เวลาที่เราพูดคุยกันในเรื่องการเมือง
บทสนทนาที่เกิดขึ้นมักจะ
เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้น
.
มันยากมากๆที่จะพูดคุยกัน
ในเรื่องนี้ด้วยใจที่สงบนิ่งได้
.
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
.
เพราะเวลาที่เรามองเรื่องการเมือง
เรามีแนวโน้มที่จะมองด้วย
สายตาที่จัดกลุ่ม “พวกเขา/พวกเรา”
.
…คล้ายกับเวลาที่เราดูกีฬา
ที่เราก็จะมี “ทีมเขา/ทีมเรา” เลยครับ
.
แต่ความแตกต่างระหว่างการเมืองและกีฬาก็คือ
เรื่องกีฬาไม่ได้ให้ sense ของ
ความ “ถูก/ผิด” เหมือนกับเรื่องการเมือง
.
ฉะนั้น
หากเราเชียร์ทีมฟุตบอล
คนละทีมกับคนที่กำลังพูดคุยด้วย
มันก็จะเป็นเพียงแค่เรื่องของ
ความชอบที่แตกต่างเท่านั้น
.
แต่ถ้าเรา vote พรรคการเมือง
คนละขั้วกับคนที่เรากำลังคุยด้วย
มันจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ
ความแตกต่างธรรมดาๆอีกแล้ว
.
มันอาจจะนำมาสู่มุมมองในลักษณะที่ว่า…
.
“สิ่งที่ฉันทำคือสิ่งที่ถูกต้อง
สิ่งที่เธอทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
.
มันคือมุมมองที่เอื้อต่อการเกิด
ความขัดแย้งในบทสนทนาได้อย่างง่ายดาย
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การพูดคุย
เรื่องการเมืองถือเป็นเรื่องที่ “สุ่มเสี่ยง”
ต่อการปะทะภายในความสัมพันธ์ได้
.
…เว้นเสียแต่ว่า เราจะพูดคุยด้วยท่าที
ที่ “อยากเข้าใจ” มากกว่า “อยากเอาชนะ” ครับ
อ้างอิง

Cambridge Core
Ideology, motivated reasoning, and cognitive reflection | Judgment and Decision Making | Cambridge Core
Ideology, motivated reasoning, and cognitive reflection - Volume 8 Issue 4

Cambridge Core
Identity-protective reasoning: an epistemic and political defense | Episteme | Cambridge Core
Identity-protective reasoning: an epistemic and political defense - Volume 22 Issue 3
หลายคนไม่ชอบเวลา
ที่มีคนอื่นมาวิพากษ์วิจารณ์
.
ต่อให้การถูกวิพากษ์วิจารณ์จะเป็น
สิ่งที่ “จำเป็น” หรือ “เป็นประโยชน์”
(เช่น การอ่าน review ของลูกค้า)
หลายคนก็ยังคงไม่ชอบอยู่ดี
.
นี่เป็นเรื่องที่ปกติมากๆครับ
.
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะกลายเป็น
ปัญหาอย่างชัดเจนมากขึ้น
หากความรู้สึกไม่ชอบดังกล่าว
ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการ
หลีกเลี่ยงคำวิพากษ์วิจารณ์ตามมา
.
สิ่งนี้จะยิ่งสร้างปัญหาเป็นพิเศษ
ในสถานการณ์ที่การรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์
มีความ “จำเป็น” หรือ “เป็นประโยชน์”
.
แต่ถึงหลายคนจะเข้าใจว่า
การรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์คือสิ่งที่ “ควรทำ”
พอถึงเวลาเข้าจริงๆ
มันก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ
.
เพราะสำหรับหลายๆคน
เวลาที่พวกเขาได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์
พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่า “การกระทำ”
ของพวกเขากำลังถูก “โจมตี”
(เช่น อาหารเมนูนี้รสชาติเค็มเกินไป)
.
พวกเขารู้สึกว่า “ตัวตน” ของพวกเขา
กำลังถูก “โจมตี” มากกว่า!
(เช่น เจ้าของร้านอาหารนี้ไม่เก่ง)
.
อย่างไรก็ตาม
หากพวกเขาหมั่นย้ำเตือนตัวเองว่า
คำวิพากษ์วิจารณ์ที่พวกเขากำลังได้ยินอยู่นั้น
มันกำลังพุ่งเป้าไปที่สิ่งที่พวกเขา “ทำ”
(ไม่ใช่ “ตัวตน” ของพวกเขา)
.
พวกเขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนมา
รู้สึกชอบเวลาที่ถูกวิจารณ์ก็จริง
แต่อย่างน้อย มันก็จะช่วยให้พวกเขา
หยุดพฤติกรรมหลีกเลี่ยง
คำวิพากษ์วิจารณ์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น
.
เพราะความจริงก็คือ
คำวิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่ได้กำลังบอกว่า “คุณคือใคร”
แต่มันกำลังบอกว่า “สิ่งที่คุณทำส่งผลยังไง” มากกว่าครับ
อ้างอิง
หนึ่งในความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นมา
ในใจของ people pleaser
(คนที่ชอบตามใจคนอื่น)
หลายๆคนคือความรู้สึกผิด
.
รู้สึกผิดเวลาที่พวกเขาไม่ได้ทำใน
สิ่งที่คนอื่นคาดหวังให้พวกเขาทำ
.
ยกตัวอย่างเช่น
เพื่อนสนิทอยากให้เราช่วยงาน
แต่พอเราปฏิเสธเพราะงานเราล้นมืออยู่แล้ว
เพื่อนก็แสดงออกให้เรารับรู้ว่าไม่พอใจ
ส่งผลให้เรารู้สึกผิดกับเพื่อนอย่างแรง
เป็นต้น
.
ทำไมหลายคนถึงรู้สึกผิดในกรณีเช่นนี้?
.
เพราะพวกเขาคาดหวังให้ตัวเอง
ตอบสนองความต้องการของคนอื่นเสมอ
.
เพราะพวกเขาให้ความสำคัญ
กับการช่วยให้คนอื่น “สมหวัง”
.
แล้วทำไมพวกเขาเหล่านี้
ถึงโฟกัสกับการเป็น supporter
ให้กับคนอื่นได้ขนาดนี้?
.
เพราะสำหรับหลายๆคน
ประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาได้สอนไว้ว่า
หากพวกเขาต้องการที่จะ “เอาตัวรอด”
พวกเขาจะต้องรับบท supporter!
.
ยกตัวอย่างเช่น
ตอนเด็กๆ พวกเขาเติบโตมาในครอบครัว
ที่มีการใช้ความรุนแรง
(ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจก็ตาม)
ดังนั้น หากพวกเขาจะ “รอดตัว”
จากความรุนแรงดังกล่าว
พวกเขาจำเป็นต้องหมั่นสังเกตว่า
ผู้ใหญ่ในบ้านต้องการอะไร และพยายาม
ตอบสนองความต้องการนั้นให้ได้
เป็นต้น
.
ความคุ้นชินกับการ “เอาตัวรอด”
ด้วยการรับบทเป็น supporter นี้
จึงอาจส่งผลให้พวกเขาคาดหวัง
ให้ตัวเองตอบโจทย์ความหวังของคนอื่น
บ่อยจนติดเป็นนิสัยได้
.
หากพวกเขาไม่แก้นิสัยหรือความคุ้นชินนี้
พวกเขาก็จะต้องเจอกับความรู้สึกผิดอยู่เนืองๆ
(เว้นแต่พวกเขาจะตามใจคนอื่นแบบ 100%)
.
แล้วพวกเขาจะเริ่มต้นแก้ไข
ความคุ้นชินหรือนิสัยนี้ได้ยังไง?
.
หนทางหนึ่งที่ช่วยเริ่มต้นแก้ไขเรื่องนี้ได้
คือการหมั่นตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“ฉันต้องตามใจคนอื่นจริงๆหรือ?”
.
ยิ่งในกรณีที่การตามใจคนอื่น
คือวิธีในการ “เอาตัวรอด” ของตัวเองในอดีต
การหมั่นตั้งคำถามตัวเองกับว่า
“ฉันยังต้องเอาตัวรอดด้วยการใจคนอื่นอยู่อีกหรือ?”
ก็ยิ่งมีความสำคัญเข้าไปใหญ่
.
การทำเช่นนี้อาจจะไม่ได้นำมาสู่
การเปลี่ยนแปลงแบบ
“หน้ามือเป็นหลังมือ”
ภายในชั่วข้ามคืนก็จริง
.
…แต่มันจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง
(ทีละเล็กทีละน้อย) ในท้ายที่สุดได้ครับ
อ้างอิง
ความรักที่ดีมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?
.
หลายคนมองว่า
ความรักที่ดีเป็นเหมือนกับ
ดาวเคราะห์ (ตัวเรา)
ที่หมุนวนรอบพระอาทิตย์ (คนรักของเรา)
.
มันคือภาพที่เราคิดถึงคนรักอยู่ทุกวินาที
มันคือภาพที่เราตัวติดกันกับคนรักตลอดเวลา
มันคือภาพที่ความสุขทั้งหมดของเราขึ้นอยู่กับคนรัก
.
ฟังดูเหมือนในภาพยนตร์
romantic หลายๆเรื่องเลยนะครับ
.
อย่างไรก็ตาม
หากเรามีความรักในลักษณะข้างต้น
มันจะส่งผลให้ชีวิตของเรา “แคบลง”
.
มันคงจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก
หากสิ่งที่ผมกล่าวถึงก่อนหน้านี้
เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ “จำกัด”
(เช่น ช่วง “promotion” ที่ความรักเพิ่งเริ่มต้น)
.
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแบบ “ไม่จำกัด” ล่ะ?
.
มันคงน่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับ
ถ้าเราจะโยนชีวิตที่เรามี
(ก่อนที่เราจะมีความรัก)
ทิ้งไปทั้งหมด หลังจากที่คนรัก
ของเราเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา
.
ผมมองว่าความรักที่ดี
ไม่ใช่ความรักที่เป็น
“ดาวเคราะห์-พระอาทิตย์”
.
ผมมองว่าความรักที่ดี
คือความรักที่ตัวเราและคนรัก
ต่างก็เป็นพระอาทิตย์
ที่มีแรงดึงดูดของตัวเอง
(รวมทั้งมีแสงสว่างในตัวเอง) มากกว่า
.
เรามีพื้นที่ให้กับคนที่เรารัก
และในขณะเดียวกัน
เราก็มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆ
ในชีวิตที่สำคัญสำหรับเราด้วย
.
ความรักเช่นนี้จะไม่ทำให้ชีวิตเรา
“แคบลง” แต่จะช่วยให้ชีวิตเรา “กว้างขึ้น”
.
ในความคิดของผม นี่แหละครับ…คือ
“รูปร่างหน้าตา” ของความรักที่ดีครับ
อ้างอิง

เวลาที่คนใกล้ตัวกำลังทุกข์ใจ
เราอาจจะรู้สึกเป็นห่วงเขา
และพยายามพูดคุยกับเจ้าตัว
เพื่อหวังว่าเขาจะรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง
.
แต่ในหลายๆครั้ง
ไม่ว่าเราจะรับฟังหรือ
พูดคุยกับเจ้าทุกข์ยังไง
เขาก็ยังคงเป็นทุกข์อยู่ดี
.
ในสถานการณ์เช่นนี้
เราอาจจะรู้สึก powerless
.
เราอาจจะเริ่มคิดว่า
ไม่มีอะไรที่เราสามารถทำได้อีกแล้ว
.
แต่จริงๆแล้ว ต่อให้เราจะไม่สามารถ
มี impact กับคนใกล้ตัวได้โดยตรง
เราก็ยังสามารถมี impact กับเขาทางอ้อมได้อยู่ครับ
.
กล่าวคือ…เราสามารถเป็น “สภาพแวดล้อมที่ดี” ให้เขาได้
.
ดังนั้น หากเราใช้ชีวิตของเราอย่างมีความสุข
อยู่ในรัศมีที่ไม่ไกลจากเจ้าทุกข์ มันมีโอกาส
ที่ความสุขของเราจะ “กระเซ็น” เข้าไปโดนเขาได้
.
…เหมือนเวลาที่มีคนหาวนั่งอยู่
ใกล้ๆเราและเราหาวตาม
.
…เหมือนเวลาที่เรามีเพื่อนร่วมห้อง
ที่ขยันอ่านหนังสือและทำให้เรารู้สึก
อยากหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ้าง
.
เพราะใจของคนเราก็ไม่ต่างอะไรต้นไม้ครับ
บางครั้ง เราอาจจะไม่สามารถ “รดน้ำ”
ให้ต้นไม้ของคนที่กำลังทุกข์ใจได้
แต่เราสามารถเป็น “แสงแดด” ให้กับเขาได้ครับ
อ้างอิง
Hatfield, E., Cacioppo, J. T., & Rapson, R. L. (1993). Emotional Contagion. Cambridge University Press.

ทุกวันนี้ หลายคนเริ่ม “คุยกับ AI” มากขึ้นเรื่อยๆ
.
ไม่ว่าจะเป็นการคุยเพื่อสืบค้นหาข้อมูล
คุยเพื่อจะได้มี “ผู้ช่วย” ในการสร้างสรรค์ผลงาน
(เช่น ให้ AI ช่วยสร้าง slide ในการนำเสนองาน)
.
…หรือคุยเพื่อหาเพื่อนปรับทุกข์
.
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ AI เป็น
เพื่อนปรับทุกข์ชั้นดี
สำหรับหลายๆคนก็คือ
.
ไม่ว่าเราจะพูดอะไรออกไป
AI ก็พร้อมที่จะรับฟังเรา
พยายามทำความเข้าใจเรา
.
…และไม่ตัดสินเรา
.
ประสบการณ์การคุยกับ AI นี้
ทำให้หลายคนมีความคิดว่า
“ฉันอยากให้ทุกๆคนที่อยู่ใกล้ฉัน
เข้าใจ ยอมรับ และไม่ตัดสินฉันเหมือน AI จัง”
.
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาหลายคน
(เช่น Donald Winnicott) มองว่า
การที่ทุกคนรอบๆตัวเราเข้าใจ ยอมรับ
และไม่ตัดสินเราในทุกๆอย่างนั้น
มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก
.
เพราะถ้าคนรอบตัวเราเป็นอย่างนั้นหมด
โอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ทักษะในการ
รับมือกับความแตกต่างในความสัมพันธ์
และทักษะการรับมืออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
(เช่น ความรู้สึกไม่พอใจ) ก็จะไม่มี
.
นี่อาจนำมาสู่ปัญหาความสัมพันธ์กับคนอื่นในเวลาต่อมา
(ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
หากเรามีโอกาสได้ฝึกฝนทักษะในข้างต้นอย่างเพียงพอ)
.
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้
ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า
การมีคนที่รับฟังเรา เข้าใจเรา
ยอมรับเรา (โดยไม่ตัดสินเรา)
คือเรื่องที่เลวร้ายนะครับ
.
อันที่จริง ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำไป
.
แต่ต่อให้มันจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ามัน “มากเกินไป”
(มากจนปิดกั้นโอกาสที่เราจะได้พัฒนาทักษะที่ควรพัฒนา)
มันก็สามารถนำมาสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายได้ครับ
อ้างอิง

หลายคนพบว่า อยู่มาวันหนึ่ง
พวกเขาตื่นขึ้นมาและก็มองเห็นว่า
.
…พวกเขาได้กลายเป็นคนที่ตัวเองไม่ชอบไปเสียแล้ว!
.
ยกตัวอย่างเช่น
หลายคนไม่อยากเห็นตัวเองเป็นคนขี้โมโห
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก
พอพวกเขารู้ตัวอีกที ก็มีคนทักว่า
พวกเขากลายเป็นคนขี้โมโหไปเสียแล้ว
.
คำถามสำคัญในกรณีเช่นนี้ก็คือ
“มันกลายเป็นอย่างนี้ได้ยังไง?”
.
โดยทั่วไปแล้ว
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบ
“พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ”
ภายในชั่วข้ามคืน
.
การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่
มักจะเป็นการเปลี่ยนแปลง
แบบทีละเล็กทีละน้อยมากกว่า
.
อันที่จริง การเปลี่ยนแปลง
ทีละเล็กทีละน้อยที่ผมพูดถึงนี้
มันอาจเล็กน้อยมากจนเรา
แทบจะสังเกตไม่เห็นมันด้วยซ้ำ!
.
ยกตัวอย่างเช่น
เราไม่อยากเห็นตัวเองกลายเป็นคนขี้โมโห
แต่พอเรารู้สึกไม่พอใจกับใครสักคน
เราก็ใช้คำพูดที่ “รุนแรงเกินควร” เล็กๆน้อยๆใส่คนๆนั้น
.
เราอาจจะบอกกับตัวเองว่า
“นี่มันนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง
มันไม่ได้เสียหายเท่าไหร่เลยนะ
มันไม่เป็นอะไรหนักหนาหรอก”
.
อย่างไรก็ตาม
หากเราใช้คำพูดที่ “รุนแรงเกินควร” เล็กๆน้อยๆบ่อยๆเข้า
ความ “รุนแรงเกินควร” ในระดับนี้
ก็จะเริ่มกลายเป็น “เรื่องปกติ” สำหรับเรา
.
มันกลายเป็น new normal สำหรับเรา
.
และเมื่อ “กระบวนการ” ในการสร้าง
new normal นี้เกิดขึ้นอีกรอบ…และอีกรอบ…และอีกรอบ
.
วันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมา
มองดูตัวเองในกระจก
และจำตัวเองแทบไม่ได้อีกแล้ว!
.
ฉะนั้น หากเราไม่ต้องการที่จะ
“กลายร่าง” เป็นคนที่เราไม่ชอบ
เราก็ต้องอย่ามองข้ามเรื่อง “เล็กๆน้อยๆ” ครับ
อ้างอิง
เวลาที่เราเลิกกับแฟน
หนึ่งในคำถามที่อยู่ในใจของหลายคนก็คือ…
.
“ฉันเลิกกับแฟนเก่าไปเป็นปีแล้วนะ
แถมตอนนี้ ฉันก็มีแฟนใหม่แล้วด้วย
แต่ทำไมในใจฉันยังมีความรู้สึกให้กับแฟนเก่าอยู่นะ?
หรือว่าฉันไม่ได้รักแฟนใหม่มากพอ?
ถ้าฉันรักแฟนใหม่มากพอ
ฉันก็ไม่ควรมีความรู้สึกให้แฟนเก่าแล้วสิ!”
.
คำถามทำนองนี้สามารถส่งผลให้เกิดความรู้สึกผิดกับแฟนคนใหม่ได้
.
สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ
ความรู้สึกที่ยังคง “เหลือตกค้าง” กับแฟนเก่านี้
เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากๆครับ
.
เพราะตอนที่เราคบกำลังแฟนเก่าอยู่นั้น
สายสัมพันธ์ที่เรามีกับแฟนเก่า
มันไม่ได้ต่างอะไรกับต้นไม้เราปลูก
.
พอต้นไม้สายสัมพันธ์เติบโตจนถึงจุดหนึ่ง
ต่อให้เราจะเลิกกับแฟนเก่าและไม่ได้
“รดน้ำ” ให้กับต้นไม้สายสัมพันธ์นั้นอีกแล้ว
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าต้นไม้ต้นนั้น
จะ “เหี่ยวเฉา” หรือ “ตาย” ภายในชั่วข้ามคืน
.
อันที่จริง หากต้นไม้สายสัมพันธ์นั้น
ได้มีโอกาสเติบโตจนถึงจุดหนึ่ง
(เหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ๆที่อยู่ในป่า)
ต่อให้เราจะไม่ได้ “รดน้ำ” ให้กับ
ต้นไม้ดังกล่าวเพิ่มแม้แต่หยดเดียว
มันก็ยังเป็นไปได้ที่ต้นไม้ต้นนั้น
จะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเป็นปีๆ!
.
ฉะนั้น การที่เรายังมีความรู้สึก
“เหลือตกค้าง” อยู่กับแฟนเก่านั้น
มันไม่ใช่สัญญาณที่จะฟันธงว่า
นี่คือความผิดของเราเสมอไป
.
…และมันก็ไม่ได้หมายความว่า
เราไม่รักแฟนคนปัจจุบัน
(หรือรักแฟนคนปัจจุบันไม่มากพอ) อีกด้วยครับ!
อ้างอิง
หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
มักจะชอบยก credit ความสำเร็จดังกล่าวให้คู่ชีวิตของตัวเอง
.
หลายคนถึงกับบอกว่า ถ้าไม่มีคู่ชีวิตของพวกเขา
พวกเขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้ด้วยซ้ำ!
.
คำพูดทำนองนี้เป็นเพียงแค่การ “อวย” แฟนตัวเอง
หรือมันเป็นคำพูดที่สะท้อนความเป็นจริงกันแน่?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่บ่งชี้ว่า…มันคือความจริงครับ!
.
ผลการศึกษาพบว่า
หากคู่ชีวิตที่รับบทเป็น “ช้างเท้าหลัง” ในความสัมพันธ์
(ไม่ว่าคนที่รับบทนี้จะเป็นสามีหรือภรรยาก็ตาม)
เป็นคนที่มีนิสัย “รับผิดชอบ มีวินัย ใส่ใจ”
สถานการณ์ภายในบ้านมีแนวโน้มที่จะ “น่าอยู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย”
.
มันจะส่งผลให้คู่ชีวิตที่รับบทเป็น “ช้างเท้าหน้า”
สามารถทุ่มเทเวลาและพลังงานไปกับการทำงานได้อย่างเต็มที่
(และนำมาสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานตามมา)
.
นอกจากนี้ นิสัย “รับผิดชอบ มีวินัย ใส่ใจ”
ของคู่ชีวิตที่เป็น “ช้างเท้าหลัง” ยังสามารถ
ส่งผลให้ฝ่ายที่เป็น “ช้างเท้าหน้า” มีนิสัยดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
(ซึ่งนี่ถือเป็นนิสัยที่เอื้อต่อความเจริญ
ในหน้าที่การงานอย่างปฏิเสธไม่ได้)
.
นอกเหนือไปจากนิสัย “รับผิดชอบ มีวินัย ใส่ใจ” แล้ว
อีกหนึ่งคุณลักษณะของ “ช้างเท้าหลัง” ที่ส่งผลต่อ
ความก้าวหน้าของ “ช้างเท้าหน้า” คือการที่ “ช้างเท้าหลัง”
เป็นคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ครับ
.
เพราะเวลาที่ “ช้างเท้าหลัง” มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
ความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ก็จะมีไม่มาก
.
หรือต่อให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น
การบริหารความขัดแย้งที่ดี
ของคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
ก็จะช่วยให้คู่รักเข้าใจกันและกันมากขึ้น
(ไม่ใช่ยิ่งขัดแย้งกันมากกว่าเดิม)
.
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้ “ช้างเท้าหน้า”
มีเวลาและพลังงานในการจดจ่อกับ
การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(และนำมาสู่ความสำเร็จในชีวิตการทำงานได้)
.
ทั้งหมดที่ผมได้เขียนมานี้ มันสะท้อนให้เห็นได้ว่า
ความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ได้เป็นผลลัพธ์
ของ one-man show แต่มันเป็น “ผลงานร่วม” ของทั้ง team มากกว่าครับ
อ้างอิง
หลายคนมองว่าชีวิตที่มี routine คือชีวิตที่น่าเบื่อ
.
เพราะชีวิตที่มี routine
คือชีวิตที่เราจะทำสิ่งต่างๆ
ซ้ำๆเหมือนๆกันในทุกๆวัน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ตื่นนอน-เข้านอนเวลาเดิมในทุกๆวัน
ทานอาหารเช้าเมนูเดิมในทุกๆวัน
เริ่มต้นทำงานด้วยการเปิดอีเมลดูเป็นอันดับแรกในทุกๆวัน
.
เป็นต้น
.
แต่เชื่อไหมครับว่า routine ที่น่าเบื่อเหล่านี้
คือสิ่งสำคัญชนิดที่ “ขาดไม่ได้”
สำหรับพวกเราหลายคนเลยครับ!
.
ยิ่งชีวิตเรากำลังเผชิญหน้ากับ
ความไม่แน่นอนเยอะเท่าไหร่
(เช่น ถูกเชิญออกจากที่ทำงาน
สูญเสียสมาชิกครอบครัวคนสำคัญ
มีความจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ)
routine ก็ยิ่งมีความสำคัญมากเท่านั้น
.
เพราะ routine เหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึก “มั่นคง”
ท่ามกลางช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง
.
หากชีวิตเราไม่มี routine เลย
เราก็ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเต็มไปหมด
ซึ่งมันอาจจะเยอะจนทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจได้
.
ดังนั้น มันจึงอาจกล่าวได้ว่า
แม้ routine จะเป็นสิ่งที่ฟังดู “น่าเบื่อ” ก็จริง
แต่สิ่งที่ “น่าเบื่อ” นี้ก็สามารถมอบ
ความสงบทางใจให้กับเราได้เช่นกัน
.
แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ?
.
คุณผู้อ่านมี routine อะไรที่ช่วยให้
คุณผู้อ่านรู้สึก “มั่นคง” ได้
(แม้ในยามที่ชีวิตกำลังเจอ
กับความเปลี่ยนแปลง) บ้างไหมครับ?
อ้างอิง
หลายคนใช้ชีวิตโดยยึดถือคติว่า
“No is a complete sentence.”
.
ดังนั้น เวลาที่พวกเขาปฏิเสธใครก็ตาม
พวกเขาก็จะเพียงแค่พูดว่า “ไม่”
โดยที่ไม่ได้ให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
.
เพราะพวกเขามองว่า
หากพวกเขาให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
มันคือการแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่า
พวกเขากลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของอีกฝ่าย
.
พวกเขามองว่า เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติมนั้น
ทำหน้าที่เป็น “กันชน” ระหว่างพวกเขากับอีกฝ่าย
.
พวกเขามองว่า
การให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติมนั้น
มันแสดงถึงความอ่อนแอของตัวพวกเขาเอง
.
ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นเหตุผล
ที่ทำให้พวกเขาปฏิเสธด้วยการ
พูดคำว่า “ไม่” และหยุดทุกอย่างไว้แค่นั้น
.
แต่คำถามสำคัญก็คือ
เวลาที่เราปฏิเสธด้วยคำว่า “ไม่” เช่นนี้
มันจะส่งผลให้อีกฝ่ายเพียงแค่
รู้สึกไม่พอใจกับเราอย่างเดียวเท่านั้นหรือ?
.
ไม่ครับ
.
หลายครั้ง
สิ่งที่อีกฝ่ายรู้สึก
มันไม่ใช่ความไม่พอใจ
.
…แต่มันเป็นความเจ็บปวด
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ตอนที่เพื่อนชวนเราไปงานแต่งงานของเขา
และเราตอบปฏิเสธเพื่อน
ด้วยการพูดว่า “ไม่” อย่างเดียวนั้น
.
มันอาจจะส่งผลให้เพื่อนเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า
“มิตรภาพของเรามันมีค่าสำหรับเธอแค่นี้เองหรือ?”
.
มันอาจจะทำให้เพื่อนรู้สึกเสียใจกับคำปฏิเสธที่ “ห้วน” ของเราได้
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้ คนที่ให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
(เวลากล่าวคำปฏิเสธ) เขาไม่ได้ทำเช่นนั้นเพียงเพราะ
พวกเขารู้สึกหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของอีกฝ่ายเท่านั้น
.
บางครั้ง
พวกเขาให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
เพราะพวกเขาแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่าย
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า
การแคร์ความรู้สึกของคนอื่นนั้น
มันไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ!
.
ดังนั้น
การจะตัดสินแบบ “เหมารวม” ว่า
การให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
(เวลาที่เรากล่าวคำปฏิเสธ)
คือการกระทำที่อ่อนแอ
(หรือการกระทำที่ถูกผลักดันด้วยความกลัว)
ไปเสียทั้งหมด
.
…จึงไม่ใช่การตัดสินที่เป็นธรรมเท่าไหร่นัก
.
ผมมองว่า แทนที่จะโฟกัสว่าเราควรให้เหตุผล
หรือคำอธิบายเพิ่มเติมหรือไม่
เราน่าจะโฟกัสว่าเรากำลังตัดสินใจ
ด้วยความกลัวหรือความเป็นห่วงมากกว่าครับ
อ้างอิง
Alberti, R. E., & Emmons, M. L. (2008). Your perfect right: Assertiveness and equality in your life and relationships (9th ed.). Impact Publishers.
หลายคนรู้สึกแย่กับตัวเอง
.
เพราะเวลาที่พวกเขาอยู่ในวงบทสนทนา
(เช่น ระหว่างอยู่ในห้องประชุมของที่ทำงาน)
กว่าที่พวกเขาจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
พวกเขาใช้เวลาคิดนานกว่าคนอื่นๆ
.
พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “โง่”
พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “หัวช้า”
พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “ไม่ฉลาด”
.
คำถามสำคัญก็คือ…มุมมองเหล่านี้เป็นความจริงหรือเปล่า?
.
ไม่เสมอไปครับ
.
อันที่จริง หลายคนที่ดู “หัวช้า” คือคนที่ฉลาดด้วยซ้ำ!
.
เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในหัว
มีความซับซ้อนและหลากหลาย
พวกเขาจึงใช้เวลาในการ “ประมวลผล”
นานสักหน่อย ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดออกมา
.
ฉะนั้น อย่ารีบที่จะชี้นิ้วตัดสินตัวเอง
ด้วยคำว่า “โง่” “หัวช้า” “ไม่ฉลาด” ฯลฯ เลยครับ
.
เพราะคำตัดสินเหล่านั้น…ใช่ว่าจะเป็นจริงเสมอไปครับ
อ้างอิง

เวลาที่เรารักใครสักคน และเราเห็นว่าเขาคนนั้น
กำลังประสบปัญหาอยู่ มันปกติมากๆเลยครับ
ที่เราอยากจะรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา
.
แต่สังเกตไหมครับว่า ในหลายๆครั้ง
พอเรายื่นมือเข้าไปหาเขาแล้ว
เขากลับขยับตัวถอยห่างไปจากเรายิ่งกว่าเดิม?
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นได้?
.
เพราะสิ่งหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ…คือการมีอิสระที่จะเลือก
.
…รวมถึงอิสระในการเลือกว่า
จะให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่
.
ด้วยเหตุนี้
การรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนที่เรารัก
(โดยไม่ได้เช็คกับเจ้าตัวก่อนว่า
เจ้าตัวต้องการความช่วยเหลือหรือไม่)
จึงอาจถูกมองว่าเป็นการ “ลิดรอน” อิสระในการเลือก
.
…ส่งผลให้เจ้าตัวอาจจะรู้สึกไม่พอใจและเริ่มต้น
“รักษาระยะห่าง” กับฝ่ายที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้
.
(ต่อให้เจ้าตัวจะเข้าใจว่า
การยื่นมือเข้ามาช่วยนี้
เกิดขึ้นเพราะเจตนาที่ดีก็ตาม)
.
ฉะนั้น หากเราไม่ต้องการให้ “ความรัก”
ของเราทำให้คนที่เรารัก “ตีตัวออกห่าง”
การถาม “ความยินยอม” ของเจ้าตัว
ก่อนที่เราจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้
.
…ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
.
เราอย่าปล่อยให้ “ความรัก” ของเรา
“ผลักไสไล่ส่ง” คนที่เรารักโดยไม่ตั้งใจกันเลยครับ
อ้างอิง
สามีภรรยาจำนวนไม่น้อย
โกหกกันและกันในเรื่องของ
การใช้เงินซื้อ “ของเล่นส่วนตัว”
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
สามีบอกภรรยาว่าตัวเอง
ซื้อเกมในช่วง “ลดราคา”
(แต่จริงๆแล้วซื้อมาในช่วง “เต็มราคา”)
.
ภรรยาบอกสามีว่าใช้งบไม่เกินเดือนละ
5,000 บาทสำหรับซื้อเครื่องสำอาง
(แต่จริงๆแล้ว ใช้เงินเกินงบทุกเดือน)
.
เป็นต้น
.
และในหลายๆกรณี
สามีภรรยาก็รู้ด้วยนะครับว่า
อีกฝ่ายกำลังโกหกในเรื่องการใช้เงินอยู่
.
แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร
หนำซ้ำ พวกเขายังเลือกที่จะ
ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” อีกด้วย!
.
ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะทำเช่นนั้น?
.
เพราะพวกเขามองว่า
ต่อให้พวกเขาจะหยิบเรื่องนี้มาคุย
อีกฝ่ายก็คงจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายอยู่ดี
.
พวกเขามองว่า การหยิบเรื่องนี้มาคุย
มีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง
โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเพิ่มเติม
.
พวกเขาจึงทำทีราวกับว่าตัวเอง “ไม่รู้เรื่อง”
ในขณะที่สามีหรือภรรยาของพวกเขา
ก็ยังคงปกปิดพฤติกรรมการใช้จ่าย “ที่แท้จริง” ของตัวเองต่อไป
.
…ส่งผลให้เรื่องนี้ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” ในความสัมพันธ์
.
มันอาจจะยังไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นะครับ
ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” มีไม่เยอะ
.
แต่ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” สะสมเป็นจำนวนมากขึ้นมาล่ะ?
.
ในท้ายที่สุด นี่อาจกลายเป็นแรงกดดัน
ที่ทำให้ความสัมพันธ์ยากที่จะไปต่อ…ก็เป็นได้
.
ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” จนกลายเป็น “ระเบิดเวลา”
กับแบกรับความเสี่ยงที่จะขัดแย้งด้วยการหยิบเรื่องนี้มาพูดคุย
.
นี่คือทางเลือกที่คู่รักกลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่
.
แล้วคู่รัก “ควรจะ” เลือกทางเลือกไหนดี?
.
ผมมองว่าเรื่องนี้…ไม่มีผิดไม่มีถูกที่ตายตัวครับ
.
ผมมองว่าเรื่องนี้…เป็นเรื่องที่แต่ละคน
จะต้อง “ชั่งน้ำหนัก” เอาครับว่า
ระหว่างความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในวันนี้
กับความเสี่ยงที่จะเกิด “ระเบิดเวลา” ในวันหน้า
.
…ความเสี่ยงไหนที่ “คุ้มค่า” ที่จะแบกรับมากกว่ากัน
.
เราอาจไม่มีสิทธิที่จะไม่แบกรับความเสี่ยงใดใดได้ก็จริง
แต่เรามีสิทธิที่จะเลือกได้ว่า
เราต้องการแบกรับความเสี่ยงแบบไหนครับ
อ้างอิง
ตอนที่เรายังเป็นเด็กๆ
การยอมรับจากผู้ใหญ่ (เช่น พ่อแม่ ครู)
คือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรามาก
.
ผู้ใหญ่ในชีวิตเราจะเป็นคนบอกให้เรารู้
(ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) ว่า
เรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหม เราดีพอหรือยัง
.
แล้วในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ?
.
แม้ในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว…
.
หลายคนก็ยังคงคุ้นชินกับการ
มองหาการยอมรับจากคนอื่น
.
หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้
ใครสักคนมาบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง
.
หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้
ใครสักคนมาบอกว่าเราดีพอหรือยังไม่ดีพอ
.
ความคุ้นชินนี้สามารถกลายเป็นอุปสรรค
ที่ขวางกั้นไม่ให้เราใช้ชีวิตอย่างเต็มอิ่มได้
.
แน่นอนครับ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า
หากเราเติบโตขึ้น เราควรที่จะ “ปิดหูปิดตา”
และไม่สนใจคนอื่นแม้แต่นิดเดียว
.
แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า
การเรียนรู้ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง
(ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ว่าตัวเราเองดีพอหรือยัง)
ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่เต็มอิ่ม
.
แล้วเราจะเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะ
ตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องนี้ได้ยังไง?
.
ผมมองว่า ขั้นแรกสุด เราจะต้องมองเห็นตัวเอง
ให้ได้อย่างชัดเจนก่อนครับว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้
อยู่ภายใต้ “ร่มเงา” ของคนอื่นในเรื่องอะไรบ้าง
.
ยกตัวอย่างเช่น
ทุกวันนี้ เราอาจจะกำลังเอาคุณค่าในตัวเรา
มาผูกเข้ากับการยอมรับของพ่อแม่เรา
ถ้าพ่อแม่เรายอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเรามีค่า
แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเองไร้ค่า
เป็นต้น
.
ยิ่งเรามองเห็น “ร่มเงา” ของคนอื่นได้ชัดเจนมากเท่าไหร่
อิทธิพลที่ “ร่มเงา” มีต่อใจเราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะลดลง
.
…จนกระทั่งเรากลายเป็นอิสระจาก “ร่มเงา” ดังกล่าวได้ในท้ายที่สุดครับ
อ้างอิง
เวลาที่เราตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง
หลายคนจะตั้งเป้าหมายไว้สูง
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันจะเริ่มต้นออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง”
(จากที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน)
เป็นต้น
.
การตั้งเป้าหมายไว้สูงแบบนี้มีข้อดีตรงที่ว่า
หากเราสามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำตามที่วางเป้าไว้ได้
มันก็จะเกิดการเปลี่ยนในชีวิตที่ “จับต้องได้” อย่างชัดเจน
.
(ยกตัวอย่าง
หากเราตั้งเป้าหมายที่เริ่มต้น
ใช้เวลาแต่ละวันในการออกกำลังกายเยอะ
ร่างกายเราก็มีแนวโน้มที่จะแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เป็นต้น)
.
แต่ข้อเสียของการตั้งเป้าหมายไว้สูงก็คือ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เงื่อนไขในชีวิตเรา “ไม่พร้อม”
มันมีโอกาสสูงมากที่เราจะไม่สามารถ
“เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำเป้าหมายดังกล่าวได้
.
(เช่น เมื่อคืนนอนหลับๆตื่นๆเพราะไม่สบาย
ส่งผลให้ออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงตามที่วางเป้าไว้ไม่ไหว)
.
มันจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเอง “ล้มเหลว”
และบั่นทอนกำลังใจของเราที่จะ
เดินหน้าทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้ได้
.
และยิ่งหากเรา “ล้มเหลว” บ่อยๆเข้า
วันหนึ่ง มันอาจทำให้เรารู้สึกท้อแท้
จนตัดสินใจ “เท” เป้าหมายดังกล่าวไปทั้งหมดอีกด้วย
.
ในทางกลับกัน หากเป้าหมายที่เราตั้ง
เป็นเป้าหมายที่เราสามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำได้
(ทั้งในวันที่เงื่อนไขในชีวิตเรา “พร้อม” และวันที่ “ไม่พร้อม”)
เราก็ไม่จะเจอกับคำว่า “ล้มเหลว” บ่อยๆ
.
มันจะช่วยให้เรามีกำลังใจเดินหน้า
ทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้มากขึ้น
(แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สูงในกรณีนี้ก็ตาม)
.
บางคนอาจมองว่าแนวทางนี้
มันนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิต
ที่ “จับต้องได้” ค่อนข้างช้า
.
ผมเห็นด้วยนะครับมันว่าช้ากว่าจริงๆ
.
แต่ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่ช้ากว่า
ก็ยังดีกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เกิดขึ้น
(เพราะเป้าหมายถูก “เท”) อยู่ดี
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะนำเสนอว่า
เวลาที่เราตั้งเป้าหมายในชีวิตของเรานั้น
เราไม่เพียงแค่ควรคำนึงถึงเพียงแค่
เวลาที่สถานการณ์ในชีวิตเรา “เอื้ออำนวย”
ต่อการลงมือทำตามเป้าหมายดังกล่าวเท่านั้น
.
…แต่เราควรนึกถึงช่วงเวลาที่
สถานการณ์ในชีวิตเรา
“ไม่เอื้ออำนวย” อีกด้วยครับ
อ้างอิง
“ชายแทร่”
“ผู้ชาย toxic”
“toxic masculinity”
.
ยิ่งวันเวลาผ่านไป
ผมก็ยิ่งเชื่อว่าหลายคน
คุ้นเคยกับคำเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ
.
ผู้ชายที่เข้าข่าย “ชายแทร่” มักจะมี
พฤติกรรมที่สะท้อนถึงคุณสมบัติดังเช่น…
.
มีอคติเชิงลบกับคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศต่างไปจากตนเอง (ผู้หญิง และ LGBTQ+)
มองว่าตัวเองเป็นคนสำคัญสูงลิ่ว
ไม่ค่อยมีความเข้าอกเข้าใจให้กับคนอื่น
กดขี่และ/หรือใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นในความสัมพันธ์
ฯลฯ
.
แน่นอนครับว่าบุคคลที่มีลักษณะในข้างต้น
ไม่ใช่บุคคลที่ “น่าพึงประสงค์” เท่าไหร่นัก
.
คำถามสำคัญก็คือ
ในบรรดาผู้ชายที่มีอยู่ในสังคมเรานั้น
มีกี่คนที่เข้าข่าย “ชายแทร่” นี้?
.
ผลการศึกษาจากประเทศ New Zealand พบว่า
เกือบร้อยละ 90 ของผู้ชายไม่เข้าข่าย “ชายแทร่” ครับ
.
ผมยังไม่เคยเห็นการศึกษาลักษณะนี้
ในประเทศไทยก็จริง แต่ผมคาดเดาว่า
ผลลัพธ์คงมีแนวโน้มที่จะไม่แตกต่างไปจาก
กรณีของผู้ชาย New Zealand มากนัก
.
แต่ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าผู้ชายประเภท “ชายแทร่”
จะคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ในสังคมไทยเราก็ตาม
คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ
พวกเราแต่ละคนมีความเป็น “ชายแทร่” อยู่ในตัวเองแค่ไหน?
.
นี่ไม่ใช่คำถามสำหรับผู้ชายเท่านั้นนะครับ
.
เพราะถ้าเราย้อนกลับไปอ่านข้างบน
เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า
ลักษณะความเป็น “ชายแทร่” นั้น
สามารถ apply ได้กับทุกๆคน
(ไม่ว่าจะอัตลักษณ์ทางเพศใดก็ตาม)
.
พอเราได้ตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง
เราก็อาจจะพบว่า
บางวัน เรามีความเป็น “ชายแทร่” เข้มข้นหน่อย
ในขณะที่บางวัน เรามีความเป็น “ชายแทร่” น้อยหน่อย
.
(อย่างตัวผมเองนั้น ผมพบว่า ในบางวัน
empathy ของผมก็ “หย่อนยาน” อย่างชัดเจน
ทั้งๆที่ผมทำงานเป็นนักจิตวิทยา!)
.
นี่คือเรื่องปกติครับ
.
การที่เราตั้งคำถามทบทวนตัวเองในเรื่องนี้
ไม่ใช่เพื่อที่เราจะตำหนิหรือต่อว่าตัวเอง
แต่เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นรับผิดชอบตัวเอง
และค่อยๆเปลี่ยนแปลงให้ตัวเรากลายเป็น
คนที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคตครับ
อ้างอิง
ยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่
หลายคนก็ยิ่งกลัวว่า
ตัวเองจะ “สมองเสื่อม” มากขึ้นเท่านั้น
.
ยิ่งพอเราเห็นว่าตัวเองเริ่ม “ขี้ลืม”
ความกลัวนั้นก็ยิ่งทวีคูณเข้าไปอีก
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
สาเหตุหลักที่ทำให้การทำงาน
ของสมองเราถดถอยไม่ใช่อายุที่มากขึ้น
.
มันคือความเหนื่อยล้า ความเครียด
การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ
และสุขภาพหัวใจที่อ่อนแอมากกว่า
.
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราพบว่าตัวเอง
เริ่ม “ขี้ลืม” หนักๆ หนทางแก้ไขที่ “ตรงจุด”
อาจจะไม่ใช่การ “พุ่งเป้า” ไปที่สมองของเรา
.
การพักผ่อนให้เพียงพอ
การบริหารสุขภาพใจให้ดี
การทานอาหารให้มีประโยชน์
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
.
…สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นหนทางแก้ปัญหาที่ “ตรงจุด” มากกว่า
.
.
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ
หากช่วงนี้ เราพบว่าตัวเอง “ขี้ลืม” บ่อยๆ
หรือหากเราต้องการจะดูแลตัวเอง
ไม่ให้ “สมองเสื่อม” ในอนาคต
สิ่งที่เราควรจะเช็คตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกก็คือ
.
…เรานอนหลับเพียงพอไหม?
…เราทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนหรือเปล่า?
…เราออกกำลังกายสม่ำเสมอใช่ไหม?
…เราบริหารจัดการความเครียดได้ดีหรือไม่?
.
หากเราเคลียร์ตัวเองในประเด็นเหล่านี้ได้
เรามีโอกาสสูงที่จะไม่มีปัญหา “ขี้ลืม” หรือ “สมองเสื่อม” ในอนาคตครับ
อ้างอิง
หลายคนไม่ชอบเวลาที่ตัวเองมีความรู้สึกวิตกกังวล
.
อันที่จริง หลายคนมองว่า มันจะดีมากๆเลยครับ
หากพวกเขาสามารถ “ออกคำสั่ง”
ให้ความวิตกกังวลของตัวเองเงียบหายไปได้
.
อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลไม่ใช่ “ผู้ร้าย”
(แม้มันอาจสร้างความไม่สบายใจให้กับเราอยู่บ้างก็ตาม)
.
ความวิตกกังวลคือ “สัญญาณเตือน”
.
“สัญญาณเตือน” ให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา
(เช่น สุขภาพของเรา งานของเรา ความสัมพันธ์ของเรา)
.
มันช่วยให้เรา take action
ในการเตรียมตัว วางแผน และปกป้อง
สิ่งที่สำคัญนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
(เมื่อเทียบกับกรณีที่เราไม่มี “สัญญาณเตือน” นี้)
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะ
สอบวัดระดับภาษาอังกฤษ
คือ “สัญญาณเตือน” ที่กระตุ้นให้เรา take action
ในการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองอย่างเป็นระบบ
.
เป็นต้น
.
หากเราได้ take action อย่างเหมาะสมแล้ว
เรามักจะพบว่า “สัญญาณเตือน” ในใจเราจะเงียบลงตามไปด้วย
.
มันอาจจะไม่ได้เงียบสนิททันทีนะครับ
แต่มันมักจะค่อยๆเสียงเบาลงทีละนิดๆ
.
ในทางกลับกัน
หากเราไม่ได้มีการ take action ที่เหมาะสม
หากเราเพียงแค่รู้สึกวิตกกังวล และคิดวนในจุดนั้นไปเรื่อยๆ
(เช่น คิดกังวลซ้ำๆอยู่ในใจว่า “ฉันต้องสอบไม่ผ่านแน่ๆเลย”)
“สัญญาณเตือน” ในใจเราก็มีแนวโน้มที่จะดังต่อไปเรื่อยๆเช่นกัน
.
มันจะกลายเป็นความทรมานใจที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
.
สิ่งที่ผมได้หยิบมาเล่าให้ฟังในวันนี้
มันอาจไม่ใช่แนวทางในการรับมือ
กับความวิตกกังวลที่จะ “ได้ผล”
กับทุกๆคนในทุกๆกรณีก็จริง
.
แต่มันเป็นแนวทางที่เรียบง่ายและ “ได้ผล”
กับหลายๆคนในหลายๆกรณีอยู่เหมือนกัน
.
ผมหวังว่าบทความในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก”
ที่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหาทาง
รับมือกับความวิตกกังวลของตัวเองอยู่นะครับ
อ้างอิง
ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน
สังคมเราล้วนเต็มไปด้วยผู้นำ
ที่มีพฤติกรรม “บกพร่องทางศีลธรรม”
.
แต่เราก็จะเห็นได้ว่า
ผู้คนจำนวนไม่น้อย
ตัดสินใจที่จะเดินตามผู้นำเหล่านี้
.
ทำไม?
.
บางคนบอกว่า…
.
เป็นเพราะผู้คนเหล่านั้น
มีความเชื่อที่สอดคล้องกับผู้นำดังกล่าว
.
บางคนบอกว่า…
.
เป็นเพราะผู้คนเหล่านั้น
ถูกผู้นำกล่าว “ล้างสมอง”
.
วันนี้ ผมอยากจะนำเสนออีกหนึ่งเหตุผลครับ
.
มันเป็นเหตุผลที่เรียบง่าย
จนหลายคนอาจไม่ได้นึกถึง
.
แต่มันก็เป็นเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้เหตุผลอื่นๆ
.
หลายคนตัดสินใจเดินตาม
ผู้นำที่ “บกพร่องทางศีลธรรม”
เพราะพวกเขา “ไม่มีแรง”
ที่จะต่อต้านผู้นำเหล่านี้ครับ
.
ใช่แล้วครับ
การตัดสินใจที่จะไม่เดินตามผู้นำ
เป็นสิ่งที่ต้องใช้ “แรง” ครับ
.
เราต้องใช้ “แรง” ในการพิจารณา
และวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้นำ
.
เราต้องใช้ “แรง” ในการตัดสินใจว่า
“ฉันจะไม่เดินตามผู้นำคนนี้แล้ว”
(และก็จะยิ่งใช้ “แรง” มากเป็นพิเศษ
หากคนรอบตัวตัดสินใจไม่เหมือนกับเรา)
.
หากเราเหน็ดเหนื่อยกับการเอาตัวรอด
ในชีวิตประจำวันของเรามากจนเรา
“ไม่มีแรง” เหลือสำหรับสิ่งเหล่านี้
เราก็มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจ
เดินตามผู้นำโดย default ได้
.
นี่คือสาเหตุสำคัญข้อหนึ่ง
ที่ทำให้ผู้นำเผด็จการจำนวนมาก
ดูจะ “ประสบความสำเร็จ” ในประเทศ
ที่มีปัญหาเรื่องปากท้องอย่างรุนแรงนั่นเองครับ
อ้างอิง
