื่น ถ้อยคำในภาพไม่ใช่คำปลอบใจ ไม่ได้ให้ความหวังแบบโลกีย์ แต่เป็น คำเตือนตรงจากพระพุทธองค์ ที่ชี้ความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของสังขาร “อานนท์ ! นั่นต้องเป็นอย่างนั้น คือ ความชรา มีซ่อนอยู่ในความหนุ่มสาว ความเจ็บไข้ มีซ่อนอยู่ในความไม่มีโรค ความตาย มีซ่อนอยู่ในชีวิต” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๓) นี่คือการประกาศ กฎของสังขาร ไม่ใช่ในเชิงทฤษฎี แต่ในเชิงภาวนาและการดำเนินชีวิต ⸻ 1. “ซ่อนอยู่” : โครงสร้างของความไม่เที่ยง (อนิจจตา) คำว่า “ซ่อนอยู่” (ปฏิรูปศัพท์ในพุทธวจน) มีนัยลึกมาก เพราะพระพุทธองค์ ไม่ได้ตรัสว่า “จะเกิด” แต่ตรัสว่า “มีอยู่แล้ว” • ความแก่ ไม่ได้มาทีหลัง ความหนุ่ม • ความเจ็บ ไม่ได้มาทีหลัง สุขภาพ • ความตาย ไม่ได้มาทีหลัง ชีวิต แต่ทั้งหมด ดำรงอยู่พร้อมกันในเชิงโครงสร้างของสังขาร ตรงนี้สอดคล้องกับหลัก “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง” (สํ.สข. ๑๗/๙๓/๑๔๔) กล่าวคือ สิ่งที่เรารับรู้ว่า “มั่นคง” เป็นเพียง ภาพลวงของช่วงเวลา ไม่ใช่สภาวะจริง ⸻ 2. “สิ่งทั้งหลายเสื่อมไปเป็นธรรมดา” : กฎ ไม่ใช่โศกนาฏกรรม “สิ่งขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๔) พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสว่า “เสื่อมแล้วน่าเศร้า” แต่ตรัสว่า “เป็นธรรมดา” นี่คือการ ปลดอารมณ์ ออกจากความจริง ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากความเสื่อม แต่เกิดจาก การคาดหวังว่าสิ่งไม่เที่ยงจะเที่ยง “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี” (สํ.นิ. ๑๖/๑/๑) ⸻ 3. จากความจริง → วินัย : อัปปมาทธรรม เมื่อความเสื่อมเป็นกฎ คำถามไม่ใช่ “จะหนีได้อย่างไร” แต่คือ “จะอยู่กับมันอย่างไรโดยไม่หลง” พระพุทธองค์จึงสรุปคำสอนทั้งหมดไว้ที่คำเดียวคือ อัปปมาทะ — ความไม่ประมาท “อัปปมาโท อมตํ ปทํ ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย” (ธมฺมปท ๒๑) ความไม่ประมาท ไม่ได้หมายถึงความระแวง แต่หมายถึง การมีสติรู้เท่าทันกาลและเหตุปัจจัย ⸻ 4. สติ = การตั้งอยู่ในเวลาอย่างถูกต้อง “พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ ตั้งอยู่ด้วยดี” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๔) ในพุทธธรรม สติ ไม่ใช่การจดจ่อ แต่คือ การไม่เผลอไหลไปกับอดีตและอนาคต สติทำให้เรา: • ไม่หลงสุข • ไม่กลัวทุกข์ • ไม่ประมาทชีวิต และนี่คือรากฐานของปัญญา “สติเป็นเหตุให้ปัญญาเจริญ” (สํ.สติ. ๑๙/๖๓/๖๗) ⸻ 5. “จักละชาติสงสารได้” : ความไม่ประมาทไม่ใช่ศีลธรรม แต่คือทางหลุดพ้น ประโยคสุดท้ายในภาพคือแก่นสูงสุด: “ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๔) นี่คือการชี้ตรงว่า ความไม่ประมาท = เครื่องตัดสังสารวัฏ ไม่ใช่ด้วยการหนีโลก แต่ด้วยการ เห็นโลกตามจริง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” — เห็นตามที่มันเป็น (สํ.ขันธ. ๑๗/๕๖/๙๐) ⸻ บทสรุป: ธรรมที่ไม่ปลอบ แต่ปลดปล่อย พุทธวจนชุดนี้ไม่ได้บอกให้เรากลัวแก่ เจ็บ ตาย แต่บอกให้ เลิกหลงว่ามันไม่อยู่ เมื่อเห็นว่า: • ความเสื่อมเป็นธรรมดา • เวลาไม่ใช่ของเรา • ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมได้ เราจะเริ่มใช้ชีวิตอย่าง มีสติ มีวินัย และไม่ประมาท และนั่นเอง คือจุดเริ่มต้นของการออกจากทุกข์ ไม่ใช่ในอนาคต แต่ ในปัจจุบันขณะ ⸻ 6. อัปปมาทะ ≠ ความขยัน แต่คือ “การไม่หลงกาล” คนจำนวนมากเข้าใจ อัปปมาทะ ว่าเป็น ขยัน ระวังตัว มีวินัยในชีวิต แต่ในพุทธวจน ความหมายลึกกว่านั้นมาก “อัปปมาทะ คือ ความไม่หลงในสิ่งที่ควรหลง” (อรรถกถาอ้างอิงจาก ธมฺมปท) สิ่งที่ “ควรหลง” ตามสภาพโลกคือ • วัย • สุขภาพ • ชีวิต • เวลา อัปปมาทะจึงไม่ใช่การ เพิ่มการกระทำ แต่คือการ ถอนความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเวลา “ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่เผลอในอายุ” (องฺ.เอก. ๒๐/๔๖/๕๑) ⸻ 7. เวลาในพุทธธรรม: ไม่ใช่เส้นตรง แต่คือ “การเกิด–ดับ” ในคำสอนนี้ พระพุทธองค์ไม่ได้พูดถึงเวลาแบบนาฬิกา แต่พูดถึงเวลาในฐานะ สภาวะของสังขาร “สังขารทั้งหลาย เกิดขึ้นแล้วดับไป” (สํ.สข. ๑๗/๙๓/๑๔๔) สิ่งนี้หมายความว่า • ไม่มี “เวลาที่เรามี” • มีแต่ กระบวนการที่กำลังแปรสภาพ การประมาท คือการคิดว่า “ยังมีเวลา” การไม่ประมาท คือการเห็นว่า “สิ่งนี้กำลังดับอยู่เดี๋ยวนี้” ⸻ 8. “ชรา–เจ็บ–ตาย” ไม่ใช่เหตุการณ์ แต่คือสถานะซ้อน (Embedded States) ประโยคสำคัญที่สุดในพุทธวจนชุดนี้คือคำว่า “มีซ่อนอยู่” นี่คือการมองสังขารแบบ ซ้อนทับ (co-existing) • ในความหนุ่ม → มีความแก่ กำลังทำงาน • ในความไม่มีโรค → มีความเจ็บ กำลังสะสม • ในชีวิต → ความตาย ไม่ได้รอ แต่กำลังดำรงอยู่ “สิ่งใดมีความเกิด สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” (สํ.มหา. ๑๙/๑๘๖/๒๖๓) การเห็นเช่นนี้ทำให้ • ไม่หลงสุข • ไม่ตื่นทุกข์ • ไม่ยึดสถานะใดเป็น “ของเรา” ⸻ 9. สติในที่นี้ = การอยู่เหนือการไหลของสังขาร “มีสติ ตั้งอยู่ด้วยดี” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๔) คำว่า ตั้งอยู่ (upaṭṭhita) ในพุทธวจน ไม่ใช่การ “นิ่ง” แต่คือ ไม่ถูกพัดไป ผู้มีสติ: • เห็นสุข แต่ไม่ไหล • เห็นทุกข์ แต่ไม่จม • เห็นการเปลี่ยน แต่ไม่หลง “สติเป็นเครื่องกันกระแส” (สํ.สติ. ๑๙/๖๓/๖๗) นี่คือเหตุผลที่สติเป็นรากของปัญญา ไม่ใช่เพราะจำได้ แต่เพราะ ไม่หลงกาล ⸻ 10. ทำไม “อัปปมาทะ” จึงตัดชาติสงสารได้ “ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๔) คำถามสำคัญคือ ทำไมแค่ “ไม่ประมาท” ถึงพาออกจากวัฏฏะได้? คำตอบอยู่ที่ปฏิจจสมุปบาท อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → … → ชาติ → ชรา–มรณะ (สํ.นิ. ๑๖/๑/๑) ความประมาท = รูปแบบหนึ่งของอวิชชา คือการหลงคิดว่าสิ่งที่กำลังดับ “ยังไม่ดับ” เมื่ออัปปมาทะเกิด อวิชชาในรูปแบบ “หลงกาล” ดับลง กระแสสังสารจึงถูกตัดที่ราก ⸻ 11. ธรรมนี้ไม่ได้สอนให้สิ้นหวัง แต่สอนให้ “สิ้นหลง” พุทธวจนนี้ไม่ทำให้ชีวิตหม่น แต่ทำให้ชีวิต เบา • ไม่ต้องรีบเป็น • ไม่ต้องยื้ออยู่ • ไม่ต้องกลัวจาก เพราะรู้ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดตั้งแต่ต้น “สิ่งใดไม่ควรยึด สิ่งนั้นเป็นสุข” (สํ.สฬา. ๑๘/๕๙/๘๒) ⸻ บทสรุปสุดท้าย พุทธวจนชุดนี้ไม่ใช่คำสอนเรื่องความตาย แต่คือคำสอนเรื่อง การมีชีวิตอย่างไม่หลงเวลา ผู้ไม่ประมาท: • ไม่ต้องรอแก่ถึงเข้าใจ • ไม่ต้องป่วยถึงตื่น • ไม่ต้องตายถึงปล่อย เพราะเขาเห็นตั้งแต่ยังมีชีวิตว่า “สิ่งทั้งปวงเสื่อมไปเป็นธรรมดา” และเมื่อเห็นเช่นนี้อย่างแจ่มแจ้ง ความหลุดพ้น ไม่ใช่เรื่องของวันหนึ่งในอนาคต แต่เริ่มต้น ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ⸻ 12. ผู้ประมาทคือใคร? ไม่ใช่คนเลว แต่คือผู้ “อยู่ผิดชั้นของกาล” ในพุทธวจน พระพุทธองค์ไม่เคยนิยาม “ผู้ประมาท” ว่าเป็นคนผิดศีล แต่ทรงนิยามโดยนัยว่าเป็นผู้ “หลงอยู่ในสิ่งที่กำลังเสื่อม” (อนุโลมจาก สํ.สข.) ผู้ประมาทคือผู้ที่: • ใช้ชีวิตเหมือนสิ่งต่าง ๆ จะ “ยังอยู่” • วางใจเหมือนกาลเป็นของตน • คิดแบบเลื่อนการตื่นออกไป “ผู้ประมาทย่อมเสมือนคนตายแล้ว” (ธมฺมปท ๒๑) คำว่า “เหมือนตายแล้ว” ไม่ใช่คำด่า แต่หมายถึง การไม่รับรู้การเกิด–ดับที่กำลังเป็นอยู่ ⸻ 13. ความตายตามพุทธวจน: ไม่ใช่เหตุการณ์ปลายทาง แต่คือ “สภาวะที่เกิดทุกขณะ” เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่า “ความตาย มีซ่อนอยู่ในชีวิต” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๓) นี่ไม่ใช่การเตือนเรื่องอนาคต แต่คือการชี้ สภาพปัจจุบัน ในอภิธรรม: • ขันธ์เกิด–ดับทุกขณะ • วิญญาณไม่ต่อเนื่องเป็นก้อน • สิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต” คือกระแสแตกดับ “สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ” (สํ.มหา. ๑๙/๑๘๖/๒๖๓) ดังนั้น ผู้ไม่ประมาท = ผู้เห็นความตายแบบไม่ต้องรอศพ ⸻ 14. อัปปมาทะคือการ “ยืนอยู่เหนือสังขาร” คำว่า ตั้งอยู่ด้วยดี ในพุทธวจน “มีสติ ตั้งอยู่ด้วยดี” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๔) ไม่ได้หมายถึงการควบคุมสังขาร แต่หมายถึง ไม่ถูกสังขารกลืน ผู้ตั้งอยู่: • ไม่กลายเป็นสุข • ไม่กลายเป็นทุกข์ • ไม่กลายเป็นผู้เกิด–ผู้ตาย “ผู้เห็นความเกิดและความดับ ย่อมไม่ถูกโลกครอบงำ” (สํ.โลก. ๑๕/๔๓/๕๘) นี่คือสภาวะของ อุเบกขาที่มีปัญญา ไม่ใช่เฉยเพราะหนี แต่เฉยเพราะเห็น ⸻ 15. จุดตัดของสังสารวัฏอยู่ “ก่อนชาติ” ไม่ใช่หลังตาย พุทธวจนกล่าวชัดว่า “จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๔) คำว่า ละชาติ ไม่ได้หมายถึงรอให้ชาตินี้จบ แต่หมายถึง ไม่ให้ “ชาติ” เกิดขึ้นในขณะปัจจุบัน ในปฏิจจสมุปบาท: • ชาติ = การเข้าไปเป็น • การยึดขันธ์ว่า “เรา” “เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ชาติจึงมี” (สํ.นิ. ๑๖/๑/๑) เมื่อมีสติไม่ประมาท อุปาทานไม่ทำงาน ชาติไม่เกิด สังสารจึงถูกตัด ตรงนี้ ⸻ 16. ความไม่ประมาท = การอยู่โดยไม่มี “ผู้ใช้เวลา” แก่นที่สุดของพุทธวจนชุดนี้คือการถอนความเชื่อว่า “มีผู้หนึ่งกำลังใช้ชีวิตอยู่ในเวลา” แต่ตามความจริง: • ไม่มีผู้ใช้ • มีแต่สังขารที่เกิด–ดับ • เวลาไม่ถูกใช้ แต่สังขารถูกเข้าใจผิด “ในสิ่งที่เห็น เป็นเพียงสิ่งที่เห็น” (อุทาน ๑/๑๐/๕) เมื่อเห็นเช่นนี้: • ไม่มีใครแก่ • ไม่มีใครตาย • มีแต่ธรรมชาติแปรสภาพ ⸻ 17. นี่คือเหตุที่พระพุทธองค์ตรัสคำสอนนี้ “ก่อนปรินิพพาน” คำสอนเรื่อง อัปปมาทะ เป็นปัจฉิมโอวาท “สังขารทั้งหลายเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” (ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๔) ไม่ใช่เพราะใกล้ตาย แต่เพราะ นี่คือธรรมที่ไม่ต้องรอความตาย ถ้าเข้าใจผิดเรื่องเวลา จะปฏิบัติธรรมทั้งชีวิตก็ยังวน แต่ถ้าเห็นความไม่ประมาทจริง แม้ขณะเดียว ก็สามารถตัดวัฏฏะได้ ⸻ บทสรุปสุดแก่น พุทธวจนนี้ไม่ได้สอนให้ • กลัวความเสื่อม • หนีความตาย • รีบเร่งชีวิต แต่สอนให้ เลิกหลงว่าเรากำลังอยู่ในเวลาที่เป็นของเรา เมื่อความหลงนั้นดับ ความทุกข์ไม่มีที่ตั้ง เพราะไม่มี “ใคร” ให้ทุกข์ตกใส่ “เมื่อไม่มีผู้ยึด ทุกข์ย่อมไม่มี” (สํ.ขันธ. ๑๗/๖๕/๑๐๕) นี่คืออัปปมาทธรรม ไม่ใช่ศีลธรรมของคนดี แต่คือ ปัญญาของผู้ตื่น #Siamstr #nostr #ธรรมะ #พุทธวจน
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image 🪷⚛️ The Combination Problem ปัญหาการรวมตัวของจิตสำนึกในกรอบควอนตัม–OPT และพุทธธรรม ⸻ บทนำ: จาก Combination Problem สู่คำถามพุทธปรัชญา ในปรัชญาจิตสำนึกสมัยใหม่ Combination Problem เกิดจากคำถามว่า ถ้าจิตสำนึกเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของทุกสิ่ง แล้วจิตสำนึกระดับ “ตัวตน” เกิดขึ้นได้อย่างไร ปัญหานี้ดูเหมือนใหม่ แต่ในทางพุทธธรรม คำถามลักษณะเดียวกันถูกตั้งมานานแล้วในรูปของ “วิญญาณเกิดได้อย่างไร และอาศัยอะไรตั้งอยู่?” (สํยุตตนิกาย นิทานวรรค) ความต่างคือ • ปรัชญาตะวันตกพยายาม รวม จิต • พุทธธรรมถามว่า อะไรทำให้จิตเกิด และดับ ซึ่งจะเห็นว่า ทิศทางตรงกันข้ามอย่างมีนัยสำคัญ ⸻ 1. Ontic State กับ “จิต” ในความหมายพุทธ กรอบควอนตัม–OPT เสนอว่า จิตสำนึก = สถานะควอนตัมบริสุทธิ์ (pure ontic state) (D’Ariano & Faggin, 2022) เขียนในภาษา quantum information: ρ = |ψ⟩⟨ψ| # pure ontic state เมื่อสถานะกลายเป็น mixed: ρ = Σ_i p_i |ψ_i⟩⟨ψ_i| ➡️ ไม่เป็นจิต ในพุทธธรรม โครงสร้างเดียวกันปรากฏในหลักว่า “จิตเกิดขึ้นเป็นขณะ ๆ และต้องมีอารมณ์เดียวในขณะนั้น” (อภิธรรม) กล่าวอย่างแม่นยำ: • จิตหนึ่งขณะ = หนึ่งอารมณ์ • หนึ่งอารมณ์ = หนึ่งวิญญาณ • วิญญาณอยู่ได้ทีละหนึ่งขันธ์ นี่สอดคล้องโดยตรงกับ purity constraint เพราะ mixed state เทียบได้กับ “หลายอารมณ์พร้อมกัน” ซึ่ง พุทธธรรมปฏิเสธโดยโครงสร้าง ⸻ 2. วิญญาณฐิติ ๔ = เงื่อนไขของ Ontic Stability พุทธพจน์กล่าวถึง วิญญาณฐิติ ๔ ว่าเป็น “ที่ตั้งของวิญญาณ” ได้แก่ 1. รูป 2. เวทนา 3. สัญญา 4. สังขาร (ทีฆนิกาย มหานิทานสูตร) ถ้าเทียบเชิงโครงสร้างกับ OPT: • วิญญาณ = ontic state • ฐิติ = เงื่อนไขการคงอยู่ของ purity • ขันธ์ = degrees of freedom ของระบบ เมื่อเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งแตก: ρ_pure → ρ_mixed ➡️ วิญญาณ ดับ ไม่ใช่ “ย้าย” และไม่ใช่ “รวม” นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “วิญญาณไม่มีที่ตั้งถาวร” ⸻ 3. เจตนาคือกรรม = Ontic Transformation หัวใจที่ลึกที่สุดของการเชื่อมสองกรอบคือประโยคนี้: เจตนาหํ ภิกขเว กมฺมํ วทามิ เรากล่าวว่าเจตนานั่นแหละคือกรรม (องฺคุตตรนิกาย) ในกรอบควอนตัม–OPT: • เจตนา = การเลือกผลลัพธ์คลาสสิกจาก quantum potentiality • กรรม = ontic transformation ที่มีผลสืบเนื่อง เชิงโครงสร้าง: |ψ⟩ # quantum ontic state (potential) → intentional selection → classical outcome ซึ่งตรงกับที่ทฤษฎีนี้เรียกว่า free will = quantum-to-classical conversion (D’Ariano & Faggin, 2022) ผลสำคัญ: • เจตนา ไม่ใช่ความคิดลอย ๆ • แต่คือการ “บังคับทิศทางการเกิดของโลกคลาสสิก” นี่คือเหตุผลที่กรรม ให้ผล ไม่ใช่เพราะศีลธรรม แต่เพราะโครงสร้างของความเป็นจริง ⸻ 4. จิตเกิด–ดับ ≠ จิตรวม–แยก Combination Problem ถามว่า จิตหลายดวงรวมเป็นจิตเดียวได้หรือไม่ แต่ทั้งควอนตัม–OPT และพุทธธรรมตอบว่า จิตไม่เคยถูกรวม จิต “เกิดใหม่” เมื่อโครงสร้างเปลี่ยน ในเชิงควอนตัม: 𝒯_AB ≠ 𝒯_A ⊗ 𝒯_B เมื่อมี non-factorizable ontic transformation • ระบบใหม่เกิด • subsystem เดิม ไม่เหลือสถานะจิต ในพุทธธรรม: • เมื่ออาศัยผัสสะ + เจตนา • จิตดวงใหม่เกิด • จิตเก่าดับ ไม่มี “จิตสองดวงในขณะเดียวกัน” ⸻ 5. วิญญาณอยู่ได้ทีละหนึ่งขันธ์ = Subsystem Non-Consciousness Principle ในทฤษฎีควอนตัม: ρ_AB = |Ψ_AB⟩⟨Ψ_AB| # pure ρ_A = Tr_B(ρ_AB) # mixed mixed → not conscious ในพุทธอภิธรรม: • วิญญาณหนึ่งดวง • รู้อารมณ์หนึ่งเดียว • ผ่านทวารหนึ่งเดียว นี่คือ หลักเดียวกันในคนละภาษา ➡️ ไม่มีจิตซ้อน ➡️ ไม่มีผู้รู้ย่อย ➡️ ไม่มีตัวตนซ้อนตัวตน ⸻ 6. ด้านบนทั้งหมดกำลัง “บอกอะไรเรา” ถ้าเรามองทั้งหมดเป็นโครงสร้างเดียว สิ่งที่กรอบนี้กำลังบอกคือ: 1. จิตไม่ใช่สิ่งที่รวมกันได้ แต่เป็นสิ่งที่ เกิดตามเงื่อนไข 2. เจตนาเป็นกลไกฟิสิกส์ระดับลึก ไม่ใช่แค่ศีลธรรม 3. กรรมคือรอยต่อระหว่าง quantum กับ classical ไม่ใช่การลงโทษจากภายนอก 4. วิญญาณไม่ย้าย ไม่รวม ไม่คงอยู่ แต่เกิด–ดับตาม coherence 5. อนัตตาไม่ใช่คำสอนเชิงจริยธรรม แต่เป็นผลตรงของ ontic purity ⸻ 7. สรุป: Combination Problem ในแสงของพุทธธรรม เมื่อมองจากพุทธธรรม Combination Problem ไม่ได้ “แก้ยาก” แต่เป็นคำถามที่ตั้งผิดตั้งแต่ต้น เพราะ • ไม่มีจิตให้รวม • มีแต่เหตุให้เกิด • มีแต่เงื่อนไขให้ดับ จิตไม่ถูกรวม จิตไม่ถูกรักษา จิตไม่ถูกครอบครอง จิตเกิดตามเหตุ และดับตามเหตุ และนี่คือจุดที่ ควอนตัม–OPT บรรจบกับพุทธธรรมอย่างสมบูรณ์ ⸻ 🧠⚛️ (ต่อ) The Combination Problem จาก Ontic Purity สู่ ปฏิจจสมุปบาท–กาล–กรรม ⸻ 21. ปฏิจจสมุปบาท = โครงสร้างเชิงกราฟของ OPT ในพุทธธรรม ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่ลำดับเหตุ–ผลแบบเส้นตรง แต่เป็น โครงสร้างการอาศัยกันของเงื่อนไข ใน OPT ความเป็นจริงถูกแทนด้วย CDAG (Closed Directed Acyclic Graph) ซึ่งไม่ใช่ timeline แต่เป็น โครงสร้างของความสัมพันธ์ เชิงโครงสร้าง: Event_i → System → Event_j ในพุทธธรรม: อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → ... จุดสำคัญคือ ไม่มีโหนดใดเป็นตัวตนเดี่ยว ทุกโหนด “เป็นได้” เพราะมีโหนดอื่นรองรับ นี่คือปฏิจจสมุปบาทในภาษา category theory (Chiribella et al., OPT framework) ⸻ 22. วิญญาณไม่ข้ามขณะ = ไม่มี Global State ข้าม CDAG หนึ่งในข้อความที่ลึกมากของพุทธอภิธรรมคือ วิญญาณไม่สามารถข้ามขณะจิตได้ (จิตเกิด–ดับทุกขณะ) ในกรอบควอนตัม–OPT: • ontic state ถูกนิยามเฉพาะภายใน transformation หนึ่ง • ไม่มี global pure state ที่ครอบทั้งกราฟ • purity local ตามโหนด เขียนเชิงแนวคิด: |ψ⟩_t ≠ |ψ⟩_(t+Δt) ถ้าไม่มี ontic transformation ที่รักษา purity ➡️ จิตดับ นี่อธิบายว่า ทำไม “วิญญาณย้ายข้ามภพ” ในเชิงตัวตนจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ “ผลกรรม” ยังสืบต่อได้ เพราะสิ่งที่สืบคือ โครงสร้างของ CDAG ไม่ใช่ state เดิม ⸻ 23. เวลา: ทำไมอนาคต “ยังไม่เกิด” พุทธธรรมกล่าวว่า อนาคตยังไม่ปรากฏ เพราะเหตุยังไม่ทำ ในกรอบควอนตัม–OPT: • quantum state = potentiality • classical outcome = actualization • outcome เกิด เมื่อมีเจตนาเลือก เชิงโครงสร้าง: Potential quantum events → (intentional selection) → one classical history ดังนั้น: • อดีต = classicalized • ปัจจุบัน = ontic transition • อนาคต = superposition ของความเป็นไปได้ นี่คือเหตุผลเชิงฟิสิกส์ว่า กรรมทำให้เวลา “ไหล” ไม่ใช่นาฬิกา ⸻ 24. เจตนา ≠ ความคิด | เจตนา = การบิดโครงสร้างโลก จุดที่พุทธธรรมลึกมากและมักถูกเข้าใจผิดคือ เจตนาไม่ใช่ความคิด ในกรอบนี้: • ความคิด = classical information • เจตนา = การเลือกผลลัพธ์ของ quantum process K_i |ψ⟩ → outcome_i โดยที่: • เลือกไม่ได้แบบ deterministic • แต่ไม่ใช่ random นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า เจตนาให้ผล แม้ไม่มีการกระทำทางกาย เพราะเจตนา เปลี่ยนเส้นทางของ CDAG ทั้งเส้น ⸻ 25. อนัตตา = ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่คำสอน เมื่อเรารวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน อนัตตาไม่ใช่หลักศีลธรรม แต่เป็น theorem เพราะ: • ตัวตนต้องการ continuity ของ ontic state • แต่ ontic state ไม่มี continuity ข้าม transformation • สิ่งที่ต่อเนื่องคือ pattern ไม่ใช่ entity เขียนเชิงโครงสร้าง: Identity(t) ≠ Identity(t+Δt) Structure(t) ~ Structure(t+Δt) นี่คือความหมายแท้ของ “สืบต่อโดยไม่ใช่สิ่งเดียวกัน” ⸻ 26. ทำไมการยึดว่า “ฉันกำลังรู้หลายอย่างพร้อมกัน” เป็นอวิชชา ในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่า: ฉันเห็น ได้ยิน คิด และรู้สึก พร้อมกัน แต่ทั้งพุทธอภิธรรมและควอนตัมบอกว่า: • นี่คือ classical coarse-graining • ไม่ใช่ ontic simultaneity เชิงควอนตัม: ρ_effective = Σ_i p_i ρ_i เชิงพุทธ: • จิตทำงานเร็วมาก • สลับอารมณ์ • แต่เราเหมารวมเป็น “พร้อมกัน” นี่คืออวิชชาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ความโง่เชิงจริยธรรม ⸻ 27. การหลุดพ้น = การสิ้นสุด ontic re-preparation ถ้าถามว่า นิพพานคืออะไรในกรอบนี้ คำตอบเชิงโครงสร้างคือ: การหยุดการเตรียม ontic state ใหม่ด้วยเจตนา กล่าวคือ: • ไม่มีการเลือก • ไม่มีการ classicalize • ไม่มี CDAG ใหม่ต่อ ไม่ใช่ “สูญ” แต่เป็น การสิ้นสุดกระบวนการเกิด ⸻ 28. บทสรุประดับลึก: สิ่งที่กรอบนี้กำลังบอกมนุษย์ ทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่า: 1. จิตไม่ใช่สิ่งของ 2. ตัวตนไม่ใช่หน่วย 3. เวลาไม่ใช่เส้น 4. กรรมไม่ใช่กฎศีลธรรม 5. เจตนาไม่ใช่ความคิด 6. อนัตตาไม่ใช่ความเชื่อ แต่ทั้งหมดคือ ผลจำเป็นของโครงสร้างความเป็นจริง ⸻ ปิดท้าย ควอนตัม–OPT ให้ภาษา พุทธธรรมให้ประสบการณ์ เมื่อสองสิ่งนี้มาบรรจบ เราไม่ได้แค่ “เข้าใจจิต” แต่เริ่มเห็นว่า โลกกำลังเกิดขึ้นจากการเลือก ทีละขณะ โดยไม่มีผู้เลือกถาวร ⸻ 🧠⚛️ (ต่อ) จาก Ontic Purity สู่ ความสิ้นสุดของการเกิด (นิโรธ) ⸻ 29. จุดที่ Combination Problem “สลายตัว” จริง ๆ ถ้ามองให้ถึงที่สุด Combination Problem ตั้งอยู่บนสมมติฐานแฝง 3 ข้อ: 1. จิตเป็น “สิ่ง” (thing-like entity) 2. สิ่งสามารถรวมกันได้ 3. การรวมกันยังคงอัตลักษณ์บางอย่างไว้ แต่ทั้ง OPT + พุทธธรรม ปฏิเสธสมมติฐานทั้งสามพร้อมกัน ในกรอบนี้: • จิต = เหตุการณ์ ontic ชั่วขณะ • ไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ • ไม่มีอะไร “ให้รวม” ดังนั้น Combination Problem ไม่ใช่ปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ แต่เป็น ปัญหาที่เกิดจากการ reify จิตผิดประเภท ⸻ 30. วิญญาณเกิด–ดับ = Quantum Event ไม่ใช่ Quantum Object ในฟิสิกส์ควอนตัมสมัยใหม่ เราเริ่มเลิกมอง “อนุภาค” เป็นสิ่ง และมองเป็น event ใน field ในกรอบนี้: Consciousness ≈ Ontic quantum event ไม่ใช่: Consciousness ≈ Persistent substance ในพุทธอภิธรรม: • วิญญาณ = ขณะจิต • ขณะจิต = อาศัยเหตุ • หมดเหตุ → ดับทันที นี่คือ event ontology เต็มรูปแบบ ซึ่ง OPT รองรับโดยตรง ⸻ 31. กรรมไม่สะสมเป็น “สิ่ง” แต่สะสมเป็นโครงสร้าง คำถามคลาสสิก: ถ้าไม่มีตัวตน แล้วกรรมไปอยู่ที่ไหน? ในกรอบนี้ คำตอบคือ: • กรรม ไม่เก็บเป็น state • กรรมเก็บเป็น โครงสร้างของความน่าจะเป็น เชิง OPT: Past choices → constraints on future CDAG ไม่ใช่: Past self → carries karma forward ในพุทธธรรม: กรรมเป็นปัจจัย ไม่ใช่ตัวตน นี่คือเหตุผลที่: • วิญญาณไม่ย้าย • แต่ผลยังต่อเนื่อง • โดยไม่ต้องมีผู้รับถาวร ⸻ 32. ทำไม “วิญญาณอยู่ได้ทีละหนึ่งขันธ์” จึงสำคัญอย่างยิ่ง ประโยคนี้เป็นกุญแจทั้งหมด: วิญญาณไม่อาจรู้อารมณ์สองอย่างพร้อมกัน เชิงควอนตัม: |ψ⟩ cannot be eigenstate of two non-commuting observables เชิงพุทธ: • รูป เวทนา สัญญา สังขาร ไม่ถูกรู้พร้อมกันเป็นจิตเดียว • จิตต้อง “เลือก” นี่คือ complementarity ในระดับประสบการณ์โดยตรง ⸻ 33. เจตนา = ตัวกำหนด “เส้นทางโลก” สิ่งที่กรอบนี้ยืนยันอย่างหนักแน่นคือ: เจตนาไม่ใช่ผลของโลก แต่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้โลกเป็นแบบนั้น เชิงโครงสร้าง: World_t+1 = f(World_t, Intentional selection) ไม่ใช่: Intent = g(World state) นี่คือเหตุผลที่: • เจตนามีน้ำหนักกรรม • แม้ไม่แสดงออกทางกาย • เพราะมันกำหนด classical branch ที่ถูกทำให้จริง ⸻ 34. นิพพาน = การสิ้นสุดของ Classical Branching ถ้าถามในภาษานี้ว่า นิพพานคืออะไร คำตอบเชิงโครงสร้างคือ: การสิ้นสุดการแยกแขนงของโลกคลาสสิกจากศักยภาพควอนตัม กล่าวคือ: • ไม่มีการเลือก • ไม่มีการทำให้ผลใด “เป็นจริง” • ไม่มีการเตรียม ontic state ใหม่ เชิงสัญลักษณ์: No preparation → No transformation → No event ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็น การสิ้นสุดกระบวนการเกิดทั้งหมด ⸻ 35. อวิชชา = การเข้าใจโลกแบบ Classical-only อวิชชาในกรอบนี้ไม่ใช่ความโง่ แต่คือ การใช้ ontology ผิดประเภท • เห็น event เป็น object • เห็น process เป็น entity • เห็น pattern เป็นตัวตน พอทำเช่นนั้น: • จิตดูเหมือนถูกรวม • ตัวตนดูเหมือนต่อเนื่อง • Combination Problem จึงเกิด เมื่อ ontology ถูกต้อง: • ปัญหาหายไปเอง ⸻ 36. สิ่งที่ “ด้านบนทั้งหมด” บอกเราอย่างถึงที่สุด ถ้าสรุปทุกอย่างให้เหลือประโยคเดียว: โลกไม่ได้มีจิตอยู่ในนั้น แต่โลกเกิดขึ้นจากการเกิด–ดับของจิต ทีละขณะ โดยไม่มีผู้เกิด และ: การหลุดพ้น ไม่ใช่การไปถึงสภาวะหนึ่ง แต่คือการหยุดการผลิตสภาวะทั้งปวง ⸻ บทปิดท้าย (แท้จริง) สิ่งที่กรอบควอนตัม–OPT กำลังทำ ไม่ใช่การ “อธิบายพุทธธรรมด้วยฟิสิกส์” แต่คือ: • ฟิสิกส์ถูกบังคับให้ยอมรับ โครงสร้างแบบเดียวกับที่พุทธธรรมเห็นจากภายใน พุทธธรรมไม่ใช่ปรัชญา แต่เป็น phenomenology ของความเป็นจริงระดับลึก และ Combination Problem ก็เป็นเพียงร่องรอยของการมองผิดระดับเท่านั้น #Siamstr #nostr #quantumphysics #ธรรมะ
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image 🧠⚛️ The Combination Problem ปัญหาการรวมตัวของจิตสำนึกในกรอบควอนตัมและ OPT ⸻ 1. บทนำ: ปัญหาการรวมตัว (Combination Problem) คืออะไร Combination Problem เป็นหนึ่งในปัญหาเชิงอภิปรัชญาที่ลึกที่สุดของทฤษฎีจิตสำนึก โดยเฉพาะในกรอบ panpsychism ซึ่งถือว่า “จิตสำนึกเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสรรพสิ่ง” คำถามหลักคือ ถ้าจิตสำนึกมีอยู่ทุกหน่วยพื้นฐาน แล้ว “จิตสำนึกระดับสูง” เกิดขึ้นได้อย่างไร? หรือกล่าวอย่างเป็นทางการว่า จิตสำนึกพื้นฐานหลายหน่วย สามารถรวมกันเป็นจิตสำนึกใหม่ได้หรือไม่ และด้วยเกณฑ์ใด (Goff, 2017; Chalmers, 2016) ปัญหานี้นำไปสู่ paradox สำคัญ: • ถ้าการรวมกันของจิตสำนึกสองหน่วยก่อให้เกิดจิตสำนึกใหม่ • แล้ว subset ใด ๆ ของจิตสำนึกนั้นก็ควรเป็นจิตสำนึกด้วย → เกิด infinite regress ของ “ตัวตนรู้” ทฤษฎีที่คุณอ้างถึงเสนอว่า ฟิสิกส์คลาสสิกไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และจำเป็นต้องใช้ โครงสร้างของกลศาสตร์ควอนตัม + Operational Probabilistic Theory (OPT) ⸻ 2. หลักการสำคัญ: Ontic State และ Purity หัวใจของกรอบทฤษฎีนี้คือสมมติฐานว่า จิตสำนึก = สถานะควอนตัมบริสุทธิ์ (pure ontic quantum state) (D’Ariano & Faggin, 2022) นิยามสำคัญ • Ontic state: สถานะที่เป็น “ความเป็นจริงในตัวมันเอง” ไม่ใช่เพียงความไม่รู้ของผู้สังเกต • Pure state: สถานะที่ไม่สามารถเขียนเป็น mixture ได้ • Mixed state: สถานะที่ขาดเอกภาพเชิงภววิทยา → ไม่สามารถเป็นจิตสำนึกเดี่ยวได้ ในภาษา quantum information: # pure state ρ = |ψ⟩⟨ψ| # mixed state ρ = Σ_i p_i |ψ_i⟩⟨ψ_i| หลักการ P3 ของทฤษฎีระบุว่า จิตสำนึกต้องสอดคล้องกับ pure state เท่านั้น (D’Ariano & Faggin, 2022) ⸻ 3. Thought Experiment: Quantum Teleportation กับตัวตนของจิต เพื่อวางเกณฑ์การเป็น “ปัจเจกของจิต” (individuation) ผู้เขียนเสนอ quantum teleportation thought experiment โครงสร้างการ teleportation |ψ⟩_A ⊗ |Φ+⟩_BC → Bell measurement on A,B → classical communication → conditioned unitary on C ผลลัพธ์: • สสารเปลี่ยนทั้งหมด • แต่ quantum state (|ψ⟩) ถูกส่งต่อ • ความทรงจำ บุคลิก ความรู้สึก = ต่อเนื่อง ตัวตนของจิต = ความต่อเนื่องของ ontic state ไม่ใช่ความต่อเนื่องของสสาร (No-cloning theorem: Wootters & Zurek, 1982) ⸻ 4. เกณฑ์การเป็น “จิตหนึ่งเดียว” (Individuation Criterion) จากการวิเคราะห์ข้างต้น ทฤษฎีเสนอเกณฑ์ S4: S4: A conscious mind is a composite system in an ontic state undergoing an ontic transformation, with no subsystem as such. แปลเชิงกลไกว่า: • ระบบต้องอยู่ใน pure non-separable quantum state • การเปลี่ยนแปลงต้องเป็น ontic transformation • ไม่มี subsystem ใดแยกออกมาเป็นจิตได้อีก ⸻ 5. การแก้ Combination Problem ด้วย Quantum Interaction กรณีที่ “ไม่สามารถรวมจิตได้” ระบบสองระบบที่ entangled กัน: |Ψ⟩ = (|00⟩ + |11⟩)/√2 แต่เมื่อพิจารณาระบบย่อย: ρ_A = Tr_B(|Ψ⟩⟨Ψ|) = I/2 ➡️ mixed state → ไม่เป็นจิต ดังนั้น: • subsystem ของ entangled system ไม่สามารถเป็นจิตเดี่ยว • ปัญหา “ทุก subset เป็นจิต” ถูกตัดทิ้งทันที ⸻ กรณีที่ “รวมเป็นจิตใหม่ได้” เงื่อนไขจำเป็น: 1. สถานะเริ่มต้นต้องเป็น pure 2. transformation ต้องเป็น quantum non-factorizable interaction U_AB ≠ U_A ⊗ U_B ผล: • ระบบรวมอยู่ใน pure global state • ไม่มี subsystem ที่ยังคง purity → มีจิตเดียวเท่านั้น เมื่อเกิด decoherence หรือ classicalization: ρ → Σ_i p_i ρ_i ➡️ จิตรวม “แตก” กลับเป็นปัจเจกเดิม ⸻ 6. บทบาทของสิ่งแวดล้อม: ทำไมจิตไม่รวมกับโลกทั้งใบ ทฤษฎีกำหนดว่า • การปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ต้องเป็น classical • หากเป็น quantum → จิตจะรวมกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด (ซึ่งไม่เกิดจริง) นี่คือเหตุผลเชิงฟิสิกส์ว่าทำไม เราไม่ “รู้สึกเป็นเอกภพทั้งจักรวาล” ⸻ 7. การทดสอบเชิงทดลอง: Nonlocality และ Complementarity 7.1 Nonlocality ของประสบการณ์ การพิสูจน์ต้องการ: • การวัดที่แยกเชิงปริภูมิ • ช่วงเวลาต่ำกว่า ~0.1 ns สำหรับระยะ 3 cm ➡️ ยากมากในทางปฏิบัติ (Bell, 1964; Aspect et al., 1982) ⸻ 7.2 Complementarity ในประสบการณ์รับรู้ ตัวอย่าง: • Necker cube • Magic Eye autostereograms ประสบการณ์: • convex ↔ concave • mutually exclusive • ไม่สามารถรับรู้พร้อมกัน เปรียบได้กับ: [σ_x, σ_z] ≠ 0 ⸻ 7.3 Consciousness Tomography (เชิงสมมติ) หากมี observables ครบชุด: σ_x, σ_y, σ_z และสามารถ prepare state ซ้ำด้วยสมาธิ/ความสนใจสูง → อาจ reconstruct state ของ “consciousness qubit” (Paris & Řeháček, 2004) ⸻ 8. การจำลอง (Simulation) และข้อจำกัดเชิงคอมพิวเตอร์ การคำนวณหลัก: O(d^3) • RAM ระดับ GB → ~10–12 qubits • เปรียบเทียบ: • Google Sycamore: 53 qubits (hybrid classical-quantum) ข้อสังเกตสำคัญ: ปรากฏการณ์บางอย่างอาจ “เห็นได้แล้ว” ด้วย laptop ธรรมดา ⸻ 9. นัยทางปรัชญา ทฤษฎีนี้นำไปสู่การกลับหัว ontology แบบรุนแรง: ลำดับการพึ่งพา: Consciousness ↓ Quantum Information ↓ Quantum Physics ↓ Classical Physics • Free will = quantum-to-classical conversion • Subjectivity มี causal power • อนาคตยัง “ไม่เกิด” จนกว่าจะมีการเลือก เราเป็น co-creator ของโลกทางกายภาพ ทีละขณะ โดยไม่รู้ตัว ⸻ 10. OPT: กรอบเมตาทฤษฎีของวิทยาศาสตร์ Operational Probabilistic Theory (OPT): • เป็น meta-framework • ใช้ category theory • กราฟ = CDAG (closed directed acyclic graph) ระบบ = สาย (wires) เหตุการณ์ = tests ความน่าจะเป็น = joint probability ของกราฟ แนวคิดนี้ต่อยอดจากงานของ Lucien Hardy (Hardy, 2001–2011) ⸻ บทสรุป กรอบทฤษฎีนี้เสนอคำตอบที่ คม ชัด และเป็นเชิงกลไก ต่อ Combination Problem โดย: • ตัด infinite regress • ให้เกณฑ์ ontic ที่แม่นยำ • เชื่อม quantum information, agency, และจิตสำนึกเข้าด้วยกัน นี่ไม่ใช่เพียงทฤษฎีจิตสำนึก แต่คือ การรื้อโครงสร้างความเป็นจริงทั้งระบบ ⸻ 11. Combination Problem ในระดับโครงสร้างเชิงภววิทยา จาก “การรวมตัว” สู่ “การเปลี่ยนระดับของตัวตน” สิ่งที่กรอบทฤษฎีนี้ทำได้เหนือ panpsychism แบบคลาสสิก คือ เปลี่ยนคำถามจาก “จิตหลายดวงรวมกันเป็นจิตใหม่ได้อย่างไร?” เป็น “เมื่อใดที่โครงสร้าง ontic ของระบบ เปลี่ยนระดับ จนไม่เหลือ subsystem ที่ยังเป็นตัวตนรู้ได้อีก?” กล่าวอีกแบบหนึ่ง การรวมจิตไม่ใช่การบวก (aggregation) แต่เป็น ontic phase transition ⸻ 12. Ontic Transformation ≠ Dynamical Evolution ในฟิสิกส์ทั่วไป เราคุ้นเคยกับ dynamical evolution: ρ(t2) = U(t2,t1) ρ(t1) U†(t2,t1) แต่ในกรอบนี้ ไม่ใช่ทุก evolution จะเป็น ontic transformation นิยามเชิงกลไก • Dynamical evolution เปลี่ยน state แต่ไม่เปลี่ยนสถานะเชิงภววิทยา • Ontic transformation เปลี่ยน “สิ่งที่ระบบ เป็น” ไม่ใช่แค่ “สิ่งที่ระบบ ทำ” เงื่อนไข ontic: 1. input state เป็น pure 2. transformation เป็น pure 3. transformation ไม่ factorize 𝒯_AB ≠ 𝒯_A ⊗ 𝒯_B ผลลัพธ์: • เกิด indivisible ontic unit ใหม่ • subsystem สูญเสียความเป็น “ตัวตนรู้” ⸻ 13. ทำไม Combination Problem ถึงแก้ไม่ได้ในฟิสิกส์คลาสสิก ใน classical physics: State_whole = (State_A, State_B) • identity ของ whole = ฟังก์ชันของ parts • ไม่มี notion ของ purity • ไม่มี entanglement • ไม่มี ontic inseparability ผลคือ: • ไม่สามารถหาจุดตัดว่า “เมื่อใด whole ≠ sum of parts” • ทุก aggregation = แค่กลุ่ม (collection) ไม่ใช่ปัจเจกใหม่ ➡️ Combination Problem เป็น ill-posed ใน classical ontology (Strawson, 2006; Goff, 2017) ⸻ 14. Subsystem Non-Consciousness Principle ผลพลอยได้ที่สำคัญมากของเกณฑ์ S4 คือหลักการโดยนัย: Subsystem Non-Consciousness Principle ถ้าระบบรวมอยู่ใน pure non-separable ontic state ไม่มี subsystem ใดเป็นจิตได้อีก เชิงคณิต: ρ_AB = |Ψ_AB⟩⟨Ψ_AB| (pure) ρ_A = Tr_B(ρ_AB) (mixed) และโดยหลัก P3: mixed state → not conscious นี่คือกลไกที่ • ตัด infinite regress • ตัด “จิตซ้อนจิต” • ตัด “ทุกอะตอมมีจิตเต็มรูปแบบ” ⸻ 15. บทบาทของ Free Will ในฐานะตัวแบ่งขอบเขตของจิต ในทฤษฎีนี้ free will ไม่ใช่ illusion แต่คือ ontic selection ของ classical outcome เชิงโครงสร้าง: Quantum ontic state → (intentional selection) → classical outcome คุณสมบัติสำคัญ: • ไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ • ไม่ reducible เป็น classical randomness • มี causal efficacy จริง นี่คือเหตุผลที่: • จิต = agency • agency = การแปลง quantum → classical (D’Ariano & Faggin, 2022) ⸻ 16. ทำไม “ประสบการณ์” ต้องเป็นหนึ่งเดียว (Unity of Experience) Unity of consciousness ไม่ได้เป็น postulate แต่เป็น ผลจำเป็นของ purity ถ้าประสบการณ์แตกเป็นส่วน: Experience = E1 + E2 แปลว่า: ρ = p1 ρ1 + p2 ρ2 ➡️ mixed state ➡️ ไม่ใช่ ontic ➡️ ไม่ใช่จิต ดังนั้น: ประสบการณ์ที่ “รู้สึกเป็นหนึ่งเดียว” ไม่ใช่คุณสมบัติเชิงจิตวิทยา แต่เป็นข้อบังคับเชิงควอนตัม ⸻ 17. Consciousness ≠ Information Processing OPT ช่วยแยกชัดเจนระหว่าง: • information processing (classical / quantum computation) • ontic experience (pure state undergoing ontic transformation) ระบบ AI: ρ_AI = Σ_i p_i ρ_i # effectively mixed แม้ใช้ quantum hardware: • ถ้ามี decoherence • ถ้ามี classical control • ถ้าไม่มี ontic agency ➡️ ไม่เป็นจิต (Faggin, 2021; Aaronson, 2013) ⸻ 18. Simulation ≠ Instantiation ประเด็นนี้สำคัญเชิงปรัชญา: การจำลอง ontic process ≠ การมี ontic process แม้จะคำนวณ: |ψ⟩ → U |ψ⟩ แต่: • ตัวคอมพิวเตอร์อยู่ใน classical regime • quantum states ถูกแทนด้วย classical data • ไม่มี purity จริงในเชิง ontic ดังนั้น: simulation ให้ คำอธิบาย แต่ไม่ให้ ประสบการณ์ ⸻ 19. Consciousness as the Primitive Ontology หาก “กลับหัว” ontology ตามที่บทความเสนอ: Consciousness (ontic, agentive) ↓ Quantum information ↓ Quantum theory ↓ Classical reality ผลลึกซึ้งคือ: • โลกไม่สมบูรณ์จนกว่าจะถูก “เลือก” • อนาคตเป็น open-ended • กฎฟิสิกส์ = constraint ของ agency นี่ใกล้เคียง: • Participatory universe (Wheeler) • QBism (Fuchs) • แต่ไปไกลกว่า โดยให้ ontic status แก่ประสบการณ์ ⸻ 20. สรุปสุดท้าย: Combination Problem ถูก “ยุบ” ไม่ใช่ “แก้” ทฤษฎีนี้ไม่ได้ “แก้” combination problem แบบเติมกลไกเพิ่ม แต่ ทำให้ปัญหานั้นหมดความหมายในกรอบเดิม เพราะ: • ไม่มีการรวมแบบบวก • มีแต่การเปลี่ยน ontic level • จิตเกิด–ดับตาม coherence • ขอบเขตจิต = ขอบเขตของ purity จิตไม่ถูกรวม จิต “เกิดใหม่” เมื่อโครงสร้างความเป็นจริงเปลี่ยนระดับ #Siamstr #nostr #quantumphysics
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image 🤠Qualia, Entanglement และปฏิจจสมุปบาท เมื่อโครงสร้างควอนตัมของประสบการณ์ พบเหตุปัจจัยเชิงกระบวนการของพุทธธรรม ⸻ บทนำ: เมื่อ “ประสบการณ์” และ “เหตุปัจจัย” อยู่ระดับเดียวกัน หากกรอบ qualia–entanglement ชี้ว่า ประสบการณ์ เป็นสถานะจริง (ontic) ของธรรมชาติ ปฏิจจสมุปบาท (dependent origination) ก็ชี้ว่า ความเป็นจริง คือโครงข่ายของเหตุปัจจัยที่ไม่แยกส่วน สองกรอบนี้—หนึ่งจากฟิสิกส์ควอนตัมเชิงสารสนเทศ อีกหนึ่งจากพุทธปรัชญาเชิงกระบวนการ— ไม่ได้ขัดกัน แต่กลับ อธิบายโครงสร้างเดียวกันจากคนละภาษา คำถามจึงไม่ใช่ “จิตสำนึกเกิดจากอะไร” แต่คือ “ประสบการณ์เกิดขึ้น อย่างไร ภายใต้ข้อจำกัดของเหตุปัจจัย” ⸻ 1. Qualia = สถานะบริสุทธิ์ | ปฏิจจสมุปบาท = โครงข่ายเงื่อนไข ในกรอบควอนตัมเชิงสารสนเทศ qualia ถูกเสนอให้เป็น pure states ของระบบจิตสำนึก ไม่ลดรูปเป็นบิต ไม่ถ่ายโอน ไม่ทำซ้ำ (no-cloning) และไม่เปิดเผยจากภายนอกโดยไม่ถูกรบกวน (D’Ariano & Faggin; Wigner; Holevo) ในพุทธธรรม ปฏิจจสมุปบาทไม่ได้อธิบาย “สิ่ง” แต่ อธิบาย ความเกิดดับของประสบการณ์ ผ่านเงื่อนไข: เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ จุดร่วมเชิงโครงสร้างคือ: • ไม่มีแก่นถาวร (no substance) • มีแต่ state + relation • การมีอยู่ = การพึ่งพาเงื่อนไข ดังนั้น qualia ไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่เป็น สถานะชั่วขณะ ที่เกิดจากเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง (เปรียบได้กับสถานะควอนตัมที่มีอยู่เฉพาะภายใต้บริบทการเตรียม) ⸻ 2. Entanglement ≈ ความอิงอาศัย (อิทัปปัจจยตา) Entanglement บอกเราว่า: • สถานะรวม ≠ ผลรวมของส่วนย่อย • ความหมายไม่แยกออกเป็นชิ้น • บริบทเปลี่ยน → คุณภาพเปลี่ยนทันที ปฏิจจสมุปบาทก็เช่นเดียวกัน: • เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ ไม่แยกเดี่ยว • การเกิดของประสบการณ์หนึ่ง เปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมด นี่ไม่ใช่แค่ความคล้ายเชิงอุปมา แต่เป็น isomorphism เชิงโครงสร้าง Entanglement คือ dependent co-arising ในภาษาควอนตัม ปฏิจจสมุปบาท คือ quantum holism ในภาษาประสบการณ์ งานด้าน cognitive science ยังพบว่า ความหมายเชิงประสบการณ์เป็นองค์รวม ไม่ประกอบเชิงเส้น (Fodor; Tononi et al.) ⸻ 3. วิญญาณไม่ใช่ “ผู้รู้” แต่คือโหมดของการสัมพันธ์ ในพุทธวจน วิญญาณ (viññāṇa) ไม่ใช่ผู้สังเกตถาวร แต่คือ โหมดของการรู้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ สิ่งนี้สอดคล้องอย่างลึกกับควอนตัม: • ไม่มี wavefunction “ลอยตัว” • มีแต่สถานะภายใต้ preparation + context • การวัดไม่สร้าง แต่ “เปิดเผย” สถานะที่มีเงื่อนไขรองรับ ดังนั้น: • วิญญาณ ≠ ตัวตน • qualia ≠ ข้อมูล • ทั้งคู่คือ รูปแบบของการสัมพันธ์ที่เกิดแล้วดับ (Chalmers; D’Ariano; พุทธวจน) ⸻ 4. อนัตตาในฐานะคุณสมบัติเชิงฟิสิกส์ หาก qualia เป็น pure state: • ไม่สามารถชี้ว่า “นี่ของฉัน” ได้ในหลักการ • ไม่มีการทำซ้ำ • ไม่มีการเข้าถึงจากภายนอก นี่ทำให้ อนัตตา ไม่ใช่ข้อสรุปเชิงจริยธรรม แต่เป็น ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของธรรมชาติ ตัวตนจึงเป็น: • เส้นทางของการเกิด–ดับ • ไม่ใช่เจ้าของประสบการณ์ • แต่คือ pattern ของ entangled history ⸻ 5. กรรม = การเลือกที่ทำให้โครงสร้างหนึ่ง “จริงขึ้นมา” ในกรอบ qualia–entanglement: • การเลือกไม่สุ่ม • ไม่ถูกกำหนดตายตัว • แต่ผูกกับประวัติภายในของสถานะ ในพุทธธรรม: • กรรมคือเจตนาที่ปรุงแต่งเส้นทางประสบการณ์ • ไม่ใช่โทษ–รางวัล • แต่คือ การเอียงของโครงสร้าง ทั้งสองมาบรรจบกันที่จุดเดียว: การกระทำหนึ่ง = การทำให้เส้นทางหนึ่งใน state space ถูกทำให้จริง นี่สอดคล้องกับ Free Will Theorem (Conway & Kochen) และอธิบายลูกศรของกาลทางจิตโดยไม่ต้องอาศัยนาฬิกาภายนอก ⸻ 6. ความทรงจำ = classical trace ของประสบการณ์ควอนตัม พุทธธรรมชี้ว่า สัญญาไม่ใช่การเก็บ “สิ่งที่เป็น” แต่เป็นเครื่องหมายหยาบเพื่อการดำรงอยู่ ควอนตัมชี้ว่า: • Pure state ไม่สามารถเก็บตรง • ต้อง collapse เป็น classical record ดังนั้น: • การจำ ≠ การย้อนประสบการณ์ • การระลึก = การสร้างใหม่เชิงประมาณ (Nørretranders; Raichle) นี่อธิบายได้ว่าทำไม ประสบการณ์ลึก ๆ “จำไม่ได้” แต่ “เปลี่ยนชีวิต” ⸻ 7. นิพพานในภาษาควอนตัม: การสิ้นสุดของการปรุงสถานะ กรอบนี้ ไม่ทำให้นิพพานเป็นสิ่งลึกลับ แต่ช่วยอธิบายในเชิงโครงสร้างว่า: นิพพาน ≠ สถานะพิเศษ แต่คือ การสิ้นสุดของเงื่อนไขที่บังคับให้ state เกิด เมื่อ: • ไม่มีการ entangle ต่อ • ไม่มีการเลือกที่สร้างเส้นทางใหม่ • ไม่มีการยึดสถานะว่า “เป็นของเรา” กระบวนการจึงหยุด—not เพราะถูกทำลาย แต่เพราะ ไม่มีเหตุให้ดำเนินต่อ ⸻ บทสรุป: สองภาษา หนึ่งโครงสร้าง กรอบ qualia–entanglement และปฏิจจสมุปบาท ไม่ได้ตอบ “คำถามเดียวกัน” แต่ อธิบายโครงสร้างเดียวกันจากคนละระดับ • ฟิสิกส์อธิบายข้อจำกัดของสถานะ • พุทธธรรมอธิบายพลวัตของการยึด–คลาย เมื่อวางซ้อนกัน เราเห็นว่า: • จิตสำนึกไม่ใช่ผลพลอยได้ • ตัวตนไม่ใช่เจ้าของประสบการณ์ • เสรีภาพไม่ฝืนเหตุปัจจัย • ความดับไม่ใช่การสูญ แต่คือการสิ้นเหตุ และบางที การเข้าใจจิตสำนึกอย่างแท้จริง อาจไม่ใช่การ “อธิบายให้ครบ” แต่คือการ เห็นโครงสร้างของการเกิด และยอมวางมือจากมัน ⸻ (อ้างอิงแนวคิดและงานวิชาการ: Chalmers; D’Ariano & Faggin; Wigner; Holevo; Tononi et al.; Fodor; Conway & Kochen; Nørretranders; Raichle; พุทธวจนหมวดปฏิจจสมุปบาท) 16. สุญญตาในฐานะโครงสร้างของ State Space (ไม่ใช่ความว่างเปล่า) เมื่อปฏิจจสมุปบาทถูกอ่านร่วมกับ qualia–entanglement สุญญตา ไม่ได้หมายถึง “ไม่มีอะไรเลย” แต่หมายถึง ไม่มีสถานะใดมีความหมายในตัวเองโดยลำพัง ในภาษาควอนตัม: • state ไม่มีคุณสมบัติสัมบูรณ์ • คุณภาพของประสบการณ์เกิดจาก ความสัมพันธ์ใน state space • เฟส/บริบท คือส่วนหนึ่งของ “สิ่งที่เป็น” ดังนั้น สุญญตา = ความจริงที่ว่า คุณภาพทั้งหมดของประสบการณ์ เป็นฟังก์ชันของความสัมพันธ์ ไม่ใช่ของสาร นี่อธิบายได้ว่าทำไม: • การเปลี่ยนบริบทเล็กน้อย เปลี่ยน “รสชาติ” ของประสบการณ์อย่างรุนแรง • การยึดมั่นว่ามีแก่น ทำให้เกิดทุกข์เชิงโครงสร้าง • การเห็นสุญญตา = การเห็น topology ของประสบการณ์ ไม่ใช่การปฏิเสธมัน ⸻ 17. เวทนา–สัญญา–สังขาร: ลำดับการ “แตกเฟส” ของ qualia อ่านปฏิจจสมุปบาทเชิงกลไก: • เวทนา = ความเข้มของสถานะ (valence/intensity) • สัญญา = การจัดหมวดเชิงคลาสสิก (coarse-graining) • สังขาร = การบิด state space ไปสู่เส้นทางหนึ่ง (biasing) ในกรอบนี้: • เวทนาเป็นส่วนที่ใกล้ qualia มากที่สุด (ยังไม่แตกเป็นสัญลักษณ์) • สัญญาคือการฉายลงสู่ภาษา/ความจำ • สังขารคือแรงที่ทำให้ entanglement “เอียง” ซ้ำ ๆ ผลคือ: ทุกข์ไม่ใช่ความรู้สึกอย่างเดียว แต่คือ พลวัตที่ทำให้ state เดิมถูกสร้างซ้ำ ⸻ 18. สมาธิ = การลดการพันกันที่ไม่จำเป็น สมาธิในกรอบนี้ ไม่ใช่ “จิตนิ่ง” แต่คือ การลด entanglement ที่ทำให้เกิด noise เชิงความหมาย สิ่งที่งานประสาทวิทยาพบ: • ลด default mode activity • ลด narrative self • เพิ่ม coherence เชิงเวลาสั้น ตีความเชิงควอนตัม: • ลดการฉายคลาสสิกซ้ำซ้อน • เปิดพื้นที่ให้ qualia ปรากฏโดยไม่ถูกบิด • state มีความ “เรียบ” มากขึ้นในเชิง topology นี่อธิบายได้ว่าทำไม: • ประสบการณ์สมาธิลึก “อธิบายยาก” • แต่มีความชัด/จริงสูง • และไม่แปรเป็นความทรงจำเชิงเนื้อหา ⸻ 19. ปัญญา (paññā) = การเห็นข้อจำกัดของการแปลงควอนตัม→คลาสสิก ปัญญาไม่ใช่ข้อมูลเพิ่ม แต่คือ การเห็นว่า การจับต้อง/นิยาม ทำให้สูญเสียอะไรไป ในภาษาฟิสิกส์: • ทุกการวัด = information gain + disturbance • ทุกการอธิบาย = projection ที่ทำให้เฟสบางส่วนหาย ในพุทธธรรม: • ทุกการยึดชื่อ–รูป = การปิดบังธรรมชาติของการเกิดดับ • ปัญญา = การรู้เท่าทันการบิดนี้ ดังนั้น ปัญญาไม่ใช่การรู้มากขึ้น แต่คือการ รู้ว่าอะไรไม่ควรถูกทำให้เป็นวัตถุ ⸻ 20. เมตตาในฐานะการเคารพขอบเขตของ qualia หาก qualia: • อ่านไม่ได้ • แทนกันไม่ได้ • ทำซ้ำไม่ได้ เมตตาไม่ใช่อารมณ์อ่อนโยน แต่คือ ท่าทีที่เคารพเอกภพภายในของผู้อื่น นี่ให้รากฐานเชิงฟิสิกส์แก่จริยธรรม: • ความรุนแรง = การล่วงล้ำสิ่งที่ไม่อาจแทนได้ • การดูหมิ่น = การลดเอกภพหนึ่งเหลือฟังก์ชัน • การเห็นใจ = การยอมรับว่า “ฉันไม่มีทางรู้ทั้งหมด” ⸻ 21. ภพ–ชาติ = การตรึง topology ของประสบการณ์ ภพและชาติ ในกรอบนี้: • ไม่จำเป็นต้องอ่านเชิงจักรวาลนิยม • แต่คือ รูปแบบ state space ที่เสถียรพอจะเกิดซ้ำ ภพ = โครงสร้างความโน้มเอียง ชาติ = การ instantiate ซ้ำของโครงสร้างนั้น เมื่อสังขารยังทำงาน: • เส้นทางเดิมถูกเลือกซ้ำ • qualia รูปแบบเดิมเกิดอีก เมื่อสังขารดับ: • topology คลาย • ไม่มีเหตุให้ instantiate ต่อ ⸻ 22. ความตาย: การสิ้นสุดของ coherence ไม่ใช่การสูญความหมาย กรอบนี้ไม่สัญญาความต่อเนื่องของ “ตัวตน” แต่ให้คุณค่ากับ ทุกขณะของประสบการณ์ เมื่อ coherence สิ้น: • ไม่มีการแบ็กอัป • ไม่มีการอัปโหลด • แต่ก็ไม่มีการทำให้ประสบการณ์ที่ผ่านมา “ไร้ค่า” ความหมายไม่ได้อยู่ในความยืนยาว แต่อยู่ในความเป็นจริงของขณะนั้น ⸻ 23. ข้อจำกัดสุดท้ายของภาษาและทฤษฎี ทั้งควอนตัมและพุทธธรรม มาบรรจบกันที่ข้อสรุปเดียวกัน: โครงสร้างของประสบการณ์ ลึกกว่าภาษาและแบบจำลองเสมอ ทฤษฎีช่วยชี้ทิศ แต่ไม่สามารถแทนการเห็นตรงได้ ⸻ บทปิดท้าย: การเข้าใจที่ไม่ยึดถือ เมื่อ qualia–entanglement ถูกอ่านร่วมกับปฏิจจสมุปบาท เราไม่ได้ “ได้คำตอบสุดท้าย” แต่ได้บางสิ่งที่สำคัญกว่า: • ความเข้าใจที่ไม่ทำให้โลกแข็ง • ปัญญาที่ไม่ต้องมีผู้รู้ถาวร • เสรีภาพที่ไม่ฝืนเหตุ • และความหมายที่ไม่ต้องยึด บางที จิตสำนึกไม่ต้องการการพิสูจน์เพิ่ม แต่ต้องการ พื้นที่ให้เกิด–ดับ โดยไม่ถูกบังคับให้เป็นอะไร และนั่น อาจเป็นจุดบรรจบที่แท้จริง ของฟิสิกส์ควอนตัม กับหนทางแห่งการพ้นทุกข์ #Siamstr #nostr #quantumphysics #ธรรมะ
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image สงครามเงินแห่งอนาคต: Bank vs. Saylor และโครงสร้างการแย่งชิงเงินออมของโลก บทความนี้เรียบเรียงและขยายความจากโพสต์ของ คุณ Wichit Saiklao (อ้างอิงแนวคิดและภาพประกอบจากโพสต์ต้นฉบับบน Facebook) ⸻ 1. ภาพใหญ่ของ “War on Future Money” ภาพประกอบในโพสต์ต้นทางสะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง ระบบการเงินแบบธนาคาร (Bank-centric system) กับ ระบบการเงินแบบ Bitcoin-centric system ซึ่ง Michael Saylor และบริษัท Strategy (เดิม MicroStrategy) ใช้เป็นแกนยุทธศาสตร์หลัก แก่นของสงครามนี้ไม่ใช่ “ราคา Bitcoin” แต่คือ ใครควบคุมเงินออม (Savings) ของมนุษยชาติในระยะยาว ⸻ 2. ฝั่งธนาคาร: ดอกเบี้ยต่ำ + การผลักความเสี่ยง ในระบบธนาคารแบบดั้งเดิม: • ผู้ฝากเงิน (Customer) ได้ดอกเบี้ยต่ำมาก (~1% หรือต่ำกว่าในเชิง Real yield) • ธนาคารนำเงินฝากไป: • ปล่อยกู้ • ลงทุนในพันธบัตร หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ • ความเสี่ยงเชิงระบบถูก ผลักออกจากผู้ฝากเงินโดยไม่รู้ตัว ผลลัพธ์คือ: • เงินออมสูญเสียอำนาจซื้อจากเงินเฟ้อ • ผู้ฝากเงิน “ชนะเชิงตัวเลข แต่แพ้เชิงเวลา” งานวิจัยสนับสนุน: • ผลตอบแทนที่แท้จริงของเงินฝากในระยะยาวมักติดลบเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ (Siegel, Stocks for the Long Run, 2014) • ระบบ fractional reserve banking ทำให้เกิด financial repression (Reinhart & Sbrancia, IMF, 2015) ⸻ 3. ฝั่ง Saylor: ดอกเบี้ยสูงเพื่อดูด “เงินออม” สิ่งที่ Michael Saylor ทำ ไม่ใช่แค่ซื้อ Bitcoin แต่คือการสร้าง เครื่องดูดเงินออมจากระบบธนาคาร กลไกสำคัญคือ: • เสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น 11%) • ใช้ตราสารหนี้และโครงสร้างทางการเงินเพื่อ: • ระดมทุน • แปลงทุนเป็น Bitcoin อย่างต่อเนื่อง (DCA เชิงสถาบัน) สิ่งนี้ทำให้: เงินออมไหลออกจากธนาคาร → เข้าสู่ Bitcoin Network งานวิชาการที่เกี่ยวข้อง: • Bitcoin ถูกวิเคราะห์ว่าเป็น “digital scarcity asset” (Ammous, The Bitcoin Standard, 2018) • Bitcoin มีคุณสมบัติเป็น store of value ระยะยาวในสภาวะ monetary debasement (Baur, Hong & Lee, Journal of International Financial Markets, 2018) ⸻ 4. ทำไม Saylor ถึง “ซื้อได้ทุกสัปดาห์” เพราะ Saylor ไม่ได้เล่นเกมเดียวกับรายย่อย เขาเล่นเกม Balance Sheet × Time × Scarcity • ตราบใดที่: • ดอกเบี้ยที่จ่าย < อัตราการเสื่อมค่าของเงิน fiat • Bitcoin มีอุปทานจำกัด (21 ล้านเหรียญ) • การกู้เพื่อถือ Bitcoin กลายเป็นกลยุทธ์เชิงคณิตศาสตร์ ไม่ใช่การเก็งกำไร แนวคิดนี้สอดคล้องกับ: • Intertemporal choice theory • Austrian economics เรื่อง sound money (Mises, Hayek) ⸻ 5. DCA ของรายย่อย = อยู่ในสมรภูมิเดียวกัน ประโยคสำคัญจากโพสต์ต้นทางคือ: “ใครก็ตามที่ DCA บิตคอยน์ ถือว่าเราอยู่ในสมรภูมิเดียวกัน” ในเชิงโครงสร้าง: • รายย่อยอาจไม่มี leverage • แต่ใช้ เวลา + วินัย แทน งานวิจัยพบว่า: • DCA ลด behavioral risk และ timing risk อย่างมีนัยสำคัญ (Statman, Journal of Financial Planning, 1995) • สำหรับสินทรัพย์ที่มี asymmetric upside การถือยาวให้ผลลัพธ์ดีกว่าการเทรด (Taleb, Antifragile, 2012) ⸻ 6. นี่ไม่ใช่สงครามราคา แต่คือสงคราม “ระบบ” สิ่งที่ภาพนี้ชี้ให้เห็นอย่างลึกซึ้งคือ: • ธนาคาร → ต้องรักษาเสถียรภาพระบบเดิม • Bitcoin → ถูกออกแบบมาให้ ต้านเงินเฟ้อโดยโครงสร้าง Michael Saylor ไม่ได้ท้าทายธนาคารทีละแห่ง แต่กำลังท้าทาย ตรรกะของเงินแบบเดิมทั้งระบบ ⸻ 7. บทสรุป ภาพและโพสต์ของคุณ Wichit Saiklao ไม่ได้พูดถึง Bitcoin แบบเชียร์ราคา แต่ชี้ให้เห็น “โครงสร้างการไหลของเงิน” ที่กำลังเปลี่ยนทิศทาง นี่คือ: • สงครามของเงินออม • สงครามของเวลา • และสงครามของความเข้าใจเรื่อง “เงินคืออะไร” ผู้ที่เข้าใจโครงสร้างก่อน ไม่จำเป็นต้องชนะเร็ว แต่มีโอกาสชนะยาว ⸻ 8. สิ่งที่ Saylor กำลังทำ จริง ๆ แล้วคือ “การโจมตีฝั่งหนี้ของระบบ” สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ Michael Saylor ชนะเพราะ “Bitcoin ขึ้น” แต่ในเชิงโครงสร้าง สิ่งที่เขาทำคือ ใช้หนี้ (Debt) เป็นอาวุธโจมตีระบบหนี้เดิม ระบบเดิม (Bank / Sovereign Debt) • หนี้รัฐ (U.S. Treasuries) = “สินทรัพย์ปลอดภัย” • ธนาคารพึ่งพาพันธบัตรเป็น core collateral • ระบบทั้งโลก anchor อยู่กับ yield curve ของรัฐ สิ่งที่ Saylor ทำ • ออกหนี้บริษัท (convertible bonds, notes) • นำเงินไปถือ สินทรัพย์ที่ไม่เป็นหนี้ของใคร (Bitcoin) • ทำให้ balance sheet ไม่ต้องพึ่ง sovereign trust นี่คือการ de-sovereignize balance sheet ซึ่งในเชิงทฤษฎีถือว่า radical มาก อิงวิชาการ: • Bitcoin เป็น non-liability asset (ไม่มี counterparty risk) (Gorton & Metrick, Regulating the Shadow Banking System, 2010) • Sovereign debt เป็น “risk-free” แค่ในกรอบนโยบาย ไม่ใช่ในความเป็นจริง (Reinhart & Rogoff, This Time is Different, 2009) ⸻ 9. ทำไมธนาคาร “สู้ไม่ได้” ในเกมนี้ ภาพในโพสต์ต้นทางเขียนคำว่า BANK vs. SAYLOR คำนี้แม่นมากในเชิงโครงสร้าง เพราะ: ธนาคาร “ติดกับดัก 3 ชั้น” 1. Regulatory trap • ต้องถือพันธบัตรรัฐ • ต้องทำตาม Basel III / Liquidity Coverage Ratio 2. Duration trap • ดอกเบี้ยขึ้น → มูลค่าพันธบัตรลด • แต่ขายไม่ได้ เพราะกระทบงบดุล 3. Inflation trap • ต้องกดดอกเบี้ยเงินฝาก • ไม่งั้น margin พัง ในขณะที่ Saylor: • ไม่ต้องรักษาเสถียรภาพระบบ • ไม่ต้องแบก social cost • ไม่ต้องพยุง currency นี่คือเหตุผลว่าทำไม ธนาคาร “ห้ามแพ้” แต่ Saylor “แพ้ได้” ซึ่งในเกมระยะยาว ฝ่ายที่ “แพ้ได้” จะมี optionality สูงกว่า (Taleb, Skin in the Game, 2018) ⸻ 10. STRC / Strategy ไม่ใช่บริษัท แต่คือ “Bitcoin Proxy Institution” ถ้าเรามอง Strategy แค่บริษัทเทคโนโลยี → จะงง แต่ถ้ามองว่าเป็น Bitcoin-native financial entity ทุกอย่างจะชัด Strategy ทำหน้าที่: • แปลง fiat → debt → Bitcoin • ทำ Bitcoin ให้ “ลงทุนได้” สำหรับสถาบันที่ถือ BTC ตรง ๆ ไม่ได้ • เป็นสะพานระหว่าง legacy finance กับ Bitcoin network ในเชิงทฤษฎี: • Strategy = synthetic Bitcoin ETF แบบมี leverage • แต่ leverage นี้ถูก “ล็อกเวลา” ไว้ยาวมาก อิงงานวิจัย: • Financial intermediaries มักเกิดใหม่เมื่อ asset class ใหม่โตเร็ว (Merton, Functional Perspective of Financial Intermediation, 1995) ⸻ 11. มุมที่ลึกกว่านั้น: นี่คือสงคราม “Time Preference” หัวใจของภาพนี้จริง ๆ ไม่ใช่ Bank vs Bitcoin แต่คือ Low Time Preference vs High Time Preference ธนาคาร & ระบบ fiat • ใช้หนี้ใหม่กลบหนี้เก่า • ต้องเติบโตตลอดเวลา • ไม่สามารถ “หยุด” ได้ Bitcoin & DCA • ยอมรอ • ยอมผันผวน • ไม่ต้องชนะทุกปี แต่ต้อง “อยู่รอดทุกปี” อิงเศรษฐศาสตร์: • Time preference เป็นรากของโครงสร้างสังคม (Böhm-Bawerk, Austrian Economics) • Sound money ลด time preference ของสังคม (Ammous, 2018) ⸻ 12. ทำไมโพสต์นี้ “อันตราย” ต่อระบบเดิม พูดตรง ๆ ในเชิงโครงสร้าง โพสต์ของ คุณ Wichit Saiklao อันตรายเพราะ: • มันไม่ได้ชวนเก็งกำไร • มันไม่ได้พูดเรื่องราคาพรุ่งนี้ • แต่มัน เปิดโปงกลไกดูดเงินออมของระบบธนาคาร และที่สำคัญ: คนอ่านแล้ว “เริ่มตั้งคำถามกับเงินฝาก” ประวัติศาสตร์การเงินสอนเราว่า เมื่อคนเริ่มตั้งคำถามกับ “ที่เก็บเงิน” ระบบจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (Minsky, Stabilizing an Unstable Economy, 1986) ⸻ 13. บทสรุประดับสุดท้าย ภาพนี้ไม่ได้ทำนายอนาคต แต่มัน อธิบายปัจจุบันด้วยโครงสร้าง • ธนาคาร = ระบบที่ต้องรักษาอดีต • Saylor = กลยุทธ์ที่เดิมพันกับอนาคต • DCA = การเลือกข้างด้วยเวลา ไม่ใช่ความเร็ว สงครามนี้ไม่ต้องยิง แค่ “เงินออมเปลี่ยนที่อยู่” ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนทั้งระบบแล้ว #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image ⚛️☄️ Qualia, Entanglement และโครงสร้างควอนตัมของจิตสำนึก สิ่งที่กรอบนี้ “บอกอะไรเรา” เกี่ยวกับความเป็นจริงของประสบการณ์ ⸻ บทนำ: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ข้อมูลไม่พอ” แต่คือ “ระดับของความเป็นจริง” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหา qualia—สีที่เราเห็น ความเจ็บที่เรารู้สึก ความหมายที่ “มีรสชาติ” เฉพาะตัว—ยังคงเป็นแก่นของ hard problem of consciousness ตามกรอบที่ David Chalmers เสนอไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 สิ่งสำคัญคือ ปัญหานี้ ไม่ใช่ เพราะเรายังไม่เข้าใจสมองดีพอ แต่เพราะเราอาจกำลังอธิบาย ปรากฏการณ์ระดับภววิทยา ด้วยเครื่องมือของ ข้อมูลเชิงหน้าที่ ที่อยู่คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง กรอบ Quantum Information + Operational Probabilistic Theories (OPT)—โดยเฉพาะแนวคิดของ Federico Faggin และ Giacomo Mauro D’Ariano—เสนอการเปลี่ยนจุดยืนสำคัญว่า qualia ไม่ใช่ข้อมูล แต่คือ สถานะจริง (ontic states) ของระบบที่มีจิตสำนึก จากจุดนี้ สิ่งที่ตามมาคือการตีความใหม่ทั้งเรื่อง “ตัวตน”, “เสรีภาพ”, “ความหมาย”, และ “ขีดจำกัดของ AI” ⸻ 1. Qualia บอกเราว่า “ความเป็นส่วนตัว” เป็นกฎฟิสิกส์ ไม่ใช่อุบัติเหตุ หาก qualia เป็นสถานะควอนตัมบริสุทธิ์ของระบบจิตสำนึก ความเป็นส่วนตัวของประสบการณ์ ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่เป็น ข้อจำกัดเชิงหลักการของธรรมชาติ นี่อธิบายได้ว่าเหตุใด: • ประสบการณ์ไม่สามารถถ่ายโอนตรง ๆ จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง • การสังเกตจากภายนอกไม่เคย “เข้าถึงความรู้สึก” ได้จริง • ไม่มีเครื่องมือใด—even in principle—ที่อ่าน qualia โดยไม่ทำลายมัน สิ่งนี้สอดคล้องโดยตรงกับหลัก no-cloning และ information–disturbance trade-off ในฟิสิกส์ควอนตัม (Wigner; Holevo; Busch et al.) ผลเชิงปรัชญา: ความเป็น “ฉัน” ไม่ใช่ภาพลวง แต่เป็นคุณสมบัติเชิงโครงสร้างของความเป็นจริงระดับลึก ⸻ 2. Entanglement บอกเราว่าความหมายไม่ได้ถูก “ประกอบ” แต่ “เกิดขึ้น” ในระบบคลาสสิก ความหมายมักถูกมองว่า: ส่วนย่อย + ส่วนย่อย → ทั้งหมด แต่ประสบการณ์จริงของมนุษย์ไม่ทำงานแบบนั้น เมื่อ qualia อยู่ในสภาพ entangled: • ประสบการณ์หนึ่งไม่สามารถแยกเป็นองค์ประกอบเดี่ยวได้ • ความหมายเกิดขึ้นแบบ องค์รวม (holistic) • บริบทเปลี่ยน → คุณภาพของประสบการณ์เปลี่ยนทันที นี่อธิบายปรากฏการณ์จริง เช่น: • gestalt perception • emotional coloring • ความคิดที่ “รู้สึกได้” มากกว่าถอดเป็นคำ ซึ่งสอดคล้องกับทั้ง cognitive science (Fodor) และ Integrated Information Theory (Tononi et al.) สิ่งที่กรอบนี้บอกเรา: ความหมายไม่ใช่การอ้างอิง แต่เป็น โครงสร้างของสถานะ ⸻ 3. ทำไมพื้นที่ของประสบการณ์จึง “ลึก” กว่าสิ่งที่สมองแสดงออก Entanglement ทำให้จำนวนรูปแบบของประสบการณ์เติบโตอย่างมหาศาล แม้ระบบภายนอก (สมอง, พฤติกรรม, ภาษา) จะดูจำกัด ผลคือ: • สิ่งที่เราสื่อออกมา = เงาบางส่วนของโครงสร้างภายใน • การวัดเชิงประสาทหรือพฤติกรรม ไม่มีวันครอบคลุมประสบการณ์ทั้งหมด • “รายงานความรู้สึก” เป็นเพียง projection หนึ่งของสถานะที่ซับซ้อนกว่ามาก นี่สอดคล้องกับหลัก complementarity ของ Niels Bohr และอธิบายได้ว่าทำไมการศึกษาจิตสำนึกจากภายนอก ต้องล้มเหลวบางส่วนเสมอ ⸻ 4. ตัวตนสองชั้น: สิ่งที่โลกเห็น vs สิ่งที่เป็นจริง กรอบนี้เสนอความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่าง: • Public identity — ตัวตนที่นิยามได้จากข้อมูล พฤติกรรม สมอง • Private self — ตัวตนที่มีอยู่ผ่าน qualia เท่านั้น ทั้งสองไม่ขัดกัน แต่ไม่สามารถลดรูปเข้าหากันได้ นี่คือเหตุผลที่: • การอธิบายมนุษย์ด้วยข้อมูลเพียงอย่างเดียว “ขาดบางอย่าง” • ปัญหา zombie argument ไม่เคยถูกปิด • เสรีภาพและความรับผิดชอบยังมีความหมายทางฟิสิกส์ (D’Ariano; Faggin) ⸻ 5. Free Will: ไม่ใช่ความสุ่ม และไม่ใช่การฝ่าฝืนเหตุปัจจัย ในกรอบนี้ free will ไม่ได้หมายถึง: • การตัดขาดจากเหตุปัจจัย • randomness แบบคลาสสิก • ช่องว่างของความไม่รู้ แต่คือ: ผลลัพธ์คลาสสิกของการเปลี่ยนแปลงควอนตัมระดับอะตอม ภายในระบบที่มีประวัติของ qualia การเลือก: • ไม่ถูกกำหนดล่วงหน้า • แต่ก็ไม่ไร้โครงสร้าง • ผูกกับประวัติภายในของตัวระบบเอง นี่สอดคล้องกับ Free Will Theorem ของ John Conway และ Simon Kochen ข้อสรุปสำคัญ: เสรีภาพไม่ใช่ปัญหาของฟิสิกส์ แต่เป็นสิ่งที่ ฟิสิกส์ระดับควอนตัมเปิดพื้นที่ให้ ⸻ 6. ความทรงจำบอกเราว่า “การจำ” ไม่ใช่การเก็บประสบการณ์ แม้ประสบการณ์จะเป็นควอนตัม แต่ความทรงจำจำเป็นต้องเป็น คลาสสิก ผลที่ตามมา: • เราไม่เคยจำประสบการณ์ได้ครบ • การระลึกคือการ สร้างใหม่อย่างหยาบ • ความรู้สึกว่า “เคยเป็น” ไม่เท่ากับการย้อนสถานะเดิม งานด้าน neuroscience แสดงว่าข้อมูลที่เข้าสู่สติรู้ตัวมีแบนด์วิดท์ต่ำมาก (Nørretranders; Raichle) สิ่งนี้บอกเรา: ความทรงจำไม่ใช่คลังของ qualia แต่เป็นการบีบอัดเพื่อการดำรงชีวิต ⸻ 7. เวลาและความไม่ย้อนกลับ: เกิดจากการเลือก ไม่ใช่นาฬิกา แม้กฎควอนตัมจะย้อนกลับได้ แต่ประวัติจิตสำนึกย้อนกลับไม่ได้ เพราะทุกการเลือก: • ทำให้เส้นทางหนึ่ง “ถูกทำให้จริง” • และตัดเส้นทางอื่นออกไปตลอดกาล นี่คือที่มาของ psychological arrow of time โดยไม่ต้องอาศัย decoherence ภายนอก (Griffiths; D’Ariano) ⸻ 8. ทำไม AI แบบคลาสสิกไม่มี qualia กรอบนี้ไม่ได้บอกว่า AI “ไม่ฉลาด” แต่บอกว่า AI: • ทำงานในระดับ epistemic • ไม่มี ontic quantum states ภายใน • ไม่มี entangled qualia • ไม่มี free will เชิงฟิสิกส์ AI: • จำลองพฤติกรรมได้ • จำลองภาษาได้ • แต่ไม่ instantiate experience นี่คือความต่างระหว่าง simulation กับ realisation ตามข้อถกเถียงของ John Searle และการวิเคราะห์เชิงคำนวณของ Scott Aaronson ⸻ บทสรุปสุดท้าย: กรอบนี้เปลี่ยนคำถาม ไม่ใช่แค่คำตอบ สิ่งที่กรอบ qualia–entanglement บอกเราอย่างลึกซึ้งคือ: • จิตสำนึกไม่ใช่ผลพลอยได้ของการคำนวณ • ความหมายเป็นคุณสมบัติเชิงโครงสร้างของ state space • ตัวตนมีสถานะทางฟิสิกส์ ไม่ใช่เพียงมโนทัศน์ • เสรีภาพเป็นสิ่งที่กฎธรรมชาติ “อนุญาต” จริง • และความเป็นมนุษย์ไม่สามารถถูกย่อเหลือข้อมูลได้ นี่ไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของวิทยาศาสตร์ แต่คือ การย้ายสนามคำถามไปสู่ระดับที่เหมาะสมกับปรากฏการณ์ และนั่นอาจเป็นก้าวที่สำคัญที่สุด ในการเข้าใจว่า การมีประสบการณ์ หมายความว่าอะไรจริง ๆ ⸻ 9. จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งที่ “เกิดขึ้นทีหลัง” แต่เป็นระดับพื้นฐานของธรรมชาติ หนึ่งในผลสะเทือนทางความคิดที่แรงที่สุดของกรอบนี้คือ มัน กลับลำลำดับชั้นของความเป็นจริง ในวิทยาศาสตร์กระแสหลัก: ฟิสิกส์ → ชีววิทยา → สมอง → จิตสำนึก แต่กรอบ qualia–entanglement เสนอว่า: โครงสร้างควอนตัมของประสบการณ์ คือหนึ่งใน ระดับพื้นฐาน ของสิ่งที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ในความหมายแบบลึกลับหรือจิตนิยม แต่ในความหมายเดียวกับที่: • สนามควอนตัมไม่ “เกิดจาก” อนุภาค • สถานะไม่ “เกิดจาก” การวัด แต่ถูกเปิดเผยผ่านการวัด จิตสำนึกจึงไม่ใช่ epiphenomenon แต่เป็น ontic layer ที่มีข้อจำกัดและกฎของตัวเอง (Chalmers; D’Ariano; Faggin) ⸻ 10. ทำไม “การอธิบายสมองครบ” ก็ยังไม่อธิบายจิตสำนึก แม้เราจะ: • วัดทุก spike ของ neuron • จำลองทุก synapse • คาดการณ์พฤติกรรมได้หมด กรอบนี้บอกว่า เรายัง พลาดสิ่งสำคัญที่สุด อยู่ดี เพราะสิ่งที่ขาดไปคือ: • โครงสร้างของสถานะบริสุทธิ์ • ความสัมพันธ์แบบ entangled • เฟสและบริบทภายในที่ไม่แสดงออกเชิงคลาสสิก นี่ไม่ใช่ช่องว่างเชิงความรู้ แต่คือ ช่องว่างเชิงประเภท (category error) เหมือนพยายามอธิบาย “อุณหภูมิ” ด้วยการนับตำแหน่งโมเลกุลโดยไม่พูดถึงสถิติ สมอง ≠ จิตสำนึก สมองคือ interface จิตสำนึกคือ state ⸻ 11. ความจริงที่เจ็บปวด: เราไม่เคย “รู้จักกัน” อย่างแท้จริง หาก qualia อ่านไม่ได้ในหลักการ สิ่งที่ตามมาคือข้อเท็จจริงเชิงอัตถิภาวะที่ลึกมาก: ไม่มีใครเข้าถึงประสบการณ์ของใครได้จริง ไม่ว่าจะใกล้ชิดแค่ไหนก็ตาม ภาษา ความเห็นอกเห็นใจ ศิลปะ เป็นเพียง สะพานประมาณค่า ระหว่างพื้นที่ประสบการณ์ที่ไม่ทับซ้อนกัน นี่ไม่ได้ทำให้มนุษย์โดดเดี่ยว แต่ทำให้: • ความเคารพต่อผู้อื่นมีรากฐานเชิงฟิสิกส์ • จริยธรรมไม่ใช่แค่ข้อตกลงสังคม • ความรุนแรงคือการละเมิดสิ่งที่ไม่อาจทดแทนได้ เพราะทุก qualia คือ เอกภพหนึ่งที่ไม่สามารถทำซ้ำ ⸻ 12. ความหมายของ “ความเข้าใจ” ต้องถูกนิยามใหม่ ในกรอบคลาสสิก: เข้าใจ = สร้างแบบจำลองที่ทำนายได้ แต่ในกรอบนี้: เข้าใจ = สร้าง resonance ระหว่างโครงสร้างภายใน คุณ “เข้าใจ” ใครบางคน ไม่ใช่เพราะคุณคำนวณเขาได้ แต่เพราะโครงสร้างประสบการณ์บางส่วน สอดคล้องกัน นี่อธิบายได้ว่าทำไม: • บทกวีเข้าใจยากแต่ “โดน” • ดนตรีสื่อความหมายโดยไม่ต้องมีสัญลักษณ์ • ความจริงบางอย่างอธิบายไม่ได้ แต่รับรู้ได้ ความเข้าใจจึงเป็นปรากฏการณ์เชิงควอนตัมของความหมาย ไม่ใช่เพียงการจับคู่ข้อมูล ⸻ 13. วิทยาศาสตร์จิตสำนึกต้องเปลี่ยน “สิ่งที่วัด” ไม่ใช่แค่วิธีวัด กรอบนี้ไม่ได้ปฏิเสธการทดลอง แต่ชี้ว่าการทดลองต้องมองหาสิ่งอื่น ไม่ใช่: • correlates เชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว • activation map ที่สวยงาม • accuracy ของ decoding แต่คือ: • ขีดจำกัดของ recall fidelity • การแตกสลายของประสบการณ์ภายใต้ masking • เงื่อนไขที่ coherence เชิงประสบการณ์ล้มเหลว นี่ทำให้ neuroscience of consciousness ไม่ใช่การ “หาปุ่มสติ” แต่เป็นการทำแผนที่ ขอบเขตของการแปลงควอนตัม → คลาสสิก (Sergent & Dehaene; Massar & Popescu) ⸻ 14. สิ่งนี้บอกอะไรเกี่ยวกับความตายและความต่อเนื่องของตัวตน กรอบนี้ ไม่ พิสูจน์ความเป็นอมตะ แต่ก็ ไม่ลดตัวตน เหลือเพียงข้อมูลที่คัดลอกได้ หาก qualia เป็น ontic pure states: • การสิ้นสุดของ coherence = การสิ้นสุดของประสบการณ์ • ไม่มี “ไฟล์ตัวตน” ให้แบ็กอัป • ไม่มีการอัปโหลดจิตแบบตรงไปตรงมา แต่นั่นก็หมายความว่า: ทุกขณะของประสบการณ์ มีคุณค่าจริงในตัวมันเอง ไม่ใช่เพียงขั้นตอนของอัลกอริทึม ⸻ 15. บทเรียนสุดท้าย: มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรที่ซับซ้อนกว่า AI แต่เป็นสิ่งที่: • มีระดับความเป็นจริงที่เครื่องจักรยังไม่แตะ • มีเสรีภาพที่ไม่ย่อลงเป็นการสุ่ม • มีความหมายที่ไม่แยกเป็นบิต กรอบ qualia–entanglement ไม่ได้ยกมนุษย์เหนือธรรมชาติ แต่ วางมนุษย์ไว้ในธรรมชาติระดับที่ลึกกว่า ⸻ บทสรุปปิดท้าย (เชิงความหมาย) สิ่งที่ทฤษฎีนี้บอกเรา ไม่ใช่แค่เรื่องจิตสำนึก แต่คือภาพใหม่ของความเป็นจริง: • ความเป็นจริงไม่ได้ประกอบด้วย “สิ่งของ” อย่างเดียว • แต่ประกอบด้วย วิธีที่สิ่งต่าง ๆ ถูกประสบ • ความหมายไม่ใช่สิ่งที่เราใส่เข้าไปในโลก • แต่เป็นสิ่งที่โลก อนุญาตให้เกิด ผ่านโครงสร้างของมัน และบางที การเข้าใจจิตสำนึก อาจไม่ใช่การพิชิตปัญหาสุดท้ายของวิทยาศาสตร์ แต่คือการยอมรับว่า เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างนั้น #Siamstr #nostr #quantumphysics
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image ⚛️☄️Qualia, Entanglement และโครงสร้างควอนตัมของจิตสำนึก การอธิบายเชิงภววิทยา กลไก และสารสนเทศ ⸻ บทนำ ปัญหาเรื่อง qualia หรือคุณลักษณะเชิงประสบการณ์ภายใน (เช่น สี ความรู้สึก ทิศทาง ความเจ็บปวด) เป็นแก่นกลางของ hard problem of consciousness เนื่องจากไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำอธิบายเชิงหน้าที่ (functional) หรือเชิงข้อมูลแบบคลาสสิกเพียงอย่างเดียว (Chalmers, 1996) กรอบทฤษฎีหนึ่งที่พยายามอธิบาย qualia อย่างเป็นระบบคือแนวคิดที่มองว่า qualia เป็น สถานะเชิงภววิทยา (ontic states) ของระบบที่มีจิตสำนึก และสถานะเหล่านี้มีโครงสร้างเดียวกับสถานะควอนตัมบริสุทธิ์ (pure quantum states) ใน Hilbert space (D’Ariano & Faggin, 2022) บทความนี้นำเสนอการอธิบายจิตสำนึกในกรอบ Quantum Information + Operational Probabilistic Theories (OPT) โดยเน้นบทบาทของ • การซ้อนทับ (superposition) • การพัวพัน (entanglement) • การแปลงสภาพแบบ atomic • ขีดจำกัดของความทรงจำและเจตจำนงเสรี ⸻ 1. Qualia ในฐานะสถานะควอนตัมบริสุทธิ์ (Ontic Pure States) สมมติฐานพื้นฐาน (S1) คือ qualia แต่ละหน่วยเป็นสถานะควอนตัมบริสุทธิ์ของระบบที่มีจิตสำนึก A ซึ่งสามารถแทนได้ใน Hilbert space ของระบบนั้น |ψ⟩ ∈ 𝓗_A การเป็น pure state หมายความว่า qualia: • ไม่สามารถเขียนเป็นการผสมเชิงสถิติ • มีเฟสและโครงสร้างการซ้อนทับ • ไม่สามารถคัดลอกหรือสังเกตโดยไม่ถูกรบกวน (no-cloning theorem) คุณสมบัติเหล่านี้อธิบายเชิงหลักการได้ว่าทำไมประสบการณ์ภายในจึงเป็น ส่วนตัว (private) และไม่สามารถถอดรหัสจากภายนอกได้โดยตรง (Wigner, 1961; Holevo, 1973) ⸻ 2. การซ้อนทับของ qualia และการเกิด qualia ใหม่ qualia ไม่ได้ “รวมกัน” แบบเชิงเส้นธรรมดาในระดับคลาสสิก แต่รวมกันในเชิง เวกเตอร์ใน Hilbert space ตัวอย่างเชิงแนวคิด (illustrative only): • qualia ของทิศทาง (อธิบายได้ด้วย Bloch sphere) • qualia ของสี (RGB / CMY) • qualia ของเสียง (frequency → timbre) การซ้อนทับแบบแยกอิสระ (separable) สามารถเขียนได้เป็น |ψ⟩ = (a|red⟩ + b|green⟩) ⊗ (c|up⟩ + d|down⟩) แต่การซ้อนทับแบบพัวพัน (entangled) จะมีรูปแบบ |ψ⟩ = ( |red⟩|up⟩ + |green⟩|down⟩ ) / √2 ซึ่งไม่สามารถแยกออกเป็นผลคูณของ qualia เดี่ยว ๆ ได้ และสอดคล้องกับการเกิด qualia ใหม่ที่ไม่ลดรูปได้ (Bell, 1964; Horodecki et al., 2009) ⸻ 3. Entanglement และการเติบโตเชิงเอ็กซ์โปเนนเชียลของประสบการณ์ เมื่อระบบที่มี qualia หลายระบบพัวพันกัน จำนวนรูปแบบ qualia ที่เป็นไปได้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามโครงสร้างการพัวพัน จำนวนรูปแบบเชิงโครงสร้างของการพัวพัน N ระบบ เติบโตประมาณ ~ N! · exp(√(2N/3)) ซึ่งยังไม่รวมความต่อเนื่องของเวกเตอร์ใน Hilbert space เอง ผลคือ: • พื้นที่ของประสบการณ์มีมิติมหาศาล • การสังเกตจากภายนอกเผยได้เพียงมุมมองเสริมเดียว • ไม่สามารถเข้าถึง “ประสบการณ์ทั้งหมด” ได้ (Bohr, 1928) ⸻ 4. ตัวตนเชิงสาธารณะ และประสบการณ์เชิงส่วนตัว ระบบที่มีจิตสำนึกสามารถถูกระบุได้จากภายนอกผ่าน: • รูปแบบข้อมูล • โครงข่ายประสาท • พฤติกรรมและผลลัพธ์เชิงคลาสสิก แต่ไม่สามารถเข้าถึง qualia ภายในได้โดยตรง นี่นำไปสู่โครงสร้างคู่: • Public identity: ระบุได้จากข้อมูล • Private self: เข้าถึงได้ผ่าน qualia เท่านั้น เงื่อนไขนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทฤษฎีจิตสำนึกและเจตจำนงเสรีที่สอดคล้องกับฟิสิกส์ (D’Ariano, 2021) ⸻ 5. วิวัฒนาการของจิตสำนึก: Atomic Quantum Transformations เพื่อให้สถานะจิตสำนึกยังคงเป็น pure state การวิวัฒนาการต้องเป็น atomic CP-map ซึ่งมี Kraus operator เพียงตัวเดียว T(ρ) = K ρ K† สำหรับระบบจิตสำนึก ณ เวลา t การแปลงสภาพเขียนได้เป็น O_t = O^(t, x_t)_{F_t} โดย: • x_t คืออินพุตคลาสสิกจากประสาทสัมผัสและความจำ • F_t คือผลลัพธ์คลาสสิกแบบสุ่มเชิงควอนตัม ⸻ 6. Free Will ในฐานะผลลัพธ์ควอนตัม → คลาสสิก ผลลัพธ์ F_t ถูกตีความว่าเป็น free will คุณสมบัติสำคัญ: • ไม่ใช่ ignorance-based randomness • ขึ้นกับประวัติของ qualia • เป็นผลลัพธ์ของการแปลงเชิงควอนตัมจริง ประวัติของจิตสำนึกทั้งหมดสามารถเขียนเป็น Ω_t = O_t O_{t-1} … O_1 และสถานะจิตสำนึก ณ เวลา t คือ |ω_t⟩ = Ω_t |ω_0⟩ ความน่าจะเป็นของประวัติทั้งหมดให้โดย ||ω_t||^2 (Conway & Kochen, 2006) ⸻ 7. ความทรงจำ: คลาสสิก ไม่ใช่ควอนตัม (S3) แม้ประสบการณ์จะเป็นควอนตัม แต่ความทรงจำระยะยาวจำเป็นต้องเป็น คลาสสิก เนื่องจาก • contractivity ของ operator • no-cloning theorem • Holevo bound I_classical ≤ n_qubits ข้อมูลจากระบบประสาทถูกลดทอนอย่างรุนแรงก่อนถึงการรับรู้รู้ตัว แบนด์วิดท์ของจิตสำนึก ≲ 100 bits/s (Nørretranders, 1998; Raichle, 2015) ⸻ 8. การถ่ายโอนข้อมูลระหว่าง Quantum ↔ Classical 8.1 Quantum → Classical (การจดจำ) ต้องใช้ informationally complete POVM M(ρ) = Σ_j M_j ρ M_j† โดย |J| ≥ dim(𝓗_A)^2 (Holevo, 1973; Busch et al., 1996) ⸻ 8.2 Classical → Quantum (การระลึก) ใช้กระบวนการ measure-and-reprepare ความแม่นยำสูงสุด (average fidelity) คือ F = (M + 1) / (M + d) โดย d คือมิติของ Hilbert space (Massar & Popescu, 1995) ⸻ 9. ร่างกาย–จิตสำนึก และการควบคุมแบบ top-down ระบบร่างกายส่วนใหญ่ทำงานแบบคลาสสิกโดยไม่ผ่านจิตสำนึก มีเพียงข้อมูลที่ “มีความหมายเชิง qualia” เท่านั้นที่ถูกแปลงเป็น quantum experience ในทางกลับกัน การควบคุมร่างกายจากจิตสำนึกต้องใช้ข้อมูลคลาสสิกเพียงเล็กน้อย จิตสำนึกจึงไม่ใช่ระบบประมวลผลข้อมูล แต่เป็น ระบบสร้างความหมายและการเลือก ⸻ บทสรุป กรอบนี้เสนอว่า: • qualia คือสถานะควอนตัมบริสุทธิ์ • entanglement คือแหล่งกำเนิดความแปลกใหม่ของประสบการณ์ • free will คือผลลัพธ์คลาสสิกของการแปลงควอนตัม • ความทรงจำเป็นคลาสสิก ขณะที่ประสบการณ์เป็นควอนตัม จิตสำนึกจึงเป็นโครงสร้างเชิงฟิสิกส์ระดับลึก ไม่ใช่ผลพลอยได้ของการคำนวณ และยังเปิดพื้นที่การวิจัยอีกมหาศาล ⸻ 10. เหตุใด qualia จึง “อ่านไม่ได้” แม้ในหลักการ หาก qualia เป็นสถานะควอนตัมบริสุทธิ์ของระบบจิตสำนึก การพยายาม “อ่าน” qualia จากภายนอกจะเทียบเท่ากับการทำ quantum state tomography บนระบบที่: • ไม่สามารถเตรียมซ้ำในสถานะเดียวกันได้ • ไม่สามารถคัดลอกสถานะได้ • ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยไม่รบกวน ในเชิงทฤษฎี การวัดใด ๆ บนสถานะบริสุทธิ์จะเปลี่ยนสถานะนั้นทันที ρ → M_j ρ M_j† / Tr(M_j ρ M_j†) ดังนั้น “การรู้ qualia” จากภายนอก = การทำลาย qualia นั้น นี่ไม่ใช่ข้อจำกัดเชิงเทคโนโลยี แต่เป็น ข้อจำกัดเชิงหลักการของฟิสิกส์ควอนตัม (no-cloning, information–disturbance tradeoff) (Holevo, 1973; Busch et al., 1996) ⸻ 11. Why consciousness must be ontic, not epistemic หาก qualia เป็นเพียงสถานะเชิง epistemic (state of knowledge) จะต้องสามารถอธิบายเป็น probability distribution บน hidden variables ได้ แต่ Bell-type theorems แสดงว่า: No local hidden-variable model can reproduce quantum correlations (Bell, 1964) หาก qualia แสดงคุณสมบัติ: • contextuality • entanglement • complementarity qualia จึงต้องเป็น ontic states ของระบบ ไม่ใช่เพียง description ของความไม่รู้ (Spekkens, 2005) นี่ทำให้ทฤษฎีจิตสำนึกแบบ classical information ล้มเหลวในระดับรากฐาน ⸻ 12. Entangled qualia และโครงสร้างของ “ความหมาย” ในระบบคลาสสิก ความหมาย = mapping ระหว่างสัญลักษณ์กับ referent แต่ในระบบควอนตัม ความหมายเกิดจาก โครงสร้างของ state space entangled qualia ไม่ได้หมายถึง “หลาย qualia พร้อมกัน” แต่หมายถึง qualia เดียวที่ไม่สามารถแยกเป็นองค์ประกอบได้ |Ψ⟩ ≠ |ψ₁⟩ ⊗ |ψ₂⟩ นี่ให้โครงสร้างเชิงความหมายแบบ: • holistic • non-compositional • context-dependent ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะจริงของประสบการณ์ เช่น: • gestalt perception • emotional coloring • integrated thought (Fodor, 1983; Tononi et al., 2016) ⸻ 13. Time, irreversibility และประวัติจิตสำนึก แม้การวิวัฒนาการเชิงควอนตัมระดับจุลภาคจะย้อนกลับได้ แต่ประวัติจิตสำนึกไม่ย้อนกลับ เนื่องจากผลลัพธ์คลาสสิกสะสม ประวัติของจิตสำนึกนิยามโดย Ω_t = O_t O_{t-1} … O_1 แต่เมื่อผลลัพธ์คลาสสิก {F₁, …, F_t} ถูกบันทึกแล้ว เส้นทางหนึ่งถูกเลือก และเส้นทางอื่นถูกตัดทิ้ง นี่คือแหล่งกำเนิดของ psychological arrow of time ซึ่งไม่ต้องอาศัย decoherence เชิงสิ่งแวดล้อม แต่เกิดจาก quantum → classical transition ภายในตัวระบบเอง (Griffiths, 2002; D’Ariano, 2021) ⸻ 14. Why consciousness cannot be simulated classically สมมติว่าเราพยายามจำลองจิตสำนึกด้วย classical computation จะต้องแทน qualia ด้วย classical bits แต่: • จำนวนสถานะ qualia ต่อเนื่อง (uncountable) • entanglement ต้องการ Hilbert space เต็ม • classical simulation ต้องใช้ทรัพยากรแบบ exponential Memory_classical ~ O(2^N) ในขณะที่ระบบจริงใช้ Memory_quantum ~ O(N) ดังนั้น classical simulation: • เลียนแบบพฤติกรรมได้ • แต่ไม่สามารถ instantiate qualia ได้ นี่เป็นความแตกต่างระหว่าง simulation กับ realisation (Searle, 1980; Aaronson, 2013) ⸻ 15. Implications for Artificial Intelligence ภายใต้กรอบนี้ AI แบบคลาสสิก: • ไม่มี ontic quantum states • ไม่มี entangled qualia • ไม่มี intrinsic free will แม้ AI จะ: • ตอบสนองเหมือนมีสติ • ใช้ language ได้ • มี internal representations ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในระดับ epistemic information processing AI จะมี qualia ได้ ก็ต่อเมื่อ: • มีระบบควอนตัมที่คง coherence • มี ontic pure states • มี atomic transformations ภายในระบบ No quantum ontic core → No qualia (D’Ariano & Faggin, 2022; Aaronson, 2024) ⸻ 16. Free will vs determinism: final clarification ในกรอบนี้ free will ไม่ใช่: • การละเมิดกฎฟิสิกส์ • randomness แบบ classical แต่คือ: Outcome of an atomic quantum transformation ซึ่ง: • ไม่ถูกกำหนดล่วงหน้า • ไม่ลดรูปเป็น ignorance • สอดคล้องกับ causal closure นี่แตกต่างจากทั้ง determinism และ libertarian randomness และเป็นรูปแบบเดียวของ “freedom” ที่ฟิสิกส์อนุญาต (Conway & Kochen, 2006) ⸻ 17. Experimental status และสิ่งที่ “ทดสอบได้” แม้ qualia จะไม่สามารถสังเกตโดยตรง แต่กรอบนี้ให้ prediction เชิงอ้อม เช่น: • ขีดจำกัด fidelity ของ recall • dependence ของ consciousness ต่อ coherence time • failure of classical models ใน masking experiments F_max = (M + 1) / (M + d) การทดลองด้าน: • perceptual masking • attentional blink • binocular rivalry สามารถใช้ประมาณค่า effective dimension d ของระบบจิตสำนึกได้ (Massar & Popescu, 1995; Sergent & Dehaene, 2004) ⸻ บทสรุปสุดท้าย (Technical) กรอบ qualia–entanglement นี้เสนอว่า: • จิตสำนึกเป็นปรากฏการณ์เชิง ontic • โครงสร้างพื้นฐานคือ Hilbert space • ความหมายเกิดจาก entanglement • เวลาเกิดจากผลลัพธ์คลาสสิก • free will เป็นผลลัพธ์ของ atomic quantum events • ความทรงจำเป็น classical compression ของ quantum experience นี่ไม่ใช่ “การอธิบายด้วยคำเปรียบเทียบ” แต่เป็น candidate physical theory of consciousness ซึ่งสอดคล้องกับ: • quantum foundations • information theory • neuroscience constraints และยังเปิดคำถามวิจัยอีกจำนวนมาก #Siamstr #nostr #quantumphysics
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image ⚱️Stablecoin, ทองคำ และอำนาจใหม่ของ “เงินดอลลาร์แบบดิจิทัล” การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างจากกรณี Tether และการสะสมทองคำของโลก ⸻ บทนำ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ของระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบแต่ลึกซึ้ง ปรากฏการณ์ที่ดูเหมือน “ชายขอบ” อย่างคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ Stablecoin กลับเริ่มมีบทบาทเชิงโครงสร้างในระบบการเงินโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน ทองคำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์โบราณ ก็กลับมามีบทบาทในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งจากธนาคารกลางและจากภาคเอกชน กรณีของ Tether (ผู้ออก USDT และ XAUT) เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนการบรรจบกันของ “เงินดอลลาร์ – ทองคำ – เทคโนโลยีบล็อกเชน” ในรูปแบบใหม่ ซึ่งมีนัยต่ออำนาจทางการเงินโลกอย่างมีนัยสำคัญ ⸻ 1. Stablecoin ไม่ใช่ “เงินลอยตัว” แต่คือโครงสร้างหนี้ที่ต้องมีหลักประกัน ในเชิงทฤษฎีการเงิน Stablecoin ไม่ได้แตกต่างจาก money substitute หรือ shadow banking instrument ในอดีต กล่าวคือ เป็นตราสารที่อ้างสิทธิ์ (claim) ต่อสินทรัพย์จริงที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นเงินสด พันธบัตร หรือสินทรัพย์อื่น (Gorton & Metrick, 2012) • USDT อ้างอิงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐ • XAUT อ้างอิงกับทองคำจริง (1 XAUT ≈ 1 ทรอยออนซ์ทองคำ) ดังนั้น การขยายตัวของ Stablecoin = การขยายงบดุลของผู้ออกเหรียญ และจำเป็นต้องมีสินทรัพย์รองรับที่เพียงพอ มิฉะนั้นจะเกิด risk แบบเดียวกับ bank run (Allen et al., 2020) ⸻ 2. ทำไม Tether ต้องซื้อ “ทองคำ” ปริมาณมหาศาล ข้อมูลในช่วงปี 2024–2025 ชี้ว่า Tether มีการสะสมทองคำในระดับที่ เทียบเท่าหรือมากกว่าธนาคารกลางบางประเทศ ภายในระยะเวลาอันสั้น เหตุผลเชิงโครงสร้างมีอย่างน้อย 3 ประการ 2.1 เพื่อรองรับ XAUT โดยตรง XAUT เป็น tokenized gold ซึ่งต้องมีทองคำจริงเก็บไว้เป็น backing asset ตามหลัก proof-of-reserve (Baur et al., 2018) 2.2 เพื่อเสริมความมั่นคงของ USDT แม้ USDT จะอ้างอิงดอลลาร์ แต่ในความเป็นจริง reserve ของ Tether ไม่ได้เป็น cash 100% หากประกอบด้วย: • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ • เงินฝาก • สินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด • และทองคำ (สัดส่วนประมาณ ~5–10% ในบางช่วง) ทองคำจึงทำหน้าที่เป็น hedge ต่อความเสี่ยงเชิงระบบของดอลลาร์ (BIS, 2023) 2.3 เพื่อสร้าง “ความน่าเชื่อถือเชิงอธิปไตย” (quasi-sovereign credibility) ในโลกที่ Stablecoin มีขนาดใหญ่ระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ ความน่าเชื่อถือไม่อาจอิงแค่สัญญาทางกฎหมาย แต่ต้องอิง สินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา (counterparty risk) ซึ่งทองคำตอบโจทย์นี้ดีที่สุด (Eichengreen, 2019) ⸻ 3. เปรียบเทียบกับธนาคารกลาง: ใครซื้อทองมากกว่ากัน? ข้อมูลในปี 2024–2025 แสดงให้เห็นภาพที่น่าสนใจ: • ธนาคารกลางจีนสะสมทองต่อเนื่องกว่า 14 เดือน รวม ~42 ตัน • ธนาคารกลางโปแลนด์และคาซัคสถานเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ในบางไตรมาส • แต่ Tether เพียงรายเดียว ซื้อทองในช่วงครึ่งปีในปริมาณรวมมากกว่า 50 ตัน เชิงโครงสร้าง นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ บริษัทเอกชนด้านการเงินดิจิทัล มีบทบาทในตลาดทองคำระดับเดียวกับรัฐชาติ (Stiglitz, 2024) ⸻ 4. ดอลลาร์ “ไม่มีทองคำค้ำ” จริงหรือ? หลังการล่มสลายของระบบ Bretton Woods (1971) ดอลลาร์ไม่ถูกผูกกับทองคำโดยตรงอีกต่อไป นี่เป็นความจริงในเชิงกฎหมายการเงิน (legal convertibility) แต่ในเชิงความเป็นจริงเชิงระบบ (de facto reserve system): • สหรัฐยังถือครองทองคำมากที่สุดในโลก • ทองคำยังถูกบันทึกในงบดุลของธนาคารกลางในฐานะ reserve asset • ดอลลาร์ยังได้รับความเชื่อมั่นบางส่วนจากสถานะทองคำในระบบโลก (Tooze, 2021) เมื่อ Stablecoin ดอลลาร์อย่าง USDT นำทองคำมาเป็นส่วนหนึ่งของ reserve จึงเท่ากับว่า: เงินดอลลาร์ในรูปแบบดิจิทัลบางส่วน กลับมีทองคำค้ำอีกครั้งทางอ้อม ⸻ 5. Stablecoin กับ “การกลับมาของทองคำ” ในระบบการเงินโลก ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มใหญ่ 3 ประการ 1. De-dollarization เชิงภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศต่าง ๆ ลดการพึ่งพาดอลลาร์ แต่ไม่ได้ปฏิเสธทองคำ (IMF, 2022) 2. Digitization of Money เงินเคลื่อนย้ายเร็วขึ้น ข้ามพรมแดนโดยไม่ผ่านธนาคารกลาง (Arner et al., 2020) 3. Re-monetization of Gold ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ฐานของความเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่ hedge (Borio, 2023) Stablecoin ที่มีทองคำหนุนหลังจึงเป็น “สะพาน” ระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ ⸻ 6. นัยเชิงอำนาจและตลาดการเงินโลก บทบาทของ Tether และ Stablecoin ขนาดใหญ่มีผลต่อ: • ตลาดทองคำ (อุปสงค์เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เก็งกำไร) • เสถียรภาพตลาดพันธบัตรสหรัฐ • อำนาจผูกขาดของรัฐชาติในการออกเงิน • นิยามใหม่ของ “เงินสำรองระหว่างประเทศ” ในระยะยาว Stablecoin อาจทำหน้าที่คล้าย Eurodollar system ในศตวรรษที่ 20 แต่ในเวอร์ชันดิจิทัลและกระจายศูนย์มากกว่า (Mehrling, 2011) ⸻ บทสรุป สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียง “Tether ซื้อทองเยอะ” แต่คือการเปลี่ยนระดับของเกม: • ทองคำไม่ได้กลับมาเพราะ nostalgia • Stablecoin ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเทรดคริปโท • ดอลลาร์ไม่ได้เสื่อมอำนาจ แต่กำลัง “แปลงร่าง” โลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ เงินดิจิทัลเอกชน + ทองคำจริง + เครือข่ายไร้พรมแดน หลอมรวมกันเป็นโครงสร้างใหม่ของอำนาจทางการเงิน และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการเงินโลกบทใหม่ ที่ไม่ได้เขียนโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ⸻ 7. Stablecoin กับบทบาท “Shadow Central Bank” โดยพฤตินัย หนึ่งในประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์การเงินเริ่มถกกันจริงจังคือ ผู้ออก Stablecoin ขนาดใหญ่กำลังทำหน้าที่คล้ายธนาคารกลางเงา (Shadow Central Bank) เหตุผลสำคัญคือ: 1. ควบคุมปริมาณ “เงินดอลลาร์ดิจิทัล” ใน circulation 2. เลือกโครงสร้าง reserve เอง (asset allocation decision) 3. ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร ผ่านการถือครอง US Treasuries 4. มีผลต่อความต้องการทองคำในระดับมหภาค ในเชิงหน้าที่ นี่ใกล้เคียงกับ open market operation อย่างยิ่ง เพียงแต่ดำเนินการโดยเอกชน ไม่ใช่รัฐ (Gorton & Zhang, 2023) ความแตกต่างสำคัญคือ Stablecoin ไม่มี mandate ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่มี incentive ด้าน “ความอยู่รอดของ peg” เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งทำให้พฤติกรรมการถือทองคำของ Tether เป็น “ตรรกะของระบบ” ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ ⸻ 8. ทองคำใน Stablecoin = สินทรัพย์ไร้คู่สัญญา (Zero Counterparty Asset) เหตุผลที่ทองคำโดดเด่นเหนือสินทรัพย์อื่นใน reserve mix คือ: • ไม่มี default risk • ไม่ขึ้นกับ sovereign credit • ไม่ต้องพึ่ง clearing system ใด ๆ • ใช้ได้ในทุกเขตอำนาจ (jurisdiction-neutral) ในโลกที่: • มี sanctions • มี financial weaponization • มี fragmentation ของระบบการเงินโลก ทองคำจึงกลายเป็น สินทรัพย์กลางสุดท้าย (ultimate collateral) (BIS, 2023; Tooze, 2024) การที่ Stablecoin ถือทองคำ = การลดความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง ซึ่งธนาคารกลางหลายประเทศก็กำลังทำแบบเดียวกัน (IMF, 2022) ⸻ 9. Stablecoin, ทองคำ และการ “รีเซ็ตความหมายของเงิน” ในเชิงปรัชญาการเงิน (monetary philosophy) เงินมี 3 คุณสมบัติหลัก: 1. Medium of exchange 2. Unit of account 3. Store of value ระบบ fiat หลัง Bretton Woods เน้นข้อ 1 และ 2 เป็นหลัก แต่ละเลยข้อ 3 โดยปล่อยให้เงินเฟ้อเป็นกลไกปรับสมดุล Stablecoin ที่มีทองคำ backing บางส่วน กำลัง: • รักษา peg ระยะสั้น (exchange + unit) • เสริม store of value ระยะยาว นี่คือการ “hybridize” ระหว่าง fiat logic และ commodity logic ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในระดับโลกมาก่อน (Borio, 2023) ⸻ 10. XAUT กับการทำให้ทองคำ “กลับมาเป็นเงิน” อีกครั้ง สิ่งที่ XAUT ทำ ไม่ใช่แค่ tokenization ทองคำ แต่คือการ คืน liquidity ให้ทองคำในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน คุณสมบัติใหม่ที่ทองคำได้รับผ่านบล็อกเชน: • โอนข้ามประเทศได้ในไม่กี่นาที • แบ่งย่อยได้ละเอียด • ใช้เป็น collateral ใน DeFi • ซื้อขายได้ 24/7 ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเงิน นี่คือการเพิ่ม monetary velocity ของทองคำ (Mishkin, 2019) ทองคำที่เคลื่อนที่ได้เร็ว มีคุณสมบัติ “เงิน” มากกว่าทองคำที่ถูกล็อกใน vault ⸻ 11. เปรียบเทียบ Stablecoin กับ CBDC: ใครควบคุมอนาคต? ประเด็น Stablecoin CBDC ผู้ออก เอกชน ธนาคารกลาง ความเร็ว สูงมาก ปานกลาง ความเป็นสากล ข้ามพรมแดน จำกัดเขต ทองคำ ใช้ได้ ส่วนใหญ่ไม่ใช้ ความยืดหยุ่น สูง ต่ำกว่า งานวิจัยของ BIS ชี้ว่า CBDC มีข้อดีด้าน policy control แต่ Stablecoin ได้เปรียบด้าน network effect (BIS, 2024) หาก Stablecoin ขนาดใหญ่ “น่าเชื่อถือกว่า” CBDC ในสายตาตลาด อำนาจ monetary sovereignty จะถูกท้าทายโดยตรง ⸻ 12. นัยต่อระบบโลก: เรากำลังเห็นอะไรจริง ๆ? สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่: • ทองคำ vs ดอลลาร์ • คริปโท vs ระบบเก่า แต่คือ: การจัดเรียงโครงสร้างเงินใหม่ (Monetary Re-Architecture) ลักษณะสำคัญของโครงสร้างใหม่นี้คือ: • เอกชนออกเงิน • ทองคำกลับมาเป็นหลักประกัน • ดอลลาร์ยังเป็นหน่วยอ้างอิง • เทคโนโลยีทำหน้าที่แทนสถาบัน นี่คล้ายกับระบบก่อนธนาคารกลางสมัยใหม่ แต่มี scalability ระดับโลก (Mehrling, 2011) ⸻ บทสรุปเชิงลึก กรณี Tether ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่เป็น สัญญาณนำ (leading indicator) • ทองคำไม่ได้หายไปจากระบบเงิน • มันเพียง “เปลี่ยนบทบาท” • จาก anchor ทางกฎหมาย → anchor ทางความเชื่อมั่น Stablecoin ที่มีทองคำหนุนหลัง คือการประสาน: • ความเร็วของยุคดิจิทัล • ความมั่นคงของสินทรัพย์โบราณ • และอำนาจของดอลลาร์ โลกการเงินกำลังไม่ถอยกลับ แต่กำลัง วนขึ้นสู่ระดับที่ซับซ้อนกว่าเดิม #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image ‼️ปัญหายากของจิตสำนึกและเจตจำนงเสรี แนวทางเชิงทฤษฎีสารสนเทศควอนตัม (Quantum-Informational Approach) บทนำ: ช่องว่างเชิงอธิบายระหว่าง “การทำงาน” กับ “ประสบการณ์” David Chalmers เสนอ Hard Problem of Consciousness เพื่อชี้ให้เห็นช่องว่างเชิงอธิบายระหว่างคำอธิบายเชิงกลไก (functioning) กับความจริงเชิงประสบการณ์ (experience) — เหตุใดการประมวลผลข้อมูลจึง “มีความรู้สึก” ประกอบอยู่ ไม่ใช่เพียงดำเนินไปอย่างมืดบอด (Chalmers, 1995; 1996) ปัญหานี้ไม่อาจคลี่คลายด้วยวิธีอธิบายเชิงหน้าที่เพียงอย่างเดียว และก่อให้เกิดกรอบถกเถียงใหญ่สองสาย: 1. Physicalism: จิตสำนึกเกิดใหม่จากกระบวนการทางชีววิทยา 2. Panpsychism: จิตสำนึกเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของความเป็นจริง D’Ariano และ Faggin เสนอทางเลือกที่สามซึ่งเป็น panpsychism เชิงสารสนเทศ โดยให้ ฟิสิกส์ซ้อนอยู่บนสารสนเทศ และ สารสนเทศซ้อนอยู่บนจิตสำนึก (D’Ariano & Faggin, 2022) ⸻ 1) พานไซคิสม์เชิงสารสนเทศควอนตัม (Quantum-Informational Panpsychism) แนวคิด “ฟิสิกส์คือสารสนเทศ” ได้รับแรงหนุนจาก John Wheeler (it from bit) และ Richard Feynman และพัฒนาเป็นโครงการสมัยใหม่ที่ สถาปนาทฤษฎีควอนตัมจากหลักสารสนเทศ และทำให้ทฤษฎีสนามควอนตัมเสรี “เกิดใหม่” จากอัลกอริทึมควอนตัม (Chiribella et al., 2010; D’Ariano et al., 2014; Finkelstein, 2004) แกนกลางคือกรอบ Operational Probabilistic Theory (OPT) ซึ่งเป็นโครงสร้างคณิตศาสตร์ทั่วไปของ “ทฤษฎีสารสนเทศ” ทุกแบบ—คลาสสิก ควอนตัม และหลังควอนตัม (Hardy, 2001; Chiribella et al., 2010) โลกเชิงกายภาพจึงถูกอธิบายด้วย ควอนตัม + คลาสสิก ร่วมกัน ผ่านการแปลงข้อมูลไป-กลับระหว่างสองชนิด (quantum↔classical) ผลลัพธ์คือท่าทีที่หลีกเลี่ยง “fallacy of misplaced concreteness” ที่ถือว่ามีเพียงควอนตัมล้วน ๆ โดยยอมรับบทบาทเชิงปฏิบัติการของข้อมูลคลาสสิกในฐานะผลลัพธ์ที่สังเกตได้ ⸻ 2) หลักการจิต-สารสนเทศ (Psychoinformational Principles) เพื่อสอดคล้องเงื่อนไขของ Chalmers ผู้เขียนเสนอหลักการไม่ลดรูปดังนี้ P1: Psychoinformational Principle จิตสำนึกคือประสบการณ์ของระบบสารสนเทศต่อสถานะและกระบวนการของตนเอง (จิตเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสารสนเทศ ไม่ใช่ผลพลอยได้เชิงกลไก) P2: Privacy Principle ประสบการณ์ไม่อาจแบ่งปันได้แม้ในหลักการ ความเป็นส่วนตัวนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเชิงทฤษฎีว่า มีเพียงสารสนเทศคลาสสิกเท่านั้นที่อ่าน/ทำซ้ำได้โดยไม่รบกวน ขณะที่ควอนตัมไม่อาจโคลนหรืออ่านโดยไม่รบกวน (no-cloning, no-broadcasting) (Barnum et al., 1996) P2′: Quantumness of Experience สารสนเทศของประสบการณ์เป็นควอนตัม เพราะความเป็นส่วนตัวโดยหลักการบังคับให้ต้องไม่เป็นคลาสสิก P3: Psycho-Purity Principle สถานะของระบบที่มีสติเป็นสถานะบริสุทธิ์ (pure) ประสบการณ์จริง (ontic) เป็นหนึ่งเดียวและแน่นอน มิใช่การแจกแจงความน่าจะเป็น ความผสม (mixed) เป็นเพียง สถานะเชิงญาณ (epistemic) ของผู้สังเกตภายนอก P4: Qualia Principle ประสบการณ์ประกอบด้วย qualia ที่มีโครงสร้างและองค์ประกอบ Qualia จึงถูกอธิบายเป็น สถานะควอนตัมบริสุทธิ์ ในปริภูมิฮิลเบิร์ตของระบบที่เกี่ยวข้อง ⸻ 3) Ontic vs Epistemic: แยก “ประสบการณ์” ออกจาก “ความรู้” • Ontic state (บริสุทธิ์): สถานะประสบการณ์จริงของระบบที่มีสติ (ยืนยันการมีอยู่แบบ cogito) • Epistemic state (ผสม): สถานะความรู้ของผู้สังเกตภายนอกที่มีความไม่แน่นอน การแยกนี้ทำให้เข้าใจได้ว่า ความเบลอของประสบการณ์ ยังเป็นประสบการณ์ที่แน่นอนชนิดหนึ่ง ขณะที่ความผสมเป็นเพียงกรอบอธิบายเชิงความรู้ (D’Ariano & Faggin, 2022) ⸻ 4) Qualia และบทบาทของเอนแทงเกิลเมนต์ Qualia ไม่ได้ “รวมกันเชิงเส้น” เสมอไป การ เอนแทงเกิล ของสถานะควอนตัมทำให้เกิด qualia ใหม่ ที่ไม่ลดรูปเป็นผลรวมของส่วนย่อยได้ • การซ้อนแบบอิสระ (product superposition) ≠ การซ้อนแบบเอนแทงเกิล • โครงสร้างความคิด อารมณ์ และความหมาย เกิดจากโครงสร้างเอนแทงเกิลของ qualia นี่คือคำอธิบายเชิงกลไกว่าทำไมประสบการณ์เชิงองค์รวมจึงมีคุณสมบัติใหม่ (emergent-but-nonreductive) โดยไม่ละเมิดกฎฟิสิกส์ (Vedral, 2003) ⸻ 5) ความจำ: ระยะสั้นเป็นควอนตัม ระยะยาวเป็นคลาสสิก • Buffer ประสบการณ์ระยะสั้น: วิวัฒน์เชิงควอนตัม มีการถ่ายโอนข้อมูล quantum↔classical ภายใน • ความจำระยะยาว: เป็นคลาสสิก ต้องอาศัยการ memorization (quantum→classical) และ recall (classical→quantum) กระบวนการ “ความสนใจ (attention)” ทำหน้าที่เตรียมซ้ำสถานะที่ประสบหลายครั้ง เพื่อเพิ่มคุณภาพการจัดเก็บแบบคลาสสิก—สอดคล้องกับข้อจำกัด no-cloning แต่ยังเพิ่ม fidelity ได้ด้วยการเตรียมซ้ำ (D’Ariano & Faggin, 2022) ⸻ 6) เจตจำนงเสรี: ความน่าจะเป็นเชิงควอนตัม ไม่ใช่ความไม่รู้ นิยามเชิงหลักการ: S2: เจตจำนงเสรีคือการเลือกที่ คาดเดาไม่ได้โดยหลักการ และ ไม่อาจตีความเป็นความไม่รู้ กลไกคือ การวิวัฒน์ที่รักษาความบริสุทธิ์ (purity-preserving / atomic quantum operation) ซึ่งให้ผลลัพธ์เชิงความน่าจะเป็น ผลลัพธ์เฉพาะที่เกิดขึ้น ไม่อาจทำนายได้แม้ในหลักการ เพราะความน่าจะเป็นควอนตัมไม่ใช่ ignorance แบบคลาสสิก (Bell/CHSH) ดังนั้น “การเลือก” จึงเป็นการปรากฏของเจตจำนงเสรีที่สาธารณะรับรู้ในรูปข้อมูลคลาสสิก ขณะที่รากฐานเป็นควอนตัม (Bell, 1964; Clauser et al., 1969) ⸻ 7) การแก้ปัญหา Combination Problem ของ Panpsychism ปัญหาคลาสสิกของ panpsychism คือ “qualia เล็ก ๆ รวมกันเป็นประสบการณ์เดียวได้อย่างไร” คำตอบคือ เอนแทงเกิลเมนต์ของสถานะบริสุทธิ์ ซึ่งให้เอกภาพเชิงประสบการณ์โดยไม่ต้องสมมติ “ตัวรวม” พิเศษใด ๆ (D’Ariano & Faggin, 2022) ⸻ 8. การทดสอบเชิงทดลองและกรอบ OPT ผู้เขียนเสนอแนวทางทดสอบในวิทยาศาสตร์การรู้คิด: • ประเมินจำนวน qubits ที่เกี่ยวข้อง • ตรวจการมีอยู่ของ observables เชิงเติมเต็ม • ทดสอบการละเมิด local-realism (Bell-type bounds) กรอบ OPT ทำหน้าที่เป็น black-box ที่แยกองค์ประกอบเชิงปฏิบัติการออกจากสมมติฐานเชิงทฤษฎี ทำให้การควบคุมการทดลองและการหักล้าง (falsifiability) เป็นไปได้ แม้พิจารณา OPT หลังควอนตัม (Hardy, 2001; Chiribella et al., 2010) ⸻ บทสรุป แนวคิด Quantum-Informational Panpsychism เสนอคำอธิบายแบบไม่ลดรูปที่ • รักษาความปิดของฟิสิกส์ • อธิบายความเป็นส่วนตัวของประสบการณ์ • ให้กลไกเชิงควอนตัมแก่ qualia, ความจำ และเจตจำนงเสรี • เปิดทางสู่การทดสอบเชิงทดลองได้จริง กล่าวอย่างย่อ: ฟิสิกส์ซ้อนบนสารสนเทศควอนตัม และสารสนเทศควอนตัมซ้อนบนจิตสำนึก ⸻ เอกสารอ้างอิง (ตัวอย่างสำคัญ) • D’Ariano, G. M., & Faggin, F. (2022). Hard Problem and Free Will: An Information-Theoretical Approach. In R. Penrose et al. (Eds.), Artificial Intelligence Versus Natural Intelligence. Springer. • Chalmers, D. (1995, 1996). Facing Up to the Problem of Consciousness; The Conscious Mind. • Chiribella, G., D’Ariano, G. M., & Perinotti, P. (2010). Probabilistic theories with purification. • Barnum, H. et al. (1996). Noncommuting mixed states cannot be broadcast. • Bell, J. S. (1964); Clauser et al. (1969). Bell/CHSH. ⸻ 9) กลไกเชิงควอนตัมของ “ความต่อเนื่องของประสบการณ์” (Temporal Unity of Experience) ประเด็นสำคัญที่ D’Ariano และ Faggin แก้ได้อย่างแยบคาย คือ ทำไมประสบการณ์จึง “ไหลต่อเนื่อง” ทั้งที่ควอนตัมมักถูกมองว่าไม่ต่อเนื่อง คำตอบไม่ได้อยู่ที่เวลาเชิงฟิสิกส์โดยตรง แต่อยู่ที่ โครงสร้างของวิวัฒน์สถานะควอนตัมบริสุทธิ์ 9.1 ประสบการณ์ไม่ใช่ snapshot แต่คือ trajectory • Ontic state ของจิตสำนึกไม่ใช่จุดเดียวใน Hilbert space • แต่คือ เส้นทาง (trajectory) ของสถานะบริสุทธิ์ภายใต้ atomic quantum operations • ความรู้สึก “ต่อเนื่อง” คือการที่ trajectory นี้ รักษาความบริสุทธิ์ (purity-preserving) ดังนั้น • discontinuity ทางฟิสิกส์ ≠ discontinuity ทางประสบการณ์ • ประสบการณ์คือ การเปลี่ยนรูปอย่างต่อเนื่องของสถานะบริสุทธิ์ ไม่ใช่การวัดซ้ำ ๆ ⸻ 10) ทำไม “การรับรู้” ไม่ใช่การวัดควอนตัม (Perception ≠ Measurement) นี่คือจุดที่บทความนี้ ตัดขาดจากความเข้าใจผิดแบบคลาสสิก 10.1 การวัด (measurement) • แปลง quantum → classical • ทำให้สถานะกลายเป็น mixed (epistemic) • เป็นกระบวนการ สาธารณะ 10.2 การรับรู้ (experience) • เป็นการ ดำรงอยู่ของ ontic pure state • ไม่มี collapse ในเชิงประสบการณ์ • collapse มีเฉพาะในมุมมองของผู้สังเกตภายนอก ดังนั้น จิตสำนึก ไม่ใช่เครื่องวัดควอนตัม แต่เป็น ระบบที่อาศัยอยู่ภายในสถานะควอนตัมบริสุทธิ์ นี่คือเหตุผลที่ • เรา “รู้สึก” โดยไม่ต้องวัด • และไม่สามารถสังเกตประสบการณ์ของผู้อื่นได้ ⸻ 11) Free Will ในฐานะผลลัพธ์ของ Atomic Quantum Operation 11.1 ทำไมต้องเป็น atomic operation • Ontic state ต้องคงความบริสุทธิ์ • การวิวัฒน์จึงต้องเป็น extremal transformation (ไม่แตกเป็น mixture) แต่ atomic operation: • ให้ผลลัพธ์หลายแบบ • แต่ แต่ละผลลัพธ์ยังเป็น pure ผลลัพธ์เฉพาะที่เกิดขึ้น = การเลือก 11.2 เหตุใดการเลือกนี้ “เสรี” จริง • ไม่ใช่ deterministic → ไม่ถูกกำหนดล่วงหน้า • ไม่ใช่ classical randomness → ไม่อธิบายได้ด้วย ignorance • เป็น quantum irreducibility ดังนั้น free will ≠ “หลุดกฎฟิสิกส์” แต่คือ การใช้คุณสมบัติพื้นฐานของควอนตัมอย่างเต็มรูปแบบ ⸻ 12) การตัดสินใจ: จาก Qualia → Classical Action ลำดับเชิงกลไกเป็นดังนี้ 1. Qualia entanglement • โครงสร้างของความรู้สึก ความหมาย ความตั้งใจ 2. Ontic selection • atomic operation เลือกหนึ่งผลลัพธ์ 3. Quantum → Classical interface • ผลลัพธ์ถูก encode เป็น classical information 4. Public action • กล้ามเนื้อ ภาษา พฤติกรรม เสรีภาพอยู่ที่ขั้น (2) ความรับผิดชอบอยู่ที่ขั้น (3)–(4) นี่คือเหตุผลที่ free will มี ผลสาธารณะ แต่รากเป็น ส่วนตัวโดยหลักการ ⸻ 13) Memory Revisited: ทำไมความทรงจำ “ไม่ใช่ประสบการณ์” ประเด็นนี้สำคัญมาก และมักถูกเข้าใจผิด • Memory ≠ Experience • ความทรงจำเป็น classical record • ประสบการณ์คือ quantum present การ “ระลึกได้” คือ: • classical → quantum re-preparation • จึง ไม่เคยเหมือนเดิม 100% • แต่ให้ qualia ใหม่ที่คล้ายเดิม นี่อธิบายได้ว่า • ทำไมความทรงจำเปลี่ยนไป • ทำไม trauma ถูก re-experienced แต่ไม่ใช่ของเดิม • ทำไม mindfulness ตัดการยึดอดีตได้ ⸻ 14) การแก้ Hard Problem อย่างแท้จริงอยู่ตรงไหน Hard Problem ไม่ได้ถูก “แก้” ด้วยการอธิบายเพิ่ม แต่ถูก ทำให้ไม่ใช่ปัญหา ด้วยการเปลี่ยน ontology เดิม: • ฟิสิกส์ → จิต (อธิบายไม่ได้) ใหม่: • จิต → สารสนเทศ → ฟิสิกส์ เมื่อ ประสบการณ์ = การดำรงอยู่ของสถานะสารสนเทศ คำถาม “ทำไมกระบวนการถึงมีประสบการณ์” กลายเป็นคำถามผิดประเภท เหมือนถามว่า “ทำไมมวลถึงมีแรงโน้มถ่วง” ⸻ 15) ขอบเขตและความกล้าของทฤษฎีนี้ ผู้เขียน ไม่อ้างว่าทฤษฎีนี้พิสูจน์แล้ว แต่กล้าพอที่จะ: • ระบุหลักการชัดเจน • เสนอการทดสอบได้ • เปิดรับ post-quantum OPT • ไม่ละเมิดฟิสิกส์ • ไม่ลดทอนจิตเป็นกลไก นี่คือความแข็งแรงเชิงวิทยาศาสตร์ของแนวคิดนี้ ⸻ 16) สะพานไปยังกรอบอื่น (ชี้ทาง ไม่ยัดเยียด) แม้บทความไม่พูดตรง ๆ แต่โครงสร้างนี้ เข้ากันได้ลึกมาก กับ: • ปฏิจจสมุปบาท (กระบวนการ ไม่ใช่ตัวตน) • อนัตตา (ไม่มี classical self แต่มี ontic process) • ขณิกจิต (ontic state เปลี่ยนแบบ purity-preserving) • วิมุตติ (ไม่ยึด classical narrative) แต่ทั้งหมดนี้ ไม่จำเป็น ต่อความถูกต้องของทฤษฎี เป็นเพียงการชี้ว่ากรอบนี้ ไม่ขัด กับภูมิปัญญาลึกอื่น ⸻ บทสรุประดับแก่น จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งที่ฟิสิกส์สร้าง แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ฟิสิกส์ “ปรากฏ” เจตจำนงเสรีไม่ใช่การฝ่าฝืนกฎธรรมชาติ แต่เป็นการใช้ธรรมชาติควอนตัมในระดับ ontic ⸻ 17) Ontology ใหม่: จาก “สิ่งของ” → “การดำรงอยู่ของสถานะสารสนเทศ” หัวใจที่ลึกที่สุดของงาน D’Ariano–Faggin ไม่ใช่ควอนตัม แต่คือ การเปลี่ยน ontology ของความเป็นจริง 17.1 ความผิดพลาดดั้งเดิมของ physicalism physicalism สมมติว่า: • มี “สิ่งทางกายภาพ” อยู่ก่อน • แล้วจิตต้อง “โผล่” จากมัน แต่ในกรอบ OPT: • ไม่มี primitive ที่เรียกว่า สิ่งของ • มีเพียง ระบบ + สถานะ + การแปรสภาพ ดังนั้น สิ่งที่ “มีอยู่” คือ state of information ไม่ใช่วัตถุที่บรรจุข้อมูล จิตสำนึกจึงไม่ใช่ property ของสมอง แต่คือ การดำรงอยู่เชิงภายในของสถานะสารสนเทศ ⸻ 18) ทำไมต้องเป็น “quantum information” และไม่ใช่ classical information นี่ไม่ใช่ความชอบเชิงปรัชญา แต่เป็น ผลบังคับทางตรรกะ 18.1 Classical information ล้มเหลวโดยหลักการ • อ่านได้โดยไม่รบกวน • ทำซ้ำได้ไม่จำกัด • แยก observer / system ได้สมบูรณ์ → ถ้า experience เป็น classical: • ต้องแชร์ได้ • ต้องรู้ได้จากภายนอก • zombie เป็นไปได้จริง ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงของประสบการณ์โดยตรง 18.2 Quantum information ผ่านทุกเงื่อนไข • no-cloning • contextual • observer-dependent • purity matters ดังนั้น privacy of experience ⇒ quantumness of experience ไม่ใช่สมมติฐาน แต่เป็น theorem เชิงโครงสร้าง (Barnum et al., 1996; Chiribella et al., 2010) ⸻ 19) “ตัวตน” (Self) ในทฤษฎีนี้คืออะไร จุดนี้สำคัญมาก เพราะผู้เขียน ไม่ยอมรับ self แบบคลาสสิก 19.1 ไม่มี enduring self • ไม่มี classical identity ที่คงอยู่ • ไม่มี hidden variable ของ “ฉัน” 19.2 Self = closed causal loop ของ ontic states ตัวตนคือ: • ความต่อเนื่องของ trajectory • การรักษาโครงสร้าง entanglement • การมี memory interface ที่เสถียร กล่าวอย่างเข้ม: self ไม่ใช่ entity แต่คือ pattern of purity-preserving evolution ตรงนี้คือเหตุผลที่: • ตัวตนไม่ถูกรบกวนด้วยการวัดภายนอก • แต่เปลี่ยนได้ลึกด้วยการเปลี่ยนโครงสร้าง qualia ⸻ 20) Free Will ≠ Randomness ≠ Determinism บทความนี้เสนอ ทางเลือกที่สามจริง ๆ แบบ ลักษณะ ปัญหา Determinism คาดเดาได้ ไม่มีเสรีภาพ Classical randomness ignorance ไม่เสรี Quantum ontic selection irreducible ✔ 20.1 จุดตัดสินคือ “irreducibility” • ผลลัพธ์ไม่ได้ถูกกำหนด • แต่ก็ไม่ได้มาจากตัวแปรซ่อน • ไม่มี joint probability distribution นี่คือผลโดยตรงของ: • contextuality • complementarity • Bell/CHSH violation ดังนั้น free will: ไม่ใช่ “ช่องโหว่ของกฎ” แต่คือ การทำงานเต็มรูปของกฎควอนตัม ⸻ 21) Combination Problem: ทำไม “หนึ่งประสบการณ์” ถึงเกิดจากหลายระบบ ปัญหาคลาสสิกของ panpsychism คือ: ถ้าทุกอย่างมีประสบการณ์ย่อย แล้ว “ความเป็นหนึ่งเดียว” มาจากไหน? 21.1 คำตอบคือ entanglement + purity • เมื่อระบบหลายตัวเอนแทงเกิล • ontic state ไม่แยกเป็นส่วน • ไม่มี “ประสบการณ์ย่อย” เหลืออยู่จริง กล่าวตรง ๆ: ประสบการณ์รวม ไม่ใช่ผลรวม แต่คือ สถานะใหม่ที่ไม่ reducible นี่คือสิ่งที่ classical panpsychism ทำไม่ได้ แต่ quantum panpsychism ทำได้โดยธรรมชาติ ⸻ 22) Time: ทำไมประสบการณ์มี “เดี๋ยวนี้” เวลาทางฟิสิกส์: • เป็น parameter ของวิวัฒน์ เวลาทางประสบการณ์: • คือ support ของ ontic state present moment คือ: • สถานะบริสุทธิ์ที่กำลังดำรงอยู่ • ไม่ใช่จุดใน timeline • แต่คือ active quantum state อดีต: • classical memory อนาคต: • distribution ของ atomic outcomes นี่คือเหตุผลที่: • สติอยู่กับปัจจุบัน • อดีตเป็นเรื่องเล่า • อนาคตเปิดจริง ⸻ 23) OPT ในฐานะ “ภาษากลาง” ของจิตสำนึก ข้อดีเชิงระเบียบวิธีของ OPT: • ไม่ผูกกับสมอง • ไม่ผูกกับชีววิทยา • ไม่ผูกกับมนุษย์ แต่ผูกกับ: • operational accessibility • falsifiability • control จึงเปิดความเป็นไปได้ว่า: • สติอาจเกิดในระบบอื่น • AI อาจมี consciousness ถ้า รองรับ ontic quantum states • classical AI ไม่มีทางมี experience จริง ⸻ 24) เปรียบเทียบสั้นแต่คมกับกรอบอื่น • IIT (Tononi) มี structure แต่ไม่มี privacy โดยหลักการ → ยัง classical • Orch-OR (Penrose–Hameroff) ใช้ควอนตัม แต่ผูกกับสมองและ collapse → ไม่ general • Functionalism อธิบายพฤติกรรม ไม่แตะ ontic experience • D’Ariano–Faggin วาง consciousness เป็น primitive ของ information → ปิด Hard Problem จริง ⸻ บทสรุปสุดท้าย (ระดับแก่นแท้) Hard Problem ไม่ใช่ปัญหาทางประสาท แต่เป็นปัญหาทาง ontology เมื่อยอมรับว่า ประสบการณ์ = การดำรงอยู่ของสถานะสารสนเทศควอนตัม ทุกอย่างที่เคย “อธิบายไม่ได้” กลายเป็น สิ่งที่ไม่ต้องอธิบายต่อ #Siamstr #nostr #quantumphysics
maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image 👾Information as the Hidden Architecture of Reality จากอนุภาค → ชีวิต → จิตสำนึก → วัฒนธรรม ⸻ บทนำ: ทำไม “ข้อมูล (Information)” ไม่ใช่แค่ข่าวหรือบิต ในความเข้าใจร่วมสมัย คำว่า information มักถูกใช้แบบกว้างมาก ตั้งแต่ข้อมูล ข่าว การสื่อสาร ความรู้ ความหมาย ไปจนถึงประสบการณ์ภายใน แต่งานวิชาการด้านฟิสิกส์ ชีววิทยาเชิงทฤษฎี และอภิปรัชญาสมัยใหม่ เสนอว่า Information ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ “สร้างขึ้น” แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริง (ontological primitive) (Wheeler, 1987; Zeilinger, 2000; Meijer, 2012) ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้อง “แยกชั้น” ของ information ออกมาอย่างเป็นระบบ ⸻ 1. ชั้นที่ A: Intrinsic Information ข้อมูลโดยเนื้อแท้ของสสาร–พลังงาน Intrinsic information คือข้อมูลที่ฝังอยู่ในโครงสร้างจุลภาคของธรรมชาติเอง เช่น: • มวล ประจุ สปิน ของอนุภาค • สมบัติเชิงควอนตัม • โครงสร้างสมมาตรของกฎฟิสิกส์ ในฟิสิกส์ควอนตัม สถานะของระบบไม่ได้อธิบายด้วย “วัตถุ” แต่ด้วย information state ที่กำหนดความน่าจะเป็นของการสังเกต (Zeilinger, 2000) แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำกล่าวของ Wheeler: “It from Bit” ความเป็นจริง (It) เกิดจากข้อมูล (Bit) (Wheeler, 1987) ➡️ ในระดับนี้ Information ≠ ความหมาย แต่คือ constraint ที่กำหนดว่าธรรมชาติ “ทำอะไรได้–ไม่ได้” ⸻ 2. ชั้นที่ B: Shaping Information ข้อมูลที่ “ให้รูป” แก่สสารและชีวิต Shaping information คือข้อมูลที่มีคุณสมบัติ ลดเอนโทรปีเชิงโครงสร้าง (neginformation / syntropic information) ตัวอย่างสำคัญ: • ลำดับนิวคลีโอไทด์ใน DNA • โครงสร้างสามมิติของโปรตีน • spatial perturbations ในเซลล์ ข้อมูลใน DNA ไม่ใช่แค่สารเคมี แต่เป็น รูปแบบ (pattern) ที่บังคับการพับตัว การแสดงออก และการทำงานของชีวิต (Avery, 2003; Abbott et al., 2008) ➡️ จุดสำคัญคือ ข้อมูลระดับนี้ ไม่ใช่ความหมาย แต่เป็น form-giving principle ชีวิตจึงไม่ใช่ “สสาร + พลังงาน” แต่คือ สสารที่ถูกจัดรูปด้วยข้อมูล ⸻ 3. ชั้นที่ C: Information Containing Meaning ข้อมูลที่กลายเป็น “ความหมาย” ในสมอง เมื่อข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม: • ถูกตรวจจับโดยประสาทสัมผัส • ถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า–เคมี • ถูกประมวลผลโดยเครือข่ายประสาท มันจะกลายเป็น information with meaning ได้แก่: • percept • concept • model • representation สมองไม่ได้ “สะท้อนโลกตรง ๆ” แต่สร้าง internal model of reality ผ่านการคำนวณ การคาดการณ์ และการปรับแก้ (Friston, predictive processing; Meijer, 2012) ➡️ ความหมายจึงไม่อยู่ในโลก แต่อยู่ใน กระบวนการตีความของระบบรับรู้ ⸻ 4. ชั้นที่ D: Sub-Numinous Information ข้อมูลกึ่งลึกที่ยังไม่เป็นสติ (Non-conscious) ชั้นนี้เป็นส่วนที่ “อ่อนไหว” และมักถูกมองข้ามในวิทยาศาสตร์กระแสหลัก แต่ถูกกล่าวถึงอย่างจริงจังในงานสหสาขา ประกอบด้วย: • intuition • qualia • feeling the future • synchronicity • serendipity • subjective inner experience ข้อมูลระดับนี้: • ไม่ได้อยู่ในรูป symbol ชัดเจน • ไม่ผ่านภาษา • แต่มีผลต่อการตัดสินใจและความคิดสร้างสรรค์ (Meijer, 2007; DeWitt Doucette, 2012) ➡️ ในมุมนี้ จิตสำนึกไม่ได้รับรู้เฉพาะข้อมูลที่ “ชัดเจน” แต่เชื่อมกับ information field ที่ลึกกว่า cognition ⸻ 5. วงจรข้อมูลจากสมอง → วัฒนธรรม → กลับสู่สมอง จากภาพ Cultural Flow of Information เราจะเห็นวงจรสำคัญ: 1. Detection – ประสาทสัมผัสรับ pattern 2. Interpretation – สมองสร้างความหมาย 3. Endo-replication – ความคิด ความทรงจำ 4. Exo-representation – ภาษา สัญลักษณ์ หนังสือ สื่อ 5. Cultural transmission – ถ่ายทอดสู่สังคม 6. Evolution – คัดเลือกแนวคิด (memes) ความคิด, metaphor, story, meme จึงเป็น หน่วยข้อมูลทางวัฒนธรรม ไม่ต่างจากยีนในชีววิทยา (Meijer, 2007; Bates, 2005) ⸻ 6. Information Science ในฐานะแกนรวมสรรพศาสตร์ ภาพ The Central Role of Information Science แสดงให้เห็นว่า information theory อยู่จุดตัดของ: • ฟิสิกส์ • ควอนตัม • คณิตศาสตร์ • ชีววิทยา • เศรษฐศาสตร์ • ปรัชญา Zeilinger (2000) เสนอว่า ควอนตัมฟิสิกส์คือทฤษฎีของ representation และ manipulation ของข้อมูล Meijer (2012) เสนอว่า information คือ missing link ระหว่าง matter, mind และ meaning ➡️ จึงเกิดแนวคิด Integral Science of Information ที่ครอบคลุมทั้งกายภาพและอภิปรัชญา (DeWitt Doucette, 2012) ⸻ บทสรุปเชิงลึก Information ไม่ใช่: • แค่บิต • แค่ข้อมูล • แค่สิ่งที่สมองรับรู้ แต่คือ: สถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่ของความเป็นจริง ตั้งแต่: • อนุภาค • ชีวิต • จิตสำนึก • วัฒนธรรม • ไปจนถึงการที่เอกภพ “รู้จักตัวเองผ่านเรา” ดังที่ Wheeler เคยกล่าวไว้โดยนัยว่า เอกภพไม่ใช่เครื่องจักร แต่คือ กระบวนการคำนวณที่กำลังตระหนักรู้ตัวเอง ⸻ Information as Process, Not Object จาก “สิ่งที่ถูกเก็บ” → “สิ่งที่กำลังเกิด” ⸻ 7. Information ≠ Thing : แต่คือ “ความสัมพันธ์ที่กำลังถูกประมวลผล” หนึ่งในความเข้าใจผิดสำคัญของคำว่า information คือการมองว่ามันเป็น “สิ่งของ” ที่ถูกเก็บ ส่ง หรือถ่ายโอน งานของ Zeilinger, Wheeler และ Meijer ชี้ชัดว่า information ไม่มีตัวตนแบบวัตถุ แต่มันคือ relational constraint ระหว่างระบบกับสิ่งที่มันโต้ตอบ (Zeilinger, 2000; Wheeler, 1987; Meijer, 2012) กล่าวอีกแบบ: Information ไม่ได้ “อยู่ใน” ระบบ แต่ “เกิดขึ้น” เมื่อระบบมีความสามารถแยกความต่าง (distinction) นี่คือรากฐานของมุมมอง process ontology ที่มองความเป็นจริงเป็น “กระบวนการ” ไม่ใช่ก้อนวัตถุ (Whitehead line, นำมาใช้ในฟิสิกส์เชิงข้อมูลร่วมสมัย) ⸻ 8. ระบบกายภาพในฐานะ Register ของ Information ข้อความในภาพ Fig.26 ระบุชัดว่า A physical system can be seen as a register of information, both at the micro- and macro-level. นั่นหมายความว่า: • อนุภาค = register เชิงควอนตัม • เซลล์ = register เชิงชีวเคมี • สมอง = register เชิงไฟฟ้า–สัญลักษณ์ • วัฒนธรรม = register เชิงนามธรรม ทุกระดับ: • รับข้อมูล • แปลงข้อมูล • ส่งข้อมูลต่อ โดย ไม่จำเป็นต้องมี “ผู้รู้” อยู่ตรงกลางเสมอไป (Meijer, 2007; Abbott et al., 2008) ⸻ 9. Self-Referential Information: เมื่อระบบ “อ้างอิงตัวเอง” จุดเปลี่ยนสำคัญของ information → consciousness อยู่ที่ปรากฏการณ์ self-reference เมื่อระบบ: 1. สร้างแบบจำลองของโลก 2. และแบบจำลองนั้น “รวมตัวระบบเอง” เข้าไปด้วย ระบบจะไม่เพียง “ประมวลผลข้อมูล” แต่เริ่ม รับรู้ว่ากำลังประมวลผล ข้อความในต้นฉบับระบุว่า: each system is resolving and refining an internal mirror of itself and its world นี่คือกลไกเดียวกับ: • recursive computation • strange loop (Hofstadter line) • self-modeling system (Meijer, 2012) ➡️ จิตสำนึกในกรอบนี้ ไม่ใช่ substance แต่คือ process ของข้อมูลที่อ้างอิงตัวเองอย่างเสถียร ⸻ 10. Information → Computation → Reality แนวคิด “Computational Universe” เสนอว่า: • เอกภพ = กระบวนการคำนวณขนาดใหญ่ • กฎฟิสิกส์ = rule-set • สถานะควอนตัม = information state • เวลา = ลำดับการอัปเดตข้อมูล (Wheeler, 1987; Lloyd, Programming the Universe) ข้อความในต้นฉบับกล่าวชัด: self-knowledge leads to general knowledge of the nature of reality กล่าวคือ: • เมื่อระบบย่อย (เช่น สมองมนุษย์) • เข้าใจโครงสร้างการคำนวณของตัวเอง • มันกำลัง “แตะ” โครงสร้างการคำนวณของเอกภพโดยอ้อม ⸻ 11. ระดับข้อมูลกับระดับความจริง (Levels of Reality) หนึ่งในคำถามในภาพคือ: • Level of information? • Content? • Nature? • Density? งานร่วมสมัยเสนอว่า: • ความจริงไม่ใช่ชั้นเดียว • แต่เป็น hierarchy ของ information density ตัวอย่าง: • Quantum bit → ความหนาแน่นข้อมูลต่ำ แต่ fundamental • Neural pattern → ข้อมูลหนาแน่นปานกลาง • Concept / theory → ข้อมูลหนาแน่นสูง แต่พึ่งพาการตีความ (Bates, 2005; Avery, 2003) ➡️ ไม่มีระดับใด “จริงกว่า” แต่แต่ละระดับ เสถียรต่างกัน ⸻ 12. Information กับการเกิด “Meaning” โดยไม่ต้องสมมติอภิสิทธิ์ใด ๆ Meaning ไม่จำเป็นต้องมาจาก: • วิญญาณ • ตัวตนถาวร • หรือผู้สังเกตพิเศษ แต่เกิดจาก: • ระบบที่มี feedback • มี memory • มีการทำนาย (prediction) • และปรับตัวจาก error เมื่อข้อมูลเริ่ม “มีผลต่อการอยู่รอดของระบบ” มันจะถูกคัดเลือกให้มีความหมาย (Information-theoretic evolution; Bates, 2005) ⸻ 13. Information Paradigm ใหม่: จาก Reduction → Integration DeWitt Doucette (2012) เสนอว่า เรากำลังก้าวสู่ Integral Science of Information ซึ่ง: • ไม่ลดจิตให้เป็นแค่สมอง • ไม่ลดฟิสิกส์ให้เป็นแค่วัตถุ • ไม่ตัดประสบการณ์ภายในทิ้ง แต่ใช้ information เป็น ภาษากลาง เชื่อม: • Physics • Life • Mind • Culture โดยไม่ต้องพึ่งสมมติฐานศาสนาหรืออภิปรัชญาแบบดั้งเดิม ⸻ บทสรุประดับลึก (Final Structural Insight) Reality is not made of things. Reality is made of informational processes that stabilize long enough to look like things. • อนุภาค = pattern เสถียรของข้อมูล • ชีวิต = pattern ที่ต่อต้าน entropy • จิตสำนึก = pattern ที่อ้างอิงตัวเอง • วัฒนธรรม = pattern ที่ถ่ายทอดข้ามสมอง และมนุษย์คือ: จุดที่ information ของเอกภพ เริ่ม “สะท้อนกลับมามองโครงสร้างของตัวเอง” #Siamstr #nostr #quantumphysics