เวลาที่เราพูดถึงแรงบันดาลใจ
หลายคนจะนึกถึงการวาดภาพความฝัน
ที่พวกเขาอยากจะทำให้เป็นจริง
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองแต่งงานและมีครอบครัวที่น่ารัก
ภาพที่ตัวเองเติบโตในหน้าที่การงานจนอยู่ในบอร์ดบริหาร
ภาพที่ตัวเองได้เดินทางรอบโลก
เป็นต้น
.
พวกเขาจะโฟกัสกับภาพความฝันนั้นและใช้มันเป็นแรงผลักดัน
.
พวกเขาหวังว่าภาพความฝันที่สวยงามนี้
จะมีพลังเพียงพอในการกระตุ้นให้ตัวเอง
ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อใทำฝันให้เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด
.
แต่ประสบการณ์ของหลายคนแสดงให้เห็นว่า
แม้ภาพความฝันจะมีพลังอยู่ไม่น้อย
แต่พลังที่ว่านี้ยังมีไม่มากพอสำหรับพวกเขาจริงๆ
.
พวกเขาจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมา “เสริมพลัง”
นอกจากภาพความฝันที่สวยงาม
.
แล้วสิ่งอื่นที่ว่านี้…คืออะไร?
.
สำหรับหลายๆคน มันคือภาพของชีวิตตัวเอง
หากพวกเขาทำฝันนั้นเป็นจริงไม่สำเร็จครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองไม่มีชีวิตครอบครัวในแบบที่วาดฝันไว้
ภาพที่ตัวเองล้มเหลวในหน้าที่การงาน
ภาพที่ตัวเองไม่ได้เดินทางไปที่ไหน
เป็นต้น
.
ถ้าภาพความฝันอันสวยงามทำหน้าที่
เป็น “สวรรค์” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งไล่ตาม”
ภาพในตัวอย่างข้างต้นนี้ก็จะทำหน้าที่
เป็น “นรก” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งหนีให้พ้น”
.
อันที่จริง หลายคนพบว่า
ภาพ “นรก” ของพวกเขานั้น
สามารถสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา
active ในแต่ละวันได้มากกว่า
เมื่อเทียบกับภาพ “สวรรค์” เสียอีก!
.
ฉะนั้น สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหา
แรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็
.
นอกจากเราจะค้นพบแรงบันดาลใจได้จากความสำเร็จแล้ว
ความล้มเหลวก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งแรงบันดาลใจชั้นดีอีกด้วยครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fnhum.2020.00287

SpringerLink
How the threat of losses makes people explore more than the promise of gains - Psychonomic Bulletin & Review
Until recently, loss aversion has been inferred exclusively from choice asymmetries in the loss and gain domains. This study examines the impact of...
พวกเราหลายคนมีความเชื่อบางอย่าง
ที่พวกเรายึดถือในการใช้ชีวิต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี”
“ฉันเป็นคนไม่มีค่า”
เป็นต้น
.
การมีความเชื่อให้เรายึดถือ
อาจช่วยให้เราไม่รู้สึกเคว้งคว้างก็จริง
.
แต่การยึดถือความเชื่ออย่างเหนียวแน่น
สามารถทำให้เรามี “จุดบอด” ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเรายึดถือความเชื่อที่ว่า
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
อย่างเหนียวแน่น
.
มันอาจทำให้เราไม่ยอมรับ
ส่วนที่ “เปราะบาง” ของตัวเอง
(เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด)
.
ซึ่งสามารถส่งผลให้เรา
connect กับคนอื่นได้ยากขึ้น
(เพราะคนอื่นก็จะไม่รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราได้)
.
หรือในกรณีที่เรายึดถือความเชื่อว่า
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี” อย่างเหนียวแน่น
.
มันก็สามารถทำให้เราประมาทและ
ขาดความระมัดระวังเวลาที่อยู่กับคนอื่น
.
ซึ่งอาจนำมาสู่อันตรายและ
ความเสียหายกับตัวเราได้
(เช่น ถูกคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนโกง)
.
เป็นต้น
.
ทั้งหมดนี้…ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า
เราไม่ควรมีความเชื่อใดใดเลย
หรือความเชื่อที่ผมยกตัวอย่าง
มาในข้างต้นเป็นความเชื่อที่ “ผิด” นะครับ
.
แต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ
ความเชื่อของเราก็ไม่ต่างอะไรกับ
“แว่นตา” ที่เราสวมใส่ครับ
.
หากเราไม่ต้องการให้ “แว่นตา” ของเรา
บดบังโลกที่เรามองเห็นโดยสมบูรณ์
เราก็ไม่ควรสวม “แว่นตา” ดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นเกินไป
(แม้มันจะเป็น “แว่นตา” ที่ “ถูกต้อง” ก็ตาม) ครับ
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราหวังดีกับใครสักคน
เราก็จะอยากให้ความช่วยเหลือกับเขา
.
แต่ในหลายๆครั้ง แม้เราจะหวังดีกับเขา
(และเขาก็รับรู้ถึงความหวังดีของเรา)
แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันกลับไม่ได้ “สวยงาม”
.
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น…กลายเป็นทั้งเรา (ที่เป็นฝ่ายช่วยเหลือ)
และเขา (ที่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือ) ต่างรู้สึกแย่ด้วยกันทั้งคู่
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเห็นว่าเพื่อนของเรากำลังทุกข์ใจ
ที่จับได้ว่าแฟนตัวเองนอกใจ (อีกแล้ว)
.
เราเป็นห่วงเพื่อน
เราหวังดีกับเพื่อน
.
เราก็เลยเดินเข้าไปหาเพื่อนและ
แนะนำให้เพื่อน “รีบๆเลิกกับมันซะ!”
.
แต่แทนที่เพื่อนจะเลิกกับแฟนทันที
เพื่อนกลับมีปากเสียงกับเรา ส่งผลให้ในที่สุด
เรากับเพื่อนทะเลาะกันยกใหญ่ซะอย่างงั้น
.
เป็นต้น
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้?
.
เวลาที่เราเห็นคนๆหนึ่งกำลังหิวข้าว
และเราเสนอตัวที่จะทำอาหารให้เขาทาน
.
ถ้าจะให้ดีที่สุด ก่อนที่เราจะลงมือทำอาหาร
เราควรถามเจ้าตัวเขาก่อนว่า เขาอยากทานอะไร
.
ไม่อย่างนั้น สมมติว่าเราทำกระเพราหมูสับให้คนๆนั้น
แต่เจ้าตัวเป็นชาวมุสลิมที่ไม่ทานเนื้อหมูขึ้นมา
อาหารที่เราลงแรงทำไปให้ (ด้วยความหวังดี) ก็จะ “เสียเปล่า” ได้
.
และยิ่งถ้าเราพยายาม “ยัดเยียด” กระเพราหมูสับ
เผลอๆ มันอาจจะจุดชนวนให้เราขัดแย้ง
กับคนที่เราอยากจะช่วยเหลืออีกด้วย!
.
การให้ความช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่ต่างกันเลยครับ
.
การมีความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์มันคือสิ่งที่สวยงามนะครับ
.
แต่ในหลายๆครั้ง
เพียงแค่ความหวังดีอย่างเดียว
มันไม่เพียงพอจริงๆครับ
.
ในหลายๆครั้ง
การเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรคือ
สิ่งที่ “ขาดไม่ได้” เลยครับ
.
ฉะนั้น หากเราจะย้อนกลับไปที่ตัวอย่างในข้างต้น
.
ผมมองว่า…
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราเป็นห่วงเพื่อน
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราไม่พอใจที่แฟนเพื่อนทำกับเพื่อนแบบนี้
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราอยากจะช่วย support เพื่อน
.
นอกจากนี้ ผมก็อยากจะเชียร์ให้
เราถามเพื่อนต่อไปด้วยครับว่า
.
ณ ตอนนี้ เพื่อนต้องการอะไร
มีอะไรที่เราพอจะทำเพื่อช่วย
support เพื่อนในขณะนี้ได้บ้าง
.
ผมมองว่า หากเราทำแบบนี้
มันน่าจะ “สวยงาม” ขึ้นเยอะเลยครับ
อ้างอิง

ในแต่ละวัน หลายคนจะเจอกับงาน
ที่ต่อคิวเรียงแถวให้พวกเขาเข้าไปทำเต็มไปหมด
.
ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลลูกค้า
การนำเสนองานกับเจ้านาย
การประเมินผลงานของลูกน้อง
ฯลฯ
.
งานบางอย่าง…เราใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียวก็ทำเสร็จแล้ว
(เช่น การจัดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย)
.
งานบางอย่าง…เราต้อง “ต่อสู้” กับมันอยู่นานกว่าจะเสร็จได้
(เช่น การพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด)
.
เมื่อต้องเลือกระหว่างงานประเภทแรกกับงานประเภทหลัง
หลายคนจะเลือกงานประเภทแรกโดยอัตโนมัติ
.
เพราะมันเป็นงานที่ “ทำแล้วรู้สึกดี”
.
ลองนึกภาพดูนะครับ
.
สมมติว่าวันนี้
เรามีงานต้องทำ 10 อย่าง
8 อย่างคืองานประเภทแรก
2 อย่างคืองานประเภทหลัง
.
ถ้าเราเลือกทำงานประเภทแรกก่อน
เราใช้เวลาและพลังงานเพียงนิดเดียว
ก็ทำให้งานของวันนี้เสร็จไปแล้วถึง 80%!
.
มันทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ productive
.
คำถามสำคัญก็คือ หากเราตัดสินใจแบบนี้
เราจะพูดว่าวันนี้คือวันที่ productive ได้จริงๆหรือ?
.
เราอาจจะทำงานประเภทแรกได้เสร็จเต็มไปหมด
แต่มันคืองานที่มี impact และความสำคัญมากน้อยเพียงใด?
.
ในหลายๆกรณี เราจะพบว่า
แม้งานประเภทแรกจะ “ทำเสร็จได้ง่าย”
แต่มันไม่ได้มีความสำคัญหรือมี impact เท่าไหร่นัก
.
อันที่จริง หลายๆครั้ง เราพบว่างานประเภทแรกบางอย่าง
(เช่น การจัดเรียงปากกาบนโต๊ะทำงานให้เรียงสีตามสายรุ้ง)
แทบจะไม่มี impact หรือความสำคัญเลยด้วยซ้ำ!
.
มันจึงกลายเป็นว่า เราจะดู busy แต่เราไม่ได้ productive
.
ถ้าเราต้องการให้วันทำงานของเรา productive จริงๆ
เราควรจะโฟกัสงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆ
แม้งานเหล่านี้อาจจะไม่ได้ “ทำเสร็จได้ง่าย” เท่าไหร่นักก็ตาม
.
แต่ก็นะครับ…ของแบบนี้มัน “พูดง่ายแต่ทำยาก”
.
เพราะธรรมชาติของงานที่มี
impact หรือความสำคัญสูงๆนั้น
มักจะไม่ค่อย “ทำแล้วรู้สึกดี” เท่าไหร่นัก
.
อย่างไรก็ตาม
มันมีเทคนิคที่จะช่วยให้งานเหล่านี้
“ทำแล้วรู้สึกดี” ได้อยู่เหมือนกันครับ
.
เทคนิคที่ว่านี้คือการหยิบงานดังกล่าว
มาหั่นออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆหลายๆขั้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเราจะพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด
.
ขั้นตอน # 1 เราต้องหาวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมก่อน
(ต้องเป็นช่วงวันเวลาที่ลูกน้องกับตัวเราสะดวก
และต้องเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสักหน่อย)
.
ขั้นตอน # 2 เราจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
.
ขั้นตอน # 3 เราจะพูดสะท้อนกลับไปให้ลูกน้องฟังว่า
ในความเข้าใจของเรานั้น เราเข้าใจว่าลูกน้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรอยู่
(เพื่อเป็นการเช็คว่าเราเข้าใจลูกน้องถูกต้องหรือไม่)
.
ขั้นตอน # 4 เราจะถามลูกน้องว่า ลูกน้องต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง
.
ขั้นตอน # 5 เราจะพิจารณาว่า สิ่งที่ลูกน้องต้องการให้เราช่วยนั้น มันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
.
ขั้นตอน # 6 สำหรับความช่วยเหลือที่เราสามารถมอบให้ลูกน้องได้นั้น
เราก็จะมอบให้ แต่สำหรับความช่วยเหลือที่เราไม่สามารถมอบให้ลูกน้องได้
เราก็จะบอกกับลูกน้องว่าเราช่วยไม่ได้ และชวนลูกน้องพูดคุยว่า
มีอะไรอย่างอื่นที่พอจะ “ทดแทน” ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ไม่ได้บ้างหรือเปล่า
.
เป็นต้น
.
การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆนี้
มันช่วยให้เรา “รู้สึกดี” ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
.
เพราะเดิมที เราต้องทำงานนั้นทั้งหมดเสียก่อน
มันถึงจะเรียกได้ว่า “ทำเสร็จ” ได้
แต่พอเราหยิบงานนั้นมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆแล้ว
เพียงแค่การทำขั้นตอน # 1 เสร็จ
เราก็พอจะเรียกว่าเรา “ทำเสร็จ” ได้แล้ว
.
นอกจากนี้ การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆ
มันยังช่วยให้รู้สึกว่าเรา “เอื้อมถึง” ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ
เห็นตัวเอง productive (ไม่ใช่แค่ busy) นะครับ
อ้างอิง
เมื่อเทียบกับ
ยุคสมัยของพ่อแม่
ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย
หรือยุคสมัยของทวด
.
ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้
มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ
.
การเดินทางของเราดีขึ้น
การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น
การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น
.
หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า
ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร
.
บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า
ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู
.
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
.
ต่อให้ชีวิตของเราจะมี
ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล
เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี
.
เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก
สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า
เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน
คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร
.
เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ
ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า
การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น
.
แต่สำหรับทุกวันนี้
การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น
สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า
การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน
.
ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน
(เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า
เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน)
ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้
.
เป็นต้น
.
หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้
มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ
.
เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข
มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ
“หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น
.
แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ
.
ลองนึกดูนะครับว่า
หากสมองเราไม่มีความสามารถ
ในการปรับตัวให้เข้ากับ
บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย
ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร
.
ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
.
แต่ในขณะเดียวกัน
หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
(เช่น รถที่เรากำลังขับ
ไม่สามารถเร่งความเร็ว
เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)
.
เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน
(เพราะสมองเรายังคงมองว่า
ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า
10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน
นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่)
.
และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ
take action อย่างเหมาะสม
(เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป
ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น)
ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้
(เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน)
.
ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ
.
และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ”
ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”
.
(กล่าวคือ ยังคงความสามารถ
ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต
โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป)
.
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ
การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ
“ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร
เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง
เป็นต้น
.
หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน
กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น
ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต
ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ
ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ
อ้างอิง
หลายคนจะรู้สึกผิด
เวลาที่พวกเขาเห็นว่าตัวเอง
กำลังรู้สึกอิจฉาคนอื่น
.
ยกตัวอย่างเช่น
อิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
อิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
อิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เป็นต้น
.
พวกเขารู้สึกผิดเพราะพวกเขามองว่า
ความรู้สึกอิจฉาในใจพวกเขานั้น
มันคือ “หลักฐาน” ว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองแบบนั้นครับ
.
ผมมองว่าความรู้สึกอิจฉาดังกล่าว
มันคือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า
ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
พวกเขาอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
เพราะการมีแฟนที่ดีคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
เพราะการได้รับการยอมรับจากครอบครัวคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
เป็นต้น
.
การที่เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา
(ผ่านความรู้สึกอิจฉา) ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เลยครับ
.
อันที่จริง นี่คือเรื่องดีด้วยซ้ำครับ
เพราะมันช่วย “ชี้นำ” ให้เรารู้ว่า
เราจะขยับชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหนดี
.
ยกตัวอย่างเช่น
ขยับตัวเองไปในทิศทางที่จะเจอแฟนดีๆ
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัว
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
เป็นต้น
.
สิ่งที่จะ “ฟันธง” ว่าเราเป็นคนแย่คือ
สิ่งที่เรา “ลงมือทำ “เพื่อให้ได้มา
ซึ่งสิ่งที่สำคัญนั้นมากกว่าครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
อยากได้แฟนดีๆ ก็เลยยุแยงให้เพื่อนเลิกกับแฟน
อยากได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ก็เลยใส่ร้ายป้ายสีน้อง
อยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็เลยเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้า
เป็นต้น
.
ฉะนั้น อย่ารู้สึกผิดที่เรามีความอิจฉาอยู่ในใจเลยครับ
.
ถ้าเราจะรู้สึกผิดจริงๆ ขอให้เรารู้สึกผิด
กับ “การกระทำ” ของเรา (มากกว่า “ความรู้สึก” ของเรา) ครับ
อ้างอิง

หลายคนไม่มีปัญหากับการรักคนอื่น
แต่พอเป็นเรื่องของการรักตัวเอง
.
…พวกเขากลับ “ไปไม่เป็น”
.
มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากรักตัวเองนะครับ
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจริงๆ
.
สำหรับกรณีเช่นนี้ ผมมองว่า “ก้าวแรก”
ของการเริ่มต้นรักตัวเองคือการสังเกตดู
ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่กับคนที่พวกเขารัก
(เช่น ลูก แฟน พี่น้อง พ่อแม่)
.
สังเกตและลองตั้งคำถามดูครับว่า
“ถ้ามองในสายตาของคนนอก
คนนอกเขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักคนๆนี้?”
.
หนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ…
.
แม้ในช่วงเวลาที่คนๆนี้
ทำตัว “ไม่น่ารัก” กับพวกเขา
แต่พวกเขาก็ยังคงรักคนๆนี้อยู่
.
และพวกเขาก็ไม่ได้รักคนๆนี้เพียงแค่ “ลมปาก” เท่านั้น
แต่พวกเขายังรักคนๆนี้ผ่าน “การกระทำ” ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
แม้ลูกจะใช้คำพูดตวาดเสียงดังใส่
แต่พอฝนเริ่มตกในนาทีต่อมา
พวกเขาก็ยังคงกางร่มบังฝนให้ลูกอยู่ดี
เป็นต้น
.
สำหรับคนที่อยากจะ “รักตัวเองให้เป็น”
แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ยังไง
.
การทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง (แม้เราจะมองว่าตัวเอง “ไม่คู่ควร” กับสิ่งดีๆเหล่านี้ก็ตาม) ถือเป็น “ก้าวแรก” ที่ไม่เลวเลยครับ
อ้างอิง

ทุกวันนี้ พ่อแม่หลายคนจะพูดแซวๆกันว่า
พวกเขาให้ tablet ช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับลูกของตัวเอง
.
(ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมี tablet
ทีวีก็ถือเป็น “พี่เลี้ยง” ประจำยุคสมัยนั้น)
.
แต่ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน
“พี่เลี้ยง” คนหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกของหลายๆบ้านมาตลอด
(แต่อาจจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยนัก) คือสัตว์เลี้ยงครับ
.
สัตว์เลี้ยงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เด็กๆ
ในด้านความสนุกสนานเท่านั้น
แต่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่อง…
.
การสอนให้เด็กๆมีความรับผิดชอบ
(เช่น ต้องให้อาหารในทุกๆวัน)
มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
(เช่น ต้อง “อ่านภาษากาย” ของสัตว์เลี้ยง
เพื่อจะได้รู้ว่าเขาไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณไหน)
แถมยังช่วยเด็กๆในด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย
(เช่น น้องหมาเดินมานอนหมอบใกล้ๆเวลารู้สึกเสียใจ)
.
ซึ่งในเรื่องของผลกระทบของสัตว์เลี้ยง
ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆนั้น
มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น
แต่มันยังสามารถส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เด็กที่กอดสัตว์เลี้ยงบ่อยๆจะ “ซึมซับ” ความรู้สึกปลอดภัย
ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
ส่งผลให้เขามี “ต้นทุนทางใจ” ที่ช่วยให้
การสานสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นไปได้ง่ายขึ้นในอนาคต
.
เด็กที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมา
และมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
เพราะเขาคุ้นชินกับการเข้าใจความรู้สึกและ
ความต้องการของสัตว์เลี้ยง (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้) มาเยอะ
ฉะนั้น พอเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
(ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดได้) มันยิ่งง่ายขึ้นที่เขาจะ
เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้
มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวจำนวนมากจะพูดกับลูกว่า
สัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น
แต่ยังเป็นเหมือนกับ “พี่” หรือ “น้อง” ของลูกอีกด้วยครับ
อ้างอิง
หลายคนกลัวที่จะรักใครสักคนอย่างเต็มที่
.
เพราะเมื่อพวกเขาทุ่มเทความรักอย่างเต็มที่
มันเปิดช่องให้พวกเขาเจ็บปวดได้เต็มที่เช่นกัน
.
พวกเขาต้องการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น
พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่รักใครแบบ “ใส่สุด” อีก
.
มันเป็นการตัดสินใจที่ “ปลอดภัย” นะครับ
แต่มันก็ทำให้พวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
.
และเมื่อพวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
ความสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะ “ไปรอด” น้อยลง
.
มันจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพวกเขาเข้าไปใหญ่ว่า
“นี่ไงล่ะ! ความรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะ!
ฉันยิ่งต้องปกป้องตัวเองให้เข้มเลยแหละ!”
.
มันทำให้พวกเขายิ่งไม่กล้ารักคนอื่นแบบ “ใส่สุด” มากขึ้น
พวกเขาจึง connect กับคนอื่นยากยิ่งกว่าเดิม
ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปรอด” ยากเข้าไปอีก
.
พวกเขาก็เลยยิ่งอยากปกป้องตัวเองเข้าไปใหญ่!
.
ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นเป็นวังวนความเจ็บปวด
(ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัว
พยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น)
.
“หนทาง” ที่จะออกจากวังวนนี้ได้คือ
การเลิกพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
และเริ่มต้น “ใส่สุด” กับความรักมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
.
จริงอยู่ครับว่าการตัดสินใจเช่นนี้
มันอาจทำให้เราเจ็บปวดได้
.
แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราสามารถ
connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่ด้วย
.
และถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะพบว่า
connection ที่เรามีกับคนอื่นนั้น
มัน “คุ้มค่า” กับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวด…ก็เป็นได้
.
ในทางกลับกัน
หากเราเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
นอกจากเราจะไม่สามารถทำได้แล้ว
เรายังโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกด้วย
.
เราอาจไม่มีสิทธิ์หลีกหนีจากความเจ็บปวดได้ก็จริง
แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะอ้าแขนต้อนรับความโดดเดี่ยวหรือไม่ครับ
อ้างอิง
เวลาที่หลายคนถูกคนอื่น “ล้ำเส้น”
(เช่น เอาเปรียบเรื่องการทำงาน
ใช้คำพูดล้อเลียนรูปร่างหน้าตา)
.
…พวกเขาไม่ชอบนะครับ
แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะ “โต้กลับ”
(เช่น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ถูกโยนมาให้
สื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับคำล้อเลียน)
.
เพราะพวกเขามองว่าการ “โต้กลับ” นั้น
มัน “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม”
.
แน่นอนครับว่า
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” นั้น
มันมีอยู่จริงและมันสามารถเกิดขึ้นได้
(เช่น “โต้กลับ” เมื่อถูกอีกฝ่ายโยนงาน
ให้เราทำด้วยการโยนงานเราให้อีกฝ่ายทำบ้าง
หรือการ “โต้กลับ” เมื่ออีกฝ่ายใช้คำล้อเลียนเรา
ด้วยการใช้คำด่าทอหยาบคายกลับไป)
.
แต่มันมีความแตกต่างระหว่าง
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” กับ
การ “โต้กลับ” แบบ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” อยู่ครับ
.
การ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” จะมุ่งเน้นให้อีกฝ่าย
หยุด “ล้ำเส้น” เรา (จากเดิมที่ “ล้ำเส้น” เรา)
ในขณะที่ถ้ามัน “รุนแรงเกินไป”
เราจะกลายเป็นคนที่ “ล้ำเส้น” อีกฝ่ายเสียเอง
.
นี่ถือเป็น “ไม้บรรทัด” ที่เราสามารถใช้วัดได้ว่า
เรากำลัง “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” หรือเปล่า
.
หากการ “โต้กลับ” ของเราไม่ได้จบลง
ที่ตัวเราไป “ล้ำเส้น” อีกฝ่าย
(เพียงแค่ให้อีกฝ่ายหยุด “ล้ำเส้น” เรา) ล่ะก็
ขอให้มั่นใจได้ในเบื้องต้นเลยครับว่า
สิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นมันไม่ได้
“รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” แน่นอนครับ
อ้างอิง

ผมเชื่อว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับ
เรื่อง “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นอย่างดี
.
มันคือเรื่องราวของพ่อแม่
ที่ตามใจลูกไปหมดทุกอย่าง
ส่งผลให้ลูก “เสียคน” ในท้ายที่สุด
.
“พ่อแม่รังแกฉัน” อาจจะเกี่ยวข้อง
กับการเลี้ยงลูกเป็นหลักก็จริง
แต่เราสามารถนำ “พ่อแม่รังแกฉัน”
มาต่อยอดในความสัมพันธ์อื่นๆได้ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
ในบริบทของการทำงาน หากเราเป็นหัวหน้าทีม
และเรารายล้อมไปด้วยคนที่ say yes กับเราไปหมด
(เหมือนพ่อแม่ที่ตามใจลูกไปหมด)
มันอาจส่งผลให้เรากลายเป็นหัวหน้าทีมที่แย่ได้
เป็นต้น
.
อีกหนึ่งแง่มุมที่ “พ่อแม่รังแกฉัน”
สามารถถูกนำมาต่อยอดได้
คือแง่มุมของการใช้ generative AI
(เช่น ChatGPT, Gemini) ในชีวิตของเราครับ
.
ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการหาข้อมูล
หรือเวลาที่เรามีปัญหาส่วนตัวและต้องการคำปรึกษา
หลายคนเริ่มหันมาใช้ AI กันมากขึ้น
.
ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ AI ก็คือ
มันมักจะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เราเสียเยอะ
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์
เดียวกันกับหัวหน้าที่รายล้อมไปด้วยคน
ที่พร้อมจะ say yes เต็มไปหมด (อย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น) นั่นเอง!
.
แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ “AI รังแกฉัน” นี้ยังไงดี?
.
หนึ่งในวิธีรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือ
ทุกครั้งที่เราคุยกับ AI ให้เรา “ทิ้งท้าย” การพูดคุย
ด้วยการป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
(หรือแม้กระทั่ง “ตั้งใจขยี้ช่องโหว่”)
ในทุกสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างตรงไปตรงมาครับ
.
สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้…อาจฟังดูน่ากลัวนะครับ
.
แต่ในที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะวิพากษ์วิจารณ์
“เนื้อหา” หนักขนาดไหน แต่นิสัย “ชอบอวย” ของ AI
ก็จะทำให้ AI เลือกใช้คำพูดที่ “ฟังง่าย” สำหรับเราอยู่ดี
.
อันที่จริง
หากจะเทียบกันระหว่าง “AI รังแกฉัน”
กับ “หัวหน้าที่เจอแต่คน say yes” ล่ะก็
สถานการณ์ “AI รังแกฉัน” ยังนับว่า
แก้ไขได้ง่ายกว่าพอสมควรเลยครับ
.
เพราะในกรณีของ AI นั้น
หากเราป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
เจ้า AI ก็จะวิพากษ์วิจารณ์
(อย่างมีศิลปะในการใช้คำพูด)
.
แต่ในกรณีของหัวหน้านั้น
ต่อให้หัวหน้าจะบอกให้คนรอบตัว
วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
คนรอบตัวก็ใช่ว่าจะยอมคล้อยตามเสมอไป
.
หรือแม้ว่าคนรอบตัวจะยอมคล้อย
พวกเขาก็ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์
ด้วยคำพูดที่ “ฟังง่าย” แบบ AI ได้!
.
ด้วยเหตุนี้
ผมจึงอยากเชิญชวนให้พวกเรา
หันมาป้องกันไม่ให้ “AI รังแก”
ด้วยการหมั่นป้อนคำสั่งให้ AI วิจารณ์
เราอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆครับ
อ้างอิง

พวกเราหลายคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น
พวกเราหลายคนอยากพักผ่อน
พวกเราหลายคนอยากให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย
.
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้
แบบเต็มปากเต็มคำว่า
ตัวเองมีความต้องการเหล่านี้
.
เพราะอะไร?
.
เพราะหลายคนตัดสินตัวเอง
พวกเขามองว่าความต้องการเหล่านี้
มัน “ไม่เหมาะสม” “ฟังดูเด็กน้อย” ฯลฯ
.
พวกเขาพยายามออกคำสั่งให้ใจตัวเองหยุดต้องการสิ่งเหล่านี้
.
และเมื่อพวกเขาพบว่า
พวกเขาไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้
พวกเขาก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความต้องการเหล่านั้น
.
นี่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ครับ
.
เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเมินเฉย
ต่อความต้องการตัวเองขนาดไหน
แต่ในที่สุดแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ไม่ได้หายไป
.
อันที่จริง ยิ่งพวกเขาไม่สนใจ
ความต้องการตัวเองมากเท่าไหร่
ความต้องการนั้นก็จะยิ่งพยายาม
“แสดงตัว” ออกมาในรูปแบบต่างๆ
(เช่น รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเคว้งคว้าง) มากเท่านั้น
.
การ “แสดงตัว” ในช่วงแรกอาจจะ
ออกมาในรูปแบบที่ “เบา” สักหน่อย
(เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าในบางวัน)
.
แต่หากพวกเขายังคงยืนยันที่จะ
เมินเฉยต่อความต้องการตัวเอง
การ “แสดงตัว” ก็จะเริ่มเพิ่มดีกรี
ความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
(เช่น ไม่มีแรงที่จะทำอะไร แม้กระทั่งลุกจากเตียงนอน)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า
เราอย่าตัดสินความต้องการของตัวเองกันเลยครับ
.
ยอมรับการมีอยู่ของความต้องการตัวเอง
ตั้งใจฟังความต้องการดังกล่าว
และหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นให้เป็นจริง
(เท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ณ ขณะนั้น) กันดีกว่าครับ
อ้างอิง
จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุย
กับผู้ชายที่รับบท “คุณพ่อ” และ “สามี” มาหลายคน
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ
.
พวกเขาจะมองว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือ
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย” ของครอบครัว
.
มันคือมุมมองสไตล์ “ช้างเท้าหน้า” ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
.
ฉะนั้น
เราจึงเห็นพวกเขาทุ่มเทเวลาและพลังงาน
จำนวนมากไปกับเรื่องเหล่านี้
.
พวกเขาทำงานหนัก
เช็คว่าลูกนอนหลับดีไหมกลางดึก
ซ่อมประตูบ้านให้ใช้งานได้
ฯลฯ
.
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ
(โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับผู้ชาย
ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว)
.
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย (บางส่วน)
ที่มีความรับผิดชอบเหล่านี้ก็คือ
พวกเขาโฟกัสกับการทำหน้าที่ในเรื่อง
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย”
มากจนไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆเลย
.
…รวมถึงความใกล้ชิดกับคนในครอบครัวด้วย
.
มันจึงทำให้ในบางครั้ง
ผู้ชายกลุ่มนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า
“นี่ฉันกำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร?”
.
พวกเขาเข้าใจในเชิงเหตุผลแหละครับว่า
พวกเขากำลังเหนื่อยเพื่อครอบครัวที่พวกเขารัก
.
แต่ด้วย “ระยะห่าง” ที่พวกเขามีกับครอบครัว
มันจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสัมผัส
ถึง “ความรัก” ภายในครอบครัวนั้นได้
.
นี่คือจุดบอดของการยึดในหน้าที่และความรับผิดชอบ
เรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากเกินไป
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะเชิญชวนว่า…
.
การเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่มี
ความรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ
.
แต่อย่าลืมเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ”
ที่ใกล้ชิดกับสมาชิกภายในบ้านด้วยนะครับ
.
มันจะช่วยให้เรามีพลังที่จะ “สู้เพื่อครอบครัว” ได้อีกเยอะเลยล่ะครับ
อ้างอิง

หนึ่งในความรู้สึกที่ “รับได้ยาก” มากที่สุดคือความรู้สึกอับอาย
.
มัน “รับได้ยาก” จนถึงขั้นที่คนไทยเรา
พูดกันบ่อยๆเลยครับว่า
“อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี”
.
อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา
ที่สามารถกำจัดความรู้สึกอับอายให้หายไปได้ขึ้นมาล่ะก็…
.
ผมจะยังไม่แนะนำให้เราหยิบยานั้นมาทานครับ
.
เพราะความรู้สึกอับอายมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่
.
มันช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้พูดหรือทำไปนั้น
มันผิดพลาดตรงไหน มันจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยังไง
.
ฉะนั้น หากเราไม่สามารถรู้สึกอับอายได้
นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน!
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เรา “กัดฟันทน”
กับความรู้สึกอับอายโดยไม่ทำอะไรเพิ่มนะครับ
.
แบบนั้น…ก็ไม่ดีเช่นกัน
.
ถ้าเราเพียงแค่ “กัดฟันทน” อยู่กับความรู้สึกอับอายเฉยๆ
ความรู้สึกอับอายนั้นก็จะเข้มข้นอยู่ในใจเราไปเรื่อยๆ
.
เพราะการ “กัดฟันทน” เฉยๆนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้
(ว่าความรู้สึกอับอายนั้นกำลังพยายามบอกอะไรกับเราอยู่)
.
สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกอับอาย
เราอย่าปฏิเสธมัน อย่าวิ่งหนีจากมัน อย่า “กัดฟันทน” อยู่กับมันเฉยๆ
.
…ให้เราตั้งคำถามกับมันด้วยความอยากรู้ว่า “เธออยากจะบอกอะไรกับฉัน” แทน
.
หลังจากที่เราได้ยินคำตอบจากมัน
และตั้งใจที่จะเอาคำตอบของมันไปปฏิบัติในอนาคตแล้ว
เราก็จะพบว่า ความรู้สึกอับอายนั้น
มันจะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นในใจเราลงโดยอัตโนมัติเลยครับ
อ้างอิง

เวลาที่หลายคนมีความรัก
พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท”
ให้กับความรักนี้ในระดับที่เท่ากันกับตัวพวกเขาเอง
.
มันเป็นความคาดหวังที่ไม่น่าแปลกใจนะครับ
.
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
เราคงไม่อยากเป็น “เดอะแบก”
ที่คอยให้ๆๆ (ส่วนแฟนก็คอยรับๆๆ)
อยู่ฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์เท่าไหร่นัก
.
แต่ต่อให้เราไม่ใช่ “เดอะแบก” ในความสัมพันธ์
การคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ในระดับที่พอๆกับเรานั้น
ก็ยังสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้…
.
…หากเรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นว่า
เราอยากจะเห็นพฤติกรรมอะไรจากอีกฝ่ายบ้าง
.
เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามความ “ทุ่มเท” อื่นๆของอีกฝ่าย
(ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจว่าอยากจะเห็น) ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเคยเสนอตัวว่าจะช่วยแฟนทำงาน
เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าแฟนกำลังป่วย
.
ฉะนั้น พอเรากำลังป่วย เราก็คาดหวัง
อยากให้แฟนเสนอตัวช่วยเราทำงานบ้าง
และพอแฟนไม่ได้ทำเช่นนั้น
มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดหวังในตัวแฟน
.
มันทำให้เรามองว่าตัวเองเป็น “เดอะแบก”
ที่ “ทุ่มเท” ให้กับแฟนมากกว่าที่แฟน “ทุ่มเท” ให้กับเรา
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ…
.
แม้แฟนจะไม่ได้ช่วยเราทำงานในวันนั้น
แต่แฟนรับผิดชอบงานบ้าน
และการดูแลลูกในช่วงที่เรากำลังป่วยทั้งหมด
(ซึ่งปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบ
ร่วมกันระหว่างเรากับแฟนมาโดยตลอด)
.
เป็นต้น
.
แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า
การคาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากแฟน
(เช่น การเสนอตัวช่วยทำงานในยามที่เราเจ็บป่วย)
เป็นเรื่องที่ “ผิด” นะครับ
.
อันที่จริง หากเรามีความต้องการที่ชัดเจนเช่นนั้น
ผมสนับสนุนให้เราสื่อสารความต้องการดังกล่าวกับแฟนด้วยซ้ำ
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่สนับสนุนคือการฟันธงทันทีทันใดว่า
การที่แฟนไม่ได้ทำตามที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจนั้น
มันคือการที่แฟนไม่ได้ “ทุ่มเท” ให้กับความสัมพันธ์นี้มากเท่ากับเราครับ
อ้างอิง
ตอนที่เรายังเป็นนักเรียนนักศึกษา
วันที่เรา “สอบติด” โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้สำเร็จ
เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง
.
แต่เรารู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
เพราะหากเรา “หย่อนยาน”
หลังจากที่ “สอบติด” มากเกินไป
ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้
.
พอเราเข้าสู่วัยทำงาน วันที่เรา “ได้งาน” ใน
บริษัทหรือองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการได้สำเร็จ
เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง
.
แต่เราก็รู้อีกเช่นกันว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
เพราะหากเรา “หย่อนยาน”
หลังจากที่ “ได้งาน” มากเกินไป
ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้
.
ในทางกลับกัน พอเป็นเรื่องของความรัก
หลายคนกลับมีมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องการเรียน/การทำงาน
.
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ
ทันทีพวกเขาตกลงเป็นแฟน/หมั้นหมาย/แต่งงาน
พวกเขาจะเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า
.
“เอาล่ะ! ฉันถึงเส้นชัยแล้ว ฉันผ่อนคลายได้แล้ว ฉันไม่ต้องพยายามอีกแล้ว”
.
มันทำให้พวกเขา “ปล่อยจอย” ในความสัมพันธ์อย่างแรง
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา
.
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว
ความรักก็ไม่ต่างอะไรกับ
การเรียนหรือการทำงานเลยครับ
.
วันที่เรา “ได้มา” ไม่ใช่วันที่เรา “ถึงเส้นชัย”
แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความพยายามอย่างต่อเนื่องมากกว่าครับ
อ้างอิง

หลายคนให้ความสำคัญกับการ “พึ่งพาตัวเอง” เป็นอย่างมาก
.
พวกเขามองว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
ถือเป็นการกระทำที่ “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”
.
ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง
มุมมองลักษณะนี้…ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเลยครับ
.
แต่จะเกิดอะไรขึ้น…หากว่าวันหนึ่ง
พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขา
ไม่สามารถ “เอาอยู่” ได้ด้วยตัวคนเดียว?
.
คำว่า “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”
อาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้พวกเขาขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
.
พวกเขาอาจพยายามฝืนที่จะ
“เอาให้อยู่” ด้วยตัวเองคนเดียวให้ได้…ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้
.
ส่งผลให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฝืนนั้น
มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขา
ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตั้งแต่แรก
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราพยายามที่จะทำงานทุกอย่างภายในทีมด้วยตัวเอง
(แม้ว่างานบางส่วนจะเป็นงานที่เราไม่คุ้นเคย
เพราะหัวหน้าทีมเพิ่งจะมอบหมายงาน
ดังกล่าวให้เราทำเป็นครั้งแรกก็ตาม)
.
เราไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยปากขอคำปรึกษา
จากเพื่อนร่วมทีมหรือหัวหน้าทีม
เพราะเราไม่ต้องการ “รบกวนคนอื่น”
.
ในที่สุด งานที่เราทำก็เกิดข้อผิดพลาด
ส่งผลให้บริษัทสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก
และทำให้ทุกคนในทีมอดได้โบนัสประจำปีไป
.
มันจึงกลายเป็นว่าความพยายามของเรา
ที่จะไม่ “รบกวนคนอื่น” กลับส่งผลให้เรา “รบกวนคนอื่น” ซะอย่างนั้น!
.
ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะ
“รบกวนคนอื่น” ตั้งแต่แรก
ข้อผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น และทุกคนในทีม
ก็จะได้โบนัสประจำปีกันถ้วนหน้า
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้ แม้ผมจะมองเห็นประโยชน์
ของการ “พึ่งพาตัวเอง” แต่ถ้าเรายึดติดกับ
การ “พึ่งพาตัวเอง” มากจนทำให้เรามองว่า
การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นคือการการกระทำที่
“อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” ล่ะก็
.
มันอาจจะนำมาสู่ผลเสียมากกว่าผลดี…ก็เป็นได้ครับ!
อ้างอิง

หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด
สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว
.
ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง
การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม
.
มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ”
.
เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว
.
แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น
มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี!
.
ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว
ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ
.
แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ?
.
แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม)
.
เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ
การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด
มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้!
.
แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย
.
ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ”
ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า
.
เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา
เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง
เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด
.
เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด
.
และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ
ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม
แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่
เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด
.
แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว
.
แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย
มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้)
.
ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย
คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค
ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน
.
นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา
.
ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว
เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา
(ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง)
จะเป็นอะไรต่อไป
.
มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ
(แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี)
.
แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ!
.
ผมต้องการให้การเริ่มต้น
มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า
“ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!”
.
ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก
.
เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา
และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก
.
และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ
.
และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า
ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว
ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที
เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว!
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ…
.
ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ”
แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ!
#จิตวิทยา #siamstr
อ้างอิง
หลายๆคนยกความสุขไปไว้ในอนาคต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ในวันที่ฉันได้รับ promotion ฉันก็จะมีความสุข”
“ในวันที่ฉันแต่งงาน ฉันก็จะมีความสุข”
“ในวันที่ฉันสอบติดคณะสาขาที่ต้องการ ฉันก็จะมีความสุข”
เป็นต้น
.
การยกความสุขไปไว้ในอนาคตเช่นนี้
มีประโยชน์ในแง่ของการกระตุ้น
ให้เรามี “แรงใจ” ในบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้
.
แต่ถ้ามองในแง่ของการมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว
หลายครั้ง การทำเช่นนี้จบลงที่การ “หลอกตัวเอง”
(โดยที่ตัวเราเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจ)
.
เพราะในวันที่เราบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ได้
(เช่น วันที่เราได้รับการเลื่อนตำแหน่ง)
ใจเราก็มีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายใหม่ให้เราวิ่งไล่ตามต่อ
.
มันจึงกลายเป็นว่า
แม้ในวันที่เราบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ
ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตอยู่ดี!
.
เราจะแก้ปัญหานี้กันยังไงดี?
เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายดีไหม?
.
ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบครับ
.
เพราะหากเราไม่มีเป้าหมายเลย
มันจะทำให้ชีวิตเราล่องลอยไร้จุดหมาย
.
…ซึ่งก็สร้างความทุกข์ให้กับเราได้เช่นกัน
.
ถ้าอย่างนั้น…
.
เราแก้ปัญหานี้ด้วยการหยิบเป้าหมายใหญ่ๆนั้น
(เช่น การได้รับเลื่อนตำแหน่ง)
มาซอยให้กลายเป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กลง
เพื่อที่เราจะได้มีความสุข “ระหว่างทาง”
ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายใหญ่นั้นดีไหม?
.
ยกตัวอย่างเช่น
ก่อนที่จะเราจะได้รับเลื่อนตำแหน่ง
เราเริ่มจากการตั้งเป้าที่จะเป็นพนักงาน
ที่ทำงานได้โดดเด่นประจำไตรมาสก่อน
เป็นต้น
.
ผมมองว่านี่คือทางเลือกที่ดีกว่า
การใช้ชีวิตแบบไร้เป้าหมายนะครับ
.
แต่ผมมองว่า “รายละเอียด” ของ
เป้าหมายขนาดเล็กนั้นมีความสำคัญมาก
.
เพราะต่อให้เราจะหยิบเป้าหมายขนาดใหญ่
มาซอยลงเป็นเป้าหมายขนาดเล็กแล้ว
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจจะไม่ได้สวยงามก็ได้
หาก “รายละเอียด” ของเป้าหมายขนาดเล็กนั้นไม่เหมาะสม
.
แล้ว “รายละเอียด” ของเป้าหมายที่เหมาะสมนั้น…มีอะไรบ้าง?
.
ผมมองว่า “รายละเอียด” ที่เด่นๆมีอยู่ 2 จุดด้วยกันครับ
.
จุดแรก
หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน
เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น “เป้าหมายรายวัน”
(ไม่ใช่รายปี รายครึ่งปี รายไตรมาส ฯลฯ)
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
การเป็นพนักงานดีเด่นประจำไตรมาส
เป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กกว่า
การได้รับเลื่อนตำแหน่งก็จริง
แต่มันยังไม่ใช่ “เป้าหมายรายวัน”
.
ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าว่า
เราจะปิดการขายกับลูกค้า
ให้ได้ 3 คนก่อนเลิกงานวันนี้
นี่ถือเป็น “เป้าหมายรายวัน”
.
เป็นต้น
.
จุดที่สอง
หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน
เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น
สิ่งที่เราทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง
(ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น คนอื่นๆ สภาพอากาศ)
.
เพราะต่อให้เราจะมี “เป้าหมายรายวัน”
แต่หากเราไม่สามารถบรรลุเป้าได้ในทุกๆวัน
(เพราะปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย)
เราก็คงจะไม่สามารถมีความสุขในทุกๆวันได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
การปิดการขายกับลูกค้าให้ได้ 3 คน
ก่อนเลิกงานวันนี้เป็น “เป้าหมายรายวัน” ก็จริง
แต่นี่คือเป้าหมายที่เราไม่สามารถ
ทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองคนเดียว
(เพราะถ้าลูกค้าเลือกที่จะไม่ซื้อ ทุกอย่างก็จบ)
.
ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าไว้ว่า
เราจะนำเสนอสินค้ากับลูกค้าในรูปแบบที่
น่าสนใจ เป็นมิตร และมีข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง
นี่คือเป้าหมายที่เราสามารถทำสำเร็จด้วยตัวเองได้
.
เป็นต้น
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้นำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการขยับความสุขตัวเอง
จาก “อนาคตที่แสนไกล” มาอยู่ใน “ทุกๆวันของชีวิต” นะครับ
อ้างอิง