เคยรู้สึกเหมือนกำลังเดินวนอยู่ในเขาวงกตกันมั้ยครับ? มองไปทางไหนก็เจอแต่กำแพง หาทางออกแทบไม่เจอ หมดหวัง ท้อแท้ อยากจะยอมแพ้..
ลองอ่าน 7 บทเรียน ที่จะช่วยเปลี่ยนความคิดของเราให้กลายเป็นพลังบวก พร้อมจะลุยในทุกๆ อุปสรรคกันดูครับ..
1. ยอมรับแล้วปล่อยวาง กับแก้วกาแฟแตกที่สอนให้รู้จักการเปลี่ยนแปลง
เช้าวันหนึ่ง.. ผมเผลอทำแก้วกาแฟใบโปรดแตก ความรู้สึกแรกคือใจหายวูบ แก้วใบนี้ผมใช้มาเป็นสิบปี มันมีคุณค่าทางใจสุดๆ แต่ต่อให้ผมเสียใจ โกรธตัวเอง หรือพยายามต่อมันกลับคืนมากแค่ไหน
แก้วก็แตกไปแล้วอยู่ดี..
ในที่สุด.. ผมก็เรียนรู้ว่า การจมปลักอยู่กับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์ เหมือนกับคำพูดของ Steve Jobs ที่ว่า..
"Sometimes life hits you in the head with a brick. Don't lose faith."
"บางครั้งชีวิตก็ฟาดหัวคุณด้วยก้อนอิฐ จงอย่าสูญสิ้นศรัทธา"
ทางเดียวที่จะเดินหน้าต่อได้ คือ ยอมรับความจริง แล้วหาทางออกใหม่
2. เบี่ยงเบนเพื่อพักใจ ไม่ใช่หนีปัญหา
เวลาเหนื่อยล้า ท้อแท้ ผมมักจะหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น แวะไปดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ฯลฯ
มันเหมือนกับการกดปุ่ม Pause ให้กับชีวิต เพื่อพักใจ เติมพลัง แล้วจึงค่อยกลับมาสู้ใหม่..
แต่สิ่งสำคัญก็คือเราต้องไม่ลืมว่า.. นั่นเป็นแค่การพักไม่ใช่การหนี พอดูจบ ฟังจบ เที่ยวจบ เราก็ควรต้องกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหา และหาทางแก้ไข
การพักใจไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่เป็นการเตรียมพร้อม สำหรับการต่อสู้ครั้งต่อไป..
3. เลือกที่จะมองโลกในแง่ดี
ชีวิตมันก็เหมือนสวนดอกไม้ ที่มีทั้งดอกไม้สวยๆ และกิ่งไม้ หนาม ที่คอยทิ่มแทง เราเลือกได้ว่าจะมองดอกไม้หรือไปยุ่งกับหนาม
ผมเคยไปเที่ยวทะเลแล้วเจอฝนตก รถติด ตอนนั้น ผมรู้สึกหงุดหงิดมาก แต่แล้วผมก็คิดได้ว่า ฝนตกก็ทำให้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบเหมือนกันนะ ส่วนรถติดก็ทำให้มีเวลาคุยเล่นกับตุ๊กตาหน้ารถมากขึ้น ก็ดีนะ..
การมองโลกในแง่ดี ก็เหมือนกับการสวมแว่นตาสีชมพู ที่ช่วยให้มองเห็นความสวยงามในทุกๆ สถานการณ์
4. การแบ่งปัน คือพลังบวกที่ส่งต่อได้
เคยสังเกตกันมั้ยครับ? เวลาเราช่วยเหลือคนอื่น เรามักจะรู้สึกดี มีความสุข และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
มันเหมือนกับการส่งต่อพลังบวกให้กับคนอื่น และสะท้อนกลับมาที่ตัวเรา
ผมเคยช่วยเพื่อนทำงาน ทั้งที่ตัวเองก็ยุ่ง แต่พอเห็นเพื่อนยิ้มได้ผมเองก็พลอยรู้สึกยินดี และหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
การแบ่งปันไม่ใช่การให้ แต่คือการรับความสุขและพลังบวกกลับคืนมา
5. ความเครียดเป็นแค่ทางเลือก
ความเครียด เป็นเหมือนกับปีศาจที่คอยกัดกินพลังใจของเรา แต่ข่าวดีคือ เราสามารถเลือกที่จะไม่ต้อนรับมันเข้ามาในชีวิตได้
ผมเคยเครียดมากจนนอนไม่หลับ ปวดหัว ไม่มีสมาธิทำงาน
แต่พอได้ลองฝึกนั่งสมาธิ ผมก็ค้นพบว่า การฝึกให้จิตใจสงบ มันช่วยให้เรามองปัญหาอย่างใจเย็น และรับมือกับความวุ่นวายในชีวิตได้ดีขึ้น
"จงฝึกฝนจิตใจให้สงบเหมือนผืนน้ำ ที่สะท้อนภาพ ท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน แม้จะมีคลื่นลมแรงแค่ไหน"
6. มองตัวเองในแง่ขัน
ชีวิตมันก็เหมือนหนังตลก อาจจะมีทั้งฉากฮาจริงๆ และฉากแป้ก เวลาทำผิดพลาด อย่าไปซีเรียสครับ อย่าเอาแต่โทษตัวเอง
ให้ลองมองตัวเองในแง่ขันแล้วหัวเราะออกมา เหมือนกับ Charlie Chaplin ที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดูทั่วโลกได้
"จงหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง แล้วเรียนรู้จากมันอย่างอารมณ์ดี"
7. เมตตากับตัวเองบ้าง
ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ ทุกคนล้วนทำผิดพลาดได้ อย่าด่าตัวเอง อย่าโทษตัวเอง ให้มองความผิดพลาดเป็นบทเรียน แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากมัน
เหมือนเวลาเราทำอาหารไหม้ แทนที่จะด่าตัวเอง เราก็บอกตัวเองว่า.. "ไม่เป็นไร คราวหน้าทำให้ดีกว่านี้"
"ความเมตตา คือ ยาวิเศษ ที่ช่วยเยียวยาบาดแผลในใจได้ดีที่สุด"
ความคิด คือ เข็มทิศที่นำทางชีวิต เลือกที่จะคิดบวก มองโลกในแง่ดี แล้วความสุขและความสำเร็จจะตามมาอย่างแน่นอนครับ..
— @Jakk Goodday #siamstr
ลองอ่าน 7 บทเรียน ที่จะช่วยเปลี่ยนความคิดของเราให้กลายเป็นพลังบวก พร้อมจะลุยในทุกๆ อุปสรรคกันดูครับ..
1. ยอมรับแล้วปล่อยวาง กับแก้วกาแฟแตกที่สอนให้รู้จักการเปลี่ยนแปลง
เช้าวันหนึ่ง.. ผมเผลอทำแก้วกาแฟใบโปรดแตก ความรู้สึกแรกคือใจหายวูบ แก้วใบนี้ผมใช้มาเป็นสิบปี มันมีคุณค่าทางใจสุดๆ แต่ต่อให้ผมเสียใจ โกรธตัวเอง หรือพยายามต่อมันกลับคืนมากแค่ไหน
แก้วก็แตกไปแล้วอยู่ดี..
ในที่สุด.. ผมก็เรียนรู้ว่า การจมปลักอยู่กับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์ เหมือนกับคำพูดของ Steve Jobs ที่ว่า..
"Sometimes life hits you in the head with a brick. Don't lose faith."
"บางครั้งชีวิตก็ฟาดหัวคุณด้วยก้อนอิฐ จงอย่าสูญสิ้นศรัทธา"
ทางเดียวที่จะเดินหน้าต่อได้ คือ ยอมรับความจริง แล้วหาทางออกใหม่
2. เบี่ยงเบนเพื่อพักใจ ไม่ใช่หนีปัญหา
เวลาเหนื่อยล้า ท้อแท้ ผมมักจะหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น แวะไปดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ฯลฯ
มันเหมือนกับการกดปุ่ม Pause ให้กับชีวิต เพื่อพักใจ เติมพลัง แล้วจึงค่อยกลับมาสู้ใหม่..
แต่สิ่งสำคัญก็คือเราต้องไม่ลืมว่า.. นั่นเป็นแค่การพักไม่ใช่การหนี พอดูจบ ฟังจบ เที่ยวจบ เราก็ควรต้องกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหา และหาทางแก้ไข
การพักใจไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่เป็นการเตรียมพร้อม สำหรับการต่อสู้ครั้งต่อไป..
3. เลือกที่จะมองโลกในแง่ดี
ชีวิตมันก็เหมือนสวนดอกไม้ ที่มีทั้งดอกไม้สวยๆ และกิ่งไม้ หนาม ที่คอยทิ่มแทง เราเลือกได้ว่าจะมองดอกไม้หรือไปยุ่งกับหนาม
ผมเคยไปเที่ยวทะเลแล้วเจอฝนตก รถติด ตอนนั้น ผมรู้สึกหงุดหงิดมาก แต่แล้วผมก็คิดได้ว่า ฝนตกก็ทำให้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบเหมือนกันนะ ส่วนรถติดก็ทำให้มีเวลาคุยเล่นกับตุ๊กตาหน้ารถมากขึ้น ก็ดีนะ..
การมองโลกในแง่ดี ก็เหมือนกับการสวมแว่นตาสีชมพู ที่ช่วยให้มองเห็นความสวยงามในทุกๆ สถานการณ์
4. การแบ่งปัน คือพลังบวกที่ส่งต่อได้
เคยสังเกตกันมั้ยครับ? เวลาเราช่วยเหลือคนอื่น เรามักจะรู้สึกดี มีความสุข และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
มันเหมือนกับการส่งต่อพลังบวกให้กับคนอื่น และสะท้อนกลับมาที่ตัวเรา
ผมเคยช่วยเพื่อนทำงาน ทั้งที่ตัวเองก็ยุ่ง แต่พอเห็นเพื่อนยิ้มได้ผมเองก็พลอยรู้สึกยินดี และหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
การแบ่งปันไม่ใช่การให้ แต่คือการรับความสุขและพลังบวกกลับคืนมา
5. ความเครียดเป็นแค่ทางเลือก
ความเครียด เป็นเหมือนกับปีศาจที่คอยกัดกินพลังใจของเรา แต่ข่าวดีคือ เราสามารถเลือกที่จะไม่ต้อนรับมันเข้ามาในชีวิตได้
ผมเคยเครียดมากจนนอนไม่หลับ ปวดหัว ไม่มีสมาธิทำงาน
แต่พอได้ลองฝึกนั่งสมาธิ ผมก็ค้นพบว่า การฝึกให้จิตใจสงบ มันช่วยให้เรามองปัญหาอย่างใจเย็น และรับมือกับความวุ่นวายในชีวิตได้ดีขึ้น
"จงฝึกฝนจิตใจให้สงบเหมือนผืนน้ำ ที่สะท้อนภาพ ท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน แม้จะมีคลื่นลมแรงแค่ไหน"
6. มองตัวเองในแง่ขัน
ชีวิตมันก็เหมือนหนังตลก อาจจะมีทั้งฉากฮาจริงๆ และฉากแป้ก เวลาทำผิดพลาด อย่าไปซีเรียสครับ อย่าเอาแต่โทษตัวเอง
ให้ลองมองตัวเองในแง่ขันแล้วหัวเราะออกมา เหมือนกับ Charlie Chaplin ที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดูทั่วโลกได้
"จงหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง แล้วเรียนรู้จากมันอย่างอารมณ์ดี"
7. เมตตากับตัวเองบ้าง
ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ ทุกคนล้วนทำผิดพลาดได้ อย่าด่าตัวเอง อย่าโทษตัวเอง ให้มองความผิดพลาดเป็นบทเรียน แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากมัน
เหมือนเวลาเราทำอาหารไหม้ แทนที่จะด่าตัวเอง เราก็บอกตัวเองว่า.. "ไม่เป็นไร คราวหน้าทำให้ดีกว่านี้"
"ความเมตตา คือ ยาวิเศษ ที่ช่วยเยียวยาบาดแผลในใจได้ดีที่สุด"
ความคิด คือ เข็มทิศที่นำทางชีวิต เลือกที่จะคิดบวก มองโลกในแง่ดี แล้วความสุขและความสำเร็จจะตามมาอย่างแน่นอนครับ..
— @Jakk Goodday #siamstr
คำตอบง่ายๆ ก็คือ "Proof of Work" หรือ "POW" นี่แหละครับ มันคือหัวใจสำคัญที่ทำให้บิตคอยน์แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ
ในหนังสือได้อธิบายภาพการขุดบิตคอยน์ไว้ว่า มันเหมือนกับการเล่นล็อตเตอรี่ที่คุณต้องขุดตั๋วขึ้นมาเอง โดยใช้พลังงานจากคอมพิวเตอร์
งงใช่ไหม? ไม่ต้องห่วง.. ผมจะอธิบายให้ฟังแบบเห็นภาพ เข้าใจง่ายๆ ตามสไตล์ Inventing Bitcoin
ลองนึกภาพ.. กล่องดนตรีที่บรรจุลูกเต๋าเอาไว้มากมายมหาศาล เยอะจนนับไม่ถ้วน เยอะเท่ากับจำนวนอะตอมในจักรวาลเลยก็ว่าได้ แต่ละด้านของลูกเต๋ามีตัวเลขที่ไม่ซ้ำกัน ตัวเลขเหล่านี้เราเรียกว่า "hash"
แล้ว "hash" มันคืออะไรล่ะ?
มันก็คือผลลัพธ์ที่ได้จากการนำเอาข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลธุรกรรม บิตคอยน์ มายำรวมกัน แล้วผ่านสูตรลับทางคณิตศาสตร์ ที่เรียกว่า "hash function" ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตัวเลขที่ดูเหมือนสุ่มและมีความยาวคงที่
ทุกครั้งที่คนขุดบิตคอยน์ ก็เหมือนกับการหมุนกล่องดนตรีแล้วปล่อยให้ลูกเต๋าในกล่องกลิ้งไปมา คอมพิวเตอร์จะทำการสุ่มตัวเลขขึ้นมา แล้วเอาไปรวมกับข้อมูลธุรกรรม และเอาผลลัพธ์ที่ได้ ไปผ่าน hash function
แต่การจะชนะล็อตเตอรี่บิตคอยน์ได้ hash ที่ได้จากลูกเต๋า ต้องน้อยกว่าเลขเป้าหมายที่ระบบบิตคอยน์กำหนดไว้
"เลขเป้าหมาย" นี้ มันจะถูกปรับขึ้นลงตามความยากง่ายในการขุดบิตคอยน์
ถ้ามีคนหมุนกล่องดนตรีเยอะ ระบบก็จะปรับให้เลขเป้าหมายเล็กลง ทำให้ยากขึ้น เหมือนกับการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น
ถ้ามีคนหมุนกล่องดนตรีน้อย ระบบก็จะปรับให้เลขเป้าหมายใหญ่ขึ้น ทำให้ง่ายขึ้น เหมือนกับการแข่งขันที่ผ่อนคลายลง
ทีนี้.. การหมุนกล่องดนตรีแต่ละครั้ง มันต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการคำนวณ ยิ่งหมุนเยอะ ยิ่งใช้พลังงานเยอะ และยิ่งยากที่จะชนะ
นั่นหมายความว่า.. คนที่ขุดบิตคอยน์ ได้ต้องใช้พลังงานและเงินจำนวนมาก
การคนที่ยอมทุ่มเทขนาดนี้ ก็เพราะว่ารางวัลของการชนะล็อตเตอรี่บิตคอยน์มันคุ้มค่ามาก เหมือนกับถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่นั่นแหละครับ
นอกจากนี้.. ผู้ชนะยังได้สิทธิ์ในการบันทึกข้อมูลธุรกรรมลงในบล็อกเชน ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดบัญชีที่บันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดของบิตคอยน์
แล้วทำไมต้องทำให้มันยากขนาดนั้น?
ก็เพราะว่าถ้าใครๆ ก็ขุดบิตคอยน์ ได้ง่ายๆ ระบบมันก็จะไม่ปลอดภัยสิ! คนไม่ดี อาจจะใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากมาปลอมแปลงข้อมูล ขโมยบิตคอยน์หรือทำลายระบบได้
Proof of Work มันเลยเป็นเหมือนกำแพงที่แข็งแกร่ง ที่คอยป้องกันบิตคอยน์จากคนไม่ดี เพราะการจะทำลายกำแพงนี้คุณต้องใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
และ...
Proof of Work ไม่ได้มีแค่ในโลกบิตคอยน์เท่านั้นนะครับ ในชีวิตจริงของเราก็มี Proof of Work ในอีกนัยยะหนึ่งด้วยเหมือนกัน
มันคือ “บทพิสูจน์” ของการลงมือทำ การทำงานหนัก การสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและคนรอบข้าง มันคือการทุ่มเทอย่างหนักหน่วง สั่งสมประสบการณ์และผลงานจนกลายเป็น "บทพิสูจน์" ที่จับต้องได้
ยกตัวอย่างเช่น..
นักกีฬา ที่ฝึกซ้อมหนักทุกวัน จนได้เหรียญทองโอลิมปิก เขาทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา ผ่านการฝึกฝน การแข่งขัน และบาดแผลมากมายกว่าจะคว้าชัยชนะมาได้ เหรียญทอง คือ Proof of Work ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จของเขา
ศิลปิน ที่วาดรูปเป็นพันๆ ภาพ จนมีชื่อเสียงระดับโลก เขาสั่งสมฝีมือผ่านการลองผิดลองถูก การฝึกฝน และแรงบันดาลใจ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผลงานศิลปะ คือ Proof of Work ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณและความสามารถของเขา
โปรแกรมเมอร์.. ที่เขียนโค้ดเป็นล้านๆ บรรทัด จนสร้างแอปพลิเคชั่น ที่เปลี่ยนแปลงโลก เขาใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนในการแก้ปัญหา และพัฒนาโปรแกรมจนสำเร็จ แอปพลิเคชั่น คือ Proof of Work ที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดและความมุ่งมั่นของเขา
และอีกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด.. ก็คือคนในภาพของโพสต์นี้นั่นเอง (เพื่อนๆ คิดว่า POW ของ อ.พิริยะ คืออะไรกันบ้างครับ? 😀)
พวกเขาเหล่านี้ล้วนมี Proof of Work เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ มันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่มันคือ "บทพิสูจน์" ของการเดินทาง การต่อสู้ และการเติบโต
Proof of Work มันเจ๋งมากเลยใช่ไหมล่ะครับ?
ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ลึกกว่านี้ อยากรู้ว่า Proof of Work ในบิตคอยน์มันทำงานยังไง มันสร้างความปลอดภัยให้กับระบบได้ยังไง และมันเชื่อมโยงกับโลกของเราในรูปแบบไหน?
ลองไปหาหนังสือ Inventing Bitcoin มาอ่านดูครับสิ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
ปล. Proof of Work ในความหมายที่สองนี้ มันสามารถสร้างเป็น Legacy ส่งต่อกันได้ ถ้าอยากอ่านเรื่องนี้ ยกมือกันไว้ได้เลยฮะ 😉
—
คำถามนี้อาจจะฟังดูแรง แต่ อดัม สมิธ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์กลับมองว่า ความเห็นแก่ตัวเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ ที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวเราแทบทุกคน
เป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐาน ที่ผลักดันให้เราแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตัวเอง
แต่... อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่า สมิธ กำลังบอกว่ามนุษย์เลวร้าย หรือเห็นแก่ได้เพียงอย่างเดียว
ในหนังสือเล่มแรกของเขา "The Theory of Moral Sentiments" สมิธ ไม่ได้แค่ชี้ให้เห็นถึง "ความเห็นแก่ตัว" ในตัวมนุษย์ แต่เขาอธิบายอย่างละเอียดถึงความซับซ้อน และความขัดแย้ง ในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ทำให้เราเป็นสัตว์สังคมที่มีทั้งด้านมืด และด้านสว่าง
เขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียว แต่ภายในจิตใจของเรายังมีความปรารถนาที่จะ "เป็นที่รัก" (loved) และ "เป็นคนที่คู่ควรกับการเป็นที่รัก" (lovely) รวมอยู่ด้วย
เราต้องการการยอมรับ การชื่นชม และความรักจากคนรอบข้าง
เพื่อที่จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และรู้สึกว่าชีวิตของเรามีคุณค่า
สมมติว่า.. นักเรียนคนหนึ่งอยากได้เกรดดีๆ เขาจะตั้งใจเรียน ทำการบ้าน สอบให้ได้คะแนนสูงๆ ไม่ใช่แค่เพื่ออวดเพื่อนหรือเอาชนะคนอื่น แต่เพราะเขาต้องการที่จะ "คู่ควร" กับเกรดดีๆ นั้น
เขาต้องการให้คนอื่น "ยอมรับ" และ "ชื่นชม" ในความสามารถของเขา
ความปรารถนา ที่จะเป็นที่รักและเป็นคนที่คู่ควรกับการเป็นที่รักนี่แหละ ที่ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมความเห็นแก่ตัว และสร้างสังคมชที่น่าอยู่ขึ้นมาได้
สมิธ ไม่ได้บอกให้เราหลอกตัวเองว่าเราเป็นคนดี แต่เขาแนะนำให้มองตัวเองผ่านมุมมองของ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" (impartial spectator)
ลองจินตนาการว่า มีคนกลางที่เป็นกลางยืนมองเราอยู่ตลอดเวลา คอยสังเกตการกระทำของเรา วิเคราะห์ความคิดของเรา และสะกิดเตือนสติ เมื่อเรากำลังจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เช่น กำลังจะโกงข้อสอบ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" ก็จะดังขึ้นในใจเราว่า...
"เฮ้ย! อย่าทำแบบนั้น มันไม่แฟร์"
ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางนี้ ก็คือมโนธรรมในใจเรานั่นเอง ที่คอยย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำของเราต่อผู้อื่น และต่อสังคมโดยรวม
การรู้จักตัวเอง ยอมรับข้อบกพร่อง และทำในสิ่งที่ถูกต้อง คือก้าวสำคัญ ที่จะทำให้เราคู่ควรกับการเป็นที่รัก และการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
แล้ว "ผลประโยชน์ส่วนตน" (self-interest) มันเกี่ยวอะไรด้วยไหม?
ในหนังสือเล่มที่สอง "The Wealth of Nations" สมิธ อธิบายว่าผลประโยชน์ส่วนตนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
คนเราทำงาน ค้าขาย ทำธุรกิจ ก็เพราะต้องการเงิน ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น
สมิธ เชื่อว่าระบบตลาดเสรี จะนำพาเราไปสู่สังคมที่เจริญรุ่งเรือง ตราบใดที่คนเรามีศีลธรรม และไม่เอาเปรียบผู้อื่น
"มือที่มองไม่เห็น" (Invisible Hand) ที่สมิธกล่าวถึง จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ในระบบนั้น มีจริยธรรมคอยควบคุมความเห็นแก่ตัวของพวกเขา
ถ้าทุกคน มุ่งแต่จะเอาเปรียบ โกง และทำลายซึ่งกันและกัน สังคมก็จะล่มสลาย
สมิธ ยังเชื่ออีกว่า "ความสุขที่แท้จริง" ไม่ได้อยู่ที่เงินทอง แต่อยู่ที่สายสัมพันธ์ที่ดี การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
เงินทอง ชื่อเสียง หรืออำนาจ อาจจะทำให้เรามีความสุขในระยะสั้น
แต่ความสุขที่ยั่งยืน เกิดจากการที่เรารู้สึกเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับ และมีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น
แล้วสังคมที่ดีมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
สมิธ เชื่อว่าสังคมมันถูกสร้างขึ้นจากการกระทำของทุกคน Russ Roberts ผู้เขียนหนังสือ "How Adam Smith Can Change Your Life" เรียกสิ่งนี้ว่า "ระเบียบที่เกิดขึ้นเอง" (emergent order)
มันคือระเบียบที่ไม่ได้เกิดจากการออกแบบ หรือควบคุมจากส่วนกลาง แต่เกิดจากการที่ "ปัจเจกบุคคล" แต่ละคน ต่างเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด
เหมือนกับการจราจร ที่ไม่มีใครสั่งให้รถทุกคันต้องวิ่งไปทางเดียวกัน แต่ทุกคนเลือกที่จะทำ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ของทุกคน บนท้องถนน
สังคมที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีใครมาควบคุม แต่เกิดจาก "เสรีภาพ" ในการเลือก และตัดสินใจของแต่ละคน ภายใต้กรอบของศีลธรรมและ จริยธรรม
เราทำดี เพราะต้องการเป็นที่รัก และต้องการเป็นคนที่คู่ควรกับความรักนั้น
เมื่อคนส่วนใหญ่ทำดี สังคมก็จะดีขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ
สมิธ มองว่ามนุษย์มีทั้งด้านมืด และด้านสว่าง
ด้านมืด คือ ความเห็นแก่ตัว ความอยากเอาชนะ ความอยากได้อยากมี
ด้านสว่าง คือ ความอยากทำดี ความอยากเป็นที่รัก ความอยากมีคุณค่า
และด้านสว่างนี่แหละ.. ที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่
การทำดีต่อคนรอบข้าง การช่วยเหลือผู้อื่น การยิ้มให้กับคนแปลกหน้า สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อาจดูเหมือนไม่มีความหมาย แต่มัน "ทรงพลัง" เพราะมันทำให้ "ด้านสว่าง" ของเราและคนรอบข้างเปล่งประกายออกมา
มันทำให้โลกนี้ อบอุ่น และน่าอยู่ยิ่งขึ้น
ลองฝึกมองตัวเอง ผ่านมุมมองของ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" ดูนะครับ.. แล้วคุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น
และอย่าลืมทำดีในทุกๆ วัน รับรองว่าโลกนี้ จะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะอย่างแน่นอนครับ..
—
ระบบแชทเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปในยุคแรกๆ เพราะมันตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว ทุกคนสามารถพูดคุยกับคนทั่วโลกแบบเรียลไทม์ได้ฟรีๆ
แต่ระบบแชทไม่ได้มีดีแค่ความสนุกสนานเท่านั้น เรายังได้เห็นการใช้งานในเหตุการณ์สำคัญต่าง
ๆ ระบบแชทจึงมีความสำคัญทั้งในแง่ของความบันเทิงและการสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งความเป็นจริง
แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ระบบแชทมีความปลอดภัย?
จริงๆ แล้ว ความปลอดภัยของระบบแชทมีอยู่ 2 ด้านคือ Private และ Confidential
Private: บุคคลภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้ว่ากำลังมีการสนทนากันอยู่เช่น ไม่สามารถรู้ได้ว่า A กับ B กำลังคุยอะไรกันอยู่ หรือทั้งสองคุยอยู่ในกลุ่มเดียวกันถ้าเป็นระบบที่ดีจะต้องมีการปกป้องข้อมูลไม่ให้รั่วไหล
Confidential: ข้อมูลที่ส่งหากันจะต้องไม่สามารถถูกอ่านได้โดยบุคคลที่สาม
เมื่อเราลองศึกษาระบบและโปรโตคอลต่าง ๆ ของระบบแชท รวมถึง NIP บน Nostr เราจะพบว่าทุกอย่างล้วนมีข้อแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องปกติของงานวิศวกรรม แต่ในวงการนี้ยิ่งเห็นชัดเจน เราต้องยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่ามา
แต่ยังมีอีกเรื่องที่เราได้ยินบ่อย ๆ เมื่อเราเจาะลึกถึงการเข้ารหัสของระบบแชทก็คือ Forward Secrecy และ Post-Compromise Security
Forward Secrecy: หากคีย์ถูกขโมยไป ข้อความในอดีตจะถูกถอดรหัสไม่ได้
Post-Compromise Security: หากคีย์ถูกขโมยไปจะมีวิธีการกู้คืนและใช้งานบัญชีเดิมต่อไปได้
ในอุดมคติ เราต้องการระบบแชทที่มีทั้ง Private, Confidential, Forward Secrecy, และ Post-Compromise Security ที่สามารถงานได้ทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่ม สามารถลบข้อความหรือปฏิเสธได้ว่าไม่เคยเข้าร่วมการสนทนานั้น ๆ ซึ่งมีความท้าทายอบ่างมากมีโปรโตคอลที่พยายามแก้ปัญหานี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมแพ้ไป เพราะเป็นเรื่องยากที่จะสร้างระบบที่ทั้งปลอดภัยและสามารถลบร่องรอยได้
เราพอเข้าใจภาพรวมของระบบแชทแล้วงั้นเราลองมาดูระบบแชทของ Nostr กันบ้างดีกว่า
ระบบแชทของ Nostr ในยุคแรกนั้นเรียบง่ายใช้การเข้ารหัสแบบง่ายๆ โดยใช้คีย์ของผู้ส่งและผู้รับมาสร้างคีย์ร่วมกัน ซึ่งหมายความว่ามีเพียงสองคนนั้นเท่านั้นที่สามารถถอดรหัสข้อความได้นั้นคือ Nip-04
ข้อดีเราสามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ทั้งหมด เพราะทุกอย่างถูกเก็บไว้ด้วยคีย์เดียวกัน
ข้อเสียข้อความเหล่านี้ถูกเปิดเผยว่าใครคุยกับใครบ้าง หากคีย์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรั่วไหล ข้อมูลทั้งหมดจะตกอยู่ในอันตรายทันที
หลายคนไม่ชอบ NIP-04 มองกันว่ามันอันตรายและมันแย่ไม่ควรใช้ อย่างไรก็ตามข้อถกเถียงนี้ทำให้เกิด NIP-44 ในเวลาต่อมาที่มีความปลอดภัยกว่าและยังมี Gift Wrapping เข้ามาเสริมเรื่องความเป็นส่วนตัว
“Gift Wrapping” เป็นเทคนิคในการซ่อนข้อมูลโดยการห่อ Event ด้วย Event อีกทีหนึ่ง
เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นรู้ว่าใครกำลังคุยกับใคร Event ที่อยู่ภายในจะไม่ได้ถูกเซ็นชื่อจึงไม่สามารถเผยแพร่ไปบนรีเลย์ได้
ล่าสุดระบบแชทของ Nostr ได้ใช้ NIP-44 และ NIP-59 โดยใช้มาตรฐานการเข้ารหัสแบบใหม่และเทคนิค Gift Wrapping ทำให้ข้อมูลเมตาถูกซ่อนอย่างดี และข้อมูลถูกเข้ารหัสอย่างแน่นหนา เราสามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ และไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังคุยกับใครอยู่
ระบบนี้ยังไม่มี Forward Secrecy และ Post-Compromise Security หากคีย์รั่วไหล ข้อมูลก็ยังหายอยู่ดี
เป้าหมายของ Jeff คือสร้างระบบแชทบน Nostr ที่สามารถทดแทน Telegram, Signal หรือแอปแชทอื่นๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางโดยใช้แบบใหม่ที่เรียกว่า Messaging Layer Security (MLS) ซึ่งใช้โครงสร้างแบบ Binary Tree ในการจัดการสมาชิกและสร้างระบบคีย์ที่ทำให้สมาชิกทุกคนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลภายในกลุ่ม
ในปัจจุบันมีไลบรารี่ดี ๆ ที่ช่วยให้ Nostr client ไม่ต้องเขียนโค้ด MLS เองทั้งหมด
ข้อดีของ MLS คือ ทำให้การจัดการกลุ่มขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่มมีForward Secrecy และ Post-Compromise Security ข้อความทุกข้อความถูกเข้ารหัสด้วยคีย์ที่ต่างกัน และมีการหมุนเวียนคีย์ทุกครั้งที่มีการส่งข้อความ ไม่มีการรั่วไหลของข้อมูลมีเพียง Event เดียวที่ถูกเผยแพร่บนรีเลย์โดยใช้ Ephemeral Key และ Group ID ซึ่งสามารถหมุนเวียนได้เช่นกัน
ข้อเสียคือ MLS มันค่อนข้างซับซ้อนต้องอาศัยเครื่องมือที่ดีในเขียน Client นั้นเป็นสิ่งที่ Jeff พยายามพัฒนาอยู่ และต้องอาศัยความร่วมมือจากนักพัฒนา Nostr คนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน อีกข้อเสียคือไม่สามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ หากไม่ได้บันทึกไว้
การพัฒนาครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากอาจตอบโจทย์ที่หลายคนตามหาในโลกที่ privacy ถูกมองว่าเรื่องอันตราย
—
ภาพฝูงชนที่เต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วบริเวณ Noster Unconference ครั้งที่ 3 ณ เมืองริกา ประเทศลัตเวีย
ไม่เพียงแต่เป็นงานรวมพลคนรัก Nostr แต่ยังเป็นเวทีที่ Jack Dorsey อดีตซีอีโอแห่ง Twitter ผู้ให้กำเนิด BlueSky และผู้สนับสนุนหลักของ Nostr ได้มาแบ่งปันวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของเขาด้วย
Odell พิธีกรของงาน เริ่มบทสนทนาด้วยการกล่าวขอบคุณ Jack ที่ให้การสนับสนุน Nostr Unconference มาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพุ่งตรงเข้าสู่คำถามที่หลายคนต่างรอคอย..
"อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้คุณทุ่มเทให้กับ Nostr มากมายขนาดนี้?"
Jack เล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยจิตวิญญาณของ Open Source ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขามีวันนี้ได้ Nostr จึงเป็นเหมือนการตอบแทนบุญคุณ เป็นการส่งต่อจิตวิญญาณนั้นให้คงอยู่ต่อไป
"Nostr คือ 'ทางเลือกใหม่' เป็นโลกที่ผู้ใช้งานไม่ถูกเอาเปรียบจากบริษัทยักษ์ใหญ่ และยังเป็นโลกที่ข้อมูลเป็นของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง" Jack กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น..
และไม่ใช่แค่เรื่องของเสรีภาพเท่านั้น Jack ยังมองเห็นศักยภาพอันมหาศาลของ Nostr ในการเป็นแพลตฟอร์มแห่งอนาคต ที่ซึ่ง AI และ Bots จะถูกพัฒนาขึ้นอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คน
แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้ถูกโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ..
Jack ยอมรับว่า Nostr และ Bitcoin ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง แต่เขาก็เชื่อมั่นในอนาคต และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน Nostr ต่อไป
เมื่อ Odell ถามถึงประเด็นร้อนว่า Nostr จะมีผู้ใช้งานมากกว่า X ภายใน 5 ปีไหม คำตอบของ Jack อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ..
"ผมไม่ได้โฟกัสที่จำนวนผู้ใช้งาน แต่โฟกัสที่ประโยชน์ใช้สอยของข้อมูล Nostr มีศักยภาพในการเป็นแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลมากที่สุด เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานมันได้อย่างอิสระ"
สิ่งที่ Jack ชื่นชมอย่างมากใน Nostr คือ Community ของนักพัฒนาที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ Twitter ไม่สามารถทำได้ในระบบปิด
บทสนทนายิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อ Odell ถามถึงความเห็นเกี่ยวกับการที่ Elon Musk บังคับให้ผู้ใช้งาน X ต้องยืนยันตัวตน
Jack เข้าใจในมุมของ Elon ในฐานะนักธุรกิจ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ เพราะยังมีอีกหลายวิธีในการจัดการ Bots และ Spam เช่น Proof of work และ Micropayment เป็นต้น
"ผู้คนมักเลือกความสะดวกสบายมากกว่าความเป็นส่วนตัว แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะเข้าใจถึงความสำคัญของมันก็ต่อเมื่อเจอกับปัญหานั่นแหละ" Jack กล่าว..
Odell ยิงคำถามชวนคิดต่อไปอีกว่า บริษัทควรเข้าตลาดหลักทรัพย์ไหม?
Jack มองว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์อาจทำให้บริษัทเติบโตเร็วขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียการควบคุม เขาเชื่อในการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่ซึ่งบริษัทสามารถรักษาคุณค่าและวิสัยทัศน์ของตัวเองไว้ได้
"ผมอยากเห็นบริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เติบโตเร็ว"
Jack ทิ้งท้าย..
การสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นถึงอนาคตของ Nostr แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ Jack Dorsey ที่จะสร้างโลกที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โลกที่ข้อมูลเป็นของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง โลกที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์
ลงหลุมต่ออย่างละเอียดได้ในคลิปด้านล่างนะครับ 😊
และถ้าคุณเริ่มอยากลองเปิดรับประสบการณ์บน Nostr วันนี้เรามีแอปที่พัฒนาโดยคนไทยที่จะให้คุณเริ่มต้นใช้งานได้ง่ายๆ แล้ว เพียงแค่ค้นหาชื่อแอป Wherostr แล้วลองติดตั้งมาใช้งานได้ทั้งแอนดรอยด์ และ iOS (Zap ได้แล้วด้วย 😍)
—
Agenda ของเวทีต่างๆ ทั้ง 2 วัน (กดดูบนเว็บไซต์ได้เลยไม่ต้องเซฟภาพนี้) ซึ่งแอดขอแง้มว่า สำหรับเวที Main Stage จะมีแพแนลที่ไม่เคยบอกมาก่อนในวันแรก และ 2 แพแนลของเช้าวันที่ 15 ต้องไปลุ้นเซอร์ไพรส์กันเอาเองที่งานนะฮะ 😉
บนเว็บยังมีทางไปซื้อตั๋วทั้งแบบเฟียตแบบไลท์นิ่ง ที่ตอนนี้เหลือไม่ถึง 10 ใบแล้วนะ และยังมีรายชื่อสปีกเกอร์เกือบทั้งหมดในงาน รวมไปถึงแผนที่ไปงานและทางไปที่จอดรถอีกด้วยครับ
เรียกว่าบนเว็บมีข้อมูลเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับผู้ที่จะไปเจอกันในวันงานเรียบร้อยแล้วจ้า ฝากกระจายข่าวต่อกันด้วยนะคร๊าฟฟฟ 😁
#Siamstr #TBC2024
อรุณสวัสดิ์ครับเพื่อนๆ เช้านี้ผมมีโอกาสหยิบหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านชิลล์ๆ จิบกาแฟตรงสนามหญ้า พลางคิดคล้อยตามหลายๆ อย่างกับเนื้อหา นำมาเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน เลยอยากจะนำมาลองเขียนแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ..
ปี 2023 นับเป็นปีที่โลกการเงินต้องหันมาจ้องมองบิตคอยน์อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เพียงสินทรัพย์เก็งกำไรของคนกลุ่มเล็กๆ อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความผันผวนของตลาด และทิศทางของมันช่างสอดคล้องกับเนิ้อหาในหนังสือ "Layered Money" ของ Nik Bhatia อย่างน่าประหลาดใจ..
ย้อนกลับไปในปี 2008 ในวันที่ Lehman Brothers ล่มสลาย โลกได้รู้จักกับบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความไม่ไว้วางใจในระบบการเงินดั้งเดิม Bhatia ได้นำเสนอแนวคิดอันล้ำหน้า เรียกว่า "Layered Money" หรือ "ระบบเงินซ้อนชั้น" เพื่ออธิบายวิวัฒนาการของเงิน ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้นของเงิน
ตั้งแต่ "เงินชั้นที่หนึ่ง" อย่างทองคำ อันเป็นสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงจากคู่ค้า สู่ "เงินชั้นที่สอง" ที่ถูกสร้างขึ้นจากหนี้สิน เช่น ธนบัตร หรือเงินฝากธนาคาร และ "เงินชั้นที่สาม" ซึ่งอยู่ห่างไกลจากสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุดมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ สิ่งที่ Bhatia เคยคาดการณ์ไว้ในหนังสือ กำลังค่อยๆ เกิดขึ้นจริงในปี 2023
การที่ BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก ยื่นขอจัดตั้ง Bitcoin ETF ต่อ SEC ไม่ใช่แค่ข่าวเล็กๆ ในวงการคริปโทฯ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปิรามิดเงินดอลลาร์
การที่นักลงทุนสถาบันสนใจบิตคอยน์เพิ่มขึ้น ยิ่งตอกย้ำว่าบิตคอยน์ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไร แต่มันกำลังก้าวขึ้นเป็น "เงินทุนสำรอง" รูปแบบใหม่ ดังเช่นที่ Michael Saylor และ MicroStrategy ได้ทำไว้เป็นแบบอย่าง
ไม่ใช่เพียงแค่นักลงทุนเท่านั้น.. แม้แต่ Robert F. Kennedy Jr. และ Vivek Ramaswamy (ไปจนถึง Donald Trump) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ต่างหยิบบิตคอยน์ขึ้นมาเป็นนโยบายหาเสียง (สมมุติว่าจริงใจ..) สะท้อนถึงกระแสความต้องการอิสระภาพทางการเงิน อันเป็นหัวใจสำคัญของบิตคอยน์ การที่รัฐบาลอาจถือครองบิตคอยน์เป็นทุนสำรอง ยิ่งตอกย้ำสถานะ "เงินชั้นที่หนึ่ง" ที่ท้าทายอำนาจของเงินดอลลาร์
ความสำเร็จของ MicroStrategy ในการใช้บิตคอยน์เป็นทุนสำรอง เป็นบทพิสูจน์คำทำนายของ Hal Finney ผู้สนับสนุน Bitcoin ในยุคแรกๆ ที่มองเห็นศักยภาพของบิตคอยน์ในการเป็น "เงินชั้นสูง" ที่ทำหน้าที่เป็นสกุลเงินสำรองสำหรับธนาคารในการสร้างสกุลเงินของตัวเอง การเติบโตของ MicroStrategy ยิ่งตอกย้ำว่า Layered Bitcoin กำลังก่อตัวขึ้นจริงๆ
การที่บิตคอยนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในกลุ่มชนชั้นนำด้านการลงทุน และในรัฐบาลหลายๆ ประเทศ สะท้อนถึงความกังวลต่ออำนาจที่กำลังถูกท้าทาย Bhatia ได้กล่าวไว้ในหนังสือว่า ระบบการเงินโลกกำลังโหยหาการเริ่มต้นใหม่ และ บิตคอยน์คือคำตอบของโลกที่กำลังมองหากระดานเกมใหม่ทางการเงิน
พอเห็นอะไรแบบนี้แล้ว.. ส่วนตัวผมจึงคิดว่า "Layered Money" นั้นอาจไม่ใช่แค่หนังสือ แต่มันคือแผนที่นำทางสู่อนาคตของโลกการเงิน ที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงของปิรามิดทางการเงิน การเกิดขึ้นของสกุลเงินดิจิทัล และความเป็นไปได้ที่บิตคอยน์จะก้าวขึ้นมาเป็น "เงินทุนสำรองของโลก"
โลกยุคใหม่กำลังมุ่งหน้าสู่ระบบการเงินที่ปราศจากพรมแดน ไร้ศูนย์กลาง และผู้คนมีอิสระในการเลือกใช้สกุลเงิน "Layered Money" คือหนึ่งในความเข้าใจ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ และเตรียมพร้อมสำหรับโลกการเงินยุคใหม่
..และสำหรับชาวบิตคอยน์ "Layered Money" คือขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจบิตคอยน์ในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกอย่างแน่นอนครับ
คุณจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเงิน ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงการกำเนิดของระบบการเงินสมัยใหม่ Bhatia เล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ "Layered Money" ช่วยให้คุณเข้าใจถึงรากฐานของเงิน Fiat จุดอ่อนของระบบธนาคารกลาง และที่มาของวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Bhatia อธิบายว่าบิตคอยน์มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าทองคำในโลกยุคดิจิทัล (เขานิยามมันว่าเป็นเงินชั้นที่หนึ่ง) มันคือสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงจากคู่ค้า มีความแน่นอนทางคณิตศาสตร์ ใช้งานได้อย่างอิสระ และต้านทานความโลภของมนุษย์ได้อย่างดี หนังสือจะช่วยให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดบิตคอยน์จึงคู่ควรกับการเป็น "ทองคำดิจิทัล" และทำไมมันถึงดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนสถาบันและบุคคลทั่วโลก
คุณจะได้เห็นภาพอนาคตของบิตคอยน์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น Bhatia วิเคราะห์การเกิดขึ้นของบิตคอยน์ในชั้นที่สอง เช่น เงินฝากในตลาดแลกเปลี่ยน สัญญาฟิวเจอร์ส และ Lightning Network ซึ่งกำลังพัฒนาไปสู่ระบบการเงินที่ซับซ้อนและทรงพลัง
Bhatia ชี้ให้เห็นว่าบิตคอยน์กำลังท้าทายระบบการเงินโลก ที่การควบคุมเงินตราอยู่ในมือของรัฐบาลและธนาคารกลางมาอย่างยาวนาน หนังสือจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงพลวัฒน์ของตลาดการเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์กับสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ดังนั้นผมจึงคิดว่า.. "Layered Money" คือคู่มือที่ไม่ควรพลาดสำหรับชาวบิตคอยน์ทุกคน มันจะช่วยให้คุณมองเห็นอนาคต เข้าใจความท้าทาย และพร้อมสำหรับการลงทุนในโลกยุคใหม่ที่บิตคอยน์กำลังเปลี่ยนแปลงทุกอย่างครับ
แล้วเพื่อนๆ ชอบเนื้อหาส่วนไหนในหนังสือกันบ้างครับ? 🥹
// ประธานซุป
🧡 ประเภทของโครงการที่เปิดรับ
✅ โครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ - พัฒนาแอปฯ หรือเครื่องมือเจ๋งๆ ที่เกี่ยวกับ Bitcoin หรือ Nostr
✅ โครงการเผยแพร่ความรู้และการศึกษาเกี่ยวกับการเงินและบิตคอยน์ - สร้างสื่อการเรียนรู้, แปลหนังสือ, เขียนบทความ ฯลฯ
✅ โครงการพัฒนาธุรกิจ - พัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ที่ใช้ประโยชน์จาก Bitcoin
✅ โครงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบิตคอยน์ - เจาะลึก Bitcoin และเทคโนโลยีเพื่อเสรีภาพ
📌 วิธีการสมัคร
📌 สร้างโปรเจคของคุณบน Geyser.fund พร้อมชื่อโครงการ, รูปประกอบ, และคำอธิบายโครงการ (วิธีการสร้างในลิงก์เอกสารด้านล่าง)
📌 ส่งลิงก์โปรเจคมาที่ หน้า Bitcoin Thailand 2024 บน Geyser.fund
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 9 กันยายน 2024 [
Today, the answer is clear... Money sitting in our banks erodes every day. The interest rate received cannot keep up with inflation. Each year, the slight increase in our account balance buys less and less.
Saving money has become a foolish act. What impact does this have on society's psychological perspective?
The answer is the opposite of what's beneficial. The world has entered an era where **"savers"** are penalized, leading to widespread **"poverty".** Those who save only become poorer as their savings' purchasing power diminishes over time.
This forces people to become more active, struggling to "invest" more, taking on greater risks, and ultimately failing more often, simply because they cannot find a way to save money that won't lose its value."
— Piriya Sambandaraksa
In reality, there's nothing wrong with saving.
It's what we choose to save in that we should reconsider.
#BitcoinFixesThis
Meet Piriya at the event #TBC2024
on September 14-15.
Enjoy his presence for two full days 😉
#siamstr #bitcoin
เต็มอิ่มกับเนื้อหาด้านเทคโนโลยีและพัฒนาการต่าง ๆ ของบิตคอยน์ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง รวมทั้งการนำพัฒนาการเหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิดการใช้งานจริงๆ จุดเด่นของเวทีนี้คือพัฒนาการต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอครึ่งนึงมาจากฝีมือของคนไทยเราเลยนะครับ
เริ่มกันด้วยนักพัฒนาขาวไทย คุณ Aekasit Guruvanich จากทีม “Krutt” ผู้พัฒนาวอลเล็ต Bitcoin แบบ self-custody ที่ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับการทำธุรกรรมทางการเงินแบบ Bitcoin-only DeFi บน Lightning Network เตรียมพบกับการนำเสนอผลงานและวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความง่ายในการใช้งานและความปลอดภัยในการทำธุรกรรม
.
ต่อด้วยคุณ Darius ที่จะมาแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับ "Lnfi" โซลูชัน layer 2.5 บน Lightning Network และเทคโนโลยีใหม่อย่าง Taproot Assets ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้การทำ tokenization เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
คุณ Neil Woodfine ผู้พัฒนา "Ark Protocol" ซึ่งเป็นโปรโตคอลบน Bitcoin layer 2 ที่สามารถชนกับ Lightning Network ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ กับธุรกรรมนอกเชนในรูปแบบ Out-of-Round Transactions ด้วยเทคโนโลยี Virtual UTXO ที่จะช่วยให้การทำธุรกรรมเร็วและปลอดภัยมากขึ้น
.
คุณ Passapol Eamsakul (
สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้โครงสร้างพื้นฐานของ Lightning Node จากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการจัด Workshop มาแล้ว 4 ครั้ง อย่างคุณตี๋
Wendy Ding ผู้พัฒนาและก่อตั้งไคลเอนต์ “ 
ส่งฟรี - เริ่มจัดส่ง 24 สค.67 #siamstr


