🐜การต่อสู้ระหว่าง Meruem กับ Isaac Netero ในมังงะ Hunter × Hunter ของ Yoshihiro Togashi เป็นหนึ่งในฉากที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในงานวิจัยด้านการเล่าเรื่องสมัยใหม่เกี่ยวกับมังงะและอนิเมะ เพราะมันไม่ใช่เพียงฉากต่อสู้เชิงพลัง แต่เป็น “การทดลองเชิงปรัชญา” เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ วิวัฒนาการของสติปัญญา และความย้อนแย้งของศีลธรรมในสภาวะสุดขั้ว งานวิจัยด้าน narrative theory และ media studies มักใช้ Chimera Ant Arc เป็นตัวอย่างของการเล่าเรื่องแบบ deconstructive shōnen ที่ตั้งคำถามกับสูตรสำเร็จของฮีโร่–วายร้าย และสร้างพื้นที่ให้การต่อสู้กลายเป็นพื้นที่อภิปรายเชิงอัตถิภาวนิยม (existential) มากกว่าการแข่งขันทางกายภาพ (Napier, 2005; Lamarre, 2009; Ito, 2012)
หากพิจารณาโครงสร้างเชิงการเขียน ฉากนี้ถูกจัดวางในรูปแบบโศกนาฏกรรมแบบคลาสสิกที่เน้น inevitability หรือ “ความพ่ายแพ้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ของมนุษย์ในระดับพลังตรง แต่กลับเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ชนะผ่านกลไกอื่นที่ไม่ใช่คุณธรรม การวางตำแหน่งของ Netero ในฐานะมนุษย์ที่ฝึกฝนตนจนเกินขีดจำกัดทางชีวภาพสะท้อนแนวคิดในงานศึกษาด้าน performance psychology ที่ว่าการฝึกซ้ำจนถึงระดับอัตโนมัติสามารถลดเวลาในการตอบสนองจนเร็วกว่าการตัดสินใจเชิงสติ (Ericsson, 2006) การฝึกสวดมนต์และชกหมื่นครั้งต่อวันในภูเขาที่ถูกกล่าวถึงในเนื้อเรื่องจึงไม่ใช่เพียงมุกเล่าเรื่อง แต่เป็นการสร้างภาพของร่างกายที่หลอมรวมเข้ากับจิตจนเกิด “action without deliberation” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดใน cognitive science เกี่ยวกับ embodied cognition ที่การกระทำสามารถเกิดขึ้นก่อนการรับรู้เชิงสติอย่างเต็มรูปแบบ (Clark, 2008)
ในทางตรงกันข้าม Meruem ถูกเขียนให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการประมวลผลเชิงรูปแบบ (pattern recognition) และการปรับตัวแบบเรียลไทม์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง predictive processing ในประสาทวิทยา ที่สมองหรือระบบอัจฉริยะจะคาดการณ์อนาคตและปรับโมเดลภายในตามข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง (Friston, 2010) Meruem ไม่ได้ชนะเพราะพลังที่เหนือกว่าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความสามารถในการเรียนรู้จากข้อมูลทุกวินาทีของการต่อสู้ การที่เขาไม่รีบตอบโต้ในช่วงต้นจึงเป็นกลยุทธ์การเก็บข้อมูลมากกว่าความชะล่าใจ ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ในงานวิจัยด้าน game theory ที่ผู้เล่นที่สามารถรอและเรียนรู้รูปแบบคู่ต่อสู้จะมีความได้เปรียบในระยะยาว (Camerer, 2003)
ระบบพลัง Nen ในฉากนี้ถูกออกแบบให้เป็นตัวแทนของการฝึกฝนจิตมากกว่าพลังเหนือธรรมชาติ งานวิจัยด้านสื่อญี่ปุ่นชี้ว่า Nen เป็นระบบพลังที่สะท้อนแนวคิดเรื่อง “พลังชีวิต” และการควบคุมตนเองในศิลปะการต่อสู้แบบตะวันออก (Allison, 2006) ความสามารถของ Netero อย่าง 100-Type Guanyin Bodhisattva มีโครงสร้างคล้ายกับการทำสมาธิแบบ repetitive mantra ในพุทธศาสนา ที่การเคลื่อนไหวและการสวดถูกหลอมรวมจนเกิดสภาวะ flow state ซึ่งในจิตวิทยาถูกนิยามว่าเป็นภาวะที่การกระทำและการรับรู้รวมเป็นหนึ่งเดียว (Csikszentmihalyi, 1990) การโจมตีของเขาจึงเกิดขึ้นเร็วกว่าเจตนาที่คู่ต่อสู้จะรับรู้ได้ เป็นการสื่อถึงการฝึกจนร่างกายและจิตใจไม่มีช่องว่างระหว่างความคิดกับการกระทำ
อย่างไรก็ตาม Togashi ไม่ได้สร้างฉากนี้เพื่อยกย่องพลังของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อรื้อถอนแนวคิดว่าการฝึกฝนจะนำไปสู่ชัยชนะเสมอ เมื่อ Meruem เริ่มอ่านรูปแบบการโจมตีได้ การต่อสู้จึงเปลี่ยนจากการปะทะเชิงพลังเป็นการปะทะเชิงการคำนวณ ซึ่งสะท้อนแนวคิดใน evolutionary psychology ที่สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้เร็วกว่าอาจเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีประสบการณ์มากกว่า (Tooby & Cosmides, 1992) Meruem ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าในทุกการเคลื่อนไหว แต่เขาปรับโมเดลของโลกได้เร็วกว่า และนี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มได้เปรียบ
จุดไคลแม็กซ์ของฉากคือการใช้ Miniature Rose ซึ่งนักวิจัยด้านวัฒนธรรมสื่อมักตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของอาวุธนิวเคลียร์และศักยภาพการทำลายล้างของมนุษย์ (Napier, 2005) การที่ Netero เลือกใช้ระเบิดแทนการยอมแพ้สะท้อนแนวคิดในปรัชญาการเมืองเกี่ยวกับ “paradox of humanism” ที่มนุษย์สามารถปกป้องตนเองด้วยวิธีที่ขัดแย้งกับคุณค่าทางศีลธรรมของตนเอง (Arendt, 1970) ฉากนี้จึงไม่ได้บอกว่ามนุษย์แข็งแกร่งกว่า แต่บอกว่ามนุษย์สามารถทำลายล้างได้มากกว่า ซึ่งเป็นชัยชนะที่มีรสขมในเชิงจริยธรรม
ในเชิงปรัชญา ฉากนี้ยังสะท้อนแนวคิดพุทธเรื่องอัตตาและความไม่เที่ยง การที่ Netero ใช้ภาพลักษณ์ของเทพพันมือและการสวดมนต์ แต่จบด้วยการระเบิด แสดงถึงความย้อนแย้งระหว่างการแสวงหาการตรัสรู้กับความรุนแรงที่ฝังอยู่ในมนุษย์ งานวิจัยด้านศาสนาและสื่อญี่ปุ่นชี้ว่ามังงะจำนวนมากใช้สัญลักษณ์พุทธเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนของศีลธรรมในโลกสมัยใหม่ (Reader, 2011) Netero จึงเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่พยายามก้าวข้ามขีดจำกัด แต่ยังคงติดอยู่ในโครงสร้างของการเอาชนะและความกลัวการสูญพันธุ์
ในขณะเดียวกัน Meruem ซึ่งเริ่มต้นในฐานะทรราช กลับพัฒนาไปสู่การเข้าใจคุณค่าของชีวิตผ่านความสัมพันธ์กับ Komugi การพัฒนานี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้าน moral development ที่แสดงว่าปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงกรอบศีลธรรมของสิ่งมีชีวิตได้ (Kohlberg, 1984) การที่เขาเริ่มตั้งคำถามกับความหมายของการครองโลกจึงเป็นสัญญาณของการพัฒนาทางจิตที่สูงกว่าการแสวงหาอำนาจเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น การต่อสู้ระหว่าง Meruem กับ Netero จึงไม่ใช่เพียงฉากแอ็กชัน แต่เป็นการทดลองทางความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อาจเหนือมนุษย์ มันตั้งคำถามว่าความแข็งแกร่งคืออะไร—พลังทางกาย การปรับตัวทางปัญญา หรือความสามารถในการทำลายล้าง และในท้ายที่สุด มันเสนอว่ามนุษย์อาจไม่ได้ชนะเพราะศีลธรรมหรือปัญญา แต่เพราะความสามารถในการสร้างอาวุธที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นสร้างได้ ฉากนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการเล่าเรื่องในมังงะที่ใช้การต่อสู้เป็นพื้นที่สำหรับการสำรวจคำถามเชิงปรัชญาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ มนุษยธรรม และขีดจำกัดของวิวัฒนาการ ทั้งในระดับชีวภาพและจิตสำนึก ซึ่งเป็นเหตุผลที่มันยังคงถูกอ้างถึงในงานวิจัยด้านสื่อและวัฒนธรรมร่วมสมัยจนถึงปัจจุบัน (Napier, 2005; Lamarre, 2009; Ito, 2012).
เมื่อพิจารณาต่อไปในระดับโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์และทฤษฎีการเล่าเรื่องสมัยใหม่ การต่อสู้ระหว่าง Meruem กับ Isaac Netero สามารถถูกอ่านในฐานะ “การปะทะของสองรูปแบบวิวัฒนาการ” มากกว่าการปะทะของสองตัวละคร งานวิจัยด้าน narrative complexity ในมังงะร่วมสมัยเสนอว่า Hunter × Hunter ใช้ Chimera Ant Arc เพื่อทดลองกับแนวคิดเรื่อง post-humanism หรือโลกที่มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของคุณค่าอีกต่อไป (Lamarre, 2009; Bolton, 2018) Meruem จึงไม่ใช่ตัวร้ายแบบคลาสสิก แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาเร็วกว่าโครงสร้างศีลธรรมของมนุษย์ ในขณะที่ Netero เป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ผลักขีดจำกัดตนเองจนถึงระดับเหนือมนุษย์ แต่ยังคงผูกติดกับตรรกะของการครอบงำและการเอาชนะ
ในเชิงการออกแบบฉากต่อสู้ Togashi ใช้จังหวะเวลา (temporal pacing) เป็นเครื่องมือสำคัญ การต่อสู้ไม่ได้ถูกเร่งให้รวดเร็วตลอด แต่มีช่วงชะลอที่ให้ผู้อ่านรับรู้กระบวนการคิดของทั้งสองฝ่าย งานวิจัยด้าน comics theory ชี้ว่าการสลับระหว่าง panel ที่เคลื่อนไหวเร็วกับ panel ที่หยุดนิ่งช่วยสร้าง “cognitive delay” ซึ่งทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความเร็วและความตึงเครียดพร้อมกัน (McCloud, 1993) ในฉากนี้ การพนมมือของ Netero และการคำนวณของ Meruem ถูกวางในจังหวะที่ทำให้เวลาเหมือนยืดออก การยืดเวลานี้สอดคล้องกับแนวคิดใน phenomenology ของการรับรู้ที่ว่า ในสถานการณ์วิกฤต สมองมนุษย์จะรับรู้เวลาเหมือนช้าลงเพราะการประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น (Droit-Volet & Gil, 2009) Togashiจึงใช้รูปแบบของมังงะเพื่อจำลองประสบการณ์เชิงจิตวิทยานี้ให้ผู้อ่าน
หากมองในมุมทฤษฎีวิวัฒนาการ การต่อสู้ครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการคัดเลือกโดยพละกำลังไปสู่การคัดเลือกโดยความสามารถในการปรับตัว งานวิจัยด้าน evolutionary game theory ระบุว่าสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับกลยุทธ์ตามคู่ต่อสู้ได้จะมีความได้เปรียบในระบบที่ซับซ้อน (Nowak, 2006) Meruem แสดงพฤติกรรมแบบนี้อย่างชัดเจน เขาไม่พยายามเอาชนะ Netero ด้วยพลังเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การเรียนรู้เชิงสถิติจากรูปแบบการโจมตี การที่เขาสามารถคาดการณ์ท่าต่อไปได้จึงเป็นตัวอย่างของ adaptive intelligence ซึ่งในเชิงวิทยาศาสตร์ประสาทถือเป็นความสามารถขั้นสูงของระบบอัจฉริยะ (Friston, 2010)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ฉากนี้ทรงพลังในระดับปรัชญาคือการที่ชัยชนะของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากคุณธรรม แต่เกิดจากเทคโนโลยีการทำลายล้าง Miniature Rose ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของอาวุธนิวเคลียร์และความสามารถของมนุษย์ในการทำลายตนเอง งานวิจัยด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองชี้ว่ามังงะจำนวนมากสะท้อนความทรงจำเกี่ยวกับฮิโรชิมาและนางาซากิผ่านภาพของการระเบิดที่ทำลายทุกสิ่งอย่างไร้ความหมาย (Napier, 2005) การที่ Netero เลือกใช้ระเบิดแทนการยอมแพ้จึงเป็นการสะท้อนความกลัวเชิงอัตถิภาวนิยมของมนุษย์ต่อการสูญพันธุ์ และการยอมรับว่ามนุษย์อาจต้องทำลายทุกอย่างเพื่อรักษาการอยู่รอดของตนเอง
ในระดับจิตวิทยาเชิงศีลธรรม การพัฒนาของ Meruem หลังการต่อสู้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ Komugi มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับทฤษฎีการพัฒนาศีลธรรมของ Kohlberg ที่เสนอว่าศีลธรรมขั้นสูงสุดเกิดจากความเข้าใจในคุณค่าของผู้อื่น ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎ (Kohlberg, 1984) Meruem เริ่มต้นในระดับที่เน้นอำนาจและการอยู่รอด แต่ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การเห็นคุณค่าของชีวิตและความสัมพันธ์ การพัฒนานี้ทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ในขณะที่มนุษย์อย่าง Netero กลับใช้วิธีที่ไร้มนุษยธรรมมากขึ้นเพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ของตนเอง ความย้อนแย้งนี้เป็นแกนกลางของฉาก และทำให้ผู้อ่านต้องตั้งคำถามว่าความเป็นมนุษย์ควรถูกนิยามจากอะไร
ในเชิงสุนทรียศาสตร์ ภาพของ Netero ที่นั่งสมาธิบนดอกบัวและมีแขนหลายแขนคล้ายเทพโพธิสัตว์สะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปะพุทธกับภาพลักษณ์นักสู้ งานวิจัยด้าน visual culture ชี้ว่าการใช้สัญลักษณ์ทางศาสนาในมังงะมักทำหน้าที่สร้างความรู้สึกเหนือจริงและเชื่อมโยงตัวละครกับคำถามเชิงอภิปรัชญา (Reader, 2011) แต่การที่ภาพลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์นี้จบลงด้วยการระเบิด กลับสร้างความตึงเครียดเชิงสัญลักษณ์ระหว่างการตรัสรู้กับการทำลายล้าง ซึ่งสะท้อนแนวคิดในปรัชญาตะวันออกเกี่ยวกับความไม่เที่ยงและความว่าง
ท้ายที่สุด ฉากการต่อสู้ระหว่าง Meruem กับ Netero ทำหน้าที่เป็นบทสรุปของ Chimera Ant Arc ในฐานะการสำรวจขีดจำกัดของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อาจเหนือมนุษย์ มันแสดงให้เห็นว่าการฝึกฝน วินัย และความศรัทธาอาจนำมนุษย์ไปสู่ระดับที่สูงมาก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒน์ได้เร็วกว่า ในขณะเดียวกัน มันก็ชี้ว่ามนุษย์มีสิ่งหนึ่งที่สิ่งมีชีวิตอื่นอาจไม่มี นั่นคือความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่ทำลายล้างทุกอย่าง รวมถึงตนเอง ฉากนี้จึงกลายเป็นการสะท้อนความย้อนแย้งของอารยธรรมมนุษย์—ความสามารถในการสร้างสรรค์และทำลายล้างในเวลาเดียวกัน—และเป็นเหตุผลที่มันยังคงถูกวิเคราะห์ในงานวิจัยด้านสื่อ วัฒนธรรม และปรัชญาในฐานะหนึ่งในฉากต่อสู้ที่ลึกซึ้งที่สุดในมังงะสมัยใหม่ (Napier, 2005; Lamarre, 2009; Bolton, 2018; Friston, 2010).
#Siamstr #nostr #hunterxhunter
🐜การต่อสู้ระหว่าง Meruem กับ Isaac Netero ในมังงะ Hunter × Hunter ของ Yoshihiro Togashi เป็นหนึ่งในฉากที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในงานวิจัยด้านการเล่าเรื่องสมัยใหม่เกี่ยวกับมังงะและอนิเมะ เพราะมันไม่ใช่เพียงฉากต่อสู้เชิงพลัง แต่เป็น “การทดลองเชิงปรัชญา” เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ วิวัฒนาการของสติปัญญา และความย้อนแย้งของศีลธรรมในสภาวะสุดขั้ว งานวิจัยด้าน narrative theory และ media studies มักใช้ Chimera Ant Arc เป็นตัวอย่างของการเล่าเรื่องแบบ deconstructive shōnen ที่ตั้งคำถามกับสูตรสำเร็จของฮีโร่–วายร้าย และสร้างพื้นที่ให้การต่อสู้กลายเป็นพื้นที่อภิปรายเชิงอัตถิภาวนิยม (existential) มากกว่าการแข่งขันทางกายภาพ (Napier, 2005; Lamarre, 2009; Ito, 2012)
หากพิจารณาโครงสร้างเชิงการเขียน ฉากนี้ถูกจัดวางในรูปแบบโศกนาฏกรรมแบบคลาสสิกที่เน้น inevitability หรือ “ความพ่ายแพ้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ของมนุษย์ในระดับพลังตรง แต่กลับเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ชนะผ่านกลไกอื่นที่ไม่ใช่คุณธรรม การวางตำแหน่งของ Netero ในฐานะมนุษย์ที่ฝึกฝนตนจนเกินขีดจำกัดทางชีวภาพสะท้อนแนวคิดในงานศึกษาด้าน performance psychology ที่ว่าการฝึกซ้ำจนถึงระดับอัตโนมัติสามารถลดเวลาในการตอบสนองจนเร็วกว่าการตัดสินใจเชิงสติ (Ericsson, 2006) การฝึกสวดมนต์และชกหมื่นครั้งต่อวันในภูเขาที่ถูกกล่าวถึงในเนื้อเรื่องจึงไม่ใช่เพียงมุกเล่าเรื่อง แต่เป็นการสร้างภาพของร่างกายที่หลอมรวมเข้ากับจิตจนเกิด “action without deliberation” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดใน cognitive science เกี่ยวกับ embodied cognition ที่การกระทำสามารถเกิดขึ้นก่อนการรับรู้เชิงสติอย่างเต็มรูปแบบ (Clark, 2008)
ในทางตรงกันข้าม Meruem ถูกเขียนให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการประมวลผลเชิงรูปแบบ (pattern recognition) และการปรับตัวแบบเรียลไทม์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง predictive processing ในประสาทวิทยา ที่สมองหรือระบบอัจฉริยะจะคาดการณ์อนาคตและปรับโมเดลภายในตามข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง (Friston, 2010) Meruem ไม่ได้ชนะเพราะพลังที่เหนือกว่าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความสามารถในการเรียนรู้จากข้อมูลทุกวินาทีของการต่อสู้ การที่เขาไม่รีบตอบโต้ในช่วงต้นจึงเป็นกลยุทธ์การเก็บข้อมูลมากกว่าความชะล่าใจ ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ในงานวิจัยด้าน game theory ที่ผู้เล่นที่สามารถรอและเรียนรู้รูปแบบคู่ต่อสู้จะมีความได้เปรียบในระยะยาว (Camerer, 2003)
ระบบพลัง Nen ในฉากนี้ถูกออกแบบให้เป็นตัวแทนของการฝึกฝนจิตมากกว่าพลังเหนือธรรมชาติ งานวิจัยด้านสื่อญี่ปุ่นชี้ว่า Nen เป็นระบบพลังที่สะท้อนแนวคิดเรื่อง “พลังชีวิต” และการควบคุมตนเองในศิลปะการต่อสู้แบบตะวันออก (Allison, 2006) ความสามารถของ Netero อย่าง 100-Type Guanyin Bodhisattva มีโครงสร้างคล้ายกับการทำสมาธิแบบ repetitive mantra ในพุทธศาสนา ที่การเคลื่อนไหวและการสวดถูกหลอมรวมจนเกิดสภาวะ flow state ซึ่งในจิตวิทยาถูกนิยามว่าเป็นภาวะที่การกระทำและการรับรู้รวมเป็นหนึ่งเดียว (Csikszentmihalyi, 1990) การโจมตีของเขาจึงเกิดขึ้นเร็วกว่าเจตนาที่คู่ต่อสู้จะรับรู้ได้ เป็นการสื่อถึงการฝึกจนร่างกายและจิตใจไม่มีช่องว่างระหว่างความคิดกับการกระทำ
อย่างไรก็ตาม Togashi ไม่ได้สร้างฉากนี้เพื่อยกย่องพลังของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อรื้อถอนแนวคิดว่าการฝึกฝนจะนำไปสู่ชัยชนะเสมอ เมื่อ Meruem เริ่มอ่านรูปแบบการโจมตีได้ การต่อสู้จึงเปลี่ยนจากการปะทะเชิงพลังเป็นการปะทะเชิงการคำนวณ ซึ่งสะท้อนแนวคิดใน evolutionary psychology ที่สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้เร็วกว่าอาจเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีประสบการณ์มากกว่า (Tooby & Cosmides, 1992) Meruem ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าในทุกการเคลื่อนไหว แต่เขาปรับโมเดลของโลกได้เร็วกว่า และนี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มได้เปรียบ
จุดไคลแม็กซ์ของฉากคือการใช้ Miniature Rose ซึ่งนักวิจัยด้านวัฒนธรรมสื่อมักตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของอาวุธนิวเคลียร์และศักยภาพการทำลายล้างของมนุษย์ (Napier, 2005) การที่ Netero เลือกใช้ระเบิดแทนการยอมแพ้สะท้อนแนวคิดในปรัชญาการเมืองเกี่ยวกับ “paradox of humanism” ที่มนุษย์สามารถปกป้องตนเองด้วยวิธีที่ขัดแย้งกับคุณค่าทางศีลธรรมของตนเอง (Arendt, 1970) ฉากนี้จึงไม่ได้บอกว่ามนุษย์แข็งแกร่งกว่า แต่บอกว่ามนุษย์สามารถทำลายล้างได้มากกว่า ซึ่งเป็นชัยชนะที่มีรสขมในเชิงจริยธรรม
ในเชิงปรัชญา ฉากนี้ยังสะท้อนแนวคิดพุทธเรื่องอัตตาและความไม่เที่ยง การที่ Netero ใช้ภาพลักษณ์ของเทพพันมือและการสวดมนต์ แต่จบด้วยการระเบิด แสดงถึงความย้อนแย้งระหว่างการแสวงหาการตรัสรู้กับความรุนแรงที่ฝังอยู่ในมนุษย์ งานวิจัยด้านศาสนาและสื่อญี่ปุ่นชี้ว่ามังงะจำนวนมากใช้สัญลักษณ์พุทธเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนของศีลธรรมในโลกสมัยใหม่ (Reader, 2011) Netero จึงเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่พยายามก้าวข้ามขีดจำกัด แต่ยังคงติดอยู่ในโครงสร้างของการเอาชนะและความกลัวการสูญพันธุ์
ในขณะเดียวกัน Meruem ซึ่งเริ่มต้นในฐานะทรราช กลับพัฒนาไปสู่การเข้าใจคุณค่าของชีวิตผ่านความสัมพันธ์กับ Komugi การพัฒนานี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้าน moral development ที่แสดงว่าปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงกรอบศีลธรรมของสิ่งมีชีวิตได้ (Kohlberg, 1984) การที่เขาเริ่มตั้งคำถามกับความหมายของการครองโลกจึงเป็นสัญญาณของการพัฒนาทางจิตที่สูงกว่าการแสวงหาอำนาจเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น การต่อสู้ระหว่าง Meruem กับ Netero จึงไม่ใช่เพียงฉากแอ็กชัน แต่เป็นการทดลองทางความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อาจเหนือมนุษย์ มันตั้งคำถามว่าความแข็งแกร่งคืออะไร—พลังทางกาย การปรับตัวทางปัญญา หรือความสามารถในการทำลายล้าง และในท้ายที่สุด มันเสนอว่ามนุษย์อาจไม่ได้ชนะเพราะศีลธรรมหรือปัญญา แต่เพราะความสามารถในการสร้างอาวุธที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นสร้างได้ ฉากนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการเล่าเรื่องในมังงะที่ใช้การต่อสู้เป็นพื้นที่สำหรับการสำรวจคำถามเชิงปรัชญาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ มนุษยธรรม และขีดจำกัดของวิวัฒนาการ ทั้งในระดับชีวภาพและจิตสำนึก ซึ่งเป็นเหตุผลที่มันยังคงถูกอ้างถึงในงานวิจัยด้านสื่อและวัฒนธรรมร่วมสมัยจนถึงปัจจุบัน (Napier, 2005; Lamarre, 2009; Ito, 2012).
เมื่อพิจารณาต่อไปในระดับโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์และทฤษฎีการเล่าเรื่องสมัยใหม่ การต่อสู้ระหว่าง Meruem กับ Isaac Netero สามารถถูกอ่านในฐานะ “การปะทะของสองรูปแบบวิวัฒนาการ” มากกว่าการปะทะของสองตัวละคร งานวิจัยด้าน narrative complexity ในมังงะร่วมสมัยเสนอว่า Hunter × Hunter ใช้ Chimera Ant Arc เพื่อทดลองกับแนวคิดเรื่อง post-humanism หรือโลกที่มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของคุณค่าอีกต่อไป (Lamarre, 2009; Bolton, 2018) Meruem จึงไม่ใช่ตัวร้ายแบบคลาสสิก แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาเร็วกว่าโครงสร้างศีลธรรมของมนุษย์ ในขณะที่ Netero เป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ผลักขีดจำกัดตนเองจนถึงระดับเหนือมนุษย์ แต่ยังคงผูกติดกับตรรกะของการครอบงำและการเอาชนะ
ในเชิงการออกแบบฉากต่อสู้ Togashi ใช้จังหวะเวลา (temporal pacing) เป็นเครื่องมือสำคัญ การต่อสู้ไม่ได้ถูกเร่งให้รวดเร็วตลอด แต่มีช่วงชะลอที่ให้ผู้อ่านรับรู้กระบวนการคิดของทั้งสองฝ่าย งานวิจัยด้าน comics theory ชี้ว่าการสลับระหว่าง panel ที่เคลื่อนไหวเร็วกับ panel ที่หยุดนิ่งช่วยสร้าง “cognitive delay” ซึ่งทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความเร็วและความตึงเครียดพร้อมกัน (McCloud, 1993) ในฉากนี้ การพนมมือของ Netero และการคำนวณของ Meruem ถูกวางในจังหวะที่ทำให้เวลาเหมือนยืดออก การยืดเวลานี้สอดคล้องกับแนวคิดใน phenomenology ของการรับรู้ที่ว่า ในสถานการณ์วิกฤต สมองมนุษย์จะรับรู้เวลาเหมือนช้าลงเพราะการประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น (Droit-Volet & Gil, 2009) Togashiจึงใช้รูปแบบของมังงะเพื่อจำลองประสบการณ์เชิงจิตวิทยานี้ให้ผู้อ่าน
หากมองในมุมทฤษฎีวิวัฒนาการ การต่อสู้ครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการคัดเลือกโดยพละกำลังไปสู่การคัดเลือกโดยความสามารถในการปรับตัว งานวิจัยด้าน evolutionary game theory ระบุว่าสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับกลยุทธ์ตามคู่ต่อสู้ได้จะมีความได้เปรียบในระบบที่ซับซ้อน (Nowak, 2006) Meruem แสดงพฤติกรรมแบบนี้อย่างชัดเจน เขาไม่พยายามเอาชนะ Netero ด้วยพลังเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การเรียนรู้เชิงสถิติจากรูปแบบการโจมตี การที่เขาสามารถคาดการณ์ท่าต่อไปได้จึงเป็นตัวอย่างของ adaptive intelligence ซึ่งในเชิงวิทยาศาสตร์ประสาทถือเป็นความสามารถขั้นสูงของระบบอัจฉริยะ (Friston, 2010)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ฉากนี้ทรงพลังในระดับปรัชญาคือการที่ชัยชนะของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากคุณธรรม แต่เกิดจากเทคโนโลยีการทำลายล้าง Miniature Rose ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของอาวุธนิวเคลียร์และความสามารถของมนุษย์ในการทำลายตนเอง งานวิจัยด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองชี้ว่ามังงะจำนวนมากสะท้อนความทรงจำเกี่ยวกับฮิโรชิมาและนางาซากิผ่านภาพของการระเบิดที่ทำลายทุกสิ่งอย่างไร้ความหมาย (Napier, 2005) การที่ Netero เลือกใช้ระเบิดแทนการยอมแพ้จึงเป็นการสะท้อนความกลัวเชิงอัตถิภาวนิยมของมนุษย์ต่อการสูญพันธุ์ และการยอมรับว่ามนุษย์อาจต้องทำลายทุกอย่างเพื่อรักษาการอยู่รอดของตนเอง
ในระดับจิตวิทยาเชิงศีลธรรม การพัฒนาของ Meruem หลังการต่อสู้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ Komugi มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับทฤษฎีการพัฒนาศีลธรรมของ Kohlberg ที่เสนอว่าศีลธรรมขั้นสูงสุดเกิดจากความเข้าใจในคุณค่าของผู้อื่น ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎ (Kohlberg, 1984) Meruem เริ่มต้นในระดับที่เน้นอำนาจและการอยู่รอด แต่ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การเห็นคุณค่าของชีวิตและความสัมพันธ์ การพัฒนานี้ทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ในขณะที่มนุษย์อย่าง Netero กลับใช้วิธีที่ไร้มนุษยธรรมมากขึ้นเพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ของตนเอง ความย้อนแย้งนี้เป็นแกนกลางของฉาก และทำให้ผู้อ่านต้องตั้งคำถามว่าความเป็นมนุษย์ควรถูกนิยามจากอะไร
ในเชิงสุนทรียศาสตร์ ภาพของ Netero ที่นั่งสมาธิบนดอกบัวและมีแขนหลายแขนคล้ายเทพโพธิสัตว์สะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปะพุทธกับภาพลักษณ์นักสู้ งานวิจัยด้าน visual culture ชี้ว่าการใช้สัญลักษณ์ทางศาสนาในมังงะมักทำหน้าที่สร้างความรู้สึกเหนือจริงและเชื่อมโยงตัวละครกับคำถามเชิงอภิปรัชญา (Reader, 2011) แต่การที่ภาพลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์นี้จบลงด้วยการระเบิด กลับสร้างความตึงเครียดเชิงสัญลักษณ์ระหว่างการตรัสรู้กับการทำลายล้าง ซึ่งสะท้อนแนวคิดในปรัชญาตะวันออกเกี่ยวกับความไม่เที่ยงและความว่าง
ท้ายที่สุด ฉากการต่อสู้ระหว่าง Meruem กับ Netero ทำหน้าที่เป็นบทสรุปของ Chimera Ant Arc ในฐานะการสำรวจขีดจำกัดของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อาจเหนือมนุษย์ มันแสดงให้เห็นว่าการฝึกฝน วินัย และความศรัทธาอาจนำมนุษย์ไปสู่ระดับที่สูงมาก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒน์ได้เร็วกว่า ในขณะเดียวกัน มันก็ชี้ว่ามนุษย์มีสิ่งหนึ่งที่สิ่งมีชีวิตอื่นอาจไม่มี นั่นคือความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่ทำลายล้างทุกอย่าง รวมถึงตนเอง ฉากนี้จึงกลายเป็นการสะท้อนความย้อนแย้งของอารยธรรมมนุษย์—ความสามารถในการสร้างสรรค์และทำลายล้างในเวลาเดียวกัน—และเป็นเหตุผลที่มันยังคงถูกวิเคราะห์ในงานวิจัยด้านสื่อ วัฒนธรรม และปรัชญาในฐานะหนึ่งในฉากต่อสู้ที่ลึกซึ้งที่สุดในมังงะสมัยใหม่ (Napier, 2005; Lamarre, 2009; Bolton, 2018; Friston, 2010).
#Siamstr #nostr #hunterxhunter
Login to reply
Replies (1)
ชอบฉากนี้มาก