Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นบ่อยขึ้นในช่วงหลังๆ คือการใช้ศัพท์แสงทางจิตวิทยาในบทสนทนาที่เรามีกับคนในชีวิตเรา . ยกตัวอย่างเช่น “เธอ bipolar อีกแล้วนะ” “หยุด gaslight ฉันสักที” “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้” เป็นต้น . การใช้คำศัพท์ทางจิตวิทยาในการสื่อสารไม่ใช่เรื่องที่ผิดนะครับ . แต่ผมสังเกตเห็นว่า บ่อยครั้ง เราจะใช้ศัพท์แสงเหล่านี้ เวลาที่เรารู้สึกไม่โอเคกับคนในชีวิตเรา . คำศัพท์เหล่านี้มันกลายเป็นเครื่องมือของเราในการ “กล่าวโทษคนอื่น” “ปกป้องตัวเอง” หรือไม่ก็ “เลี่ยงการแสดงความเปราะบาง” . ยกตัวอย่างเช่น แฟนตัดสินใจเอา “เงินกองกลาง” ของครอบครัว ไปลงทุนโดยที่ไม่ได้คุยกับเราก่อน พอเรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เรารู้สึกโกรธและผิดหวังแฟนมาก เราก็เลยพูดกับแฟนว่า “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้” เป็นต้น . สำหรับตัวอย่างนี้ แม้ว่าพฤติกรรมของแฟนจะผิดจริง แต่การสื่อสารว่า “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้” ไม่ใช่การสื่อสารที่จะนำมาสู่การแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ . เพราะเวลาที่เราสื่อสารเช่นนี้ มันจะสร้างบรรยากาศ “ฉันเหนือกว่าเธอ” ภายในความสัมพันธ์ (ไม่ใช่บรรยากาศที่ “ปลอดภัย”) . ฉะนั้น เมื่อแฟนรู้สึกไม่ปลอดภัย โอกาสที่แฟนจะเปิดใจคุยกับเรา เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังก็จะน้อยลง . ในทางกลับกัน หากเราพูดกับแฟนว่า “ฉันรู้สึกโกรธและผิดหวังที่เธอเอาเงินของเรา ไปลงทุนโดยไม่ปรึกษาฉันก่อน” . มันอาจจะไม่ได้การันตีว่า แฟนจะตอบสนองต่อสิ่งที่เราพูดในทางที่ดีก็จริง . แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็ช่วยให้บรรยากาศของบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับแฟน มันเอื้อต่อการเปิดใจคุยกันมากกว่าอย่างชัดเจนครับ . อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1146/annurev.psych.57.102904.190048 https://psycnet.apa.org/record/1991-97621-000 Perel, E. (2017). The state of affairs: Rethinking infidelity. Harper, an imprint of HarperCollins Publishers. Brown, B. (2021). Atlas of the heart: Mapping meaningful connection and the language of human experience. Random House. #จิตวิทยา #siamstr
image บางครั้ง เราตื่นขึ้นมาและเราก็พบว่า ใจเรารู้สึก “หนัก” “กังวล” หรือ “หม่น” แบบไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน . ในช่วงเวลาแบบนี้ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจหลายคนก็คือ… . “มันเกิดอะไรขึ้น?” “ทำไมฉันถึงรู้สึกไม่โอเคแบบนี้?” “ฉันต้องแก้ไขสถานการณ์นี้ยังไง?” . คำถามเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการที่จะแก้ปัญหา…ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติมากๆครับ . อย่างไรก็ตาม ในหลายๆกรณี แม้ใจเราจะมีความรู้สึกที่ “ไม่ปกติ” ปรากฏขึ้นมาบ้าง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลัง “มีปัญหา” เสมอไปครับ . เพราะใจเรามันก็เหมือนกับท้องฟ้า… . บางวัน เราอาจเจอกับ “ก้อนเมฆสีดำ” ลอยมาบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า วันนั้นคือวันที่มี “พายุมรสุม” เสมอไป . ในวันเหล่านี้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ ไม่ใช่การพยายาม “แก้ปัญหา” . แต่มันคือการเปิดพื้นที่ในใจให้ “ก้อนเมฆสีดำ” เหล่านั้นปรากฎขึ้นมา…และจางหายไปตามจังหวะของมันเองครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 https://psycnet.apa.org/record/2006-04192-000 https://psycnet.apa.org/record/2017-26294-000 #จิตวิทยา #siamstr
image “ชีวิตนี้ฉันไม่ต้องการอะไรมาก ฉันแค่อยากมีความสุขเท่านั้น” นี่คือประโยคที่ผมเชื่อว่าอยู่ในใจของหลายๆคน . ความต้องการอยากจะมีความสุขนั้นเป็นเรื่องที่ “ธรรมชาติ” มากๆเลยครับ . อย่างไรก็ตาม หากเราอยากที่จะมีความสุขมากเกินไป ผลที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ มันจะทำให้เรามีความสุขน้อยลงครับ . นั่นเป็นเพราะว่า… . . . # 1 ความคาดหวังของเราจะพุ่งสูงเสียดฟ้า . เราจะนึกภาพความสุขที่ “ยิ่งใหญ่” และ “คงทนถาวร” . แต่ในความเป็นจริง เวลาที่เรามีความสุข มันมักจะมาใน moment เล็กๆของชีวิต . เช่น moment ที่เราได้กินของอร่อย เช่น moment ที่เราได้ข้อความให้กำลังใจจากคนที่เรารัก เช่น moment ที่เราเห็นลูกกำลังเล่นกับสัตว์เลี้ยงอย่างสนุกสนาน . ฉะนั้น หากเราคาดหวังความสุขที่เป็นเหมือนกับ “ดอกไม้ไฟ” เราก็อาจมองข้ามความสุขที่เป็นเหมือนกับ “แสงเทียน” ในชีวิตได้ . # 2 เราจะคอยเช็กตัวเองตลอดเวลา . “ฉันมีความสุขหรือยัง?” “ทำไมฉันถึงยังไม่มีความสุขเสียที?” . การตั้งคำถามกับตัวเองอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ มันทำให้เรา enjoy กับชีวิตได้ยากขึ้น . (มันเหมือนกับเวลาที่เราไปดูหนังสักเรื่อง และคอยตั้งคำถามทุกๆ 5 นาทีว่า “เมื่อไหร่หนังจะสนุก? ตอนนี้หนังสนุกหรือยัง?” เลยครับ) . # 3 เราจะตัดสินตัวเองเวลาที่เรารู้สึกไม่ดี . เราจะมองว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกไม่ดี นั่นแสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่าง “ผิด” ซึ่งก็จะนำมาสู่การชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง หรือไม่ก็มองว่าตัวเอง “ล้มเหลว” ที่ไม่สามารถ happy ได้ . มันยิ่งทำให้ความรู้สึกไม่ดี (ที่มีอยู่เป็นทุนเดิม) ยิ่งทวีความเข้มข้นเข้าไปใหญ่ . . . ด้วยเหตุนี้ แทนที่เราจะ “วิ่งไล่ตาม” ความสุข สิ่งที่ดีกว่าคือการยอมรับชีวิตของเราอย่างที่มันเป็น ณ เวลานี้ (ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากหรือน้อยก็ตาม) . การทำแบบนี้อาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตเรามีความสุขในทุกๆวินาทีก็จริง แต่อย่างน้อย มันก็จะช่วยให้เรา enjoy กับช่วงเวลาที่เรามีความสุขได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่เรา “วิ่งไล่ตามความสุข” เยอะเลยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1037/a0022010 https://doi.org/10.1093/acprof:oso/9780199926725.003.0020 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งใน “ความรักต้องห้าม” ที่พบได้บ่อยที่สุดคือการ “รักคนมีเจ้าของ” . แต่เคยสังเกตไหมครับว่า… . สำหรับหลายๆคนนั้น ตอนที่พวกเขายังโสดอยู่ พวกเขาก็ดูจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก . แต่พอพวกเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา พวกเขากลับได้รับความสนใจขึ้นมาทันที . มันเกิดอะไรขึ้น? . มันเป็นเพราะพวกเขาหน้าตาดีขึ้นแบบชั่วข้ามคืนอย่างนั้นหรือ? …ก็คงไม่ใช่ . เหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้ “คนมีเจ้าของ” เป็นที่น่าดึงดูดมากขึ้นก็คือ… . ประการแรก การที่พวกเขา “ถูกเลือก” สะท้อนให้คนอื่นเห็นว่า พวกเขาจะต้อง “มีดี” อะไรบางอย่าง . อีกประการหนึ่ง พอพวกเขา “มีเจ้าของ” มันทำให้พวกเขาดูเป็น rare item ขึ้นมา . อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่น่าสนใจสำหรับผมมากที่สุดก็คือ หลังจากที่หลายคนมีแฟน พวกเขาจะดูผ่อนคลายและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น . เหตุผลข้อนี้มีความน่าสนใจสำหรับผมเป็นพิเศษ เพราะมันสะท้อนว่าการคนอื่นให้ความสนใจกับเรามากขึ้นนั้น… . มันไม่จำเป็นว่าเราต้อง “มีดี” มันไม่จำเป็นว่าเราต้องมี “เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน” . ขอเพียงแค่เราโอเคกับตัวเราที่เป็น “เรา” เพียงแค่นั้น…ก็ทรงพลังมากๆแล้วครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.evolhumbehav.2010.02.001 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนเป็นคนที่ “คิดมาก” . ไม่ว่าพวกเขาจะเจอกับอะไรในชีวิต พวกเขาก็จะนึกถึงทางเลือกต่างๆที่พวกเขามีอยู่ “ชั่งน้ำหนัก” ส่วนที่เป็นข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก เพื่อพยายามที่จะหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ได้ . การ “คิดมาก” แบบนี้มีประโยชน์อยู่เหมือนกันนะครับ…ถ้าหากเราอยู่ในสถานการณ์ที่มีทางเลือกที่ดีที่สุดให้เราเลือกอย่างชัดเจน (เช่น เรากำลังทำข้อสอบปรนัยวิชาคณิตศาสตร์และเราต้องเลือกระหว่างตัวเลือก ก ข ค หรือ ง) . แต่ในหลายๆกรณี ไม่ว่าเราจะ “คิดมาก” ขนาดไหน เราก็จะไม่มีวันรู้ได้ล่วงหน้าเลยว่า ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ดีที่สุด . ยกตัวอย่างเช่น เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้ว่า …ใครคือคนที่เราจะคบเป็นแฟนกันยาวๆได้ …งานไหนคืองานที่เราจะทำและรู้สึก “คลิ๊ก” ด้วยได้ เป็นต้น . ฉะนั้น หากเรายังคง “คิดมาก” เพื่อหวังจะหาทางเลือกที่ดีที่สุดในกรณีเหล่านี้อยู่ เราจะไม่มีวัน “คิดตก” ได้เลย . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า เราไม่จำเป็นต้องเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสมอไปก็ได้ครับ . ไม่เช่นนั้น เวลาที่เราเจอสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกที่ดีที่สุดให้เราเลือก เราก็คงจะติดอยู่ในสภาวะที่เรา “เลือกไม่ได้” อย่างแน่นอน . ซึ่งการติดอยู่ในสภาวะที่ “เลือกไม่ได้” นั้น…เผลอๆ มันแย่กว่าการที่เราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ไม่ได้ดีที่สุดด้วยซ้ำ! . บางครั้ง การเลือกสิ่งที่ “ดีพอ” (ไม่ใช่ “ดีที่สุด”) มันจึงเป็นเหมือนกับของขวัญที่เรามอบให้กับตัวเอง…เพื่อช่วยให้เราเป็นอิสระจากสภาวะ “เลือกไม่ได้” นั่นเองครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2004-13971-000 https://doi.org/10.1126/science.185.4157.1124 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.79.6.995 https://doi.org/10.1037//0022-3514.83.5.1178 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0042769 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง (เช่น ตั้งใจสอบเข้าคณะที่เราต้องการ ตั้งใจนำเสนองานกับลูกค้าคนสำคัญ) และเราล้มเหลว . มันให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการถูกมีดแทงเลยทีเดียว . มันทั้งรู้สึกผิดหวัง อับอาย โกรธ โดดเดี่ยว และไร้ค่า . ณ วินาทีที่เรากำลังเผชิญกับความล้มเหลวอยู่นั้น มันยากจริงๆครับที่เราจะ “ใจดีกับตัวเอง” ได้ . อันที่จริง ณ วินาทีที่เรากำลังเผชิญกับความล้มเหลวอยู่นั้น การ “ด่าตัวเอง” มันง่ายกว่าเยอะเลยครับ . เพราะการ “ด่าตัวเอง” มันแลดู productive - มันให้ความรู้สึกราวกับว่าเรากำลังทบทวนและเรียนรู้จากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอยู่ . แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถทบทวนและเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น โดยที่ไม่ต้อง “ด่าตัวเอง” ได้ . ยกตัวอย่างเช่น จากที่เราพูดกับตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงโง่และเสียเวลาพูดเรื่อง xxx ตอนนำเสนองานกับลูกค้านานขนาดนั้นวะ!?” เราสามารถพูดกับตัวเองว่า “ฉันควรใช้เวลาพูดถึง xxx แค่ 5 นาทีก็พอแล้ว” แทนได้ เป็นต้น . แน่นอนครับว่า การที่เราไม่ “ด่าตัวเอง” เวลาล้มเหลว มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้ความเจ็บปวดหายไปก็จริง . แต่อย่างน้อย มันก็ช่วยลดความเจ็บปวดลง (เมื่อเทียบกับกรณีที่เรา “ด่าตัวเอง”) ได้เยอะเลยทีเดียว . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังเจ็บปวดกับความล้มเหลวอยู่ในตอนนี้นะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/13576500444000317 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.paid.2004.09.024 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167212445599 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนรู้สึก “คัน” ในหัวใจทุกครั้งที่พวกเขาเห็นคนที่ขาด empathy ขาดวิจารณญาณ และ/หรือมี ego ใหญ่เท่ายักษ์ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง “ผู้นำ” . ไม่ว่าจะเป็น “ผู้นำ” ในครอบครัว ในองค์กร ในชุมชน หรือในบริบทอื่นๆก็ตาม . และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึก “คัน” เป็นพิเศษก็คือคนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะพวกเขาใช้กำลังหรือเส้นสายเสมอไป . หลายครั้ง คนเหล่านี้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะผู้คนเลือกให้พวกเขาเป็น “ผู้นำ”! . ทำไมพวกเราเลือกคนที่ไม่เหมาะกับตำแหน่ง “ผู้นำ” ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ”? . นี่คือคำถามที่จิตวิทยามีคำตอบให้ดังต่อไปนี้ครับ . . . # 1 พวกเรามักจะมองว่า “คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง = คนที่มีความสามารถสูง” . เวลาที่เราฟังคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงๆ เรามักจะได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความแน่นอนและการฟันธงอย่างไม่ลังเล . มันทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเป็นคนที่รู้จริงจังเลย” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว โดยส่วนมาก คนที่ “รู้จริง” มักจะมองเห็นถึงความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ ส่งผลให้พวกเขาค่อนข้างระมัดระวังคำพูดของตัวเอง . พวกเขาจะไม่ค่อยใช้คำพูดที่แน่นอน ฟันธง ไร้ข้อกังขา . มันจึงทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย สงสัยเขาคงไม่ได้มีฝีมือขนาดนั้นแหงๆ” . # 2 พวกเรารู้สึกดึงดูดกับคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” . อย่างไรก็ตาม คนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” กับคนที่ “มีอุปนิสัยเหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น มีวินัย มีความถ่อมตน มีความซื่อสัตย์) ใช่ว่าจะเป็นคนเดียวกันเสมอไป . อันที่จริง หลายคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” มักจะขาด “อุปนิสัยที่เหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น ความถ่อมตัว) เสียด้วย . นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนที่พวกเราเลือกเป็น “ผู้นำ” อาจจะไม่ได้เหมาะกับการเป็น “ผู้นำ” ครับ . # 3 พวกเรามักจะเลือกคนที่มีบุคลิก “เข้มแข็ง” มาเป็น “ผู้นำ” . ยิ่งเวลาที่พวกเรากำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงๆ (เช่น เศรษฐกิจไม่ดี เกิดสงคราม) พวกเรายิ่งมองหาคนที่ “เข้มแข็ง” มากเป็นพิเศษ . เพราะ “ผู้นำ” ที่มีท่าทีที่ “เข้มแข็ง” มักจะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย . อย่างไรก็ตาม “ผู้นำ” ที่มีท่าที “เข้มแข็ง” มีแนวโน้มที่จะ “ยึดตัวเองเป็นหลัก” และ “ไม่ฟังใคร” สูง…ซึ่งอาจทำให้การบริหารงานเกิดข้อผิดพลาดได้ . # 4 พวกเราเพิกเฉยต่อสิ่งที่เป็น “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือกมาเป็น “ผู้นำ” . บ่อยครั้ง เวลาที่เราเลือกคนมาเป็น “ผู้นำ” เราจะมีบางสิ่งที่เราชื่นชอบในตัวคนที่เราเลือก (เช่น นักการเมืองคนนี้มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ) . ความชื่นชอบดังกล่าวสามารถกลายเป็น “ม่านหมอก” ที่บังตาเราจาก “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือก (เช่น แม้นักการเมืองคนนี้จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ แต่นักการเมืองคนนี้ก็มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ทุจริต” เช่นกัน) . มันทำให้เราเดินหน้าสนับสนุนคนที่เราเลือก (มากกว่าที่จะ “เหยียบเบรก”) นั่นเองครับ . . . ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการ “ผู้นำ” ที่ดีจริงๆ การ “ตั้งคำถามกับตัวเอง” ด้วยประเด็นที่ผมนำเสนอในวันนี้ (เช่น “ฉันกำลังเลือกคุณ xxx เป็นผู้ใหญ่บ้านเพราะเขาเหมาะกับการเป็นผู้ใหญ่บ้าน…หรือเพียงเพราะเขาเป็นคนที่พูดจาดูมั่นใจอย่างเดียวกันแน่?”) ก็ถือเป็นสิ่งเล็กๆที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ “ไม่เล็ก” ได้เลยครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0029395 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0021-9010.87.4.765 https://doi.org/10.1073/pnas.1617711114 https://psycnet.apa.org/record/1991-06436-001 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.49.6.493 https://doi.org/10.5465/amj.2010.0441 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราส่งข้อความไปหาใครสักคน มันเป็นเรื่องปกติมากๆเลยครับที่เราจะคาดหวังให้เขาตอบข้อความของเรา . แต่ถ้าเขาไม่ตอบข้อความของเราสักทีล่ะ? . เรารอ รอ และก็รอ…แต่เขาก็ยังไม่ตอบข้อความของเราสักที . ตอนนั้นเองที่ในใจเราอาจจะเริ่มมีคำถามขึ้นมาว่า… . “ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่านะ?” “เขาไม่สนใจฉันแล้วใช่ไหม?” “เขาไม่พอใจอะไรฉันหรือเปล่า?” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เขาไม่ตอบข้อความของเรา…มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลยก็ได้ครับ . ยกตัวอย่างเช่น . เขาอาจจะเปิดข้อความของเรามาอ่าน ตั้งใจที่จะตอบข้อความของเรา แต่ก็มีบางอย่างในชีวิตมาดึงความสนใจเขาไปก็ได้ เขาอาจจะกำลังเครียดกับเรื่องบางอย่างในชีวิตของเขาอยู่ ส่งผลให้เขายังไม่พร้อมที่จะตอบข้อความของเราก็ได้ เขาอาจจะแคร์เรามากๆจนทำให้เขาหลีกเลี่ยงการตอบข้อความของเรา (เพราะเขาไม่ชัวร์ว่าจะตอบเรายังไงดี) ก็ได้ . เป็นต้น . มันโอเคมากๆเลยครับที่เราจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่ออีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ “เพิกเฉย” ต่อข้อความของเรา . อย่างไรก็ตาม เราอย่าปล่อยให้ความเงียบนั้นนำมาสู่การ “ฟันธงตัวเอง” ว่าเรา “ดีไม่พอ” หรือ “ไม่มีค่า” เด็ดขาด . เพราะนั่น…ไม่เป็นความจริงครับ . อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1037/1089-2680.5.4.323 https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60357-3 https://doi.org/10.1037/0022-3514.70.6.1327 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนโหยหาอิสรภาพ . เราอยากเป็นอิสระจากอดีต เราอยากเป็นอิสระจากความกลัว (ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง) เราอยากเป็นอิสระจากเสียงในใจเราที่คอยตอกย้ำว่าเรา “ดีไม่พอ” . ข่าวดีก็คือ เราสามารถเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ครับ . แต่ข่าวร้ายก็คือ อิสรภาพที่เราจะได้มานั้น เราจะไม่ได้มันมาแบบฟรีๆ . เราต้องเอา “ความกล้าหาญ” ไปแลกมันมาครับ . เราต้องกล้าที่จะสัมผัสกับความรู้สึกในใจ (ที่เราอาจจะหลีกเลี่ยงมันมานานหลายปี) เราต้องกล้าที่จะพูดความจริง (แม้จะมีบางคนที่ฟังและเดินออกไปจากชีวิตเราก็ตาม) เราต้องกล้าที่จะก้าวออกไปข้างหน้า (แม้ความกลัวในใจจะคอยกระซิบว่า “ฉันไม่ไหวหรอก” เป็นระยะๆ) . “ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องสูญเสียความสะดวกสบาย “ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน “ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้อง “ลอกคราบ” ตัวเองเวอร์ชั่นเก่าที่เราคุ้นเคย . มันอาจจะทำให้เราเกิดความลังเลในใจว่า “ฉันตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม? หรือว่าฉันจะกลับไปเป็นเหมือนดีกว่า?” . ความลังเลนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากๆเลยครับ . อย่างไรก็ตาม ต่อให้เสียงของความลังเลจะดังขึ้นมาในใจของเราขนาดไหน แต่ตราบใดที่เรายังคงเลือกที่จะกล้าหาญต่อไปในทุกๆวัน สุดท้ายแล้ว อิสรภาพก็จะมาอยู่ในกำมือของเราแน่นอนครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.001 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli1501_01 May, R. (1981). The Courage to Create. Norton & Company. #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทำงานบางอย่าง (เช่น เขียนหนังสือ นำเสนองานกับลูกค้า วาดรูป) พวกเราหลายคนจะตั้งใจกับมัน . อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของเราใช่ว่าจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดี” เสมอไป . เพราะอะไร? . สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่า ความตั้งใจของเราแต่ละคนมี “รากฐาน” ที่แตกต่างกัน . ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนความกลัว . ยกตัวอย่างเช่น “ถ้าฉันทำงานนี้ได้ไม่เป๊ะ แสดงว่าฉันล้มเหลว” “ฉันต้องห้ามพลาดเด็ดขาด” “ถ้าฉันไม่ชนะ ทุกอย่างที่ฉันทำมาก็จะไร้ค่าทันที” เป็นต้น . ในขณะเดียวกัน ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนการเติบโต . ยกตัวอย่างเช่น “การที่ฉันทำงานนี้ไม่เป๊ะ ไม่ได้แปลว่าฉันล้มเหลว – มันแปลว่าฉันยังพัฒนาได้อีก” “ฉันสามารถผิดพลาด (และเรียนรู้) ระหว่างทำงานได้” “ไม่ว่าฉันจะชนะหรือแพ้ ฉันก็มีคุณค่าเสมอ” เป็นต้น . หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัว ความกลัวนั้นจะเข้ามาขัดขวางไม่ให้เราดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้งานได้เต็มที่ . ส่งผลให้ “ผลลัพธ์” การทำงานออกมาแย่ลง (แทนที่จะดีขึ้น) . ในทางกลับกัน หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโต มันอาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า “ผลลัพธ์” การทำงานจะออกมา 100% ก็จริง . แต่อย่างน้อยที่สุด การตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโตจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดีกว่า” เมื่อเทียบกับการตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัวแน่นอนครับ . อ้างอิง https://www.jstor.org/stable/40064185 https://doi.org/10.1080/02640410601040093 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10458-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327957pspr1004_2 #จิตวิทยา #siamstr
image “ทุกวันนี้ เศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดีนัก” . นี่คือประโยคที่เราได้ยินตามข่าว และได้อ่านตาม comment ใน social media . แต่สำหรับหลายๆคน ประโยคข้างต้นไม่ได้เป็นแค่คำพูดหรือตัวอักษร แต่มันได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่พวกเขารู้จักในที่ทำงาน . เพราะอยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาก็เดินเข้ามาในที่ทำงาน มองไปรอบๆ และเห็นว่าเพื่อนร่วมงานบางคนที่เคยนั่งอยู่ใกล้ๆ ที่เคยพูดคุยด้วย ที่เคยไปกินข้าวด้วยกัน… . …ตอนนี้ เพื่อนร่วมงานคนนั้นไม่อยู่แล้ว . มันเป็นความรู้สึกที่แย่ไม่น้อยเลยครับ . แต่ในหลายๆกรณี การสูญเสียเพื่อนร่วมงานไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด . สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากที่เพื่อนร่วมงานออกไปแล้ว . เพราะความเงียบสร้างบรรยากาศความกลัวในที่ทำงาน (เช่น “ทำไมเขาถึงออกล่ะ? เขาทำอะไรผิดไปหรือ? แล้วฉันจะโดนเป็นคนต่อไปหรือเปล่า?”) . เพราะความเงียบสร้างความรู้สึก “ไร้ค่า” ในสายตาของคนที่ยังอยู่ (เช่น “ที่นี่เขาไล่คนออกกันได้ง่ายๆโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรสักแอะเลยหรือ?”) . เพราะความเงียบคือการปฏิเสธพื้นที่ให้คนที่ยังอยู่ได้มีโอกาสรู้สึกเสียใจกับการสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้น . ทั้งหมดนี้สามารถทำให้คนที่ยังอยู่บางคนเริ่มคิดขึ้นมาในใจว่า “ฉันไม่อยากทำงานอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ฉันเริ่มต้นมองหางานอื่นดีกว่า” . และถ้าพวกเขาสามารถ “หางานใหม่” ได้สำเร็จและพวกเขาลาออกไป และบรรยากาศในที่ทำงานยังเต็มไปด้วยความเงียบอยู่ มันก็จะยิ่งกระตุ้นให้คนบางส่วนเริ่ม “หางานใหม่” ต่อไปอีก . มันจะกลายเป็นวังวนที่ไม่จบไม่สิ้น (จนกระทั่งองค์กรไปต่อไม่ได้และต้องปิดตัวลง) . ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารกับคนที่ยังทำงานอยู่ (เวลาที่มีใครสักคนออก) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ . …สื่อสารว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ออกไป (ไม่ต้องบอกหมดก็ได้นะครับ บอกเท่าที่บอกได้) เพื่อเป็นการสยบข่าวลือและสร้างความไว้วางใจ …สื่อสารว่าทางองค์กรเข้าใจว่าการที่คนๆนั้นออกไปอาจจะทำให้คนที่ยังอยู่รู้สึกอย่างไรบ้าง (เช่น “ผมเข้าใจว่าหลายคนในทีมสนิทกับแนน การออกของแนนคงจะทำให้หลายคนรู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย”) …สื่อสารว่าทางองค์กรยินดีเปิดโอกาสให้คนที่ยังอยู่สามารถสอบถามหรือพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ …สื่อสารให้คนที่ยังอยู่รับรู้ว่า แม้ภายในองค์กรจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น (เช่น มีการเชิญคนๆหนึ่งออกเพราะปัญหาทุจริต) แต่หลายๆอย่างในองค์กรก็ยังคงเหมือนเดิม (เช่น องค์กรยังไม่มีแผนที่จะลดจำนวนพนักงาน) . การสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้น…ไม่จำเป็นต้อง “เยอะ” หรือ “ใหญ่” . แต่มันจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น หากองค์กรไม่ต้องการให้เกิดวังวน “มีคนออก => เงียบ => บรรยากาศการทำงานแย่ => มีคนออกเพิ่มเติม => เงียบต่อ => บรรยากาศยิ่งกว่า” ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.2307/2666999 https://doi.org/10.2307/41166691 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11503-000 https://doi.org/10.1177/0149206311436079 https://psycnet.apa.org/record/1993-98656-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัว (เช่น ลูก น้อง แฟน เพื่อนสนิท) ทุกข์ใจ . หลายครั้ง เราจะพยายาม “กระตุ้น” ให้พวกเขาออกจากความทุกข์เร็วๆ (เช่น “มองโลกในแง่ดีสิ” “สู้หน่อยน่า”) . การ “กระตุ้น” ลักษณะนี้อาจจะได้ผลในบางกรณีนะครับ . แต่สำหรับหลายๆกรณี เรามักจะพบว่า ต่อให้เราจะออกแรง “กระตุ้น” ขนาดไหน เจ้าตัวเขาก็ยังจมอยู่กับความทุกข์ใจนั้นอยู่ดี . ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น? . เพราะเวลาที่เราพยายาม “กระตุ้น” คนที่กำลังทุกข์ใจ… . …มันเหมือนกับว่าเรากำลัง “ปฏิเสธ” ความทุกข์ที่เจ้าทุกข์เขากำลังประสบอยู่ …มันเหมือนกับว่าเรากำลังพยายาม “ควบคุม” เขา (เช่น ควบคุมให้เขามองโลกในแง่ดี) …มันอาจทำให้เจ้าทุกข์เขารู้สึกอับอายที่ตัวเองทุกข์ใจ (เช่น “ทำไมฉันถึงไม่สามารถสู้แบบที่คนอื่นบอกได้? หรือว่าฉันอ่อนแอใช่ไหม?”) . และที่สำคัญก็คือ ความพยายาม “กระตุ้น” ของเรานั้น มันอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการ ณ เวลานั้นมากที่สุด . เพราะสิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการมากที่สุด ณ ขณะนั้นอาจเป็นการมีใครสักคนที่พร้อมจะรับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน . เพราะมันจะช่วยให้เจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย . และเมื่อเจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย เขาก็จะอยู่ในจุดที่ “พร้อม” สำหรับการเปลี่ยนแปลง (ที่จะนำพาออกมาจากความทุกข์ใจ) ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357 https://psycnet.apa.org/doi/10.1606/1044-3894.3483 https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01 https://psycnet.apa.org/doi/10.1521/jscp.2011.30.2.163 Brehm, S. S., & Brehm, J. W. (1981). Psychological reactance: A theory of freedom and control. New York: Academic Press. #จิตวิทยา #siamstr
image ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกท่านที่อ่านบทความในเพจนี้อาจจะเข้าใจว่าผมเป็นนักจิตวิทยา . แต่ในความเป็นจริงนั้น นอกจากผมจะเป็นนักจิตวิทยาแล้ว ผมยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (ต่อให้จะเป็นคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน) อีกด้วย! . สิ่งที่ผมเขียนมานี้…ฟังดูเหมือนผมกำลัง “ขี้โม้” เลยใช่ไหมครับ? . ถ้าเช่นนั้น ผมขอพิสูจน์ตัวเองด้วยการ “อ่านนิสัย” ของท่านผู้อ่านดังนี้ครับ . “ท่านผู้อ่านเป็นคนที่มีความอ่อนโยนอยู่ในตัว แต่หลายๆครั้ง เวลาที่ท่านแสดงออก คนอื่นจะมองเห็นเฉพาะความเข้มแข็งของท่านเป็นหลัก นอกจากนี้ ท่านยังเป็นคนที่มีศักยภาพอยู่ในตัวสูง แต่ความไม่มั่นใจในตัวเองของท่านก็ส่งผลให้ท่านไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาเต็มที่ในบางครั้งได้” . ท่านรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเขียนมานั้น…มัน “ใช่” “ตรง” “แม่น” ไหมครับ? . ผมเดาว่า สำหรับท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อย สิ่งที่ผมเขียนไว้ในข้างต้นมันรู้สึก “ใช่” อย่างแรง . ซึ่งผมขอสารภาพเลยครับว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่ได้มีพลังพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่นอย่างที่ผมได้ “ขี้โม้” ไว้ในข้างต้นหรอกครับ . ผมเพียงแค่อาศัยสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Barnum effect ในการเขียนข้อความข้างต้นเท่านั้น . กล่าวคือ หากผมเขียนข้อความดังกล่าวให้มีเนื้อหาที่กว้างๆและคลุมเครือสักหน่อย สมองของเราก็มีแนวโน้มที่จะตีความว่าข้อความเหล่านั้นกำลังพูดถึงตัวเราโดยเฉพาะ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสามารถ “โม้” ว่าผมมีความสามารถพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (และฟังดู “มีมูล”) นั่นเอง . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0059240 https://doi.org/10.2466/pr0.1985.57.2.367 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนอยากที่จะเห็นตัวเองมีวินัยมากกว่านี้ – ไม่ว่าจะเป็นวินัยในการทำงาน (เช่น ทำงานเสร็จก่อน deadline) วินัยในการดูแลสุขภาพ (เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ) วินัยในการสื่อสารกับคนอื่น (เช่น ไม่ตวาดใส่ลูกเพราะเครียดจากที่ทำงานมาก่อนหน้านี้) . แต่ไม่ว่าพวกเราจะพยายามขนาดไหน มันก็จะมีบางวันที่เราพลาด . บางวัน เราจะทำงานเสร็จไม่ทัน deadline บางวัน เราจะไม่ได้ออกกำลังกาย บางวัน เราจะตวาดใส่ลูก . ในวันที่เราพลาดนั้น เรามีท่าทีต่อตัวเองอย่างไร? . หลายคนจะต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง . พวกเขามองว่า ยิ่งพวกเขาต่อว่าตัวเองรุนแรงแค่ไหน มันจะช่วยให้พวกเขา “เจ็บและจำ” มีวินัยมากขึ้นในอนาคต และไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีก . อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาค้นพบว่า การต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงไม่ใช่วิธีที่ดีขนาดนั้นครับ . จริงอยู่ครับว่า ความรู้สึกอับอายและความรู้สึกโทษตัวเอง (ที่มาจากการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) สามารถทำหน้าที่เป็น “เชื้อเพลิง” ที่ผลักดันเราไปข้างหน้าได้ . แต่มันถือเป็น “เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ” ครับ . เพราะแม้ว่าความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองจะช่วยผลักดันให้เราขยับไปในข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนเบรกที่ทำให้เราหมดแรงใจที่จะพยายามมีวินัยต่อไปเช่นกัน . มันเหมือนเวลาที่เรารู้สึกกระหายน้ำและเราหยิบน้ำหวานมาดื่มเลยครับ . น้ำหวานมันช่วยดับกระหายได้ก็จริง แต่มันมาพร้อมกับ “ผลข้างเคียงทางลบ” (เช่น น้ำตาล) ที่ทำลายสุขภาพร่างกายของเราเช่นกัน . ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะไม่ดื่มน้ำหวาน หากเราเลือกที่จะไม่ต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงเวลาที่เราผิดพลาด หากเราเลือกที่จะพูดกับตัวเองว่า “ใช่ ครั้งนี้ฉันพลาด แต่ฉันอยากที่จะมีวินัยกับเรื่องนี้ให้ได้ มีอะไรที่ฉันทำได้เพื่อที่จะให้ตัวเองไม่พลาดแบบนี้ในอนาคตไหม?” แทน . มันจะเปรียบได้กับการที่เราดื่มน้ำเปล่าดับกระหาย . มันคือการที่เราใช้ “เชื้อเพลิงคุณภาพสูง” ในการผลักดันให้ตัวเองไปข้างหน้า โดยไม่มี “ผลข้างเคียงทางลบ” ที่คอยบั่นทอนกำลังใจของเรา (เหมือนกรณีที่ต่อว่าตัวเองรุนแรง) . เรียกได้ว่า… . นอกจากการใจดีกับตัวเอง (เวลาที่เราพลาด) จะรู้สึกดีกว่า (เมื่อเทียบกับการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) มันยัง “ได้ผล” มากกว่าอีกด้วยครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781412950664.n388 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.92.5.887 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167212445599 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเรารู้ดีว่า เราไม่ควรผิดสัญญากับคนอื่น (เช่น สัญญากับลูกว่าจะพาไปเที่ยวแต่ไม่ได้พาไป สัญญากับแฟนว่าจะเจอกันบ่ายโมงแต่มาเจอกันจริงๆตอนบ่ายสาม สัญญากับหัวหน้าว่าจะส่งงานให้ภายในวันนี้แต่ส่งงานจริงๆในอีกสามวันถัดไป) . เพราะเวลาที่เราให้คำสัญญากับคนอื่น คนอื่นเขาก็จะเกิดความคาดหวัง (ว่าเราจะทำตามสัญญา) . และเมื่อความจริงมันไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง มันก็จะทำให้คนอื่นรู้สึกผิดหวัง . นอกจากนี้แล้ว ในหลายๆครั้ง คนอื่นเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างในชีวิตเพราะเขาเชื่อมั่นในคำสัญญาของเรา (เช่น ลูกค้าไม่ซื้อสินค้ากับคู่แข่งทางธุรกิจ (ที่อาจจะมีราคาถูกกว่าของเรา) เพราะเชื่อในคำสัญญาของเราที่จะส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้) . ดังนั้น พอเราผิดสัญญาขึ้นมา มันก็ทำให้การเสียสละของคนอื่นมัน “เสียเปล่า” หรือเกิด “ความเสียหาย” ได้ (เช่น พอเราผิดสัญญากับลูกค้าด้วยการไม่สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้ได้ ลูกค้าก็กลับไปติดต่อซื้อสินค้ากับคู่แข่งอีกรอบและพบว่าสินค้าของคู่แข่งขายหมดไปแล้ว) . แต่ในทางกลับกัน พอเราไม่ได้พูดถึงเรื่องการผิดสัญญากับคนอื่น พอเราพูดถึงการผิดสัญญากับตัวเอง หลายคนจะมองว่าการผิดสัญญากับตัวเองมันเป็นเรื่องที่ “ไม่เป็นปัญหา” . อย่างไรก็ตาม นั่นอาจจะไม่ใช่ความจริงครับ . เพราะทุกครั้งที่เราสัญญากับตัวเอง และเราไม่ทำตามสัญญานั้น (เช่น สัญญากับตัวเองว่าจะออกกำลังกายวันนี้ 30 นาที แต่พอถึงเวลาจริงๆ เราไม่ได้ลงมือออกกำลังกายตามที่ได้สัญญากับตัวเองไว้) มันคือการตอกย้ำกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้” . ตอนแรกๆ มันอาจจะ “ไม่เป็นปัญหา” มากนักหรอกครับ . แต่พอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ และเราถูกตอกย้ำว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้” ไปเรื่อยๆ ความมั่นใจในตัวเองของเราก็จะค่อยๆร่อยหรอลง . และเมื่อความมั่นใจในตัวเองของเราถูกบั่นทอนจนถึงจุดหนึ่ง… . มันก็จะทำให้เรารู้สึกหมดหวังกับตัวเอง มันจะทำให้เรามองว่า “ฉันเป็นคนที่ไม่มีทางทำอะไรได้สำเร็จหรอก” มันจะทำให้เราไม่อยากที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรกับชีวิตตัวเอง มันจะทำให้เราเพียงแค่มีชีวิตแต่ไร้ชีวา . และหากเราถึงจุดนั้นจริงๆ ชีวิตของเราในแต่ละวันจะทรมานราวกับว่าเรากำลังตกอยู่ในนรกเลยทีเดียวครับ . แต่ข่าวดีก็คือ ต่อให้ตอนนี้เราจะอยู่ที่ “ก้นเหวนรก” แต่หากเราเริ่มต้นสัญญากับตัวเอง (เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น “ฉันจะเก็บที่นอนทันทีที่ฉันตื่นนอน” หรือ “ฉันจะพาตัวเองไปเดินออกกำลังกายวันนี้ 5 นาที”) และเริ่มต้นรักษาคำสัญญากับตัวเองได้ . เราก็จะค่อยๆพาตัวเองขึ้นจาก “ก้นเหวนรก” ได้เช่นกันครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและการเรียกร้องจากอีกฝ่าย . และที่สำคัญก็คือ ต่อให้พวกเขาจะทำตามข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังเหล่านั้นได้สำเร็จ อีกฝ่ายก็จะมีข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังใหม่ๆตามมา . ยกตัวอย่างเช่น . บางคนมีพ่อแม่ที่คาดหวังให้เขาเรียนให้ดีตอนเด็กๆ ต่อมาก็คาดหวังให้เขาโตขึ้นไปและทำงานกับองค์กรชั้นนำ ต่อมาก็คาดหวังให้เขาแต่งงานมีลูก . บางคนมีแฟนที่บอกให้เขาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว ต่อมาก็บอกให้เขาหยุดใช้เวลากับเพื่อนๆ (เพื่อจะได้ใช้เวลากับแฟนมากขึ้น) ต่อมาก็บอกให้เขาหยุด “ฟูมฟาย” เวลาที่เขาเสียใจกับบางสิ่งที่แฟนพูด . เป็นต้น . หลายคนตัดสินใจที่จะ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ . เพราะพวกเขามีความหวังอยู่ในใจว่า หากพวกเขาสามารถบรรลุความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้มากพอ อีกฝ่ายก็จะหยุดคาดหวังหรือเรียกร้องในที่สุด . แต่ความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากได้ยินก็คือ โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะไม่หยุดครับ . เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ “สอน” อีกฝ่ายว่า “ถ้าฉันต้องการอะไรสักอย่าง ขอเพียงแค่ฉันแสดงความต้องการฉันออกมา ก็จะมีคนมาตอบสนองความต้องการของฉันเสมอ” . เรียกได้ว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ผ่านมามันทำให้อีกฝ่าย “สมหวัง” มาตลอด . มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่อีกฝ่าย (ซึ่ง “สมหวัง” มาตลอด) มักจะไม่ได้อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะหยุดไปเองในท้ายที่สุดนั้น…มักจะจบลงด้วยการ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ครับ! . โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะหยุดก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ “ตามใจ” มาโดยตลอดเริ่มที่จะหยุด “ตามใจ” เท่านั้น . “ฉันเข้าใจนะว่าเธอต้องการให้ฉันทำ xxx และที่ผ่านมา ฉันก็ตามใจเธอมาตลอด แต่นับจากนี้ไป ฉันจะไม่ตอบตกลงกับทุกๆความคาดหวังและข้อเรียกร้องของเธออีกแล้ว - ฉันขอเริ่มต้นดูแลใจฉันบ้างนะ” . ยิ่งฝ่ายที่ “ตามใจ” สามารถพูดประโยคข้างต้นได้เร็วเท่าไหร่ การ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ก็จะเริ่มสิ้นสุดลงเร็วเท่านั้นครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1975-21547-000 https://doi.org/10.1111/j.0022-3506.2004.00256.x https://doi.org/10.1016/S0005-7894(84)80046-5 https://psycnet.apa.org/record/1954-05139-000 Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd. Cloud, H., & Townsend, J. (1992). Boundaries: When to Say Yes, How to Say No. Bowen, M. (1978). Family Therapy in Clinical Practice. #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราต่อว่าใครสักคนในชีวิต (เช่น ต่อว่าน้องเพราะเข้าใจว่าน้องเอารถเราไปขับและเฉี่ยวชนจนมีรอยขีดข่วน) และเราพบว่าเราเข้าใจผิด (เช่น จริงๆแล้ว รอยขีดข่วนนั้นมีอยู่ตั้งแต่ก่อนที่น้องจะเอารถไปขับ) . สิ่งหนึ่งที่เรามักจะทำคือการกล่าวขอโทษกับคนๆนั้น . อย่างไรก็ตาม หากเรามองดูในโลกออนไลน์ เราจะเห็นหลายๆกรณีที่มีการต่อว่าใครสักคนอย่างรุนแรง (หรือแม้กระทั่งหยาบคาย) แต่พอความจริงเฉลยออกมาว่า การต่อว่านั้นเกิดจาก “ความเข้าใจผิด” . เราแทบจะไม่เห็นการออกมากล่าวขอโทษเลย . ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น? . . . # 1 เพราะเราไม่เห็นน้ำตา . ในโลกออฟไลน์ ตอนที่เราต่อว่าใครสักคน เราจะเห็นความเจ็บปวดที่ถูกแสดงออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของคนที่เราต่อว่าอย่างชัดเจน (เช่น ร้องไห้) . ฉะนั้น เมื่อเรารู้ว่าเราเข้าใจผิดในเวลาต่อมา เราจึงมีแรงจูงใจที่จะกล่าวคำขอโทษกับคนๆนั้นมากขึ้น (เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่เรามองเห็นก่อนหน้านี้) . แต่ในทางกลับกัน สำหรับกรณีโลกออนไลน์นั้น เวลาที่เราต่อว่าใครสักคน สิ่งที่เราเห็นมีเพียงแค่ข้อความ มีเพียงแค่ชื่อ username . เรามองไม่เห็นความเจ็บปวดของคนที่เราต่อว่าได้ชัดเจนเท่ากับกรณีของโลกออฟไลน์ . ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีแรงจูงใจที่จะกล่าวคำขอโทษ (เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดจากความเข้าใจผิด) น้อยกว่ากรณีของโลกออฟไลน์นั่นเองครับ . # 2 เพราะการขอโทษในโลกออฟไลน์มักจะมีความเป็นส่วนตัว . กล่าวคือ เรากล่าวขอโทษคนที่เราต่อว่าไปด้วยความเข้าใจผิดเพียงคนเดียว . ฉะนั้น ในกรณีของโลกออฟไลน์ หากเราจะรู้สึก “เสียหน้า” มันก็จะเป็นการ “เสียหน้า” ที่มีแค่คน 1 คนรับรู้ . แต่ในทางกลับกัน หากเราพิมพ์ comment ต่อว่าใครสักคนในโพสต์โซเชียลมีเดีย และในเวลาต่อมา เราพิมพ์ comment ขอโทษ . คนที่จะมองเห็นคำขอโทษของเราจะไม่ได้มีเพียงแค่คนที่เราต่อว่าไปด้วยความเข้าใจผิดเท่านั้น . คนอื่นๆในโซเชียลมีเดียก็จะมองเห็นคำขอโทษของเราด้วย . มันจะเป็นความรู้สึก “เสียหน้า” ที่มีหลายคนรับรู้ (และบางคนที่รับรู้ก็อาจจะพิมพ์ข้อความ “ต่อว่า” หรือ “ซ้ำเติม” เราอีกด้วย) . # 3 เพราะเรากลัวที่จะรับรู้ว่าตัวเองผิด . หลังจากต่อว่าใครสักคนหนึ่งไปแล้ว หลายคนจะไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆทั้งสิ้น . เพราะการที่เราเปิดรับข้อมูลใหม่อยู่เรื่อยๆ มันคือการ “เปิดช่อง” ความเป็นไปได้ว่า สิ่งที่เราเข้าใจในอดีตนั้น มันอาจจะผิดก็ได้ . เราไม่อยากเผชิญกับความรู้สึกแย่ที่ตัวเองเข้าใจผิดและออกตัวแรงต่อว่าคนอื่นไปแบบผิดๆ . เราจึงพยายาม “ปิดหูปิดตา” ตัวเองจากข้อมูลใหม่ๆเหล่านั้น . ด้วยเหตุนี้ ต่อให้มันจะมีข้อมูลใหม่ออกมา (ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราเข้าใจผิด) . แต่ในเมื่อเราไม่ได้รับรู้ถึงข้อมูลใหม่นั้นแล้ว เราก็ไม่ต้องรู้สึกแย่กับตัวเอง (และก็ไม่ต้องคิดที่จะขอโทษเช่นกัน) . . . เหล่านี้คือเหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้เราไม่ค่อยพบเห็นการกล่าวคำขอโทษในโลกออนไลน์ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1089/1094931041291295 https://doi.org/10.1177/1088868310377395 https://psycnet.apa.org/record/2007-07067-000 Goffman, E. (1967). Interaction Ritual: Essays on Face to Face Behavior. New York: Anchor Books. #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนกลัวที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีความรักครั้งใหม่ . มันไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ต้องการความรัก แต่มันเป็นเพราะในอดีตที่ผ่านมา พวกเขาเคยมีความรักและพวกเขาก็เจ็บปวดกับความรักครั้งนั้นอย่างแสนสาหัส . พวกเขาเลยตั้งใจว่า นับจากนี้ไป พวกเขาจะไม่อนุญาตให้ตัวเองมาอยู่ในจุดที่จะเจ็บปวดได้แบบนั้นอีก . พวกเขาเลย say no กับความรักนับแต่นั้นเป็นต้นมา . อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาได้มีโอกาสย้อนกลับไปมองความรักที่เจ็บปวดในอดีตอีกครั้ง สิ่งที่หลายคนค้นพบก็คือ แม้พวกเขาจะถูกแฟนเก่าทำร้าย (เช่น แฟนเก่านอกใจ) แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ทำร้ายตัวเองด้วยเช่นกัน! . พวกเขาทำร้ายตัวเองด้วยการ… . เมินเฉยต่อความต้องการของตัวเองระหว่างที่อยู่ในความสัมพันธ์ หาข้ออ้างให้กับแฟนเก่าเวลาที่แฟนเก่ามีพฤติกรรมที่ “ไม่โอเค” เลือกที่จะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นั้น (แม้จะรู้ว่ามันความสัมพันธ์ที่ toxic ก็ตาม) . แน่นอนครับว่า ต่อให้พวกเขาจะไม่ได้ทำร้ายตัวเองแบบนี้ แต่หากแฟนเก่ายังคงทำร้ายพวกเขาอยู่ (เช่น นอกใจ) มันก็จะยังคงเป็นประสบการณ์ความรักที่เจ็บปวดอยู่ดีแหละครับ . แต่อย่างน้อย ความเจ็บปวดดังกล่าวก็จะไม่ได้เข้มข้นเท่ากับกรณีที่พวกเขาทั้งทำร้ายตัวเองด้วย และถูกแฟนเก่าทำร้ายควบคู่กันไปด้วย . ด้วยเหตุนี้ สำหรับใครก็ตามที่อยากจะมีความรักครั้งใหม่ แต่รู้สึกเข็ดขยาดเพราะความเจ็บปวดจากความรักครั้งก่อน ทางออกที่เหมาะสมอาจจะไม่ใช่การ “หันหลัง” ให้กับความรักก็ได้ครับ . บางที ทางออกที่เหมาะสมคือการทำงานกับตัวเองเพื่อให้มั่นใจได้ว่า หากเรามีความรักครั้งใหม่ เราจะไม่ทำร้ายตัวเองเหมือนในอดีตอีก . เพราะหากเราทำงานกับตัวเองในจุดนี้ได้สำเร็จ ต่อให้แฟนของเราจะทำร้ายเราในอนาคต เราก็จะไม่เจ็บเจียนตายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1991-98431-000 https://psycnet.apa.org/record/1996-98930-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0065-2601(06)38006-9 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนอยู่ในความรักความสัมพันธ์ที่ “ไม่ตอบโจทย์” พวกเขา . แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังเลือกที่จะอยู่ในความสัมพันธ์นี้ต่ออยู่ดี . อะไรที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจแบบนี้? . . . # 1 . พวกเขารู้สึกว่าตัวเองได้ “ลงทุน” กับความสัมพันธ์นี้มาเยอะแล้ว - ไม่ว่าจะ “ลงทุน” ในด้านเวลา พลังงาน การเงิน ลูก ฯลฯ . ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมองว่า หากพวกเขาเลือกที่จะ “ไม่ไปต่อ” กับความสัมพันธ์นี้ มันก็เท่ากับว่าสิ่งที่พวกเขาได้ “ลงทุน” ไปนั้นมันเสียเปล่า . # 2 . พวกเขามองว่า ต่อให้ความสัมพันธ์ ณ ปัจจุบันจะ “ไม่ตอบโจทย์” แต่พวกเขาก็มองไม่เห็นตัวเลือกอื่น (เช่น ความสัมพันธ์อื่น การอยู่เป็นโสด) ที่ดีกว่านี้ได้ . # 3 . พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจใน “ตัวตน” ของตัวเอง…ว่าเป็นคนที่มีความพยายาม เป็นคนที่ “สู้จนถึงที่สุด” . ฉะนั้น หากพวกเขาเลือกที่จะ “ไม่ไปต่อ” กับความสัมพันธ์นี้ มันเท่ากับว่าพวกเขากำลัง “ทรยศตัวเอง” และทำให้สิ่งที่พวกเขาภูมิใจต้อง “แปดเปื้อน” . # 4 . พวกเขายังคงมีความหวังว่า ความสัมพันธ์ที่พวกเขามีอยู่นี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคต (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากในอดีตที่ผ่านมา มันมีบางจังหวะที่ความสัมพันธ์ “ดูดี” ขึ้นมาบ้าง) . # 5 . พวกเขารู้สึกหมดหวัง . พวกเขามองว่า ไม่ว่าพวกเขาจะ “ไปต่อ” กับความสัมพันธ์ปัจจุบันหรือ “ไม่ไปต่อ” กับความสัมพันธ์ปัจจุบัน พวกเขาก็จะไม่มีวันทำให้อะไรๆเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดีขึ้นได้ . # 6 . พวกเขาถูกแรงกดดันจากสังคมรอบตัวให้ “ไปต่อ” กับความสัมพันธ์ปัจจุบัน . . . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่ “ไม่ตอบโจทย์” ได้มากขึ้นนะครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น (เช่น เราลดน้ำหนัก เราเลิกสูบบุหรี่ เราทำธุรกิจส่วนตัว เราเก็บเงินส่งตัวเองเรียน) เราอาจจะคาดหวังให้ทุกๆคนในชีวิตร่วมยินดีไปกับการเปลี่ยนแปลงนั้น . ซึ่งเราก็จะพบว่า หลายคนก็พร้อมที่จะยินดีไปกับเรานะครับ . แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะพบว่า บางคนกลับ “ทิ้งระยะห่าง” กับเรามากขึ้น หรือแม้กระทั่งแสดงท่าที “ต่อต้าน” ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเสียด้วย! . เกิดอะไรขึ้นกับคนกลุ่มหลังนี้? ทำไมพวกเขาจึงมีปฏิกิริยาที่ดู “ไม่เป็นมิตร” กับเราได้? . . . # 1 . เวลาที่พวกเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา มันอาจกระตุ้นให้พวกเขานึกถึงความเปลี่ยนแปลงดีๆที่สามารถเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขาได้ (แต่พวกเขายังไม่ได้ลงมือทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ) . ยกตัวอย่างเช่น . การที่เรา “ไล่ตามความฝัน” ของเราด้วยการเปิดร้านกาแฟเล็กๆของเราเอง อาจทำให้เพื่อนสนิทของเรานึกถึง “ความฝัน” ของเขาที่อยากเขียนหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม (แต่มันเป็น “ความฝัน” ที่เพื่อนสนิทยังไม่ได้ลงมือทำจริงๆจังๆ) . ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เพื่อนสนิทเห็นร้านกาแฟของเรา เพื่อนสนิทอาจจะรู้สึกผิดหวังกับตัวเองอยู่ในใจ . ในที่สุดแล้ว เพื่อเป็นการ “เซฟใจ” ของตัวเพื่อนสนิทเอง เขาก็เลยตัดสินใจว่า เขาจะไม่มาพบปะพูดคุยกับเราเหมือนเดิมอีกแล้ว . เป็นต้น . # 2 . การเปลี่ยนแปลงของเราอาจทำให้เราไม่ได้เป็น “พวกเดียวกัน” กับพวกเขาอีกต่อไป . ยกตัวอย่างเช่น . ก่อนหน้านี้ เราอาจจะใช้เวลาทุกสัปดาห์สูบกัญชาอยู่ที่บ้านเพื่อน . พอเราเริ่มต้นเลิกสูบกัญชา นั่นจึงเท่ากับว่า เราไม่ได้เป็นสมาชิกของ “gang กัญชา” อีกต่อไป . มันจึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนกลุ่มนี้เกิดระยะห่างขึ้นมาได้ . เป็นต้น . # 3 . เมื่อเราเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต (เช่น เราลดน้ำหนักได้สำเร็จ) คนรอบตัวเราอาจจะมองว่า เราได้กลายเป็น “คนใหม่” ที่พวกเขาไม่รู้จักอีกต่อไป (เช่น นอกจากน้ำหนักเราจะเปลี่ยนแล้ว นิสัยเราก็เริ่มเปลี่ยนด้วย เราเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดมากกว่าเดิม กล้ากล่าวคำปฏิเสธจากที่เมื่อก่อนจะ “ไหลตามน้ำ” ไปหมด) . ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับคนรอบตัวจึงอาจจะเกิดความอึดอัดใจหรือความตึงเครียดขึ้นมาได้ . # 4 . คนใกล้ตัวเราจำนวนหนึ่งอาจจะไม่อยากเห็นเราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น (เช่น ตอนนี้ เรามีงานทำ หลังจากที่เราว่างงานมานาน) พวกเขาอาจจะอยากให้เรายังเป็นตัวเราในเวอร์ชั่นที่ “ย่ำแย่” เหมือนเดิม (เช่น ว่างงานเหมือนเดิม) . พวกเขาทำแบบนี้…ไม่ใช่เพราะพวกเขามีเจตนาร้ายกับเราหรอกนะครับ แต่มันเป็นเพราะตัวพวกเขาเองก็อยู่ในสภาพที่ “ย่ำแย่” เหมือนกัน (เช่น ว่างงานเหมือนกัน) และพวกเขาอยากมี “เพื่อนร่วมทุกข์” นั่นเอง . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจปฏิกิริยาที่ “ติดลบ” ของบางคนในชีวิตท่าน (เวลาที่ชีวิตท่านเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น) ได้มากขึ้นนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/001872675400700202 https://psycnet.apa.org/record/1999-02942-001 https://doi.org/10.1177/0146167209352250 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.125.3.307 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167211400421 #จิตวิทยา #siamstr