เมื่อ Exchange “มีเหรียญไม่ครบ” เป็นไปได้อย่างไร?
วิเคราะห์กรณี Bithumb, ระบบบัญชีแบบรวมศูนย์ และความเสี่ยงของ “Bitcoin กระดาษ”
อ้างอิงต้นโพสต์: เพจ I Learn A Lot : แชร์มุมมองด้านการลงทุน (โพสต์ภาพและข้อความที่ผู้ใช้ส่งมา)
⸻
บทนำ
ประเด็นที่ถูกพูดถึงในโพสต์คือคำถามสำคัญของโลกคริปโต:
หาก Exchange ถือ BTC จริงเพียง ~40,000 BTC แล้วสามารถ “ปล่อย” หรือมีธุรกรรมรวม 620,000 BTC ได้อย่างไร?
คำถามนี้สะท้อนความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ โครงสร้างบัญชีของ Exchange, Proof of Reserves, และแนวคิดที่เรียกว่า “paper Bitcoin” หรือ “Bitcoin บนบัญชีภายใน” ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหรียญ on-chain เท่ากันทุกหน่วยตลอดเวลา
บทความนี้จะอธิบายเชิงโครงสร้าง อิงงานวิจัย รายงานอุตสาหกรรม และหลักเศรษฐศาสตร์การเงิน เพื่อให้เข้าใจว่าระบบ Exchange ทำงานอย่างไร และความเสี่ยงอยู่ตรงไหน
⸻
1. Exchange ไม่ใช่กระเป๋า on-chain ของคุณ
เมื่อผู้ใช้ฝาก BTC เข้า Exchange เช่น Bithumb
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:
• BTC ถูกโอนไปยัง wallet ของ Exchange (custodial wallet)
• ผู้ใช้ได้รับ “เครดิต” ในบัญชีภายใน (internal ledger)
• การซื้อขายส่วนใหญ่เกิด off-chain
กล่าวง่าย ๆ
ยอดในบัญชีผู้ใช้ ≠ BTC บนบล็อกเชนแบบ 1:1 ตลอดเวลา
งานวิจัยจาก Gandal et al. (2018, Journal of Monetary Economics) และ Makarov & Schoar (2020, NBER) ระบุว่า
การซื้อขายใน Exchange ส่วนใหญ่เกิดในระบบบัญชีภายใน (centralized ledger)
ไม่ใช่การเคลื่อนเหรียญจริงบนบล็อกเชนทุกครั้ง
⸻
2. ทำไม 40,000 BTC ถึงรองรับ 620,000 BTC ได้
ตัวเลขแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า Exchange “พิมพ์เหรียญ”
แต่สะท้อนโครงสร้างดังนี้
(1) Internal Netting
Exchange สามารถหักลบคำสั่งซื้อขายภายใน
ตัวอย่าง
• A ซื้อจาก B → ไม่ต้องโอน BTC on-chain
• แค่เปลี่ยนตัวเลขในบัญชี
เหมือนธนาคาร
เงินฝากรวม > เงินสดจริงในตู้นิรภัย
นี่คือระบบ fractional reserve-like structure
แม้ Exchange หลายแห่งจะอ้างว่าถือสำรองเต็ม 1:1
งานวิจัย:
• Aramonte et al., BIS Quarterly Review (2021)
• OECD Digital Finance Report (2022)
ชี้ว่า crypto exchange หลายแห่งทำงานคล้าย prime broker + clearing house
⸻
(2) Liquidity Reuse
เหรียญเดียวกันถูกใช้หลายรอบ
เช่น
• ผู้ใช้ฝาก BTC
• Exchange นำไปทำ market making
• ใช้เป็น collateral
• ปล่อยกู้ margin
สิ่งนี้เรียกว่า
rehypothecation
ในตลาดการเงินดั้งเดิม
ใช้กันมานาน (Singh & Aitken, IMF 2010)
⸻
(3) Volume ≠ Holdings
ตัวเลข 620,000 BTC อาจเป็น:
• ปริมาณเทรดสะสม
• ยอดแจก
• turnover
ไม่ใช่จำนวนเหรียญที่ถือพร้อมกัน
⸻
3. ประเด็น Proof of Reserves (PoR)
โพสต์ต้นทางตั้งคำถามว่า
เราไม่เคยเห็น PoR ของ Bithumb ต่อสาธารณะ
PoR คืออะไร?
→ วิธีพิสูจน์ว่า Exchange ถือสินทรัพย์พอรองรับลูกค้า
รูปแบบทั่วไป
• Merkle tree audit
• wallet disclosure
• third-party audit
หลังเหตุการณ์ FTX (2022)
งานวิจัยจำนวนมาก (e.g., Harvard Law School Forum 2023)
เสนอให้ PoR กลายเป็นมาตรฐาน
แต่ PoR เองก็มีข้อจำกัด:
• แสดง “สินทรัพย์” ได้
• แต่ไม่แสดง “หนี้สินทั้งหมด”
• อาจ snapshot ชั่วคราว
ดังนั้น PoR ≠ การันตี 100%
⸻
4. กรณีเกาหลีใต้: กฎเข้มมาก
โพสต์ระบุว่าเกาหลีมีกำกับเข้ม
ซึ่งถูกต้อง
หลังเหตุการณ์ Terra-Luna
หน่วยงานเกาหลี (FSC, FSS)
กำหนดให้ Exchange:
• แยกทรัพย์ลูกค้า
• สำรอง 1:1
• ตรวจสอบภายนอก
รายงาน Korea Financial Services Commission (2024-2025)
ระบุว่า Bithumb และ exchange ใหญ่
ต้องรายงานสินทรัพย์ลูกค้าเป็นระยะ
ดังนั้น
ตัวเลข ~40,000 BTC
อาจเป็นเพียง wallet ที่ตรวจพบ
ไม่ใช่ total holdings ทั้งหมด
⸻
5. “Bitcoin กระดาษ” คืออะไร
คำนี้ใช้ในเชิงอุปมา
หมายถึง
ยอด BTC ในระบบบัญชี
ที่ไม่ได้ถือ private key โดยผู้ใช้
งานวิจัย
Carstens (BIS, 2021)
ระบุว่า crypto บน exchange
คือ “claim on an intermediary”
ไม่ใช่ self-custody
หลักการสำคัญ:
Not your keys, not your coins.
⸻
6. ความเสี่ยงเชิงระบบ
งานวิจัยหลายชิ้นเตือนว่า
ตลาดคริปโตมี risk แบบธนาคารเงา
เช่น
• Custodial risk
• Liquidity mismatch
• Bank run
เหตุการณ์จริง
• Mt.Gox
• FTX
• QuadrigaCX
ชี้ว่า
แม้ระบบดูมีสินทรัพย์พอ
แต่หากผู้ใช้ถอนพร้อมกัน
อาจเกิด crisis
⸻
7. แต่ไม่ได้แปลว่า Bithumb มีปัญหา
ต้องแยก:
ความเป็นไปได้เชิงโครงสร้าง
≠
ข้อกล่าวหาการล้มละลาย
Exchange ใหญ่
สามารถมี volume มากกว่า holdings
โดยไม่ผิดปกติ
สิ่งที่ควรติดตาม:
• PoR
• audit
• regulation
• withdrawal behavior
⸻
8. บทเรียนเชิงระบบ
โพสต์ต้นทางสรุปประเด็นสำคัญถูกต้องว่า:
ตราบใดที่ผู้ใช้ตรวจสอบ on-chain เองไม่ได้
ความเชื่อใจยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
นี่คือ paradox ของคริปโต
ที่ถูกออกแบบให้ trustless
แต่การใช้งานจริงกลับต้อง trust exchange
⸻
9. มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์
ตลาดคริปโตปัจจุบัน
ผสมระหว่าง:
• self-custody (on-chain)
• custodial finance (off-chain)
งานวิจัย
Duffie (2023)
ชี้ว่าตลาดคริปโตกำลังกลายเป็น
“hybrid financial system”
⸻
10. ข้อสรุป
กรณีตัวเลข
40,000 vs 620,000 BTC
ไม่ได้หมายความว่า Exchange
ไม่มีเหรียญจริง
แต่สะท้อน:
• ระบบบัญชีรวมศูนย์
• internal netting
• liquidity reuse
• volume accounting
ประเด็นสำคัญคือ
ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้
⸻
เครดิตต้นทาง
บทความนี้เรียบเรียงจากประเด็นที่โพสต์โดย
เพจ: I Learn A Lot : แชร์มุมมองด้านการลงทุน
⸻
เอกสารอ้างอิงวิจัย (คัดเลือก)
• Gandal et al. (2018) Journal of Monetary Economics
• Makarov & Schoar (2020) NBER
• BIS Quarterly Review (2021)
• OECD Digital Finance (2022)
• Harvard Law Forum on PoR (2023)
• Korea FSC Reports (2024-2025)
• Singh & Aitken IMF rehypothecation study
• Carstens BIS speech on crypto custody
⸻
11. เมื่อยอดในระบบไม่ใช่เหรียญจริง: ธรรมชาติของบัญชีแบบรวมศูนย์
Exchange ทำหน้าที่คล้ายธนาคาร นายหน้า และสำนักหักบัญชี (clearing house) ในเวลาเดียวกัน
เมื่อผู้ใช้ฝาก BTC เข้าไป สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่เหรียญบนบล็อกเชน แต่เป็น “สิทธิเรียกร้อง” (claim) ต่อ Exchange
งานวิจัยด้านโครงสร้างตลาดคริปโตพบว่า
มากกว่า 80–95% ของธุรกรรมใน Exchange ใหญ่เกิดขึ้น off-chain
กล่าวคือเป็นการปรับยอดในฐานข้อมูล ไม่ใช่การโอนเหรียญจริงบนเครือข่ายบิตคอยน์
(Aramonte et al., BIS 2021; Makarov & Schoar 2020)
นี่ทำให้ Exchange สามารถมี “ปริมาณการเคลื่อนไหว” สูงมาก
โดยไม่จำเป็นต้องมีเหรียญ on-chain เท่ากันตลอดเวลา
⸻
12. กลไก internal ledger: หัวใจที่คนมองไม่เห็น
Exchange ทุกแห่งมีระบบบัญชีภายใน (internal ledger)
เมื่อ A ซื้อ BTC จาก B
ระบบเพียงแค่:
• ลด BTC ในบัญชี B
• เพิ่ม BTC ในบัญชี A
ไม่มีธุรกรรมบนบล็อกเชน
จนกว่าจะมีการถอนออกนอกระบบ
นี่คือเหตุผลที่ตัวเลข
620,000 BTC
สามารถเกิดขึ้นได้แม้มีเหรียญจริงน้อยกว่านั้นมาก
เพราะตัวเลขนี้สะท้อน กิจกรรมการซื้อขายรวม
ไม่ใช่จำนวนเหรียญที่ต้องถือพร้อมกัน
⸻
13. ความคล้ายกับระบบธนาคารสำรองบางส่วน
แม้ Exchange หลายแห่งประกาศว่าถือสำรอง 1:1
แต่โครงสร้างเชิงปฏิบัติคล้ายธนาคารสำรองบางส่วน (fractional reserve dynamics)
ในระบบการเงินดั้งเดิม
ธนาคารถือเงินสดจริงเพียงบางส่วน
แต่สามารถสร้างเครดิตในระบบได้มากกว่า
IMF และ BIS ชี้ว่า
ตลาดคริปโตเริ่มมีลักษณะคล้าย
shadow banking system
โดยเฉพาะในช่วงที่มีการใช้ leverage และ lending ภายใน
(Singh & Aitken, IMF; BIS 2021)
⸻
14. Rehypothecation: เหรียญเดียวใช้หลายครั้ง
อีกกลไกหนึ่งคือ
การนำสินทรัพย์ลูกค้าไปใช้ซ้ำ (rehypothecation)
ตัวอย่าง:
• ลูกค้าฝาก BTC
• Exchange นำไปให้ market maker ยืม
• ใช้เป็นหลักประกัน margin
• นำไปปล่อยกู้ในระบบ
เหรียญเดียว
ถูกนับในหลายบริบทพร้อมกัน
ในตลาดการเงินดั้งเดิม
สิ่งนี้ทำให้ liquidity ดูมากกว่าความเป็นจริง
และเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบหากเกิดการถอนพร้อมกัน
⸻
15. Proof of Reserves: คำตอบที่ยังไม่สมบูรณ์
หลัง FTX ล่ม
Exchange หลายแห่งเริ่มเผยแพร่ Proof of Reserves (PoR)
PoR พยายามตอบคำถามว่า
Exchange มีสินทรัพย์พอรองรับผู้ใช้หรือไม่
แต่ PoR มีข้อจำกัด:
1. แสดงเฉพาะฝั่งสินทรัพย์
2. ไม่แสดงหนี้สินทั้งหมด
3. เป็น snapshot ชั่วคราว
4. อาจไม่รวม off-balance-sheet exposure
งานวิจัยด้านบัญชีคริปโต (Harvard Law School Forum 2023)
ชี้ว่า PoR เป็นเพียงขั้นแรก
ไม่ใช่การตรวจสอบแบบธนาคารเต็มรูปแบบ
⸻
16. กรณีศึกษาในอดีต: ทำไมผู้คนจึงกังวล
เหตุการณ์ Mt.Gox (2014)
QuadrigaCX (2019)
FTX (2022)
มีรูปแบบร่วมกัน:
• ระบบบัญชีภายในใหญ่กว่าสินทรัพย์จริง
• ใช้สินทรัพย์ลูกค้าเพื่อกิจกรรมอื่น
• ขาด transparency
งานวิจัยของ University of Texas และ MIT
ชี้ว่า collapse ของ Exchange
มักเริ่มจาก liquidity mismatch
ไม่ใช่การแฮ็กเพียงอย่างเดียว
⸻
17. เกาหลีใต้: หนึ่งในประเทศที่กำกับเข้มที่สุด
หลัง Terra-Luna
หน่วยงานกำกับเกาหลีเพิ่มมาตรการ:
• แยกสินทรัพย์ลูกค้า
• ตรวจสอบภายนอก
• รายงาน holdings
• capital requirement
ดังนั้น
แม้มีข่าวตัวเลข holdings
ไม่ได้แปลว่า Exchange มีปัญหา
แต่สะท้อนความจำเป็นของ transparency
⸻
18. On-chain ตรวจสอบได้แค่บางส่วน
คำถามในโพสต์ต้นทางว่า
“เราตรวจสอบ on-chain ได้ไหม?”
คำตอบคือ
ตรวจได้บางส่วนเท่านั้น
เพราะ:
• Wallet ของ Exchange ไม่เปิดเผยทั้งหมด
• มี cold wallet แยกหลายที่
• มี custodians ภายนอก
• มี off-chain liabilities
ดังนั้น
on-chain data
เป็นเพียง “หน้าต่าง”
ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด
⸻
19. Bitcoin กระดาษ: แนวคิดที่ต้องเข้าใจ
เมื่อผู้ใช้ถือ BTC ใน Exchange
สิ่งที่ถือคือ:
• IOU
• account balance
• claim on custodian
ไม่ใช่ private key
Carstens (BIS 2021)
เรียกสิ่งนี้ว่า
synthetic crypto exposure
จึงเกิดคำว่า
“paper Bitcoin”
⸻
20. ความเชื่อใจยังเป็นแกนกลาง
คริปโตถูกออกแบบมาให้ trustless
แต่เมื่อใช้ผ่าน Exchange
ระบบกลับต้องอาศัย trust
นี่คือความย้อนแย้งสำคัญของตลาด
ผู้ใช้ต้องเชื่อว่า:
• Exchange ไม่ใช้สินทรัพย์เกินตัว
• มีสำรองพอ
• มี liquidity เพียงพอ
จนกว่าจะถอนออกมา self-custody
⸻
21. ถ้าทุกคนถอนพร้อมกันจะเกิดอะไร
สถานการณ์ bank-run ใน Exchange
เป็นความเสี่ยงจริง
หากผู้ใช้จำนวนมากถอนพร้อมกัน
Exchange ต้องมี:
• liquidity
• reserves
• access to market
ถ้าไม่พอ
อาจเกิด freeze withdrawals
เหมือนที่เคยเกิดหลายครั้งในประวัติศาสตร์คริปโต
⸻
22. บทเรียนเชิงโครงสร้างสำหรับนักลงทุน
ประเด็นของโพสต์ต้นทางสะท้อนบทเรียนสำคัญ:
1. ตัวเลขในบัญชี ≠ สินทรัพย์จริงเสมอ
2. Exchange คือ custodian
3. การถือ private key สำคัญ
4. PoR ยังไม่สมบูรณ์
5. ระบบยังพึ่งความเชื่อใจ
⸻
23. มุมมองมหภาค: ตลาดกำลังกลายเป็นระบบการเงินใหม่
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า
ตลาดคริปโตกำลังพัฒนาไปสู่
“hybrid financial architecture”
ผสมระหว่าง:
• decentralized settlement
• centralized intermediaries
Duffie (Stanford, 2023)
ชี้ว่านี่คือการเกิดของ
ตลาดทุนรูปแบบใหม่
ที่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
⸻
24. สรุปภาพใหญ่
คำถาม
“40,000 BTC แต่ปล่อย 620,000 BTC ได้อย่างไร?”
คำตอบคือ
เพราะ Exchange ทำงานแบบ:
• internal ledger
• net settlement
• liquidity reuse
• volume accounting
ไม่ใช่เพราะมีการสร้างเหรียญใหม่
แต่เพราะตัวเลขในระบบ
ไม่ได้เท่ากับเหรียญ on-chain ตลอดเวลา
⸻
25. ประโยคที่สรุปทั้งหมด
ในโลกคริปโต
การถือเหรียญบน Exchange
คือการถือ “ความเชื่อใจ”
มากกว่าการถือ “private key”
และนี่คือแก่นของประเด็นที่โพสต์ต้นทางพยายามชี้
⸻
เครดิตต้นทาง
เนื้อหาและประเด็นตั้งต้นจาก
เพจ: I Learn A Lot : แชร์มุมมองด้านการลงทุน
(ภาพและข้อความที่ผู้ใช้ส่งมา)
⸻
เอกสารอ้างอิง (คัดเลือก)
• BIS Quarterly Review (2021)
• IMF Rehypothecation Study
• Makarov & Schoar (NBER)
• Gandal et al. (JME)
• OECD Digital Finance Report
• Harvard Law Forum on PoR
• Korea FSC Regulatory Reports
• Duffie (2023) Crypto Market Structure
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
เมื่อ Exchange “มีเหรียญไม่ครบ” เป็นไปได้อย่างไร?
วิเคราะห์กรณี Bithumb, ระบบบัญชีแบบรวมศูนย์ และความเสี่ยงของ “Bitcoin กระดาษ”
อ้างอิงต้นโพสต์: เพจ I Learn A Lot : แชร์มุมมองด้านการลงทุน (โพสต์ภาพและข้อความที่ผู้ใช้ส่งมา)
⸻
บทนำ
ประเด็นที่ถูกพูดถึงในโพสต์คือคำถามสำคัญของโลกคริปโต:
หาก Exchange ถือ BTC จริงเพียง ~40,000 BTC แล้วสามารถ “ปล่อย” หรือมีธุรกรรมรวม 620,000 BTC ได้อย่างไร?
คำถามนี้สะท้อนความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ โครงสร้างบัญชีของ Exchange, Proof of Reserves, และแนวคิดที่เรียกว่า “paper Bitcoin” หรือ “Bitcoin บนบัญชีภายใน” ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหรียญ on-chain เท่ากันทุกหน่วยตลอดเวลา
บทความนี้จะอธิบายเชิงโครงสร้าง อิงงานวิจัย รายงานอุตสาหกรรม และหลักเศรษฐศาสตร์การเงิน เพื่อให้เข้าใจว่าระบบ Exchange ทำงานอย่างไร และความเสี่ยงอยู่ตรงไหน
⸻
1. Exchange ไม่ใช่กระเป๋า on-chain ของคุณ
เมื่อผู้ใช้ฝาก BTC เข้า Exchange เช่น Bithumb
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:
• BTC ถูกโอนไปยัง wallet ของ Exchange (custodial wallet)
• ผู้ใช้ได้รับ “เครดิต” ในบัญชีภายใน (internal ledger)
• การซื้อขายส่วนใหญ่เกิด off-chain
กล่าวง่าย ๆ
ยอดในบัญชีผู้ใช้ ≠ BTC บนบล็อกเชนแบบ 1:1 ตลอดเวลา
งานวิจัยจาก Gandal et al. (2018, Journal of Monetary Economics) และ Makarov & Schoar (2020, NBER) ระบุว่า
การซื้อขายใน Exchange ส่วนใหญ่เกิดในระบบบัญชีภายใน (centralized ledger)
ไม่ใช่การเคลื่อนเหรียญจริงบนบล็อกเชนทุกครั้ง
⸻
2. ทำไม 40,000 BTC ถึงรองรับ 620,000 BTC ได้
ตัวเลขแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า Exchange “พิมพ์เหรียญ”
แต่สะท้อนโครงสร้างดังนี้
(1) Internal Netting
Exchange สามารถหักลบคำสั่งซื้อขายภายใน
ตัวอย่าง
• A ซื้อจาก B → ไม่ต้องโอน BTC on-chain
• แค่เปลี่ยนตัวเลขในบัญชี
เหมือนธนาคาร
เงินฝากรวม > เงินสดจริงในตู้นิรภัย
นี่คือระบบ fractional reserve-like structure
แม้ Exchange หลายแห่งจะอ้างว่าถือสำรองเต็ม 1:1
งานวิจัย:
• Aramonte et al., BIS Quarterly Review (2021)
• OECD Digital Finance Report (2022)
ชี้ว่า crypto exchange หลายแห่งทำงานคล้าย prime broker + clearing house
⸻
(2) Liquidity Reuse
เหรียญเดียวกันถูกใช้หลายรอบ
เช่น
• ผู้ใช้ฝาก BTC
• Exchange นำไปทำ market making
• ใช้เป็น collateral
• ปล่อยกู้ margin
สิ่งนี้เรียกว่า
rehypothecation
ในตลาดการเงินดั้งเดิม
ใช้กันมานาน (Singh & Aitken, IMF 2010)
⸻
(3) Volume ≠ Holdings
ตัวเลข 620,000 BTC อาจเป็น:
• ปริมาณเทรดสะสม
• ยอดแจก
• turnover
ไม่ใช่จำนวนเหรียญที่ถือพร้อมกัน
⸻
3. ประเด็น Proof of Reserves (PoR)
โพสต์ต้นทางตั้งคำถามว่า
เราไม่เคยเห็น PoR ของ Bithumb ต่อสาธารณะ
PoR คืออะไร?
→ วิธีพิสูจน์ว่า Exchange ถือสินทรัพย์พอรองรับลูกค้า
รูปแบบทั่วไป
• Merkle tree audit
• wallet disclosure
• third-party audit
หลังเหตุการณ์ FTX (2022)
งานวิจัยจำนวนมาก (e.g., Harvard Law School Forum 2023)
เสนอให้ PoR กลายเป็นมาตรฐาน
แต่ PoR เองก็มีข้อจำกัด:
• แสดง “สินทรัพย์” ได้
• แต่ไม่แสดง “หนี้สินทั้งหมด”
• อาจ snapshot ชั่วคราว
ดังนั้น PoR ≠ การันตี 100%
⸻
4. กรณีเกาหลีใต้: กฎเข้มมาก
โพสต์ระบุว่าเกาหลีมีกำกับเข้ม
ซึ่งถูกต้อง
หลังเหตุการณ์ Terra-Luna
หน่วยงานเกาหลี (FSC, FSS)
กำหนดให้ Exchange:
• แยกทรัพย์ลูกค้า
• สำรอง 1:1
• ตรวจสอบภายนอก
รายงาน Korea Financial Services Commission (2024-2025)
ระบุว่า Bithumb และ exchange ใหญ่
ต้องรายงานสินทรัพย์ลูกค้าเป็นระยะ
ดังนั้น
ตัวเลข ~40,000 BTC
อาจเป็นเพียง wallet ที่ตรวจพบ
ไม่ใช่ total holdings ทั้งหมด
⸻
5. “Bitcoin กระดาษ” คืออะไร
คำนี้ใช้ในเชิงอุปมา
หมายถึง
ยอด BTC ในระบบบัญชี
ที่ไม่ได้ถือ private key โดยผู้ใช้
งานวิจัย
Carstens (BIS, 2021)
ระบุว่า crypto บน exchange
คือ “claim on an intermediary”
ไม่ใช่ self-custody
หลักการสำคัญ:
Not your keys, not your coins.
⸻
6. ความเสี่ยงเชิงระบบ
งานวิจัยหลายชิ้นเตือนว่า
ตลาดคริปโตมี risk แบบธนาคารเงา
เช่น
• Custodial risk
• Liquidity mismatch
• Bank run
เหตุการณ์จริง
• Mt.Gox
• FTX
• QuadrigaCX
ชี้ว่า
แม้ระบบดูมีสินทรัพย์พอ
แต่หากผู้ใช้ถอนพร้อมกัน
อาจเกิด crisis
⸻
7. แต่ไม่ได้แปลว่า Bithumb มีปัญหา
ต้องแยก:
ความเป็นไปได้เชิงโครงสร้าง
≠
ข้อกล่าวหาการล้มละลาย
Exchange ใหญ่
สามารถมี volume มากกว่า holdings
โดยไม่ผิดปกติ
สิ่งที่ควรติดตาม:
• PoR
• audit
• regulation
• withdrawal behavior
⸻
8. บทเรียนเชิงระบบ
โพสต์ต้นทางสรุปประเด็นสำคัญถูกต้องว่า:
ตราบใดที่ผู้ใช้ตรวจสอบ on-chain เองไม่ได้
ความเชื่อใจยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
นี่คือ paradox ของคริปโต
ที่ถูกออกแบบให้ trustless
แต่การใช้งานจริงกลับต้อง trust exchange
⸻
9. มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์
ตลาดคริปโตปัจจุบัน
ผสมระหว่าง:
• self-custody (on-chain)
• custodial finance (off-chain)
งานวิจัย
Duffie (2023)
ชี้ว่าตลาดคริปโตกำลังกลายเป็น
“hybrid financial system”
⸻
10. ข้อสรุป
กรณีตัวเลข
40,000 vs 620,000 BTC
ไม่ได้หมายความว่า Exchange
ไม่มีเหรียญจริง
แต่สะท้อน:
• ระบบบัญชีรวมศูนย์
• internal netting
• liquidity reuse
• volume accounting
ประเด็นสำคัญคือ
ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้
⸻
เครดิตต้นทาง
บทความนี้เรียบเรียงจากประเด็นที่โพสต์โดย
เพจ: I Learn A Lot : แชร์มุมมองด้านการลงทุน
⸻
เอกสารอ้างอิงวิจัย (คัดเลือก)
• Gandal et al. (2018) Journal of Monetary Economics
• Makarov & Schoar (2020) NBER
• BIS Quarterly Review (2021)
• OECD Digital Finance (2022)
• Harvard Law Forum on PoR (2023)
• Korea FSC Reports (2024-2025)
• Singh & Aitken IMF rehypothecation study
• Carstens BIS speech on crypto custody
⸻
11. เมื่อยอดในระบบไม่ใช่เหรียญจริง: ธรรมชาติของบัญชีแบบรวมศูนย์
Exchange ทำหน้าที่คล้ายธนาคาร นายหน้า และสำนักหักบัญชี (clearing house) ในเวลาเดียวกัน
เมื่อผู้ใช้ฝาก BTC เข้าไป สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่เหรียญบนบล็อกเชน แต่เป็น “สิทธิเรียกร้อง” (claim) ต่อ Exchange
งานวิจัยด้านโครงสร้างตลาดคริปโตพบว่า
มากกว่า 80–95% ของธุรกรรมใน Exchange ใหญ่เกิดขึ้น off-chain
กล่าวคือเป็นการปรับยอดในฐานข้อมูล ไม่ใช่การโอนเหรียญจริงบนเครือข่ายบิตคอยน์
(Aramonte et al., BIS 2021; Makarov & Schoar 2020)
นี่ทำให้ Exchange สามารถมี “ปริมาณการเคลื่อนไหว” สูงมาก
โดยไม่จำเป็นต้องมีเหรียญ on-chain เท่ากันตลอดเวลา
⸻
12. กลไก internal ledger: หัวใจที่คนมองไม่เห็น
Exchange ทุกแห่งมีระบบบัญชีภายใน (internal ledger)
เมื่อ A ซื้อ BTC จาก B
ระบบเพียงแค่:
• ลด BTC ในบัญชี B
• เพิ่ม BTC ในบัญชี A
ไม่มีธุรกรรมบนบล็อกเชน
จนกว่าจะมีการถอนออกนอกระบบ
นี่คือเหตุผลที่ตัวเลข
620,000 BTC
สามารถเกิดขึ้นได้แม้มีเหรียญจริงน้อยกว่านั้นมาก
เพราะตัวเลขนี้สะท้อน กิจกรรมการซื้อขายรวม
ไม่ใช่จำนวนเหรียญที่ต้องถือพร้อมกัน
⸻
13. ความคล้ายกับระบบธนาคารสำรองบางส่วน
แม้ Exchange หลายแห่งประกาศว่าถือสำรอง 1:1
แต่โครงสร้างเชิงปฏิบัติคล้ายธนาคารสำรองบางส่วน (fractional reserve dynamics)
ในระบบการเงินดั้งเดิม
ธนาคารถือเงินสดจริงเพียงบางส่วน
แต่สามารถสร้างเครดิตในระบบได้มากกว่า
IMF และ BIS ชี้ว่า
ตลาดคริปโตเริ่มมีลักษณะคล้าย
shadow banking system
โดยเฉพาะในช่วงที่มีการใช้ leverage และ lending ภายใน
(Singh & Aitken, IMF; BIS 2021)
⸻
14. Rehypothecation: เหรียญเดียวใช้หลายครั้ง
อีกกลไกหนึ่งคือ
การนำสินทรัพย์ลูกค้าไปใช้ซ้ำ (rehypothecation)
ตัวอย่าง:
• ลูกค้าฝาก BTC
• Exchange นำไปให้ market maker ยืม
• ใช้เป็นหลักประกัน margin
• นำไปปล่อยกู้ในระบบ
เหรียญเดียว
ถูกนับในหลายบริบทพร้อมกัน
ในตลาดการเงินดั้งเดิม
สิ่งนี้ทำให้ liquidity ดูมากกว่าความเป็นจริง
และเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบหากเกิดการถอนพร้อมกัน
⸻
15. Proof of Reserves: คำตอบที่ยังไม่สมบูรณ์
หลัง FTX ล่ม
Exchange หลายแห่งเริ่มเผยแพร่ Proof of Reserves (PoR)
PoR พยายามตอบคำถามว่า
Exchange มีสินทรัพย์พอรองรับผู้ใช้หรือไม่
แต่ PoR มีข้อจำกัด:
1. แสดงเฉพาะฝั่งสินทรัพย์
2. ไม่แสดงหนี้สินทั้งหมด
3. เป็น snapshot ชั่วคราว
4. อาจไม่รวม off-balance-sheet exposure
งานวิจัยด้านบัญชีคริปโต (Harvard Law School Forum 2023)
ชี้ว่า PoR เป็นเพียงขั้นแรก
ไม่ใช่การตรวจสอบแบบธนาคารเต็มรูปแบบ
⸻
16. กรณีศึกษาในอดีต: ทำไมผู้คนจึงกังวล
เหตุการณ์ Mt.Gox (2014)
QuadrigaCX (2019)
FTX (2022)
มีรูปแบบร่วมกัน:
• ระบบบัญชีภายในใหญ่กว่าสินทรัพย์จริง
• ใช้สินทรัพย์ลูกค้าเพื่อกิจกรรมอื่น
• ขาด transparency
งานวิจัยของ University of Texas และ MIT
ชี้ว่า collapse ของ Exchange
มักเริ่มจาก liquidity mismatch
ไม่ใช่การแฮ็กเพียงอย่างเดียว
⸻
17. เกาหลีใต้: หนึ่งในประเทศที่กำกับเข้มที่สุด
หลัง Terra-Luna
หน่วยงานกำกับเกาหลีเพิ่มมาตรการ:
• แยกสินทรัพย์ลูกค้า
• ตรวจสอบภายนอก
• รายงาน holdings
• capital requirement
ดังนั้น
แม้มีข่าวตัวเลข holdings
ไม่ได้แปลว่า Exchange มีปัญหา
แต่สะท้อนความจำเป็นของ transparency
⸻
18. On-chain ตรวจสอบได้แค่บางส่วน
คำถามในโพสต์ต้นทางว่า
“เราตรวจสอบ on-chain ได้ไหม?”
คำตอบคือ
ตรวจได้บางส่วนเท่านั้น
เพราะ:
• Wallet ของ Exchange ไม่เปิดเผยทั้งหมด
• มี cold wallet แยกหลายที่
• มี custodians ภายนอก
• มี off-chain liabilities
ดังนั้น
on-chain data
เป็นเพียง “หน้าต่าง”
ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด
⸻
19. Bitcoin กระดาษ: แนวคิดที่ต้องเข้าใจ
เมื่อผู้ใช้ถือ BTC ใน Exchange
สิ่งที่ถือคือ:
• IOU
• account balance
• claim on custodian
ไม่ใช่ private key
Carstens (BIS 2021)
เรียกสิ่งนี้ว่า
synthetic crypto exposure
จึงเกิดคำว่า
“paper Bitcoin”
⸻
20. ความเชื่อใจยังเป็นแกนกลาง
คริปโตถูกออกแบบมาให้ trustless
แต่เมื่อใช้ผ่าน Exchange
ระบบกลับต้องอาศัย trust
นี่คือความย้อนแย้งสำคัญของตลาด
ผู้ใช้ต้องเชื่อว่า:
• Exchange ไม่ใช้สินทรัพย์เกินตัว
• มีสำรองพอ
• มี liquidity เพียงพอ
จนกว่าจะถอนออกมา self-custody
⸻
21. ถ้าทุกคนถอนพร้อมกันจะเกิดอะไร
สถานการณ์ bank-run ใน Exchange
เป็นความเสี่ยงจริง
หากผู้ใช้จำนวนมากถอนพร้อมกัน
Exchange ต้องมี:
• liquidity
• reserves
• access to market
ถ้าไม่พอ
อาจเกิด freeze withdrawals
เหมือนที่เคยเกิดหลายครั้งในประวัติศาสตร์คริปโต
⸻
22. บทเรียนเชิงโครงสร้างสำหรับนักลงทุน
ประเด็นของโพสต์ต้นทางสะท้อนบทเรียนสำคัญ:
1. ตัวเลขในบัญชี ≠ สินทรัพย์จริงเสมอ
2. Exchange คือ custodian
3. การถือ private key สำคัญ
4. PoR ยังไม่สมบูรณ์
5. ระบบยังพึ่งความเชื่อใจ
⸻
23. มุมมองมหภาค: ตลาดกำลังกลายเป็นระบบการเงินใหม่
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า
ตลาดคริปโตกำลังพัฒนาไปสู่
“hybrid financial architecture”
ผสมระหว่าง:
• decentralized settlement
• centralized intermediaries
Duffie (Stanford, 2023)
ชี้ว่านี่คือการเกิดของ
ตลาดทุนรูปแบบใหม่
ที่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
⸻
24. สรุปภาพใหญ่
คำถาม
“40,000 BTC แต่ปล่อย 620,000 BTC ได้อย่างไร?”
คำตอบคือ
เพราะ Exchange ทำงานแบบ:
• internal ledger
• net settlement
• liquidity reuse
• volume accounting
ไม่ใช่เพราะมีการสร้างเหรียญใหม่
แต่เพราะตัวเลขในระบบ
ไม่ได้เท่ากับเหรียญ on-chain ตลอดเวลา
⸻
25. ประโยคที่สรุปทั้งหมด
ในโลกคริปโต
การถือเหรียญบน Exchange
คือการถือ “ความเชื่อใจ”
มากกว่าการถือ “private key”
และนี่คือแก่นของประเด็นที่โพสต์ต้นทางพยายามชี้
⸻
เครดิตต้นทาง
เนื้อหาและประเด็นตั้งต้นจาก
เพจ: I Learn A Lot : แชร์มุมมองด้านการลงทุน
(ภาพและข้อความที่ผู้ใช้ส่งมา)
⸻
เอกสารอ้างอิง (คัดเลือก)
• BIS Quarterly Review (2021)
• IMF Rehypothecation Study
• Makarov & Schoar (NBER)
• Gandal et al. (JME)
• OECD Digital Finance Report
• Harvard Law Forum on PoR
• Korea FSC Regulatory Reports
• Duffie (2023) Crypto Market Structure
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
Login to reply
Replies (1)
The post explains why Bitcoin exchanges can function with fractional reserves.