โดยส่วนตัว ผมมองว่าความสุขในใจเรา
ก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนเมฆสีขาวบนท้องฟ้า
.
บางวัน ท้องฟ้าเราก็เต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาว
บางวัน ท้องฟ้าเราก็หาก้อนเมฆสีขาวไม่เจอแม้แต่ก้อนเดียว
.
และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ
ไม่ว่าเราจะพยายามขนาดไหน
เราก็ไม่สามารถควบคุมก้อนเมฆสีขาวบนท้องฟ้าได้
.
เราไม่สามารถสั่งใจตัวเองให้มีความสุขในทุกๆวันได้
.
นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้
ผมไม่เคยตั้งเป้าหมายว่า
“ฉันอยากมีชีวิตที่มีความสุข”
.
มันเป็นเป้าหมายที่ผมไม่สามารถควบคุมได้
.
ผมมองว่าทางเลือกที่ดีกว่า
การวิ่งไล่ตามก้อนเมฆความสุข
คือการโฟกัสที่การใช้ชีวิตให้มีคุณค่า
และการเป็นคนที่เราอยากจะเป็น
.
เพราะนี่คือเป้าหมายที่เราควบคุมได้มากกว่า
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
แทนที่เราจะวิ่งไล่ตามก้อนเมฆสีขาวบนท้องฟ้า
เราเอาเวลาและพลังงานดังกล่าว
มาใช้ในการสร้างบ้านที่เราอยากจะอยู่ดีกว่า
.
ถ้าวันไหนฟ้าโปร่งและ
เต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาว
นั่นก็ถือเป็นวันที่เราโชคดี
.
แต่ถ้าวันไหนที่ฟ้าครึ้ม
มีแต่ก้อนเมฆสีดำ
พายุเข้า ฝนตกหนัก
อย่างน้อย เราก็ไม่ได้ตัวเปล่า
.
อย่างน้อย
เราก็มีบ้านที่เราสร้างไว้
มาพักอาศัยหลบพายุฝนได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.brat.2005.06.006
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/17439760.2021.1897869
https://doi.org/10.1037/a0025299
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
โดยส่วนตัว ผมมองว่าความสุขในใจเรา
ก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนเมฆสีขาวบนท้องฟ้า
.
บางวัน ท้องฟ้าเราก็เต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาว
บางวัน ท้องฟ้าเราก็หาก้อนเมฆสีขาวไม่เจอแม้แต่ก้อนเดียว
.
และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ
ไม่ว่าเราจะพยายามขนาดไหน
เราก็ไม่สามารถควบคุมก้อนเมฆสีขาวบนท้องฟ้าได้
.
เราไม่สามารถสั่งใจตัวเองให้มีความสุขในทุกๆวันได้
.
นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้
ผมไม่เคยตั้งเป้าหมายว่า
“ฉันอยากมีชีวิตที่มีความสุข”
.
มันเป็นเป้าหมายที่ผมไม่สามารถควบคุมได้
.
ผมมองว่าทางเลือกที่ดีกว่า
การวิ่งไล่ตามก้อนเมฆความสุข
คือการโฟกัสที่การใช้ชีวิตให้มีคุณค่า
และการเป็นคนที่เราอยากจะเป็น
.
เพราะนี่คือเป้าหมายที่เราควบคุมได้มากกว่า
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
แทนที่เราจะวิ่งไล่ตามก้อนเมฆสีขาวบนท้องฟ้า
เราเอาเวลาและพลังงานดังกล่าว
มาใช้ในการสร้างบ้านที่เราอยากจะอยู่ดีกว่า
.
ถ้าวันไหนฟ้าโปร่งและ
เต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาว
นั่นก็ถือเป็นวันที่เราโชคดี
.
แต่ถ้าวันไหนที่ฟ้าครึ้ม
มีแต่ก้อนเมฆสีดำ
พายุเข้า ฝนตกหนัก
อย่างน้อย เราก็ไม่ได้ตัวเปล่า
.
อย่างน้อย
เราก็มีบ้านที่เราสร้างไว้
มาพักอาศัยหลบพายุฝนได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.brat.2005.06.006
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/17439760.2021.1897869
https://doi.org/10.1037/a0025299
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราตั้งใจทำอะไรบางอย่างมากๆ
(เช่น เตรียมตัวสอบ)
หลายครั้ง เราจะทุ่มเทให้
กับการทำสิ่งนั้นจนลืมวันลืมเวลา
(เช่น โต้รุ่งเตรียมตัวสอบจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน)
.
…กว่าเราจะรู้ตัวอีกที
เราก็ทำสิ่งๆนั้นสำเร็จไปเป็นที่เรียบร้อย
.
ตอนนั้นเองที่เราเริ่ม “อนุญาต” ให้ตัวเอง relax ได้
.
แต่ทันทีที่เรา relax เรากลับพบว่าตัวเองเจ็บป่วยขึ้นมาซะอย่างงั้น!
.
สำหรับกรณีแบบนี้
เคยสงสัยไหมครับว่า
มันเกิดอะไรขึ้น?
.
คำตอบ (ที่เป็นไปได้) ข้อหนึ่งก็คือ…
.
ในช่วงที่เราทุ่มเททำงานหนัก
จนลืมวันลืมเวลานั้น
เราอาจจะใช้งานร่างกาย
เกิน limit ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
.
แต่ที่ร่างกายเรายังไม่เจ็บป่วย ณ ตอนนั้น
เป็นเพราะว่าเรากำลัง “ฮึ้บ” อยู่
.
แต่พอเราทำงานเสร็จ
แรง “ฮึ้บ” ที่เคยปกปิดอาการเจ็บป่วยของร่างกาย
(ตอนที่เรากำลังทำงานอย่างทุ่มเท) ก็หายไป
.
…เราจึงดูเหมือนจะเจ็บป่วยขึ้นมาอย่างปุบปับนั่นเองครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1001/jama.298.14.1685
https://doi.org/10.1056/nejm199108293250903
https://doi.org/10.1210/edrv.21.1.0389
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่คนอื่นมีพฤติกรรมที่ “ล้ำเส้น” กับเรา
(เช่น ใช้คำพูดดูถูกเหยียดหยามเรา)
มันเป็นเรื่องปกติมากๆครับที่เราจะไม่ชอบ
.
แต่สำหรับหลายๆคน แม้พวกเขาจะไม่ชอบ
แต่พวกเขาจะพยายามโน้มน้าวตัวเอง
ไม่ให้รู้สึก “ติดลบ” กับคนที่ทำพฤติกรรม “ล้ำเส้น” ดังกล่าว
.
เพราะพวกเขามีความเชื่อว่า
หากพวกเขาคิดดีกับคนอื่น
คนอื่นก็จะคิดดีกลับคืนมา
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปครับ
.
มันเหมือนเวลาที่เรายื่นเงินให้แม่ค้าขายผลไม้
และเราคาดหวัง
ให้แม่ค้ายื่นผลไม้กลับมาให้เลยครับ
.
หากแม่ค้าคนนั้นคือแม่ค้าจริงๆ
เงินที่เราจ่ายไปจะแลกผลไม้กลับคืนมาได้
.
แต่ถ้าแม่ค้าคนนั้นไม่ใช่แม่ค้าล่ะ?
ถ้าแท้จริงแล้ว แม่ค้าคนนั้นคือมิจฉาชีพล่ะ?
.
สำหรับกรณีนี้
ไม่ว่าเราจะจ่ายเงินให้แม่ค้าเยอะเท่าไหร่
เราก็จะไม่มีวันได้รับผลไม้กลับคืนมา
.
อันที่จริง
ยิ่งเราจ่ายเงินให้แม่ค้าเยอะเท่าไหร่
เรายิ่ง “เสียเงินเปล่า” เยอะเท่านั้น!
.
เรื่องความสัมพันธ์ก็ไม่ต่างกันเลยครับ
.
สำหรับคนที่มีพฤติกรรม
“ล้ำเส้น” เราอย่างต่อเนื่องนั้น
ไม่ว่าเราจะพยายามโน้มน้าวตัวเอง
ให้ “คิดดี” กับเขาขนาดไหน
โอกาสที่เขาจะ “คิดดี”
(รวมไปถึง “ทำดี”) กับเรากลับคืน…
.
มันน้อยมากจริงๆครับ
.
…น้อยจนผมมองว่า มันอาจจะไม่คุ้มค่า
กับการที่เราต้องสละพลังงานมา
พยายามโน้มน้ามใจตัวเองให้ “คิดดี” กับเขา
.
ผมมองว่า แทนที่เราจะฝืนความรู้สึก
ที่ “ติดลบ” กับคนที่ “ล้ำเส้น” เรา
เราหันมายอมรับความรู้สึก “ติดลบ” ดังกล่าวดีกว่า
.
ผมไม่ได้กำลังเชียร์ให้เรา “ล้างแค้น”
หรือ “ทำแย่กลับคืน” ใส่คนเหล่านี้นะครับ
.
สิ่งที่ผมเชียร์คือการที่เราหยุดฝืนใจตัวเอง
และอ้าแขนต้อนรับความรู้สึก “ติดลบ” ในใจเรา
โดยที่ไม่จำเป็นต้องโน้มน้าวใจตัวเองให้ “เป็นบวก”
.
อย่าจ่ายเงินให้ “แม่ค้ามิจฉาชีพ” เพิ่มไปมากกว่านี้เลยครับ
อ้างอิง
The Norm of Reciprocity: A Preliminary Statement on JSTOR
Alvin W. Gouldner, The Norm of Reciprocity: A Preliminary Statement, American Sociological Review, Vol. 25, No. 2 (Apr., 1960), pp. 161-178

Psychiatry and Clinical Psychopharmacology
Experiential Avoidance Process Model: A Review of the Mechanism for the Generation and Maintenance of Avoidance Behavior
Experiential avoidance refers to a phenomenon in which individuals exhibit an unwillingness to engage with certain personal experiences, including ...
สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่หลายคนอยากจะเห็น
คือการได้เห็นลูกตัวเองเป็นพ่อคนแม่คน
.
พวกเขาอยากจะเป็นปู่ย่าตายาย
และอยากจะเห็นหลานเยอะๆ
.
เพราะพวกเขารู้จากประสบการณ์ของตัวเอง
ว่าการเป็นพ่อคนแม่คนมันมีความสุขมากขนาดไหน
.
…พวกเขาจึงอยากให้ลูกได้สัมผัสกับความสุขแบบนั้นบ้าง
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ที่พวกเขาผลักดันให้ลูกมีลูกนี้
มันเกิดขึ้นเพราะพวกเขาหวังดีกับลูก
.
อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องนี้
ความหวังดีอาจไม่ได้
นำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปครับ
.
เพราะผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
เวลาที่เรามีลูกมากกว่าที่เราต้องการ
(เช่น ใจอยากมีลูก 1 คน แต่มีลูก 2 คน)
การมีลูกจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากเท่าไหร่นัก
.
เพราะนั่นหมายความว่า
เรากำลังแบกรับความรับผิดชอบ
มากเกินกว่าที่เราคาดหวังไว้
.
มันเหมือนกับเวลาที่เราทำงานเลยครับ
.
ต่อให้เนื้องานที่เราทำจะเป็น
เนื้องานที่เราชื่นชอบแค่ไหน
แต่หากเราต้องแบกรับหน้าที่
ในการทำงานดังกล่าวมากกว่า
ที่เราคาดหวังไว้ตั้งแต่แรก
.
(เช่น ตอนสัมภาษณ์งาน
เราเข้าใจว่าเราจะทำงานวันละ 8 ชั่วโมง
แต่พอถึงเวลาจริงๆ เราทำงานวันละ 12 ชั่วโมง)
.
…เราก็อาจจะไม่ได้ happy กับงานที่เราทำนั้นได้
(ต่อให้มันจะเป็นงานที่เราชื่นชอบก็ตาม)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขอนำเสนอว่า
หากต้องการให้คนที่เรารักได้มีโอกาส
สัมผัสกับความสุขของการเป็นพ่อแม่อย่างเต็มที่ล่ะก็
เราอย่าไปบีบให้เขามีลูกมากกว่าที่เจ้าตัวเขาสะดวกใจเลยครับ
.
ไม่อย่างนั้น ความหวังดีของเรา
จะกลายเป็นการสร้างความทุกข์ใจให้เขาได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1086/688892

SpringerLink
Does the number of children matter to the happiness of their parents? - The Journal of Chinese Sociology
As the population in China ages, providing care for the elderly in rural China has become an unprecedented challenge. This paper studies how fertil...

Pew Research Center
Parenthood and happiness: It’s more complicated than you think
Social science research offers a more complicated view of the relationship between being a parent and being happy.
หลายคนรู้สึกผิดหวัง เจ็บปวด
และไม่พอใจกับตัวเองอย่างรุนแรง
เวลาที่พวกเขาทำอะไรบางอย่างไม่สำเร็จ
.
ยกตัวอย่างเช่น
นำเสนอสินค้าและลูกค้าไม่ซื้อ
สมัครงานและถูกปฏิเสธ
สอบไม่ติดคณะสาขาที่หวังไว้
เป็นต้น
.
เพราะอะไร?
.
เพราะเวลาที่ลูกค้าไม่ซื้อสินค้าที่นำเสนอ
พวกเขาไม่ได้มองว่ามันคือการที่ลูกค้าไม่ซื้อสินค้าที่นำเสนอ
.
เพราะเวลาที่พวกเขาถูกปฏิเสธตอนสมัครงาน
พวกเขาไม่ได้มองว่ามันคือการถูกปฏิเสธในการสมัครงาน
.
เพราะเวลาที่พวกเขาสอบไม่ติด
พวกเขาไม่ได้มองว่ามันคือการสอบไม่ติด
.
…แต่พวกเขาจะมองว่านี่คือ “หลักฐาน”
ที่ยืนยันว่าพวกเขาเป็น loser เป็นคนขี้แพ้
เป็นคนที่ไม่มีวันประสบความสำเร็จได้อีกด้วย
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ความทุกข์ใจของพวกเขาเข้มข้นเป็นพิเศษ
.
เพราะเหตุการณ์ “ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า”
“ถูกปฏิเสธสมัครงาน” “สอบไม่ติด”
มันเป็นเพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้ง
.
แต่การตีตราว่าตัวเอง “loser”
“ขี้แพ้” “ไม่มีวันสำเร็จ”
มันคือการฟันธงตัวเองทั้งชีวิต
.
ดังนั้น หากเราสามารถเรียนรู้
ที่จะมองว่าการที่ “ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า”
เป็นเพียงแค่การที่ “ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า”
(โดยที่ไม่ตีตราตัวเองเพิ่มเติมว่า “loser”) ได้ล่ะก็
.
เราอาจจะยังคงรู้สึกทุกข์ใจอยู่ก็จริง
แต่มันจะไม่ใช่ความทุกข์ใจที่เข้มข้น
ทรมานเท่ากับกรณีที่เราตีตราตัวเอง
ว่า “loser” เพิ่มเติมแน่นอนครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1976-28303-000
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนรู้สึกลังเลที่จะมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา
เพราะพวกเขากังวลว่า นักจิตวิทยา
จะพยายามบีบบังคับให้พวกเขาต้องเปิดเผย
เรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่พวกเขาไม่อยากที่จะเปิดเผย
…บีบบังคับด้วยการใช้เหตุผลทำนองว่า
“มันจำเป็นต่อกระบวนการในการพูดคุยกัน”
และเมื่อเผชิญหน้ากับเหตุผลในลักษณะนี้
พวกเขาก็จะพบว่าตัวเอง “ปฏิเสธไม่ออก”
และต้องยอม “ไหลตามน้ำ” ไปอย่างไม่เต็มใจ
ผมอยากใช้โอกาสตรงนี้เพื่อให้ความมั่นใจ
กับทุกๆคนที่มีความกังวลในเรื่องนี้อยู่ในใจว่า…
“ถ้าเรารู้สึกไม่พร้อมที่จะบอกเล่า
เรื่องราวบางอย่างให้นักจิตวิทยาล่ะก็
เราสามารถบอกนักจิตวิทยาตรงๆได้เลยครับ
แน่นอนครับ หากเราสามารถบอกเล่า
เรื่องราวดังกล่าวให้นักจิตวิทยาฟังได้
มันอาจช่วยให้นักจิตวิทยาทำงานกับเราได้ง่ายขึ้นก็จริง
แต่ต่อให้เราจะไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวนั้น
นักจิตวิทยาก็ยังสามารถทำงานกับเราได้อยู่ดี”
ผมอาจจะไม่สามารถพูดแทนนักจิตวิทยาคนอื่นๆได้
แต่ผมสามารถบอกได้เลยครับว่า
หากวันนี้มีผู้รับบริการมาบอกผมว่า
เขาไม่พร้อมที่จะแชร์เรื่องราวส่วนตัวเรื่องไหนก็ตาม
ผมจะเคารพเขาและจะไม่ซักไซ้ไล่เลียง
หรือ “หลอกล่อ” ให้เขาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวเพิ่มเติม
…เว้นแต่เจ้าตัวเขารู้สึกพร้อมที่จะแชร์เท่านั้น
นี่คือสิ่งที่ผม (รวมไปถึงนักจิตวิทยาหลายคนที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัว) จะทำครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0085885
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนเชื่อว่าตัวเองเป็นคนที่ “ไม่ได้เรื่อง”
.
เพราะพวกเขาถูก “ผู้ใหญ่” ในชีวิต
(เช่น พ่อแม่ ครู หัวหน้า) ชิ้นิ้วทุกครั้ง
ที่พวกเขาทำผิดพลาดมาโดยตลอด
.
ไม่ว่าสิ่งที่ผิดพลาดนั้นจะเป็น
การที่พวกเขาลืมปิดไฟในห้องนอน
การทำแบบฝึกหัดไม่ถูกต้อง
หรือการลืม cc อีเมลให้เจ้านายก็ตาม
.
พวกเขาฟังเสียงของ “ผู้ใหญ่”
พวกเขาให้คุณค่ากับเสียงของ “ผู้ใหญ่”
.
และในเมื่อสิ่งที่พวกเขาได้ยินจาก “ผู้ใหญ่”
ล้วนเต็มไปด้วยคำว่า “ไม่ได้เรื่อง”
มันจึงไม่แปลกเลยครับที่พวกเขา
จะมองว่าตัวเอง “ไม่ได้เรื่อง” ตามไปด้วย
.
คำถามก็คือ ผลการประเมินว่า “ไม่ได้เรื่อง” นั้น
เป็นผลการประเมินที่ “เป็นธรรม” หรือเปล่า?
.
ถ้าผลการประเมินจะ “เป็นธรรม” ได้
นอกจากผู้ประเมินจะต้องพิจารณากรณีที่ “ทำผิด” แล้ว
ผู้ประเมินก็ควรจะต้องพิจารณากรณีที่ “ทำถูก” ด้วย
.
มันเหมือนเวลาที่เราทำข้อสอบ
และยื่นข้อสอบให้คนตรวจเลยครับ
.
การตรวจข้อสอบจะ “เป็นธรรม”
ก็ต่อเมื่อมีการตรวจทุกๆข้อ
.
ทั้งข้อที่ “ทำผิด” และ “ทำถูก”
.
หากคนที่ตรวจข้อสอบ
เขาตรวจและให้คะแนน
เฉพาะข้อที่เรา “ทำผิด” อย่างเดียว
โดยที่มองข้ามข้อที่เรา “ทำถูก”
.
แน่นอนครับว่าผลคะแนนจะออกมา “ไม่ได้เรื่อง”
.
แต่ผลคะแนนที่ “ไม่ได้เรื่อง” นี้
มันสะท้อนความรู้ความสามารถ
ที่แท้จริงของเราหรือไม่?
.
ไม่มีทางครับ
.
และเราก็ไม่ควรให้คุณค่า
กับผลการประเมินที่ “คุณภาพต่ำ” นี้ด้วย
.
เช่นเดียวกันครับ
.
หากเราถูกคนอื่นประเมินอย่าง “ไม่เป็นธรรม”
หากเราถูกคนอื่นบอกว่าเรา “ไม่ได้เรื่อง”
.
เราก็ไม่จำเป็นต้องให้คุณค่า
และเชื่อในผลการประเมินนี้ครับ
อ้างอิง

SpringerLink
Breaking the vicious cycles of self-criticism: a qualitative study on the best practices of overcoming one’s inner critic - BMC Psychology
Despite continuous efforts to understand self-critical inner dialogues, little is known about the best practices people use to overcome their self-...
พวกเราทุกคนมีจมูกก็จริง
แต่บางคนจะ “จมูกไว” เป็นพิเศษ
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ
.
เช่นเดียวกันครับ
.
พวกเราทุกคนมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกันก็จริง
แต่พวกเราแต่ละคนจะ “ไว”
ต่ออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน
.
ลองนึกถึงความกังวลที่เกิดขึ้นในใจ
เวลาที่เราไปยืนพูดในที่สาธารณะดูสิครับ
.
บางคนรู้สึกกังวลมาก
จนใจเต้นแรงและ
หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
.
ในขณะที่บางคนรู้สึกกังวล
น้อยมากจนแทบจะ
ไม่เกิดแรงกระเพื่อมในใจเลย
.
ความแตกต่างนี้เป็นเรื่อง “ธรรมชาติ”
.
หากเราเป็นคนหนึ่งที่ “ไว”
ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
มากกว่าคนอื่นๆล่ะก็
บางครั้ง เราอาจมีมุมมอง
ต่อตัวเองในลักษณะ “ติดลบ”
.
เราอาจมองว่าตัวเอง “อ่อนแอ”
เราอาจมองว่าตัวเอง “ปัญหาเยอะ”
.
เราอาจจะไม่ชอบ
“ธรรมชาติ”
ของเราที่เป็นแบบนี้
.
เราอาจจะมีความคิด
อยากเปลี่ยน “ธรรมชาติ”
ของเราให้ต่างไปจากเดิม
.
แต่มันไม่ต่างอะไรกับ
กรณีของคนที่ “จมูกไว” เลยครับ
.
คนที่ “จมูกไว” ไม่สามารถ
เปลี่ยนเป็นคนที่ “จมูกธรรมดา” ได้ฉันใด
.
คนที่ “ไว” ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
ก็ไม่สามารถเปลี่ยน
“ธรรมชาติ” ของตัวเองในจุดนี้ได้ฉันนั้น
.
สิ่งที่เราทำได้คือการทำความเข้าใจ
“ธรรมชาติ” ของตัวเองและเรียนรู้
ที่จะอยู่กับมันให้ได้อย่างกลมกลืนครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0017376
https://doi.org/10.1037//0022-3514.73.2.345
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในคำพูดที่ทำให้คู่รัก
รู้สึกใจแป้วได้มากที่สุดคือคำว่า…
.
“เราห่างกันสักพักเถอะนะ”
.
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้
หลุดออกมาจากปากของแฟน
หลายคนจะตีความอย่างรวดเร็วว่า…
.
“แฟนของฉันกำลังบอกเลิก”
.
ส่งผลให้พวกเขาอาจพูดหรือ
ทำอะไรบางอย่างที่สร้าง
ความเสียหายรุนแรงในความสัมพันธ์ได้
.
(เช่น เผลอพูดประชดออกไปว่า
“งั้นก็เลิกกันไปเลยสิ!”
แม้ว่าในใจจะไม่ได้อยากเลิกกันก็ตาม)
.
แน่นอนครับว่า พอถึงจุดนี้
บางคนก็อาจจะไม่ได้สนใจกับ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์อีกต่อไป
.
เพราะพวกเขามองว่า
ความสัมพันธ์ดังกล่าวมันจบไปแล้ว
.
แต่ถ้าความสัมพันธ์ยังไม่ได้จบล่ะ?
.
ถ้าการ “ห่างกันสักพัก”
ไม่ได้แปลว่าการ “บอกเลิก” ล่ะ?
.
เพราะสำหรับบางคน
เวลาที่พวกเขาพูดว่า
“ห่างกันสักพัก”
.
…พวกเขาหมายความตามที่พูดจริงๆ
.
(เช่น พวกเขาต้องการเวลา
ที่จะได้อยู่กับตัวเองเงียบๆสักพัก
และหลังจากที่พวกเขาได้ “เต็มอิ่ม”
กับช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว
พวกเขาค่อยเดินเข้ามาหาแฟนทีหลัง)
.
เราจะเห็นได้ว่า หากเราด่วนตีความด้วยตัวเอง
เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยครับว่า
เจ้าตัวเขาหมายความ “ตรงตามอักษร” หรือเปล่า
.
ผมจึงอยากจะเชิญชวนว่า
ในสถานการณ์เช่นนี้
เราหยุดตีความและหันมา
พูดคุยสอบถามเจ้าตัวโดยตรงกันดีกว่าครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2004-00020-007
https://doi.org/10.1037//0022-006x.57.1.47
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่ความสัมพันธ์เกิด “รอยร้าว”
หลายคนตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบ ไม่สื่อสาร
.
เพราะพวกเขาไม่อยาก “พูดในสิ่งที่ผิด” ออกไป
และทำให้ “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์เลวร้ายไปกว่าเดิม
.
สถานการณ์แบบนี้…เป็นอะไรที่เข้าใจได้มากๆเลยครับ
.
แต่มันมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดการ
“ผัดวันประกันพรุ่ง” ในการสื่อสารไปเรื่อยๆ
.
เพราะการที่คนเราจะไม่ “พูดในสิ่งที่ผิด”
เลยแม้แต่ประโยคเดียวนั้น…มันเป็นไปได้ยาก
.
การรอให้มั่นใจก่อนว่าจะไม่ “พูดในสิ่งที่ผิด”
จึงมักจะนำมาสู่การรอต่อไปเรื่อยๆๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
.
มันจึงกลายเป็นว่า ถ้าเลือกที่จะรอ
ก็เสี่ยงที่จะรอไปเรื่อยๆจนไม่ได้พูด
ในทางกลับกัน ถ้าเลือกที่จะพูด
ก็เสี่ยงที่จะ “พูดในสิ่งที่ผิด” และ
ทำให้ความขัดแย้งเลวร้ายกว่าเดิม
.
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น
.
มันคือเรื่องที่ต้องมาพิจารณากันครับว่า
ระหว่างความเสี่ยงที่จะ “ไม่ได้พูด” กับ
ความเสี่ยงที่จะ “พูดในสิ่งที่ผิด” นั้น
อะไรคือสิ่งที่ส่งผลต่อ “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์มากกว่า
.
หลายคนอาจจะมองดูสถานการณ์เช่นนี้
และหวังอยากจะเห็นทางเลือกที่ “สวยงาม” กว่านี้
.
…ทางเลือกที่ไม่ต้องมีความเสี่ยง
.
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไม่ชอบทางเลือก
ที่มีให้เลือกแค่ไหน มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า
พวกเขามีทางเลือกให้เลือกเพียงแค่นี้
.
หากพวกเขายังคงพยายามควานหา
ทางเลือกที่ไม่มีความเสี่ยงใดใดต่อไปเรื่อยๆ
พวกเขาก็มีโอกาสที่จะเสียเวลา
และพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ได้
.
…ผมหวังว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณผู้อ่าน
ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทำนองนี้นะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.paid.2016.01.017
https://doi.org/10.1080/08824090903074381
https://doi.org/10.1111/j.1468-2958.2009.01355.x
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราอ่านหนังสือ
(หรือ post นี้ของเพจ)
พวกเราหลายคนจะยึดคติว่า
“ยิ่งอ่านได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น”
.
แต่การอ่านเร็ว…มันดีจริงๆหรือ?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
เวลาที่เราเน้น “ความเร็ว” ในการอ่าน
มันอาจจะช่วยให้เราเข้าใจ
เนื้อหาคร่าวๆของสิ่งที่เราอ่านก็จริง
.
แต่ถ้าหากเราต้องการทำความเข้าใจ
เนื้อหาที่มีความซับซ้อน
ถ้าเราต้องการที่จะ “ดื่มด่ำ”
กับสิ่งที่เราอ่าน (เช่น อ่านนิยาย)
.
…การอ่านแบบ “เน้นความเร็ว”
อาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก
.
เพราะถ้าเราจะอ่านและ
ทำความเข้าใจในเรื่องยากๆ
(หรือ “ดื่มด่ำ” กับสิ่งที่กำลังอ่าน) ได้จริงๆ…
.
บางประโยค เราอาจจะอ่านเร็วๆได้
แต่บางประโยค เราจะต้องค่อยๆอ่าน
.
…และสำหรับบางประโยค
เราจะต้องมีการย้อนกลับไปอ่านซ้ำ
.
ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยครับ
หากเราอ่านแบบเน้น “ความเร็ว”
.
เราจะเห็นได้เลยนะครับว่า
ในบางครั้ง
มันไม่สำคัญเท่าไหร่เลยครับว่า
เราจะอ่านได้เร็วแค่ไหน
.
แต่ในบางครั้ง สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า
เราเข้าใจสิ่งที่เราอ่านได้ลึกซึ้งแค่ไหนครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0036091
https://doi.org/10.31949/jell.v9i1.14037
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกๆความรักความสัมพันธ์
ล้วนแล้วแต่ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรค
.
สำหรับคู่รักบางคู่
พวกเขาไม่สามารถก้าวข้าม
ผ่านปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นได้
.
สำหรับคู่รักบางคู่
พวกเขาสามารถก้าวข้าม
ผ่านปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นได้
.
สำหรับคู่รักกลุ่มหลังนี้…
.
บางคู่สามารถอยู่ต่อด้วยกันอย่างมีความสุข
หลังจากที่ผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวได้
.
แต่บางคู่ก็ไม่สามารถอยู่ต่อ
ด้วยกันอย่างมีความสุขได้เช่นกัน
.
อะไรคือ “ความลับ” ที่ทำให้คู่รักบางคู่
สามารถมีความสุขด้วยกันต่อไปได้?
.
“ความลับ” ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ
คู่รักที่สามารถก้าวข้ามผ่านปัญหา
และอุปสรรคได้อย่างมีความสุขนั้น
คือคู่รักที่ไม่ “ปล่อยผ่าน” ช่วงเวลาดีๆภายในความสัมพันธ์
.
…ต่อให้มันจะเป็นช่วงเวลาดีๆที่ดู “เล็กน้อย”
(เช่น แวะร้านกาแฟร้านหนึ่งและพบว่า
รสชาติกาแฟร้านนี้ “ถูกปาก” ตัวเราและแฟนอย่างแรง) ก็ตาม
.
คู่รักที่ไม่ “ปล่อยผ่าน” ช่วงเวลาดีๆ
จะให้ความสนใจกับช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น
ดื่มด่ำกับช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น
หรือแม้กระทั่งขอบคุณช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น
.
…ส่งผลให้ช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น
ในความสัมพันธ์ของคู่รักเหล่านี้
ถูกจัดเก็บไว้ใน “ธนาคารความทรงจำ”
ของพวกเขาอย่างชัดเจนมากกว่า
(เมื่อเทียบกับกรณีที่คู่รัก “ปล่อยผ่าน” ช่วงเวลาดีๆเหล่านั้น)
.
ความทรงจำที่ดีที่อยู่ใน “ธนาคารความทรงจำ”
เหล่านี้จึงสามารถทำหน้าที่ “ดูดซับแรงกระแทก”
เวลาที่คู่รักเจอกับปัญหาและอุปสรรคนั่นเองครับ
อ้างอิง
Bryant, F. B., & Veroff, J. (2007). Savoring: A new model of positive experience. Lawrence Erlbaum Associates.
https://doi.org/10.1037/0022-3514.91.5.904
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกวันนี้ หลายคนพบว่า
ชีวิตของพวกเขาแต่ละวัน
มีแต่ความยุ่งเต็มไปหมด
.
เพราะสภาพแวดล้อม
ในชีวิตของพวกเขามีแต่
“สิ่งเรียกร้องความสนใจ” ทั้งสิ้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
notification ในมือถือที่ “เรียกร้อง”
ให้เราตอบข้อความไลน์
เป็นต้น
.
ดังนั้น พอพวกเขาใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ
พวกเขาก็จะพบว่า เผลอแป๊บเดียว
เวลาในแต่ละวันก็หมดไปเสียแล้ว
.
…แถมยังหมดไปโดยที่พวกเขา
ยัง “ไม่ได้ทำอะไร” ในวันนั้นเลยอีกด้วย!
.
ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นได้?
.
เพราะพวกเขาใช้เวลาหมดไปกับ
“สิ่งเรียกร้องความสนใจ”
.
แต่ “สิ่งเรียกร้องความสนใจ” เหล่านั้น
อาจจะไม่ใช่ “สิ่งที่สำคัญ” สำหรับพวกเขาเสมอไป
.
ฉะนั้น
หากเราไม่อยากให้เวลา
แต่ละวันหมดไปโดยที่
ยัง “ไม่ได้ทำอะไร” ล่ะก็…
.
เราต้องอย่าปล่อยให้
“สิ่งเรียกร้องความสนใจ”
ดูดเวลาของเราไปหมด
.
แต่เราต้องคำนึงถึง “สิ่งที่สำคัญ”
สำหรับเราที่เราอยากทำในแต่ละวัน
และทุ่มเทเวลาของเราให้กับสิ่งเหล่านั้นครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/xhp0000100
#จิตวิทยา #siamstr
“ฉันเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องเยอะ”
.
นี่คือประโยคที่หลายคน
ใช้ในการอธิบายตัวเอง
.
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนรู้สึกภาคภูมิใจ
ในความเป็น “คนง่ายๆ” นี้อีกด้วย
.
อย่างไรก็ตาม
ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรีๆ
.
การเป็น “คนง่ายๆ”
ในสายตาของคนอื่นนั้น
มันมี “ราคาที่ต้องจ่าย”
.
“ราคาที่ต้องจ่าย” นี้…มีอะไรบ้าง?
.
ประการแรก
.
ยิ่งเราถล้ำลึกในความเป็น “คนง่ายๆ”
สำหรับคนอื่นมากเท่าไหร่
เราก็จะยิ่งใส่ใจกับความรู้สึก
และความต้องการของคนอื่น
มากจนอาจทำให้เรา disconnect
กับความรู้สึกและความต้องการของตัวเองได้
(ในระยะยาว)
.
มันอาจจะทำให้เราตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง
และตอบตัวเองไม่ได้อีกแล้วว่า
ตัวเราต้องการอะไร…ก็เป็นได้!
.
ประการต่อมา
.
ยิ่งเราพยายามที่จะตอบโจทย์
ความต้องการของคนอื่นมากเท่าไหร่
คนอื่นก็ยิ่งรู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง”
ของเราน้อยลงเท่านั้น
.
มันทำให้ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่น
ยากที่จะเป็นความสัมพันธ์ที่ “แท้จริง” ได้
.
ประการที่สาม
.
ยิ่งเราเมินเฉยต่อความต้องการของตัวเอง
(เพราะเรามัวแต่โฟกัสที่ความต้องการของคนอื่น)
มันยิ่งเพิ่มโอกาสที่เราจะสะสม
ความขุ่นเคืองในใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ
.
และพอถึงจุดหนึ่ง ความขุ่นเคืองที่เราสะสมไว้
มันก็อาจจะ “ระเบิด” ออกมาอย่างไม่คาดคิด
กับคนอื่น (รวมถึงคนที่เรารัก) ได้
.
ประการสุดท้าย
.
ยิ่งคนอื่นมีภาพจำว่าเราเป็น “คนง่ายๆ” มากเท่าไหร่
คนอื่นก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะ “ต่อต้าน” ในวันที่เรา
ตัดสินใจที่จะโฟกัสความต้องการของเราเองมากขึ้นเท่านั้น
.
เหล่านี้คือตัวอย่างของ
“ราคาที่ต้องจ่าย” สำหรับ
การเป็น “คนง่ายๆ”
.
สำหรับบางคน
ราคาดังกล่าวถือว่า
“ไม่แพงเกินไป”
.
สำหรับคนกลุ่มนี้
พวกเขาก็คงเลือกที่จะ
continue กับการเป็น
“คนง่ายๆ” ต่อไปได้
อย่างไม่เป็นปัญหามากนัก
.
แต่สำหรับคนที่มองว่าราคาดังกล่าว
ถือว่า “แพงเกินไป” นั้น หากทุกวันนี้
พวกเขายังคงเป็น “คนง่ายๆ” ในสายตาคนอื่นอยู่ล่ะก็
.
…เห็นทีพวกเขาคงต้องเริ่มหยุดเป็น “คนง่ายๆ” แล้วครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1002/pchj.70016
https://doi.org/10.3390/encyclopedia5030095
#สุขภาพจิต #siamstr
หลายคนมองว่า
หากตัวเองได้ทำงานอยู่ที่ไหนนานๆ
(เช่น 15 ปีขึ้นไป)
พวกเขาก็จะไม่ย้ายงานอีกแล้ว
.
หรือถ้าพวกเขาจะย้ายงานจริงๆ
พวกเขาก็จะย้ายภายในอุตสาหกรรม
ที่พวกเขาทำงานอยู่เท่านั้น
.
เพราะพวกเขามองว่า
หากพวกเขาไปเริ่มต้น
ในอุตสาหกรรมใหม่
พวกเขาก็จะไม่มี “แต้มต่อ”
ที่จะช่วยให้พวกเขา
แข่งขันกับเด็กจบใหม่ได้
.
…ซึ่งมันก็จริงนะครับ
.
การ “เริ่มต้นใหม่”
และต้องต่อสู้กับเด็กจบใหม่
(รวมทั้งคนที่อยู่ในวงการมานาน)
มันไม่ใช่เรื่องง่าย
.
มันทำให้หลายคนฟันธง
ในใจอย่างรวดเร็วว่า
“ฉันทำไม่ได้หรอก”
.
พวกเขาก็เลยติดแหง็ก
อยู่กับงานที่พวกเขาทำอยู่
(แม้พวกเขาจะไม่ได้ชอบงานนั้นก็ตาม)
.
อย่างไรก็ตาม
ถ้าหากพวกเขา
ไม่ได้ด่วนสรุปว่า
“ทำไม่ได้” ล่ะ?
.
อย่างน้อย พวกเขาก็คงจะได้ลงมือ
“ทำการบ้าน” อย่างจริงจังก่อนว่า
การ “เริ่มต้นใหม่” ในอุตสาหกรรม
ที่พวกเขาต้องการนั้น พวกเขามี
โอกาสที่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน
.
หลังจากที่ได้ “ทำการบ้าน” แล้ว
พวกเขาอาจจะพบว่า การ “เริ่มต้นใหม่”
อาจไม่ได้ยากจนไกลเกินเอื้อม…ก็เป็นได้!
.
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ก็ถือว่าดีเลยนะครับ
ที่พวกเขาไม่ได้ด่วนสรุปว่า
“ทำไม่ได้” ไปก่อนหน้านี้
.
แต่ถ้าได้ลงมือ “ทำการบ้าน” ไป
และพบว่าการ “เริ่มต้นใหม่”
มันไกลเกินเอื้อมจริงๆขึ้นมาล่ะ?
.
ในกรณีแบบนี้ การใช้เวลา “ทำการบ้าน”
มันเป็นการเสียเวลาเปล่าใช่ไหม?
.
ผมไม่มองว่ามันคือการเสียเวลาเปล่าครับ
.
เพราะช่วงเวลาที่ “เสียเปล่า” ไปนั้น
มันช่วยให้พวกเขาได้ “รู้จริง” ว่า
การ “เริ่มต้นใหม่” มันไกลเกินเอื้อม
(ไม่ใช่แค่ “คิด” ว่าการ “เริ่มต้นใหม่” มันไกลเกินเอื้อม)
.
มันช่วยให้พวกเขาทำใจปล่อยมือ
จากเส้นทางชีวิตที่เกินเอื้อมนั้นได้ง่ายขึ้น
.
ยอมเสียเวลา “ทำการบ้าน” สักหน่อย
เพื่อแลกมากับใจที่สงบมากขึ้น
.
…ผมมองว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าดีนะครับ
อ้างอิง
SpringerLink
Frustration at Work: The Case for Subsidizing Career Switching - Journal of Business Ethics
Many individuals experience frustration with their work. In some cases, this is because an individual learns that the industry in which she finds h...
เวลาที่เราเริ่มต้นความรักครั้งใหม่
หลายคนจะนึกถึง “กฎ 3-3-3”
.
3 เดือนแรกของความสัมพันธ์คือช่วง promotion
.
ทุกอย่างดีไปหมด
ง่ายไปหมด
สวยงามไปหมด
.
3 เดือนต่อมาของความสัมพันธ์คือช่วงที่ “ความจริง” เริ่มปรากฏ
.
ความแตกต่างระหว่างกันและกัน
เริ่มโผล่มาให้เห็น
(ซึ่งมักจะตามมาด้วย
ความขัดแย้งระหว่างคู่รัก)
.
3 เดือนต่อมาของความสัมพันธ์คือช่วงเวลาตัดสินใจ
.
ตัดสินใจว่าจะยังอยาก “ไปต่อ”
กับความสัมพันธ์นี้หรือไม่
(หลังจากที่ได้รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง”
ของแฟนตัวเองมาพอสมควรแล้ว)
.
ในความเป็นจริง
“กฎ 3-3-3” อาจจะไม่ใช่
ตัวเลข 3 เดือนเป๊ะๆก็จริง
.
แต่มันเป็น framework
ที่มีประโยชน์ในการมองดู
ความรักครั้งใหม่
ได้พอสมควรเลยทีเดียว
.
อย่างน้อยที่สุด
หากคู่รักคุ้นเคยกับ “กฎ 3-3-3” อยู่บ้าง
การตัดสินใจที่จะ commit กันอย่างจริงจัง
(เช่น แต่งงาน มีลูก) ก่อนที่ความสัมพันธ์
จะถึงช่วงที่ “ความจริง” เริ่มปรากฏ
.
…ก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลง
.
ปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดจาก
การ “ด่วนตัดสินใจ” ก็จะน้อยลงตามไปด้วย
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า ต่อให้ “กฎ 3-3-3”
จะไม่ได้มีความเที่ยงตรงเท่าไหร่นัก
แต่มันก็ยังเป็นประโยชน์สำหรับคู่รักได้อยู่ดีครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.jretai.2010.06.003
https://doi.org/10.1006/jado.2001.0407
#สุขภาพจิต #siamstr
“เป้าหมายในชีวิตของฉันคือการมีความสุข”
.
นี่คือเป้าหมายของหลายๆคน
.
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่มุมหนึ่ง
นี่อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ดีเท่าไหร่นัก
.
เพราะเมื่อเราตั้งเป้าหมายเช่นนี้
สิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือ
การที่เราคอยเช็คตัวเองอยู่เรื่อยๆว่า
.
“ฉันมีความสุขหรือยัง?”
“ทำไมวันนี้ฉันยังไม่มีความสุขกัน?”
“คนอื่นเขาดูมีความสุขกว่าฉันทั้งนั้นเลยนะ”
ฯลฯ
.
มันทำให้ “ความสุข” กลายเป็น
สิ่งที่มาพร้อมกับ “ความกดดัน”
.
และในเมื่อเรามี “ความกดดัน” อยู่ในใจ
เราจะบรรลุเป้าหมาย
ในเรื่องการมี “ความสุข” ได้อย่างไร?
.
มันเหมือนกับเวลาที่เรานอนหลับเลยครับ
.
หากเราคิดอยู่ในใจเรื่อยๆว่า
“ฉันหลับหรือยัง?”
“ทำไมคืนนี้ฉันยังไม่ง่วงเสียที?”
“คนอื่นเขาหลับกันไปแล้วแต่ฉันยังตาค้างอยู่เลย”
ฯลฯ
.
…เราก็คงนอนหลับได้ยาก
.
ดังนั้น แทนที่เราจะตั้ง
เป้าหมายที่จะ “มีความสุข”
การตั้งเป้าหมายที่จะ
“มีชีวิตที่มีคุณค่า/ความหมาย”
อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
.
เพราะในระหว่างที่เรากำลังสร้างชีวิต
ให้ “มีคุณค่า/ความหมาย” อยู่นั้น
เชื่อได้เลยครับว่าเราจะพบกับ
“ความสุขระหว่างทาง” แน่นอนครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0038029
https://doi.org/10.1016/j.cobeha.2021.03.006

PubMed
Can seeking happiness make people unhappy? [corrected] Paradoxical effects of valuing happiness - PubMed
Happiness is a key ingredient of well-being. It is thus reasonable to expect that valuing happiness will have beneficial outcomes. We argue that th...
หลายคนมี
มุมมองความเชื่อ
ที่เหนียวแน่น
อยู่ในใจว่า…
.
“คนอื่นเก่งกว่าฉัน”
“คนอื่นเป็นที่รักมากกว่าฉัน”
“คนอื่นมีชีวิตที่ลงตัวกว่าฉัน”
ฯลฯ
.
มันเป็นมุมมองความเชื่อ
ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองด้อย
.
และเมื่อพวกเขารู้สึกว่าตัวเองด้อย
มันก็มีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเขา
ไม่กล้าใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่
.
ส่งผลให้พวกเขาพลาดโอกาส
ที่จะสร้างชีวิตของตัวเองให้เต็ม potential ได้
.
…มันน่าเสียดายเหมือนกันนะครับ
.
และมันจะยิ่งน่าเสียดาย
มากเข้าไปใหญ่ครับ
หากเราได้รู้ว่า จริงๆแล้ว
ไม่ใช่แค่เราคนเดียว
ที่มองว่าคนอื่น “เหนือกว่า”
.
คนอื่นๆก็มองว่าคนอื่น “เหนือกว่า” ด้วย!
.
มันคือสถานการณ์ที่ต่างคน
ต่างมองกันและกันว่า “เหนือกว่า”
.
ซึ่งก็หมายความว่า
จริงๆแล้ว อาจไม่ได้มีใคร
ที่ “เหนือกว่า” กันเลย!
.
…มีแค่มุมมองที่หลายคน
มองตัวเองอย่างใจร้ายเท่านั้น
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า
เราอย่าปล่อยให้มุมมองความเชื่อ
(ว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น)
มา limit ชีวิตของเรากันดีกว่าครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/10463283.2022.2161043
https://doi.org/10.1016/j.chb.2024.108231
https://doi.org/10.1002/hbm.23854
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในกิจกรรม
ที่หลายคนชอบทำมากที่สุด
คือการดูนก
.
หลายคนอาจจะไม่ได้
ชื่นชอบกิจกรรมนี้ก็จริง
แต่มันเป็นกิจกรรมที่
“ดีต่อสมอง”
ของเราไม่น้อยเลยครับ
.
นั่นเป็นเพราะว่า…
.
.
.
# 1
.
เวลาที่เราดูนก เราจะต้องคอยสังเกต
การเคลื่อนไหว สี และเสียงอยู่ตลอดเวลา
(ต่อให้มันจะเป็นการเคลื่อนไหว สี หรือเสียงที่ “เล็กน้อย” ก็ตาม)
.
มันจึงช่วยให้เรามีสมาธิที่ “คม” มากขึ้น
.
# 2
.
ผลการศึกษาพบว่า
คนที่ใช้เวลาในการดูนกมากๆ
จะมีสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
“การมองเห็น” ที่แตกต่างจากคนอื่นๆ
.
# 3
.
เวลาที่เราดูนก เราจะต้องมีการระบุว่า
นกที่เรากำลังดูอยู่นั้นมันคือนกอะไร
.
ดังนั้น ยิ่งเราดูนกบ่อยๆ
มันก็จะยิ่งฝึกให้สมองเรา
ประมวลข้อมูลได้เร็วมากขึ้น
.
แถมยังสามารถลดความเสี่ยง
ในด้านปัญหาทางสมอง
(เช่น อัลไซเมอร์) อีกด้วย
.
# 4
.
ผลการศึกษาพบว่า
เวลาที่เราใช้เวลาอยู่ใน
“พื้นที่ธรรมชาติ”
มันจะสามารถช่วยลด
ความเครียดของเราลงได้
.
ดังนั้น กิจกรรมดูนก
จึงถือเป็นหนึ่งกิจกรรม
ที่ “ดีต่อใจ” อย่างชัดเจน
.
.
.
เราจะเห็นได้ว่า
การดูนกเป็นกิจกรรมที่เรียบง่ายก็จริง
แต่มันก็เป็นประโยชน์กับเราได้ไม่น้อยเลยล่ะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2024.102306
https://doi.org/10.1523/JNEUROSCI.1307-25.2026
https://doi.org/10.1038/s41598-024-78508-x
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราพูดคุยกันในเรื่องการเมือง
บทสนทนาที่เกิดขึ้นมักจะ
เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้น
.
มันยากมากๆที่จะพูดคุยกัน
ในเรื่องนี้ด้วยใจที่สงบนิ่งได้
.
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
.
เพราะเวลาที่เรามองเรื่องการเมือง
เรามีแนวโน้มที่จะมองด้วย
สายตาที่จัดกลุ่ม “พวกเขา/พวกเรา”
.
…คล้ายกับเวลาที่เราดูกีฬา
ที่เราก็จะมี “ทีมเขา/ทีมเรา” เลยครับ
.
แต่ความแตกต่างระหว่างการเมืองและกีฬาก็คือ
เรื่องกีฬาไม่ได้ให้ sense ของ
ความ “ถูก/ผิด” เหมือนกับเรื่องการเมือง
.
ฉะนั้น
หากเราเชียร์ทีมฟุตบอล
คนละทีมกับคนที่กำลังพูดคุยด้วย
มันก็จะเป็นเพียงแค่เรื่องของ
ความชอบที่แตกต่างเท่านั้น
.
แต่ถ้าเรา vote พรรคการเมือง
คนละขั้วกับคนที่เรากำลังคุยด้วย
มันจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ
ความแตกต่างธรรมดาๆอีกแล้ว
.
มันอาจจะนำมาสู่มุมมองในลักษณะที่ว่า…
.
“สิ่งที่ฉันทำคือสิ่งที่ถูกต้อง
สิ่งที่เธอทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
.
มันคือมุมมองที่เอื้อต่อการเกิด
ความขัดแย้งในบทสนทนาได้อย่างง่ายดาย
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การพูดคุย
เรื่องการเมืองถือเป็นเรื่องที่ “สุ่มเสี่ยง”
ต่อการปะทะภายในความสัมพันธ์ได้
.
…เว้นเสียแต่ว่า เราจะพูดคุยด้วยท่าที
ที่ “อยากเข้าใจ” มากกว่า “อยากเอาชนะ” ครับ
อ้างอิง

Cambridge Core
Ideology, motivated reasoning, and cognitive reflection | Judgment and Decision Making | Cambridge Core
Ideology, motivated reasoning, and cognitive reflection - Volume 8 Issue 4

Cambridge Core
Identity-protective reasoning: an epistemic and political defense | Episteme | Cambridge Core
Identity-protective reasoning: an epistemic and political defense - Volume 22 Issue 3