Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน สังคมเราล้วนเต็มไปด้วยผู้นำ ที่มีพฤติกรรม “บกพร่องทางศีลธรรม” . แต่เราก็จะเห็นได้ว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อย ตัดสินใจที่จะเดินตามผู้นำเหล่านี้ . ทำไม? . บางคนบอกว่า… . เป็นเพราะผู้คนเหล่านั้น มีความเชื่อที่สอดคล้องกับผู้นำดังกล่าว . บางคนบอกว่า… . เป็นเพราะผู้คนเหล่านั้น ถูกผู้นำกล่าว “ล้างสมอง” . วันนี้ ผมอยากจะนำเสนออีกหนึ่งเหตุผลครับ . มันเป็นเหตุผลที่เรียบง่าย จนหลายคนอาจไม่ได้นึกถึง . แต่มันก็เป็นเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้เหตุผลอื่นๆ . หลายคนตัดสินใจเดินตาม ผู้นำที่ “บกพร่องทางศีลธรรม” เพราะพวกเขา “ไม่มีแรง” ที่จะต่อต้านผู้นำเหล่านี้ครับ . ใช่แล้วครับ การตัดสินใจที่จะไม่เดินตามผู้นำ เป็นสิ่งที่ต้องใช้ “แรง” ครับ . เราต้องใช้ “แรง” ในการพิจารณา และวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้นำ . เราต้องใช้ “แรง” ในการตัดสินใจว่า “ฉันจะไม่เดินตามผู้นำคนนี้แล้ว” (และก็จะยิ่งใช้ “แรง” มากเป็นพิเศษ หากคนรอบตัวตัดสินใจไม่เหมือนกับเรา) . หากเราเหน็ดเหนื่อยกับการเอาตัวรอด ในชีวิตประจำวันของเรามากจนเรา “ไม่มีแรง” เหลือสำหรับสิ่งเหล่านี้ เราก็มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจ เดินตามผู้นำโดย default ได้ . นี่คือสาเหตุสำคัญข้อหนึ่ง ที่ทำให้ผู้นำเผด็จการจำนวนมาก ดูจะ “ประสบความสำเร็จ” ในประเทศ ที่มีปัญหาเรื่องปากท้องอย่างรุนแรงนั่นเองครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.obhdp.2011.03.001 https://doi.org/10.3390/bs13090743 https://doi.org/10.1093/scan/nsad012 #จิตวิทยา #siamstr
image เทคโนโลยีทุกวันนี้ช่วยให้การติดต่อสื่อสาร เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และสะดวกสบาย . ถ้าเราอยากพูดคุยกับใคร เราก็สามารถทำได้ง่ายๆ . ในขณะเดียวกัน หากเราต้องการหลีกเลี่ยง การติดต่อกับคนในชีวิตเรา เราก็สามารถทำได้ง่ายๆเช่นกัน . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เรามีประชุมผ่านทางซูม (หรือ platform การประชุมออนไลน์อื่นๆ) เราสามารถเข้าร่วมการประชุมนั้น โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับคนในที่ประชุมได้อย่างง่ายดาย . …แค่ปิดกล้องและปิดไมโครโฟนของเราเท่านั้น . แต่ถ้าเป็นโลกสมัยก่อน (สมัยที่ internet ยังไม่บูมแบบทุกวันนี้) เวลาที่เรามีประชุม ต่อให้เราจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่อย่างน้อย การที่ตัวเรานั่งอยู่ในห้องประชุมนั้น มันก็บีบให้เราต้องมีปฏิสัมพันธ์ กับคนในห้องประชุมบ้าง (ไม่มากก็น้อย) . เป็นต้น . เมื่อการ “หลีกเลี่ยง” ภายในความสัมพันธ์ กลายเป็นทางเลือกที่ง่ายขึ้น เราก็มีแนวโน้มที่จะเลือก choice ดังกล่าวมากขึ้น . ยิ่งเราเลือก choice ดังกล่าวมากเท่าไหร่ ความกลัวที่จะ “หันหน้าเข้าหา” ในความสัมพันธ์ก็ยิ่งมากเท่านั้น . นี่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยเลยครับ . เพราะความสัมพันธ์ที่ “เติมเต็ม” จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเรา “หันหลัง” ให้อีกฝ่ายในความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว . ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าการ “หันหลัง” ให้กับผู้คน ที่เราติดต่อด้วยในชีวิตประจำวันจะง่ายขึ้นแค่ไหน แต่ผมก็ยังอยากจะเชิญชวนให้เรา “หันหน้าเข้าหา” พวกเขาเหล่านี้อยู่ดี . …ต่อให้มันจะเป็นการ “หันหน้าเข้าหา” เพียงเล็กๆน้อยๆก็ตามครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.chb.2015.11.053 https://doi.org/10.1093/geront/gnaa040 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างในชีวิต (เช่น ตั้งใจจะออกกำลังกายทุกวัน ฝึกภาษาต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาสอนการบ้านลูกทุกสัปดาห์) . หลายคนจะคาดหวังให้ตัวเองทำ สิ่งที่ตั้งใจนั้นได้สำเร็จโดยไม่พึ่งพา “รางวัล” ที่เป็น “ปัจจัยภายนอก” (เช่น คาดหวังให้ตัวเองออกกำลังกาย โดยไม่ต้องพึ่งพาการดูซีรี่ย์ ระหว่างที่กำลังเดินอยู่บนลู่วิ่ง) . พวกเขามองว่าสิ่งที่ตั้งใจทำนั้น มันคือ “รางวัล” ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว (เช่น ออกกำลังกายและสมองหลั่งสารแห่งความสุข) . พวกเขามองว่า “รางวัล” ดังกล่าว…ก็ควรที่จะเพียงพอเช่นกัน . แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะไม่ได้เพียงพอเสมอไป . เพราะเวลาเราตั้งใจจะทำอะไรบางอย่าง (เช่น ฝึกภาษาต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ) เราจำเป็นต้องใช้พลังงาน . ทั้งในแง่ของการใช้พลังงาน ในการลงมือทำสิ่งนั้น และการใช้พลังงาน เพื่อเข็นตัวเองให้ลงมือทำสิ่งนั้น . ข้อเท็จจริงก็คือ พลังงานที่เรามีในแต่ละวัน…มันไม่เท่ากัน . บางวัน เราจะมีพลังงาน “เหลือเฟือ” ในการทำสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ แต่บางวัน เราจะมีพลังงาน “ไม่เพียงพอ” . หากเราปฏิเสธการพึ่งพา “รางวัล” ที่เป็น “ปัจจัยภายนอก” โดยสมบูรณ์ เราก็จะพบว่าตัวเองไม่สามารถ ทำสิ่งที่ตั้งใจจะทำในวันที่เรามีพลังงานน้อยได้ . มันไม่ต่างอะไรกับรถยนต์ ที่ปฏิเสธจะเติมน้ำมันเพิ่ม เพราะมองว่าน้ำมันที่มีอยู่ในถัง มันเพียงพอสำหรับการเดินทางเลยครับ . ถ้าน้ำมันที่มีอยู่ในถัง ณ ตอนนั้น มันเพียงพอที่จะเดินทางถึงที่หมายได้ นั่นก็ถือว่าดีเลยครับ . แต่ถ้าน้ำมันที่มีอยู่ในถัง ณ ตอนนั้น มันไม่เพียงพอที่จะเดินทางถึงที่หมาย รถยนต์ของเราก็จะไปไม่ถึง “เส้นชัย” . มันคือสถานการณ์ที่ “ได้อย่างเสียอย่าง” จริงๆครับ . หากเราพึ่งพา “รางวัล” ที่เป็น “ปัจจัยภายนอก” มันจะช่วยเพิ่มโอกาส ที่เราจะสำเร็จในสิ่งที่เราตั้งใจทำได้มากขึ้น . แต่ถ้าเราจะเป็นสาย pure (ตัด “ปัจจัยภายนอก” ออกหมด) เราก็มีสิทธิ “น้ำมันหมดถัง” ก่อนที่จะได้เหยียบ “เส้นชัย” . มันขึ้นอยู่กับเราเลยครับว่า เราจะให้ความสำคัญ กับการเป็นสาย pure มากกว่าหรือการ maximize โอกาสที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจให้สำเร็จมากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jrp.2007.08.002 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรารู้สึกอับอาย หรือรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ หลายคนจะรับมือกับความรู้สึกดังกล่าว ด้วยการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นในรูปแบบต่างๆ . ยกตัวอย่างเช่น ใช้คำพูดล้อเลียนสิ่งที่เป็น “จุดด้อย” ของคนอื่น เป็นต้น . การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอาจไม่ได้ ช่วยให้ตัวเราเองดีขึ้นก็จริง . แต่หลายคนก็หวังว่า มันจะช่วยให้พวกเขา รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นบ้าง . (“อย่างน้อย ฉันก็จะไม่มีคนรอบตัวที่โดดเด่น มาตอกย้ำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอบ่อยๆ”) . คำถามสำคัญก็คือ… . การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นมันช่วย ให้เรารู้สึกโอเคขึ้นจริงๆหรือ? . หลายคนพบว่า “ไม่” ครับ . เพราะเวลาที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่น มันสามารถสร้างความรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ และ “หักล้าง” ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดจากการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นลงได้ . เพราะไม่ว่าเราจะ “ดึงคนอื่นลงต่ำ” ผ่านการ “เหยียบย่ำ” ขนาดไหน ตัวเราก็ยังคงอยู่ที่เดิม (ไม่ได้ “ขยับขึ้น”) ส่งผลให้ความรู้สึกอับอายและดีไม่พอ ไม่ได้จางหายไปได้เท่าไหร่นัก . เพราะตอนที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่นอยู่นั้น เรากำลังเพิกเฉยต่อความรู้สึกของเราเอง (ความรู้สึกอับอาย ดีไม่พอ) . หนทางที่ดีกว่าที่จะช่วยให้เรารับมือกับ ความรู้สึกอับอายหรือความรู้สึกดีไม่พอ คือการรับฟังเสียงของความรู้สึกดังกล่าว (โดยไม่ตัดสินตัวเอง) . มันจะช่วยให้เรารับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น ว่าเราต้องการอะไร ส่งผลให้เราสามารถ คิดต่อยอดได้ว่า มีอะไรที่เราสามารถทำได้ ในตอนนี้ที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการดังกล่าวหรือไม่? . หรือในกรณีที่เรายังไม่สามารถ เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 100% มีหนทางไหนอีกไหมที่จะช่วยให้เรา เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 90% ก็ยังดี? . หรือถ้า 90% มันไม่ไหว แล้ว 80% ล่ะ? . หรือ 50% ล่ะ? 20% ล่ะ? 5% ล่ะ? . หนทางนี้จะไม่ช่วยให้เรารู้สึกผิดต่อคนอื่น หนทางนี้จะตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ตรงจุด . มันอาจการันตีไม่ได้ว่าจะทำให้ความรู้สึก อับอายหรือดีไม่พอหายไปได้โดยสมบูรณ์นะครับ . แต่มันเป็นหนทางที่ดีกว่าการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/bs13080633 https://doi.org/10.1111/j.1467-6494.2008.00537.x #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คู่รักขัดแย้งกันมากที่สุด คือความแตกต่างระหว่าง “พฤติกรรมนอกบ้าน” กับ “พฤติกรรมในบ้าน” . หลายคนเป็นคนที่ active กล้าตัดสินใจ มีความเป็นผู้นำ รอบคอบรับผิดชอบ ฯลฯ ในที่ทำงาน . แต่พอพวกเขาอยู่ในบ้าน พวกเขากลับกลายเป็นคนที่เรื่อยๆเฉื่อยๆ ชอบตอบว่า “อะไรก็ได้” เมื่อถึงเวลาตัดสินใจ สะเพร่าไม่ถี่ถ้วน ฯลฯ ซะอย่างนั้น! . มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? . มันเป็นเพราะพวกเขาเหล่านี้ มีนิสัยที่เสแสร้งอย่างนั้นหรือ? . ไม่เสมอไปครับ . เวลาที่เราอยู่ในที่ทำงาน เรามีบทบาทที่ชัดเจน เรารู้ได้ (โดยที่ไม่ต้องเดา) ว่าคนอื่นคาดหวังอะไรจากเราบ้าง เราได้รับ feedback อย่างรวดเร็วเวลาที่เรา “ทำผิด” และ “ทำถูก” . แต่พอเราอยู่บ้าน บทบาท ความคาดหวัง และ feedback ที่เราได้รับ มันไม่ได้ชัดเจนและรวดเร็วเท่าไหร่นัก . ไม่แปลกเลยครับที่เราจะตกอยู่ในภาวะ “ทำอะไรไม่ถูก” หรือ “ไม่ชัวร์ว่าควรทำอะไรดี” เวลาที่เราอยู่บ้าน . …ส่งผลให้พฤติกรรมของเราตอนอยู่บ้าน active น้อยกว่า เมื่อเทียบกับ พฤติกรรมของเราในที่ทำงานได้ . หากคู่รักเข้าใจในจุดนี้ คู่รักก็จะสามารถหาโอกาส นั่งจับเข่าคุยกันในเรื่องของความคาดหวัง ที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อกันในบ้านให้เคลียร์มากขึ้นได้ . มันจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคู่รักในเรื่องนี้ได้ไม่น้อยเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.5267/j.msl.2013.06.036 #จิตวิทยา #siamstr
image “I don’t get lucky. I make my own luck.” “ฉันไม่ได้เป็นคนที่โชคดี ฉันเป็นคนที่สร้างโชคให้เกิดขึ้นในชีวิตฉันเองต่างหาก” . นี่คือคำพูดของตัวละครที่ชื่อว่า Harvey Specter ในซีรี่ย์ที่ชื่อว่า Suits . มันเป็นคำพูดที่โดนใจหลายคนที่ดูซีรี่ย์นี้ไม่น้อยเลยครับ . หลายคนมองว่าการ “สร้างโชค” นั้น เกิดขึ้นจากการทำงานหนัก ความรู้ และความสามารถ . ผมเห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าวนะครับ . แต่ผมมองว่ามันยังมีหนึ่งหนทาง ในการ “สร้างโชค” ที่หลายคนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่นัก . มันคือการสังเกตเห็น “โชค” ที่ปรากฏอยู่ในชีวิตของเราครับ . เพราะถ้าเรามองไม่เห็น “โชค” ที่มีอยู่ในชีวิตเรา เราก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก “โชค” นั้นได้ ส่งผลให้เราฟันธงว่าชีวิตเรา “ไร้โชค” ตามลำดับ . แต่ในทางกลับกัน หากเรามองเห็น “โชค” ที่มีอยู่ในชีวิต มันก็จะเปิดช่องให้เราสามารถใช้ประโยชน์จาก “โชค” นั้นได้ และทำให้ชีวิตเราดู “มีโชค” มากขึ้นตามลำดับ . ยกตัวอย่างเช่น . สมมติว่าเราเจอกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง และเราคาดการณ์ว่า เราจะต้องรู้สึกอึดอัด ระหว่างที่พูดคุยกับญาติผู้ใหญ่คนนี้แน่ๆ . แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ เรากลับพบว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้น มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด . สำหรับตัวอย่างนี้ เราอาจมองว่า การอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพูดคุย กับญาติผู้ใหญ่คนดังกล่าว ถือเป็นเหตุการณ์ที่ “โชคร้าย” . แต่ถ้าเราลองตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า… . ทำไมเหตุการณ์นี้มันถึงไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิด? ฉันได้ทำอะไรลงไปในเหตุการณ์ครั้งนี้…ที่ช่วยให้สถานการณ์ไม่ย่ำแย่กันนะ? . ถ้าเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ คำตอบที่เราได้ก็จะกลายเป็น “ขุมทรัพย์” ที่เราสามารถหยิบมาใช้ในการรับมือกับญาติคนนี้ (หรือคนอื่นๆในชีวิตที่มีลักษณะคล้ายกับญาติคนนี้) ในอนาคตได้ . …ชีวิตเราดู “โชคดี” ขึ้นมาเลยนะครับ . ฉะนั้น หากเราอยากจะ “สร้างโชค” ให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราล่ะก็ การหมั่นสังเกตเหตุการณ์ที่ “ไม่ได้แย่อย่างที่คิด” ในชีวิตประจำวันของเราถือเป็น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้มากเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.cpr.2024.102512 https://doi.org/10.1037/a0013316 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเพิ่งจะรู้จักใครสักคน มันปกติมากๆเลยครับที่เราจะอยาก สร้างความประทับใจกับเขาคนนั้น . ปัญหาก็คือ… . เวลาที่เราต้องการจะสร้าง ความประทับใจกับใครสักคนมากๆ ในใจเราก็มีแนวโน้มที่จะ เต็มไปด้วยความคิดดังต่อไปนี้ . “เขาชอบฉันไหมนะ?” “ฉันพูดแบบนี้ไป…มันโอเคหรือเปล่า?” “เขาจะคิดกับฉันยังไง?” ฯลฯ . มันเป็นความคิดที่โฟกัสอยู่กับตัวเรา ไม่ใช่ตัวคนที่เรากำลัง ทำความรู้จักเป็นครั้งแรกคนนั้น . มันทำให้เราใส่ใจคู่สนทนาของเราน้อยลง . …ซึ่งแน่นอนครับว่า ทั้งหมดนี้ไม่เป็นผลดีต่อ การสร้างความประทับใจแรกพบเท่าไหร่นัก . ในทางกลับกัน หากเราเปลี่ยนโฟกัส จากตัวเราไปเป็นคู่สนทนา . หากเราโฟกัสที่การรับฟังคู่สนทนา หากเราโฟกัสที่การทำความเข้าใจคู่สนทนา . มันจะเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ให้อีกฝ่าย รับรู้ว่าเราให้คุณค่า/ความสำคัญกับเขา . …ซึ่งก็จะส่งผลให้เขามีแนวโน้มที่จะรู้สึก ประทับใจในปฏิสัมพันธ์ที่มีกับเรามากขึ้นได้ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หลายๆครั้ง ความประทับใจไม่ได้เกิดขึ้น จากการที่เรา “โชว์” ตัวเองให้คนอื่นเห็น แต่เกิดจากการที่เรา “ถอยหลัง” และเปิดพื้นที่ให้คนอื่นมากขึ้นมากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1111/jopy.12509 https://doi.org/10.1016/j.jrp.2022.104225 https://doi.org/10.1016/j.jesp.2008.10.009 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรากำลังตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆในชีวิต (เช่น ฉันจะตอบตกลงข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้หรือไม่? ฉันจะเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ดีไหม?) . หลายคนจะนั่งบนโต๊ะพร้อมกับกระดาษ 1 แผ่น และเขียน list ข้อดี-ข้อเสียของทางเลือกแต่ละทางที่มีอยู่ (เช่น ข้อดีของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร? ข้อเสียของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร?) . ในหลายๆครั้ง พวกเขาจะพบว่า ต่อให้พวกเขาจะ list ข้อดี-ข้อเสียเสร็จแล้ว และต่อให้การทำแบบนี้จะช่วยให้พวกเขา มองเห็นชัดเจนว่าทางเลือกไหนที่ “ดูดี” มากที่สุด . พวกเขาก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นอยู่ดี . ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น? . สาเหตุข้อหนึ่งก็คือ พวกเขาใช้เพียงแค่ “สมอง” (เหตุผล ตรรกะ) ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว . พวกเขาไม่ได้หยิบเรื่องนี้มาเช็คกับ “ร่างกาย” ของตัวเอง (เช่น ร่างกายฉันรู้สึกยังไงเมื่อฉันนึกถึงภาพ ที่ตัวเองเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ในปัจจุบัน? โล่งใจ? เสียใจ? ฯลฯ) . มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเป็นเจ้าของบริษัท และเรามีที่ปรึกษาอยู่ 2 คน (“สมอง” กับ “ร่างกาย”) และเราถามความเห็นของที่ปรึกษาเพียง 1 คน (“สมอง”) โดยที่ละเลยการพูดคุยกับที่ปรึกษาอีก 1 คน (“ร่างกาย”) . ที่ปรึกษาคนที่ถูกละเลย (“ร่างกาย”) จึงพยายามส่งสัญญาณให้เจ้าของบริษัทอย่างเรา หันมาเปิดช่องให้เขาทำหน้าที่บ้าง (มันจึงทำให้เรายังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นนั่นเอง) . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า ทุกครั้งที่เราจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ เราอย่ารับฟังเฉพาะเสียงของ “สมอง” เท่านั้น แต่เราควรรับฟังเสียงของ “ร่างกาย” ด้วย . ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า เราควรให้น้ำหนักกับเสียงของ “ร่างกาย” มากกว่าเสียงของ “สมอง” นะครับ . แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า เราควรรับฟังทั้ง “สมอง” และ “ร่างกาย” ก่อนที่เราจะตัดสินใจครับ . ฉะนั้น สำหรับบางเรื่อง หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “สมอง” ก็ได้ . และในทางกลับกัน สำหรับบางเรื่อง หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “ร่างกาย” ก็ได้ . ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะตัดสินใจเลือกอะไร นั่นคือเรื่องรองครับ . เรื่องหลักก็คือ เราตัดสินใจเลือก…หลังจากที่เราได้รับฟัง ที่ปรึกษาทั้ง 2 คน (ไม่ใช่ 1 คน) เรียบร้อยแล้วครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.geb.2004.06.010 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เรากำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ดีแค่ไหนแล้วที่มันเหนื่อยแค่นี้?” . เรากำลังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่แฟนพูด และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ฉันมันเรื่องเยอะเกินไปแล้วนะ” . เรากำลังรู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ทำไมฉันถึงอ่อนแอจังเลย?” . นี่คือตัวอย่างของการ “ปิดปาก” ความรู้สึกของตัวเองในรูปแบบต่างๆ . แต่ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราจะไม่มีวัน “ปิดปาก” ความรู้สึกตัวเองได้โดยสมบูรณ์ . มันจะดีกว่าไหมถ้าเราเลิก พยายามทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้? . มันจะดีกว่าไหมถ้าเราหยุด “ปัดตก” ความรู้สึกของตัวเอง และหันมา “รับฟัง” ความรู้สึกของตัวเอง? (โดยไม่จำเป็นต้อง “ตามใจ” ความรู้สึกของเราเสมอไป) . สำหรับผมแล้ว มันดีกว่า อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.brat.2009.05.007 https://doi.org/10.1016/s0145-2134(02)00536-7 #จิตวิทยา #siamstr
image Scammer ประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยๆคือ Romance Scammer . Romance Scammer คือ มิจฉาชีพที่เข้ามาในชีวิตของเรา ทำทีว่าตกหลุมรักกับเรา จากนั้นก็หลอกเอาเงิน (หรือผลประโยชน์อื่นๆ) จากเรา . การมีอยู่ของ Romance Scammer นี้ คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งกฎกับตัวเองว่า “ฉันจะไม่ตามหาความรักในโลกออนไลน์เด็ดขาด” . อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ยึดถือกฎเช่นนั้นในการใช้ชีวิต . ทุกวันนี้ หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางสำคัญในการตามหา ความรักความสัมพันธ์ที่จริงจัง . สำหรับคนกลุ่มหลังนี้ พวกเขาจะแยกความสัมพันธ์จริงๆ ออกจากความสัมพันธ์แบบ Romance Scammer ได้อย่างไร? . บทความวันนี้มีคำตอบครับ . . . # 1 . Romance Scammer มักจะปฏิเสธ การมีปฏิสัมพันธ์กับเราในโลกออฟไลน์ . # 2 . ในช่วงแรกของความสัมพันธ์ Romance Scammer มักจะแสดง ความรัก ความสนใจ ความชื่นชม ให้กับเราอย่างมหาศาล เพื่อหวังให้เรา “ติดอกติดใจ” ในตัว Scammer ให้เร็วที่สุด . # 3 . เวลาที่เราสอบถามข้อมูลส่วนตัว ของ Romance Scammer เรามักจะได้คำตอบเพียงแค่เล็กน้อย (หรือคำตอบที่ได้รับก็จะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ) . # 4 . เวลาที่ Romance Scammer เล่าเรื่องของตัวเองให้เราฟัง เราจะพบกับรายละเอียด ที่ขัดแย้งกันเองในเรื่องราวที่ถูกเล่า (เช่น เคยไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่เคยมี passport มาก่อน) . # 5 . หลายครั้ง ระหว่างที่เรากำลังพูดคุย กับ Romance Scammer ในใจเราก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า “ฉันรู้สึกว่ามันชักจะดีเว่อร์เกินจริงไปแล้วนะ!” . # 6 . Romance Scammer มักจะพยายาม ดึงเราออกมาจากครอบครัวและเพื่อนสนิท (เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวเหล่านี้จะเตือน ให้เราถอยห่างออกมาจาก Scammer) . # 7 . และแน่นอนครับว่า หลังจากที่ Romance Scammer ประเมินว่าเรา “ตกหลุมรัก” เข้าเต็มเปาแล้ว การเอ่ยปากขอทรัพย์สินเงินทองจากเราก็จะเริ่มต้นขึ้น . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้ จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจาก Romance Scammer ได้มากขึ้นนะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1093/iwc/iwad048 https://doi.org/10.1089/cyber.2016.0729 #จิตวิทยา #siamstr
image ชีวิตเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน . ยกตัวอย่างเช่น เราไม่รู้ว่าเราจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงในยามแก่เฒ่าหรือเปล่า เราไม่รู้ว่าแฟนของเราจะยังอยากคบกับเราต่อไปอีกนานแค่ไหน เราไม่รู้ว่าเราจะยังมีงานทำในปีหน้าอยู่ไหม เป็นต้น . ซึ่งความคลุมเครือของชีวิตเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวล ที่สร้างความปั่นป่วนภายในใจเราได้ . …เว้นแต่เราจะเป็นคนที่สามารถเผชิญหน้าและ รับมือกับความคลุมเครือของชีวิตได้เป็นอย่างดี . แต่เราจะพัฒนาให้ตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า การอ่านนวนิยาย สามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้ครับ . เพราะอะไร? . เพราะเวลาที่เราอ่านนวนิยาย เนื้อเรื่องทั้งหมดมันจะไม่ถูก เปิดเผยให้เรารับรู้ตั้งแต่หน้าแรก . หากเราต้องการจะรู้เนื้อเรื่องทั้งหมด เราจะต้องทนอยู่กับ “ความไม่รู้” ให้ได้ และตั้งใจอ่านต่อไปเรื่อยๆ . มันให้ความรู้สึกเหมือนกับ เรากำลังต่อจิ๊กซอว์ โดยที่นวนิยายแต่ละหน้า จะหยิบยื่นจิ๊กซอว์ให้เราทีละชิ้นๆๆ . นวนิยาย (หรือ fiction ในรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์) จึงถือเป็น “แบบฝึกหัด” ให้เราได้ฝึก เผชิญหน้ากับความคลุมเครือ ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน . ยิ่งได้ทำ “แบบฝึกหัด” นี้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับมือกับความคลุมเครือ ความไม่แน่นอน และความไม่ชัดเจน ของชีวิตได้มากเท่านั้น . เรียกได้ว่า นอกจากนวนิยายจะช่วยให้ชีวิตเรา มีความเพลิดเพลินมากขึ้นแล้ว มันยังสามารถช่วยเสริมความมั่นคงทางอารมณ์ ให้เราได้มากขึ้นอีกด้วยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1080/10400419.2013.783735 https://doi.org/10.1111/j.1745-6924.2008.00073.x #จิตวิทยา #siamstr
image สำหรับหลายๆคน การ “ยับยั้งชั่งใจ” ไม่ให้ตัวเองใช้จ่ายเกินตัว คือหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด . โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มี promotion เด็ดๆ (เช่น Black Friday, 11-11) มาล่อตาล่อใจ . ต่อให้พวกเขาจะตั้งใจ “ยั้งมือ” ก็ตาม แต่พอพวกเขารู้ตัวอีกที พวกเขาก็พบว่า ตัวเองจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว . วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ สำหรับคนที่กำลังพยายามควบคุม พฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองมานำเสนอครับ . . . # 1 . ทำให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้น (เช่น จ่ายเงินด้วยเหรียญและธนบัตรเท่านั้น ไม่ใช้บัตรเครดิต ไม่ใช้การโอน QR code) . วิธีนี้จะสร้าง “แรงเสียดทาน” เวลาที่เราจะใช้เงิน ซึ่งช่วยลดโอกาสที่เราจะ “ตบะแตก” ขณะใช้จ่ายได้ . # 2 . ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า ก่อนที่เราจะซื้ออะไรสักอย่าง เราจะต้องใช้เวลา 5 นาที ในตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่า “ทำไมเราจึงไม่ควรซื้อสิ่งนี้?” . หากเราตอบคำถามข้อนี้กับตัวเองได้แล้ว และเราพบว่าเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็ซื้อได้ (แต่ถ้าเราพบว่าตัวเองไม่ได้อยากซื้อแล้ว เราก็ไม่ซื้อ) . วิธีนี้อาจไม่สามารถหยุดพฤติกรรม “ช้อปแหลก” ได้ 100% นะครับ แต่หลายคนจะพบว่า การได้มีโอกาสตอบคำถามกับตัวเองในช่วง 5 นาทีนั้น มันก็เพียงพอที่จะช่วยโน้มน้าวใจตัวเอง ไม่ให้จ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่างได้ (ซึ่งก็ช่วย save เงินในกระเป๋าตังค์ได้ไม่น้อยแล้ว) . # 3 . เวลาที่เราอยากซื้ออะไรสักอย่าง แทนที่เราจะซื้อทันที ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า เราจะรออีกสัก 2-3 วันและเราค่อย ตัดสินใจอีกทีว่าจะยังคงอยากซื้อสิ่งนั้นอยู่ไหม . ถ้าผ่านไป 2-3 วันและเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อได้ แต่ถ้าวันเวลาผ่านไปและเราไม่ได้อยากซื้อแล้ว (หรือแม้กระทั่งลืมไปแล้วว่าเราอยากซื้อสิ่งนั้น) เราก็จะไม่ซื้อ . . . ผมหวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังพยายามควบคุม พฤติกรรมการ shopping ของตัวเองอยู่นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2021.104189 https://doi.org/10.1016/j.joep.2015.04.003 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0253938 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่ชีวิตของเราเจอกับความล้มเหลว (เช่น สอบไม่ติดคณะที่ต้องการ ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่อยากได้ ถูกแฟนที่คบกันมานานบอกเลิก) สิ่งที่เราพูดกับตัวเองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสำคัญมากๆเลยครับ . เราจะพูดกับตัวเองว่า “ชีวิตของฉันมันล้มเหลว” ก็ได้ หรือเราจะพูดกับตัวเองว่า “ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้” ก็ได้ . บางคนอาจมองว่า 2 ประโยคที่ผมเขียน ไปในย่อหน้าข้างต้นมันก็เหมือนๆกัน . แต่ผมมองว่ามันแตกต่างมากเลยครับ . เพราะถ้าเราเปรียบเปรยชีวิตของตัวเอง เป็นเหมือนกับนิยายสักเล่มล่ะก็… . ประโยคแรก (“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว”) คือการเอาเนื้อหา 1 เหตุการณ์มาเขียนเป็นนิยายทั้งเล่ม . ในขณะที่ประโยคต่อมา (“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้”) คือการเอาเนื้อหาดังกล่าวมาเขียนเป็นนิยาย 1 บท (ไม่ใช่ทั้งเล่ม) เท่านั้น . ประโยคแรกจะทำให้เรารู้สึกหดหู่และหมดหวัง ส่วนประโยคที่สองจะช่วยให้เรารู้สึกมีพลังและมีความหวัง . จริงอยู่ครับว่า คำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคที่สอง แทบจะไม่ต่างกับคำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคแรก . แต่ความแตกต่างที่เล็กน้อยนี้ มันสามารถส่งผลได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว . ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอกับอุปสรรค ปัญหา หรือความล้มเหลวในรูปแบบใดก็ตาม ผมขอเชิญชวนให้เราพยายามมองเหตุการณ์นั้น เป็น “นิยาย 1 บท” ไม่ใช่ “นิยายทั้งเล่ม” ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2020.103969 https://doi.org/10.1038/s41598-025-22647-2 #จิตวิทยา #siamstr
image ช่วงที่คู่รักเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่ๆ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำเป็นระยะๆ คือการแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกัน . ยกตัวอย่างเช่น “เธอใส่กางเกงตัวนี้แล้วดูน่ารักดีนะ” “ฉันชอบที่เธอใจเย็นระหว่างสอนฉันขับรถจัง” “ขอบคุณที่เธอเลิกบุหรี่ให้ตามที่ฉันร้องขอนะ” เป็นต้น . แต่พอพวกเขาคบกันไปได้สักระยะ การแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกันก็เริ่มลดลง . ด้วยเหตุผลเช่น… “มันทำแล้วรู้สึกแปลกๆ” “ต่อให้ไม่พูด แฟนก็รู้อยู่แล้วแหละ” “แทนที่โฟกัสที่คำพูด โฟกัสที่การกระทำไม่ดีกว่าหรือ?” เป็นต้น . อย่างไรก็ตาม . ดอกไม้ต้องการการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอฉันใด ความรักก็ต้องการคำชื่นชมอย่างสม่ำเสมอฉันนั้น . หากเราหยุดรดน้ำ ดอกไม้ของเราก็จะเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ . เช่นเดียวกันครับ คู่รักที่หยุด “รดการชื่นชม” ให้กัน ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว (แม้จะยังคบกันแฟนอยู่) รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ของตาย” ในสายตาแฟน รวมทั้งรู้สึกว่าแฟนไม่เห็นคุณค่าของตนได้ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้เรา หมั่นสังเกตสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับแฟนในแต่ละวัน (ต่อให้มันจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆก็ตาม) และหยิบมา highlight ให้แฟนได้ยินกันครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/0956797610364003 https://doi.org/10.1177/02654075221131288 https://doi.org/10.1038/s41598-022-15650-4 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนตรวจสุขภาพประจำปี พวกเขามักจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอ ให้ “ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ” มากกว่านี้ . แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ มันยากมากๆเลยครับ ที่พวกเขาจะไม่เอื้อมมือไปหยิบ ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด ฯลฯ เข้าปาก . พอพวกเขาเห็นพฤติกรรมการกินของตัวเองแบบนี้ หลายคนก็จะชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง พร้อมกับบอกว่าตัวเองมีวินัยไม่มากพอ . คำถามคือ…แล้วพวกเขาต้องใช้วินัยมากขนาดไหนจึงจะ “มากพอ” กันนะ? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า พวกเขาจำเป็นต้องใช้วินัยในปริมาณ ที่มากกว่าที่หลายคนคิดครับ . อันที่จริง พวกเขาอาจจะต้องใช้วินัยมากพอๆ กับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดบางประเภทด้วยซ้ำ! . เพราะธรรมชาติของอาหาร ultra-processed (เช่น ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด) นั้น มันส่งผลให้สมองเรามีอาการ “โหย” อาหารเหล่านั้นจนยากที่ควบคุมตัวเองได้ . มันไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของสารเสพติดบางประเภทเลยทีเดียว . มันจึงอาจกล่าวได้ว่า การปรับอาหารการกินของตัวเอง ด้วยการลดอาหาร ultra-processed ไม่ใช่เป็นแค่การ “เข็นครกไปข้างหน้า” เท่านั้น แต่มันเป็นการ “เข็นครกขึ้นภูเขา” ที่มี “แรงโน้มถ่วง” ในรูปแบบของธรรมชาติ อาหาร ultra-processed เป็น “แรงต้าน” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย . ดังนั้น เราใจเย็นกับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดฉันใด เราก็น่าจะใจเย็นกับตัวเองเมื่อเราพยายาม ลดการทานอาหาร ultra-processed ฉันนั้นครับ อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1136/bmj-2023-075354 https://doi.org/10.1016/j.appet.2022.106260 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมีความเชื่อว่า “เป็นคนดี = น่าเบื่อ” . หลายคนมองว่า คนที่จะ “ดูดี” ได้นั้น จะต้องมีความ bad อยู่ในตัว . อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่…ไม่ได้ support ความเชื่อ “เป็นคนดี = ไม่น่าดึงดูด” เท่าไหร่นัก . ผลการศึกษาพบว่า ต่อให้จะเป็นคนๆเดียวกัน แต่ความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น ในช่วงที่เขากำลังพูดความจริง กับความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น ในช่วงที่เขากำลังพูดโกหก . …มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน . กล่าวคือ เวลาที่เราพูดความจริง เราจะ “ดูดี” ในสายตาคนอื่นมากกว่า เมื่อเทียบกับเวลาที่เรากำลังพูดโกหกครับ . เพราะเวลาที่เราพูดความจริง มันช่วย “ส่งสัญญาณ” ให้คนอื่น รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในตัวเรา . นอกจากนี้ เวลาที่เราพูดความจริง มันยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น คนที่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย . (มันให้อารมณ์ประมาณว่า “ตัวฉันแบบที่เป็นอยู่นี้…มันดีพออยู่แล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหก เพื่อเสริมแต่งให้ตัวเองดีพอ”) . กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราอยากเป็นคนที่ “มีเสน่ห์” ล่ะก็ เราต้องพร้อมที่จะเป็น “คนจริง” (ไม่ใช่ “คนโกหก”) ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jrp.2004.12.003 https://doi.org/10.1177/01461672231207567 #จิตวิทยา #siamstr
image สิ่งหนึ่งที่สร้างความทุกข์ใจให้กับหลายๆคน คือการที่พวกเขามักจะนึกถึงอนาคตล่วงหน้า . และเป็นการนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” อย่างแรงอีกด้วย . ยกตัวอย่างเช่น . ในการนำเสนองานกับหัวหน้าครั้งถัดไป หัวหน้าจะ “ถามจี้” ในเรื่องที่ฉันไม่เชี่ยวชาญ และฉันก็จะให้คำตอบกับหัวหน้าไม่ได้ ส่งผลให้หัวหน้าไม่พอใจ ต่อว่าฉันอย่างรุนแรง พร้อมกับไล่ให้ฉันยื่นใบลาออกภายในวันถัดไปแน่ๆ . เป็นต้น . พวกเขาจะ replay ภาพอนาคต ที่ “เลวร้าย” เหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัว ส่งผลให้ใจพวกเขาปั่นป่วนทรมานไม่หยุด (แม้พวกเขาจะรู้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์ จะออกมา “เลวร้าย” มันมีไม่เยอะก็ตาม) . และไม่ว่าพวกเขาจะพยายาม “ออกคำสั่ง” ให้ตัวเองหยุดนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นขนาดไหน สมองพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะ replay ภาพเหล่านั้นอยู่ดี . วันนี้ ผมมีแนวทางหนึ่งที่อาจจะช่วยแก้ไขปัญหา “replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นี้ได้ครับ . อย่างแรก เราจะต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า ทำไมสมองเราจึงไม่ยอมหยุด replay ภาพอนาคตเหล่านี้เสียที . สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ… . เพราะเรายังไม่มีทางออกที่ดีพอ ในการรับมือกับภาพอนาคต ที่ “เลวร้าย” ดังกล่าวนั่นเองครับ . ดังนั้น หากเราหยิบภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นมาดู พร้อมตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า “ถ้าเหตุการณ์มันเลวร้ายได้แบบนั้นจริงๆ ฉันจะรับมือกับมันยังไง?” . …มันมีความเป็นไปได้พอสมควรเลยครับ ที่สมองเราจะเริ่ม replay ภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นน้อยลง . ยกตัวอย่างเช่น . ก่อนที่ฉันจะนำเสนองานกับหัวหน้า ฉันจะชวนเพื่อนร่วมงานที่เชี่ยวชาญ ในเรื่องที่ฉันไม่ถนัดมานั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย หากหัวหน้า “ถามจี้” ฉันในเรื่องดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ ฉันก็จะเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานตอบข้อสงสัยในเรื่องนี้กับหัวหน้า . เป็นต้น . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังทุกข์ใจกับปัญหา “replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นะครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2004-16375-004 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0065-2601(06)38002-1 https://psycnet.apa.org/fulltext/2008-01984-001.html #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทุกข์ใจจากการสูญเสียบางสิ่ง (เช่น งาน) หรือบางคน (เช่น สมาชิกในครอบครัว) . หนึ่งในคำปลอบใจที่หลายคนพยายาม มอบให้กับเราด้วยความหวังดี คือการชี้ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายังมีอยู่ตอนนี้ (เช่น แม้สมาชิกในครอบครัวของเราจะจากไป แต่เราก็มีคนอื่นๆในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่) . และในบางครั้ง พวกเขาเหล่านี้ก็จะพูดเสริมด้วยว่า “เธอควรจะรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่เธอยังมีอยู่นะ” . อย่างไรก็ตาม ความหวังดีเช่นนี้…ใช่ว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป . เพราะสำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น การถูกชี้ชวนให้รู้สึกขอบคุณในช่วงเวลานี้ มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเพิ่งถูกเลื่อย หั่นแขนขาดไปข้างหนึ่งสดๆร้อนๆ และมีคนมาบอกว่าเราควรจะรู้สึกขอบคุณ ที่ตัวเองยังคงเหลือแขนอีกหนึ่งข้าง (แทนที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนกับความเจ็บปวด กับบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้) . สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น มันให้ความรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ใจของพวกเขา กำลังถูก “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ” . มันจึงกลายเป็นว่า นอกจากคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นี้ จะรู้สึกทุกข์ใจจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว พวกเขายังทุกข์ใจจากการที่ความรู้สึกตัวเองถูกมองข้ามเพิ่มเติมอีกด้วย! . ผมมองว่า หากเราหวังดีกับคนที่กำลังทุกข์ใจ และอยากให้ความหวังดีนั้นนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีตามมาล่ะก็ แนวทางที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้กับความทุกข์ใจของเจ้าตัวเขาเสียก่อน . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ อย่าเพิ่งรีบชี้ชวนให้เจ้าตัวรู้สึกขอบคุณ ในช่วงเวลาที่ใจของเขาไม่มี “ช่องว่าง” สำหรับความรู้สึกดังกล่าว (เพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์อยู่) . เมื่อเจ้าตัวได้สัมผัสกับความทุกข์ใจอย่างเต็มที่แล้ว “ช่องว่าง” ในใจเขาก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น และเปิดพื้นที่ให้กับความรู้สึกขอบคุณมากขึ้นเองครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.005 https://doi.org/10.1080/00207594.2011.632009 https://doi.org/10.1080/07481187.2017.1296505 https://doi.org/10.3390/su14148679 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งใน “หลุมพราง” ที่น่ากลัวที่สุด ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนๆหนึ่ง คือการที่เขาคนนั้นมีความมั่นใจว่าตัวเองถูกต้อง . แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เจ้าตัวจะไม่ได้ถูกต้องอย่างที่คิดก็ตาม . เพราะเมื่อที่เรามีความมั่นใจเช่นนั้น เรามักจะไม่ค่อย “เช็คตัวเอง” . หรือต่อให้เราจะ “เช็คตัวเอง” เราก็มีแนวโน้มที่จะมองไม่เห็น “จุดบอด” ของตัวเองได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก . ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง ศาสนา การทำงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือเรื่องอะไรก็ตาม “หลุมพราง” ที่ว่านี้ ก็สามารถแผลงฤทธิ์กับเราได้เสมอ . ทำยังไงเราจึงจะปกป้องตัวเองจาก “หลุมพราง” นี้ได้? . สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการเปิดช่องให้ คนที่มีใจหวังดีและมีสายตาที่เฉียบคม ได้มีโอกาสให้ feedback กับเราอย่างสม่ำเสมอ . วิธีการนี้…ฟังดูไม่ยากเลยนะครับ . เพราะคนที่ต้อง “ลงแรง” ไม่ใช่ตัวเราด้วยซ้ำ คนที่ “ลงแรง” คือคนที่ให้ feedback กับเรามากกว่า . อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่ได้ “ลงแรง” เท่าไหร่นัก แต่วิธีการดังกล่าวมัน “ทำใจยาก” อยู่ไม่น้อย . เพราะถ้าจะว่ากันโดยทั่วไปแล้ว น้อยคนครับที่จะชอบเวลามีคนอื่นมาชี้นิ้วที่เรา และบอกว่าเราขาดตกบกพร่องตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้น . มันเหมือนกับเรากำลังถูกตัดสินว่า…เรา “ดีไม่พอ” . ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง เราก็ “ดีไม่พอ” จริงๆแหละครับ (ไม่อย่างนั้น เราคงรับมือกับ “หลุมพราง” ได้ด้วยตัวเองไปแล้ว) . แต่ต่อให้เราจะ “ดีไม่พอ” ในบางเรื่อง (หรือแม้กระทั่งหลายเรื่อง) นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะ “ไม่มีค่า” . เพราะคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของเราครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2006.05.011 https://doi.org/10.1016/j.tics.2006.11.001 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราพูดถึงแรงบันดาลใจ หลายคนจะนึกถึงการวาดภาพความฝัน ที่พวกเขาอยากจะทำให้เป็นจริง . ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่ตัวเองแต่งงานและมีครอบครัวที่น่ารัก ภาพที่ตัวเองเติบโตในหน้าที่การงานจนอยู่ในบอร์ดบริหาร ภาพที่ตัวเองได้เดินทางรอบโลก เป็นต้น . พวกเขาจะโฟกัสกับภาพความฝันนั้นและใช้มันเป็นแรงผลักดัน . พวกเขาหวังว่าภาพความฝันที่สวยงามนี้ จะมีพลังเพียงพอในการกระตุ้นให้ตัวเอง ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อใทำฝันให้เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด . แต่ประสบการณ์ของหลายคนแสดงให้เห็นว่า แม้ภาพความฝันจะมีพลังอยู่ไม่น้อย แต่พลังที่ว่านี้ยังมีไม่มากพอสำหรับพวกเขาจริงๆ . พวกเขาจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมา “เสริมพลัง” นอกจากภาพความฝันที่สวยงาม . แล้วสิ่งอื่นที่ว่านี้…คืออะไร? . สำหรับหลายๆคน มันคือภาพของชีวิตตัวเอง หากพวกเขาทำฝันนั้นเป็นจริงไม่สำเร็จครับ . ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่ตัวเองไม่มีชีวิตครอบครัวในแบบที่วาดฝันไว้ ภาพที่ตัวเองล้มเหลวในหน้าที่การงาน ภาพที่ตัวเองไม่ได้เดินทางไปที่ไหน เป็นต้น . ถ้าภาพความฝันอันสวยงามทำหน้าที่ เป็น “สวรรค์” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งไล่ตาม” ภาพในตัวอย่างข้างต้นนี้ก็จะทำหน้าที่ เป็น “นรก” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งหนีให้พ้น” . อันที่จริง หลายคนพบว่า ภาพ “นรก” ของพวกเขานั้น สามารถสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา active ในแต่ละวันได้มากกว่า เมื่อเทียบกับภาพ “สวรรค์” เสียอีก! . ฉะนั้น สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหา แรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็ . นอกจากเราจะค้นพบแรงบันดาลใจได้จากความสำเร็จแล้ว ความล้มเหลวก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งแรงบันดาลใจชั้นดีอีกด้วยครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fnhum.2020.00287 https://doi.org/10.1016/j.econlet.2024.111555 #จิตวิทยา #siamstr