รากฐานเทวนิยมในเสรีนิยม จากเจตจำนงของพระเจ้าสู่สิทธิของมนุษย์
คำว่า เสรีนิยม Liberalism ที่เราใช้กันในปัจจุบัน มีต้นกำเนิดที่หยั่งรากลึกอยู่ในความเชื่อทางศาสนาอย่างไม่อาจแยกออกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านแนวคิดของ จอห์น ล็อก John Locke ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งเสรีนิยม
แรงจูงใจและเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์
ที่ทำให้ จอห์น ล็อก พัฒนาปรัชญาเสรีนิยมขึ้นมานั้น มาจากความศรัทธาในศาสนาคริสต์ของเขา ล็อกมองว่า พระเจ้าคือราชาผู้สูงสุด God is King และสถานะของมนุษย์ในโลกนี้ถูกกำหนดโดยพันธสัญญาของพระเจ้า
1-สิทธิที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ล็อกประยุกต์แนวคิดจาก พันธสัญญาเก่า Old Testament เกี่ยวกับมนุษย์ในอาณาจักรของสวรรค์ โดยมองว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิทธิบางอย่างที่ติดตัวมา ซึ่งไม่มีใครสามารถพรากไปได้
2-เจตจำนงเสรี Free Will ล็อกเชื่อว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์มาและมอบ เจตจำนงเสรี ให้ เพื่อให้มนุษย์มีอิสระในการเลือกทำสิ่งต่างๆ ตามแนวทางที่พระเจ้าได้ชี้แนะไว้แล้วว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ
3-สิทธิเชิงศีลธรรม การที่เสรีภาพมีที่มาจากพระเจ้า ทำให้เสรีภาพนั้นมีกรอบของศีลธรรมกำกับอยู่ เมื่อยอมรับว่ามีพระเจ้า ย่อมต้องมีระบบของสวรรค์ นรก ความดี และความชั่ว เป็นเครื่องกำหนดบรรทัดฐานทางจริยธรรม
ดังนั้น แรงจูงใจดั้งเดิมของเสรีนิยมจึงไม่ใช่การทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่คือการยอมรับในอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าที่มอบสิทธิและเสรีภาพให้แก่มนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎเกณฑ์ของพระองค์
ความผิดเพี้ยนในปัจจุบัน เมื่อเสรีนิยมพยายามสลัดพระเจ้าออก
ในปัจจุบัน เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นความย้อนแย้งในตัวมันเอง คือการที่กลุ่มคนจำนวนมาก โดยเฉพาะ กลุ่มอเทวนิยม Atheists หรือผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ได้รับเอาแนวคิดเสรีนิยมของจอห์น ล็อก ไปใช้อย่างแพร่หลาย แต่กลับพยายามตัดรากฐานความเชื่อในพระเจ้าออกไป
หากปราศจากความเชื่อที่ว่าสิทธิมาจากพระเจ้า ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดเหนือมนุษย์ สิทธิต่างๆ ก็จะขาดหลักประกันที่มั่นคงและอาจถูกเปลี่ยนแปลงโดยมนุษย์หรือรัฐได้โดยง่าย
การสูญเสียหลักศีลธรรม เมื่อพยายามสลัดพระเจ้าออกไป สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียบรรทัดฐานเรื่องความดีความชั่วที่มีลักษณะสัมบูรณ์ ซึ่งเดิมเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องสวรรค์และนรก ทำให้เสรีภาพในยุคปัจจุบันอาจขาดกรอบทางศีลธรรมที่ชัดเจนเหมือนในยุคเริ่มต้น
ความไม่เข้าใจในรากฐาน เป็นเรื่องน่าขันที่คนรุ่นหลังเชิดชูแนวคิดของล็อก แต่กลับไม่รู้หรือละเลยความจริงที่ว่า บิดาแห่งเสรีนิยมผู้นี้สร้างทฤษฎีทั้งหมดขึ้นบนพื้นฐานความศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างแรงกล้า
หากตัดพระเจ้าออกไปจากแนวคิดเสรีนิยม การเปลี่ยนแปลงหลักที่จะเกิดขึ้น
การสูญเสียหลักประกันของสิทธิมนุษย์ ในแนวคิดดั้งเดิมของล็อก สิทธิที่ติดตัวมาแต่กำเนิดมีความมั่นคงเพราะมาจาก พันธสัญญาของพระเจ้า ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดที่มนุษย์คนใดจะพรากไปไม่ได้ หากไม่มีพระเจ้า สิทธิเหล่านี้ก็อาจจะไม่มีรากฐานที่ศักดิ์สิทธิ์และมั่นคงรองรับอีกต่อไป และอาจกลายเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์ตกลงกันเอง ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาหรืออำนาจรัฐ
การขาดกรอบทางศีลธรรมที่ชัดเจน เมื่อมีพระเจ้า ย่อมมีสวรรค์และนรก ซึ่งนำไปสู่การกำหนดเรื่องศีลธรรม ความดี และความชั่ว หากปราศจากพระเจ้า กรอบจริยธรรมที่เคยควบคุมการใช้ เจตจำนงเสรี Free Will ของมนุษย์ให้เดินตามแนวทางที่ควรจะเป็นก็จะหายไป ทำให้ความหมายของเสรีภาพอาจกลายเป็นการทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ โดยไม่มีเกณฑ์ตัดสินความดีความชั่วที่เป็นสากล
ความย้อนแย้งในเชิงปรัชญา การที่คนในปัจจุบัน อย่างกลุ่มอเทวนิยม ยอมรับในเสรีภาพแต่ปฏิเสธพระเจ้า ถูกมองกลายเป็นเรื่องที่น่าขำ ย้อนแย้งในตัวเอง เพราะพวกเขากำลังใช้ประโยชน์จาก ผลผลิตคือสิทธิและเสรีภาพ ในขณะที่พยายามทำลายรากฐาน คือความเชื่อในพระเจ้า ที่สร้างผลผลิตนั้นขึ้นมา
การเปลี่ยนที่มาของเจตจำนงเสรี เดิมทีเจตจำนงเสรีคือของขวัญที่พระเจ้ามอบให้พร้อมกับคำแนะนำว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ทำ
หากไม่มีพระเจ้า เจตจำนงเสรีก็จะขาดทิศทางหรือเป้าหมายในเชิงเทววิทยา หากไม่มีพระเจ้า เสรีนิยมจะเปลี่ยนจาก ระบบสิทธิที่ได้รับประทานมาจากอำนาจสูงสุดเบื้องบน ไปสู่ระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง ซึ่งขาดความสมบูรณ์ในเชิงศีลธรรม#siamstr
Aiidee ⚡️مهدي
Aiidee.cinta@siamstr.com
npub1r8zv...04ll
( #ชายนับ SATS )
(Zakat) บรรยายโดยคุณ Mu'aawiyah Tucker
**การจ่ายซะกาต** เป็นหนึ่งในหลักปฏิบัติภาคบังคับ 5 ประการของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นการบริจาคทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้กับผู้ยากไร้ หรือผู้ที่มีความต้องการ โดยซะกาตถือเป็นภาระหน้าที่ทางศาสนาที่ชาวมุสลิมต้องปฏิบัติทุกปีหากมีทรัพย์สินเกินเกณฑ์ที่กำหนด
### ความสำคัญของการจ่ายซะกาต
1. **เป็นการชำระล้างทรัพย์สิน**: ในอิสลาม เชื่อว่าการจ่ายซะกาตคือการทำให้ทรัพย์สินสะอาด และเป็นวิธีการขอบคุณพระเจ้าที่ประทานทรัพย์สินมาให้
2. **ช่วยเหลือสังคม**: ซะกาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยทรัพย์สินที่บริจาคจะถูกส่งต่อให้ผู้ที่ขาดแคลน ช่วยให้ทุกคนในสังคมมีโอกาสเท่าเทียมกันมากขึ้น
3. **สร้างความสามัคคี**: การแบ่งปันทรัพย์สินแสดงถึงความเมตตาและความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวมุสลิม
### ใครต้องจ่ายซะกาต
ผู้ที่มีทรัพย์สินเกินเกณฑ์ที่เรียกว่า *นิศาบ* (Nisab) คือปริมาณขั้นต่ำของทรัพย์สินที่ต้องครอบครอง โดยต้องเป็นทรัพย์สินที่ถือครองเป็นเวลา 1 ปีเต็ม หากมีมากกว่าจำนวนนี้ ชาวมุสลิมจึงต้องจ่ายซะกาต
### อัตราการจ่ายซะกาต
ปกติแล้ว อัตราการจ่ายซะกาตคือ 2.5% ของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ตลอดปี เช่น เงินสด, ทองคำ, เงินลงทุน หรือทรัพย์สินอื่น ๆ
### ใครเป็นผู้รับซะกาต
กลุ่มคนที่มีสิทธิได้รับซะกาตแบ่งเป็น 8 กลุ่มหลักตามที่ระบุในคัมภีร์อัลกุรอาน:
1. ผู้ยากไร้
2. คนขัดสน
3. ผู้ที่ทำงานเก็บซะกาต
4. ผู้ที่เพิ่งเข้าสู่อิสลาม
5. ผู้ที่เป็นทาสหรือเชลยที่ต้องการอิสรภาพ
6. ผู้ที่มีหนี้สิน
7. การใช้เพื่อกิจกรรมในหนทางของอัลลอฮ์ (เช่น การศึกษา หรือการทำสงครามปกป้องศาสนา)
8. ผู้เดินทางที่ขาดแคลนทรัพย์สิน
### สรุปง่าย ๆ
การจ่ายซะกาตในศาสนาอิสลามเปรียบเหมือนการแบ่งปันความโชคดีที่มีให้กับผู้ที่ขาดแคลน เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและมีความรับผิดชอบต่อกัน ทุกคนในสังคมจะได้รับประโยชน์จากการจ่ายซะกาต เพราะไม่เพียงช่วยผู้ยากไร้ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน #siamstr
ปรัชญากรีกโบราณเป็นรากฐานสำคัญของการคิดและการตั้งคำถามในสังคมยุคนั้น เน้นการหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต จริยธรรม และธรรมชาติของโลก มีนักปรัชญาที่โดดเด่นหลายคนที่ทำให้เรื่องราวเหล่านี้น่าสนใจมากขึ้น:
โสเครตีส (Socrates): นักตั้งคำถามตัวพ่อ! เขาชอบถามคนอื่นเพื่อให้คิดลึกๆ เกี่ยวกับความจริงและคุณธรรม เขามีคำพูดเด็ดๆ ว่า “รู้ว่าตัวเองไม่รู้ นั่นแหละคือความฉลาด” โสเครตีสเป็นคนที่ไม่ยอมเขียนหนังสือเอง เขาใช้การสนทนาเป็นอาวุธในการสอนคนอื่น
เพลโต (Plato): ศิษย์โสเครตีส เป็นนักฝันและนักคิดที่เชื่อว่าโลกที่เราเห็นเป็นเพียงภาพลวงตา สิ่งที่แท้จริงคือ "โลกแห่งอุดมคติ" เพลโตยังมีความคิดที่เจ๋งมากๆ เกี่ยวกับการเมือง เขาคิดว่ารัฐที่ดีควรปกครองด้วยคนฉลาดและคนมีคุณธรรม
อริสโตเติล (Aristotle): ลูกศิษย์ของเพลโต แต่มองโลกจริงๆ ไม่ฝันเหมือนอาจารย์ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆ ที่สังเกตธรรมชาติและหาวิธีอธิบายทุกอย่างที่เห็น อริสโตเติลยังเป็นคนที่คิดเรื่องการเมืองและจริยธรรมแบบเข้าใจง่ายว่า ทุกอย่างต้องอยู่ในทางสายกลาง
สโตอิก (Stoicism): ปรัชญาแบบเก๋ๆ ที่บอกว่า อย่าไปยึดติดกับอะไร! ใช้ชีวิตแบบสงบๆ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราควบคุมอารมณ์และความคิดได้เท่านั้นเอง
อีปิกูเรียน (Epicureanism): ชอบความสุขแบบไม่หวือหวา เชื่อว่าความสุขที่แท้จริงไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่เป็นการสงบสุขทางจิตใจและหลีกเลี่ยงความทุกข์
ปรัชญากรีกโบราณมีความซับซ้อนและหลากหลาย แต่แนวคิดเหล่านี้ยังคงมีชีวิตชีวาในปัจจุบัน และเป็นแรงบันดาลใจให้เราตั้งคำถามและหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต
#siamstr
#siamstrข่าวที่จะไม่เจอบนช่องกระแสหลัก
SILVER CORTIFICATE
#siamstr
#siamstrไม่มีศาสนาไม่ใช่เรื่องแปลก เอาจริงในมุงมองอิสลาม เราค่อนข้างแสดงความยินดีกับเอทิสนะ
GMตอนเช้าๆครับ #siamstr
**ว่าด้วยทฤษฎีสมคบคิด** การสมรู้ร่วมคิดและทฤษฎีสมคบคิดเป็นปรากฏการณ์ที่มีมานานในสังคม การเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างซับซ้อนและบางครั้งอาจจะเกินจริง ทำให้เกิดการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาดหรือบิดเบือนไปจากความจริง ใช้ทฤษฎีสมคบคิดเพื่อสร้างและกระจายข้อมูลที่บิดเบือน
นักวิจัยบางคนเชื่อว่ามีการจัดตั้งกลุ่มองค์กรลับหรือหน่วยงานรัฐบางแห่งที่ตั้งใจใช้ทฤษฎีสมคบคิดเป็นเครื่องมือในการควบคุมความเชื่อและทัศนคติของประชาชน การกระจายข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการสร้างเรื่องราวที่ยากจะพิสูจน์ได้จริง ๆ อาจเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างความสับสนและความขัดแย้งในสังคม
### กลยุทธ์เบื้องหลังการใช้ทฤษฎีสมคบคิด
การใช้ทฤษฎีสมคบคิดเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนอาจมีวัตถุประสงค์หลายประการ ตัวอย่างเช่น
1.. การเบี่ยงเบนความสนใจ : การปล่อยทฤษฎีสมคบคิดในช่วงเวลาที่สำคัญหรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น อาจทำให้ประชาชนหันเหความสนใจไปยังเรื่องราวที่ไม่มีมูลความจริง แทนที่จะสนใจเรื่องที่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขา
2.. การสร้างความแตกแยก : ทฤษฎีสมคบคิดบางครั้งถูกใช้เพื่อสร้างความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจระหว่างกลุ่มคนในสังคม การตั้งกลุ่มที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดให้ตรงข้ามกับกลุ่มที่ไม่เชื่อ อาจทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทและความไม่สงบในสังคม
3.. การควบคุมข้อมูล : โดยการแพร่กระจายข้อมูลที่บิดเบือนผ่านทฤษฎีสมคบคิด องค์กรหรือหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังสามารถควบคุมเนื้อหาข่าวสารที่ประชาชนได้รับ ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมทัศนคติและความเชื่อของประชาชนได้
ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทฤษฎีสมคบคิด!!
ในบางกรณี นักทฤษฎีสมคบคิดอาจพบว่าตนเองตกเป็นเครื่องมือในแผนการที่ซับซ้อนโดยไม่รู้ตัว การศึกษาของนักวิจัยทางด้านจิตวิทยาและสังคมศาสตร์พบว่า การเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความไม่ไว้วางใจในรัฐบาลหรือองค์กรใหญ่ ความรู้สึกว่าตนเองถูกกีดกันจากข้อมูลที่แท้จริง หรือความต้องการที่จะหาเหตุผลให้กับเหตุการณ์ที่ยากจะอธิบายได้
อย่างไรก็ตาม การค้นพบว่านักทฤษฎีสมคบคิดเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสมคบคิดที่ใหญ่กว่านั้น เปิดโอกาสให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นจริงและวิธีที่เรารับรู้ข้อมูล การมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่ใช้ในการบิดเบือนข้อมูล สามารถช่วยให้เรามีความระมัดระวังและวิจารณ์ในข้อมูลที่เราได้รับ และทำให้เรามีความสามารถในการแยกแยะความจริงจากความเท็จได้ดียิ่งขึ้น
#บทสรุป
การค้นพบว่านักทฤษฎีสมคบคิดอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสมรู้ร่วมคิดที่ใหญ่กว่าที่ใช้ทฤษฎีสมคบคิดเพื่อเผยแพร่การบิดเบือนข้อมูลนั้น เปิดเผยให้เห็นถึงความซับซ้อนของการกระจายข้อมูลในยุคปัจจุบัน การมีความเข้าใจในกลยุทธ์และวิธีการที่ใช้ในการบิดเบือนข้อมูลสามารถช่วยให้เรารับมือกับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในข้อมูลที่แท้จริงมากขึ้น


The accidental invention of the Illuminati conspiracy
The story of how the myth exploded reveals how fake stories spread today and the secrets behind the psychology of their fiercest proponents.
คนเราไม่ว่าใครก็พึ่งสติปัญญาความรู้ของตัวเอง จนมันผูกมัดตัวเองไว้ แล้วก็เรียกสิ่งนั้นว่าเป็นความจริง แต่ว่าสติปัญญาและความรู้มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ความจริงอาจจะเป็นภาพลวงตาก็ได้ คนเราทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างปัดใจหลงเชื่อ "ชีวิตคือการค้นหาและตั้งคำถาม ไม่ใช่การยึดติดกับคำตอบเดียว"
อิทาจิพูดไว้^^ มอร์นิ่งตอนเช้าวันอาทิตย์#siamstr
อิทาจิพูดไว้^^ มอร์นิ่งตอนเช้าวันอาทิตย์#siamstrสังคมรอบๆตัวเราทุกวันนี้
บางคนบ้านใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
แต่ผู้คนกําลังไม่มีอยู่จริง
ยศถาบรรดาศักดิ์สูงขึ้นเรื่อยๆ
แต่ภูมิปัญญากําลังลดลง
ความรู้สูงขึ้นเรื่อยๆ
แต่มารยาทมีน้อยลง
การเดินทางรอบโลกง่ายขึ้นเรื่อยๆ
แต่มิตรสหายที่อยู่ถัดจากบ้านไม่รู้จัก
การแพทย์มีความซับซ้อนมากขึ้น
แต่โรคปรากฏให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ยี่ห้อน้ํามีมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่น้ำสะอาดน้อยลง
การแสวงหาความรู้กลายเป็นเรื่องง่าย
แต่ครูผู้สอนไม่ได้รับความชื่นชมเคารพน้อยลง
เทคโนโลยีกําลังก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
แต่ความอัปยศและการหมิ่นประมาทกําลังทวีความรุนแรงขึ้น
มีเพื่อนในสื่อออนไลน์กําลังทวีมากขึ้น
แต่มิตรสหายเพื่อนแท้ๆน้อยลง #siamstr