แนวทางการหาเงิน Fiat พร้อมเก็บความมั่งคั่งไว้ใน Bitcoin
แนวทางของ DeFi ทำให้มีช่องทางการหาเงินได้มาก และ หลากหลายมากขึ้น อาจจะด้วยเป็นยุคของการเริ่มต้น DeFi เอง และคนจำนวนมากยังไม่พร้อมที่จะเข้ามาหาประโยชน์จากตรงนี้ออกไป แต่ใครที่เรียนรู้ก่อน เริ่มก่อน ก็เก็บโอกาสนี้ไปก่อน
เอาแบบ ง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยการซื้อ Bitcoin
จากนั้น เราก็ค่อยเอามาหาประโยชน์โดยการเอาไปฝากใน DeFi แต่ว่า การฝากเฉยๆนั้น ดอกเบี้ยฝาก ต่ำมาก ดังนั้น เราก็เริ่มการ Leverage โดยการกู้ USDT ออกมา จากนั้น ก็หาจังหวะที่ Bitcoin ราคาต่ำ ก็เอาเงินที่กู้ เข้าไปซื้อ Bitcoin นั้นออกมา
ดอกเบี้ยเงินกู้ 4% ต่อปี สมมุติเราต้องกู้มา 1 เดือน เท่ากับเราต้องจ่ายดอกเบี้ย 0.333% ในช่วงนั้น นี่คือ ต้นทุนที่เราต้องจ่ายออก ดังนั้น ขอแค่เพียง Bitcoin กำไรมากกว่านี้ ในช่วงที่เราซื้อมาถือ ก็คือ กำไรแล้ว (ถ้า CEX คิดค่าธรรมเนียม 0.1+0.1% ดังนั้น เราจะต้องให้ bitcoin ขึ้นเกินกว่า 0.533%)
แต่เราต่างรู้ว่า Bitcoin ราคาใน Fiat จะขึ้นได้มากกว่านั้น และเช่นกัน โดยปกติ ราคา Bitcoin สวิงได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว
คิดที่ฐานเลย ว่า Bitcoin ราคาจะขึ้น 15% ต่อปี
ดังนั้นเรากู้มาซื้อ Bitcoin เพิ่ม 1 ปี เราจ่ายดอก 4% ราคา BTC แพงขึ้น 15% แปลว่าเรากำไร 11% ซึ่ง 11% นี้คือส่วนเงินเกิน ที่เรากู้ออกมาจาก BTC เดิมที่เรามีในมือ เช่น เดิม เรามี 1 BTC value 60000 USDT และเรากู้ออกมา 30000 USDT จะได้ว่า กำไร 15% ของ 60000 + กำไร 11% ของ 30000 USDT นั่นเอง
ทั้งที่ทุนเริ่มต้นเรามี 1 BTC ที่ 60000 บาทเท่านั้นเอง
ความน่ากังวลของการทำแบบนี้ก็คือ platform ที่เราฝาก Bitcoin ต้องไม่หายไปตลอดเวลาที่เราทำท่านี้ (counter party risk) ดังนั้น ถ้าเป็น DeFi ที่รันบน Smart Contract แล้วเรามีการ monitor การเปลี่ยนแปลงของ Smart contract ตลอด ก็น่าเชื่อได้ว่ามันควรจะปลอดภัยดีตลอดการทำท่านี้ การเลือกใช้เจ้าใดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญด้วย
ถ้าบอกว่ามีท่าอื่นอีกมั้ย ก็มีอีกหลายท่าเลยแหล่ะ อย่างเช่น
- ทำท่าตามที่เล่าไป แต่ว่าวน loop มากกว่า 1 รอบ คือ ฝาก BTC > กู้ USDT > ซื้อ BTC > ฝาก BTC > กู้ USDT วนไป แบบนี้คือการ Leverage เหมือน Futures position ที่มี leverage เป็นตัวคูณนั่นแหล่ะ ไม่ต่างกัน
- ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มาเก็งกำไรเงินบาท เพราะตอนนี้ บาทกำลังอ่อน ก็เอา USDT มาขาย แล้วตอนที่บาทแข็งก็ค่อยไปซื้อมาคืน แต่ต้องระวังบาทแข็งน้อยกว่า 4% ต่อปี อาจจะแพ้ดอกที่กู้มาได้
- กู้เงิน Fiat มาซื้อ Bitcoin อย่าง จำนองบ้าน ตอนนี้ดอกเบี้ยจำนอง 7% ต่อปี , Bitcoin ราคาขึ้น 15% ต่อปี ดังนั้นเราจะกำไร 8% ต่อปี (นี่แหล่ะ ที่มาของคำว่า ขายบ้าน ขายรถมาซื้อ คือหลักการนี้แหล่ะ)
- ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา จากนั้น แบ่งครึ่งนึงไปซื้อ BTC จากนั้น เอา USDT + BTC ไปเข้า Provide liquidity ตาม DEX ต่างๆ ถ้าราคายังขึ้นไปเกินกรอบที่เรากำหนดเอาไว้ เราก็ได้ APR ตลอดช่วงเวลานั้น ถ้าราคาหลุดกรอบล่างก็ได้ BTC เพิ่ม USDT หมดมือ ถ้า BTC หลุดกรอบบน ก็ได้ USDT กลับคืนมา ทั้งหมด
- ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา แล้วหาที่ฝากที่จ่ายดอกแพงกว่าต้นทุนที่กู้มา
วิธีหาเงินเยอะแยะไปหมดเลย เสี่ยงมากน้อย กำไรมากน้อย ชอบแบบไหน ก็เลือกกันเองได้เลย
หรือว่า อยู่ในโลก Fiat ต่อไป ให้กำไรติดลบไปเรื่อยๆ คือฝากเงินได้ดอก 0.25% แต่เงินเฟ้อ 4.6% คือกำไร -4.35% ต่อปี ก็ได้เหมือนกัน ทุกคนมีอิสระในการเลือก ไม่มีใครบังคับใครได้
#siamstr #bitcoin #fiat #DeFi
BeYourCyber
b@beyourcyber.com
npub13w8f...fle3
วันนี้ Binance Launch Pool เปิด Launch pool ตัวใหม่ REZ
และจากข้อมูลที่ผมเก็บมาย้อนหลัง ไล่ไป เกือบ 10 รอบที่ผ่านมา ทุกครั้ง ให้ผลตอบแทนหลักหมื่นเปอร์เซ็นต์ต่อปีทุกครั้ง
หมื่นเปอร์เซ็นต์ต่อปี ? มาจากการที่ผม กู้ BNB จาก DeFi platform ต่างๆ เพื่อเอามาเข้า Binance Launch pool และ เมื่อจบรอบ ก็คืน BNB + ดอกเบี้ยสำหรับการกู้ในรอบนั้นๆ (เป็น BNB) และ ตีว่า ดอกเบี้ยที่จ่ายตรงนี้คือทุน จากนั้นก็เอาไปหากำไรต่ออีกทีว่า เมื่อได้ free token ออกมาแล้วเอาไปขาย เรายังมีกำไรเหลือเท่าไร ซึ่ง ก็จะออกมาหลัก ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา launch pool ที่รันอยู่ ประมาณ 3-7 วัน แล้วแต่รอบ ตีออกมา ก็จะได้เป็นหมื่นเปอร์เซ็นต์ต่อปี
ซึ่งในช่วงเวลา launch pool นั้น หากเราไม่กู้ BNB เพื่อไปเข้า launch pool เราก็ยังสามารถเอา BNB / FDUSD มาฝากตาม DeFi ได้ จะได้ดอกอยู่แถวๆ 50-100% ต่อปี แล้วแต่ช่วง
ดังนั้น การเอา BNB / FDUSD ในมือไปเข้า Launch pool จึงได้กำไรเยอะที่สุด เมื่อเทียบกับทางเลือกที่มีอยู่
ตามหลักการ เงินฟรี คือเงินฟรี ได้มากน้อยก็คือเงินฟรี
ถ้าจะเพิ่มความยาก และ ความโลภขึ้นไปอีก ก็คือ เอา Idle asset มาฝาก แล้วกู้ BNB เพิ่ม อย่างเช่น Bitcoin , Ethereum อะไรที่ถือเอาไว้เฉยๆ ก็ฝากเข้าไป แล้วกู้ BNB ออกมาไปเข้า Launch pool
สำหรับความเสี่ยง ก็ขึ้นอยู่กับระดับความรู้ใน Smart Contract เช่นเดียวกับ ที่เราเข้าใจเรื่อง Bitcoin เลย คือเราเข้าใจมาก อ่านโค้ดได้ เลือก Platform เป็น ความเสี่ยงจะต่ำลง เพราะ DeFi ทำงานตาม Smart Contract กับอีกส่วนก็คือ Binance เองนั่นแหล่ะ เพราะเราต้องเอา Asset ไปวางไว้เฉยๆ
อย่าพึ่งปิดกันตัวเองจากการเรียนรู้ เมื่อเรามีความรู้ เราก็จะหาเงินได้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางหาเงินด้วยเช่นกัน
มีคนที่รู้จัก ได้ทีนึงหลักล้านบาทนะ แต่อันนั้นคือ port ใหญ่จริง ก็ต้องยอมเค้าแหล่ะ
#siamstr #DeFi