Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday
jakk@rightshift.to
npub1mqcw...nz85
#Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 12 hours ago
สามวันเต็ม ๆ ผมถึงค่อยโผล่มา #สวัสดีปีใหม่ 😄 ก็อยากแน่ใจก่อนว่าปฏิทินไม่ได้แกล้งเรา… ว่ามันคือปีใหม่จริง ๆ image พยายามจับความรู้สึกตัวเองเหมือนจับลม ปีใหม่แล้วควรรู้สึกอะไรสักอย่างใช่ไหม สดใส? ตื่นเต้น? ตั้งใจ? แต่พอมองให้ดี… ใจมันก็ยังเป็นใจดวงเดิม มีทั้งหวัง ทั้งเหนื่อย ทั้งฝัน ทั้งงง แค่ได้เลขปีใหม่มาติดหน้าบ้านอีกหนึ่งแผ่นเท่านั้นเอง แล้วผมก็ชอบความจริงข้อนี้นะ เพราะมันทำให้รู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนให้สมกับปีใหม่ แค่ค่อย ๆ อยู่ให้ดีขึ้นวันละนิดก็พอ ค่อย ๆ รักตัวเองให้เป็น ค่อย ๆ ใจดีกับคนรอบข้างแบบไม่ฝืน ขออวยพรให้ปี 2026 ของทุกคน เป็นปีที่หายใจได้ลึกขึ้น หลับได้สนิทขึ้น หัวเราะได้ง่ายขึ้น และถ้าวันไหนมันหนัก… ขอให้มีที่พักใจเล็ก ๆ ที่กลับไปได้เสมอ สวัสดีปีใหม่ครับ #siamstr (แบบชัวร์ ๆ ในวันที่สาม)
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 3 days ago
2025 บทเรียนเงียบๆ ที่ปีนี้ฝากไว้ image - ของบางอย่างไม่จำเป็นต้องกำไว้ให้แน่น... ขอเพียงรู้ชัดว่าสิ่งไหนควรค่าแก่การแบกข้ามแม่น้ำไปด้วยกัน - ยามที่เราเริ่มอ่อนโยนต่อความคาดหวังของตัวเอง... ตัวตนที่เคยหนักอึ้งก็เริ่มเบาสบายขึ้น - ในวันที่ลดเสียงรบกวนจากโลกภายนอกลง... เสียงจากหัวใจกลับกังวานชัดขึ้นทุกที - เวลา พลังงาน และความรู้สึก... หากประเมินแล้วว่าไม่คุ้มค่า ผมเรียนรู้ที่จะเรียกคืนกลับมาอย่างสุภาพ - ลองฟังผู้คนให้ลึกไปกว่าถ้อยคำ... แล้วเราจะได้ยินเจตนาที่เขาซ่อนไว้ภายใน - การให้เกียรติกัน... คือทัศนคติที่งดงามที่สุดต่อเพื่อนมนุษย์ - เมื่อแยกความจริงออกจากเรื่องเล่าในหัวได้... ใจก็ไม่ต้องถูกลากไปไกลเกินเหตุ - ท่ามกลางความเงียบที่ดูเหมือนว่างเปล่า... กลับอัดแน่นไปด้วยคำตอบที่ก้าวข้ามผ่านถ้อยคำ - พูดให้ลดลง ลงมือทำให้เรียบง่าย แต่ดำรงอยู่ให้สัตย์จริง... ผลลัพธ์ที่ได้กลับงดงามยิ่งกว่า - การเติบโตในบางจังหวะ... คือการหยุดนิ่งและเลือกที่จะ ไม่ทำ อย่างมีสติ - ผมเริ่มให้ความสำคัญกับความหนักแน่นมั่นคง... มากกว่าเปลือกนอกที่ดูสวยหรู - อนาคตที่มีค่า... คือวันที่ผมมีความสุขกับมันอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องคอยกังวลสายตาของใคร - การให้อภัยอดีต... คือการยอมวางเรื่องราววันวานลง เพื่อให้มือทั้งสองว่างพอจะโอบกอดวันพรุ่งนี้ - ถ้อยคำอาจสร้างความเข้าใจ... แต่การกระทำต่างหากที่สร้างความเชื่อมั่น - ความปรารถนาดีที่แท้จริงไม่ต้องการการประกาศ... แต่มันจะซึมซาบผ่านวิธีที่เราปฏิบัติต่อกัน - ปีนี้ผมตั้งใจสร้างสรรค์สิ่งใหม่บนรากฐานภูมิปัญญาเดิม... และเรียนรู้ที่จะวางใจในผู้คนให้มากขึ้น ขอให้ปีใหม่ของทุกคน เป็นปีที่หัวใจเบาสบายขึ้นทีละนิด มองเห็นความจริงชัดเจนขึ้นทีละหน่อย และได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่หัวใจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ สวัสดีปีใหม่ครับ 🤍 #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 6 days ago
"ในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ล่วงโรยไปตามวัย หัวใจกลับค่อยๆ งดงามขึ้น... ด้วยความจริงของชีวิต" พออายุย่างเข้าสู่ปีที่ 41 ผมเริ่มมองเห็นความจริงของชีวิตชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องมีใครมาคอยพร่ำสอน image สังขารร่างกายต่างดำเนินไปตามวิถีของมัน ผิวพรรณเริ่มหย่อนคล้อย เรี่ยวแรงถดถอยลงกว่าเก่า และรอยเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็นตามมุมตา เงาสะท้อนในกระจกไม่ได้ใจร้ายกับเราครับ เขาเพียงแค่ทำหน้าที่บอกเล่าความจริงให้ฟังเท่านั้น หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงนึกหวงแหนภาพลักษณ์ที่ดูดี ราวกับว่ามันจะคงอยู่กับเราไปชั่วกาลนาน แต่ในวันนี้ ใจกลับเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด เพราะผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาเพื่อขโมยสิ่งใดไปจากเรา หากแต่มาเพื่อเปลี่ยนบทบาทให้เราได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่เหมาะสมกับวัย สิ่งที่น่าขอบคุณที่สุด คือในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ลดความแข็งแรงลง เขากลับแลกมาด้วยความคมชัดของโลกภายในที่เพิ่มมากขึ้น สติเริ่มเท่าทันอารมณ์ได้รวดเร็วขึ้น รู้จักหยุดคิดก่อนจะเอื้อนเอ่ย รู้จักรับฟังอย่างลึกซึ้งก่อนจะตัดสินใคร และรู้จักวางภาระลงเสียบ้าง ก่อนที่ร่างกายจะแบกรับไม่ไหว บางที... การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สง่างาม อาจหมายถึงการยอมรับความจริงว่า... เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะกาลเวลา ขอเพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างมีสติ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงทำหน้าที่ของมันไป แล้วให้ใจทำหน้าที่ของใจ... คือการเรียนรู้ที่จักอ่อนโยนและเติบโตลึกลงไปข้างใน ถึงอย่างไรผมก็ยังคงแก่ขึ้นในทุกวัน แต่หากในความร่วงโรยนั้น มีความเข้าใจในโลกและชีวิตเพิ่มขึ้นอีกนิด มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และต่อตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ผมก็พร้อมจะแก่ตัวลงอย่างสงบและเปี่ยมสุขครับ #JakkDiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 1 week ago
บางวัน... ความรู้สึกนี้ก็แฝงตัวเข้ามาเงียบๆ ไม่ได้มาพร้อมดราม่าหรือพายุอารมณ์ และไม่ได้มีใครเดินจากเราไปให้เห็นกับตา เรายังคงนั่งอยู่ในวงล้อมเดิม เสียงหัวเราะยังดังเท่าเดิม image บทสนทนาขยับเขยื้อนไปตามเรื่องราวปกติ ทว่าจู่ๆ ใจกลับยุบฮวบลง ราวกับมีลมหนาวหอบหนึ่งพัดผ่านไป.. เรายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น... แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน เหมือนห้องห้องนี้มีเก้าอี้จัดไว้ครบถ้วน มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มีเรื่องราวให้พูดยคุยไม่ขาดสาย หากแต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ พื้นที่สำหรับเรา ความรู้สึกที่ไม่เป็นที่ต้องการนั้นเจ็บแปลกครับ เพราะมันไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ที่มีเลือดไหลให้ใครเห็น มันเป็นแผลลึกที่กินใจ จนทำให้เราเริ่มสงสัยในตัวเอง สงสัยในน้ำเสียง.. สงสัยในสายตา.. ไปจนถึงขั้นสงสัยในการดำรงอยู่ของตัวเองบนโลกใบนี้ บางคนเผชิญความรู้สึกนี้ในกลุ่มเพื่อน บางคนเจอในบ้าน ในที่ทำงาน หรือแม้แต่ในความสัมพันธ์ที่เคยอบอุ่นและไว้วางใจกัน บางครั้ง... เราอาจแค่เดินเข้าไปในห้องผิดจังหวะ ไม่ได้เป็นเพราะใครใจร้าย หรือเราบกพร่องตรงไหน มันเพียงเพราะ คนละจังหวะ คนละภาษา หรือคนละฤดูกาล เท่านั้นเอง คนในห้องอาจกำลังเหนื่อยล้ากับภาระของเขา กำลังแบกเรื่องราวหนักอึ้งส่วนตัว หรือกำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องที่เราไม่ถนัดจะร่วมวง ทว่าใจของเรากลับเผลอแปลความเงียบของเขา... ให้กลายเป็นคำตัดสินคุณค่าของเราไปเสียแล้ว วินาทีนั้นเองที่เสียงในหัวเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน มันช่างเชี่ยวชาญในการหาหลักฐานมาซ้ำเติมใจตัวเองเหลือเกิน แค่คำตอบที่ช้าไปนิดเดียว ก็กลายเป็นว่า เขาไม่อยากคุยด้วย การที่ไม่มีใครชวนคุยต่อ ก็กลายเป็น เขาไม่อยากมีเราอยู่ตรงนี้ แม้แต่รอยยิ้มที่ไม่ได้หันมาทางเรา ก็กลายเป็นข้อสรุปว่า เราไม่มีความหมาย ทั้งที่ความจริงอาจเป็นเพียงแค่... เขาเหนื่อย หรือเขาแค่เผลอไผลไปชั่วขณะ เขากำลังวุ่นอยู่กับโลกของเขา... เหมือนที่บางครั้งเราเองก็วุ่นจนเผลอหลุดออกจากโลกของคนอื่นเช่นกัน แต่ต่อให้สมองจะเข้าใจเหตุผลร้อยแปดเพียงใด ลึกๆ ในใจก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดี เพราะใจมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงเหตุผล... ใจเราโหยหาที่พักใจ หลายปีมานี้ ผมเริ่มตระหนักว่า... ความทุกข์ชนิดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเราเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับสายตาคนอื่น ยอมให้เขาเป็นผู้ชี้ขาดว่าเราควรมีที่ยืนหรือไม่ พอเขาหันมองไปทางอื่น ใจเราจึงร่วงหล่นลงทันที การใช้ชีวิตโดยต้องรอให้ใครมาคอยยืนยันว่าเรามีค่านั้น เหนื่อยล้าเกินไปครับ มันเหมือนการยืนอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง... แต่กลับไปขอกุญแจจากคนข้างบ้าน และตามสัญชาตญาณ เรามักจะพยายามปรับตัว พยายามหาทางเข้ากับวงให้ได้ พยายามปั้นแต่งตัวเองให้เป็นในสิ่งที่คิดว่าคนอื่นต้องการ พูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ยิ้มในจังหวะที่สังคมกำหนด และยอมกลืนคำพูดของตัวเองลงคอไป ไม่นานนัก เราจะเริ่มเลือนหายไป.. หายไปจากความเป็นตัวเอง และความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการจะยิ่งส่งเสียงดังขึ้น เพราะตัวตนที่แท้จริงในใจเริ่มเคาะประตูประท้วง... เพื่อขอพื้นที่หายใจบ้าง วันหนึ่ง ผมจึงเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับความรู้สึกนี้โดยไม่ผลักไสมันไป เริ่มจากการยอมรับกับตัวเองตรงๆ ว่า "ตอนนี้... ใจเรากำลังรู้สึกโดดเดี่ยว" รับรู้เพียงเท่านั้นก่อน โดยไม่ต้องรีบแก้ไข หรือด่วนสรุปว่าใครเป็นฝ่ายผิด จากนั้นค่อยๆ ถามตัวเองด้วยความอ่อนโยนว่า "วันนี้... ใจเรากำลังหิวอะไรอยู่?" หิวการยอมรับ... หิวการถูกมองเห็น... หรือโหยหาการได้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องหวาดกลัว? หากใจหิวการถูกมองเห็น ผมจะลองหันกลับมามองเห็นตัวเองก่อนเป็นคนแรก เห็นว่าเราพยายามมามากแค่ไหน เห็นว่าเราหยัดยืนมาทั้งวันแล้ว และเห็นว่าการอยากเป็นที่รักนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ... ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอับอาย หากห้องห้องนั้นทำให้เราอึดอัดจนหายใจไม่ออก การเลือกเดินออกมาไม่ใช่ความพ่ายแพ้ มันคือการให้เกียรติตัวเอง... และให้เกียรติความจริงของหัวใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ... เราไม่จำเป็นต้องเป็นที่ต้องการของทุกคน ขอเพียงแค่เป็นคนที่ไม่ทอดทิ้งตัวเอง... โลกทั้งใบก็ดูเบาสบายขึ้นมากแล้ว ในวันที่รู้สึกไม่เป็นที่ต้องการ ขอให้จำไว้ว่า... สิ่งที่ใจต้องการที่สุด คือการได้กลับมาอยู่ข้างๆ ตัวเอง ในที่ที่เราไม่ต้องแสดง ไม่ต้องวิ่งไล่ตามใคร และไม่ต้องรอขออนุญาตจากใคร... เพื่อให้เรามีที่ยืนอย่างสง่างาม หากห้องไหนทำให้ตัวตนของเราค่อยๆ จางหาย จงกล้าที่จะเดินออกมา... เพื่อกลับมาโอบกอดตัวเองให้เต็มอ้อมอกอีกครั้ง #JakkDiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 2 weeks ago
เขาไง.. จะใครล่ะ? #Siamstr image
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 2 weeks ago
นิยามคำว่า "งาน" ในใจผม... เปลี่ยนไปจากเดิมนานแล้วครับ image จากที่เคยมองว่าเป็นเพียงภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นไปวันๆ กลับกลายเป็นเรื่องของพลังงาน และตัวตนที่เราพกพาไปยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน สำหรับผม การสวมบทบาทเป็น Jakk Goodday นี่แหละคืองานหลัก และเชื่อไหมครับว่า โจทย์ที่หินที่สุดบ่อยครั้งไม่ใช่การลุกขึ้นมาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่มันกลับเป็นการกล้าที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ท่ามกลางผู้คน โดยไม่พยายามตะเกียกตะกายทำอะไรให้ใครจดจำ เพราะเสียงกระซิบจากความเคยชินเดิมๆ มักจะคอยเร่งเร้าว่า "ต้องพูดอะไรหน่อยสิ ต้องโชว์ของบ้างสิ ไม่งั้นจะคุ้มค่าที่มาเหรอ" ระยะหลังมานี้... ผมจึงเริ่มวางใจกับนิยามใหม่ของตัวเอง เปลี่ยนจากการทำงานด้วยการกระทำ มาเป็นการทำงานด้วยการดำรงอยู่ อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยเซตฉาก อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยชูป้ายบอกใครต่อใครว่าเราสำคัญแค่ไหน ขอแค่ได้ยืนหยัดอยู่ตรงนั้นด้วยความสัตย์จริง ให้ทั้งกายและใจอยู่ครบถ้วนกับคนตรงหน้า... เพียงเท่านี้ก็พอ ใครอาจมองว่าการออกไปเจอผู้คนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่ผมรู้ดีว่า การรักษาคุณภาพใจในขณะที่อยู่ท่ามกลางคลื่นความรู้สึกนั้น ไม่ง่ายเลย เพราะมันหมายถึงการที่เราต้องกล้าปล่อยมือจากบทบาทหัวโขนที่เคยสวมใส่ แล้วหลอมรวมความเป็นพี่ตั้ม และ Jakk Goodday ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสนิทใจ ผมเลิกเหนื่อยกับการสร้างตัวตนหลายเวอร์ชันเพื่อแยกใช้ต่างวาระต่างสถานที่ แต่มุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานให้น้อยลง เพื่อเป็นคนคนเดียว ที่สามารถเดินไปได้ทุกที่อย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ความอ่อนโยนในหัวใจยังคงเดิม... หากวันไหนโชคชะตาพาให้เรามาเจอกัน ผมคงไม่มีของกำนัลวิเศษอะไรติดไม้ติดมือไปฝาก นอกจากรอยยิ้มที่ไม่ได้ปั้นแต่ง กับอ้อมกอดอุ่นๆ... ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความหมายใดๆ อีกแล้ว "งานของใครบางคน... อาจคือการสร้างผลงานที่โลกต้องจารึก แต่งานของผม... คือการดำรงอยู่ให้จริงที่สุด เพียงเพื่อให้ใครสักคนตรงหน้า... ได้กลับมาหายใจอย่างสบายใจอีกครั้ง" #JakkDiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 2 weeks ago
ราชสีห์จะไม่คำรามใส่แมวที่กำลังจิกกัด แต่มันจะมองด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแล้วเดินจากไป... GM ครับ #Siamstr image
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 2 weeks ago
"ชีวิตอาจล็อกประตูขวางหน้าเพื่อคัดกรองความอ่อนแอ แต่จะเปิดกว้างต้อนรับเสมอสำหรับคนที่กล้าเอาชนะใจตัวเองให้ได้กลับบ้าน... พร้อมหัวใจดวงใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม" บางทีชีวิตก็เปรียบเหมือนการเดินทางไกลที่ไร้แผนที่ เดินเพลินๆ อยู่ดีๆ ประตูบานหนึ่งก็อาจปรากฏขึ้นขวางหน้า โดยไม่มีป้ายบอกเตือนระดับความยากง่าย มีเพียงความเงียบงันที่ท้าทายให้เราตัดสินใจว่า... จะกล้าเปิดเข้าไปหรือเปล่า สมัยก่อน ผมมักมองว่าประตูอุปสรรคเหล่านี้คือสิ่งกีดขวางที่น่ารำคาญ แต่พอได้เผชิญหน้ากันบ่อยเข้า มุมมองก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมเริ่มเห็นความจริงว่า หลังบานประตูที่ดูน่ากลัวเหล่านั้น มักมีตัวเราคนใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิมซ่อนอยู่เสมอ เหมือนชีวิตตั้งรหัสผ่านเอาไว้ว่า... ต้องก้าวผ่านความกลัวไปให้ได้ก่อน ถึงจะได้รางวัลล้ำค่านั้นมาครอบครอง หากเราเลือกที่จะถอยหลัง เราก็จะวนกลับไปอยู่ที่เดิม ด้วยหัวใจดวงเดิมที่ยังคงตื่นกลัวกับเรื่องเดิมๆ แต่หากเรากลั้นใจก้าวข้ามไป แม้ท่าทางจะดูโซเซ หรือยังไม่สมบูรณ์แบบนัก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้เกิดจากโลกที่ใจดีกับเรามากขึ้นหรอกครับ มันเกิดจากพื้นที่ภายในใจของเราที่ขยายกว้างขึ้นต่างหาก เราจะเริ่มรับมือกับความกังวลได้นิ่งขึ้น อ่านความรู้สึกคนรอบข้างได้ดีกว่าเดิม และที่สำคัญ... เรารู้จักวิธีวางของหนักลงจากบ่า ก่อนที่ขาจะทรุดลงไป บททดสอบหลังประตูแต่ละบานมีรสชาติไม่เหมือนกัน บางครั้งมันก็มาในรูปแบบของการสูญเสีย บางครั้งเป็นความอึดอัดที่ยาวนาน หรือบางทีก็เป็นความผิดพลาดที่ทำเอาเราอับอายจนแทบแทรกแผ่นดิน มันเปรียบเสมือนครูจอมเฮี้ยบที่ไม่ค่อยพูดพร่ำทำเพลง แต่จะสอนบทเรียนที่ตรงจุดและเจ็บลึกที่สุดเสมอ ผมชอบคิดเสียว่า ด่านเคราะห์เหล่านี้มันเกิดขึ้นเพื่อวัดทักษะชีวิตที่เราอาจหลงลืมฝึกฝน ทั้งความอดทน สติ และความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง พอผ่านมันไปได้ สิ่งที่เราได้ติดมือมาคือขุมพลังในใจที่จะพาเราไปต่อในด่านถัดไปได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเอาไว้คุยโว ท้ายที่สุดแล้ว ตัวตนที่เก่งกล้าขึ้นมันเกิดจากวินาทีนั้น... วินาทีที่เรายืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไป... ทั้งที่ขายังสั่นอยู่นั่นแหละครับ #JakkDiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 3 weeks ago
ยามเย็นที่แดดเริ่มร่มลมตก บรรยากาศรอบอ่างเก็บน้ำจะเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ผู้คนทยอยเดินออกจากบ้านมาใช้เวลาส่วนตัว บ้างก้าวยาวๆ อย่างกระฉับกระเฉงพร้อมขวดน้ำในมือ image บ้างวิ่งเหยาะๆ จนเหงื่อซึมเสื้อ และบ้างก็สวมรองเท้าแตะเดินทอดน่องคุยโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์ ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่พาตัวเองมาวนเวียนอยู่รอบผืนน้ำแห่งนี้ (โดยบังเอิญ) จำได้ว่าสมัยเริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ สายตาของผมมักจะพุ่งตรงไปจับจ้องอยู่ที่ปลายทางเสมอ พอมองข้ามฝั่งไปเห็นระยะทางที่ทอดยาว ก็พาลให้ใจฝ่อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก้าวขา รู้สึกเหมือนหนทางมันช่างไกลแสนไกล การวิ่งในตอนนั้นจึงเต็มไปด้วยความกดดัน เหมือนมีเสียงนาฬิกาเร่งรัดอยู่ในหัวตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่จะถึง... เมื่อไหร่จะจบภารกิจนี้เสียที จนวันหนึ่ง ผมลองเปลี่ยนวิธีวางสายตาดูใหม่ แทนที่จะมองไปไกลจนสุดขอบฟ้า ผมลองดึงความรู้สึกกลับมาอยู่กับลมหายใจใกล้ๆ ตัว จดจ่ออยู่กับจังหวะเท้าที่กระทบพื้น ฟังเสียงน้ำกระฉอกกระทบตั่ง มองดูดอกหญ้าข้างทาง หรือยิ้มให้เด็กน้อยที่ปั่นจักรยานสวนมา จู่ๆ โลกที่เคยกว้างใหญ่และน่าเหนื่อยหน่าย ก็ย่อส่วนลงมาเหลือเพียงแค่ระยะหนึ่งก้าวตรงหน้า ปลายทางยังคงอยู่ที่เดิม ระยะทางก็ไม่ได้สั้นลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คือความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ผืนน้ำกว้างใหญ่นี้สอนบทเรียนสุขภาพให้ผมโดยไม่ต้องมีป้ายคำคมแปะบอก มันสอนว่า หากเราโหมวิ่งเร็วเกินกำลังเพื่อหวังผลลัพธ์ทันตา รอบแรกเราอาจจะเข้าเส้นชัยได้อย่างสวยงาม แต่วันรุ่งขึ้น ร่างกายและหัวใจอาจจะประท้วงจนไม่อยากลุกออกมาอีกเลย กลับกัน หากเรารักษาจังหวะก้าวให้พอดีกับที่ร่างกายรับไหว วันพรุ่งนี้เราจะยังมีแรงเหลือพอที่จะก้าวออกจากบ้านได้ใหม่ หัวใจจะค่อยๆ จดจำว่า การดูแลตัวเองคือวิถีชีวิตปกติที่ทำได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ภารกิจพิเศษแสนสาหัสที่ต้องใช้แรงฮึดเป็นครั้งคราว เรื่องของจิตใจก็ใช้หลักการเดียวกันครับ ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจำเป็นต้องอาศัยกาลเวลาบ่มเพาะ บาดแผลบางเรื่องไม่อาจสมานได้สนิทเพียงชั่วข้ามคืน ทางวิ่งรอบอ่างเตือนสติผมเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ มากกว่าการเร่งรีบพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย ทุกเย็นที่ได้มาเดินทอดน่องริมน้ำ ผมเหมือนได้กลับมาทบทวนกับตัวเองซ้ำๆ ว่าเราอยากจะดูแลกายและใจนี้ในระยะยาวแบบไหน คำตอบคือ... ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ หายใจ รักษาความรู้สึกดีๆ เอาไว้ ให้พรุ่งนี้เรายังมีเหตุผลที่อยากจะกลับมาหาความสุขรอบอ่างน้ำแห่งนี้ได้อีกครั้ง... ก็พอแล้วครับ "ความยั่งยืนของการดูแลสุขภาพ ไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการเข้าเส้นชัยในวันเดียว มันวัดกันที่ว่า... พรุ่งนี้เรายังมีความสุขที่จะลุกออกมาวิ่งอีกไหม" #JakkDiary #Siamstr #Running
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 3 weeks ago
#Boredom บางวันผมนั่งนิ่ง ๆ อยู่หน้าจอ ปัดนิ้วเลื่อนฟีดไปเรื่อย ๆ ตาอ่านอะไรสักอย่าง แต่ใจกลับไม่ได้อยู่กับคำตรงหน้าเลย image มันคงไม่ใช่เพราะโลกขาดสีสัน ร้านกาแฟก็ยังมีเพลงเบา ๆ งานบนโต๊ะยังเด้งแจ้งเตือน บทสนทนาในห้องแชตก็ยังคงไหลไม่หยุด ทว่าในอกกลับรู้สึกว่ามันโล่งแปลก ๆ คล้ายห้องที่คนทยอยออกไปทีละคน เหลือเพียงเสียงแอร์เบา ๆ กับเก้าอี้ว่าง คำสั้น ๆ ที่โผล่ขึ้นมากลางอกคือ... เบื่อ เบื่อทั้งที่ไม่มีเรื่องร้ายอะไร เบื่อทั้งที่ชีวิตก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง ความรู้สึกแบบนี้แหละที่เรามักเผลอโยนให้โลกภายนอกรับผิดชอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้วต้นตอมักจะมาจากข้างในตัวเองเต็ม ๆ ... ผมลองเปลี่ยนมุมมองกับความเบื่อใหม่ เริ่มหันมามองมันเป็นกระดาษโพสต์อิทจากใจ ทุกครั้งที่ความเบื่อโผล่ขึ้นมา มันก็เหมือนมีใครสักคนในใจแอบเขียนโน้ตใบเล็ก ๆ แปะไว้ว่า... ตรงนี้มันไม่ได้หล่อเลี้ยงหัวใจเราแล้วนะ ตารางวันนี้เต็มตึง เหนื่อยมากก็จริง แต่ด้านในกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตเท่าไรเลย เราเลยเริ่มงอแงกับทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่... อะไร ๆ รอบตัวก็ไม่ได้ผิดรูปไปจากเดิมเท่าไหร่นัก ลองมองให้ลึกลงอีกชั้น.. ความเบื่อยังสื่ออีกอย่างหนึ่ง ว่าเราคงจะแสดงบทเดิมซ้ำ ๆ นานเกินไป บทคนเก่งในที่ทำงาน บทลูกที่เข้าใจทุกคน บทเพื่อนที่ต้องตลกตลอดเวลา บทคนรักที่ห้ามเปราะบาง เมื่อรับบทเหล่านี้อย่างมืออาชีพต่อเนื่องมาหลายปี ตัวจริงด้านในก็ย่อมเริ่มเบียดตัวเองให้ไปยืนแอบอยู่มุมเวที ไปยืนดู ตัวตนเวอร์ชันที่โอเคตลอดเวลา... เล่นเต็มทุกซีน อยู่ไปอยู่มา ความเบื่อเลยผุดขึ้นกลางฉากชีวิต ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะโลกมันน่าเบื่อนักหรอก มากกว่านั้นมันคือ ตัวจริงในใจไม่มีที่ให้หายใจ หากมองในอีกรูป ความเบื่อก็คล้ายชั้นแรกของความว่าง เราต่างก็คุ้นเคยกับชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้า หน้าจอ เสียงแจ้งเตือน งานไม่จบสักที พออยู่เฉย ๆ ไม่หยิบอะไรขึ้นมากลบ สมองก็เริ่มกระสับกระส่าย ความเบื่อพลันโผล่ขึ้นมาทัก ตรงนี้เองที่คนจำนวนมากมักทนกันไม่ค่อยไหว รีบหาอะไรยัดเข้าไปเพื่อฆ่าเวลา ทั้งที่จริง ๆ แล้ว... ถ้าเราอดทนผ่านชั้นแรกไปได้อีกสักหน่อย ข้างในก็จะเริ่มนิ่งขึ้นได้อย่างน่าประหลาด เสียงในหัวจะค่อย ๆ เบาลง ตาจะเริ่มเห็นรายละเอียดรอบตัวชัดขึ้น ความคิดบางอย่างที่เคยจมอยู่ข้างใต้ เริ่มลอยขึ้นมาให้ทบทวน ความว่างที่เคยถูกตีตราว่าน่าเบื่อ กลับกลายเป็นพื้นที่ใสให้ใจเราได้พักลงจริง ๆ ผมเลยเริ่มมองความเบื่อด้วยสายตาแบบใหม่ แทนที่จะถามว่า จะทำอะไรดีให้หายเบื่อ? เลยลองถามกลับว่า ความเบื่อกำลังเล่าอะไรให้เราฟัง? บางครั้งมันบอกว่าเรากำลังล้าเกินไป บางครั้งมันชี้ไปที่บทบาทหนึ่งที่ไม่ตรงกับตัวเองแล้ว บางครั้งมันเพียงพาเราให้กลับมาอยู่กับความว่างอีกสักพัก เพื่อจะเห็นภาพชีวิตตัวเองชัดกว่าเดิม ความเบื่อจึงไม่ใช่มีดมาฟาดเวลาให้เสียเปล่า บ่อยครั้งที่มันเหมือนกับมือเบา ๆ ที่มาคอยเขย่าไหล่ เตือนว่าเรากำลังใช้หัวใจแบบอยู่รอดมากกว่ามีชีวิต ในวันที่ความเบื่อแวะเวียนมาหา ลองวางโทรศัพท์ลงสักครู่ นั่งนิ่งฟังโพสต์อิทใบเล็ก ๆ จากข้างในให้จบประโยค เราอาจพบว่าเราไม่ได้เบื่อโลกสักเท่าไร สิ่งที่โหยหาลึก ๆ คือการได้กลับมาอยู่ใกล้ตัวจริงของเราเอง อีกเพียงไม่กี่ก้าวจากชั้นแรกของความว่างตรงนี้เท่านั้นเอง “ความเบื่อไม่เคยมาปล้นเวลา มันแค่ผ่านมาเตือนแผ่ว ๆ ว่า… ถึงเวลาที่เราจะพาใจตัวเองกลับบ้านแล้วหรือยัง” #JakkDiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 3 weeks ago
no rush. just growth. "ในวันที่โลกตะโกนบอกให้เราวิ่งให้เร็วที่สุด... ความกล้าหาญที่แท้จริง อาจเป็นการยืนยันเงียบๆ ว่า... ฉันจะเดินในจังหวะของฉันเอง'" image หลายปีมานี้ ผมเริ่มคุ้นชินและโอบกอดจังหวะชีวิตใหม่ของตัวเอง เป็นจังหวะที่ไม่ต้องคอยเร่งฝีเท้าเพื่อแซงหน้าใคร และหมดความรู้สึกที่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้โลกยอมรับ ในสายตาคนภายนอก ผมอาจดูเหมือนคนเงียบเชียบ ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวช้าลง และใช้เวลาไตร่ตรองนานขึ้นกว่าจะเอื้อนเอ่ย เมื่อเจอแรงปะทะ ก็มักจะทำเพียงส่งยิ้มน้อยๆ แล้วนิ่งฟัง ความนิ่งที่ว่านี้ แท้จริงแล้วคือความรู้สึกที่ตื่นรู้อยู่ภายในอย่างเต็มเปี่ยม ผมยังคงรับรู้ถึงความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า ความเสียใจ หรือความหวั่นไหวได้ชัดเจนเฉกเช่นคนทั่วไป ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไป คือการที่ผมหวงแหนพื้นที่ว่างก่อนที่จะปล่อยให้คำพูดหรือการกระทำหลุดออกไป ผมเลือกที่จะเว้นจังหวะ ให้หัวใจได้มีโอกาสหายใจและจัดระเบียบตัวเองก่อนเสมอ ประโยคที่ผมใช้กล่อมเกลาใจตัวเองอยู่เสมอก็คือ "ไม่ต้องเร่ง... ขอแค่ให้เติบโต" การเติบโตในความหมายของผม คือ ความงอกงามในรายละเอียดเล็กๆ ของความรู้สึก เช่น การสังเกตว่าคลื่นอารมณ์ที่เคยโหมกระหน่ำ วันนี้มันเบาแรงลงบ้างไหม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหัวที่เคยดังอื้ออึง ปีนี้มันแผ่วลงไปบ้างหรือยัง หรือในยามที่ถูกเข้าใจผิด ใจเรายังร้อนรนที่จะรีบแก้ต่าง หรือเริ่มวางเฉยและปล่อยผ่านได้ดีขึ้น ในทุกๆ วัน ผมจึงมักกันพื้นที่เงียบสงบไว้มุมหนึ่ง อาจเป็นยามเช้าตรู่ก่อนที่โลกจะตื่น หรือยามค่ำคืนที่เสียงอึกทึกจางหาย ช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ห้องทดลองส่วนตัวในใจ ห้องที่ปราศจากผู้พิพากษา มีเพียงคำถามง่ายๆ ที่ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของตัวเอง "วันนี้... มีอะไรที่สะกิดใจเราแรงที่สุด?" "ความกลัวแบบไหนกันนะ ที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดเมื่อเช้า?" "ทำไมเรื่องเล็กเพียงแค่นั้น ถึงทำให้เราหงุดหงิดได้ขนาดนี้?" ผมมองทุกอารมณ์เป็นข้อมูลที่ล้ำค่า เพื่อใช้ทำความเข้าใจรูปแบบของจิตใจ มากกว่าจะใช้เป็นไม้เรียวไว้คอยเฆี่ยนตีตัวเอง บางวันอ่านบันทึกใจแล้วก็นึกขำในความดื้อรั้นของตัวเอง แต่บางวันก็นั่งนิ่งไปนาน เพราะตระหนักได้ว่าบางเรื่องราวยังไม่ตกผลึกดี เจตนาของผม คือความตั้งใจที่จะรับผิดชอบต่อแรงสั่นสะเทือนภายในใจตัวเอง ดูแลมันให้ดี... เพื่อไม่ให้มวลอารมณ์เหล่านั้น ไหลบ่าไปกระแทกคนรักหรือคนใกล้ชิดโดยไม่จำเป็น เมื่อมองชีวิตผ่านเลนส์ของความเข้าใจเช่นนี้ คำเร่งเร้าอย่าง... "ต้องรีบหาย ต้องรีบเก่ง ต้องรีบลืม" จึงค่อยๆ เลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยคำถามที่เรียบง่ายกว่าเดิม... "วันนี้... เราเข้าใจตัวเองเพิ่มขึ้นอีกนิดแล้วใช่ไหม?" "ความโกรธเกรี้ยว... ช้าลงกว่าปีก่อนหรือเปล่า?" "และเรา... ให้อภัยตัวเองได้เก่งขึ้นบ้างไหม?" หากในหนึ่งปี ผมสามารถตอบว่า ใช่ ได้เพียงไม่กี่ข้อ ผมก็นับว่าปีนั้นเป็นปีที่คุ้มค่าและไม่เสียเปล่าเลย จังหวะก้าวเดินจากนี้ จึงไร้ซึ่งเสียงนาฬิกาที่คอยกดดัน เหลือเพียงเสียงกระซิบเบาๆ จากหัวใจที่บอกว่า... ค่อยเป็นคน ค่อยเป็นใจ และค่อยๆ เติบโตลึกลงไป... ในความจริงของตัวเองก็พอ #JAKKDIARY #SIAMSTR
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 3 weeks ago
"Logic makes people think, but Emotion makes people act." (เหตุผลทำให้คนแค่คิด แต่อารมณ์ทำให้คนลงมือทำ) image เรามักถูกปลูกฝังให้เติบโตมาพร้อมกับเหตุผล ถูกสอนให้คิดหน้าคิดหลัง วางแผนให้รัดกุม และเปรียบเทียบทุกทางเลือกอย่างละเอียด จนทักษะการวิเคราะห์ของเราแข็งแกร่ง แต่เรื่องที่น่าแปลกคือ พอถึงเวลาต้องก้าวเท้าออกจากจุดเดิมจริงๆ ขาที่ควรจะก้าวกลับหนักอึ้งและขยับไม่ออกเสียอย่างนั้น ที่เป็นแบบนั้นเพราะ เหตุผลทำหน้าที่เสมือนแผนที่นำทางที่ช่วยให้เห็นเส้นทางชัดเจน ทว่าสิ่งที่จะขับเคลื่อนให้เราลุกจากเก้าอี้ออกไปเผชิญโลกได้จริงๆ กลับเป็นหน้าที่ของหัวใจที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ หากเรามีแต่แผนที่เต็มมือแต่เครื่องยนต์ข้างในดับสนิท แผนการเหล่านั้นก็คงเป็นได้เพียงกระดาษเปื้อนหมึกที่วางกองไว้เฉยๆ แท้จริงแล้ว... อารมณ์กับเหตุผลคือเพื่อนร่วมทางที่ขาดกันไม่ได้ครับ เปรียบเสมือนแขนซ้ายที่กางแผนที่เพื่อดูทิศทาง ในขณะที่แขนขวาก็ทำหน้าที่เข้าเกียร์พาเราออกตัวไปข้างหน้า โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะดูแลเครื่องยนต์หัวใจนี้อย่างไรให้มีพลังอยู่เสมอ คำตอบอาจเริ่มจากการสำรวจลึกลงไปว่าสิ่งที่หัวใจเราให้คุณค่าจริงๆ คืออะไร? บางคนรักอิสระเป็นชีวิตจิตใจ บางคนยิ้มได้กว้างที่สุดเมื่อเห็นครอบครัวปลอดภัย หรือบางคนใจเต้นแรงเสมอเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้แหละครับ คือ เชื้อเพลิงชั้นดี เมื่อเรานำเหตุผลมาผูกโยงกับสิ่งที่เรารัก แผนการบนกระดาษที่เคยแห้งแล้งจะเริ่มมีความอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้น เป้าหมายเรื่องการเก็บเงินหรือดูแลสุขภาพ หากมองด้วยเหตุผลอาจดูไกลตัว แต่ลองจินตนาการถึงภาพวันที่เราแข็งแรงพอจะวิ่งเล่นกับลูกหลานในวัยชราดูสิครับ ความรู้สึกอุ่นวาบในใจจะเปลี่ยนคำว่าหน้าที่ที่ควรทำ ให้กลายเป็นก้าวเล็กๆ เพื่อคนที่เรารักไปโดยปริยาย... ในวันที่เหนื่อยล้าจนอยากจะผัดวันประกันพรุ่ง แทนที่จะดุด่าหรือตำหนิตัวเองซ้ำๆ ลองกลับมาเช็กดูว่าเชื้อเพลิงก้อนไหนของเราที่พร่องไป เราอาจเผลอลืมภาพฝันที่อยากไปถึง อาจห่างเหินจากคนที่เป็นแรงบันดาลใจ หรืออาจหลงลืมการดูแลร่างกายจนแรงกายหดหายไป เมื่อเราให้เหตุผลช่วยดูทิศทาง และอนุญาตให้หัวใจทำหน้าที่จุดไฟ เราก็ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสมองหรือความรู้สึกอีกต่อไป เพราะชีวิตที่สมดุลคือการเดินทางที่เรารู้ทั้งทิศที่จะไป และยังมีแรงใจที่จะเดินต่อไปในทุกๆ เช้าครับ "มอบหน้าที่การวางแผนเส้นทาง... ให้เป็นเรื่องของเหตุผล และปล่อยให้หัวใจทำหน้าที่บอกเล่าว่า... ปลายทางนั้นมีความหมายเพียงใด และใครคือคนที่เราอยากจูงมือเดินไปให้ถึง" #JakkDiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 3 weeks ago
The Heart of Life – John Mayer “เพลงที่เล่นให้ตัวเองฟัง ต่อให้มีคอร์ดผิดอยู่บ้าง ก็ซื่อสัตย์กว่าชีวิตที่เอาแต่เล่นตามโน้ตของคนอื่น” image แดดร่มลมตก ผมหอบเอากีตาร์ออกมานั่งเล่นที่สวนหลังบ้าน รอบกายไร้ซึ่งเวทีและผู้ชม เหลือเพียงลมอ่อนๆ ที่พัดเอากลิ่นดินชื้นน้ำรดต้นไม้มาแตะจมูก และมีเพียงเสียงสายกีตาร์กังวานอยู่เป็นเพื่อน สมัยเด็ก... ผมเคยเชื่อฝังหัวว่าคุณค่าของดนตรีผูกติดอยู่กับจำนวนผู้ฟัง ต้องยืนอยู่บนเวที ท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราว ถึงจะคุ้มค่าเหนื่อย ครั้นพอเติบโตขึ้น มุมมองนั้นกลับเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าช่วงเวลาเงียบๆ ที่ได้ดีดกีตาร์กล่อมเกลาใจตัวเองในมุมสงบ กลับเป็นของขวัญที่ล้ำค่ายิ่งกว่า ในยามที่เราอยากหยิบมันขึ้นมาบรรเลงด้วยใจรัก ต่อให้โลกภายนอกจะหมุนไปอย่างไร ความสุขตรงหน้าก็เป็นสิทธิ์ของเราโดยสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาอนุญาต เสียงดนตรีในสวนย่อมมีจังหวะที่นิ้วกดพลาด หรือเสียงเพี้ยนไปบ้างเป็นธรรมดา ทว่าความรื่นรมย์ของการเล่นลำพัง คือการที่เราได้โอบรับความไม่สมบูรณ์เหล่านั้นไว้อย่างเต็มหัวใจ โดยไม่ต้องพะวงกับสายตาจับผิดของใคร ดนตรีสอนให้ผมเข้าใจว่าคอร์ดที่ผิดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทาง ...ไม่ใช่จุดจบ หากเรามัวแต่ชะงักงันเพียงเพราะเสียงเดียวที่เพี้ยนไป เพลงรักทั้งเพลงคงไม่มีวันเดินทางไปถึงท่อนฮุกที่รออยู่ ชีวิตคนเราก็ดำเนินไปในท่วงทำนองเดียวกัน อาจมีการตัดสินใจที่พลั้งพลาด หรือถ้อยคำที่หลุดปากไปบ้าง หากเรายอมรับและฟังให้รู้ว่าผิดตรงไหน แล้วค่อยๆ ประคองใจกลับมาสู่คีย์เดิม ท่วงทำนองในช่วงต่อไปก็ยังคงไพเราะงดงามได้เสมอ ผมปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเสียงเพลง ระบายความกังวลที่สะสมมาทั้งวันให้ไหลผ่านปลายนิ้วออกไปเรื่อยๆ จะไพเราะหรือแปร่งปร่าบ้างก็ไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า... ทุกตัวโน้ตนั้นกลั่นออกมาจากใจของเราเอง จวบจนเวลาที่เก็บกีตาร์ลงกระเป๋า สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจอาจไม่ใช่ความรู้สึกว่าเก่งกาจขึ้น หากแต่เป็นความรู้สึกเบาสบายอย่างน่าประหลาด เพียงเท่านี้ก็เติมเต็มยามเช้าให้สมบูรณ์แล้ว เพราะที่สุดแล้วความสุขอาจเรียบง่ายเพียงแค่การอนุญาตให้ตัวเองได้บรรเลงเพลงชีวิตในแบบที่เป็น แม้จะมีร่องรอยของความผิดพลาดปะปนอยู่บ้างก็ตาม... #JakkDiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 0 months ago
ฟ้าสางรำไร พระจันทร์กลมโตยังลอยค้างอยู่เหนือแนวสายไฟ ผมยืนพิงรั้วหน้าบ้าน สูดอากาศเย็นฉ่ำเข้าปอดลึกๆ image ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงแรกที่แว่วมาทักทายเช้านี้ กลับไม่ใช่เสียงยวดยานพาหนะ หรือเสียงผู้คนจอแจ หากแต่เป็นเสียงนกตัวเล็กๆ ที่ส่งเสียงร้องแผ่วเบามาจากหลังคาบ้านข้างๆ ภาพนี้ทำให้ผมนึกถึงคำเปรียบเปรยเรื่อง "นกที่ตื่นเช้า" ซึ่งในความรู้สึกของผม มันมีความหมายลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องของคนขยันที่ต้องรีบตื่นมาแข่งขันกับใคร นกที่ตื่นเช้าที่แท้จริง คือผู้ที่ตื่นรู้ก่อนที่เสียงอึกทึกของโลกภายนอกจะดังกลบเสียงหัวใจของตัวเอง ช่วงเวลารุ่งสางเปรียบเสมือนของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้ เป็นห้วงเวลาสั้นๆ ที่โลกยังไม่ทันได้ดึงรั้งความสนใจของเราให้กระจัดกระจาย เปิดโอกาสให้เราได้ยินเสียงลมหายใจ และได้ฟังเสียงความคิดของตัวเองชัดๆ ก่อนที่คลื่นภาระหน้าที่และข่าวสารประจำวันจะถาโถมเข้ามาปะปนจนแยกไม่ออก ดังนั้น นกที่ผมอยากจะเป็น คือนกที่ใช้ช่วงเวลาแห่งแสงแรก ทบทวนกับตัวเองเงียบๆ ว่า "วันนี้... เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน" โดยไม่ต้องคาดคั้นคำตอบที่ยิ่งใหญ่ ขอแค่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองสักข้อเดียว ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่งดงามแล้ว ชีวิตจริงอาจไม่ได้ลงล็อคสวยงามเหมือนตารางสอน บางวันเราอาจตื่นสายบ้าง หรือพักผ่อนน้อยบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ขอแค่เรายังเหลือพื้นที่เล็กๆ อนุญาตให้หัวใจได้ตื่นขึ้นมาสูดอากาศก่อนร่างกายสักนิด ไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะชี้บอกเวลาเท่าไหร่ เราทุกคนก็สามารถเป็นนกที่ตื่นเช้าในแบบฉบับที่มีความสุขได้เสมอครับ #JakkDiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 1 month ago
"Natural is the new SEXY" หากเป็นเมื่อก่อน พอเอ่ยถึงคำว่า "แรงดึงดูด" ภาพในหัวของพวกเรามักจะผูกติดอยู่กับความสมบูรณ์แบบ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมที่จัดทรงมาอย่างดี หรือภาพถ่ายที่ผ่านการเลือกมุมและแสงมาอย่างประณีต image จนบางทีเราลืมมองไปว่า เสน่ห์ที่แท้จริงนั้นซ่อนอยู่ในเนื้อแท้ของเรานี่เอง โดยไม่จำเป็นต้องไปสรรหาอะไรมาปรุงแต่งให้วุ่นวาย ผมเคยสังเกตใครบางคนที่เดินเข้ามาในวงสนทนา เขาแต่งตัวเรียบง่ายเพียงเสื้อยืดกางเกงเก่าๆ ไม่มียี่ห้อหรูหราประดับกาย แต่แปลกที่วินาทีที่เขานั่งลง บรรยากาศรอบข้างกลับดูสงบและเย็นลงอย่างน่าประหลาด สายตาของผู้คนหันไปหาเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่เขาไม่ได้พยายามทำอะไรให้โดดเด่นเลย คำถามคือ... แรงดึงดูดนั้นมาจากไหน? มันไม่ได้มาจากรูปร่างหน้าตา ไม่ได้มาจากข้าวของมีราคา และไม่ใช่ถ้อยคำคมคายที่เตรียมมาพูด มันคือบรรยากาศของความสบายเนื้อสบายตัวของคนคนหนึ่ง ที่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น สายตาของเขาไม่ได้ร้อนรนเพื่อเอาชนะ และท่าทีของเขาก็บอกเราเงียบๆ ว่า "ฉันโอเคกับตัวเองในแบบนี้" ความสงบเย็นนี้เองที่แผ่ออกมา จนทำให้คนที่อยู่ใกล้พลอยรู้สึกวางใจและกล้าที่จะเป็นตัวเองไปด้วย นี่แหละครับ คือความหมายของความเป็นธรรมชาติ เสน่ห์แบบนี้ ไม่ใช่การพยายามทำตัวให้ใครรัก มันเกิดจากการยอมรับความจริงที่ว่า... "ต่อให้บางคนจะไม่ชอบเรา ก็ไม่เป็นไร" คนที่ใจนิ่งพอและอยู่กับตัวเองได้ จะไม่รู้สึกว่าต้องรีบพูดแทรก ไม่ต้องเร่งแสดงความเก่งกาจ หรือต้องคอยออกความเห็นไปเสียทุกเรื่อง เขาจึงกลายเป็นคนที่มีที่ว่างให้คนอื่นได้หายใจ อยู่ใกล้แล้วรู้สึกร่มเย็น จะหัวเราะด้วยกันก็ไม่เหนื่อย หรือจะแค่นั่งเงียบๆ ข้างกันก็ไม่อึดอัดใจ พลังงานแบบนี้นี่เอง ที่ผมคิดว่ามีความเซ็กซี่และน่าค้นหายิ่งกว่าการปรุงแต่งใดๆ ผมเรียกมันว่าการสร้าง สนามพลังสั่นพ้อง (Synharmonic Field) สำหรับผม ในยุคนี้คนที่มีท่าทีต่อชีวิตที่ดี นั้นน่ามองและชวนหลงใหลยิ่งกว่าคนที่มีเพียงรูปร่างหน้าตาสวยงามเสียอีกครับ คนที่มีเสน่ห์ คือคนที่โอบกอดร่องรอยบาดแผลของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องซุกซ่อนอดีต แต่ก็ไม่ฟูมฟายเอาความเจ็บปวดไปสาดใส่ใคร คือคนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาปัดฝุ่นเดินต่อได้เงียบๆ โดยไม่ต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าตัวเองเข้มแข็งเพียงใด คนแบบนี้มักมีแรงดึงดูดลึกลับบางอย่างที่ทำให้เราอยากขยับเข้าไปใกล้ อยากนั่งฟังเขาเล่าเรื่อง หรือเพียงแค่อยากรู้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง ถึงได้มีสายตาที่มองโลกด้วยความเข้าใจลึกซึ้งเช่นนี้ แน่นอนครับว่า การดูแลตัวเองให้สะอาดสะอ้าน น่ามอง และน่าเข้าใกล้ ยังคงเป็นประตูด่านแรกที่สำคัญเสมอ แต่หากภายในใจยังคงวุ่นวาย ยังหิวโหยการยอมรับ หรือยังต้องคอยประเมินคุณค่าตัวเองผ่านสายตาคนอื่น... ต่อให้ภายนอกจะดูดีสักแค่ไหน ลึกๆ แล้วมันก็จะยังมีความรู้สึกฝืนเจือปนออกมาอยู่ดี ความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง คือการดูแลสมดุลกายและใจให้ดี จนความงามมันล้นออกมาเองโดยที่เราไม่ต้องพยายามเค้น มากกว่าการปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปตามยถากรรม บางที... จุดเริ่มต้นของเสน่ห์อาจไม่ได้อยู่ที่การไปขวนขวายเรียนรู้อะไรเพิ่ม แต่อยู่ที่การค่อยๆ วางสิ่งที่หนักอึ้งในใจลงเสียบ้าง วางความอยากเอาชนะ วางความกังวลว่าต้องเป็นคนสำคัญ วางความกลัวที่จะถูกมองว่าเป็นคนธรรมดา แล้วลองหันกลับมาสำรวจดูว่า ในวันที่เราไม่ต้องพยายามเป็นใคร ไม่ต้องแสดงอะไร เรายังหลงเหลืออะไรที่เป็นเนื้อแท้ของตัวเองอยู่บ้าง? หากคุณยังยิ้มให้กับคนธรรมดาคนนั้นในกระจกได้ และรู้สึกอยากเป็นเพื่อนกับเขา นั่นแปลว่าเสน่ห์ที่แท้จริงได้เริ่มผลิบานในใจคุณแล้วครับ "เสน่ห์ที่จะอยู่กับเราไปตลอดกาล เกิดจากความกล้าหาญที่จะยอมรับความจริงของตัวเอง มากกว่าการพยายามปรุงแต่งเปลือกนอกให้เกินจริง ในวันที่ไม่มีแสงไฟ ไม่มีเวที เหลือเพียงแค่เรา... ที่ยังคงเป็นเราอย่างสมบูรณ์" #JakkDiary #SynharmonicField #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 1 month ago
image #บทเรียนเรื่องการแบกน้ำหนักและการยืนหยัด เย็นวันหนึ่งผมยืนมองเสาไฟหน้าบ้านเก่าหลังหนึ่ง แดดสีทองส่องเฉียงลงมาโดนเสาปูนที่ขึ้นคราบดำ ลวดสายไฟพะรุงพะรังพุ่งออกไปหลายทิศ เหนือหลังคาสังกะสีที่เริ่มหม่น ต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งแห้งๆ ทะลุขึ้นไปแตะท้องฟ้าสีน้ำเงินใส ภาพตรงหน้าหาใช่โปสเตอร์ท่องเที่ยวไม่ ทว่ามันเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของการยืนอยู่ตรงนี้ เสาไฟต้นนี้อาจไม่เคยมีใครถ่ายรูปมัน ต้นไม้แห้งตรงนั้นก็ไม่ค่อยมีใครชื่นชมสักเท่าไหร่ ทั้งคู่มิได้มีหน้าที่ทำให้โลกสวยงามขึ้น มันมีหน้าที่รับน้ำหนัก.. เสาไฟแบกสายไฟไว้ทั้งซอย ต้นไม้เคยแบกใบ เคยให้ร่มเงาในฤดูที่ยังเขียวขจี บ้านเก่าข้างหลังแบกชีวิตคนทั้งครอบครัวมาหลายสิบปี ผมนึกถึงคนรอบตัวหลายคน คนที่อาจไม่โดดเด่น ไม่ขึ้นชื่อบนป้าย แต่ถ้าเขาถอนตัวออกไป ชีวิตของใครอีกหลายคนอาจจะสั่นคลอนทันที เราเคยมองพวกเขาด้วยสายตาแบบนี้บ้างไหม? เหมือนที่มองเสาไฟเก่าๆ ที่ยังยืนทำงาน เหมือนที่มองบ้านเก่าที่คอยรับฝน รับแดดแทนคนอยู่ข้างใน สายไฟข้างล่างพันกันยุ่งเหยิง ทว่าพอเงยหน้าขึ้น ท้องฟ้ากลับดูโล่งสะอาด ชีวิตเราก็คล้ายภาพนี้... ข้างล่างคือกองภาระ หนี้ งาน ความคาดหวัง สายแต่ละเส้นดึงเราไปคนละทิศละทาง บางวันเราจ้องแต่ความยุ่งเหยิงระดับสายตา จนลืมว่าเหนือหัวขึ้นไปอีกนิดเดียว ยังมีฟ้าให้หายใจอยู่ ไม่ใช่ให้เลิกใส่ใจภาระข้างล่าง ทว่าเพื่อเตือนตัวเองว่า... เวลาเหนื่อยเกินไป ลองถอยออกมาหนึ่งก้าว เงยหน้าอีกนิด ให้ใจได้เห็นท้องฟ้าในตัวเองบ้าง ฟ้ามิได้แก้ปมสายไฟ หากแต่มันช่วยมอบพื้นที่ว่างให้เราเรียงลมหายใจใหม่ เสาไฟต้นเดียวในภาพแบกสายไฟหลายเส้น บางเส้นมาจากบ้านหลังนี้ บางเส้นข้ามถนนไปเข้าอีกหลัง แต่ละเส้นมีเรื่องราวของมันเอง ผมนึกถึงตัวเราเวลาต้องรับบทหลายอย่าง เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นเพื่อน เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง ทุกบทบาทส่งแรงดึงบางอย่างเข้ามาพันรอบตัว เสาไฟที่ดีต้องแข็งแรง ต่อให้แข็งสักเพียงใด ก็รับสายได้อย่างจำกัด ห้อยมากเกินไป วันหนึ่งก็เอน หรือหัก คนเราก็เช่นกัน... การรู้จักบอกตัวเองว่า เส้นนี้ขอไม่รับเพิ่มแล้ว นั่นแหละคือความแข็งแรง เป็นการถนอมเสาที่ทั้งซอยฝากไฟไว้ต่างหาก บางทีสิ่งที่ต้องกล้าทำหาใช่รับงานเพิ่ม ทว่าอาจเป็นการปีนขึ้นไปจัดสายที่พันกันมานาน แยกให้ออกว่าสายไหนคือหน้าที่ สายไหนคือความเคยชินที่ไม่มีใครใช้แล้ว มองเลยออกไปที่ต้นไม้แห้งข้างบ้านนั้น ผมเห็นภาพของฤดูกาลชัดขึ้น ครั้งหนึ่งมันเคยเขียวขจี เคยให้ร่ม เคยมีนกมาทำรัง วันนี้ยืนเปลือยกิ่งรอเวลาเปลี่ยนฤดูอีกครั้ง ตัวบ้านเองก็แก่ลงทีละปี คนในบ้านก็เช่นกัน สุดท้ายทุกสิ่งก็ต้องยอมรับความไม่จีรัง เสาไฟจะผุ ต้นไม้จะผลัดใบ บ้านจะเปลี่ยนมือ ทุกอย่างต้องยอมรับความไม่ถาวรเหมือนกัน พอคิดเช่นนี้แล้ว... ใจเลยอ่อนลงกับทั้งตัวเองและคนอื่น ถ้ายังต้องยืนร่วมเฟรมกันอยู่ในฤดูเดียวกัน ก็ขอใช้ช่วงเวลานี้ดูแลกันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยืนมองภาพนี้นานๆ แล้วได้บทสรุปเงียบๆ ว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่สวยงามให้คนชม ขอแค่เป็นเสาที่มั่นพอให้คนรอบข้างพิงได้บ้าง เป็นต้นไม้ที่ยืนอยู่แม้มีบางฤดูที่แห้งโกร๋น และอย่าลืมเผื่อฟ้าไว้เหนือหัวตัวเองเสมอ ในวันที่สายชีวิตพันกันยุ่ง ลองมองภาพนี้อีกที เสาไฟเก่า ต้นไม้แห้ง บ้านเก่า และฟ้ากว้าง ทุกอย่างต่างทำหน้าที่ของตัวเองเงียบๆ มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการมีอยู่ในโลกใบนี้ “บางชีวิตเกิดมาเพื่อแบกสายไฟให้ทั้งซอยให้สว่าง บางชีวิตเกิดมาเพื่อเป็นเงาไม้ให้ใครสักคนได้หลบแดด ไม่จำเป็นต้องสวยที่สุด แค่ยืนอยู่ให้ไหว ทว่าต้องอยู่ด้วยกันให้ดีที่สุดในฤดูนี้” #JakkDiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 1 month ago
"เงาเพื่อนรัก" image เช้าวันนี้ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฤดูหนาว ผมเดินช้าๆ อยู่กลางถนนเงียบๆ เสื้อกันหนาวซ้อนสองสามชั้นต้านลมเย็น แดดอ่อนส่องลงมาตรงๆ จนรู้สึกอุ่นนิดๆ พอเงยหน้าขึ้นจากพื้น ก็เห็นเพื่อนเก่าเดินขนานไปด้วยกัน... เงานั่นเอง เงายาวเหยียดออกไปข้างหน้าเหมือนคนคอยนำทาง แม้ไม่พูดสักคำ มันก็ตามติดทุกก้าวที่ผมขยับ ตอนยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพ ผมรู้สึกแปลกๆ แนบอยู่ในอก ความรู้สึกนั้นไม่ได้มาจากเงาบนถนน ทว่าเงาในใจต่างหากที่ผมมองเห็นชัดขึ้น ผมเคยอ่านงานของ คาร์ล ยุง นักจิตวิทยาสายลึก เขาบอกว่าเรามีส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ในตัว... เรียกส่วนนั้นว่า “เงา” มันคือส่วนที่เราไม่อยากมองตรงๆ ทั้งความกลัว ความอิจฉา ความโกรธ ความอาย รวมถึงศักยภาพบางอย่างที่เราไม่กล้าใช้ เพราะกลัวคนจะไม่รัก พอลองมองชีวิตตัวเองย้อนกลับไป เงาไม่เคยหายไปที่ไหน แค่เปลี่ยนรูปไปตามช่วงวัย ตอนเด็ก มันอาจเป็นเสียงกระซิบว่า “อย่าถาม เดี๋ยวครูดุ” ตอนโตกลายเป็นประโยค “อย่าลอง เดี๋ยวหน้าแตก” หรือกระซิบย้ำๆ ว่า “ยังไม่ดีพอหรอก อย่าออกไปยืนข้างหน้าเลย” หลายครั้งเราไม่ได้ยินเสียงมันชัดนัก ทว่าอาการของเราก็ดังออกมาแทน เช่น เราอาจหงุดหงิดง่าย พาลคนอื่น เกลียดคนบางแบบโดยไม่รู้เหตุผล ยุงบอกว่า ตอนนั้นเราไม่ได้แค่เกลียดเขาเท่านั้น เพราะเราอาจกำลังเกลียดเงาในตัวเราเองที่สะท้อนออกมาผ่านเขา ผมเริ่มมองเงาในใจเหมือน “เพื่อนที่กล้าเล่าเรื่องจริง” มากที่สุดคนหนึ่ง เพื่อนที่ไม่เกรงใจเราเลย คอยบอกตรงๆ ว่าแผลไหนยังไม่หาย ตรงไหนที่เรายังโกหกตัวเองอยู่ เวลาผมโกรธใครแรงๆ เพื่อนเงานี่แหละที่กระซิบเบาๆ ว่า “ลองดูดีๆ สิ เขาอาจทำในสิ่งที่นายเองก็เคยอยากทำแต่ไม่กล้า หรือเคยทำแล้วรู้สึกผิด” ฟังแล้วเจ็บ แต่ถ้าไม่ฟังเลย วงจรเดิมก็จะตามมา อีกมุมหนึ่ง เงาบนถนนวันนี้เตือนผมว่า เงาก่อตัวได้เพราะมีแสง ยิ่งแสงแรง เงายิ่งคม เ หมือนช่วงที่เราเริ่มตั้งใจเติบโต ชัดเจนกับคุณค่าบางอย่างในชีวิต เรากลับเห็นด้านมืดของตัวเองชัดขึ้น หลายคนเลยเข้าใจว่า “ยิ่งโต ยิ่งแย่” ความจริงแล้วเราเพียงแค่ “มองเห็นตัวเองมากกว่าเดิม” แสงในที่นี้อาจเป็นความรู้ใหม่ ประสบการณ์ที่สอนหนักๆ หรือคนรอบตัวที่กล้าตั้งคำถามกับเรา เมื่อแสงส่องเข้ามา เงาในใจก็มีรูปร่าง เราจึงเริ่มเห็นเส้นขอบของมันชัดขึ้น ระหว่างเดินกลางแดด ผมมองเงายาวบนถนน แล้วรู้สึกว่า เงายังมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง คือทำตัวเหมือนเข็มทิศพาเรากลับบ้าน ทุกครั้งที่ผมใช้ชีวิตสวนทางกับหัวใจ เงาจะหนักขึ้นเป็นพิเศษ ก้าวเท้าลำบาก ทำงานที่ไม่เชื่อแม้แต่น้อย อยู่ในความสัมพันธ์ที่ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา หรือรับบทคนเก่งทั้งที่อยากขอให้ใครสักคนช่วยประคอง เงาในใจไม่เคยอยู่เฉย มันส่งสัญญาณผ่านความเหนื่อยประหลาดๆ ผ่านอารมณ์ที่เดือดง่าย ผ่านคำถามซ้ำซากว่า “นี่ใช่ชีวิตที่เราอยากอยู่จริง ๆ หรือเปล่า” ถ้าเราไม่หนีสายตาตัวเอง เงาเหล่านี้จะกลายเป็นเข็มทิศ ชี้ให้เห็นทิศทางที่ตรงกว่า อาจยังเดินไปไม่ได้ทันที แต่อย่างน้อยเรารู้แล้วว่า “บ้านอยู่ทางไหน” ในสายของยุง เป้าหมายหาใช่การลบเงาให้หายไปไม่ หากคือ “ทำความรู้จักและรับมันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา” ฟังดูยาก... แต่ก็เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ได้เลย เมื่อโกรธใครจนเกินเหตุ ลองถามตัวเองว่า ส่วนไหนในเขาที่เหมือนเรา เมื่ออิจฉาใครบางคน ลองมองดูดีๆ ว่า นั่นอาจเป็นด้านที่เราเองก็มีแววอยู่ แค่ยังไม่เคยอนุญาตให้มันออกมา เรายอมรับว่า “นี่ก็เป็นเราเหมือนกัน” หาใช่การยอมจำนนต่อเงา แล้วค่อยเลือกวิธีใช้พลังนั้นอย่างที่ไม่ทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง ความสบายใจอาจไม่ได้มาจากการหนีด้านมืด ทว่ามันเริ่มต้นจากเช้าวันธรรมดา ที่เรายืนมองเงาบนถนน แล้วยอมรับว่า ทั้งแสง ทั้งเงา ล้วนเป็นรูปร่างเดียวกันของคำว่า “ฉันเอง” นั่นแหละ #jakkdiary #Siamstr
Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday 1 month ago
"ชื่อที่ถูกกู้คืน" ...แด่คนที่ขังตัวเองไว้ในความผิดพลาด image ไม่กี่วันก่อน... ความเงียบของกล่องข้อความถูกทำลายด้วยชื่อหนึ่ง ชื่อที่หายไปจากวงโคจรเกือบสามปีเต็ม ตัวอักษรเรียงกันด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่ก็แบกน้ำหนักอะไรบางอย่างเอาไว้มหาศาล “สวัสดีครับพี่ตั้ม... เวลามันผ่านไปไวจริง ๆ ผมไม่อยากผัดวันไปเรื่อย ๆ อีกแล้ว ช่วงที่ผ่านมา ผมเอาเสียงในหัวมาบั่นทอนตัวเองเยอะไป... ผมคิดถึงช่วงที่ได้สร้างแรงถีบในคอมมูนี้ครับ” อ่านจบผมนิ่งไปพักใหญ่... ความเงียบนั้นไม่ได้ว่างเปล่า... มันอัดแน่นด้วยความยินดีที่รู้ว่า “เขา” หาทางกลับมาเจอ ย้อนกลับไปในปี 2022 ในวันที่โลกคริปโตยังเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ บนกลุ่มดิสคอร์ดชื่อ Local Bitcoin Thailand ยุคที่ยังไร้ชื่อ Right Shift คอมมูนิตี้ยังไร้รูปทรงที่ชัดเจน วงล้อมวันนั้นมีคนเพียงไม่กี่คน อาจารย์ขิง อาร์ม ตั๋ง บอส คนอื่นๆ และเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อาสารับหน้าที่ดูแลหลังบ้าน ตั้งเซิร์ฟเวอร์ จัดหมวดหมู่ คอยเปิดประตูต้อนรับคนแปลกหน้า เดิมทีเขาสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลในภาพกว้าง ไม่ได้เจาะจงบิตคอยน์ แต่การซึมซับ บทสนทนา และการถกเถียง ค่อย ๆ เปลี่ยนเขาไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเขากล้าเรียกตัวเองว่า “บิตคอยเนอร์” ได้เต็มเสียง เขาอยู่ตรงนั้น... ในเงาของงานหลายอย่าง ตั้งแต่จัดระเบียบกลุ่ม จนถึงมีตอัพสีส้มครั้งแรกท่ามกลางกลิ่นโรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ งานแปลหนังสือ เว็บบทความ ฯลฯ แม้นามจะไม่ปรากฏบนหน้าเพจ... ทว่ารอยนิ้วมือของเขากลับประทับแน่นอยู่บนอิฐก้อนแรก ๆ ของที่นี่ สำหรับผม เขาคือหนึ่งในราก รากแขนงเล็ก ๆ ที่ช่วยพยุงต้นไม้ต้นนี้ในวันที่ลมยังแรง แล้วชีวิตก็ผลักเขาเข้าสู่ทางแคบ... จุดที่ต้องตัดสินใจด้วยความเร็วสูง การเรียน การเลี้ยงชีพ ความฝันที่จะดูแลตัวเอง... ทุกอย่างวิ่งเข้ามาชนพร้อมกัน เขาจำเป็นต้องหาเงิน ต้องประคองอนาคต จนจำยอมเลือกเส้นทางที่เร่งรีบ เส้นทางที่ต้องแลกด้วยศรัทธาบางอย่างที่เคยสร้างไว้ รายละเอียดไม่จำเป็นต้องขุดซ้ำ แต่ในวันที่เขาจะหายไปจากวงโคจร เรามีโอกาสคุยกันยาวครั้งหนึ่ง เสียงของเขามีรอยร้าว ความเหนื่อย ความสับสน และความเสียใจที่ไหลปนออกมาในจังหวะหายใจ ผมบอกเขาไปเพียงสั้น ๆ ให้เวลาไปจัดการชีวิต... เอาให้รอด เอาให้นิ่ง วันไหนเบาลง อยากกลับมา ประตูบานเดิมก็ไม่ได้ล็อก สิ้นบทสนทนานั้น เขาเงียบหายไปจากกลุ่ม ไม่ได้หายไปจากโลก แค่หายไปจากพื้นที่ที่เขาเคยอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข สามปีผ่านไป... คอมมูนิตี้เติบโต กิ่งก้านขยาย กลุ่มใหม่ผุดขึ้น สายสัมพันธ์ถักทอ งานอีเวนต์และเรื่องเล่ามากมายหลั่งไหล ในสายตาคนนอก มันคือภาพความสนุก แต่ในสายตาของคนที่เคยก่ออิฐก้อนแรก... ภาพเหล่านี้คงมีรสชาติที่ขมปร่า ผมเชื่อว่าเขายังอยู่... นั่งอยู่เงียบ ๆ ตรงมุมมืดสักแห่งหลังหน้าจอ มองดูการเติบโตด้วยความยินดี... และความน้อยเนื้อต่ำใจในเวลาเดียวกัน เขาเล่าให้ฟังในข้อความล่าสุดว่า ตลอดช่วงที่หายไป เสียงในหัวเล่นวนอยู่ประโยคเดียว “ทำไมวันนั้นถึงเลือกแบบนั้น?” เขาพิพากษาตัวเองซ้ำ ๆ ทุกวัน โทษหนักจนไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้ากลับเข้ามาในที่ที่เคยรัก เรื่องของเขาทำให้ผมย้อนกลับมาเปิดพจนานุกรมในใจ ที่ๆ ผมพยายามลบคำว่า “ล้มเหลว” ทิ้งไปตั้งนานแล้ว อยากมองทุกการสะดุดเป็นค่าเทอมของปัญญา ในเมื่อมันสอนเราได้ชัดเจนว่า “อะไรไม่ควรทำซ้ำ” เราจะไม่เรียกมันว่าการก้าวเดินได้อย่างไร? เราโทษตัวเองได้ครับ... การรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองคือความงดงามของมนุษย์ เพียงแต่อีกด้านหนึ่ง... หากนิ้วที่ชี้เข้าหาตัวเองไม่เคยลดลงเลย นิ้วนั้นจะกลายเป็นกรงขัง และเราจะขังตัวเองไว้ในห้องมืดของความละอายตลอดไป การโทษตัวเองไม่ควรเป็นคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต มันควรเป็นแค่บทเรียนบทหนึ่ง... อ่านให้จบ แล้วพลิกหน้าต่อไป ผมบอกเขา... ในสายตาผม เขาไม่ใช่คนทรยศเส้นทาง เขาเป็นแค่คนที่เหนื่อย จนเผลอเลี้ยวเข้าซอยแคบไปชั่วคราว กลับรถลำบากอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้าย... เขาก็หาทางกลับมาเจอถนนหลักจนได้ เราไม่จำเป็นต้องชดใช้ความผิดพลาดด้วยการเนรเทศตัวเองจากความสุขตลอดกาล แค่รู้ว่าเลือกพลาด ก็พอแล้ว หลังจากนั้นคือแบบฝึกหัดของการ “วางไม้พายลง” รู้จักให้อภัยตัวเอง แล้วค่อย ๆ หันหัวเรือกลับมา วิธีกลับมาไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเริ่มโปรเจกต์กู้โลก เพียงแค่ออกมาเชื่อมกับผู้คนที่กำลังลงมือทำ มายืนอยู่ข้างเวที ช่วยยกโต๊ะ ช่วยฟัง ช่วยหัวเราะ เดี๋ยวงานที่เหมาะมือจะไหลมาหาเอง ที่นี่ไม่ได้ต้องการคนสมบูรณ์แบบ ต้องการแค่คนที่พร้อมจะเรียนรู้... และลุกขึ้นเดินใหม่ไปด้วยกัน ผมไม่รู้ว่าในวันที่คุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ ในใจคุณมี “คนตัวเล็ก ๆ” ซ่อนตัวอยู่มุมไหนบ้างหรือเปล่า คนที่เคยพลาด เคยเปลี่ยนทาง แล้วใช้เวลาหลายปีลงโทษตัวเองอยู่เงียบ ๆ ในห้องขังที่สร้างเอง ถ้าใช่... ผมอยากจะบอกเบา ๆ ว่า โทษตัวเองได้นะ... แต่อย่าให้นานเกินไป อย่าให้เสียงนั้นดังจนกลบโอกาสที่จะเริ่มใหม่ วันหนึ่งหากคุณเดินเข้ามาในงานของเรา แล้วมีน้องคนหนึ่งเดินมาทักด้วยรอยยิ้มเขิน ๆ ว่า.. “สวัสดีครับ ผมชื่อแฮ่มครับ” ผมฝากยิ้ม ฝากคำทักทาย และฝากอ้อมกอดจากทุกคนไว้ล่วงหน้า เพื่อต้อนรับเขา... และโอบกอดส่วนหนึ่งในตัวเราทุกคน ที่ต่างกำลังหาทางกลับบ้านอยู่เหมือนกัน #JakkDiary #Siamstr