พ่อรวยสอนลูก Robert Kiyosaki โพสต์ยาวส่งท้ายปี เรื่อง ทองคำ แร่เงิน และ #Bitcoin 🤩
เดี๋ยวแปะต้นโพสต์ให้นะสหาย แต่มันยาวมาก ! และเป็นภาษาอังกฤษล้วนด้วย (ก็ถ้าโรเบิร์ตพิมพ์ไทยสิแปลก55555) โพสต์นี้ข้าก็เลยมาแปลข้อความสุดยาวส่งท้ายปีของพี่แกให้ฟังนะ เป็นมุมมองเกี่ยวกับ "ทองคำ แร่เงิน และ #BTC" ซึ่งอ่านแล้วมันน่าสนใจและมีประเด็นให้คุยกันเต็มไปหมดเลยล่ะ... 👀
====================
ทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin: จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่เหลืออะไรให้ซื้อแล้ว
ผู้คนเฝ้าตั้งคำถามผิด ๆ
ชอบถามว่า
“ทองคำราคาเท่าไหร่แล้ว ?”
“แร่เงินราคาเท่าไหร่แล้ว ?”
“Bitcoin ราคาเท่าไหร่แล้ว ?”
เป็นวิธีคิดแบบมือสมัครเล่น
คำถามที่แท้จริงคือ:
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่เหลืออะไรให้ซื้อแล้ว ?
เพราะในตอนจบของทุกวัฏจักรการเงิน ราคาจะไม่สำคัญอีกต่อไป
ยังมีของให้ซื้อได้ไหมต่างหาก
ผมศึกษาเรื่องเงินมาหลายสิบปี ผมผ่านช่วงเงินเฟ้อ วิกฤต ฟองสบู่ และช่วงที่รัฐพิมพ์เงินมาอุ้มเศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ก็วนซ้ำแบบเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อความเชื่อมั่นในเงินกระดาษพังทลาย ผู้คนจะไม่ถามว่า
“ราคามันถูกแค่ไหน ?”
แต่จะถามว่า
“ยังหาซื้อมันได้หรือเปล่า ?”
ซึ่งเป็นช่วงที่สายไปแล้วสำหรับคนส่วนใหญ่
นี่คือสิ่งที่พ่อรวยสอนผม:
เงินหาใช่สิ่งที่รัฐบาลบอกว่าเป็นเงิน
เงินคือสิ่งที่ผู้คนยอมรับ ยามที่ไม่มีใครเชื่อในคำมั่นสัญญาอีกต่อไป
ทองคำและแร่เงินผ่านพ้นทุกจักรวรรดิมาได้เพราะไม่ต้องเชื่อถือใครอื่น ไม่มีต้องมีคู่สัญญา ไม่ต้องมีคำมั่น ไม่ต้องพึ่งธนาคารกลาง
Bitcoin ก็มีตัวตนอยู่ด้วยเหตุผลเดียวกัน
ไม่ใช่เพราะมันสมบูรณ์แบบ
แต่เพราะมันอยู่นอกระบบ
ผมจึงไม่มานั่งเถียงเรื่องทองคำกับ Bitcoin
ผมถือทั้งคู่
ผมไม่เลือกปฏิบัติกับสิ่งใดก็ตามที่ช่วยปกป้องผมจากเงินปลอม ๆ
คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้:
เราไม่ได้กำลังเห็นราคามันขึ้น
เรากำลังเห็นมูลค่าเงินกระดาษมันลง
ยามที่ต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อจะซื้อแร่เงินหรือทองคำปริมาณเท่าเดิม ไม่ได้หมายความว่าพวกแร่มีค่ามัน "แพงขึ้น"
แต่หมายความว่าเงินดอลลาร์นั้นมันอ่อนแอลง
และนี่คือเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
แร่เงินไม่ได้เป็นแค่เงิน
แต่เป็นฝังอยู่ในโครงสร้าง
- อยู่ในแผงโซลาร์เซลล์
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- เครื่องมือแพทย์
- ระบบป้องกันภัย
- โครงสร้างพื้นฐานของ AI
ทองคำส่วนใหญ่นอนอยู่ในห้องนิรภัย
แต่แร่เงินถูกใช้งานจริง
เมื่อใช้แล้ว ก็หมดไป
ตอนของมันขาดจึงมีผลกว่ากราฟราคา
และตอนนี้รัฐบาลต่าง ๆ เริ่มตื่นแล้ว
เมื่อประเทศต่าง ๆ เริ่มกักตุนโลหะมีค่า
เมื่อมีการจำกัดการส่งออก
เมื่อธนาคารกลางเทขายพันธบัตรเพื่อมาซื้อทองคำ
นั่นไม่ใช่การเก็งกำไร
มันคือการเอาตัวรอด
Bitcoin นั้นต่างออกไป
มันพกพาได้
ไร้พรมแดน
มีจำนวนจำกัด
สิ่งนี้เกิดขึ้นในยามผู้คนต่างพูดว่า
“ไม่อยากเชื่อรัฐบาลอีกแล้ว”
แต่ความจริงอันโหดร้ายที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองไม่เห็นคือ:
เมื่อความตื่นตระหนกมาเยือน คุณไม่ได้ไปซื้อสินทรัพย์ตอนนั้น
คุณต้องมีมันอยู่แล้ว
เพราะในวิกฤตจริง ๆ สิ่งที่จะหยุดหยุดชะงักก่อนไม่ใช่ตลาด
มันคือของในตลาด
ผมเลยพูดมาตลอดว่า:
คนเก็บออมคือผู้แพ้
ถ้าคุณเก็บออมเงินกระดาษ คุณกำลังเก็บสิ่งที่รัฐบาลสามารถสร้างได้ไม่จำกัด
ทองคำพิมพ์เพิ่มไม่ได้
แร่เงินพิมพ์เพิ่มไม่ได้
Bitcoin พิมพ์เพิ่มไม่ได้
นั่นแหละประเด็น
เพราะงั้นอนาคตไม่ใช่ว่าสินทรัพย์ตัวไหนจะราคาขึ้นมากที่สุด
แต่สินทรัพย์ไหนจะยังคงอยู่ตอนที่ความเชื่อมั่นหายไปต่างหาก
เพราะเมื่อไม่มีอะไรเหลือให้ซื้ออีกแล้ว…
ราคาจะไม่สำคัญอีกต่อไป
การมีของอยู่ในมือต่างหากที่สำคัญ
====================
อ่านจบแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างสหาย ? ใครเห็นตรงหรือเห็นต่างยังไงก็ลองมาแลกเปลี่ยนกัน... สวัสดีปีใหม่นะ ! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
พ่อมดคริปโต
npub1l8dv...g6c8
สวัสดีสหาย ! ข้าชื่อ ชับบี้ เจ้าของเพจ พ่อมดคริปโต แต่เนื่องจากตอนนี้อยู่ใน Nostr ก็จะออกแนวพ่อมดบิทคอยน์แทน55555 😂
พ่อรวยสอนลูก Robert Kiyosaki โพสต์ยาวส่งท้ายปี เรื่อง ทองคำ แร่เงิน และ #Bitcoin 🤩
เดี๋ยวแปะต้นโพสต์ให้นะสหาย แต่มันยาวมาก ! และเป็นภาษาอังกฤษล้วนด้วย (ก็ถ้าโรเบิร์ตพิมพ์ไทยสิแปลก55555) โพสต์นี้ข้าก็เลยมาแปลข้อความสุดยาวส่งท้ายปีของพี่แกให้ฟังนะ เป็นมุมมองเกี่ยวกับ "ทองคำ แร่เงิน และ #BTC" ซึ่งอ่านแล้วมันน่าสนใจและมีประเด็นให้คุยกันเต็มไปหมดเลยล่ะ... 👀
====================
ทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin: จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่เหลืออะไรให้ซื้อแล้ว
ผู้คนเฝ้าตั้งคำถามผิด ๆ
ชอบถามว่า
“ทองคำราคาเท่าไหร่แล้ว ?”
“แร่เงินราคาเท่าไหร่แล้ว ?”
“Bitcoin ราคาเท่าไหร่แล้ว ?”
เป็นวิธีคิดแบบมือสมัครเล่น
คำถามที่แท้จริงคือ:
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่เหลืออะไรให้ซื้อแล้ว ?
เพราะในตอนจบของทุกวัฏจักรการเงิน ราคาจะไม่สำคัญอีกต่อไป
ยังมีของให้ซื้อได้ไหมต่างหาก
ผมศึกษาเรื่องเงินมาหลายสิบปี ผมผ่านช่วงเงินเฟ้อ วิกฤต ฟองสบู่ และช่วงที่รัฐพิมพ์เงินมาอุ้มเศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ก็วนซ้ำแบบเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อความเชื่อมั่นในเงินกระดาษพังทลาย ผู้คนจะไม่ถามว่า
“ราคามันถูกแค่ไหน ?”
แต่จะถามว่า
“ยังหาซื้อมันได้หรือเปล่า ?”
ซึ่งเป็นช่วงที่สายไปแล้วสำหรับคนส่วนใหญ่
นี่คือสิ่งที่พ่อรวยสอนผม:
เงินหาใช่สิ่งที่รัฐบาลบอกว่าเป็นเงิน
เงินคือสิ่งที่ผู้คนยอมรับ ยามที่ไม่มีใครเชื่อในคำมั่นสัญญาอีกต่อไป
ทองคำและแร่เงินผ่านพ้นทุกจักรวรรดิมาได้เพราะไม่ต้องเชื่อถือใครอื่น ไม่มีต้องมีคู่สัญญา ไม่ต้องมีคำมั่น ไม่ต้องพึ่งธนาคารกลาง
Bitcoin ก็มีตัวตนอยู่ด้วยเหตุผลเดียวกัน
ไม่ใช่เพราะมันสมบูรณ์แบบ
แต่เพราะมันอยู่นอกระบบ
ผมจึงไม่มานั่งเถียงเรื่องทองคำกับ Bitcoin
ผมถือทั้งคู่
ผมไม่เลือกปฏิบัติกับสิ่งใดก็ตามที่ช่วยปกป้องผมจากเงินปลอม ๆ
คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้:
เราไม่ได้กำลังเห็นราคามันขึ้น
เรากำลังเห็นมูลค่าเงินกระดาษมันลง
ยามที่ต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อจะซื้อแร่เงินหรือทองคำปริมาณเท่าเดิม ไม่ได้หมายความว่าพวกแร่มีค่ามัน "แพงขึ้น"
แต่หมายความว่าเงินดอลลาร์นั้นมันอ่อนแอลง
และนี่คือเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
แร่เงินไม่ได้เป็นแค่เงิน
แต่เป็นฝังอยู่ในโครงสร้าง
- อยู่ในแผงโซลาร์เซลล์
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- เครื่องมือแพทย์
- ระบบป้องกันภัย
- โครงสร้างพื้นฐานของ AI
ทองคำส่วนใหญ่นอนอยู่ในห้องนิรภัย
แต่แร่เงินถูกใช้งานจริง
เมื่อใช้แล้ว ก็หมดไป
ตอนของมันขาดจึงมีผลกว่ากราฟราคา
และตอนนี้รัฐบาลต่าง ๆ เริ่มตื่นแล้ว
เมื่อประเทศต่าง ๆ เริ่มกักตุนโลหะมีค่า
เมื่อมีการจำกัดการส่งออก
เมื่อธนาคารกลางเทขายพันธบัตรเพื่อมาซื้อทองคำ
นั่นไม่ใช่การเก็งกำไร
มันคือการเอาตัวรอด
Bitcoin นั้นต่างออกไป
มันพกพาได้
ไร้พรมแดน
มีจำนวนจำกัด
สิ่งนี้เกิดขึ้นในยามผู้คนต่างพูดว่า
“ไม่อยากเชื่อรัฐบาลอีกแล้ว”
แต่ความจริงอันโหดร้ายที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองไม่เห็นคือ:
เมื่อความตื่นตระหนกมาเยือน คุณไม่ได้ไปซื้อสินทรัพย์ตอนนั้น
คุณต้องมีมันอยู่แล้ว
เพราะในวิกฤตจริง ๆ สิ่งที่จะหยุดหยุดชะงักก่อนไม่ใช่ตลาด
มันคือของในตลาด
ผมเลยพูดมาตลอดว่า:
คนเก็บออมคือผู้แพ้
ถ้าคุณเก็บออมเงินกระดาษ คุณกำลังเก็บสิ่งที่รัฐบาลสามารถสร้างได้ไม่จำกัด
ทองคำพิมพ์เพิ่มไม่ได้
แร่เงินพิมพ์เพิ่มไม่ได้
Bitcoin พิมพ์เพิ่มไม่ได้
นั่นแหละประเด็น
เพราะงั้นอนาคตไม่ใช่ว่าสินทรัพย์ตัวไหนจะราคาขึ้นมากที่สุด
แต่สินทรัพย์ไหนจะยังคงอยู่ตอนที่ความเชื่อมั่นหายไปต่างหาก
เพราะเมื่อไม่มีอะไรเหลือให้ซื้ออีกแล้ว…
ราคาจะไม่สำคัญอีกต่อไป
การมีของอยู่ในมือต่างหากที่สำคัญ
====================
อ่านจบแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างสหาย ? ใครเห็นตรงหรือเห็นต่างยังไงก็ลองมาแลกเปลี่ยนกัน... สวัสดีปีใหม่นะ ! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
หน่วยวัดไหนกันนะที่ผันผวน ? 🧙♂️
#BTC #Bitcoin #พ่อมดคริปโต #siamstr
อมยิ้มรสนมจากเต้า ! หรือจะเรียกว่า "ลูกอมนมแม่" ก็ได้นะน้องหนู ซื้อมาด้วย #Bitcoin 🤣
สหาย... หากเจ้าเป็นคนชอบลองลูกอมรสชาติแปลก ๆ แถมยังมี Bitcoin เยอะเกินไป ลองเอา #BTC อันแสนมีค่ามาละลายทรัพย์เล่นกับอมยิ้ม Lollyphile ดูไหม ? เพราะอมยิ้มแบรนด์นี้เขาขึ้นชื่อเรื่อง "รสชาติประหลาดไม่เหมือนใคร" 🍭
Lollyphile เริ่มต้นบริษัทด้วยการผลิตอมยิ้มรสไวน์, เบียร์, และสุราชนิดต่าง ๆ แถมเห็นชื่อรสชาติอมยิ้มทีนี่จิ๊ดจ๊าดโดนใจ เช่น รสไวน์แดงเมอร์โล, รสเบียร์ IPA (เบียร์ India pale ale ของอินเดีย), และรสเบอร์เบิ้นวิสกี้ อั๊ยย่ะ !!! เห็นแต่ละรสชาติแล้ว... ไม่น่าจะใช่อมยิ้มที่ทำมาให้เด็กอมแล้วแหละสหาย 🍺
แต่ถ้ามองว่ารสชาติเครื่องดื่มมึนเมาพวกนั้นเป็นรสชาติที่แปลกของแบรนด์นี้... ผิดมหันต์เลยสหาย !!! มันเป็นรสชาติที่ธรรมดาที่สุดแล้วต่างหาก เพราะพวกเจ้ากำลังจะได้เจอ... อมยิ้มรสเบคอนที่เคลือบด้วยน้ำเชื่อมเมเปิ้ล (maple bacon), รสเบคอนช็อคโกแลต, รสบลูชีส, รวมไปถึงรสวาซาบิและขิง 🤪
แต่ความจริง... รสชาติสำหรับเด็กก็มีนะ แค่น่าจะต้องเด็กมากเลย เพราะหนึ่งในรสที่แปลกที่สุดที่เป็นรสยอดฮิตบนหน้าเว็บไซต์ของบริษัทเสียด้วย ก็คือ... รส "นมจากเต้า" ใช่แล้วสหาย มันคืออมยิ้มย้อนวันวาน ที่จะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ดูดนมแม่อีกครั้ง 🍼
แล้วไอรสนมจากเต้าที่ว่า... ครั้งหนึ่งมันเคยโดนเหมายกแพ็ค 1 กล่อง 36 ชิ้น อมกันจนปากเปื่อยจนแทบหย่านมแม่กันเลย แถมยังถูกซื้อด้วย 0.6 Bitcoin !!! ซึ่งสมัยนั้นตก BTC ละ $100 ก็เท่ากับเป็นมูลค่าราว $60 เท่านั้นเอง 🤏
แต่พอเทียบกับสมัยนี้... Bitcoin จำนวนนั้นจะมีมูลค่าราว $54,000 หรือประมาณ 1.7 ล้านบาทไทยเลยนะสหาย !!! แลกกับอมยิ้มรสนมจากเต้า 36 เม็ด !!! ป่านนี้คนซื้อรู้สึกยังไงบ้างนะ ? 💸
ก่อนจบขอย้ำคำเดิมสหาย การจะใช้จ่าย Bitcoin ไปกับอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องผิด ส่วนตัวข้านับถือคนกล้าใช้ในฐานะส่วนเล็ก ๆ ที่ผลักดันการเกิด Adoption อยู่เสมอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารอยเท้าทางประวัติศาสตร์ของใครบางคนในวันนั้น ก็อาจกลายเป็นเรื่องให้เล่าสู่คนฟังและตลกขบขันไปจนถึงขั้นท้องแข็งกันจนวันนี้ ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ทีวีซีรีส์เรื่องแรกของโลก ที่พูดถึง #Bitcoin บทละคร 14 ปีก่อน: "(#BTC) มันคืออนาคต" 🎬🔥
ละครทีวีเรื่องนี้จัดว่า "โด่งดังมาก" ในสมัยก่อน
ฉายยาวตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2016 (ยิงยาว 7 ปี) !
มีตั้ง 7 ซีซั่น ! ชื่อเรื่อง "The Good Wife" 👏
📽 บทสนทนาตอนหนึ่งในเรื่อง:
นางเอก: "ฉันเข้าเน็ตแล้วไปซื้อ Bitcoin มาเมื่อคืน"
ตัวละครชาย: "จริงเหรอ มันคืออนาคต"
นางเอก: "ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้รู้สึกว่ามันจะจริงนะ"
ตัวละครชาย: "ความจริงจะเปลี่ยน คอยดู"
ตัวละครชายยิ้มให้ จับมือลา และเดินจากไปหล่อ ๆ
ซีรีส์ตอนดังกล่าวออกฉายช่วงปลายปี
และหลังจากนั้น ในปีถัดไป (2012) ...
Bitcoin ก็ถูกซื้อขายกันแถวราคา $3
ก่อนจะพุ่งเป็นจรวด "ราว 3 ล้าน% !"
มาสู่ราคาในปัจจุบันที่เราอยู่กันนี้ 🚀
และวันนี้ก็เป็นวันครบรอบ 14 ปีแล้ว
ที่ละครตอนดังกล่าวออกฉายพอดี 🎉
แหม่... ไม่รู้ว่าตอนนั้นมีคนที่ดูละคร,
นักแสดง, หรือผู้กำกับ ซื้อไว้ไหม ?
ถ้าซื้อไว้และยัง HODL มาจนวันนี้
จะถือว่าเป็น "ละครก่อนกาล" เลย !
ของแทร่ !!! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
กำเนิดคำศัพท์ "HODL" เริ่มจากขี้เมาคนเดียว !!! 🤣
วันนี้ในปี 2013 บนฟอรัม Bitcointalk มีคนเมาคนหนึ่งโพสต์ถึง #Bitcoin โดยอธิบายว่า "ทำไมเขาถึงไม่ขาย แม้ว่าราคาจะร่วง"
ถ้าใครเข้าไปอ่านจะเห็นเลยว่า "เมาจริ๊งงง !!!" พิมพ์ผิดพิมพ์ถูก เว้นวรรคมั่วซั่วไปหมด เหมือนคนไม่มีสติแล้วพยายามจะกดคีย์บอร์ดให้ได้ เนื้อหาเท่าที่จับใจความได้คือประมาณว่า:
"ตรูพิมพ์หัวข้อนั้นซ้ำสองรอบ
เพราะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าพิมพ์ผิด
แต่ก็ยังผิดอยู่ดี ช่างแม่งเหอะ
แฟนไปบาร์เลสเบี้ยน BTC ก็ดิ่ง"
เปิดหัวมาก็ฮาลั่นเลย อะไรเนี่ย !
พี่แกเครียดหรอ ? โกรธแฟน ?
เจอวันแย่ ๆ มา ? หรืออะไร๊ ?! 😂
หลังจากระบาย พี่แกก็พิมพ์ต่อ:
"ทำไมตรูยังถืออยู่ ? จะบอกให้
เพราะตรูเป็นเทรดเดอร์ห่วย ๆ
และตรูรู้ตัวดี ว่าตรูมันห่วย
พวกเทรดเดอร์เก่ง ๆ น่ะ
มองเห็นจุดสูง-ต่ำปั๊บปุ๊บปั๊บ
ปิ๊ดปั๊ดพั๊บวิงว่องวัง ๆ
แล้วก็ทำเงินล้านสบาย ๆ
ชิลครับพี่ชาย"
ซาวด์เอฟเฟ็กต์มาเต็ม !!!
อย่างลั่น55555555 😆
"ขณะเดียวกัน พวกใจบางก็...
'โอ้ มันร่วงว่ะ ขายละนะ ฮี่ฮี่ฮี่'
แล้วพอพวกเทรดเดอร์เก่ง ๆ
มาซื้อกลับ พวกมันก็จะแบบ
'โอ้ยเห็นราคาละเจ็บใจสัส'
แต่รู้มั้ย ? ผมไม่ใช่พวกนั้น"
เฮ้ย !! เมาจริ๊งง !!! 555 🤣
พิมพ์ออกรสออกชาติจังวะ
"เวลาเทรดเดอร์พวกนัั้นซื้อคืน
ผมก็ยังอยู่ในตลาดอะค้าบ
พวกเอ็งเล่นโกงใครอยู่หรอ
พวกนักเทรดรายวันโน่น
ไม่ใช่ตรู~!"
เฮ้ย ไปทางเก่งซะด้วย 😆
“พวกกระทู้ล่อเป้าพวกนั้นที่พูดว่า
‘โอ้ววว มึงควรขายไปแล้วนะ!’
เชี่ยไร ไม่มีเชี่ยไรควรขายทั้งนั้น
ตรูนี่ต้องขายก่อนทุกคนขาย
ตรูนี่ต้องซื้อก่อนทุกคนซื้อ
แต่รู้ไหม ไม่ใช่ทุกคนจะเก่ง
จะเท่ได้เท่าพวกเมิงหรอก"
น่าจะไปอ่านกระทู้คนอื่นมา
แล้วน่าจะหัวร้อน ขายไม่ทัน
ยิ่งอ่านยิ่งขำจังวะ5555 😂
"เมิงจะขายตอนเข้าตลาดหมี
ก็ต่อเมื่อมึงเทรดเก่งจริง
ไม่ก็กากแต่มโนว่าเก่ง
ส่วนคนอื่นระหว่างนั้นเหรอ
เขาถือต่อกันโว้ย
ในเกมการพนันแบบนี้อะ
พวกเทรดเดอร์จะมาเอา
เงินไปจากเมิงได้ ก็แค่...
ต่อเมื่อเมิงยอมขายเองไง"
ไอดอล ขวัญใจสายถือยาว
เอาเรื่องจัดอะพี่ชาย555 🤣
"เอาล่ะ ตรูเพิ่งดกวิสกี้ไป
เอาจริงบนขวดสะกดว่า whisky
ช่างมันเถอะ
ฟ้องตรูเลย
(แต่ต้องจ่ายค่าปรับเป็น #BTC ได้นะ)"
โห พี่ชาย... โดนไปกี่ขวดวะเนี่ย !
โดยกระทู้ทั้งหมดที่เล่ามานั้น...
ใช้ชื่อหัวข้อว่า "I AM HODLING"
น่าจะเมาแล้วพิมพ์สลับกันแหละ
จากคำว่า HOLD (ที่แปลว่า "ถือ")
เลยเขียนเป็น "HODL" เฉยเลย
และกลายเป็นตำนานเล่าขานกันมา
คำนี้เลยไวรัลและใช้กันมายาวนาน
จนทุกวันนี้ก็ยังใช้กันอยู่เลย !!! 🤣
และวันนี้ก็ "ครบรอบ 12 ปี" แล้ว !
(กระทู้โพสต์วันที่ 18 ธ.ค. 2013)
ถือเป็นวันกำเนิดคำว่า "HODL" !
ก็พี่ชายคนเมาคนนี้แหละสหาย...
ที่เมาพิมพ์ผิดแล้วเกิดเป็นคำนี้...
เอ้า !!! ชาบู !!! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
COLDCARD อุปกรณ์ hardware wallet ที่ออกแบบมาเพื่อ #Bitcoin โดยเฉพาะ เน้นความปลอดภัย สามารถทำธุรกรรม #BTC แบบ "Air-gapped" ได้ (คืออุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยซ้ำ) 💳
วันนี้ เป็นวันครบรอบ 8 ปี ที่ Coldcard ได้เปิดตัวออกสู่ตลาด ! โดยได้เปิดตัววันแรก วันที่ 14 ธ.ค. 2017 !!! 👏
ไหนใครเคยลองใช้งานกันดูแล้วบ้างสหาย ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ครบรอบ 15 ปี "วัน La Fuga" การจากไป พร้อม "คำเตือนสุดท้าย" ของซาโตชิ 👤
📌 เรื่องราวในตำนาน ก่อนคำเตือนครั้งสุดท้าย:
หลังจากประกาศชัดเจนเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2011 แล้วว่า "จะย้ายไปทำอย่างอื่น" การปรากฏตัวของ Satoshi ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปเหมือนเงาที่ถอยลับจากฉากหลังของโลกดิจิทัล
แน่นอน... เขาไม่ได้หายวับไปทีเดียว เขายังคงมาพิมพ์ตอบคำถามในฟอรัมบ้างบางครั้ง ตอบพวกคำถามเฉพาะทาง แต่เขาก็แทบไม่โผล่ในห้องแชทอีกเลย และจำกัดการสื่อสารไว้เฉพาะกับ Gavin และนักพัฒนาจำนวนไม่มากนักผ่านอีเมลที่เริ่มห่างหายเป็นช่วง ๆ
ในปลายปีนั้นเกิดสิ่งเล็ก ๆ อย่างหนึ่งซึ่งกลายเป็นสัญญาณใหญ่... เมื่อ Satoshi ถาม Gavin ว่าควรนำอีเมลของเขาไปใส่บนหน้าเว็บไซต์ #Bitcoin เพื่อเป็นช่องทางติดต่อหรือไม่ แต่ไม่นานนัก Gavin ก็พบว่าอีเมลเดิมของ Satoshi หายไปจากระบบราวกับถูกดึงออกอย่างตั้งใจ
และในวันนี้ เดือนนี้ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว (13 ธ.ค. 2010) คือช่วงเวลาที่โลกได้เห็นข้อความสาธารณะจากเขาเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งข้อความดังกล่าวแลดูต่างไปจากทุกที เพราะมันไม่ใช่การประกาศกร้าวว่า Bitcoin จะมาเปลี่ยนโลกแต่อย่างใด ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่เหมือนทุกที...
แต่ข้อความสุดท้ายดันเป็นเพียงการประกาศเปิดตัวซอฟต์แวร์ Bitcoin เวอร์ชัน 0.3.19 เท่านั้น พร้อมกับคำเตือนสุดท้ายก็ก่อนจะหายไปตลอดกาล “ยังมีวิธีโจมตี Bitcoin อีกหลายทาง กว่าที่ฉันจะนับได้”
หลังจากข้อความสุดท้ายนั้น... ก็ไม่มีใครได้เห็น Satoshi อีกเลย... ทุกสิ่งก็เงียบลง แต่โลกกลับไม่หยุดตามหาเขา ชุมชนในห้องแชทเริ่มผสมผสานเบาะแสเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าด้วยกันเพื่อพยายามตั้งข้อสงสัยว่าใครคือ Satoshi แต่ทั้งหมดก็ล้วนเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และบุคคลนิรนามผุ้สร้าง Bitcoin ก็ได้หายไปจากโลกออนไลน์ตลอดการนับแต่นั้นมา 👀
ตึงเปรี๊ยะ !!! นั่นก็คือเรื่องราวในตำนานของ Satoshi Nakamoto นะสหาย ก่อนเขาจะหายไปตลอดกาล เป็นข้อความสุุดท้าย ที่สุดท้ายจริง ๆ ไม่ได้บอกลา (เพราะบอกไว้ก่อนนานแล้ว) แต่มาอัพเดทซอฟต์แวร์ กับคำเตือนแสนเรียบง่ายก่อนจะจากไปเท่านั้นเอง 👏
ทุกวันนี้เครือข่าย #BTC มันเติบโตขึ้นมาก แข็งแกร่งเกินกว่าผู้มีอำนาจใดจะมาโจมตีตามอำเภอใจอย่างง่ายดายได้แล้ว มันมาไกลมาก ๆ กลายเป็นเรื่องราวระดับโลกอยู่จนทุกวันนี้เลยแหละ ถ้าพี่แกยังอยู่คงจะภูมิใจนะ 💪
เหมือนในหนังเลยเนอะ !!! อย่างกับในฉากภาพยนตร์ ! และวันนี้ก็เป็นวันครบรอบ 15 ปี "ข้อความสุดท้ายจาก Satoshi Nakamoto" ถูกตั้งชื่อว่า "วัน La Fuga" (มาจากภาษาสเปน/อิตาลี) แปลว่า "การหายตัวไป" โดยน่าจะใช้คำนี้ให้มันเข้ากับบรรยากาศเหมือนในหนังนั่นแหละ คำมันฟังดูเป็น Chapter บทละครดี สุขสันต์วัน La Fuga นะสหาย 🙏
📝 ปล. บางเว็บไซต์อาจระบุว่าเป็นวันที่ 12 ธ.ค. 2010 แต่ถ้าว่ากันตามเวลาบ้านเรา มันเลยเที่ยงคืน เลยนับเป็นวันที่ 13 ธ.ค. 2010 แล้ว ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ครบรอบ 17 ปี วันกำเนิด #Bitcoin Mailing List !!!
💬 ผู้สร้าง #BTC ซาโตชิ นากาโมโตะ ได้เริ่มต้น Bitcoin Mailing List บนเว็บ SourceForge พร้อมกับข้อความต้อนรับสั้น ๆ ว่า:
“Welcome to the Bitcoin mailing list!” (ยินดีต้อนรับสู่ Bitcoin Mailing List !)
📩 Mailing list คือ การรวมรายชื่ออีเมลสำหรับส่งข้อความหา "สมาชิกหลายคนพร้อมกัน” คล้าย ๆ เป็นแชทกลุ่มฉบับอีเมลนั่นแหละสหาย คือเป็นการคุยอีเมลที่แยกเธรดได้แบบฟอรัม อะไรแบบนั้น
💪 และ Mailing List ที่เกิดขึ้น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "Bitcoin Mailing List" นี้ก็ได้เป็นศูนย์กลางสื่อสารแรก ๆ ของเหล่านักพัฒนาและผู้ที่สนใจใน Bitcoin
🗓️ อย่าสับสนไทม์ไลน์นะสหาย... ซาโตชิ ส่ง "Bitcoin White Paper" ให้เหล่า Mailing List วันที่ 31 ต.ค. 2008 แต่นั่นเป็น Cryptography Mailing List คือกลุ่ม Mailing List ของคนที่สนใจเทคโนโลยีศาสตร์การเข้ารหัส Cryptography เท่านั้น แต่ Mailing List ที่เกิดขึ้นภายหลังในวันนี้ 10 ธ.ค. 2008 คือ Bitcoin Mailing List เป็น Mailing List เกิดใหม่ที่ว่ากันด้วยเรื่องของ Bitcoin โดยเฉพาะ ✍️
👉 ต่อมา... เมื่อเครือข่าย Bitcoin เริ่มเติบโตและชุมชนต้องการพื้นที่ที่รองรับการสนทนาทางเทคนิคได้มากขึ้น Mailing List เดิมจึงค่อย ๆ พัฒนาและถูกย้ายมาอยู่บน Google Groups แทน กลายมาเป็น Bitcoin Development Mailing List ที่หลายคนอาจรู้จักกันอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง !!! 🎉
สุขสันต์วัน "The Bitcoin Mailing List Begins" นะสหาย !!! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
จัดส่งขี้ถึงบ้าน แบบไม่ระบุตัวตน แค่จ่าย #Bitcoin มา ! เดือนเดียวรายได้ $10,000 ! 💩
กำเนิด Startup โฉมใหม่ไฟแรงผู้สร้างรายได้ราว "3.5 แสนบาทไทย" ภายใน 30 วันแรกหลังเปิดกิจการเท่านั้นเอง !!! พบกับบริการจัดส่ง "ขี้สด ๆ" ผ่านไปรษณีย์แบบไม่ระบุตัวตน ส่งตรงถึงบ้านคนที่คุณเกลียดขี้หน้า แลกค่าจ้างเป็น Bitcoin ภายใต้ชื่อแบรนด์ "ShitExpress" 🚚
เมื่อการจัดส่งที่รวดเร็ว ผนวกกับความตื่นเต้นในการส่งขี้ถึงบ้านผู้คน ธุรกิจแหวกใหม่จึงได้ถูกเปิดตัวสู่สาธารณะอย่างอลังการ โดยทางผู้ให้บริการได้เขียนเว็บบล็อกอธิบายต้นกำเนิดของบริการสุดหรรษา (?) อันเป็นไอเดียสุดบรรเจิดของตัวเองเอาไว้ซะยาวเฟื้อยจนลูกค้าต่างพากันขี้เกียจอ่าน ✍
นาย Peter ผู้ก่อตั้ง ShitExpress ได้เริ่ม "การทดลองทางการตลาด" ว่าถ้าเขาจะมีบริการ "ส่งขี้ม้าสด ๆ" ไปยังบ้านที่ผู้ใช้บริการระบุ จะมีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน ทั้งที่ตอนเริ่มแรกเขายังไม่มีแม้แต่ม้าสักตัว และไม่มีความรู้เลยด้วยซ้ำว่าจะไปติดต่อหาขี้ม้าได้จากไหน ทุกอย่างที่เผยแพร่ออกไปเป็นเพียงการเริ่มต้นทดสอบตลาดเท่านั้น 🐴
พ่อหนุ่มนักธุรกิจไฟแรงได้เขียนเล่าทุกอย่างเอาไว้ว่า “ถ้ามีคนกดออเดอร์ขึ้นมาจริงล่ะ ? จะทำยังไง ? จะไปหาขี้ม้าจากไหนในเมืองนี้ ? ไหนจะเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมแต่ราคาไม่แพง ?” 😅
“น้ำหนักและขนาดที่เหมาะสมล่ะ ? จะห่อยังไง ? ต้องมีอะไรเพิ่มเติมอีกไหม ? จะโน้มน้าวด่านตรวจศุลกากรให้เชื่อได้ยังไงว่านี่มันคือของขวัญราคา $3-5 จริง ๆ นะ ? แล้วไหนจะความรู้สึกแปลก ๆ ที่ต้องนำกล่องอุจจาระม้าเข้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์อีก ?” เขียนปัญหามาจนดูเยอะแยะมากมาย แต่ถามว่าสุดท้ายพี่แกตัดสินใจทำไหม... ทำ ! 🤣
หลังจากได้รับออเดอร์แรกเข้ามาจริง ๆ ... พี่แกก็พยายามออกตามหาคอกม้าใกล้ ๆ และลองขอขี้ม้าจากเจ้าของดู สรุปเจ้าของดันให้ !!! คงเพราะปริมาณมันยังไม่เยอะขนาดนั้น ก็แค่ออเดอร์แรกอะเนอะ พี่แกเลยหอบขี้ม้ากลับมาแพ็คใส่บรรจุภัณฑ์และเตรียมจัดส่ง ในที่สุด... ออเดอร์แรกในฐานะ Startup ก็ได้มาถึงแล้ว ดีใจด้วยนะพ่อหนุ่ม 👏
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตของพี่แกโด่งดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา คือหลังจากเว็บข่าวเทคโนโลยี Motherboard ได้เขียนถึงธุรกิจของพี่แกในฐานะผู้ให้บริการจัดส่งขี้ม้าแลกกับ Bitcoin เว็บไซต์อื่น ๆ ก็เลยพากันลงข่าวตามด้วย ทำให้ยอดขายของพี่แกพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ทะลุ $10,000 ภายในเดือนเดียว 🚀
ราคาขี้ม้าของพี่แกตกออเดอร์ละ $20 ก็หมายความว่าด้วยยอดขายทะลุ $10,000 ในเดือนเดียว พี่แกได้จัดส่งขี้ม้าสด ๆ ไปยังบ้านคนรวม 500 บ้านแล้ว !!! เอาจริงดิ !!! 500 หลัง !!! ความหมายคือ... Startup รายนี้ได้สร้างความฉิบหายทะลุ 500 ครัวเรือนไปเรียบร้อยแล้วในเดือนเดียว 🏘
เนื่องจากกิจการรุ่งเรืองรายได้ดีแบบนี้... พี่แกจึงตัดสินใจขยายช่องทางเพิ่มจาก Bitcoin อย่างเดียว เป็นเปิดรับ PayPal ด้วย 💳
และจากนั้นก็ยังคงให้บริการจัดส่งขี้ถึงบ้านคนที่ลูกค้าเกลียด ไปยังที่อยู่เป้าหมายแล้วกว่า 36 ประเทศทั่วโลก !!! นี่มันธุรกิจส่งออกนานาชาติเลยนะเนี่ยสหาย ทำเป็นเล่นไป55555 🌍
“ด้วยการสนับสนุนอันแข็งแกร่งจากลูกค้า เราจึงได้ขยายฐานการให้บริการเพิ่มขึ้นและเดี๋ยวจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่จะนำมาเสนอในอนาคตอันใกล้นี้” พ่อหนุ่ม Peter ผู้มีวิสัยทัศน์ด้านธุรกิจ (?) ได้เขียนเอาไว้ และยังทิ้งท้ายไว้อีกว่า “นอกเหนือจากนั้น เรายังต้องการเติบโตแบบกว้างขวาง โดยจะครอบคลุมพื้นที่ธุรกิจอื่น ๆ ให้มากขึ้น” 💪
อ่านจบแล้วเป็นยังไงกันบ้าง ? สนุกไหมสหาย ? สุดท้ายนี้... หากคำพูดคำจาหรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ข้าได้แสดงออกไปในโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ดี และพวกเจ้ามองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม โปรดตักเตือนกันดี ๆ ด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน และอย่าลืมโอน #BTC มาให้ข้าด้วย แล้วข้าจะปรับปรุงทันทีนะ รับประกันเห็นผลฉับไว อย่าเอา BTC ไปใช้บริการแบบนี้เพื่อส่งขี้มาบ้านข้าเลย ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
โคตรปั่น !!! เคยมีคนใช้ 1.6 #BTC ซื้อขนมแครกเกอร์ที่มีภาพ “ไมเคิล แจ็คสัน นมใหญ่" 🤣
นับเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ขำขันของ #Bitcoin โดยในตอนเกิดเหตุการณ์... สมัยนั้น Bitcoin ตกเหรียญละ $12.5 เองสหาย ใช้จ่ายไปทั้งหมด 1.6 BTC ก็เท่ากับประมาณ $20 ในตอนนั้น ก็ตกเกือบ 700 บาทไทยอยู่นะสหาย ทำเป็นเล่นไป... แค่ขนมแครกเกอร์เนี่ยนะ 😅
แต่ถ้าเป็นตอนนี้ ขนมแครกเกอร์ที่มีรูป "ไมเคิล แจ็คสัน" เวอร์ชั่น "มีนมโต ๆ เป็นเต้าแบบผู้หญิง" จะเท่ากับถูกซื้อด้วยสิ่งที่มีมูลค่าราว $145,000 (ประมาณ 4.65 ล้านบาทไทยเลยนะไอบ้าเอ้ย !!!) 🍘
ซึ่งความจริงใครจะใช้จ่าย Bitcoin อย่างไรมันก็เป็นสิทธิ์ของเขานะสหาย เพียงแค่ดูจากมุมพวกเราที่มองย้อนกลับไปจากอนาคต มันก็อดขบขันไม่ได้อะเนอะ55555 กลายเป็นแครกเกอร์ที่มูลค่าแพงที่สุดในโลกไปเลยมั้งนั่น ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ค่อย ๆ เก็บออม = ค่อย ๆ สะสม
เราถึงได้เรียกว่า "stack" sats 🧙♂️
#Bitcoin #BTC #พ่อมดคริปโต #siamstr
Cycle นี้ยังไงดีสหาย ? ไปต่อ... หรือพอก่อน ? 👀
#Bitcoin #BTC #พ่อมดคริปโต #siamstr
#Bitcoin ตายแล้ว !!! และทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้มักจะเป็นแบบนี้ ✍
ทุกครั้งที่มีคำว่า "Bitcoin ตายแล้ว" ส่วนใหญ่ เป็นช่วงที่ราคา BTC ร่วงแรงจนแลดูย่อยยับ ตลาดน่ากลัวชวนหนีห่าง เพราะฉะนั้นมันจึงมักเป็นช่วงที่ "ราคาดี" เทียบเป็นเงิน Fiat แล้ว "ต้นทุนถูก" ใครใจถึงกล้าเข้าราคาช่วงนั้นแต่ละรอบนะสหาย โอ้โฮ... หวานเจี๊ยบบบ !!! ได้ของถูกกันไปหลายรอบเลย 😁
แต่แน่นอน มันคือการกระโดดเข้าไปรับมีด และข้า "ไม่เคยแนะนำให้ใครทำทั้งสิ้น" (หากพูดในมุมเก็งกำไรอะนะ...) บรรยากาศมันมาคุเกินใจจะกล้าไหว นอกจากสายเก็บออมที่เก็บทุกราคา กับนักลงทุนที่มีประสบการณ์มากมายจนอ่านบรรยากาศตลาดได้เฉียบขาด (มีไหมนะ ? ทำได้ขนาดนี้...) หรือไม่ก็คนบ้า !!! นอกนั้นบอกเลยแทบไม่มีใครกล้าเข้าไปซื้อ ณ จุดนั้นกันหรอกสหาย 😱
ยิ่งสายกราฟเทคนิคยิ่งไม่ต้องพูดถึง ปกติช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงที่กราฟจะอนุญาตให้เข้าได้ด้วยระบบเทรดใด ๆ แน่นอน แต่สายกราฟเขาเป็นนักเทรด ทุกอย่างชัดเจนว่าเขามาเก็งกำไรและต้องรักษาทุนตัวเอง ดังนั้นเขาไม่ได้ผิดหรอกนะ เขาแค่ทำตามวินัยเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของเขา และช่วงที่มีคำว่า "Bitcoin ตายแล้ว" ก็ไม่น่าเป็นช่วงที่ดีสำหรับสายเก็งกำไร 💰
แต่เนื่องจากคำว่า "Bitcoin ตายแล้ว" มันได้ยินกันบ่อยเกินไป ราคาร่วงแรงทีไรก็บอกว่าตายกันทุกครั้งเลย แต่ก็ไม่เคยจะตายจริงสักที จนหลายคนเริ่มมองประโยคประมาณนี้เป็นอินดิเคอร์หรือจุดเข้าชั้นดีไปแล้วก็มีนะสหาย คริคริ 🤭
โพสต์นี้ไม่ได้มีจุดประสงค์จะให้กระโดดรับมีด ช้อนก้นหลุม หรืออะไรนะสหาย ทำตามวินัยตัวเองไป ใครเก็บออมก็เก็บตามหน้าที่ ใครเทรดก็ไม่ต้องเข้าถ้ายังไม่มีสัญญาณ โพสต์นี้แค่มาเล่าบรรยากาศคร่าว ๆ และสิ่งที่มักเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เวลาเราได้ยินคำนี้เฉย ๆ และ... ช่วงนี้ที่ BTC ลงแรง ก็แอบเริ่มได้ยินคำพวกนี้แว่ว ๆ แล้วเหมือนกันแฮะ ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ชาว #Bitcoin ไทยเฮ !!! Jack Dorsey ได้โพสต์ว่า "108" บน X (ชื่อเก่า Twitter) 🥳
ก็ไม่รู้ว่าพูดถึงอะไร หลายคนก็เข้าใจว่า... "แอบไปส่อง #siamstr มาปะเนี่ย !!!" เพราะถ้าใช่ก็น่าจะได้เห็น Bitcoiner ไทยมากมายซื้อ Bitcoin กันทีละ 108 บาท (ซึ่งก็ร่วมสนุกกันมาสักพักใหญ่แล้ว) มีแววจะไปเตะตาแคมเปญ 108 ของชาว Bitcoin ไทยเข้าปะเนี่ย ?! 😂
ซึ่งมันเป็นไปได้มาก ๆ เลยนะสหาย ! เพราะ Jack Dorsey มีพฤติกรรมสนับสนุน Bitcoin มาเนิ่นนานมากแล้ว และก็มีประวัติเข้าร่วมการละเล่นสนุก ๆ ตามอินเทอร์เน็ต ที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ด้วยเช่นกัน เดี๋ยววันนี้จะไล่ประวัติของพี่แกให้ฟัง !!! ✍️
👉 Jack Dorsey เป็น Co-founder และอดีต CEO ของ Twitter (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อแพลตฟอร์มเป็น X ภายหลังในยุค Elon Musk)
👉 ปัจจุบันก็ยังเป็นผู้ก่อตั้งร่วม, ผู้บริหารระดับสูง, และประธานกรรมการ ของแพลตฟอร์มที่ชื่อ Block มันคือแพลตฟอร์มที่เจ้าตัวเคยออกมาประกาศจะให้ร้านค้าต่าง ๆ สามารถรับชำระเงินเป็น #BTC ได้นั่นแหละสหาย
👉 แถมสมัยที่ Block ยังใช้ชื่อเก่า คือ Square พี่แกก็เคยทุ่มเงินซื้อ 5,000 BTC ให้บริษัทเก็บไว้จนเคยเป็นข่าวดังอีกด้วย และก็ยังแสดงท่าทีสนับสนุน Bitcoin อยู่เสมอมา
💬 วลีเด็ดของพี่แกที่เคยพูดก็อย่างเช่น "ในที่สุดโลกจะมีสกุลเงินเดียว อินเทอร์เน็ตจะมีสกุลเงินเดียว ส่วนตัวผมเชื่อว่ามันจะเป็น Bitcoin"
👉 หรือถ้ามีอีกอันที่ยังไม่ได้พูดถึงก็คือเป็นผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม Bluesky
👉 ยังมีอีกสหาย... รู้จัก Luke Dashjr กันไหม ? เขาคือผู้ที่เคยมีวีรกรรมมากมายบนหน้าประวัติศาสตร์ของ Bitcoin จนได้รับฉายา "เทวดาผู้พิทักษ์ Bitcoin" และแท้จริงยังเป็นผู้บุกเบิกสิ่งที่เรียกว่า Mining Pool อีกด้วย โดยในปี 2023 นั้น... Luke ก็ได้เปิดตัว Mining Pool ใหม่ ที่ชื่อว่า "Ocean" และหนึ่งในผู้ที่ร่วมลงทุนก็คือผู้ที่มอบฉายา "เทวดาผู้พิทักษ์ Bitcoin" ให้กับ Luke นั่นเอง คนนั้นก็คือ Jack Dorsey
⚡ ยังไม่หมด... เมื่อพูดเหตุการณ์ในตำนาน อย่างแคมเปญ "Lightning Network Torch" การละเล่นสุดสรรหาที่พาคนดังระดับโลกเข้าสู่วงการมากมาย และคนที่เข้าร่วมการละเล่นนี้ด้วย จนลากคนดังอื่น ๆ อีกหลายคนมารู้จักกับ Bitcoin Lightning Network หนึ่งในนั้นก็คือ Jack Dorsey
เอาล่ะครับ... พี่แจ็คครับ สนใจมาร่วมแคมเปญ 108 ของชาว siamstr ไหมครับ... ผลักให้เป็นไวรัลระดับโลกแบบตอน Lightning Network Torch ไปเลยยิ่งดี !!! แค่คิดก็สนุกกันแล้วเนอะ !!! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ครบรอบ 2 ปี... โลโก้ #Bitcoin โดนฉายขึ้นกลางตึกธนาคารกลางยุโรป !!! 🔥
ในคืนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2023 มีกลุ่มปริศนาได้ฉายภาพโลโก้ #BTC ขนาดใหญ่ขึ้นบนตึกสำนักงานใหญ่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี 📽
ข้างใต้โลโก้มีคำว่า “Study Bitcoin” (ศึกษาบิทคอยน์) ✍
จุดประสงค์ในปีนั้นคาดว่าเพื่อท้าทายและประท้วงธนาคารกลางยุโรป ในเรื่องนโยบายและการดำเนินการที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล 📝
เป็นที่ทราบกันดีในปีที่เกิดเรื่อง... ธนาคารกลางยุโรปไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายอำนาจอื่น ๆ (แม้ที่กระจายอำนาจริงมันจะมีแค่ BTC อะแค้ก--- 🤣) เป็นฝ่ายที่ต่อต้าน BTC มากที่สุดเจ้าหนึ่งเลยก็ว่าได้ ✋
ธนาคารกลางยุโรปเคยให้เหตุผลว่าสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางการเงิน, การคุ้มครองผู้บริโภค, และอำนาจอธิปไตยทางการเงิน ฮั่นแน้ !!! 👀
นอกจากนี้ธนาคารกลางยุโรปยังทำงานในการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลยูโรของตนเอง ก็คือ CBDC นั่นแหละ ซึ่งธนาคารอ้างว่าสกุลเงินดิจิทัลยูโรจะปลอดภัย, มีประสิทธิภาพ, และสะดวกสบายกว่าสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน จย้าาาาาาา เครจย้า 🙄
ไม่ใช่แค่เพื่อประท้วงเท่านั้น กลุ่มนิรนามที่ฉายโลโก้ในคืนนั้นยังเผยว่าพวกเขาต้องการสร้างความตระหนักรู้และจุดประกายการอภิปรายเกี่ยวกับอนาคตของเงินและระบบการเงินในยุคดิจิทัล โดยหวังให้ "...ผู้คนคิดถึงความหมายและคุณค่าของเงิน และแง่มุมที่ว่าเงินมันส่งผลต่อชีวิตยังไงบ้าง" 😎
การฉายโลโก้ Bitcoin บนอาคาร ECB ไม่ใช่ครั้งแรกนะสหาย ความจริงมีเหตุการณ์ประมาณนี้เกิดขึ้นมาแล้วเพียบ เช่น ไปฉายโลโก้ BTC บนสถานที่สำคัญ ไปวาดภาพใกล้ธนาคารกลาง 🎨
ตึงเปรี๊ยะ !!! แรงขับเคลื่อนมันดีจริง ๆ เลยนะสหาย วงการนี้มีอะไรเคลื่อนไหวจนออกสื่อตลอดเวลา ไม่เคยอ่อมกันเลย ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
เด็กมหาลัยยืนชูป้ายออกช่องกีฬาดัง หวังขอ #Bitcoin จากแม่ แต่ได้ไป 22 #BTC !!! 🔥
อย่างที่เห็นเลยสหาย... เด็กมหาลัยในภาพ ยืนชูป้าย "HI MOM SEND" ต่อด้วย QR Code และโลโก้ Bitcoin อารมณ์แบบ "เฮ่ แม่ ส่ง Bitcoin ให้หน่อย" (ส่งผ่าน QR Code ที่ชูนั่นแหละ55555) 🤭
แต่ไม่ได้ยืนชูตามท้องถนนนะ แต่ยืนถือป้ายนี้ออกช่องกีฬาชื่อดังของอเมริกา "ESPN" เอากับน้องแกสิ ! ไม่รู้มีคนเห็นไปตั้งกี่คนเลยตอนนั้น 🤣
เรื่องนี้เกิดขึ้นราว 12 ปีก่อน จบลงที่เด็กคนนี้ได้รับ Bitcoin ไปราว ๆ 22 BTC ซึ่ง ณ วันนี้มีมูลค่า "เกือบ $2 ล้าน" (เกิน 64 ล้านบาทไทย) 🎉
ปะ... สหาย เราไปหาป้ายกันคนละอันเถอะ อะแซวเล่นนน ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
กว่า 13 ปีแล้ว กับเหรียญทอง #Bitcoin ในตำนาน และ Jay ผู้สร้างวัฒนธรรม "Wen Lambo?" 🥇
ไอหนุ่มแลมโบกลับมาอีกแล้วสหาย ! โดยหลังจากพลิกชีวิตจากการ All in ลงในการ์ดจอเพื่อขุด #BTC ก็ยังซื้อรถแลมโบกินีด้วย Bitcoin จนโลกต้องจารึกว่า "แลมโบ" คือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จในตลาดคริปโต จนทำเอาคนถามหาแต่แลมโบกันทั้งตลาด ("Wen Lambo?") แต่เขายังเหลืออีกตำนาน... 🤣
นอกจากเรื่องราวต่าง ๆ ข้างต้น พี่แกยังเป็นผู้ซื้อ "เหรียญทอง Casascius" หรือเหรียญทองกลม ๆ ที่มีโลโก้ Bitcoin สวยสง่า เป็นของกายภาพที่จับต้องได้ในชีวิตจริง แล้วแถมด้านในยังมี Bitcoin จริง ๆ ฝังอยู่ 1,000 BTC ด้วยนะ !!! 🔥
เหรียญทองของเขาถือว่าเป็นของแรร์สุด ๆ เพราะมันมีเพียงแค่ 3 ชิ้นบนโลก !!! และความจริงมันคือเหรียญที่มีมูลค่า "มากที่สุดในโลก" ณ ตอนนี้เลยด้วยซ้ำ !!! จนเขาให้สัมภาษณ์ว่า... การที่ผู้คนรู้ว่าเหรียญมีมูลค่าขนาดนี้อยู่กับเขา แอบเครียดมากกว่าภูมิใจ 💰
กรอบใส่เหรียญจะมีตัวเลขฐาน 2 จึงมีแต่เลข 0 กับ 1 รอบ ๆ แบบโคตรเท่สะใจ ถูกใจสาย Geek หรือคนที่อินกับการเขียนโค้ดเลยสหาย ! 💻
เหรียญทองดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่าเป็น "ทองคำบริสุทธิ์ .999" (ทองคำ 99.9%) น้ำหนัก "1 ทรอยออนซ์" ตรงด้านบนของหน้าเหรียญ ⚖
มีปีระบุไว้พร้อมชื่อเหรียญ โดยสลักเอาไว้ด้านขวาของหน้าเหรียญว่า "2012 Casascius" 📌
นอกจากนั้นตรงหน้าเหรียญด้านซ้ายยังมีการสลักคำเอาไว้ว่า "Vires in numeris. ซึ่งเป็นภาษาละติน แปลได้ประมาณว่า "พลังอยู่ที่จำนวน" เป็นวลีที่มักใช้ในบริบทของ Bitcoin ตีความได้ประมาณว่าความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของระบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานจำนวนมากในเครือข่าย ทุกธุรกรรม โหนด หรือบล็อกที่เพิ่มเข้ามาจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความปลอดภัยของระบบแบบกระจายศูนย์ คาดว่าหมายถึงอะไรประมาณนั้น 🗣
เจ้าเหรียญทองที่ว่ามีระบุสลักไว้ชัดเจนตรงด้านล่างของหน้าเหรียญ ว่ามีอยู่ "1,000 Bitcoins" อยู่ในนี้จ้า ซึ่งก็จะมีชุด Private Key สำหรับเข้าถึง 1,000 BTC อยู่ในนั้น ใต้ฉลากที่มีไว้ป้องกันการงัดแงะ (เพราะถ้ามีการเปิดออก มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย ฉลากนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการแอบเปิดแบบไม่ให้ใครรู้โดยเฉพาะ) 📜
Jay ซื้อเหรียญนี้มาทั้งหมดในราคา $5,000 แต่ปัจจุบันแค่มูลค่า Bitcoin ข้างในก็ตก $67M (หกสิบเจ็ดล้านดอลลาร์สหรัฐ) เข้าไปแล้ว !!! ก็คือถ้าแกะเอา BTC ข้างในตอนนี้มาขาย (สมมุตินะ แต่ Jay คงไม่ทำ เพราะเขารัก Bitcoin มาก ๆ) คิดเป็นเงิน Fiat เขาจะได้กำไร "13,400,000 เท่า" แค่นั้นเอ๊งงง !!! 🚀
แหม่... อยากจะได้สักเหรียญจังเลยน้า ใครมีส่งให้พ่อมดได้นะสหาย ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
#Bitcoin วันนั้นได้แม็คโดนัลด์ 1 มื้อ
วันนี้ได้รถมาเซราติ คันละ 7 ล้าน ! 🎉
“ตอนปี 2011 หรือหลังจากนั้นนี่แหละ ผมถอน 2-4 Bitcoin เพื่อซื้อ McDonald's กินหนึ่งมื้อ” - ผู้ประกอบการชาวออสเตเลีย นามว่า "Kane Ellis" 🗣
โชคดีนะที่เขาขายแค่จำนวนเล็ก ๆ จากที่ถืออยู่
ไม่งั้นอาจจะต้องมานั่งเสียดายไปทั้งชีวิตแน่ 😅
ตอนนั้นแค่ถอนไปซื้อแม็คโดนัลด์กินมื้อเดียว
โดนไป 2-4 Bitcoin โดยประมาณ เลยนะ 🔥
แต่หลังจากเวลาผ่านไป เขาก็กะว่าจะถอนอีก
ซึ่งก็กะถอนจำนวนเล็ก ๆ เหมือนเดิมนั่นแหละ
เห็นว่าจะเอามาปรนเปรอตามใจตัวเองบ้าง 😁
แต่ไอจำนวนเล็ก ๆ ที่ว่ารอบนี้มันไม่เท่าเดิม !
ไอเล็กน่ะใช่ แต่ถอนออกมามูลค่ามันเพิ่ม !!!
จนซื้อรถมาเซราติสีเหลือง ได้คันหนึ่ง !!! 🏎
คันละ $200,000 (เกือบ 7 ล้านบาทไทย) 📌
การใช้จ่าย #BTC ที่ตัวเองมี ไม่ผิดนะสหาย
แต่พออ่านเรื่องนี้จบ ใครจะกล้าใช้ฟระ !!! 🤣
พวกเจ้าคิดว่าไงสหาย ? ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
สมัยก่อน กระเป๋า #Bitcoin ของชาวบ้านทั่วไป จะถือกันคนละ 50 #BTC ก็นับเป็นเรื่องปกติ 😲
โดยเมื่อ 14 ปีก่อน การจะโอนเข้าโอนออกกันเป็นหลัก Bitcoin (ไม่ได้โอนเป็นทศนิยมหรือหน่วยย่อยที่เรียกว่า Satoshi หรือ Sat) เช่น โอนทีละ 20 BTC นับว่าไม่แปลกและไม่ได้น่าตกใจอะไรเลย เรียกได้ว่าสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน 🌞
ซึ่งถ้าเป็นปัจจุบันนี้ 50 BTC จะเป็นมูลค่าเกิน $5M (เกิน 161 ล้านบาทไทย) เผลอ ๆ ขยับที Whale Aleart นี่แจ้งเตือนกันแล้ว 🐳
ล่าสุดพึ่งเห็นมาเลย กระเป๋ามีเงินหลักล้านดอลโดน freeze ก็ขึ้นแจ้งเตือนแล้ว BTC ขยับหลักร้อยก็แจ้งเตือน ซึ่งก็ไม่แปลกหรอก มูลค่ามันเยอะ ไม่ได้ว่าอะไรคนที่ติดตามเลยนะสหาย แค่เล่าสู่กันฟังว่าเมื่อก่อนจำนวนเท่านี้มันปกติมาก อารมณ์พาย้อนวันวาน ฟังปู่เล่าหน่อยนะหลาน อะไรงี้ สงสัยเหงา 🤣
บรรยากาศเมื่อก่อน มันดูสนุกดีเนอะ เข้าใจเลยว่าทำไมถึงมีแนวคิดเหรียญแบบ Dogecoin เกิดขึ้น เพราะเมื่อก่อนมันก็ดูเป็นของเล่นปุ๊กปิ๊กที่โอนให้กันได้สนุกสนานและเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ให้ผู้คนได้ติดต่อสื่อสารกันจริง ๆ นั่นแหละ แต่ทุกวันนี้ถามว่ามันเติบโตมาในทางที่ถูกที่ควรแล้วไหม แน่นอนสหาย ข้าเชื่อเยี่ยงนั้น ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
การ์ดจอธรรมดา...
ขุดเจอ 25 #BTC !!!
รุ่นเก๋าเขาทำกัน ! 😎
.
เครื่องขุดหน้าตาประหลาด
ที่เราเห็นในภาพประกอบ
มันคือเครื่องขุด #Bitcoin
ใช้ขุดได้จริง ๆ นะ !!!
สมัยยุครุ่นเก๋าเขาขุดกัน
.
ถ้าใครเกิดสงสัยขึ้นมาว่า
มันก็แค่ "การ์ดจอ" ธรรมดา
ที่อยู่ในคอมเราไม่ใช่เหรอ ?
คำตอบคือ... ใช่เลย !!!
มันแค่ GPU คอมนี่แหละ
.
แต่อย่าทำเป็นเล่นไปนะ
เพราะในบล็อกแรกสุด
ของ Halving ปี 2012
(Halving ครั้งแรกของโลก)
เคยมีคนใช้มันขุดสำเร็จ
.
ตอน Halving ครั้งแรก
รางวัลของผู้ที่ปิดบล็อกได้
จากบล็อกละ 50 BTC
จะลดลงไปครึ่งหนึ่ง
เหลือ 25 BTC ต่อบล็อก
.
การ์ดจอธรรมดาอันเดียว
ได้ 25 BTC ในบล็อกนั้น
เปิด Halving ปุ๊บ...
ปิดบล็อกแรกสำเร็จเลย
และได้รางวัลทั้งหมด
.
แต่เพื่อความแฟร์นะสหาย
ต้องบอกไว้ก่อนว่าสมัยนั้น
ยังไม่ได้มีเครื่อง ASIC
.
คนส่วนใหญ่ก็ใช้แค่ GPU
และก่อนหน้านั้นเป็น CPU
บน Laptop ก็มีด้วยซ้ำ
.
จึงอาจนับว่าความสำเร็จนี้
ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือโชคดีนัก
(หมายถึงในด้านกำลังขุด)
เพราะคู่แข่งส่วนใหญ่เอง
ก็เป็นการ์ดจอเหมือนกัน
.
และไม่นานในปี 2013
ซึ่งเวลาไล่เลี่ยกันมาก
เครื่อง ASIC ค่อยมา
.
โดยรุ่นของการ์ดจอที่ใช้
คือซีรีส์ Radeon HD 5800
ซึ่งการ์ดจอนี้ราคา $500
หรือประมาณ 16,145 บาท
ถือว่าก็แรงแล้วมั้ง สมัยนั้น
.
หลายคนอาจจะมองว่า...
การ์ดจอสเปคแค่นี้ "แพงจัง"
ก็คงไม่แปลก เพราะสมัยนั้น
การ์ดจอยังราคาสูงมากกก
รุ่นแรง ๆ ก็มีแค่ประมาณนี้
.
ต่างกับสมัยนี้ที่มีแรงกว่ามาก
แถมรุ่นเก่า ๆ ที่ออกมานาน...
ก็ราคาตกจนถูกแบบทุกวันนี้
.
แต่ความพีคที่ชวนเอาตกใจ
คือการ์ดจอที่ว่าไปเครื่องนี้
พึ่งเริ่มขุดได้ไม่ถึงสัปดาห์ 🔥
.
บางคนขุดมาทั้งชีวิตก็มี
ยังไม่เคยปิดบล็อกได้สักครั้ง
อันนี้ขุดไม่ถึงสัปดาห์ได้เลย
.
ซึ่งผู้ที่ขุดได้ตอนนั้นคือ
Mining Pool ชื่อ "Slush"
(มีข่าวประกาศไปทั่วเลย)
.
ใครไม่รู้จัก Mining Pool
มันคือการเอาพลังขุด
จากเครื่องขุดตัวเอง
ส่งไปรวมกันเพื่อช่วยกันขุด
แล้วแบ่งรางวัลที่ได้ร่วมกัน
.
เจ้าของการ์ดจอในตำนาน
ที่ใช้ปิดบล็อกสำเร็จนี้
ใช้ชื่อเล่นว่า "laughingbear"
.
ภายหลัง (26 ส.ค. 2013)
การ์ดจอนี้ได้ถูกขายให้กับ
"ช้างน้อย" (Chaang Noi)
สมาชิกชื่อดังคนหนึ่งใน...
เว็บไซต์ BitcoinTalk
.
มีรูปภาพจำนวนหนึ่ง
ของการ์ดจอเครื่องนี้
ถูกโพสต์ลงใน Bitmit
เว็บซื้อขายของออนไลน์
หน้าตาคล้าย Ebay
แต่ใช้ Bitcoin ซื้อขาย
แต่ตอนนี้ภาพหายหมด
.
หวังว่าเรื่องนี้จะอ่านกัน
แล้วสนุกสนานนะสหาย
ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
.
#พ่อมดคริปโต #siamstr