ตอนนี้ผมเห็นอย่างนึง ที่เหมือนกันกับยุค ขุด Bitcoin เลย นั่นก็คือ การปั่นราคาของการ์ดจอ แต่ที่หนักกว่ารอบนั้นก็คือ รอบนี้พา CPU ,Ram, SSD, HDD แพงขึ้นไปด้วยพร้อมกัน
บางคนออกมาเบรคแรงเลย ว่าไม่เหมือนกันเลย เพราะรอบที่แล้วตอนเหมืองขุดเนี่ย เน้นเก็งกำไรกันอย่างเดียว ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ถ้าจะพอเป็นไปได้อย่างมากตอนนี้ก็คือ stable coin แค่นั้นที่ใช้โอนกันได้แล้ว
แต่ตอนนี้ AI เป็นของจริงแล้ว ใช้งานได้จริง ช่วยงานได้จริง ทำงานได้จริง เปลี่ยนโลกได้จริงแล้ว
แต่ก็อีกแหล่ะ ถ้าผมบอกว่าลองย้อนไปในบริบทวันนั้น Bitcoin มันก็เป็นของจริงในวันนั้น และมันก็มาเปลี่ยนโลกได้จริงในวันนั้นเหมือนกัน แต่วันนี้กลับมองมันเป็นอีกอย่าง... ทำไมนะ?
นี่แหล่ะ คือ Bias ทางความคิดอย่างนึง ที่เมื่อเรามองความจริงไม่ออก เราก็จะตกหลุมพรางที่เราได้สร้างมันขึ้นมาเอง (ทำไปเพื่ออะไร)
และแน่นอน ราคาการ์ดจอและแรมแพงขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็คือความต้องการมากขึ้นเพื่อเอามารัน AI local inference server อีกส่วนก็คือการเก็งกำไร
รวยกันไปเยอะมากขนาดคนที่ซื้อเครื่องมาใช้เองยังขายเอากำไรเลยนะคิดดู
แต่ก็อาจจะมีบางคนแย้งอีก ไม่จริง เพราะตอนนั้นซื้อเครื่องมาขุดกันอย่างเดียว ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตจริง มันก็เลยพังเร็ว ... ถ้าพูดแบบนี้ แปลว่ายังไม่รู้จักเว็บที่ขายแรงการ์ดจอเพื่อเอามารัน AI สินะ มีหลายที่อยู่นะ เค้าก็เปิดเครื่องรันหาเงินเหมือนตอนทำเหมืองขุดนี่แหล่ะ (เทียบกับ nicehash ในยุคนั้น นั่นก็อย่าง vastai ในยุคนี้) ถ้าจะไม่ยอมรับว่ามี Bias ก็เป็นเช่นนั้นแล...
เมื่อเราเห็นความจริง เราก็จะมองทุกอย่างตามความเป็นจริง อะไรที่มันไม่สมดุลย์ ไม่นานมันก็จะเข้าสู่ความสมดุลย์ของมันเอง อาจจะเป็นรูปแบบใหม่ก็ได้ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม อย่างตอนนี้ก็มีเครื่องประกอบอะไหล่จากจีนเกิดขึ้นมากมายเพราะมี margin ที่สูงมากพอที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมหรือการทำต้นทุนที่ถูกกว่าได้แล้วนั่นเอง
แล้วทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไป ตามแบบที่มันควรจะเป็น เพื่อเข้าสู่ความสมดุลย์ใหม่
ว่าแต่ คนที่ชอบพูดว่า AI จะทำให้เงินฝืดลงเพราะมันช่วยเราทำได้ทุกอย่างในต้นทุนที่ถูกลง ถามจริง จะถูกลงกี่โมง รออยู่เนี่ย
BeYourCyber
b@beyourcyber.com
npub13w8f...fle3
เมื่อกี้กดดูกราฟ BTCUSD 1W เห็นว่า macd 21 50 พึ่งตัดขึ้นจากแดนลบ
อืม...... ไหนดูอดีตหน่อยซิ ว่าเส้นนี้ตัดกันในอดีตแล้วเป็นยังไงนะ
May 2015 : macd ตัดขึ้น ราคาแถวๆ 220 รอบนั้น new high 20k
Apr 2019 : macd ตัดขึ้น ราคาแถวๆ 5600รอบนั้นไป new high 73000
Dec 2022 : ตัดขึ้นแถวๆ 21k แล้วสับขาหลอกลงต่อ ตัดขึ้นอีกทีแถวๆ 18k รอบนั้นไป new high 123k
May 2026 : พึ่งจะตัดขึ้นแล้ว...... ที่ราคาตอนนี้ก็ 74k แล้ว.....
ใครจะไปรู้อนาคตกันล่ะ....
แต่ถ้า history repeating itself ก็ตามนั้นครับ
ตอนนี้กำลังทบทวนเรื่องของ Bitcoin อยู่ ก็คิดถึงประเด็นนึงที่น่าสนใจ
"สำหรับคนที่เข้าใจใน Bitcoin ย่อมมีคำอธิบายในทุกๆเรื่อง ทุกๆคำถาม ที่คนไม่เข้าใจจะสามารถคิดขึ้นมาเพื่อโต้แย้งการดำรงอยู่ของ Bitcoin ได้ทั้งหมด"
ทีนี้มันมีจุดที่น่าสนใจตรงที่ว่า คำถามทั้งหมด ที่คิดขึ้นมาเพื่อโต้แย้งนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์และความรู้ของผู้โต้แย้ง ซึ่งมันเป็นเรื่องอดีต ถึงปัจจุบันเท่านั้น
แต่ว่าอดีตจนปัจจุบันเราไม่เคยมี Bitcoin มาก่อน
ดังนั้น คำถามเพื่อโต้แย้งการล่มสลายของ Bitcoin จึง invalid และ ผลลัพธ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจากสินทรัพย์อื่น ก็ไม่สามารถเอามาใช้เทียบเคียงกับ Bitcoin ได้ด้วยเช่นกัน
ในหนังสือ จิตวิทยาการลงทุน เคยมีกล่าวถึงประเด็นที่คล้ายกันนี้ คือ คนที่เกิดมาในยุคเศรษฐกิจรูปแบบนึง จะมีวิธีคิด และการจัดการเงินในรูปแบบนึง ซึ่งมันจะใช้ไม่ได้ เมื่อรูปแบบเศรษฐกิจและการเงินเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบนึง เท่านั้นไม่พอ มันเป็นการยากในการอธิบายให้คนข้าม gen เข้าใจด้วย
เช่น คนที่อยู่ในวงการการเงินช่วงปี 2530 -2540 เค้าจะรู้สึกได้เลย ว่าการหาเงิน และการลงทุนต่างๆ เพื่อให้เติบโตเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เอาแค่ฝากแบ้งเฉยๆ ดอกเบี้ยก็จ่าย 4-10% (แล้วแต่ช่วงปีในช่วงเวลานั้น) ในขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในช่วง 2-5% เท่านั้น ถ้าเอาไปลงทุนอะไรต่างๆ ยิ่งได้เพิ่มขึ้นไปอีกเยอะเพราะตอนนั้นเงินสะพัดมาก
แต่ถ้าเอาคนที่มีประสบการณ์แบบนี้ มาลงทุนในปัจจุบัน เค้าต้องมึนงงมากแน่นอน เพราะดอกเบี้ยทุกวันนี้ 0.75% บนเงินเฟ้อ 0.4-1.2% และเงินค่อนข้างจะฝืดด้วย
อย่างที่เรารู้กัน 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง คนที่มีประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดจากช่วงเวลานั้น ก็จะมองตลาดทุนเป็นอีกแบบนึง ยิ่งถ้าไม้ได้มีความรู้มากจะยิ่งมองว่าตลาดทุนเป็นเรื่องน่ากลัวและเสี่ยงสูงมากเลยทีเดียว (พ่อแม่ผมเป็นคนกลุ่มนี้) ดังนั้นคนในกลุ่มนี้ ก็จะมีวิธีคิด มุมมองในการลงทุนเป็นอีกแบบนึง และสอนรวมทั้งแนะนำคนอื่นรวมถึงลูกหลานในแบบที่เค้าเข้าใจเพราะโลกตอนนั้นมันเป็นแบบนั้น
แน่นอน มันก็ไม่เหมือนกับยุค crypto อีก
ไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ ที่เราพยายามเล่าเรื่อง Bitcoin ให้คนรุ่นพ่อแม่ฟัง แม้ว่าเราจะมีความรู้ เข้าใจในเชิงลึกอธิบายได้ทุกแง่มุม แต่มุมมองของโลกการเงินที่เค้าอยู่มาจนถึงปัจจุบัน มันก็ไม่มีอะไรที่เทียบเคียงกับสิ่งนี้ได้อยู่ดี ดังนั้นการจะเข้าใจจึงเป็นเรื่องยากมากๆ
กลับมาที่ประเด็น
ดังนั้นจึงยากมากที่เราจะเอาหลักการอะไรมาอธิบายจุดสิ้นสุดของ Bitcoin ได้ เพราะในเมื่อโลกเราไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน
เราเลยต้องอยู่กับมัน และเฝ้าดูมันใกล้ชิด เพราะสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ได้แปลว่าถูกทำลายไม่ได้ เพียงแต่หลักการที่เอามาใช้อธิบายการทำลายมันในปัจจุบัน ยังไม่แข็งแรงพอที่จะอธิบายจุดจบของมันได้จริงๆ เท่านั้นเอง
#siamstr #bitcoin
เรื่องนี้น่าสนใจ
Hacker ใช้ Skill เพื่อ Hack เอา Bitcoin ที่ถูก lock จากการลืมรหัสผ่าน มูลค่า $3m (43.6 BTC) ออกมาได้
โดยสรุป ดังนี้เลย
- ลืมรหัสผ่านจริง : รหัสที่ว่านี้คือ "passphrase"
- ตอนนั้นเค้า อยากให้มันปลอดภัย ก็เลยใช้ app auto generate password แล้วเอามาตั้งเป็น passphrase เลย แล้ว เค้าเอารหัสที่ gen มาได้ ไปเก็บใน text file แล้ว encrypt มันอีกที แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดอะไรต่อ เดาว่า ทำหาย เหลือแต่ seed words เท่านั้น
- เจ้าของจำได้ว่าใช้ robo form generate unique password
- เลยเกิดกระบวนการ reverse engineer robo form แล้วไปพบว่า robo form ในอดีต มีการสุ่มโดยอิงค่าเวลาเข้ามาด้วย ดังนั้นก็เอา version ที่น่าจะใช่ มา compile ใหม่แล้ว ก็ป้อนเวลาที่คิดว่าจะถูก gen เข้าไป เพื่อ gen unique password ออกมา
- หลังจากที่ลองๆไปจำนวนมากแล้วก็พบว่า พบ passphrase ที่ถูกต้อง จนเปิด wallet ได้
- ขั้นตอนต่างๆ ดูง่าย แต่เชื่อเถอะ ทำจริง ไม่ง่าย และต้องใช้เวลา ความอดทน ที่สูงมากๆ เพราะลองคิดดู ว่า compile version เก่า เพื่อให้รันได้ ก็ต้องเตรียมเครื่องมือ และ environment ต่างๆ ให้เหมาะสมด้วย และเมื่อทำงานได้ ก็ไม่มีทางรู้อีกว่า generate ได้ค่าไหนถึงจะถูกต้อง ก็ต้องเอาไปลองไปเรื่อยๆด้วยเช่นกัน แม้ว่าพวกนี้จะเขียน script ช่วยได้ แต่ก็ต้องเสีย effort มากพอสมควรในการเขียน script ต่างๆ
ป.ล. หลายคนชอบใช้ท่าพิเศษ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ มันดีจริง ปลอดภัยจริง แต่ถ้ามีบางจุดที่พลาด จะทำให้ เราเองก็เข้าไปเอาออกมาไม่ได้ด้วย กรณีนี้ เค้าเอารหัสที่ gen มาได้ ไปเก็บใน text file แล้ว encrypt มันอีกที แล้วกรณีนี้ไม่ได้บอกว่า เกิดอะไรขึ้นกับ encrypted file นั้น แต่เดาว่าหายไปพร้อม wallet file เลย จึงเหลือแต่ seed phrase มาถึงตอนนี้ ซึ่งเปิดได้นะ แต่ผิด wallet เพราะขาด seed phrase ที่ถูกต้อง จึงเปิดไปเจอกระเป๋าอื่นแทน
ป.ล.2 นี่คือ hacker ที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า hacker คือคนเจาะระบบ จริงๆแล้ว hacker ช่วยตรวจสอบ ค้นหา ความผิดพลาด และสร้างสรรค์งานจากความสามารถที่สูงของตนเอง แต่ว่า Cracker ต่างหาก ที่เป็นคนเจาะระบบ เพื่อทำลาย ขโมย ทำให้สูญเสีย เสียหาย ที่เรียกว่าการ crack แต่แทบทุกสื่อใช้ผิดกันไปหมด ว่า hacker คนคนที่ hack เพื่อขโมย อะไรแบบนั้นซะมากกว่า

UNILAD
Hackers who finally unlocked $3 million Bitcoin wallet after 11 years explain how they did
Hackers who've finally unlocked a $3 million Bitcoin wallet after 11 years has explained how they did
วันนี้ ขอเล่าเรื่องหนักสมองนิดหน่อย แต่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มากๆ กับเรื่องของ "ดอกเบี้ย" แต่อย่าพึ่งกังวล จะทำให้เห็นภาพง่ายที่สุด
"หาเงินเพิ่มได้ ถ้าเข้าใจดอกเบี้ย"
เช่น กู้บ้าน ธนาคารคิดดอกเบี้ย 6% และ เราได้เงินก้อน(bonus , งานเสริม ฯลฯ) จะทำอย่างไรดี แน่นอนว่าชาวเน็ตจะตอบเสียงเดียวกัน โปะบ้านเลย 100%
แต่ผมจะชวนให้คิดต่าง ดังนี้
1) เงินสำรองเรามีเท่าไร
บางคนมีเท่าไรโปะบ้านหมด จนไม่เหลือเงินสำรอง เวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน เกินกว่าที่เราคาดเรา เราจะตึงมือทันที ดังนั้น ถ้ายังมีเงินสำรองไม่พอ ให้เราเก็บไว้เป็นเงินสำรองก่อนเสมอ อย่าพึ่งคิดเรื่องดอก หรือ ผลตอบแทน
เงินสำรองที่เหมาะสม คิดได้จาก "ค่าใช้จ่ายต่อเดือน" คูณ "จำนวนเดือน ระหว่าง 6-12" เลือกเอาได้เลย เช่น ค่าใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท แต่หาเงินลำบาก และงานมั่นคงดี ก็เก็บ 30,000*6 = 180,000 บาท พอ หรือ บางคน ทำงานไม่มั่นคง พร้อมโดนเด้งตลอดเวลา อาจจะ คูณ 12 เลย
เงินสำรองนี้ มีอีกความหมายว่า "ถ้าเงินรายรับที่ควรจะได้ทุกเดือน หายไปทันที เราจะมีเวลาคิด ตั้งหลัก ก่อนหารายรับใหม่ ได้นานเท่าไร" ใครชอบ safe มากน้อยเลือกได้
ส่วนตัวผมเป็นสายอุ่นใจ ก็จะมีไว้ 12 เดือน
ถ้าผ่านข้อนี้ได้ ดูข้อต่อไปได้เลย
2) หากำไรจากเงินก้อนนั้น ได้เท่าไร คิดเป็นกี่ %
เช่น เอาไปฝาก DeFi ได้ APR 10%, เอาไปเปิดลงทุนซื้อขนมปัง ทำ sandwich ขาย ได้กำไรเพิ่มคิดเป็น 20% จากทุนที่ได้ลงไป (หักค่าแรงและทุนทุกอย่างแล้ว)
แบบนี้ คำตอบที่ถูกต้องคือ ต้องเอาไปลงทุน
เพราะ ถ้าเราไม่โปะบ้าน เงินก้อนนั้น เราต้องจ่ายดอกกู้ 6% ต่อปี
แต่ลงทุน DeFi ได้กำไร 10% ต่อปี (แปลว่าเราได้เงินส่วนเพิ่ม 4% ต่อปี)
แต่ลงทุน ขาย sandwich ได้กำไร 20% ต่อรอบ (ขายครั้งเดียวต่อปีพอ) แปลว่าเรามีส่วนต่างกำไร 14% ต่อปี เลยทีเดียว
การบริหารแบบนี้ ทำให้เรามองอีกมุมได้ว่า
"เราได้อยู่บ้านฟรี และ ยังได้เงินเพิ่มจากเงินทุนก้อนนั้นอีก" ที่อยู่ฟรี เพราะเราเอาไปลงทุนได้เงินกำไร เกินกว่าดอกเบี้ยแล้ว + เงินกำไรส่วนต่าง ทำให้เงินทุนเราเพิ่ม
ซึ่งถ้าเราวนเอาเงินส่วนต่าง ไปเพิ่มในการลงทุน ผลการลงทุนในระยะเวลาหลังจากนั้น ก็จะให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก
---
เพียงแค่ 2 ข้อนี้ ที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน แจ่มแจ้ง เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายสถานการณ์เลย ไม่ติดกับเพียง การกู้บ้านเท่านั้น
เช่น เราเห็นว่า DeFi ให้ผลตอบแทน 20% APR แต่เราไม่มีทุนเลย ดังนั้น เราก็หากู้เงินจากคนที่เรารู้จัก เพื่อมาลงทุน สมมุติเค้าคิดดอก 5% ต่อปี แปลว่า เราจะได้กำไร 15% ต่อปีเลย และ DeFi ปกติเราทบต้นเพิ่มทุนได้ตลอดเวลา ในขณะที่ฝั่งกู้ ดอกจะ fixed เป็นต่อปี อีกต่างหาก ดังนั้น ส่วนต่างนี้จะเยอะกว่านี้อีก
อีกตัวอย่าง
เงินที่เราเก็บในรูปเงินสด มีเงินเฟ้ออยู่ที่ 4% ต่อปี เราเก็บใน Bitcoin หรือ ทองคำแท่ง ด้วยมูลค่าเท่ากัน และกำหนดให้ ไม่มีคนไล่ซื้อ Bitcoin / ทองคำ เลย แต่ด้วยอำนาจเงินเฟ้อ 4% มันก็จะไป price in ทำให้ Bitcoin / ทองคำ ราคาเพิ่ม 4% โดยธรรมชาติ เรื่อยๆ แม้ว่าไม่มีใครทำอะไรเลยก็ตาม
ในเน็ตชอบแซวกันว่า ถ้าเราซื้อผักมาเก็บไว้ ปีนึงเราก็ได้ส่วนต่างจากเงินเฟ้อที่เราเห็นนั้นแล้ว นั่นคือความคิดที่ถูกต้องแล้วนะ แต่ทำจริงไม่ได้ เพราะ ผัก เนื้อสัตว์ หรือ อาหาร มีอายุการเก็บที่สั้นนั่นเอง
แนวคิดนี้ สามารถนำไปคิดต่อยอดกับเรื่องอื่นๆได้อีกเยอะเลย
ป.ล.ผมผ่านเรื่องพวกนี้มาหมดแล้ว และ ใช้สูตรนี้แหล่ะ ไปหากำไรจากโลก crypto จนมีวันนี้ได้ ดังนั้น proof ให้แล้ว ว่าแนวคิดนี้ มันถูกต้อง และ ใช้ได้ ไม่ได้อ่านเอามาจากตำรา แล้วมาเล่าสู่กันฟังเน้อ
ป.ล.2 เมื่อพูดถึงเรื่องลงทุน แน่นอน ว่า การลงทุนทุกอย่าง ล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้น ขอให้ทำความเข้าใจ และคิดถึงเรื่องความเสี่ยงในแง่มุมต่างๆ ให้ครบถ้วนก่อน เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหลายครั้ง คนก็เลือกเครื่องมือการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง อย่าง UST ก่อนที่จะแตก ได้ APR 21% แบบนิ่งๆ เลยไปเอาเงินของทั้งครอบครัวมา all in เลย แล้ววันที่ UST แตก ก็คือ ล้มทั้งยืนทั้งครอบครัวเลย แบบนี้ ก็ต้องมองให้ขาดด้วย บริหารความเสี่ยงให้ดีๆ อย่ามองแต่ผลตอบแทนแต่เพียงอย่างเดียว
#siamstr #inflation #interest
เมื่อวานให้ Tip เรื่องการใช้ credit card ไปแล้ว วันนี้ขอบ่นหน่อย คือ ถ้าเป็นไปได้อย่าสมัครบัตรเครดิต UOB เพราะว่า ห่วยไม่หยุดหย่อนเลยจริงๆ
ไล่เรียงได้ตามนี้เลย
- บัตร ตัด online หลายสกุลไม่ได้ เช่น เดือนนี้มีการตัดยอดที่เป็น USD แล้วเอาไปตัด EUR ก็จะตัดไม่ผ่าน ต้องโทรไปขอปลด
- การปลด ให้ตัดได้หลายสกุลเงิน มีอายุ30 วัน ดังนั้น เดือนหน้า ต้องโทรไปขอปลดใหม่ ลองคิดว่ารายการที่ตัดนั้นเป็น recurring ดูสิ ต้องโทรไป call center เดือนละครั้ง
- ยอดไหน ที่ตัดไม่ผ่าน จะไม่มี SMS หรือ notification แจ้งเตือนอะไรทั้งสิ้น จะไปรู้อีกที ก็คือต้นทางที่เค้าพยายามตัด alert มาบอกนั่นแหล่ะ แต่ถ้ายอดที่ตัดผ่าน มี SMS แจ้งบ้าง เหมือนจะไม่ครบทุกยอด
- ตัวเองมี app แต่ว่าดันให้ลูกค้าไปรับ transaction alert ผ่าน Line Application ซึ่งตลกมาก คำถามคือ ทำไมต้องให้ Line รู้ข้อมูลทางการเงินของเรา? แล้วทำไมหลายธนาคาร ชอบให้ลูกค้าไปรับ transaction alert ผ่านทาง Line message? ไม่ได้คิดถึงเรื่อง privacy ใดๆบ้างหรือ? เพราะ line คือ คนที่จะรู้ financial information ของลูกค้า ของทุกธนาคารที่ไป partner ด้วย เรื่องแค่นี้ธนาคารคิดไม่ได้? หรือเพราะว่าได้รับสินตอบแทนใดๆเบื้องหลัง ถึงได้ยอมเปิดเผยข้อมูลของลูกค้า? ก็น่าคิดเหมือนกัน
- หลังจาก merge CITI เข้ามา กลายเป็นติดต่อยากไปอีก ตอนนี้ ฝากเบอร์ไว้กับระบบ ระบบแจ้งว่าให้รอติดต่อกลับ ไม่เกิน 3 วัน ทำให้คิดถึง DeFi ขึ้นมาเลย ทำงานตรงไปตรงมา ไม่ต้องรอ Call Center อะไร มีเรื่องอะไรก็แจ้งทีม support ได้ แป้บเดียวรู้เรื่อง นี่แหล่ะหนา การทำงานของ Traditional Finance
- ยอดบางยอด ทั้งที่ตัดเป็น USD มาทุกเดือน อยู่ๆ ก็เริ่มตัดไม่ได้ขึ้นมา ยังไม่รู้สาเหตุ
แนะนำเลย เลือกบัตรอื่นได้ ให้รีบหนีไป
ก่อนนี้เคยใช้บัตร KTC มาโดยตลอด ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย แล้วลองตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ UOB เท่านั้นแหล่ะ มีปัญหาทุกเดือน มีอะไร surprise ตลอดเวลา แบบไม่เคยเจอมาก่อนกับบัตรอื่นๆ ส่วนตัวก็มีบัตรอื่นๆอีก 6-7 ใบนะ และใช้บัตรเครดิตมานานเป็น 10 ปี++ ก็ยังไม่เคยเจออะไรที่ป่วงได้แบบนี้เลย และไม่ได้ว่าพึ่งเป็นนะ แต่เป็นมานานแล้ว และยิ่งผ่านไป ยิ่งป่วงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายทางออกที่ดีที่สุด คือ ย้าย transaction ออกไปตัดบัตรอื่น สักพัก น่าจะย้ายไปครบแหล่ะ เพราะบัตร UOB คงแทบไม่เหลืออะไรให้ตัดได้ โดยไม่รู้สาเหตุ 555 งง แท้ เพราะเท่าที่ดูเดือนนี้ ถ้าย้ายออก ก็เหลือครึ่งเดียวละ จากเดือนนึงประมาณ เกือบ 30 ยอด recurring
#siamstr
ขอคุยเรื่องเงิน #fiat หน่อยนะ เป็นเทคนิค การใช้บัตรเครดิต เวลาไปต่างประเทศ หรือ ใช้สกุลต่างประเทศ online
1) ตอนนี้มีบัตรเครดิต Crypto ให้เราใช้แบบไม่มีค่าธรรมเนียมแล้วนะ ชื่อ Cypher ที่จริงบัตรพวกนี้มีมานานแล้วแต่ว่าส่วนใหญ่จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทั้งรายเดือนหรือรายปี และเวลารูดโดนขาร์ทแพงด้วย
บัตรพวกนี้เรียกให้ถูกต้อง เรียกว่า debit card จะถูกต้องกว่า เพราะมันต้องเติมเงินเข้าไปก่อนถึงจะมีวงเงินให้ใช้งานได้
ข้อดีของบัตรนี้คือ
- Load เงินเข้าเป็น USDC ไม่เสีย fee เลย (จ่ายค่า gas ตอนสั่ง transfer ตาม onchain tx ทั่วไป)
- ตัดบัตรเหมือนบัตร credit ในสกุล USD ไม่เสีย fee
- ตัดบัตรสกุลอื่น ไม่เสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม มีแค่อัตราการแปลงสกุลเงิน ตามปกติ ประมาณ 2.5% อันนี้เดี๋ยวอธิบายต่อทีหลัง
- ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี
- กด ATM charge 1% แยกจากที่ bank charge อีกที
2) บัตรเครดิตไทย ปกติ
เหมาะสำหรับตัดค่าใช้จ่ายสกุลบาท เพราะไม่มีค่าธรรมเนียมแปลงเรท เว้น DCC fee 1% ที่เค้าจะเก็บแล้วโดนเบรคไปก่อน
เราจะโดนเก็บเงินเพิ่มอีก 1% (DCC fee) เมื่อเข้าข่ายครบ "ทุกข้อ" ตามนี้
- บัตรออกโดยธนาคาร หรือ สถาบันการเงินของไทย โดยมีรูปหน้าบัตรเป็น Visa หรีอ Master Card (ไม่สนใจว่าจะเป็น Debit หรือ Credit)
- รูดเป็นหน่วย "บาท"
- ผู้ให้บริการนั้นๆคือ ต่างชาติ (ไม่ได้จดบริษัท ในไทย) โดยไม่สนใจ ว่า online หรือ หน้าร้านก็ตาม นับหมด รวมทั้งไปกด ATM ที่ต่างประเทศ แต่เลือกให้ตัดเงินเป็น บาท ก็เข้าเงื่อนไขด้วย
แต่ตอนนี้โดน ธปท เบรคไว้ก่อน
3) บัตร travel card ต่างๆ
พวกนี้ก็เป็นบัตรเดบิตเช่นเดียวกันเพราะว่าเราต้องเติมเงินเข้าไปก่อน บางบัตรจำเป็นต้องซื้อสกุลเงินของประเทศนั้นๆเอาไว้ก่อนแต่บางบัตรก็ไม่ต้องเติมเป็นเงินบาทรอไว้ก็พอ
ข้อดีของบัตรพวกนี้ก็คือเราไม่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน 2.5% แม้ว่าเราจะจ่ายค่าใช้จ่ายด้วย สกุลเงินท้องถิ่นของต่างประเทศนั้นๆก็ตาม
4) ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน 2.5%,DCC Rate
อัตราการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน 2.5% อันนี้ไม่ใช่ DCC Rate นะ มันคือ fee ส่วนเพิ่มสำหรับการบันทึกสกุลเงินต่างประเทศ เช่น เราใช้บัตรไทย ตัดค่าใช้จ่าย $2.99 หลังจากนั้น 2-3 วัน ธนาคารจะบันทึกยอดเงินบาทสุทธิ ตรงนี้แหล่ะ ที่โดนเพิ่ม 2.5% จากยอด แต่อีกกรณีนึงคือ ค่าใช้จ่าย $2.99 แต่เราให้หน้าเว็บแปลงเป็นบาทเลย คือ 115.06 บาท นี่คือเรทที่ โดน DCC rate มาแล้ว 4% จากปกติคูณค่าเงินจะต้องโดนเพียง 110.63 บาท แต่ข้อดีคือ เราจ่ายที่เลขนี้เลย ไม่ต้องไปลุ้นอีกทีหลังว่าจะจ่ายเรทไหนแน่ และไม่มี 2.5% แล้ว และแบบนี้ไม่โดน DCC fee
สรุป
- ตัดบัตรค่าใช้จ่าย ที่เรียกเก็บเป็น USD ใช้ cypher ดีที่สุด ถ้าสกุลอื่น คิดว่าน่าจะพอกันคือเรียกเก็บการแปลงเรท 2.5% หรือเลือกใช้ Travel card เพื่อลด 2.5% นี้ลง
- ตัดบัตรค่าใช้จ่ายที่เป็นบาท จากผู้ให้บริการไทย ใช้บัตรไทยเลยถูกสุด ได้แต้ม ได้ benefit ตามหน้าบัตร
- ตัดบัตรค่าใช้จ่ายที่เป็นบาท จากผู้ให้บริการต่างประเทศ พยายามหาว่ามีให้เลือกสกุลเป็นสกุลอื่นหรือไม่ ถ้ามีก็ใช้สกุลนั้น บนบัตร cypher ถ้าไม่มีก็ใช้ cypher จะไม่โดน DCC Rate 1% เพิ่ม(ถ้า ธปท ไฟเขียวให้ชาร์ท)
- พยายามเลือกสกุลท้องถิ่นเสมอ บางเว็บจะมีให้เลือก หรือการรูดบัตรเค้าจะให้เราเลือก เราควรเลือกสกุลเงินท้องถิ่นของเค้าเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยง DCC Rate ที่แพงระยับเลย ยอมโดน 2.5% ดีกว่า
- ถ้าค่าใช้จ่ายต้องตัดสกุลท้องถิ่นและแปลงกลับเป็นบาทอีกที ใช้พวกบัตร travel card จ่าย เพราะไม่โดน 2.5%
ตอนนี้ก็ต้องนั่งคิด นั่งเปลี่ยนบัตรอยู่ ใบไหน เพมาะกับอะไร ยังไง ถึงจ่ายค่าธรรมเนียมแฝงน้อยที่สุด
ป.ล. ไม่คุยกันเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มาจากการใช้บัตร cypher นะ เรื่องนี้ อีกยาวววว แต่ลองไปอ่านประมวลรัษฎากร มาตรา 41 น่าจะเข้าใจมากขึ้น
#siamstr #creditcards #debitcard #dccrate #dccfee #cypher
แนวทางการหาเงิน Fiat พร้อมเก็บความมั่งคั่งไว้ใน Bitcoin
แนวทางของ DeFi ทำให้มีช่องทางการหาเงินได้มาก และ หลากหลายมากขึ้น อาจจะด้วยเป็นยุคของการเริ่มต้น DeFi เอง และคนจำนวนมากยังไม่พร้อมที่จะเข้ามาหาประโยชน์จากตรงนี้ออกไป แต่ใครที่เรียนรู้ก่อน เริ่มก่อน ก็เก็บโอกาสนี้ไปก่อน
เอาแบบ ง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยการซื้อ Bitcoin
จากนั้น เราก็ค่อยเอามาหาประโยชน์โดยการเอาไปฝากใน DeFi แต่ว่า การฝากเฉยๆนั้น ดอกเบี้ยฝาก ต่ำมาก ดังนั้น เราก็เริ่มการ Leverage โดยการกู้ USDT ออกมา จากนั้น ก็หาจังหวะที่ Bitcoin ราคาต่ำ ก็เอาเงินที่กู้ เข้าไปซื้อ Bitcoin นั้นออกมา
ดอกเบี้ยเงินกู้ 4% ต่อปี สมมุติเราต้องกู้มา 1 เดือน เท่ากับเราต้องจ่ายดอกเบี้ย 0.333% ในช่วงนั้น นี่คือ ต้นทุนที่เราต้องจ่ายออก ดังนั้น ขอแค่เพียง Bitcoin กำไรมากกว่านี้ ในช่วงที่เราซื้อมาถือ ก็คือ กำไรแล้ว (ถ้า CEX คิดค่าธรรมเนียม 0.1+0.1% ดังนั้น เราจะต้องให้ bitcoin ขึ้นเกินกว่า 0.533%)
แต่เราต่างรู้ว่า Bitcoin ราคาใน Fiat จะขึ้นได้มากกว่านั้น และเช่นกัน โดยปกติ ราคา Bitcoin สวิงได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว
คิดที่ฐานเลย ว่า Bitcoin ราคาจะขึ้น 15% ต่อปี
ดังนั้นเรากู้มาซื้อ Bitcoin เพิ่ม 1 ปี เราจ่ายดอก 4% ราคา BTC แพงขึ้น 15% แปลว่าเรากำไร 11% ซึ่ง 11% นี้คือส่วนเงินเกิน ที่เรากู้ออกมาจาก BTC เดิมที่เรามีในมือ เช่น เดิม เรามี 1 BTC value 60000 USDT และเรากู้ออกมา 30000 USDT จะได้ว่า กำไร 15% ของ 60000 + กำไร 11% ของ 30000 USDT นั่นเอง
ทั้งที่ทุนเริ่มต้นเรามี 1 BTC ที่ 60000 บาทเท่านั้นเอง
ความน่ากังวลของการทำแบบนี้ก็คือ platform ที่เราฝาก Bitcoin ต้องไม่หายไปตลอดเวลาที่เราทำท่านี้ (counter party risk) ดังนั้น ถ้าเป็น DeFi ที่รันบน Smart Contract แล้วเรามีการ monitor การเปลี่ยนแปลงของ Smart contract ตลอด ก็น่าเชื่อได้ว่ามันควรจะปลอดภัยดีตลอดการทำท่านี้ การเลือกใช้เจ้าใดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญด้วย
ถ้าบอกว่ามีท่าอื่นอีกมั้ย ก็มีอีกหลายท่าเลยแหล่ะ อย่างเช่น
- ทำท่าตามที่เล่าไป แต่ว่าวน loop มากกว่า 1 รอบ คือ ฝาก BTC > กู้ USDT > ซื้อ BTC > ฝาก BTC > กู้ USDT วนไป แบบนี้คือการ Leverage เหมือน Futures position ที่มี leverage เป็นตัวคูณนั่นแหล่ะ ไม่ต่างกัน
- ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มาเก็งกำไรเงินบาท เพราะตอนนี้ บาทกำลังอ่อน ก็เอา USDT มาขาย แล้วตอนที่บาทแข็งก็ค่อยไปซื้อมาคืน แต่ต้องระวังบาทแข็งน้อยกว่า 4% ต่อปี อาจจะแพ้ดอกที่กู้มาได้
- กู้เงิน Fiat มาซื้อ Bitcoin อย่าง จำนองบ้าน ตอนนี้ดอกเบี้ยจำนอง 7% ต่อปี , Bitcoin ราคาขึ้น 15% ต่อปี ดังนั้นเราจะกำไร 8% ต่อปี (นี่แหล่ะ ที่มาของคำว่า ขายบ้าน ขายรถมาซื้อ คือหลักการนี้แหล่ะ)
- ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา จากนั้น แบ่งครึ่งนึงไปซื้อ BTC จากนั้น เอา USDT + BTC ไปเข้า Provide liquidity ตาม DEX ต่างๆ ถ้าราคายังขึ้นไปเกินกรอบที่เรากำหนดเอาไว้ เราก็ได้ APR ตลอดช่วงเวลานั้น ถ้าราคาหลุดกรอบล่างก็ได้ BTC เพิ่ม USDT หมดมือ ถ้า BTC หลุดกรอบบน ก็ได้ USDT กลับคืนมา ทั้งหมด
- ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา แล้วหาที่ฝากที่จ่ายดอกแพงกว่าต้นทุนที่กู้มา
วิธีหาเงินเยอะแยะไปหมดเลย เสี่ยงมากน้อย กำไรมากน้อย ชอบแบบไหน ก็เลือกกันเองได้เลย
หรือว่า อยู่ในโลก Fiat ต่อไป ให้กำไรติดลบไปเรื่อยๆ คือฝากเงินได้ดอก 0.25% แต่เงินเฟ้อ 4.6% คือกำไร -4.35% ต่อปี ก็ได้เหมือนกัน ทุกคนมีอิสระในการเลือก ไม่มีใครบังคับใครได้
#siamstr #bitcoin #fiat #DeFi
Series บทความ "ปัญหาของ Bitcoin (และคำอธิบาย)" ที่จะ public ให้อ่านฟรีทั้งหมด draft เสร็จแล้ว!
ตัวอย่าง ปัญหา Bitcoin
- ไม่สามารถเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange)
- ไม่สามารถเป็นมาตรฐานในการใช้วัดมูลค่า (Unit of Account)
- ไม่สามารถเป็นเครื่องมือรักษามูลค่า (Store of Value)
- ความเสี่ยงให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation)
- ปริมาณเงินมีปริมาณคงที่ไม่สามารถปรับปริมาณเงินให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจได้
- ระบบที่ไม่มีผู้ดูแลเสถียรภาพทางการเงินจะไม่สามารถสร้างความมั่นใจในระบบการเงินในยามวิกฤตได้
- ใช้บิตคอยน์สำหรับธุรกิจด้านมืดอย่างการฟอกเงินหรือการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
- ความเสี่ยงในการถูก Hack
- บิทคอยน์ คือ ดิจิทัล ลวงโลก
- แชร์ลูกโซ่
- ไม่มีใครควบคุมได้ มันทำได้ซะที่ไหน
- เดี๋ยวจ้าวก็ทุบเละ
- ตัดอินเตอร์เน็ตทั่วโลกพร้อมกันก็ทำลายได้แล้ว
และอื่นๆ อีกมากมาย..... (นี่แค่ส่วนนึง)
นั่งเขียนมานานเป็นเดือน ตอนนี้คิดว่าตอบได้ครบหัวข้อแล้ว
copy เอามาใส่ word ด้วย font size 12 โดยทั้งหมด มีแต่ Text กับหัวข้อ ไม่มีรูปประกอบเลยแม้แต่รูปเดียว
ยาว 38 หน้า A4 !
นี่เราทำอะไรลงไป.....
รอชม จะ release มาในเดือนพฤษภาคมนี้ แน่นอน
ตอนนี้ขอไป review ขัดเกลา และสลับจัดลำดับ เนื้อหาอีกทีก่อน
#siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstanding
นี่เราทำอะไรลงไป.....
รอชม จะ release มาในเดือนพฤษภาคมนี้ แน่นอน
ตอนนี้ขอไป review ขัดเกลา และสลับจัดลำดับ เนื้อหาอีกทีก่อน
#siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstandingก.ล.ต. ไทย จะระงับการเข้าถึง Crypto Exchange ที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เอาจริง ไม่ใช่ fake news
อ้างอิง https://www.sec.or.th/TH/Pages/News_Detail.aspx?SECID=10732
การดำเนินการ : คิดว่าจะประสานกระทรวง DE ให้ดำเนินการ
วิธิการดำเนินการ : คิดว่าทำเหมือนกับการปิดเว็บ pornhub และอื่นๆ
ระยะเวลา : ไม่ทราบ
Target : ไม่ชัดเจน
- Binance ไม่มีการแถลงอะไรในเรื่องนี้ ดังนั้นคิดว่าใช้งานต่อได้ เพราะถ้า Binance จะระงับคนไทย Binance ต้องออกประกาศเอง
- ไม่ใช่แค่ Binance, Bybit ที่โดน เนื้อข่าวไม่บอก แต่บอกว่า เว็บที่ไม่ได้ License จาก กลต นั่นคือ Crypto Exchange ที่ไม่มีปรากฏอยู่ในหน้านี้ เป็นไปได้ว่าโดนหมด https://market.sec.or.th/LicenseCheck/views/DABusiness?exchange
- คนเข้าใจผิดว่าแค่ Binance, Bybit แต่แท้จริงคือ สองเว็บนี้เป็นตัวอย่างที่โดนชี้ความผิดไปก่อนนี้แล้วเท่านั้น
- กลต ไม่กำหนดเวลาที่ชัดเจน ว่าจะดำเนินการเมื่อไร แต่แค่บอกว่า ให้เร่งย้ายทรัพย์สินออก โดยยกตัวอย่าง ฟิลิปปินส์, อินเดีย ที่เค้าให้เวลาย้ายออก ประมาณ 3 เดือน
- รัฐไทย ยังคงทำงานไม่ชัดเจนเหมือนเดิม จะดำเนินการกับเว็บไหน จะทำเมื่อไร ไม่บอก
- รัฐไทย และอีกหลายประเทศ ยังคงใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ ลิดรอนสิทธิ์ประชาชน เหมือนเดิม
- ทางออก มีหลายทาง หากยังต้องการใช้ต่อ คือ fixed dns ไปที่ 1.1.1.1 / 8.8.8.8 หรือใช้ warp ของ cloudflare https://warp.plus/L2WK3 ฟรี หรือใช้ VPN เจ้าไหนก็ได้ ส่วนตัวใช้ SurfShark
เพราะมี feature ที่ดี ราคาไม่แพง และมี node Thailand
- ยิ่งรัฐทำแบบนี้ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันให้ประชาชนต้องดิ้นรนเองมากขึ้น และหาทางออกจากระบบมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าอนาคตวันใด รัฐจะออกข้อกำหนดบีบบังคับลิดรอนสิทธิ์อะไรอีกหรือไม่
- อย่าไปคิดว่าจะสู้กับรัฐเลย หาทางออกตัวเองเถอะ Bitcoin เป็นทางเลือกนึง ที่ใช้เก็บสินทรัพย์ของเรา ในแบบที่ไม่มีใครสามารถมาลิดรอนสิทธิ์เราได้
#siamstr #freedom #depriverights

Surfshark
You got a gift from a friend - Surfshark
Have up to 3 free months of internet safety by purchasing Surfshark via this link.
ดีอี กับ ก.ล.ต. ไทย
เตรียม ban web Binance กับ Bybit 🤯
แจ้งประชาชนให้ถอนสินทรัพย์ออก
อีกไม่นานคิดว่า block จริง🥵
👆 แนวทางแก้ไขคือ fixed DNS ของเครือข่ายที่ใช้งาน ให้ชี้ไปที่
1.1.1.1
8.8.8.8
9.9.9.9
หรือท่าไม้ตาย คือ VPN ก็จะทำให้ใช้งานได้
♟move นี้แสดงอำนาจรัฐ เหนือ เสรีภาพประชาชนอย่างแท้จริง
ทุกคนมีเสรีภาพ ที่จะเลือก และ ใช้งาน platform ที่ตัวเองต้องการ
และ ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาด้วย
แต่นี้คืออีกหนึ่งการริดรอนสิทธ์ อันพึงมีของประชาชนออกไป โดยใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการสั่งห้าม⚖️
เห็นหลายคนออกตัวเชียร์ Binance TH กันไปเยอะ ผมก็ไม่รู้หรอกว่า เค้ามีเบื้องหลังเรื่องนี้มั้ย แต่ก็แค่แอบคิดก็เท่านั้นเอง เพราะเห็นว่า ก็ยังสู้ไม่ได้ สู้ในเกมไม่ได้ ต้องทำยังไงดีล่ะ? มีเครื่องมืออะไรที่ใช้ได้อีกบ้างล่ะ?🤴🏻
🧨 แก้ต้นเหตุไม่ได้ ก็ไปแก้ที่ปลายเหตุ
รัฐก็พยายามแก้ แต่ไม่รู้ยังไง ก็ยังแก้ไม่ได้
ต้นเหตุที่แท้จริง คิดความรู้ของ user แต่ก็ไม่ได้มีการให้ความรู้อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรมอะไร ทำแบบลูบหน้าปะจมูกกันไปเรื่อย
สุดท้าย block web ที่ใช้งานระบบพวกนี้ไปเลยแล้วกัน กระทบใครยังไงบ้าง ช่างมัน และ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลย
💡 ถ้าจะให้แนะนำ แบบ effective หน่อย ก็คือ จัดทำ online learning ขึ้นมา ว่าด้วยเรื่อง data privacy แล้วบรรจุหลักสูตรนี้ เข้าไปในการศึกษาภาคบังคับด้วย ให้เป็นวิชาหนึ่งเลย
นั่นคือคนที่อยู่ในระบบการศึกษา
ต่อมาคือคนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ให้ทุกคน ต้องทำ online learning + test ให้ผ่าน เพื่อขอรับรอง certificate สำหรับการจดทะเบียน sim card
หมายถึงว่า ต่อจากนี้ ใครที่ยังไม่มี certificate ตัวนี้ ขอจดทะเบียน sim card หมายเลขใหม่ไม่ได้
certificate ตัวนี้ก็มีอายุ 2 ปี ต้องสอบ และ renew ใหม่ เพื่อให้ update เนื้อหาได้ทัน หรืออย่างน้อย ก็มีการกระตุ้นความรู้ทุก 2 ปี
ทั้งหมดนี้ งบประมาณไม่เยอะมาก บังคับใช้ก็ประมาณนึง ยอมโดนประชาชนด่าหน่อย สุดท้ายตัวเลขมันต้องลด ถ้าไม่ไปจ้างคนอื่นมาสอบให้ (หน้าเว็บก็ขึ้นคำสาบเอาไว้ หากผู้ใด ไม่ได้ทำการศึกษา และ สอบวัดผลด้วยตัวเอง ขอให้ผู้นั้นประสบเหตุกับการถูกหลอกลวงทาง online จนกว่าจะกลับมาอ่าน และ สอบด้วยตัวเอง⚰️> ต้องแบบนี้ถึงจะเหมาะกับบริบทคนไทย ที่กราบไหว้ผีสาง ความเชื่อเหนือความจริงอยู่ )💸
🔒 เรื่อง data privacy นี่จริงๆ ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของ cyber security เลย แล้วประชาชน ก็จะได้มีความรู้ และป้องกันตัวเองได้ ไม่ใช่มีแต่ PDPA อะไรก็ไม่รู้ที่ไม่เห็นใช้งานได้ รังแต่จะสร้างความยุ่งยากให้บริษัทต่างๆ เฉยๆ แค่นั้น บริษัทเหล่านั้น ก็ยังใช้ข้อมูลมั่วซั่วเหมือนเดิม
ในฐานะประชาชนคนนึง ที่ไม่ได้เอาแต่พร่ำบ่น แต่เสนอแนวทางให้แล้ว ขอให้รับฟัง และเอาเข้าไปเป็นองค์ประกอบการคิด และ ดำเนินการด้วย จะดีมาก
เมื่อวานได้อ่าน thread นึง ที่เค้าคุยกันว่า ทำอย่างไร ให้ #nostr มีคนใช้งานจากชาติต่างๆมากขึ้น เพราะปัจจุบัน มาจาก US เป็นหลักเลย
เป็นเรื่องของการแปลภาษาหรือเปล่า?
แต่ก็มีคนนึงบอกว่า พบว่ามีคนไทย ก็ใช้งานเยอะด้วยเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ทำไมอ่ะนะ
มี reply นึง ที่น่าสนใจ กล่าวคือ ควรมี non-tech content creator เข้ามาใน platform ให้มากขึ้น ซึ่งหลายคน ก็ agree กับข้อเสนอนี้ เพราะจะเป็น magnet เพื่อดึงดูดคนอ่านให้เข้ามารู้จักมากขึ้นได้ง่าย
ซึ่งผมก็ชอบ Idea นั้นนะ เพราะจากประสบการณ์ที่แอบซุ่มๆอ่าน มานาน พบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ ไปทาง Bitcoin , Technical ซะมาก คือไม่ทั้งหมด เพราะมีอีกหลายคนที่พูดอีกหลายเรื่อง แต่ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนน้อยแหล่ะ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะจุดกำเนิดของ nostr ก็มีความเชื่อมโยงกับแนวคิดของ Bitcoin ที่ต้องการปลดแอกตัวเองออกเป็นอิสระจากระบบการเงินเดิมอยู่ ดังนั้น social network ก็เช่นกัน
ถ้ามี non-tech content creator เข้ามาในพื้นที่นี้มากขึ้น ก็จะช่วยดึงดูดคนทั่วไปเข้ามาอ่านได้มากขึ้น และ ก็จะเกิดความสนใจใน platform ได้มากขึ้นเองตามธรรมชาติ
ส่วนตัวก็คิดว่าน่าจะเข้ามาช่วย เป็น non-tech content creator ทั่วๆไปอีกหนึ่งคน เพราะปกติ ก็ publish content free เรื่อยๆอยู่แล้ว แล้วจะทยอยไปกวาดต้อนคนเข้ามาอีกที
#siamstr #BeYourCyber
💡 ยิ่งมาก ยิ่งต้องวาง
ตอนนี้มีความรู้สึกว่า เวลาอ่าน post social ต่างๆ ที่เค้าให้ความเห็น แล้วไม่ถูกต้อง เราก็ยิ่งอยากเข้าไปแก้ไข
พอแก้ไขแล้วก็กลับมานั่งถามตัวเองว่า เราทำไปเพื่ออะไร
1 comment จากเรา จะทำให้สังคมดีขึ้นได้จริงหรือ?
เวลาเรามีมากพอที่จะแก้ไขความผิดพลาดอีกมากมายอย่างนั้นหรือ?
คิดได้แบบนั้น ก็ทำให้คิดได้ว่า นั่นไม่น่าจะใช่สาระ หรือว่า แก่นการใช้ชีวิตของเราแล้วล่ะ
💡 ปล่อย ด้วยการไม่ยึดติด
หลังจากนั้นก็เริ่มต้นปล่อยวาง ไม่ยินดี ว่าเค้าจะ post ถูก หรือ ผิด เรามีหน้าที่ตั้งคำถาม และ หาคำตอบ หากว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเรามีคำตอบที่ถูกต้อง เราก็จบแต่เพียงเท่านั้น ตรงนั้น
ไม่จำเป็นต้องตอบโต้อะไรอีกต่อไป มีแต่จะขุ่นข้อง หมองเคืองกันไปเปล่าๆ
💡 หาสิ่งที่ตัวเองต้องการให้เจอ
เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุข เราต่างก็ควรที่จะชีวิต เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองให้มากที่สุด ไม่ใช่หรือ? นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็นในการใช้ชีวิตหรอกหรือ?
💡 ความสุขเรา ต้องไม่เดือดร้อนใคร
เราควรมีชีวิตที่ดี และมีความสุข แต่การหาความสุขของเราก็ไม่ควรจะต้องเดือดร้อนใครด้วยเช่นกัน นั่นจะเป็นการดีที่สุด
ไม่ต้องอ้างอิงหลักการจากศาสนาอะไร ใดๆ หรอก แต่ว่า เราสร้างให้ตัวเรามีความสุขให้มากๆ และสิ่งที่เราทำ ต่างไม่มีใครต้องเดือดร้อน เท่านั้นก็มากเพียงพอแล้วล่ะ
เพราะท้ายที่สุด เมื่อเรามีความสุขมากๆแล้ว ความสุขมันก็จะล้นเอ่อออกมา เผื่อแผ่ไปยังบุคคลรอบข้างได้เอง
แต่หากเรายังขาดซึ่งความสุขให้กับตัวเองแล้ว เรามีโอกาสสูงมากที่จะไปเบียดบังเอาความสุขของคนอื่นมาเป็นของตัวเองได้ง่ายมากๆ