การ์ดจอธรรมดา...
ขุดเจอ 25 #BTC !!!
รุ่นเก๋าเขาทำกัน ! 😎
.
เครื่องขุดหน้าตาประหลาด
ที่เราเห็นในภาพประกอบ
มันคือเครื่องขุด #Bitcoin
ใช้ขุดได้จริง ๆ นะ !!!
สมัยยุครุ่นเก๋าเขาขุดกัน
.
ถ้าใครเกิดสงสัยขึ้นมาว่า
มันก็แค่ "การ์ดจอ" ธรรมดา
ที่อยู่ในคอมเราไม่ใช่เหรอ ?
คำตอบคือ... ใช่เลย !!!
มันแค่ GPU คอมนี่แหละ
.
แต่อย่าทำเป็นเล่นไปนะ
เพราะในบล็อกแรกสุด
ของ Halving ปี 2012
(Halving ครั้งแรกของโลก)
เคยมีคนใช้มันขุดสำเร็จ
.
ตอน Halving ครั้งแรก
รางวัลของผู้ที่ปิดบล็อกได้
จากบล็อกละ 50 BTC
จะลดลงไปครึ่งหนึ่ง
เหลือ 25 BTC ต่อบล็อก
.
การ์ดจอธรรมดาอันเดียว
ได้ 25 BTC ในบล็อกนั้น
เปิด Halving ปุ๊บ...
ปิดบล็อกแรกสำเร็จเลย
และได้รางวัลทั้งหมด
.
แต่เพื่อความแฟร์นะสหาย
ต้องบอกไว้ก่อนว่าสมัยนั้น
ยังไม่ได้มีเครื่อง ASIC
.
คนส่วนใหญ่ก็ใช้แค่ GPU
และก่อนหน้านั้นเป็น CPU
บน Laptop ก็มีด้วยซ้ำ
.
จึงอาจนับว่าความสำเร็จนี้
ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือโชคดีนัก
(หมายถึงในด้านกำลังขุด)
เพราะคู่แข่งส่วนใหญ่เอง
ก็เป็นการ์ดจอเหมือนกัน
.
และไม่นานในปี 2013
ซึ่งเวลาไล่เลี่ยกันมาก
เครื่อง ASIC ค่อยมา
.
โดยรุ่นของการ์ดจอที่ใช้
คือซีรีส์ Radeon HD 5800
ซึ่งการ์ดจอนี้ราคา $500
หรือประมาณ 16,145 บาท
ถือว่าก็แรงแล้วมั้ง สมัยนั้น
.
หลายคนอาจจะมองว่า...
การ์ดจอสเปคแค่นี้ "แพงจัง"
ก็คงไม่แปลก เพราะสมัยนั้น
การ์ดจอยังราคาสูงมากกก
รุ่นแรง ๆ ก็มีแค่ประมาณนี้
.
ต่างกับสมัยนี้ที่มีแรงกว่ามาก
แถมรุ่นเก่า ๆ ที่ออกมานาน...
ก็ราคาตกจนถูกแบบทุกวันนี้
.
แต่ความพีคที่ชวนเอาตกใจ
คือการ์ดจอที่ว่าไปเครื่องนี้
พึ่งเริ่มขุดได้ไม่ถึงสัปดาห์ 🔥
.
บางคนขุดมาทั้งชีวิตก็มี
ยังไม่เคยปิดบล็อกได้สักครั้ง
อันนี้ขุดไม่ถึงสัปดาห์ได้เลย
.
ซึ่งผู้ที่ขุดได้ตอนนั้นคือ
Mining Pool ชื่อ "Slush"
(มีข่าวประกาศไปทั่วเลย)
.
ใครไม่รู้จัก Mining Pool
มันคือการเอาพลังขุด
จากเครื่องขุดตัวเอง
ส่งไปรวมกันเพื่อช่วยกันขุด
แล้วแบ่งรางวัลที่ได้ร่วมกัน
.
เจ้าของการ์ดจอในตำนาน
ที่ใช้ปิดบล็อกสำเร็จนี้
ใช้ชื่อเล่นว่า "laughingbear"
.
ภายหลัง (26 ส.ค. 2013)
การ์ดจอนี้ได้ถูกขายให้กับ
"ช้างน้อย" (Chaang Noi)
สมาชิกชื่อดังคนหนึ่งใน...
เว็บไซต์ BitcoinTalk
.
มีรูปภาพจำนวนหนึ่ง
ของการ์ดจอเครื่องนี้
ถูกโพสต์ลงใน Bitmit
เว็บซื้อขายของออนไลน์
หน้าตาคล้าย Ebay
แต่ใช้ Bitcoin ซื้อขาย
แต่ตอนนี้ภาพหายหมด
.
หวังว่าเรื่องนี้จะอ่านกัน
แล้วสนุกสนานนะสหาย
ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
.
#พ่อมดคริปโต #siamstr
พ่อมดคริปโต
npub1l8dv...g6c8
สวัสดีสหาย ! ข้าชื่อ ชับบี้ เจ้าของเพจ พ่อมดคริปโต แต่เนื่องจากตอนนี้อยู่ใน Nostr ก็จะออกแนวพ่อมดบิทคอยน์แทน55555 😂
การ์ดจอธรรมดา...
ขุดเจอ 25 #BTC !!!
รุ่นเก๋าเขาทำกัน ! 😎
.
เครื่องขุดหน้าตาประหลาด
ที่เราเห็นในภาพประกอบ
มันคือเครื่องขุด #Bitcoin
ใช้ขุดได้จริง ๆ นะ !!!
สมัยยุครุ่นเก๋าเขาขุดกัน
.
ถ้าใครเกิดสงสัยขึ้นมาว่า
มันก็แค่ "การ์ดจอ" ธรรมดา
ที่อยู่ในคอมเราไม่ใช่เหรอ ?
คำตอบคือ... ใช่เลย !!!
มันแค่ GPU คอมนี่แหละ
.
แต่อย่าทำเป็นเล่นไปนะ
เพราะในบล็อกแรกสุด
ของ Halving ปี 2012
(Halving ครั้งแรกของโลก)
เคยมีคนใช้มันขุดสำเร็จ
.
ตอน Halving ครั้งแรก
รางวัลของผู้ที่ปิดบล็อกได้
จากบล็อกละ 50 BTC
จะลดลงไปครึ่งหนึ่ง
เหลือ 25 BTC ต่อบล็อก
.
การ์ดจอธรรมดาอันเดียว
ได้ 25 BTC ในบล็อกนั้น
เปิด Halving ปุ๊บ...
ปิดบล็อกแรกสำเร็จเลย
และได้รางวัลทั้งหมด
.
แต่เพื่อความแฟร์นะสหาย
ต้องบอกไว้ก่อนว่าสมัยนั้น
ยังไม่ได้มีเครื่อง ASIC
.
คนส่วนใหญ่ก็ใช้แค่ GPU
และก่อนหน้านั้นเป็น CPU
บน Laptop ก็มีด้วยซ้ำ
.
จึงอาจนับว่าความสำเร็จนี้
ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือโชคดีนัก
(หมายถึงในด้านกำลังขุด)
เพราะคู่แข่งส่วนใหญ่เอง
ก็เป็นการ์ดจอเหมือนกัน
.
และไม่นานในปี 2013
ซึ่งเวลาไล่เลี่ยกันมาก
เครื่อง ASIC ค่อยมา
.
โดยรุ่นของการ์ดจอที่ใช้
คือซีรีส์ Radeon HD 5800
ซึ่งการ์ดจอนี้ราคา $500
หรือประมาณ 16,145 บาท
ถือว่าก็แรงแล้วมั้ง สมัยนั้น
.
หลายคนอาจจะมองว่า...
การ์ดจอสเปคแค่นี้ "แพงจัง"
ก็คงไม่แปลก เพราะสมัยนั้น
การ์ดจอยังราคาสูงมากกก
รุ่นแรง ๆ ก็มีแค่ประมาณนี้
.
ต่างกับสมัยนี้ที่มีแรงกว่ามาก
แถมรุ่นเก่า ๆ ที่ออกมานาน...
ก็ราคาตกจนถูกแบบทุกวันนี้
.
แต่ความพีคที่ชวนเอาตกใจ
คือการ์ดจอที่ว่าไปเครื่องนี้
พึ่งเริ่มขุดได้ไม่ถึงสัปดาห์ 🔥
.
บางคนขุดมาทั้งชีวิตก็มี
ยังไม่เคยปิดบล็อกได้สักครั้ง
อันนี้ขุดไม่ถึงสัปดาห์ได้เลย
.
ซึ่งผู้ที่ขุดได้ตอนนั้นคือ
Mining Pool ชื่อ "Slush"
(มีข่าวประกาศไปทั่วเลย)
.
ใครไม่รู้จัก Mining Pool
มันคือการเอาพลังขุด
จากเครื่องขุดตัวเอง
ส่งไปรวมกันเพื่อช่วยกันขุด
แล้วแบ่งรางวัลที่ได้ร่วมกัน
.
เจ้าของการ์ดจอในตำนาน
ที่ใช้ปิดบล็อกสำเร็จนี้
ใช้ชื่อเล่นว่า "laughingbear"
.
ภายหลัง (26 ส.ค. 2013)
การ์ดจอนี้ได้ถูกขายให้กับ
"ช้างน้อย" (Chaang Noi)
สมาชิกชื่อดังคนหนึ่งใน...
เว็บไซต์ BitcoinTalk
.
มีรูปภาพจำนวนหนึ่ง
ของการ์ดจอเครื่องนี้
ถูกโพสต์ลงใน Bitmit
เว็บซื้อขายของออนไลน์
หน้าตาคล้าย Ebay
แต่ใช้ Bitcoin ซื้อขาย
แต่ตอนนี้ภาพหายหมด
.
หวังว่าเรื่องนี้จะอ่านกัน
แล้วสนุกสนานนะสหาย
ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
.
#พ่อมดคริปโต #siamstr
"พื้นฐาน" ของ #Bitcoin ไม่เคยเปลี่ยนไป...
มีแต่ "ใจคน" ที่เปลี่ยน... (ตามราคา555) 🧙♂️
#BTC #พ่อมดคริปโต #siamstr
ครบรอบ 15 ปี "#Bitcoin Logo Day" !!! 🎉
วันกำเนิดโลโก้ #BTC ที่ใช้กันมาจนวันนี้ 🎂
วันนี้ (1 พ.ย.) แต่เป็นเมื่อปี 2010 ถือเป็น...
วันเกิดโลโก้ Bitcoin สีส้มอ้วนกลมที่ใช้กัน
ซึ่งมันก็คือโลโก้อันปัจจุบันนี้แหละ !!! 🥳
ภาพโลโก้ BTC ที่พวกเราใช้กันทุกวันนี้นั้น...
ถูกสร้างขึ้นและเผยแพร่โดยศิลปินท่านหนึ่ง
ที่ใช้นามแฝงบนโลกออนไลน์ว่า "bitboy"
ซึ่งเป็นนามแฝงบนเว็บ Bitcointalk forum
ซึ่งก็คือเว็บที่โลโก้นี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรก 🖼
โลโก้นี้ถูกระบุรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชัดเจน
เช่น "ภาพนี้ปรับเอียง 14% ตามเข็มนาฬิกา"
เป็นภาพตัดพื้นหลังโปร่งใส สกุลไฟล์ PNG
ก่อนที่จะมีแบบ vector ให้โหลดภายหลัง
มีลองวางให้ดูทั้งบนพื้นหลังสว่างและมืด 😲
และในหัวข้อกระทู้เดียวกันที่โพสต์เอาไว้...
bitboy ก็ยังแปะภาพอื่น ๆ อีกมากมายเลย
ตัวอย่าง เช่น "Bitcoin Accepted Here",
"Love Bitcoin", และ "Bitcoin wallet" 👏
แต่ภาพที่ชุมชนชอบมาก เสียงตอบรับดีสุด
จนถูกยกให้เป็นภาพแบรนด์ดิ้งของ Bitcoin
ที่ "ดีที่สุดตลอดกาล" ก็คือ "Bitcoin Logo"
และมันก็ถูกใช้งานมาจนถึงวันนี้นั่นเอง ! 💖
นี่ก็คือที่มาของภาพโลโก้ Bitcoin นั่นเอง
เหรียญสีส้ม กลม ๆ ที่เอียงตามเข็ม 14%
กระทู้ดังกล่าวยังอยู่เลยนะสหาย ไปดูได้
เดี๋ยวแปะวาร์ปให้ แค่ภาพอาจหายหมด...
คงหมดอายุ ไม่ก็เซิร์ฟเวอร์ที่รับฝากภาพ
คงจะปิดตัวหรือบินไปแล้ว ไม่แน่ใจแฮะ
หวังว่าจะอ่านสนุกนะ ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ครบรอบ 49 ปี !!! วันกำเนิด Public/Private Key !!! ถ้าไม่มีสิ่งนี้ #Bitcoin และคริปโตก็ไม่เกิด 👏
1 พ.ย. ของทุกปี ถูกตั้งให้เป็นวัน "Diffie-Hellman day" เพื่อรำลึกถึง Whitfield Diffie และ Martin E. Hellman ผู้ริเริ่มแนวคิดเรื่องคู่ Public Key และ Private Key ซึ่งมันทำให้ศาสตร์ Cyptography ก้าวผ่านกำแพงด่านสำคัญของมนุษยชาติมาได้จนวันนี้ !!! คารวะจากใจจริงขอรับ 🙏
ในสมัยก่อน ศาสตร์ Cryptography เคยติดปัญหาใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา นั่นคือการที่ "ผู้รับและผู้ส่ง ต้องใช้ Secret Key เดียวกัน" 🗝
Secret Key เปรียบเสมือนเป็น "กุญแจลับ" ที่ใช้สำหรับ "เข้ารหัสข้อความ" (encrypt) ดังนั้นหากเราอยากจะสื่อสารกับใครแบบลับ ๆ เราจำเป็นจะต้องมี Secret Key เพื่อใช้เข้ารหัสข้อความเสียก่อน 👍
แต่ประเด็นคือ... ไอเจ้า Secret Key มันดันจำเป็นต้องใช้เพื่อ "ถอดรหัสข้อความ" (decrypt) ด้วยเช่นกัน !!! ดังนั้นถ้าอีกฝ่ายไม่มี Secret Key ของเรา ก็จะไม่สามารถอ่านข้อความที่เราสื่อสารไปหาได้ !!! เอ้า !!! ง่าย ๆ คือคนสองคนจะต้องใช้ Secret Key เดียวกัน เพื่อเข้ารหัสข้อความและถอดรหัสข้อความกันไปมา ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถสื่อสารกันลับ ๆ สองคนได้ (แค่ฟังก็นึกภาพงานงอกออกเต็มเลย) 🤣
ตอนนี้ถ้าให้เห็นภาพง่าย ๆ ... เราต้องใช้ Secret Key ในการล็อค และต้องใช้มันในการปลดล็อคด้วยเช่นกัน ตอนนี้จึงเหมือน Secret Key มันเป็นทั้ง "แม่กุญ+ลูกกุญแจ" ในอันเดียว ถ้าเราอยากสื่อสารกับใคร ก็ต้องยอมให้เขารู้ Secret Key ของเราด้วย ทีนี้พอจะจินตนาการปัญหาที่จะตามมาได้ไหมสหาย ? 🙃
❌ ปัญหาที่ตามมา คือ... ก็ในเมื่อทั้งผู้รับและผู้ส่งมี Secret Key เดียวกัน หมายความว่าเขาก็จะแอบอ่านข้อความที่เราคุยกับคนอื่นโดยใช้ Secret Key นี้ได้เช่นกัน (ถ้าเราแบ่ง Secret Key ให้คนอื่นใช้มากกว่า 1 คน) นี่คือปัญหาแรก !!!
❌ ไม่พอนะ... เราจะไว้ใจได้ยังไง ว่าผู้รับจะเอา Secret Key เราไปเพื่อใช้ถอดรหัสอ่านข้อความอย่างเดียว ในเมื่อมันคือ Secret Key เดียวกันกับที่เขาสามารถใช้เข้ารหัสข้อความและเป็นผู้ส่งได้เหมือนกัน ผู้รับจึงจะแกล้งตีเนียนเป็นผู้ส่งก็ได้ ส่งข้อความและตีเนียนเป็นอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ ก็ไม่รู้อยู่แล้วนิว่าใครรับใครส่ง เพราะคนเข้ารหัสกับคนถอดรหัสมันคือคนที่มี Secret Key เดียวกัน
ทีนี้... ถ้าโลกยังฝืนดันทุรังใช้ศาสตร์ Cyptography ที่มีช่องโหว่ใหญ่ขนาดนี้กันต่อไป จนถึงขั้นเข้าสู่ยุค Cryptocurrency ขึ้นมา ไม่อยากจะนึกภาพเลย... ในโลกที่คนโอนเงินและคนรับเงินต้องใช้ Secret Key เดียวกัน 😱
ผู้รับเงินที่รู้ Secret Key ของผู้โอน ก็จะสามารถใช้จ่ายเงินในกระเป๋าได้โดยไม่ต้องขออนุญาต สามารถเซ็นธุรกรรมต่าง ๆ หรือ Sign Smart Contract ใด ๆ ก็ได้ จะโยกเงินเราไปที่อื่นเล่น ๆ ยังไงก็ได้ อลม่านกันหมดแน่นอนทีนี้ ต้องขอบคุณนักนวัตกรรมยุคก่อน ๆ ที่ใส่ใจกับปัญหานี้ ไม่ทู่ซี้จะมองข้ามปัญหาและพัฒนาอะไรต่อไปมั่ว ๆ ซั่ว ๆ (เข้าใจเนอะว่าจะสื่ออะไร หึหึ...) เราจึงไม่ต้องประสบกับพหุจักรวาลนั้นกัน ฮู้เร่ !!! 55555555 🌌
และต้องขอขอบคุณ Diffie และ Hellman ที่ริเริ่ม "คู่ Public Key และ Private Key" ขึ้นมา ✅
โดยทั้ง Public Key และ Private Key จะมีความเชื่อมโยงกันในเชิงคณิตศาสตร์ ก็เลยเป็นที่มาที่หลายคนกลัวจะโดน Quantum Computer ย้อนรอยหา Private Key กันหนักหนานั่นแหละ คือมันก็ไม่ใช่ว่ามันไม่มีความเสี่ยงหรอก ตอนนี้มันยังมี แต่ขอไม่พูดเรื่องนี้แล้วนะ ขี้เกียจจะตอบแล้ว แหะ ๆ 😅
โดย Public Key จะมีไว้ใช้ encrypt ได้อย่างเดียว แต่ไม่สามารถใช้ decrypt ได้ เราจึงสามารถส่งในพื้นที่สาธารณะหรือให้ใครรับรู้ก็ได้ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยในเชิงการเข้ารหัส เพราะต่อให้คนนอกเห็น "แม่กุญแจ" ของเรา แต่เขาก็ไม่มีอะไรมาไข ส่วน Private Key ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือน "ลูกกุญแจ" อันนี้เราต้องเก็บไว้ให้ปลอดภัย เรารู้ได้คนเดียว ไม่ต้องทะลึ่งบ้องไปแชร์ให้ใครทั้งนั้น 🔐
ด้วยเหตุนี้ ศาสตร์ Cyptography จึงแก้ปัญหาคอขวดในอดีตได้ และทำให้เราได้มี #BTC รวมถึงพวกเหรียญคริปโตอื่น ๆ ใช้กันจนปัจจุบันนี้นั่นเองงงง ขอบคุณฮ้าฟฟู่ววว 🎉
และหากย้อนไปยังวันที่เปเปอร์เรื่องนี้ถูกปล่อยออกมา (1 พ.ย. 1976) วันนี้ก็ถือเป็นวันครบรอบ 49 ปีแล้ว หวังว่าจะอ่านสนุกกันนะสหาย ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ฉลอง 17 ปี #Bitcoin Whitepaper Day ด้วย 17 Fun Facts เกี่ยวกับ Bitcoin White Paper !!! 🤩
🗓️ 1. วันนี้ เป็นวันครบรอบ 17 ปี ที่ White Paper
ของเครือข่าย Bitcoin ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชน
โดย Satoshi Nakamoto ตัวผู้สร้าง #BTC เอง
วันนี้ เดือนนี้ เมื่อ 17 ปีก่อน (31 ตุลาคม 2008)
จึงนับเป็นวันปล่อย White Paper แบบทางการ !
(ผู้ที่ได้รับกลุ่มแรกคือเหล่า Mailing List)
📃 2. Bitcoin White Paper ยาวเพียง 2,736 คำ
สั้นกว่าเปเปอร์วิชาการทั่วไปโดยเฉลี่ยราวครึ่งหนึ่ง
(เปเปอร์วิชาการยาวเฉลี่ย 4,000 ถึง 10,000 คำ)
📛 3. มีคำว่า Bitcoin ในเปเปอร์เพียงแค่ 2 ครั้ง
หลายคนเชื่อว่า Satoshi Nakamoto ไม่ได้คิดไว้
และอาจจะมาตั้งชื่อโปรเจ็กต์นี้ว่า Bitcoin ทีหลัง
โดยมีหลักฐานปรากฎไว้ด้วยว่า ซาโตชิ "อาจจะ"
ตั้งใจเรียก “Electronic Cash” หรือ “Netcoin”
ในตอนเริ่มคิดโปรเจ็กต์ (เดี๋ยวแปะวาร์ปให้555)
⏲ 4. ใน White Paper ไม่มีคำว่า "blockchain"
และไม่มีคำว่า "cryptocurrency" แม้แต่คำเดียว
แต่ซาโตชิเรียกสิ่งที่ทำหน้าที่ blockchain ว่า...
"เซิร์ฟเวอร์ประทับเวลา" (timestamp server)
ส่วนเปเปอร์เวอร์ชั่นก่อนหน้า เรียก "timechain"
📦 5. คำที่ใช้บ่อยที่สุด คือ คำว่า "block"
โดย "บล็อก" คือชุดธุรกรรมที่ได้รับการ...
"ประทับเวลา" ลงบนบล็อกเชนแล้ว และได้รับ
"การอนุมัติว่าถูกต้อง" จากเครือข่าย Bitcoin
ซึ่งคำนี้ถูกใช้บ่อยถึง 48 ครั้งใน White Paper
ทั้งนี้คือไม่ได้นับพวกที่เติม s ต่อท้ายนะสหาย
เช่น คำว่า "transaction" กับ "transactions"
จะนับว่าเป็นคนละคำกัน คำไหนถูกใช้กี่ครั้งว่าไป
ทั้งสองคำจะไม่ถูกนับจำนวนการใช้รวมกันนะ
🔢 6. ไม่ได้มีสมการคณิตศาสตร์เยอะขนาดนั้น
หลายคนอาจเข้าใจว่าเปเปอร์นี้ต้อง Geek มาก
คงมีสมการทางคณิตศาสตร์เต็มไปหมดแน่เลย
แต่ความจริง "ไม่ใช่เลย" สหาย นับทั้งเปเปอร์
ประกอบด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ทั้งหมด...
เพียงแค่ "3 สมการ" เท่านั้น (เดี๋ยวแปะวาร์ป)
แถมนิด ทั้ง 3 สมการที่ยกขึ้นมาประกอบนั้น...
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความน่าจะเป็นที่จะมีคน...
โจมตีหรือขัดขวางเครือข่าย Bitcoin ได้นั่นเอง
คนอ่านจะได้เห็นภาพว่าเครือข่ายปลอดภัย 💪
✍ 7. ซาโตชิเขียนโค้ดก่อนเขียนเปเปอร์
โดยมีข้อความที่เขาเคยบอกว่าเขานั้น...
เขียนโค้ดอยู่ราว 2 ปีก่อนปล่อยเปเปอร์
🗣 8. Bitcoin White Paper มีการอ้างอิง
ถึงแหล่งข้อมูล 8 รายการ ซึ่งในนั้นมีพูดถึง
โปรเจ็กต์ที่พยายามจะสร้างเงินสดดิจิทัล
อย่าง B-money โดย Wei Dei และพูดถึง
Hashcash โดย Adam Back ด้วยเช่นกัน
และในปัจจุบัน ก็มีเพียงแค่ Adam Back
ที่ยังมีมีส่วนร่วมอยู่ในโลกคริปโตทุกวันนี้
(หมายถึงในบรรดาชื่อคนทีพูดถึงอะนะ555)
💻 9. มีการระบุว่า CPU ใช้สร้างบล็อก
ใน White Paper ระบุว่าพลังงานจาก CPU
จะถูกใช้เพื่อสร้างบล็อก ซึ่งไม่ใช่แล้ว !
ปัจจุบันข้อนี้จึงไม่ได้ถูกต้องเสียทีเดียว
เพราะพลังงานคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่
ที่ใช้กันในเครือข่าย มาจากเครื่อง ASIC
🎃 10. จงใจปล่อยในวัน Halloween ?!
วันที่และเวลาแบบเป๊ะ ๆ ที่ปล่อยเปเปอร์
คือ... "วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม" !!! ปี 2008
ณ ตอน 14:10 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก
หลายคนจึงคาดเดาว่าเป็นการ "ตั้งใจ"
เพื่อจะได้เล่นกับธีมของวัน Halloween
ในเรื่อง "การดับสูญและเกิดสิ่งใหม่"
สื่อถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยเก่า
ที่เงินแบบเก่ากำลังจะได้เวลาจบไป
และได้เวลากำเนิดยุคสมัยเงินใหม่ขึ้น
แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันได้เลย
เป็นเพียงการคิดต่อยอดกันเองเท่านั้น
🤏 11. ไม่มีการพูดเรื่อง 21 ล้านเหรียญ !!!
หลายคนเชื่อว่าเรื่อง Bitcoin จะมีกี่เหรียญ
ซาโตชิน่าจะตัดสินใจเป็นส่วนท้าย ๆ สุดเลย
เพราะในเปเปอร์ไม่มีพูดถึงแม้แต่คำเดียว
มาประกาศเรื่องนี้เอาตอน มกราคม ปี 2009
🔥 12. เป็นที่ถกเถียงยับตอนเปเปอร์ออก !
เหล่า Mailing List (รายชื่อผู้จะได้รับอีเมล)
ต่างถกเถียงกันดุเดือดหลังเปเปอร์ออกมา
จนผู้ดูแลต้องเข้ามาแทรกกลางและห้ามไว้
โดยบอกให้คุยกันแค่เรื่องโปรโตคอลเท่านั้น
หยุดลามไปจวกเงิน Fiat, ภาษี, หรืออื่น ๆ
และถ้าอยากคุยให้ก็ทำ Mailing List แยก
ซึ่ง Satoshi และ Hal Finney ก็ทำแยกจริง
🤔 13. คนแรกที่ตอบกลับเปเปอร์ยังอยู่ !
James A. Donald คือคนแรกที่ตอบกลับ
เพื่อแสดงความเห็นที่มีต่อ White Paper
ซึ่งทุกวันนี้เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนั้น...
เขาดันไม่เชื่อด้วยซ้ำว่ามันจะสำเร็จได้จริง
😎 14. Hal Finney นี่แหละของแทร่ !!!
เขาคือคนทดลองใช้งาน Bitcoin คนแรก
และให้การสนับสนุนซาโตชิเรื่อยมาแต่เดิม
ทันทีที่ได้อ่าน White Paper เขาพูดเลยว่า
ระบบ Proof of Work นี่แหละ เป็นแนวคิด
ที่ "มีแนวโน้มจะสำเร็จสูงมาก ๆ" 💪
⚖ 15. White Paper โดนกฎหมายโจมตี
หลายคนตอนนั้นก็ดราม่ากันยับ ไม่แฟร์เลย
แต่ช่างเถอะ เพราะมันทำให้แข็งแกร่งขึ้น
หลัง White Paper โดนสั่งลบ ก็มีเว็บไซต์
หลายแห่งทั่วโลกช่วยกันกระจายให้เลย
แม้แต่เว็บของภารรัฐสหรัฐและเมืองไมอามี
ก็มี White Paper นี้แปะบนหน้าเว็บเช่นกัน
แม้แต่บริษัทมหาชน อย่าง บริษัท Block
และบริษัท Microstrategy ก็ด้วย อิอิ ! 💪
📱 16. บางส่วนของเปเปอร์ก็ไม่ได้ไปต่อ
ใน White Paper ซาโตชิเคยมีเสนอเรื่อง
การแก้ปัญหาด้าน Scaling เอาไว้ โดยใช้
"Simple Payment Verification (SPV)"
เป็นแนวคิดที่จะทำให้ผู้ใช้ยืนยันธุรกรรม
โดยไม่ต้องดาวน์โหลดข้อมูลทั้งหมดมา
ไม่ต้องดึงมาหมดทั้งเครือข่ายบล็อกเชน
แต่แนวคิดนี้ยังมีช่องโหว่และไม่ได้ไปต่อ
(ซึ่งซาโตชิก็รู้ ไม่ได้บอกว่ามันสมบูรณ์)
ข้อเสนอนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในท้ายที่สุด
ไม่ได้ถูกพัฒนาต่อ และมีทางอื่นมาแทน
🌐 17. เว็บไซต์แรกที่ให้โหลดเปเปอร์
คือ "Bitcoin .org" ปัจจุบันก็ยังมีอยู่นะ
แถมมีให้เลือกโลดมากกว่า 40 ภาษา
แต่ประเด็นคือ... ข้าได้ยินมาว่าเว็บนี้นั้น
เคยมีประวัติโดนแฮ็คอยู่ และเคยมีเหตุ
ปล่อย client เวอร์ชั่นอันตรายลงในเว็บ
ใครจะเข้าไปยุ่งอะไรกับเว็บนี้ก็ดูให้ดีนะ
เสียหายโทษใครไม่ได้ เช็คกันเอง555
จบแล้วกับ 17 Fun Facts เกี่ยวกับ
#Bitcoin White Paper เพื่อฉลอง
ครบรอบ 17 ปี Whitepaper Day
อ่านกันเพลิน ๆ นะ ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ทุกอย่างเริ่มขึ้นจากอีเมลฉบับนี้ !!! ครบรอบ 17 ปี อีเมลในตำนาน 📧
📌 วันศุกร์ที่ 31 ต.ค. ปี 2008 เป็นวันที่ Satoshi Nakamoto (ซาโตชิ นากาโมโตะ) ได้ส่งอีเมลฉบับสำคัญของโลก ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งในภายหลัง จนเกิดเป็น #Bitcoin และก้าวข้ามกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้
📝 ศัพท์เทคนิคในอีเมลฉบับนี้ก็ เช่น:
- peer-to-peer = บุคคลถึงบุคคล
- double-spending = การใช้จ่ายซ้ำซ้อน
(เช่น การพยายามทำให้เกิดการโอนเงินจำนวนเดิมที่เคยถูกโอนออกไปแล้วซ้ำอีกรอบ ทั้งที่เงินจำนวนนั้นควรจะถูกโอนออกไปได้แค่รอบเดียว เรียกง่าย ๆ คือการพยายามจะใช้จ่ายเงินก้อนเดิมซ้ำทั้งที่ตัวเองใช้จ่ายไปแล้ว)
- proof-of-work = หลักฐานการทำงาน
(เป็นกลไกฉันทามติที่ใช้ตรวจสอบความถูกต้องในบล็อกเชน หนึ่งในจุดประสงค์หลักที่ถูกคิดค้นขึ้นมาก็เพื่อแก้ไขปัญหา double-spending)
- Hashcash = ชื่อของบล็อกเชนรุ่นบรรพบุรุษที่มาก่อน Bitcoin
อีเมลดังกล่าวใช้หัวข้อว่า "Bitcoin P2P e-cash paper" และเริ่มเกริ่นด้วยการจั่วหัวว่า "ฉันกำลังพัฒนาระบบเงินอิเล็กทรอนิคที่เป็นแบบ peer-to-peer เต็มตัว โดยไม่ต้องเชื่อใจบุคคลที่สาม"
ในอีเมลมีการแนบลิงค์เปเปอร์เอาไว้ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปอ่านกันแบบละเอียดกันได้ และแอบมีการเปรยคุณสมบัติเอาไว้ในอีเมลก่อนว่า:
✍️ คุณสมบัติหลัก:
- ป้องกัน double-spending ด้วยเครือข่าย peer-to-peer
- ไม่มีการสร้างเหรียญขึ้นมาก่อนหรือมีบุคคลที่สามที่ต้องเชื่อใจใด ๆ
- สามารถมีส่วนร่วมแบบนิรนามได้
- เหรียญใหม่จะเกิดจากระบบ proof-of-work สไตล์ Hashcash
โดยการพิสูจน์การทำงานเพื่อทำให้เกิดเหรียญใหม่ขึ้นมานี้ยังเสริมพลังให้กับเครือข่ายเพื่อป้องกัน double-spending
ประมาณนี้สหาย ที่เหลือพี่แกก็เล่นแปะ Abstract ซะยาวเหยียด ก่อนจะปิดท้ายด้วยลิงค์เปเปอร์อีกรอบ และทิ้งชื่อ Satoshi Nakamoto ลงท้ายตามฉบับคนจดหมายสมัยก่อน 📫
อีเมลในตำนานฉบับนี้ได้ถูกส่งไปให้ Cryptography Mailing List ซึ่งเป็นลิสต์รายชื่ออีเมลของเหล่า cryptographer, นักวิจัย, และผู้ที่มีไฟในคริปโต ณ ตอนนั้น คืออีเมลเหล่านี้มาสมัครขอรับข้อมูลไว้จากเว็บไซต์ เวลาซาโตชิส่งอีเมลหา Cryptography Mailing List ก็คืออีเมลจะถูกส่งกระจายไปให้ทุกคนที่พูดถึงข้างต้นโดยอัตโนมัติ 👍
และทุกวันนี้ #BTC มาไกลมาก ! อีเมลฉบับดังกล่าวนับว่าเป็นอีเมลในตำนานที่ช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่ยิ่งใหญของโลกที่ชื่อ Bitcoin เลยก็ว่าได้ เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างก่อนจะมีตลาดคริปโตให้เทรดกันแบบทุกวันนี้ 🤣
และวันนี้ก็ครบรอบ 17 ปีของอีเมลฉบับดังกล่าวแล้วนะสหาย !!! Happy Bitcoin Whitepaper Day นะสหาย !!! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
นักขุด #BTC ลอยฟ้า ความสูง 18,000 ฟุต ✈
ขุด #Bitcoin บนเครื่องบิน ! กำลังบินอยู่ด้วย !
นับเป็น "ครั้งแรกของโลก" ที่มีการ...
ขุดคริปโตบนเครื่องบิน ที่กำลังบินอยู่
ณ ความสูง 18,000 ฟุต (5.48 กม.) 🌍
วันนี้ (30 ต.ค.) เมื่อ 14 ปีที่แล้ว (2011)
จากกระทู้บน Bitcoin Forum ยุค OG
พบว่ามีคนเปิด Run เครื่องขุดบนฟ้า !!!
พยายามจะขุด BTC, TBX, และ LTC ⛏
ถ้าถามว่าเชื่อมต่อเครือข่ายได้ยังไง
ใช้ WiFi บนเครื่องบินนั่นแหละ ! 📶
ความสูงระดับ 18,000 ฟุตก็ไม่สูงมาก
นับว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหากเทียบกับ
สายการบินปกติที่เราใช้งานกันทั่วไป
อยู่แค่ระดับเครื่องบินส่วนตัวลำเล็ก ๆ
เห็นว่าขุดระหว่าง "บินข้ามเมือง" 🏙
เห็นบอกว่า "ทำได้สำเร็จ" ซะด้วย
ไม่มั่นใจว่าหมายถึง Run เครื่องขุด
ขณะอยู่บนที่สูงกลางฟ้าได้สำเร็จ
หรือหมายถึงขุดจนได้ BTC มาด้วย
สำเร็จที่ว่านี่คือยังไงนะอยากรู้ ? 🤔
ตัวกระทู้เดี๋ยวแปะวาร์ปให้ไปส่องกัน...
เผื่อใครอยากรู้อะไรมากกว่านั้นสหาย
ดูเหมือนนี่จะเป็นร่องรอยประวัติศาสตร์
ที่มีการ Run เครื่องขุด ณ บนเครื่องบิน
ความสูง 18,000 ฟุต ครั้งแรกของโลก
นำมาเล่าสู่กันฟัง ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstrเจอกันงานวิ่งเชียงใหม่ สหาย !!! 🧙♂️
#siamstr
ยสตน "ยัง สะสม #Bitcoin ต่อเนื่อง"
#siamstr
"ยสตน" ยังสะสม #Bitcoin ต่อเนื่อง 😂
บริษัทสาย #Bitcoin เติบโตอลังการ มูลค่าตลาดแซงหน้าบริษัทดังมากมาย !!! 🔥
บริษัท STRATEGY ของ Michael Saylor (ตัวย่อ $MSTR) ล่าสุดมี Market Cap เติบโตขึ้นมาพรวดเดียวถึง 9 อันดับ !!! โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดเกิน $9 หมื่นล้าน (ราว 2.3 ล้านล้านบาทไทย) 🎉
ชื่อเดิมของบริษัท คือ MicroStrategy เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นชื่อนี้กันมากกว่าเนอะ... พี่แกก็พึ่งมาเปลี่ยนชื่อเมื่อต้นปีนี้เองแหละสหาย... เดิมทีก็เป็นบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์องค์กรและปัญญาทางธุรกิจ (BI) แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทได้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นในบทบาทอื่น นั่นคือการเป็นบริษัทสาย Bitcoin Treasury เพราะมีการกระหน้ำซื้อและถือ #BTC จำนวนมากในงบดุลบริษัทนั่นเองสหาย... 💰
ยิ่งในช่วงที่ราคา Bitcoin เป็นขาขึ้นใหญ่แบบนี้... ราคาหุ้นของบริษัทก็ยิ่งเติบโตตาม การเติบโตก้าวกระโดดทำให้บริษัทนี้ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 230 ของโลกแล้วในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าใหญ่กว่าบริษัทดังมากมายหลายเจ้าที่พวกเราคุ้นหน้าคุ้นตาในชีวิตประจำวันกันดี อย่าง Mitsubishi, Airbnb, PayPal, และบริษัทดังอื่น ๆ อีกเพียบ !!! 🏆
ราคาหุ้นของบริษัทปัจจุบันตกหุ้นละ $315.47 (ประมาณ 10,273.28 บาทไทย) ซึ่งถือว่าเติบโตมามากถึง +56.43% ใน 1 ปีเลยทีเดียว !!! อันนี้ถ้าเป็นในฝั่งตลาดหุ้นถือว่าโหดมากนะสหาย !!! และล่าสุดวันนี้ก็ยังบวกมาอีก +3.50% 🚀
แต่บริษัทถือเยอะ มันมีทั้งข้อดีและเรื่องที่น่ากังวลอยู่นะสหาย... เรื่องที่ดีก็มี เรื่องที่เสี่ยงโดนพี่แกเทขายก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับใครที่เก็บ Bitcoin เพื่อเป็นการเก็บออม Proof of Work ในระยะยาว ไม่ได้เก็บเพื่อเก็งกำไรหรืออะไร... อันนี้ก็ถือว่าไม่ต้องกังวลอะไรเนอะ ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
เตรียมเข้าสู่ยุค "มาตรฐานไม้ด่าง" กันเถอะสหาย ! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#Bitcoin #BTC #พ่อมดคริปโต #siamstr
"#Bitcoin is the most honest and most efficient market in the world." - Peter Thiel
Peter Thiel คือหนึ่งในนักลงทุนในตำนาน หลายคนก็คงรู้อยู่แล้วว่าเขาโด่งดังขนาดไหน เพราะเขาคือผู้กระโจนเข้าใส่ Facebook, PayPal, หรือ Palantir ตั้งแต่ช่วงมันแรกเริ่มหัดเดินเลย 🚀
เทคโนโลยีหลายอย่างที่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก ชายผู้นี้แหละที่นักมักจะมองเห็นเป็นคนแรก ๆ 💪
และจากมุมมองของเขาที่มีต่อ Bitcoin เขามองว่ามันเป็นตลาดที่ "ซื่อสัตย์ที่สุด" และ "มีประสิทธิภาพที่สุด" เท่าที่โลกมี !!! ไม่เคยมีตลาดใดในระบบการเงินแบบเก่าที่ทำแบบนี้ได้ทั้งนั้น 🌍
ในฐานะนักลงทุน เราก็ไม่รู้หรอกว่าในใจใครคิดยังไง... เชื่อมั่นใน #BTC จริงแท้แค่ไหน... แต่ถ้ายึดแค่จาก "คำพูด" ที่เปล่งออกมา มันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความโปร่งใสและไม่สามารถถูกแทรกแซงได้ของ Bitcoin มาก ๆ !!! 🎯
👉 ซื่อสัตย์: คงเพราะ Bitcoin มันตรงไปตรงมา มันรันด้วยโค้ด ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยคำมั่นสัญญาทางการเมืองหรือนโยบายของธนาคารใด มันโปร่งใสจนผู้คนทั้งโลกสามารถตรวจสอบธุรกรรมบนเครือข่ายได้ ไม่เคยมีการแอบอุ้มชูหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ใช้งานคนใด
👉 มีประสิทธิภาพ: คงเพราะตลาด Bitcoin ชัดเจนเสมอในเรื่องของทิศทางเงิน เรารู้ว่าเงินกำลังไหลไปไหน ตลาดกำลังให้คุณค่ากับอะไร ไม่มีข้อมูลวงใน ไม่มีการแอบผลิต Supply ล่วงหน้า ทุกคนแลกเปลี่ยนมือกันตลอด 24 ชม. แบบไม่มีการปิดตลาด ไร้พรหมแดน ทั่วโลก
จากคำพูดนี้ตั้งแต่ในงาน Bitcoin 2022 ที่จัดขึ้นในไมอามี่ Peter Thiel มองเห็นภาพนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว ในขณะที่เหล่าสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่พึ่งจะเริ่มเคลื่อนไหวกันไม่นานนี้เอง ถ้า Bitcoin มันเป็นจริงอย่างที่เขาพูด ก็ไม่แปลกใจเลยใช่ไหมที่ระดับสถาบันจะเริ่มกระโจนเข้ามากันอย่างทุกวันนี้ ? แล้วพวกเจ้าคิดเห็นยังไงกันล่ะสหาย ? มาแบ่งปันความเห็นพ้องและเห็นต่างกันหน่อย ! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต
โกมุโกมุโนนน~ 4,000,000 บาท !!! หมัด All Time High ยางยืดดด !!! ย่าาา !!! 🤣
#Bitcoin #BTC #พ่อมดคริปโต #siamstr
#Bitcoin มักถูกใช้ในทางไม่ดี "จริงเหรอ ?" มาดูสถิติที่น่าสนใจกัน... อะไรกันแน่ที่น่ากลัว 👀
จากนี้เลิกพูดกันสักทีว่า #BTC เป็นเงินสีเทา และมักใช้ในอาชญากรรม เพราะจากข้อมูลสถิติพบว่าไม่ใช่เลย ! 👊
เรามาเริ่มกันที่ยอดสรุปปี 2023 ข้อมูลจาก Chainalysis เผยว่า... มีธุรกรรมของ BTC ไม่ถึง 0.24% ด้วยซ้ำ... ที่มีความเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ✍️
เทียบกับเงิน Fiat นับ "หลาย 'ล้านล้าน' ดอลลาร์ฯ" (ล้านสองรอบ) ที่เกี่ยวข้องกับการ "ฟอกเงิน" 💸
ข้อมูลของปี 2024 ยังไม่มีตัวเลขออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ชัดเจนสำหรับ Bitcoin โดยเฉพาะ แต่มีตัวเลขรวม ๆ ออกมาเป็น "คริปโตทั้งโลก" แทน ที่น่าสนใจคือข้อมูลจาก CoinLedger เผยว่า... ไม่ถึง 0.14% ของธุรกรรมคริปโตทั้งหมดบนโลก ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม 🤏
และในเปอร์เซ็นต์อันน้อยนิดเพียงหยิบมือนั้น มี Bitcoin กินสัดส่วนเพียง 1/5 ของปีล่าสุด ไม่ได้เป็นพี่ใหญ่ที่ถูกใช้เกี่ยวข้องกับเรื่องไม่ดีแต่อย่างใด กลับกลายเป็นเหล่าเหรียญ Stablecoin (ที่ความจริงมันก็คือ Fiat ในลำดับชั้นถัดมานั่นแหละ) ที่กินสัดส่วนไป "เกินครึ่งจากทั้งหมด" (ราว 63%) 👤
และเมื่อพูดถึงเหล่า Bitcoin ที่ถูกโขมยไป และเตรียมจะถูกนำไป "ฟอกเงิน" ออกมาเป็นเงิน Fiat กลับพบว่าราว 45% จะถูกนำไป Swap เป็นเหรียญสาย Privacy Coin อย่าง Monero (XMR) ต่างหาก และมีราว 30% ที่ถูก Bridge ข้ามเชน ไปยัง Ethereum และ BNB Chain อีกด้วย 🛜
สรุปแล้ว Bitcoin ที่ถูกใช้ในเชิงอาชญากรรมตามกฎหมายมันก็มีแหละ... แต่มันมีน้อยมาก !!! น้อยแบบหยิบมือจริง ๆ เมื่ออ้างอิงจากข้อมูลข้างต้น และมันก็ไม่ใช่ความผิดของ Bitcoin สหาย มันคือเงิน และเงินคือเครื่องมือ เครื่องมือไม่ได้ดีหรือไม่ดี แต่ผู้ใช้นำมันไปใช้ยังไงต่างหาก แต่หากยังฝังใจตราหน้าว่ามันคือเครื่องมือฟอกเงินของอาชญากร ลองเทียบสัดส่วนกับเงินกระดาษที่เราใช้กันทุกวันและมีมูลค่ารวม "หลาย 'ล้านล้าน' ดอลลาร์สหรัฐฯ" ที่ถูกฟอกเป็นเรื่องปกติดู อันไหนมีนัยยะสำคัญและเอื้ออำนวยต่อการฟอกเงินมากกว่ากันสหาย ? และข้อมูลทั้งหมดข้าไม่ได้พูดเองนะ แปะแหล่งที่มาไว้ให้แล้ว สามารถไปสืบค้นกันต่อได้อีกที ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
นั่งเดาตั้งนานแล้ว... แต่ก็ยังคิดไม่ออกเลยสหาย อะไรหว่า ??? ยากเนอะ !!! แหะ ๆ ... 😅
แต่ถ้าทางออก... พอเดาได้ ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!!! 🧙♂️
#Bitcoin #BTC #พ่อมดคริปโต #siamstr
แค่ถอยออกมามองภาพกว้าง จะเห็นสิ่งที่ #Bitcoin ทำตลอดมา 🙌📈
📑 สหายคนใดที่เข้ามาเทรด ข้าจะไม่พูดด้วยในโพสต์นี้เยอะ เพราะถ้าเป็นสายเทรดจริง แสดงว่าต้องรู้ Timeframe ของตัวเอง มีแผน รู้จุดเข้า-ออก มีเงื่อนไขต่าง ๆ ชัดเจนในสมองแล้ว การที่ขยับซูมออกมาดูภาพที่ใหญ่ขึ้นจึงอาจไม่จำเป็น มีวินัยทำตามระบบการเทรดของตัวเองไปดีแล้ว
🙏 แต่ถ้าไม่ใช่สายเทรด แต่จะเข้ามาเพราะพื้นฐานหรือคุณสมบัติก็ตาม ภาพใหญ่ เช่น หลักปี หรือทศวรรษ คือความจริงที่ #BTC เป็นตลอดมา เพราะถ้าหากหนี้มันไม่มีเพดาน ราคา BTC เมื่อเทียบ Fiat ก็ควรจะไม่มีเพดานด้วยเช่นกันเมื่อว่ากันตามพื้นฐานและคุณสมบัติของ Bitcoin ถูกไหมสหาย ? ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️ #พ่อมดคริปโต #siamstr
Adam Back คือตำนานที่ยังมีลมหายใจ ! ที่ ซาโตชิ นากาโมโตะ ยังต้องเคยติดต่อไปหา ! 🔥
เขาคือเจ้าของโปรเจ็กต์ Hashcash ที่ซาโตชิ นากาโมโตะ ต้องติดต่อไปหาเพื่อขออ้างอิงข้อมูลเรื่องระบบ Proof of Work 👤
บุคคลนิรนามผู้สร้าง #Bitcoin หรือ Satoshi Nakamoto เขาเคยติดต่อไปหา Adam Back สมัยยังมีตัวตนอยู่บนโลกออนไลน์ด้วยนะสหาย ความจริงคือติดต่อไปตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของ Bitcoin เลยแหละ เพราะทักไปตั้งแต่เขียน White Paper !!! 📩
โดยเขาติดต่อไปหาก็เพื่อแจ้งให้ Adam Back ทราบเกี่ยวกับ White Paper ว่าตัวเขากำลังนั่งทำโปรเจ็กต์ Bitcoin อยู่นะ และเพื่อยืนยันข้อมูลการอ้างอิงที่ถูกต้องเกี่ยวกับโปรเจ็กต์ Hashcash ที่สร้างโดย Adam Back นั่นเอง... 📜
ซึ่งส่วนที่อ้างอิงและไปขอยืนยันข้อมูลนั้น เป็นส่วนที่อธิบายถึงกลไก Proof of Work ที่ถูกใช้งานในเครือข่าย Bitcoin อยู่ในทุกวันนี้ ⛏️
และในปัจจุบัน ก็มีเพียงแค่ Adam Back นี่แหละ... ที่ยังมีส่วนร่วมอยู่ในโลกคริปโตทุกวันนี้... หมายถึงในบรรดาชื่อคนที่ถูกอ้างอิงอะนะ พวกชื่อใน White Paper อะไรงี้55555 🌐
โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมาสด ๆ นี้เอง... เขาได้พูดในงานเปิดตัว Bitcoin Treasuries NYC โดยได้อ้างอิงถึงหลายปัจจัย เช่น เหล่ากองทุน Bitcoin Spot ETF และบรรยากาศทางการเมืองที่นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึง Supply ที่จำกัดของ Bitcoin ผนวกกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ เขาเชื่อว่ามันจะทำให้ Bitcoin ทำ All Time High ได้มากกว่านี้แน่นอน !!! 🚀
🗣️ และคำพูดภายในงานที่ชวนกาวที่สุดของ Adam Back อันดับที่ 1 !!!
"$100K is way too cheap. Bitcoin goes between $500K and $1M this cycle.”
(แสนดอลฯ มันถูกเกินไป Bitcoin จะไปช่วง 5 แสนดอลฯ ถึง 1 ล้านดอลฯ ใน Cycle รอบนี้)
เอ้า !!! สู๊ดดดดดดดด !!! กาวจัด !!! ของจริ๊งงง !!! หลายคนได้ยินคงปอดชุ่มจนเปียกกันเลยทีเดียว55555 🤣
แต่วนกลับมาที่ความเป็นจริงก่อนสหาย... ใคร "เก็บออม #BTC" ก็ทำตามหน้าที่ไป เราเก็บเพราะคุณสมบัติและปัญหาระดับโลกที่ BTC จะมาแก้ ถูกไหม ?
ส่วนใครที่เก็งกำไรก็ไม่ได้ผิดหรอก ถ้าคิดว่าฉลาดกว่า Bitcoin ได้อะนะ... 😂
ก็คงต้องมีแผนและจุดเข้า-ออกที่ดี มีวินัยทำตามแผน ที่สำคัญคือการบริหารสภาพคล่องในชีวิตจริงให้ดีและใช้ "เงินเย็น" เสมอ ขอให้โชคดีมีชัยในโลกคริปโต ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
เหลือ #Bitcoin ไม่ถึง 6% ที่จะถูกขุดได้ในอนาคต 🔥👀
จากข้อมูลของ glassnode ตอนนี้... Supply ประมาณ 94.85% ของ Bitcoin ทั้งหมด ถูกขุดออกมาเรียบร้อย... หมายความว่าหากตลาดต้องการ Bitcoin เพิ่ม... ตอนนี้จะมี Supply เหลืออีกไม่ถึง 6% แล้วที่จะถูกขุดเข้ามาเพิ่มได้ในอนาคต ! 🤏
ปัจจุบัน เราขุด #BTC ขึ้นมาได้ราว 19.9 ล้านเหรียญ จาก 21 ล้านเหรียญ แล้วสหาย !!! ซึ่งเราจะต้องอยู่ในช่วง Supply ใหม่เกิดขึ้น "น้อยมาก ๆ ๆ ๆ !!!" แบบนี้ไปจนถึง "ปี 2140" โดยประมาณเลย !!! หรืออีกประมาณ 115 ปี !!! กว่าจะครบ 21 ล้านเหรียญ ตึงเปรี๊ยะ !!! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
พูดไปเรื่อยเลยเราอะ... 😅
ใบปริญญามันเฟ้อจริง ๆ แฮะ
เฮ้อ... ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#Bitcoin #BTC #พ่อมดคริปโต #siamstr