AM I's avatar
AM I
Introspection@siamstr.com
npub1axsv...n4z5
Goodbyes never existed. with people who have never met
AM I's avatar
AM I 2 years ago
บทความที่อยากส่งต่อ #siamstr ข้อคิดจากหมาป่าขาว-หมาป่าดำ . "The White Wolf vs Black Wolf" คือนิทานปรัมปราของชาวอเมริกันอินเดียนเชอโรกี เป็นเรื่องราวอธิบายความขัดแย้งภายในตัวเราอย่างสวยงามที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก . มีชายชราคนหนึ่งได้บอกเล่ากับหลานของเขาว่า ตัวเขากำลังประสบพบเจอการต่อสู้ที่ยาวนานและแย่มาก เพราะมันเป็นดั่งสงครามที่ไม่อาจมีวันจบสิ้นได้ ซึ่งเป็นศึกระหว่างความชั่วร้าย (หมาป่าดำ) และอีกฝ่ายเป็นเหมือนแสงสว่าง (หมาป่าขาว) . ในเรื่องเล่าระหว่างหมาป่าดําที่เต็มไปด้วยความกลัว,ความอิจฉาริษยา, หึงหวง, โลภ, โกรธ, หลง, และความเย่อหยิ่ง กับหมาป่าขาวผู้ที่เต็มไปด้วยความสงบ, ความรัก, ความหวัง, จิตใจกล้าหาญ, อ่อนน้อมถ่อมตน, ความเห็นอกเห็นใจ และศรัทธา พวกมันต่อสู้กันอย่างต่อเนื่อง . เพื่อคอยแย่งชิงอาหารกันเป็นประจำ ถ้าหากถามว่าใครคือผู้ชนะตัวจริง ก็คงเป็น ‘ผู้ให้อาหาร’ ที่เปรียบเสมือนคนเรา ได้เลี้ยงหมาป่าทั้งสองอยู่ภายในใจของเราอยู่แล้วในเดิมที ขึ้นอยู่ที่ความปรารถนาให้ฝ่ายไหนเติบโต . หมายถึงว่าอารมณ์ที่เราดูแลอย่างดี คือทัศนคติที่จะชนะ เพราะหมาป่าที่อดอาหารไม่สามารถอยู่รอดได้ และอาหารของมันคือ ‘ความสนใจ‘ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางอารมณ์ได้อย่างดี คนส่วนใหญ่มักเลี้ยงหมาป่าดำ เนื่องจากอาหารของมันป้อนได้ง่าย ทั้งการรักสนุกและชอบความสบาย . หากต้องการหลีกเลี่ยงให้อาหารหมาป่าดำ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขจัดจอมวายร้ายนิสัยไม่ดีของเรา ไม่ว่าจะเป็นกรอบความคิดแย่ ๆ และภาพความทรงจำจากประสบการณ์ด้านลบ หรือที่เรียกว่า “ปม” . หลายครั้งที่เรามักลุ่มหลงอยู่กับความล้มเหลว และแทบจะทุกครั้งของคนที่จมปลักอยู่กับความเจ็บปวดในอดีต มักจะใช้เวลานานเพื่อเอาชนะความพ่ายแพ้ จากการวิจัยข้อมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่าคนเราใช้ความคิดประมาณ 70,000 เรื่องต่อวัน โดยเฉลี่ย 80% เป็นความคิดในเชิงลบ . เมื่อความคิดในด้านลบที่มีมากเกินไปจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อ และคำพูดเปลี่ยนแปลงตาม ซึ่งในบางพฤติกรรมของเราอาจเป็นการให้อาหารหมาป่าดำโดยไม่รู้ตัว เมื่อหมาป่าดำแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันหมาป่าขาวก็อ่อนแอลงเช่นกัน . เพื่อเป็นการปลุกหมาป่าขาวที่ซ่อนอยู่ให้ตื่น เริ่มต้นโดยการฟัง,การอ่าน,และวงสนทนา เปลี่ยนจากคำติฉินนินทาว่าร้ายเป็นบทสนทนาสร้างขวัญกำลังใจ และเริ่มปลูกฝังจิตใต้สำนึกใหม่เปลี่ยนจากผัดวันประกันพรุ่งเป็นลงมือทำทันที . สิ่งสำคัญของการให้อาหารหมาป่าขาวคือ เมื่อเราควบคุมสิ่งภายนอกไม่ได้ ก็ควรรู้จักการหลีกเลี่ยงเพื่อห่างไกลจากสถานการณ์ในเชิงลบมากที่สุด โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้คัดกรอง อาจส่งผลเสียต่อจิตใต้สำนึกของเราได้ . ในหลายครั้งที่หมาป่าขาวไม่ได้รับการพัฒนา เป็นเพราะว่าเราสร้างเงื่อนไขให้ตนเองมากเกินกว่าจะมีเวลาได้ลงมือทำ ฉะนั้น การปรับเปลี่ยนทัศนคติไปในทิศทางเชิงบวก พร้อมกับการเรียนรู้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และการควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อกำจัดหมาป่าดำ และสนับสนุนหมาป่าขาวให้ได้เติบโต . ความสำคัญของการมีทัศนคติเชิงบวกสามารถช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่แข็งแรง และเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของสมอง ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเจ็บป่วยจากความเครียด . ทั้งนี้การมองโลกในแง่ที่ดีไม่ได้หมายความว่าเราจะมองข้ามสถานการณ์หรือปิดกั้นความเป็นจริง แต่มันเป็นการมองปัญหาในแง่ที่สามารถแก้ไขได้ โดยค้นหาวิธีในการแก้ไขปัญหานั้นที่เป็นไปได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ . อีกประการหนึ่งคือ พยายามมองหาวิธีพัฒนาทักษะให้เก่งจนกลายเป็นจุดเด่น ไม่ใช่ฝืนทำในสิ่งที่ไม่ถนัดเพื่อกลบจุดด้อย สิ่งที่ควรกำจัดไม่ใช่ความรู้สึกด้านลบ แต่เป็นพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เรากระทำลักษณะเชิงลบ . จากนิทานเรื่องหมาป่าดำหมาป่าขาว ได้ให้แง่คิดว่าเราทุกคนสามารถอยู่เหนือสถานการณ์ได้ หากรู้จักตั้งสติควบคุมทัศนคติและพฤติกรรมไปในทิศทางเชิงบวก จะทำให้เราสามารถมองเห็นหนทางการแก้ไขปัญหาได้มากกว่าความสนใจในทางลบ ที่ก่อให้เกิดความหดหู่ใจโดยเปล่าประโยชน์ . Author: Erael . Refer: - - - -https://www.usnews.com/news/health-news/articles/2023-09-21/suppressing-negative-thoughts-can-sometimes-be-healthy-study-contends . #นักคิดคำ #NAKKHIDKHOM #นิทาน #หมาป่าดำ #หมาป่าขาว #ข้อคิด
AM I's avatar
AM I 2 years ago
เคยไปเมื่อ10ปีก่อน เห็นการเปลี่ยนแปลงกำลังเริ่มต้น การแต่งตัวของวัยรุ่น อาหารที่กิน ภาษาที่ใช้ บ้านเรือน วิถีและวัฒนธรรมกำลังถูกกลืน ต่อไปคงมีไว้โชว์โดยอาศัยงบสนับสนุน
AM I's avatar
AM I 2 years ago
ฤดูกาลกำลังจะเปลี่ยนผ่าน #ทีมตรู่ #siamstr
AM I's avatar
AM I 2 years ago
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ image
AM I's avatar
AM I 2 years ago
บทความดีๆอยากแบ่งปัน#siamstr เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายในชีวิต เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกผิดหวัง เสียใจ และแม้กระทั่งสิ้นหวัง ในช่วงเวลาเหล่านี้ เราอาจพบกับคำถามที่น่าสับสน เช่น "เราเกิดมาทำไม" ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะตอบได้ หากเราเปลี่ยนความสนใจไปที่คำถาม "เมื่อเกิดมาแล้วจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร" มันอาจกลายเป็นเรื่องง่ายต่อการค้นหาคำตอบ . ในการแสวงหาเป้าหมายและความฝันของเรา ”ความรัก“ คือสิ่งที่จุดประกายหัวใจได้อย่างแท้จริง หากปราศจากสิ่งนี้ ความพยายามของเราก็ไม่ต่างไปจากหุ่นยนต์ที่ปฏิบัติหน้าที่ของมัน เพียงรอเวลาผ่านพ้นไป . Ikigai (生き甲斐) (ee-kee-gahy) (อิคิไก) เป็นปรัชญาแนวคิดที่ลึกซึ้งมีรากฐานมาจากคำสอนของเซนโบราณ และได้นับการยกย่องยอมรับจากชาวโอกินาวะเกาะตอนใต้ของญี่ปุ่น จากนั้นได้มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่สมัยเฮอัน ระหว่างปี ค.ศ. 794 ถึง ปีค.ศ. 1185 ซึ่งคำว่า iki (イキ) หมายถึง "มีชีวิต" และ gai (ガイ) แปลว่า "ผลประโยชน์" หรือ "คุณค่า" เมื่อรวมกันแล้วจะเกิดเป็นคำใหม่ที่แปลว่า “เหตุผลในการดำเนินชีวิต” มีความคล้ายคลึงกับวลีภาษาฝรั่งเศส "raison d'etre" หรือ "เหตุผลในการเป็น" นักประสาทวิทยาและนักเขียน Ken Mogi ในหนังสือของเขา Awakening Your Ikigai (2018, หน้า 3) ได้ให้คำจำกัดความของ 'ikigai' ไว้อย่างสวยงามว่า ‘เหตุผลที่ทำให้ตื่นนอนในตอนเช้า’ สาระสำคัญของแนวคิดนี้คือการส่งเสริมให้ผู้คนยอมรับความปรารถนาภายใน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนโดยมุ่งเน้นไปที่ความรู้สึกและจิตวิญญาณ . แก่นแท้ของอิคิไก ประกอบด้วยวงกลมสี่วงที่วางทับซ้อนกัน แต่ละวงแสดงถึงแง่มุมที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ . 1)What you love : อะไรคือสิ่งที่คุณรัก ? 2)What you are good at : อะไรคือสิ่งที่คุณทำมันได้ดี ? 3)What you can be paid for : อะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดรายได้ ? 4)What the world needs : อะไรคือสิ่งที่โลกหรือสังคมต้องการ ? . โดยจุดตัดของวงกลมเหล่านี้เผยให้เห็นความชัดเจนขึ้น (ตามภาพประกอบ) ดังนี้ . 1)สิ่งที่เรารัก + สิ่งที่เราทำได้ดี = ความหลงใหล ความรักคือแรงผลักดันที่เติมพลังให้กับความมุ่งมั่นและการอุทิศตนอย่างแน่วแน่ต่องาน ที่เรียกว่า ‘Passion’ หากปราศจากความหลงใหลในสิ่งที่เราทำ อาจพบว่าตัวเองรู้สึกไม่สนใจและไร้แรงบันดาลใจ ขาดความกระตือรือร้น และกลายเป็นปัญหาที่ขยายออกไปได้ อย่างไรก็ตาม ความรักไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป เช่น ดื่มด่ำไปกับศิลปะการทำขนม การแสดงตัวตนผ่านการแต่งหน้า การสร้างท่วงทำนองที่กลมกลืนผ่านดนตรี หรือแม้แต่การสร้างสรรค์ศิลปะด้วยงานฝีมือ กิจกรรมที่เรียบง่ายเหล่านี้ก็สามารถสร้างรอยยิ้มได้ . 2)สิ่งที่เราทำได้ดี + สิ่งที่สร้างรายได้ = อาชีพเสริม เมื่อค้นพบความหลงใหลแล้ว เราก็สามารถเริ่มฝึกฝนทักษะจนกว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เลือก ให้อยู่ระดับที่เรียกกันว่า ‘Professional’ เป็นการเปิดโอกาสให้สร้างรายได้จากการแสวงหาความรู้ของเรา ตัวอย่างเช่น ลองจินตนาการว่าคุณมีความสามารถพิเศษในการดูแลดอกไม้ และคุณมีทักษะมากจนสามารถแนะนำดอกไม้เหล่านี้ ให้ผู้อื่นได้อย่างมั่นใจอาจนำมาพิจารณาขายทางออนไลน์ ทำนองเดียวกัน หากคุณเก่งในการแก้ไขภาพกราฟิกหรือเพ้นท์เล็บ คุณสามารถสร้างรายได้จากความสามารถทางศิลปะเหล่านี้ได้ด้วยการขายผลงานหรือไอเดีย การมีส่วนร่วมในความพยายามที่สร้างสรรค์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แต่ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการเสริมรายได้ประจำของเราอีกด้วย . 3)สิ่งที่สร้างรายได้ + สิ่งที่สังคมต้องการ = งานประจำ ทักษะและประสบการณ์ของเราอาจเป็นที่ต้องการอย่างมากในสังคม นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘Vocation’ ตัวอย่างเช่น คุณมีความเชี่ยวชาญด้านการขายอาจดำรงตำแหน่งเซลล์ หรือไม่ก็พนักงานการตลาด งานประเภทนี้ทำให้เราได้รับค่าจ้างที่ดำรงชีวิต ซึ่งโดยปกติจะอยู่ในรูปของเงินเดือน เนื่องจากเราต้องอุทิศตนให้กับงานหกวันต่อสัปดาห์ บางครั้งอาจใช้เวลานานหลายสิบปี ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของเราอย่างต่อเนื่อง . 4)สิ่งที่โลกต้องการ + สิ่งที่เรารัก = พันธกิจ อุดมการณ์ของการมีส่วนร่วมในงานสังคมสงเคราะห์ หรือการอุทิศตนเพื่อชีวิตที่มีจุดมุ่งหมายหลังเกษียณอายุ ทำให้เกิด ‘Mission’ งานเหล่านี้อาจไม่ได้ให้ค่าตอบแทนจำนวนมาก แต่สามารถสร้างคุณค่าทางอารมณ์อันยิ่งใหญ่ คล้ายกับค่ายอาสาสมัครเยาวชน รวมไปถึงงานศิลปะหลากหลายรูปแบบในแต่ละแขนง เช่น การวาดภาพจิตรกรรมและงานเขียน เป็นต้น . อิคิไกยังกล่าวถึงขอบเขตทางอารมณ์ โดยเน้นว่าหลักการทั้ง 4 ประการที่ทำงานร่วมกัน ไว้ดังนี้ . ความหลงใหลในอาชีพ : จะก่อให้เกิดความรู้สึกสมหวังในชีวิต แต่สิ่งที่ทำไม่ได้สร้างประโยชน์ . งานประจำควบคู่อาชีพเสริม : จะทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ความรู้สึกภายในนั้นกลับว่างเปล่า . งานประจำควบคู่งานเพื่อสังคม : จะให้ความรู้สึกตื่นตัว และอิ่มเอมใจ แต่ไม่มีความมั่นคงในอาชีพ . ความรักในงานเพื่อสังคม : ก่อเกิดความภาคภูมิใจ และได้รับการเติมเต็ม แต่ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ . ดังนั้นการทำงานของ 4 เสาหลักของอิคิไกมีความสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน ครอบคลุมทั้งปัจจัยภายนอกและองค์ประกอบของความรู้สึกภายในจิตใจ . โดยสรุป ปรัชญาของอิคิไกนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ "ความหมายของชีวิต" โดยการตรวจสอบและทำความเข้าใจความปรารถนาที่แท้จริงของเรา ทำให้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและสังคม และบุคคลทุกเพศทุกวัยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ . Author; Erael . Refer: . #นักคิดคำ #nakkhidkhom #อิคิไก #ปรัชญา #หลัการดำเนินชีวิต #กำลังใจ #คุณค่า #ชีวิต image
AM I's avatar
AM I 2 years ago
ปรัชญาของหมาป่าเดียวดาย . มันถูกขับไล่ออกจากฝูง และต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังบนเส้นทางแห่งความโดดเดี่ยว ในป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยอันตราย มันเรียนรู้ที่จะออกล่าและป้องกันตัวอย่างเข้มแข็ง . หมาป่าเดียวดายถูกฝูงตัดสินว่าอ่อนแอที่สุด แขนและขาของมันดูอ่อนแรง ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ขนของมันเปราะบางเกินกว่าจะให้ความอบอุ่น ดังนั้นหมาป่าทุกตัวจึงคิดคล้ายกันว่า “Lone Wolf” คือตัวประหลาดที่สร้างความอับอายให้แก่ฝูง . มันต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง แม้ว่ายามราตรีจะมืดมิดและน่ากลัว แต่มันต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอดให้ได้ ด้วยการออกล่าอย่างไร้ความปรานี . แม้ว่าในช่วงแรก มันอาจจะจับได้แค่กระต่ายกับหนูตัวเล็ก ๆ ตามโพรงไม้เท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เริ่มจับสัตว์ตัวที่ใหญ่กว่าอย่างเช่นกวางหรือแกะได้ . ในบางครั้งมันต้องหลบซ่อนตัวจากสัตว์นักล่าด้วยกัน และต้องใช้ชีวิตราวกับคนขี้ขลาด แต่ก็เป็นหนึ่งในวิธีการพึ่งพาตัวเองที่ชาญฉลาด เพราะหากมันไม่เรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเอง ชีวิตก็คงจบสิ้นอย่างไร้ค่า . แต่ในบางครั้งมันก็เลือกที่จะเผชิญหน้ากับนักล่าด้วยกัน เพราะมันไม่กลัวที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่มันต้องการ อย่างเช่นอาหารหรือการรักษาชีวิตรอด . มันทำงานหนักทุกวัน ทั้งลองผิดลองถูกและไม่เคยท้อแท้ เนื่องจากมันชอบใช้ชีวิตเพียงลำพัง บางครั้งมันก็ทำผิดพลาด แต่มันเรียนรู้และแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว เพราะมันมองไปข้างหน้าอย่างมีจุดหมายเสมอ . ความสันโดษสร้างให้หมาป่าเดียวดายไม่กลัวสิ่งใด แต่ถึงกระนั้นมันชอบเก็บตัวและเรียนรู้โลกตามความเป็นจริงอย่างไม่หลอกตัวเอง . “หมาป่าเดียวดาย” แข็งแกร่งขึ้นก็เพราะความโดดเดี่ยว และเพียงไม่นานนักมันก็กลายเป็นหนึ่งในนักล่าที่น่าเกรงขามที่สุด เพราะมันมีอิสระอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ว่า Lone Wolf จะเป็นหมาป่าเดียวดาย แต่มันกลับมีความสุขตามวิถีทางของมันเอง เนื่องจากมันสามารถทำสิ่งที่หมาป่าตัวอื่นไม่อาจทำได้ . หลายครั้งที่ความอ่อนแอทำลายคนหนึ่งคนให้พ่ายแพ้กับชีวิต เพียงเพราะขาดความมั่นใจในตัวเอง หรือมักจมปลักอยู่กับคำปรามาสของผู้อื่น . แต่หมาป่าเดียวดายไม่ทำเช่นนั้น มันจะไม่ยอมให้ใครมาตัดสินว่ามันควรใช้ชีวิตอย่างไร . บางครั้งการใช้ชีวิตเพียงลำพังก็ทำให้เราสามารถทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ เราสามารถผิดพลาดได้ หรือมีอิสระอย่างเต็มที่ที่จะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง . เมื่อเลือกที่จะเดินหน้าก็จงอย่าหยุดเดิน แล้วจงปล่อยวางทุกสิ่งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะทัศนคติเชิงลบของตัวเราเอง เพราะมันจะเหนี่ยวรั้งเราไว้ให้เดินหน้าต่อไปลำบาก . หลักการใช้ชีวิตของหมาป่าเดียวดาย จึงมีคุณลักษณะพิเศษที่ชวนให้เราครุ่นคิดได้อย่างลุ่มลึก เมื่อสังคมพิพากษาว่าเราคือสิ่งที่น่าอับอาย จะมีหมาป่าสักกี่ตัวที่กล้าใช้ชีวิตเพียงลำพัง โดยไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร ? . ความกล้าหาญของหมาป่าเดียวดายช่างเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง มันสามารถยืนหยัดในเส้นทางชีวิตของตัวเอง โดยไม่เคยคิดจะพึ่งพาใครนอกจากตัวเอง ด้วยเหตุนี้มันจึงแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว . หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ต้องอยู่เพียงลำพัง การเรียนรู้อย่างหมาป่าเดียวดาย ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า "จงอย่าปล่อยให้ใครตัดสินว่าคุณควรใช้ชีวิตอย่างไร" . Author: ณัฐพงศ์ อินต๊ะริด . Refer: . #นักคิดคำ #nakkhidkhom #ปรัชญา #หมาป่าเดียวดาย #LoneWolf ,#siamnostr