มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ เรา 'กระทำ' ด้วยเหตุผลและ 'คุณค่า' แต่ถูกจำกัดด้วย 'เวลา' - นี่คือหัวใจของเศรษฐกิจที่แท้จริง 🧡
3 EP ที่ผ่านมาของ JUST Economics เราได้ปูพื้นฐานเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนจากบทที่ 1-3 ของหนังสือ Principles of Economics โดย Saifedean Ammous
..เริ่มจาก EP ที่ 1 การกระทำของมนุษย์ (Human Action)
เราได้เข้าใจว่า.. การกระทำของมนุษย์ (Human Action) คือหัวใจสำคัญ ตามที่ลุดวิก ฟอน มิเซส (Ludwig von Mises) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Human Action ของเขา
มิเซสบอกว่า.. การกระทำคือการแสดงออกถึงเจตจำนงของเรา เราตั้งใจทำอะไรสักอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าและสภาพแวดล้อม และเป็นการปรับตัวของเราต่อโลกใบนี้
มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมไว้ หรือสัตว์ที่ทำตามสัญชาตญาณ เราคิด เราเลือก และมีเหตุผล แม้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาดีหรือไม่ก็ตาม เราได้เรียนรู้ว่าการกระทำของมนุษย์เกิดจาก ความต้องการที่ยังไม่บรรลุผล
ซึ่งเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ผลักดันให้เราไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความหิว ความอยากได้อยากมี หรือความอยากรู้อยากเห็น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น แรงจูงใจ ที่ทำให้เราคิด วางแผน และ ลงมือทำ
..การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Analysis) เป็นอีกหัวข้อสำคัญที่เราได้เรียนรู้
ฮานส์-เฮอร์มันน์ ฮ็อปเป่ (Hans-Hermann Hoppe) บอกว่า.. การวิเคราะห์เศรษฐกิจ มันเหมือนกับการไขคดีเลยล่ะ เราต้องแกะรอย หาหลักฐานและเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน
เศรษฐศาสตร์ไม่สามารถทดลองแบบวิทยาศาสตร์ได้ เพราะมนุษย์ ไม่ใช่ลูกตุ้ม แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน ตัดสินใจไม่เหมือนกัน การวิเคราะห์เศรษฐกิจแค่ตัวเลขอย่างเดียว อาจทำให้เราเข้าใจผิดได้
เพราะตัวเลขมันเหมือนเปลือกนอก.. เราต้องมองให้ลึกกว่านั้น ถึงจะเห็นแก่นแท้ของปัญหา ทีนี้แล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวกำหนดการกระทำของมนุษย์?
..คำตอบอยู่ใน EP 2 คุณค่า (Value) ของสิ่งต่างๆ ไม่ได้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมองว่ามันมีค่าแค่ไหน
ตามที่ คาร์ล เมงเงอร์ (Carl Menger) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Principles of Economics ของเขา เมงเงอร์บอกว่า.. มูลค่าไม่มีอยู่นอกเหนือจิตสำนึกของมนุษย์
ใน EP นี้เรายังได้เรียนรู้ 'ทฤษฎีส่วนเพิ่ม' (Marginalism) ที่บอกว่า ความสุขที่เราได้จากการบริโภคของจะลดลงเรื่อยๆ ตามกฎของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ลดลง (Law of Diminishing Marginal Utility)
เพราะยิ่งเรามีอะไรมากขึ้น.. ความสุขที่ได้รับจากสิ่งนั้นก็จะลดลงเรื่อยๆ
ดังนั้น.. การเลือกใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้ว่า "มูลค่า" เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความชอบ สถานการณ์ และ ความขาดแคลน
ส่วน "ราคา" เป็นเพียง "ตัวเลข" ที่สะท้อนถึงการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่ได้เป็นการวัดมูลค่าโดยตรง
เหมือนกับที่บางคนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อกาแฟแบรนด์ดัง ทั้งๆ ที่กาแฟโบราณก็ให้รสชาติที่คล้ายคลึงกัน หรือบางคนเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง ทั้งๆ ที่เสื้อผ้าใหม่ก็มีให้เลือกมากมาย
เพราะ "มูลค่า" มันไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเอง แต่มันอยู่ที่ว่าเราคิดว่ามันมีค่าแค่ไหนต่างหากล่ะ..
แล้วทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คืออะไร?
คำตอบอยู่ใน EP 3 นั้นก็คือ เวลา (Time)
ในหนังสือ The Ultimate Resource ของไซมอน เขาได้บอกว่า.. เวลา เป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุด เพราะมันมีจำกัดและใช้ไปแล้วก็เรียกคืนไม่ได้
ดังนั้นทุกการตัดสินใจของเรา จึงมี "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" แฝงอยู่ เนื่องจากเวลาเป็นสิ่งมีค่าและมีจำกัด เราจึงต้องหาวิธีใช้เวลาให้คุ้มค่า โดยอาศัยเทคโนโลยี การแบ่งงานกันทำ การลงทุน และการออมเพื่อความมั่นคงในอนาคต
ระดับความเห็นแก่เวลา (Time Preference) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเรา มนุษย์มักจะให้คุณค่ากับความสุขในปัจจุบันมากกว่าความสุขในอนาคต
เหมือนกับที่หลายคนเลือกที่จะรูดบัตรเครดิต ทั้งที่รู้ว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยแพง เพราะความต้องการได้ของ ณ ตอนนั้น มันมีค่ามากกว่าภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนมองว่า.. การทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจต้องเริ่มต้นจากการศึกษาการกระทำของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนการทำงานของระบบเศรษฐกิจ ที่เกิดจากเหตุผลและมูลค่าที่แต่ละคนให้กับสิ่งต่างๆ
ในขณะที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก.. มักจะใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และมองว่ารัฐควรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมเศรษฐกิจ
ซึ่งการแทรกแซงของรัฐในระบบเศรษฐกิจ มักจะนำไปสู่ปัญหาต่างๆ
เช่น การกำหนดราคาสินค้ามักจะนำไปสู่การขาดแคลนของสินค้าจึงทำให้เกิดตลาดมืดขึ้น
ส่วนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจทำให้คนงานตกงาน และการอุดหนุนโดยรัฐอาจทำให้เกิดการผลิตและบริโภคที่มากเกินความจำเป็น
เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนจึงมองว่ารัฐควรมีบทบาทจำกัด
=====================
เห็นไหมครับว่าทั้ง 3 EP มันเชื่อมโยงกัน..
เริ่มจากการกระทำที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมูลค่าและถูกจำกัดด้วยเวลา ทั้งหมดนี้คือพื้นฐานสำคัญของเศรษฐศาสตร์ ที่ช่วยให้เรามองเห็นความลับเบื้องหลังของตัวเลขและทฤษฎี และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฝากติดตาม JUST Economics ใน EP ต่อไปกันด้วยนะครับ รับรองว่า สนุก เข้าใจง่าย และได้ความรู้แน่นปึก!! 🥰😍
— @SOUP
#Siamstr
3 EP ที่ผ่านมาของ JUST Economics เราได้ปูพื้นฐานเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนจากบทที่ 1-3 ของหนังสือ Principles of Economics โดย Saifedean Ammous
..เริ่มจาก EP ที่ 1 การกระทำของมนุษย์ (Human Action)
เราได้เข้าใจว่า.. การกระทำของมนุษย์ (Human Action) คือหัวใจสำคัญ ตามที่ลุดวิก ฟอน มิเซส (Ludwig von Mises) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Human Action ของเขา
มิเซสบอกว่า.. การกระทำคือการแสดงออกถึงเจตจำนงของเรา เราตั้งใจทำอะไรสักอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าและสภาพแวดล้อม และเป็นการปรับตัวของเราต่อโลกใบนี้
มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมไว้ หรือสัตว์ที่ทำตามสัญชาตญาณ เราคิด เราเลือก และมีเหตุผล แม้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาดีหรือไม่ก็ตาม เราได้เรียนรู้ว่าการกระทำของมนุษย์เกิดจาก ความต้องการที่ยังไม่บรรลุผล
ซึ่งเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ผลักดันให้เราไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความหิว ความอยากได้อยากมี หรือความอยากรู้อยากเห็น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น แรงจูงใจ ที่ทำให้เราคิด วางแผน และ ลงมือทำ
..การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Analysis) เป็นอีกหัวข้อสำคัญที่เราได้เรียนรู้
ฮานส์-เฮอร์มันน์ ฮ็อปเป่ (Hans-Hermann Hoppe) บอกว่า.. การวิเคราะห์เศรษฐกิจ มันเหมือนกับการไขคดีเลยล่ะ เราต้องแกะรอย หาหลักฐานและเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน
เศรษฐศาสตร์ไม่สามารถทดลองแบบวิทยาศาสตร์ได้ เพราะมนุษย์ ไม่ใช่ลูกตุ้ม แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน ตัดสินใจไม่เหมือนกัน การวิเคราะห์เศรษฐกิจแค่ตัวเลขอย่างเดียว อาจทำให้เราเข้าใจผิดได้
เพราะตัวเลขมันเหมือนเปลือกนอก.. เราต้องมองให้ลึกกว่านั้น ถึงจะเห็นแก่นแท้ของปัญหา ทีนี้แล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวกำหนดการกระทำของมนุษย์?
..คำตอบอยู่ใน EP 2 คุณค่า (Value) ของสิ่งต่างๆ ไม่ได้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมองว่ามันมีค่าแค่ไหน
ตามที่ คาร์ล เมงเงอร์ (Carl Menger) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Principles of Economics ของเขา เมงเงอร์บอกว่า.. มูลค่าไม่มีอยู่นอกเหนือจิตสำนึกของมนุษย์
ใน EP นี้เรายังได้เรียนรู้ 'ทฤษฎีส่วนเพิ่ม' (Marginalism) ที่บอกว่า ความสุขที่เราได้จากการบริโภคของจะลดลงเรื่อยๆ ตามกฎของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ลดลง (Law of Diminishing Marginal Utility)
เพราะยิ่งเรามีอะไรมากขึ้น.. ความสุขที่ได้รับจากสิ่งนั้นก็จะลดลงเรื่อยๆ
ดังนั้น.. การเลือกใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้ว่า "มูลค่า" เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความชอบ สถานการณ์ และ ความขาดแคลน
ส่วน "ราคา" เป็นเพียง "ตัวเลข" ที่สะท้อนถึงการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่ได้เป็นการวัดมูลค่าโดยตรง
เหมือนกับที่บางคนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อกาแฟแบรนด์ดัง ทั้งๆ ที่กาแฟโบราณก็ให้รสชาติที่คล้ายคลึงกัน หรือบางคนเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง ทั้งๆ ที่เสื้อผ้าใหม่ก็มีให้เลือกมากมาย
เพราะ "มูลค่า" มันไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเอง แต่มันอยู่ที่ว่าเราคิดว่ามันมีค่าแค่ไหนต่างหากล่ะ..
แล้วทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คืออะไร?
คำตอบอยู่ใน EP 3 นั้นก็คือ เวลา (Time)
ในหนังสือ The Ultimate Resource ของไซมอน เขาได้บอกว่า.. เวลา เป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุด เพราะมันมีจำกัดและใช้ไปแล้วก็เรียกคืนไม่ได้
ดังนั้นทุกการตัดสินใจของเรา จึงมี "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" แฝงอยู่ เนื่องจากเวลาเป็นสิ่งมีค่าและมีจำกัด เราจึงต้องหาวิธีใช้เวลาให้คุ้มค่า โดยอาศัยเทคโนโลยี การแบ่งงานกันทำ การลงทุน และการออมเพื่อความมั่นคงในอนาคต
ระดับความเห็นแก่เวลา (Time Preference) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเรา มนุษย์มักจะให้คุณค่ากับความสุขในปัจจุบันมากกว่าความสุขในอนาคต
เหมือนกับที่หลายคนเลือกที่จะรูดบัตรเครดิต ทั้งที่รู้ว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยแพง เพราะความต้องการได้ของ ณ ตอนนั้น มันมีค่ามากกว่าภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนมองว่า.. การทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจต้องเริ่มต้นจากการศึกษาการกระทำของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนการทำงานของระบบเศรษฐกิจ ที่เกิดจากเหตุผลและมูลค่าที่แต่ละคนให้กับสิ่งต่างๆ
ในขณะที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก.. มักจะใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และมองว่ารัฐควรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมเศรษฐกิจ
ซึ่งการแทรกแซงของรัฐในระบบเศรษฐกิจ มักจะนำไปสู่ปัญหาต่างๆ
เช่น การกำหนดราคาสินค้ามักจะนำไปสู่การขาดแคลนของสินค้าจึงทำให้เกิดตลาดมืดขึ้น
ส่วนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจทำให้คนงานตกงาน และการอุดหนุนโดยรัฐอาจทำให้เกิดการผลิตและบริโภคที่มากเกินความจำเป็น
เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนจึงมองว่ารัฐควรมีบทบาทจำกัด
=====================
เห็นไหมครับว่าทั้ง 3 EP มันเชื่อมโยงกัน..
เริ่มจากการกระทำที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมูลค่าและถูกจำกัดด้วยเวลา ทั้งหมดนี้คือพื้นฐานสำคัญของเศรษฐศาสตร์ ที่ช่วยให้เรามองเห็นความลับเบื้องหลังของตัวเลขและทฤษฎี และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฝากติดตาม JUST Economics ใน EP ต่อไปกันด้วยนะครับ รับรองว่า สนุก เข้าใจง่าย และได้ความรู้แน่นปึก!! 🥰😍
— @SOUP
#Siamstr
“...ต่อไปจะมีแค่ไม่กี่คนในระบบช่วยเหลือเยียวยา ที่จะมีรายชื่อยู่ในสถานะพร้อมเป็นลูกจ้าง และคนเหล่านี้ก็จะพบว่าตำแหน่งงานที่ “เหมาะสม” ในสายตาของพวกเขานั้นมีน้อยเหลือเกิน
พวกเขาอาจตกลงเข้าร่วม “โครงการฝึกอบรม” ที่ได้รับการสนับสนุนเงินจากรัฐบาล โดยเฉพาะหากพวกเขาได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 30 ดอลลาร์สำหรับการเข้าร่วมโครงการนี้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่ก็จะเพียงแค่ทำแบบขอไปที
และไม่ว่าในกรณีใด คุณภาพของโครงการฝึกอบรมที่บริหารจัดการโดยภาครัฐ จะเทียบไม่ได้เลยกับการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นด้วยระบบการฝึกหัดแบบดั้งเดิมในอุตสาหกรรมภาคเอกชน
ที่แน่นอนที่สุดคือ.. โครงการใด ๆ ที่พยายามบังคับให้คนทำงานเพื่อแลกกับสวัสดิการ จะถูกประณามว่าเป็นการ “ใช้แรงงานทาส” และในที่สุดแล้วเงื่อนไขว่าต้องทำงานก็จะถูกยกเลิกไปอย่างเงียบ ๆ
“ภาระภาษีจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะจ่ายสวัสดิการให้มากขึ้น จะเกิดความพยายามผลักภาระส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นนี้ ไปให้กับบริษัทหรือบุคคลที่มีรายได้สูง
ซึ่งจะเป็นการขัดขวางและกัดกร่อนแรงจูงใจในการผลิต ซึ่งเป็นรากฐานของความกินดีอยู่ดีของทุกคน..
รายจ่ายภาครัฐจะพุ่งสูงขึ้นเร็วยิ่งกว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษี นำไปสู่การขาดดุลเรื้อรัง เงินเฟ้อ และการทำลายอำนาจการซื้อของกรมธรรม์ประกันภัย เงินบำนาญ และเงินออมของประชาชน…"
— ส่วนหนึ่งจากงานเขียนของ Henry Hazlitt ในหนังสือ Man vs. The Welfare State (1969) ที่ตอบโต้การนำเสนอนโยบาย "Negative Income Tax" โดย Milton Friedman
ทำไมเขาจึงคิดว่านโยบาย Negative Income Tax ย้อนแย้งในตัวเอง?
ทำไมมันจึงมีแนวโน้มจะสร้างปัญหาตามมา?
..และวิธีการต่อสู้กับปัญหาความยากจนที่ดีกว่าคืออะไร?
อ่านฉบับเต็มได้ที่ 👇
ในวันที่แสงแดดยามเย็นค่อยๆ ลับขอบฟ้าของวันที่ 28 สิงหาคมของทุกปี ชุมชนบิตคอยน์ทั่วโลกจะร่วมกันจุดเทียนแห่งความทรงจำ รำลึกถึงบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งได้ทิ้งร่องรอยไว้บนผืนทรายแห่งประวัติศาสตร์บิตคอยน์อย่างไม่อาจลบเลือน...
เขาคือ Hal Finney นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และเป็นผู้รับการทำธุรกรรมบิตคอยน์ครั้งแรกจาก Satoshi Nakamoto ผู้สร้างบิตคอยน์ผู้ลึกลับ
เรื่องราวของ Hal เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย..
เขาเป็นเด็กหนุ่มจากแคลิฟอร์เนีย ผู้หลงใหลในโลกของรหัสและคอมพิวเตอร์ เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นนักพัฒนาเกม สร้างสรรค์เกมดังในอดีตที่หลายคนอาจเคยสัมผัส เช่น Adventures of Tron และ Astrosmash แต่เบื้องหลังภาพของนักพัฒนาเกม Hal ยังมีความหลงใหลในโลกของการเข้ารหัส (Cryptography) ซ่อนอยู่ด้วย..
เขาเป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่ม Cypherpunk กลุ่มคนที่เชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในโลกดิจิทัลที่กำลังก่อตัวขึ้น
ในปี 2004 Hal ได้สร้างระบบ Reusable Proof of Work (RPOW) ซึ่งเป็นเหมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่โลกของบิตคอยน์
แม้ RPOW จะยังเป็นเพียงต้นแบบ แต่แนวคิดนี้ได้ปูทางไปสู่ระบบ Proof of Work ที่บิตคอยน์ใช้อยู่ในปัจจุบัน นี่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Hal ที่มีต่อเทคโนโลยีบล็อกเชนตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม
เมื่อ Satoshi Nakamoto เปิดตัว Bitcoin ในปี 2008 Hal เป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆ ที่มองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของมัน
เขาไม่ใช่แค่เห็น แต่เขาเชื่อและเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง เขาเคยกล่าวว่า..
"บิตคอยน์ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่มีอนาคตไกล"
เขาเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยที่อิงจากพลังการประมวลผลของผู้เข้าร่วมเครือข่าย และมองเห็นคุณค่าของ "โทเคนที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้"
Hal ไม่ใช่แค่นักทฤษฎี เขาลงมือปฏิบัติจริงด้วยการเป็นหนึ่งในนักขุดบิตคอยน์คนแรกๆ ของโลก และที่สำคัญที่สุด เขาคือผู้รับการทำธุรกรรมบิตคอยน์ครั้งแรกจาก Satoshi Nakamoto ในวันที่ 12 มกราคม 2009
"Running bitcoin" เสียงกระซิบที่ดังก้องไปทั่วโลก
ในวันที่ 10 มกราคม 2009 Hal ทวีตข้อความสั้นๆ ว่า "Running bitcoin" ทวีตนี้เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นยุคใหม่ของเงินตรา และเป็นเครื่องเตือนใจถึงบทบาทสำคัญของ Hal ในประวัติศาสตร์บิตคอยน์
ในปีเดียวกันนั้นเอง Hal ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ALS โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่รักษาไม่หาย
โรคร้ายนี้ค่อยๆ พรากความสามารถในการควบคุมร่างกายของเขาไปทีละน้อย แต่ไม่อาจพรากความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณของนักสู้ไปจากเขาได้..
แม้ร่างกายจะถูกจำกัด แต่อุดมการณ์ของ Hal ไม่เคยถูกโรคร้ายพรากไป เขายังคงเขียนโค้ดบิตคอยน์ต่อไปด้วยความมุ่งมั่นโดยใช้ซอฟต์แวร์ติดตามดวงตา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด มนุษย์เราก็ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
"My body may be stuck, but my mind is free.”
Hal Finney เสียชีวิตในวันที่ 28 สิงหาคม 2014 ทิ้งไว้ซึ่งมรดกอันยิ่งใหญ่ให้กับวงการฯ เขาเป็นผู้บุกเบิก ผู้สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในโลกดิจิทัล
ทุกวันนี้ แม้ Hal จะจากไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของเขายังคงอยู่กับเราทุกครั้งที่เราใช้บิตคอยน์หรือพูดถึงเทคโนโลยีบล็อกเชน เขาคือวีรบุรุษผู้ทำให้เรามองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้
และถือเป็นแรงผลักดันให้เราสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม..
28 สิงหาคม วันที่เราจะไม่มีวันลืม..
ในวันครบรอบการจากไปของ Hal Finney ขอให้เราร่วมกันรำลึกถึงคุณูปการของเขา และสานต่อเจตนารมณ์ในการสร้างโลกที่เงินตราเป็นของทุกคนอย่างแท้จริง
ปล. เรื่องราวของ Hal Finney สอนให้เรารู้ว่า ขีดจำกัดของร่างกายไม่สามารถจำกัดจินตนาการและความมุ่งมั่นของมนุษย์ได้ ขอให้เรื่องราวนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนครับ
"Bitcoin seems to be a very promising idea. I like the idea of basing security on the assumption that the CPU power of honest participants outweighs that of the attacker. I hope it will succeed." (2008)
— Hal Finney
// เรียบเรียงโดย Jakk Goodday
#siamstr
ภาพฝูงชนที่เต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วบริเวณ Noster Unconference ครั้งที่ 3 ณ เมืองริกา ประเทศลัตเวีย
ไม่เพียงแต่เป็นงานรวมพลคนรัก Nostr แต่ยังเป็นเวทีที่ Jack Dorsey อดีตซีอีโอแห่ง Twitter ผู้ให้กำเนิด BlueSky และผู้สนับสนุนหลักของ Nostr ได้มาแบ่งปันวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของเขาด้วย
Odell พิธีกรของงาน เริ่มบทสนทนาด้วยการกล่าวขอบคุณ Jack ที่ให้การสนับสนุน Nostr Unconference มาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพุ่งตรงเข้าสู่คำถามที่หลายคนต่างรอคอย..
"อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้คุณทุ่มเทให้กับ Nostr มากมายขนาดนี้?"
Jack เล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยจิตวิญญาณของ Open Source ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขามีวันนี้ได้ Nostr จึงเป็นเหมือนการตอบแทนบุญคุณ เป็นการส่งต่อจิตวิญญาณนั้นให้คงอยู่ต่อไป
"Nostr คือ 'ทางเลือกใหม่' เป็นโลกที่ผู้ใช้งานไม่ถูกเอาเปรียบจากบริษัทยักษ์ใหญ่ และยังเป็นโลกที่ข้อมูลเป็นของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง" Jack กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น..
และไม่ใช่แค่เรื่องของเสรีภาพเท่านั้น Jack ยังมองเห็นศักยภาพอันมหาศาลของ Nostr ในการเป็นแพลตฟอร์มแห่งอนาคต ที่ซึ่ง AI และ Bots จะถูกพัฒนาขึ้นอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คน
แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้ถูกโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ..
Jack ยอมรับว่า Nostr และ Bitcoin ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง แต่เขาก็เชื่อมั่นในอนาคต และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน Nostr ต่อไป
เมื่อ Odell ถามถึงประเด็นร้อนว่า Nostr จะมีผู้ใช้งานมากกว่า X ภายใน 5 ปีไหม คำตอบของ Jack อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ..
"ผมไม่ได้โฟกัสที่จำนวนผู้ใช้งาน แต่โฟกัสที่ประโยชน์ใช้สอยของข้อมูล Nostr มีศักยภาพในการเป็นแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลมากที่สุด เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานมันได้อย่างอิสระ"
สิ่งที่ Jack ชื่นชมอย่างมากใน Nostr คือ Community ของนักพัฒนาที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ Twitter ไม่สามารถทำได้ในระบบปิด
บทสนทนายิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อ Odell ถามถึงความเห็นเกี่ยวกับการที่ Elon Musk บังคับให้ผู้ใช้งาน X ต้องยืนยันตัวตน
Jack เข้าใจในมุมของ Elon ในฐานะนักธุรกิจ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ เพราะยังมีอีกหลายวิธีในการจัดการ Bots และ Spam เช่น Proof of work และ Micropayment เป็นต้น
"ผู้คนมักเลือกความสะดวกสบายมากกว่าความเป็นส่วนตัว แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะเข้าใจถึงความสำคัญของมันก็ต่อเมื่อเจอกับปัญหานั่นแหละ" Jack กล่าว..
Odell ยิงคำถามชวนคิดต่อไปอีกว่า บริษัทควรเข้าตลาดหลักทรัพย์ไหม?
Jack มองว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์อาจทำให้บริษัทเติบโตเร็วขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียการควบคุม เขาเชื่อในการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่ซึ่งบริษัทสามารถรักษาคุณค่าและวิสัยทัศน์ของตัวเองไว้ได้
"ผมอยากเห็นบริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เติบโตเร็ว"
Jack ทิ้งท้าย..
การสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นถึงอนาคตของ Nostr แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ Jack Dorsey ที่จะสร้างโลกที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โลกที่ข้อมูลเป็นของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง โลกที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์
ลงหลุมต่ออย่างละเอียดได้ในคลิปด้านล่างนะครับ 😊
และถ้าคุณเริ่มอยากลองเปิดรับประสบการณ์บน Nostr วันนี้เรามีแอปที่พัฒนาโดยคนไทยที่จะให้คุณเริ่มต้นใช้งานได้ง่ายๆ แล้ว เพียงแค่ค้นหาชื่อแอป Wherostr แล้วลองติดตั้งมาใช้งานได้ทั้งแอนดรอยด์ และ iOS (Zap ได้แล้วด้วย 😍)
—
Agenda ของเวทีต่างๆ ทั้ง 2 วัน (กดดูบนเว็บไซต์ได้เลยไม่ต้องเซฟภาพนี้) ซึ่งแอดขอแง้มว่า สำหรับเวที Main Stage จะมีแพแนลที่ไม่เคยบอกมาก่อนในวันแรก และ 2 แพแนลของเช้าวันที่ 15 ต้องไปลุ้นเซอร์ไพรส์กันเอาเองที่งานนะฮะ 😉
บนเว็บยังมีทางไปซื้อตั๋วทั้งแบบเฟียตแบบไลท์นิ่ง ที่ตอนนี้เหลือไม่ถึง 10 ใบแล้วนะ และยังมีรายชื่อสปีกเกอร์เกือบทั้งหมดในงาน รวมไปถึงแผนที่ไปงานและทางไปที่จอดรถอีกด้วยครับ
เรียกว่าบนเว็บมีข้อมูลเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับผู้ที่จะไปเจอกันในวันงานเรียบร้อยแล้วจ้า ฝากกระจายข่าวต่อกันด้วยนะคร๊าฟฟฟ 😁
#Siamstr #TBC2024
อรุณสวัสดิ์ครับเพื่อนๆ เช้านี้ผมมีโอกาสหยิบหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านชิลล์ๆ จิบกาแฟตรงสนามหญ้า พลางคิดคล้อยตามหลายๆ อย่างกับเนื้อหา นำมาเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน เลยอยากจะนำมาลองเขียนแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ..
ปี 2023 นับเป็นปีที่โลกการเงินต้องหันมาจ้องมองบิตคอยน์อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เพียงสินทรัพย์เก็งกำไรของคนกลุ่มเล็กๆ อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความผันผวนของตลาด และทิศทางของมันช่างสอดคล้องกับเนิ้อหาในหนังสือ "Layered Money" ของ Nik Bhatia อย่างน่าประหลาดใจ..
ย้อนกลับไปในปี 2008 ในวันที่ Lehman Brothers ล่มสลาย โลกได้รู้จักกับบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความไม่ไว้วางใจในระบบการเงินดั้งเดิม Bhatia ได้นำเสนอแนวคิดอันล้ำหน้า เรียกว่า "Layered Money" หรือ "ระบบเงินซ้อนชั้น" เพื่ออธิบายวิวัฒนาการของเงิน ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้นของเงิน
ตั้งแต่ "เงินชั้นที่หนึ่ง" อย่างทองคำ อันเป็นสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงจากคู่ค้า สู่ "เงินชั้นที่สอง" ที่ถูกสร้างขึ้นจากหนี้สิน เช่น ธนบัตร หรือเงินฝากธนาคาร และ "เงินชั้นที่สาม" ซึ่งอยู่ห่างไกลจากสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุดมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ สิ่งที่ Bhatia เคยคาดการณ์ไว้ในหนังสือ กำลังค่อยๆ เกิดขึ้นจริงในปี 2023
การที่ BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก ยื่นขอจัดตั้ง Bitcoin ETF ต่อ SEC ไม่ใช่แค่ข่าวเล็กๆ ในวงการคริปโทฯ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปิรามิดเงินดอลลาร์
การที่นักลงทุนสถาบันสนใจบิตคอยน์เพิ่มขึ้น ยิ่งตอกย้ำว่าบิตคอยน์ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไร แต่มันกำลังก้าวขึ้นเป็น "เงินทุนสำรอง" รูปแบบใหม่ ดังเช่นที่ Michael Saylor และ MicroStrategy ได้ทำไว้เป็นแบบอย่าง
ไม่ใช่เพียงแค่นักลงทุนเท่านั้น.. แม้แต่ Robert F. Kennedy Jr. และ Vivek Ramaswamy (ไปจนถึง Donald Trump) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ต่างหยิบบิตคอยน์ขึ้นมาเป็นนโยบายหาเสียง (สมมุติว่าจริงใจ..) สะท้อนถึงกระแสความต้องการอิสระภาพทางการเงิน อันเป็นหัวใจสำคัญของบิตคอยน์ การที่รัฐบาลอาจถือครองบิตคอยน์เป็นทุนสำรอง ยิ่งตอกย้ำสถานะ "เงินชั้นที่หนึ่ง" ที่ท้าทายอำนาจของเงินดอลลาร์
ความสำเร็จของ MicroStrategy ในการใช้บิตคอยน์เป็นทุนสำรอง เป็นบทพิสูจน์คำทำนายของ Hal Finney ผู้สนับสนุน Bitcoin ในยุคแรกๆ ที่มองเห็นศักยภาพของบิตคอยน์ในการเป็น "เงินชั้นสูง" ที่ทำหน้าที่เป็นสกุลเงินสำรองสำหรับธนาคารในการสร้างสกุลเงินของตัวเอง การเติบโตของ MicroStrategy ยิ่งตอกย้ำว่า Layered Bitcoin กำลังก่อตัวขึ้นจริงๆ
การที่บิตคอยนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในกลุ่มชนชั้นนำด้านการลงทุน และในรัฐบาลหลายๆ ประเทศ สะท้อนถึงความกังวลต่ออำนาจที่กำลังถูกท้าทาย Bhatia ได้กล่าวไว้ในหนังสือว่า ระบบการเงินโลกกำลังโหยหาการเริ่มต้นใหม่ และ บิตคอยน์คือคำตอบของโลกที่กำลังมองหากระดานเกมใหม่ทางการเงิน
พอเห็นอะไรแบบนี้แล้ว.. ส่วนตัวผมจึงคิดว่า "Layered Money" นั้นอาจไม่ใช่แค่หนังสือ แต่มันคือแผนที่นำทางสู่อนาคตของโลกการเงิน ที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงของปิรามิดทางการเงิน การเกิดขึ้นของสกุลเงินดิจิทัล และความเป็นไปได้ที่บิตคอยน์จะก้าวขึ้นมาเป็น "เงินทุนสำรองของโลก"
โลกยุคใหม่กำลังมุ่งหน้าสู่ระบบการเงินที่ปราศจากพรมแดน ไร้ศูนย์กลาง และผู้คนมีอิสระในการเลือกใช้สกุลเงิน "Layered Money" คือหนึ่งในความเข้าใจ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ และเตรียมพร้อมสำหรับโลกการเงินยุคใหม่
..และสำหรับชาวบิตคอยน์ "Layered Money" คือขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจบิตคอยน์ในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกอย่างแน่นอนครับ
คุณจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเงิน ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงการกำเนิดของระบบการเงินสมัยใหม่ Bhatia เล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ "Layered Money" ช่วยให้คุณเข้าใจถึงรากฐานของเงิน Fiat จุดอ่อนของระบบธนาคารกลาง และที่มาของวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Bhatia อธิบายว่าบิตคอยน์มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าทองคำในโลกยุคดิจิทัล (เขานิยามมันว่าเป็นเงินชั้นที่หนึ่ง) มันคือสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงจากคู่ค้า มีความแน่นอนทางคณิตศาสตร์ ใช้งานได้อย่างอิสระ และต้านทานความโลภของมนุษย์ได้อย่างดี หนังสือจะช่วยให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดบิตคอยน์จึงคู่ควรกับการเป็น "ทองคำดิจิทัล" และทำไมมันถึงดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนสถาบันและบุคคลทั่วโลก
คุณจะได้เห็นภาพอนาคตของบิตคอยน์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น Bhatia วิเคราะห์การเกิดขึ้นของบิตคอยน์ในชั้นที่สอง เช่น เงินฝากในตลาดแลกเปลี่ยน สัญญาฟิวเจอร์ส และ Lightning Network ซึ่งกำลังพัฒนาไปสู่ระบบการเงินที่ซับซ้อนและทรงพลัง
Bhatia ชี้ให้เห็นว่าบิตคอยน์กำลังท้าทายระบบการเงินโลก ที่การควบคุมเงินตราอยู่ในมือของรัฐบาลและธนาคารกลางมาอย่างยาวนาน หนังสือจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงพลวัฒน์ของตลาดการเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์กับสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ดังนั้นผมจึงคิดว่า.. "Layered Money" คือคู่มือที่ไม่ควรพลาดสำหรับชาวบิตคอยน์ทุกคน มันจะช่วยให้คุณมองเห็นอนาคต เข้าใจความท้าทาย และพร้อมสำหรับการลงทุนในโลกยุคใหม่ที่บิตคอยน์กำลังเปลี่ยนแปลงทุกอย่างครับ
แล้วเพื่อนๆ ชอบเนื้อหาส่วนไหนในหนังสือกันบ้างครับ? 🥹
// ประธานซุป
🧡 ประเภทของโครงการที่เปิดรับ
✅ โครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ - พัฒนาแอปฯ หรือเครื่องมือเจ๋งๆ ที่เกี่ยวกับ Bitcoin หรือ Nostr
✅ โครงการเผยแพร่ความรู้และการศึกษาเกี่ยวกับการเงินและบิตคอยน์ - สร้างสื่อการเรียนรู้, แปลหนังสือ, เขียนบทความ ฯลฯ
✅ โครงการพัฒนาธุรกิจ - พัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ที่ใช้ประโยชน์จาก Bitcoin
✅ โครงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบิตคอยน์ - เจาะลึก Bitcoin และเทคโนโลยีเพื่อเสรีภาพ
📌 วิธีการสมัคร
📌 สร้างโปรเจคของคุณบน Geyser.fund พร้อมชื่อโครงการ, รูปประกอบ, และคำอธิบายโครงการ (วิธีการสร้างในลิงก์เอกสารด้านล่าง)
📌 ส่งลิงก์โปรเจคมาที่ หน้า Bitcoin Thailand 2024 บน Geyser.fund
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 9 กันยายน 2024 [
หลังจากผมได้ไปเห็นบทความของ Bitcoin Magazine เกี่ยวกับการพัฒนา Defi บนบิตคอยน์ เลยอยากจะเอามาเล่าให้ทุกท่านได้ฟังกันครับ
Lava เป็นแอปพลิเคชั่นที่ใช้สำหรับการนำบิตคอยน์ไปค้ำประกันเพื่อกู้ยืม Stablecoin โดยอาศัยฐานข้อมูลกลางหรือ Oracle สำหรับเปรียบเทียบราคาในการทำ Smart Contract ระหว่างกัน โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง
โดยผู้ให้กู้ ก็จะกำหนดอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลา, ทั้งสองฝ่ายทำการล็อคเงินของตนไว้ในแต่ละเชน แล้วก็เริ่มต้นทำสัญญาต่อกัน
ปัญหาของเวอร์ชั่นแรก คือ Lava จะทำสัญญากันข้ามเชน โดยจะใช้ Blockchain ของ Altcoin ในการล็อค Stablecoin แล้วจึงทำการแลกเปลี่ยนกับบิตคอยน์บน Blockchain ของบิตคอยน์ ซึ่งมันทั้งยุ่งยากกว่า และความแข็งแกร่งของเชนนั้นก็น้อยกว่าบิตคอยน์ ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยง
ใน Lava V.2 นี้ เราสามารถกู้ยืมเงินกันได้บน Blockchain ของบิตคอยน์ได้เลยโดยไม่ต้องข้ามไปเชนอื่น และสามารถชำระหนี้กันบน Blockchain ได้โดยตรง ซึ่งทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเชนอื่นและลดความยุ่งยากลงไปได้มาก, นอกจากนี้ยังใช้ Oracle จากหลายแหล่งเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ Oracle จากเพียงแหล่งเดียวที่อาจเกิดข้อผิดพลาดได้
นั่นหมายถึง.. เราสามารถกู้ Stablecoin โดยเอาบิตคอยน์ไปค้ำได้บน Blockchain ของบิตคอยน์ หรือก็คือ.. กู้เงินสร้างง่ายออกมาต่อยอดหรือลงทุนต่อบางอย่าง ด้วยการเอาบิตคอยน์ไปค้ำไว้ สำหรับคนที่ไม่อยากเสียบิตคอยน์แต่มีไอเดียดีๆ
แน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาก็อาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ครับ นี่เป็นเพียงพัฒนาการหนึ่งที่น่าสนใจติดตามเท่านั้นที่เกิดขึ้นในโลกของบิตคอยน์
น่าสนใจที่เราจะได้เห็น Defi แรกของบิตคอยน์ ที่ทำงานบนบล็อคเชนของบิตคอยน์แบบ 100% ครับ (ศึกษาเพิ่มเติมได้ด้านล่าง)
— อิสร.. รายงาน
------------//---------------//---------------
มาดูกันแบบละเอียดๆ ว่า Lava Loans Protocol V2 ทำงานยังไง ให้นึกภาพตามง่ายๆ เหมือนดูละครเรื่องนึงก็ได้ครับ
ตัวละคร ประกอบไปด้วย..
1. **คุณ (ผู้กู้)** คือผู้ที่อยากได้เงินทุน และมี Bitcoin เป็นทรัพย์สิน
2. **เศรษฐีใจดี (ผู้ให้กู้)** ผู้มี Stablecoins อยู่เต็มไปหมด และอยากให้คุณยืม
3. **DLC (สัญญาอัจฉริยะ)** ที่เป็นเหมือนตู้เซฟอัจฉริยะ ที่เอาไว้เก็บ Bitcoin ของคุณ และ Stablecoins ของเศรษฐีใจดี
4. **Oracle (ผู้หยั่งรู้)** ที่คอยทำหน้าที่เป็นคนกลาง คอยบอกราคา Bitcoin ณ เวลานั้นๆ
**ฉากจำลองที่ 1 การเริ่มต้นสัญญา..**
1. สร้างสัญญากับตู้เซฟ โดยคุณ (ผู้กู้) บอก DLC ว่า "ฉันจะเอา Bitcoin มาวางไว้ในตู้เซฟนี้ และจะยืม Stablecoins ไปนะ ตกลงตามนี้ เซ็นชื่อไว้เป็นหลักฐาน"
2. ทำการแลกเปลี่ยนกุญแจ โดยคุณให้ "กุญแจสำรอง" (Hashlock) กับเศรษฐีใจดี และเศรษฐีใจดีก็ให้ "รหัสเปิดเซฟ" (ข้อมูลลับ) กับคุณ เพื่อเอาไว้ใช้เปิดตู้เซฟ DLC ในภายหลัง
3. ทำสัญญา Stablecoins โดยคุณกับเศรษฐีใจดี ทำสัญญาแยกต่างหากบนบล็อกเชนของ Stablecoins อีกที เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ Stablecoins ไปจริงๆ หลังจากที่เปิดตู้เซฟ DLC ได้แล้ว
**ฉากจำลองที่ 2 การดำเนินการตามสัญญา..**
สถานการณ์ที่ 1 เมื่อครบกำหนดสัญญา
พอถึงวันกำหนด Oracle จะมาบอกราคา Bitcoin ณ ตอนนั้น แล้ว DLC ก็จะคำนวณให้ว่าคุณต้องจ่าย Stablecoins คืนเศรษฐีใจดีเท่าไหร่ โดยดูจากราคา Bitcoin ที่ Oracle บอก
สถานการณ์ที่ 2 การชำระเงินคืนก่อนกำหน
ระหว่างสัญญา.. คุณอาจจะอยากคืน Stablecoins ก่อนก็ได้ แค่ใช้ "รหัสเปิดเซฟ" ที่ได้จากเศรษฐีใจดีไปเปิดตู้เซฟ DLC เอา Bitcoin คืนมา แล้วเอา Stablecoins ไปคืนเศรษฐีใจดี
**ฉากจำลองที่ 3 การบังคับขาย (Liquidation)**
สถานการณ์ฉุกเฉิน
ถ้าอยู่ดีๆ ราคา Bitcoin ดิ่งลงเหว DLC จะมีระบบป้องกัน โดยให้ Oracle คอยทำการเช็คราคา Bitcoin ตลอดเวลา ถ้าราคาต่ำกว่าที่กำหนดไว้ DLC จะสั่งให้ขาย Bitcoin ในตู้นั้นทันที เพื่อให้เศรษฐีใจดีไม่เสียหายมาก
**บทสรุป**
Lava Loans Protocol V2 เหมือนเป็นระบบกู้ยืมเงินที่มี "คนกลาง" (DLC และ Oracle) คอยดูแลให้ทุกอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และปลอดภัย โดยไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะโกง เพราะทุกอย่างถูกบันทึกไว้บน Blockchain ตรวจสอบได้
**ข้อควรพิจารณา**
แม้ว่า Lava Loans Protocol V2 จะเป็นระบบกู้ยืมแบบกระจายศูนย์ที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ควรคำนึงถึง อย่างเช่น ความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในโค้ดของ Smart Contract, ความเสี่ยงจาก Oracle ที่อาจไม่น่าเชื่อถือหรือถูกควบคุม, ความผันผวนของราคา Bitcoin ที่อาจนำไปสู่การบังคับขาย และความเสี่ยงจากสภาพคล่องของ Stablecoin ที่ใช้ในระบบ
นอกจากนี้ ผู้ใช้งานควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Blockchain และ DeFi ในระดับหนึ่ง รวมถึงประเมินความเสี่ยงและจัดการความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจใช้งาน
#Bitcoin #Lava #Siamstr
Today, the answer is clear... Money sitting in our banks erodes every day. The interest rate received cannot keep up with inflation. Each year, the slight increase in our account balance buys less and less.
Saving money has become a foolish act. What impact does this have on society's psychological perspective?
The answer is the opposite of what's beneficial. The world has entered an era where **"savers"** are penalized, leading to widespread **"poverty".** Those who save only become poorer as their savings' purchasing power diminishes over time.
This forces people to become more active, struggling to "invest" more, taking on greater risks, and ultimately failing more often, simply because they cannot find a way to save money that won't lose its value."
— Piriya Sambandaraksa
In reality, there's nothing wrong with saving.
It's what we choose to save in that we should reconsider.
#BitcoinFixesThis
Meet Piriya at the event #TBC2024
on September 14-15.
Enjoy his presence for two full days 😉
#siamstr #bitcoin
และเช่นเดียวกับเวทีในวันแรก เรายังคงมีเทคโนโลยี Instant Speech to Text ฉายซับไทยขึ้นจอให้อ่านกันได้ทันที สำหรับผู้ที่ฟังเนื้อหาภาษาอังกฤษบางเวทีไม่ถนัด (และซับอังกฤษสำหรับเนื้อหาภาษาไทยให้ชาวต่างชาติเข้าใจด้วยเช่นกัน)
เนื้อหา Day 2 ส่งท้ายงานจะจุใจยิ่งกว่าวันแรกขนาดไหน ไปดูพร้อมกันเลยครับ 👇
----------
𝐌𝐚𝐜𝐡𝐚𝐧𝐤𝐮𝐫𝐚: 𝐄𝐧𝐚𝐛𝐥𝐢𝐧𝐠 𝐁𝐢𝐭𝐜𝐨𝐢𝐧 𝐟𝐨𝐫 𝐭𝐡𝐞 𝐆𝐥𝐨𝐛𝐚𝐥 𝐒𝐨𝐮𝐭𝐡 (EN) | Kgothatso Ngako
เคลียร์ชัด ๆ กับความเข้าใจผิดที่ว่า “ถ้าไม่มีเน็ต บิตคอยน์ก็ตายแล้ว” เพราะคุณ Kgothatso Ngako ผู้ก่อตั้ง Machankura จะมาสาธิตเทคโนโลยีการรับส่งบิตคอยน์แบบไม่ต้องง้อสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ต นี่คือพัฒนาการครั้งสำคัญที่ช่วยให้คนยากจนและด้อยโอกาสในพื้นที่ประสบวิกฤติภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงในแอฟริกา สามารถเข้าถึงและใช้งานบิตคอยน์เพื่อการค้าขายแลกเปลี่ยน เอาชีวิตรอด และกลับมามีความหวังได้อีกครั้ง
----------
𝐒𝐭𝐨𝐫𝐢𝐞𝐬 𝐟𝐫𝐨𝐦 𝐭𝐡𝐞 𝐑𝐢𝐝𝐞 𝐨𝐟 𝐏𝐚𝐬𝐬𝐚𝐠𝐞 (EN) | Captain Sidd (Evan)
บิตคอยเนอร์หนุ่มอเมริกันที่ออกเดินทางไปงานบิตคอยน์ต่าง ๆ มาแล้วมากกว่า 30 ครั้งในหลายประเทศ ก่อนจะตกหลุมรักและลงหลักปักฐาน ณ เมืองไทย และได้ริเริ่มโปรแกรมทัวร์ Ride of Passage ที่เขาย้ำนักย้ำหนาว่า ถ้าคุณอยากเป็นคนเดิมต่อไป ได้โปรดอย่าตัดสินใจเข้าร่วมการเดินทางนี้ โดยในเวทีนี้
====================
𝐋𝐮𝐧𝐜𝐡 𝐁𝐫𝐞𝐚𝐤 พักกลางวัน 1 ชั่วโมง
====================
𝐁𝐮𝐢𝐥𝐝𝐢𝐧𝐠 𝐚 𝐁𝐢𝐭𝐜𝐨𝐢𝐧 𝐂𝐨𝐦𝐦𝐮𝐧𝐢𝐭𝐲 𝐢𝐧 𝐓𝐡𝐚𝐢𝐥𝐚𝐧𝐝 (TH) | Chatupon, ยู ปิยวรรณ, Jakk Goodday และ เพียว Cat Money
เมื่อเรามีเงินที่ดี คอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก! ร่วมฟังมุมมองของ 4 หัวหอกคนสำคัญเบื้องหลังการผลักดันชุมชนบิตคอยน์ไทยยุคหลัง นำทีมโดย
𝐒𝐢𝐜𝐤 𝐌𝐨𝐧𝐞𝐲, 𝐒𝐢𝐜𝐤 𝐁𝐨𝐝𝐲, 𝐚𝐧𝐝 𝐒𝐢𝐜𝐤 𝐒𝐨𝐜𝐢𝐞𝐭𝐲 (TH) | หมอเอก fastingfatdentis
เมื่อ Wealth และ Health คือสองเรื่องที่ระบบการศึกษาไม่อยากสอน ทั้งที่มันสอดประสานเป็นเรื่องเดียวกันในชีวิตของพวกเรา “หมอเอก"
𝐎𝐮𝐭 𝐨𝐟 𝐓𝐡𝐢𝐧 𝐀𝐢𝐫 (TH) | ปกป้อง Thai Ratel
ไขปริศนา “เงินอากาศธาตุ” คืออะไรกันแน่ เข้าใจกลไกการเสกเงินตั้งแต่หน้าแท่นพิมพ์จนถึงตัวเลขดิจิทัลบนแอปฯ ในมือถือ แล้วคุณอาจจะขนลุกว่าแม้แต่อากาศธาตุที่จับต้องไม่ได้ ก็ยังอาจมีค่ามากกว่าเงินที่คุณทำงานหนักหามาทั้งชีวิต! เผยกันแบบหมดเปลือกโดย “ปกป้อง”
และนี่คือเนื้อหาจากเวที Main Stage Day 2 แบบเต็มอิ่มส่งท้ายงาน TBC2024 แต่ยังมีเซอร์ไพรส์สุดประทับใจที่เราขออุบไว้รอเปิดเผยให้ผู้ที่ได้มาร่วมงานนี้เท่านั้น
หลังจบงานนี้ พวกเราจะเว้นการจัดงานไปสักพักใหญ่ ๆ และเราก็ไม่อยากให้คุณพลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้ บัตรยังพอมี ซื้อหาจับจองได้ที่
ในโอกาสวันแม่ปีนี้ ขอส่งมอบความรักและความปรารถนาดีแด่คุณแม่ทุกท่าน และลูก ๆ ทุกคน
ขอให้คุณแม่ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขกายสบายใจ และขอให้ลูก ๆ ทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต
ในยุคปัจจุบันนี้ การส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานเป็นสิ่งสำคัญ พิจารณาเลือกเครื่องมือส่งต่อที่เข้มแข็ง พวกเราขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวในการวางแผนอนาคตอย่างมั่นคง
ขอให้ทุกท่านมีวันแม่ที่อบอุ่นและมีความสุขนะคะ 💖
#Siamstr
งานหนนี้เรามาแบบสุดพิเศษด้วยเทคโนโลยี instant speech to text ฉายซับไทยขึ้นจอให้อ่านกันได้ทันที สำหรับผู้ที่ฟังเนื้อหาภาษาอังกฤษบางเวทีไม่ถนัด (และซับอังกฤษสำหรับต่างชาติที่ฟังไทยไม่ออกเช่นกัน) เนื้อหา Day 1 มีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมกันเลยครับ
----------
𝐎𝐩𝐞𝐧𝐢𝐧𝐠 𝐒𝐡𝐨𝐰𝐜𝐚𝐬𝐞 & 𝐎𝐩𝐞𝐧𝐢𝐧𝐠 𝐑𝐞𝐦𝐚𝐫𝐤𝐬 (TH/EN)
เปิดหัวช่วงเช้ากันด้วย “Opening Showcase” การแสดงแบบนาฏศิลป์รำไทยร่วมสมัยประกอบดนตรีสากลในธีม “เลิกทาสเลิกเฟียต” โดยทีมงาน “ครูเต้ (Gujaba)” หนึ่งในสมาชิกคอมมูนิตี้บิตคอยน์ไทย และ “Opening Remarks” (TH/EN) สั้น ๆ โดย “อ. พิริยะ สัมพันธารักษ์” ปิรันย่าของเรานั่นเอง เพื่อเร้าอารมณ์ก่อนเริ่มงาน Bitcoin Thailand ครั้งที่ 2 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
----------
𝐌𝐚𝐤𝐞 𝐒𝐚𝐯𝐢𝐧𝐠𝐬 𝐆𝐫𝐞𝐚𝐭 𝐀𝐠𝐚𝐢𝐧 (TH) | ดร. วิชิต ซ้ายเกล้า (พี่ชิต)
เริ่มหัวข้อแรกอย่างเป็นทางการกับ “พี่ชิต” บิดาแห่งวงการคราฟต์เบียร์ไทย ผู้ให้กำเนิด Chit Beer และถือได้ว่าเป็นบิตคอยเนอร์คนแรก ๆ ของประเทศไทย พี่ชิตจะมาขยี้ปมปัญหาสังคมให้คุณเข้าใจ ด้วยน้ำเสียงและลีลาดุเดือดเร้าใจอันเป็นเอกลักษณ์ ในประเด็นที่ว่า “เงินเฟ้อ” คือคดีอาญา มันคือการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ปล้นประชาชนกิน และทำไม Bitcoin ถึงเป็นทางออกให้คนตัวเล็ก ๆ เลิกจนและขยับฐานะทางชนชั้นได้ และจะทำให้อารยธรรมมนุษย์กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง และหากยังไม่หนำใจ ตามไปฟัง CHIT Talk Uncensored กันต่อได้ที่ Dinner Party ตอนหัวค่ำ (บัตรแยกในราคาเพียง 1,500 บาทเท่านั้น รวมอาหารบุฟเฟต์และเครื่องดื่มคราฟต์แล้ว คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้วนะ)
----------
𝐔𝐧𝐟𝐨𝐥𝐝𝐢𝐧𝐠 𝐅𝐢𝐚𝐭 𝐃𝐞𝐛𝐭 𝐒𝐥𝐚𝐯𝐞𝐫𝐲 (TH) | ดร. บิ๊ก และ อ. พิริยะ
“ดร. บิ๊ก” (ดร. ณปภัช ปิยไชยกุล) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน จากช่องยูทูบชื่อดัง The BIG Secret จะมาร่วมพูดคุยกับ กับ อ.พิริยะ ในประเด็นเปิดโลก ว่าทำไมเราทุกคนจึงเป็นทาสในระบบเฟียตมาตั้งแต่เกิด และ Bitcoin จะช่วยให้เราหลุดพ้นสภาวะถูกกดขี่ในระบบนี้ได้อย่างไร ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่มีโอกาสโคจรมาพบกันบนเวที การันตีสาระและความสนุกคุ้มค่าสมการรอคอย
----------
𝐇𝐨𝐰 𝐁𝐢𝐭𝐜𝐨𝐢𝐧 𝐢𝐬 𝐇𝐞𝐥𝐩𝐢𝐧𝐠 𝐃𝐞𝐯𝐞𝐥𝐨𝐩𝐢𝐧𝐠 𝐂𝐨𝐦𝐦𝐮𝐧𝐢𝐭𝐢𝐞𝐬 (EN) | Jimmy Kostro
Bitcoin fixes life & hope มอบความหวังและคืนชีวิตให้ผู้คนที่ด้อยโอกาสได้อย่างไร หัวข้อเนื้อหาลึกซึ้งตรึงใจโดยคุณ Jimmy Kostro ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Kostro Foundation ที่ริเริ่มโปรเจกต์เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นบิตคอยน์เพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ บนพื้นที่ห่างไกล และโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดอย่าง Bitcoin Learning Center ณ เชียงใหม่ เพื่อให้ความรู้และผลักดัน Bitcoin adoption ที่มอบคุณค่าให้คนทั่วไปได้อย่างแท้จริง
----------
𝐂𝐨𝐧𝐭𝐞𝐧𝐭 𝐀𝐠𝐚𝐢𝐧𝐬𝐭 𝐭𝐡𝐞 𝐌𝐚𝐜𝐡𝐢𝐧𝐞 (TH) | TIP_NZ, Pong SUPERTOMMO และ Isora Hata
ต่อด้วยหัวข้อร้อน ๆ ร่วมสมัย เมื่อศิลปินและครีเอเตอร์ในยุคที่อัลกอริทึมและเอไอกำลังท้าทายวงการอย่างหนัก แล้ว Bitcoin จะมอบทางรอด ทางเลือก หรือทางออกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงได้อย่างไร? ร่วมพูดคุยกันแบบเนื้อ ๆ โดย Pong SUPERTOMMO ยูทูบเบอร์หนุ่มที่เป็นอาจารย์สอนแคลลูลัสได้นิดหน่อย TIP_NZ ศิลปินฮิปฮอปหญิงที่ฮ็อตที่สุดในวงการบิตคอยน์ และ อิสระ ฮาตะ ยูทูบเบอร์ระดับท็อปของไทยจาก RUBSARB Production
----------
𝐁𝐢𝐭𝐜𝐨𝐢𝐧 𝐚𝐧𝐝 𝐌𝐨𝐫𝐚𝐥𝐢𝐭𝐲 (EN) | Mu'aawiyah Tucker
ทำไมเงินเฟียตถึงผิดศีลธรรมและขัดกับหลักศาสนา? และแท้จริงแล้วมีการบิดเบือนคัมภีร์คำสอนที่ทำให้เหล่า fiat banker แทรกซึมเข้ามาในศาสนาต่าง ๆ หรือไม่ ความผิดเพี้ยนนี้จะสร้างความเสียหายรุนแรงขนาดไหน และจริง ๆ แล้วทำไมบิตคอยน์อาจมีคุณสมบัติถูกต้องตามหลักศาสนาอย่างแท้จริง ร่วมถกเถียงค้นหาคำตอบกับ “มูฮาวิยา ทักเกอร์” บิตคอยเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา ถึงคำถามที่ยังค้างคาใจหลาย ๆ คนทั่วโลก ในเวทีที่หาฟังที่ไหนไม่ได้และอาจเปิดโลกในมุมมองทางจิตวิญญาณในแบบที่คุณคาดไม่ถึงมาก่อน
====================
𝐋𝐮𝐧𝐜𝐡 𝐁𝐫𝐞𝐚𝐤 พักกลางวัน 1 ชั่วโมง
====================
𝐓𝐫𝐚𝐧𝐬𝐟𝐨𝐫𝐦𝐢𝐧𝐠 𝐄𝐧𝐞𝐫𝐠𝐲 𝐈𝐧𝐝𝐮𝐬𝐭𝐫𝐲 𝐰𝐢𝐭𝐡 𝐁𝐢𝐭𝐜𝐨𝐢𝐧 𝐌𝐢𝐧𝐢𝐧𝐠 (TH) | เจ ชยุตม์, พิชชา, Piccolo และ ครูอ้อม
“เจ” ชยุตม์ อนุกูลการย์ (CEO, Cryptodrilling) พิชชา สุทธิกุล (นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทน) Piccolo (ผู้ก่อตั้ง BOB Spaces, ผู้ร่วมก่อตั้ง PeerPower) และ “ครูอ้อม” วัชราภรณ์ ดอนแสง (Founder, DigDig และ CodeKids) จะมาร่วมพูดคุยตีแผ่เบื้องหน้าเบื้องหลังอุตสาหกรรมพลังงานและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ที่ดูเหมือนจะกำลังเดินหลงทาง และการขุด Bitcoin จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ..และมันจะแก้ได้จริง ๆ หรือ? ถือเป็นอีกหนึ่งหัวข้อร้อนแรงแห่งยุคที่หาฟังที่ไหนไม่ได้ง่าย ๆ
----------
𝐄𝐧𝐚𝐛𝐥𝐢𝐧𝐠 𝐁𝐢𝐭𝐜𝐨𝐢𝐧 𝐋𝐢𝐠𝐡𝐭𝐧𝐢𝐧𝐠 𝐢𝐧 𝐒𝐨𝐮𝐭𝐡𝐞𝐚𝐬𝐭 𝐀𝐬𝐢𝐚 (EN) | Albert Buu
เชื่อว่าหลายคนคงจะจดจำบิตคอยเนอร์หนุ่มสุดเท่จากงาน BTC2023 ปีก่อนอย่าง Albert Buu แห่ง NeutronPay ได้เป็นอย่างดี โดยบนเวทีล่าสุดในปีนี้ หนุ่ม Buu สุดคูลจะกลับมาอัปเดตพัฒนาการของ NeutronPay ในรูปแบบที่เหมือนแอป “กระเป๋าตังค์” ที่จะเชื่อมต่อโลกของเงินเฟียตเข้ากับบิตคอยน์ได้อย่างแนบเนียน และพกพาไปใช้จ่ายที่ไหนก็ได้ทั่วโลกราวกับเวทย์มนต์
----------
𝐒𝐭𝐚𝐫𝐭𝐢𝐧𝐠 𝐚 𝐁𝐢𝐭𝐜𝐨𝐢𝐧 𝐁𝐮𝐬𝐢𝐧𝐞𝐬𝐬 (EN) | Piccolo
ได้เวลาพบกับ 1 ใน 4 เสาหลักของวงการบิตคอยน์ในไทย “Piccolo” ผู้ก่อตั้ง BOB Spaces ซึ่งคอยทำหน้าที่เสมือนแหล่งพบปะและบ่มเพาะบิตคอยเนอร์นานาชาติ ณ ใจกลางเมืองหลวงของไทย โดยให้ทุนและการสนับสนุนธุรกิจและการพัฒนาบิตคอยน์ในหลากหลายรูปแบบ จากอดีตผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุนขนาดยักษ์ภายใต้โลกเงินเฟียต กลายมาเป็นผู้ผลักดันอุตสาหกรรมเหมืองขุดและธุรกิจเกี่ยวกับบิตคอยน์คนสำคัญของวงการ ถือเป็นเนื้อหาที่ผ่านการตกผลึกทางความคิดจากสปีกเกอร์ที่มีลีลาการนำเสนอได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันมากที่สุดคนหนึ่งในงาน
----------
𝐓𝐡𝐞 𝐁𝐢𝐭𝐜𝐨𝐢𝐧 𝐒𝐭𝐫𝐚𝐭𝐞𝐠𝐢𝐞𝐬 (TH) | ลุงโฉลก และ อ. พิริยะ สัมพันธารักษ์
ปิดท้ายวันแรกด้วยเวทีที่หลายคนเรียกว่าช่วง “ลุงโฉลกแจกกาว” พร้อมกับลูกชายเสียงนุ่มสุดหล่อ “อ. พิริยะ สัมพันธารักษ์” โดยมีคุณเฟิร์นคอยเป็นกรรมการไม่ให้ตีกันเองกลางเวที! มาร่วมรับฟังมุมมอง แนวคิด และหลักธรรมะด้านการลงทุน รวมทั้งกลยุทธในการเอาตัวรอดและเตรียมตัวรวยในสภาวะปัจจุบัน ไปจนถึงมุมมองต่ออนาคตของบิตคอยน์ สูดกาวกันให้เต็มปอด ก่อนไปเสพความสุขกันใน Dinner Party ช่วงค่ำ!
----------
นี่คือเนื้อหาที่เต็มไปด้วยมุมมองและข้อมูลเชิงลึกที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ โดยเหล่าสปีกเกอร์ชื่อดังที่ล้วนคร่ำหวอดในวงการ จากเวที Main Stage วันแรก (14 กันยายน) ที่เราสามารถเปิดเผยได้ในตอนนี้ เพราะจริง ๆ ยังมีประสบการณ์สุดประทับใจไว้รอเปิดเผยให้เฉพาะผู้ที่ได้ไปงาน TBC2024 เท่านั้นอีกด้วย
เราไม่อยากให้คุณพลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้ บัตรยังพอมี จับจองได้ที่
.
Mastering Bitcoin Security with Hardware Wallets & U2F
เริ่มต้นด้วยพี่บิต (ศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์) จาก Bitcast ที่จะมาแนะนำวิธีการใช้ Bitcoin hardware wallet และ U2F (Universal 2nd Factor : อีกรูปแบบหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยใช้ ฮาร์ดแวร์ ตัวอย่างเช่น Unikey เป็นต้น) ในเวิร์คช็อปนี้เราจะได้เรียนรู้และทดลองใช้เครื่องมือเหล่านี้ เรียนรู้วิธีการ ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจปูทางไปสู่การเก็บออมบิตคอยน์ในขั้นตอนต่อไป
.
Bitcoin and Banking Business
โดย Sagun Garg (Global Innovation Director, Julius Baer) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Private Wealth Banking ที่มองเห็นถึงอนาคตของ Bitcoin ในการเป็น Digital Private Bank เพื่อการบริหารความมั่งคั่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสินทรัพย์มูลค่าสูง ธนาคารต่าง ๆ และกลุ่มผู้ที่ต้องการส่งต่อความมั่งคั่งให้ครอบครัวและลูกหลาน
.
Exploring Nostr จับมือทำ
ทำความรู้จักและเรียนรู้วิธีการใช้งาน Nostr อย่างสนุกสนานเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเสรีไร้ตัวกลางนี้ไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งพูดคุยและสอบถามปัญหาต่างๆ แบบจับมือทำตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงเส้นชัย Speaker ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อาร์ม (Notoshi) และ มิวนิค (หลาม) จากทีม Right Shift นั่นเอง เรียกว่าจบคลาสนี้คุณจะสามารถโลดแล่นได้อย่างเพลิดเพลินไปกับชาวคอมมูนิตี้ Siamstr บนทุ่งม่วงได้อย่างแน่นอน
.
Lightning Wallet สำหรับร้านค้า จับมือทำ
มาเรียนรู้และทำความเข้าใจแนวทางในการเปิดรับชำระไลท์นิงเบื้องต้น ศึกษาความเสี่ยงและทางเลือกต่าง ๆ สำหรับร้านค้าของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพียงแค่มีมือถือเครื่องเดียวในมือคุณ
พี่อาร์ม มิวนิค และอาจารย์ขิงจาก Right Shift จะมาทำหน้าที่แนะนำการเลือกใช้และตั้งค่า Lightning Wallet สำหรับร้านค้าทั่วไปกันแบบละเอียดเจาะลึก แต่เข้าใจได้ง่ายและทำตามได้เลย
.
Basic Mining Setup with S9
สุดท้าย BOB Space จะมาแนะนำวิธีการติดตั้งและใช้งานเครื่องขุดบิตคอยน์ ASIC S9 แบบจับมือทำ ในเวิร์กช็อปนี้คุณจะได้เรียนรู้วิธีการเริ่มต้นขุด Bitcoin ที่บ้าน ซึ่งถึงแม้จะเริ่มต้นในตอนนี้ก็ยังไม่สาย (อย่างที่คุณได้เห็นว่ากำลังขุดบิตคอยน์ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา) คุณจะได้รับคำแนะนำทีละขั้นตอนจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณสามารถนำความรู้ทั้งหมดนี้ไปใช้งานได้ทันที
.
เวที Beginner Stage นี้ จะมีขึ้นตลอดทั้งวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน สำหรับเวทีนี้เราจะเน้นไปที่การเรียนรู้และทดลองทำจริง ๆ สำหรับผู้สนใจศึกษาบิตคอยน์ที่มองหาใครสักคนมาสอนแบบจับมือทำและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดไปพร้อม ๆ กัน เหมาะกับมือใหม่ก็เรียนได้ และมือเก่าที่อยากทบทวนความรู้ก็เรียนดี
ผู้เริ่มต้นศึกษาบิตคอยน์และสนใจเข้าร่วม Beginner Stage บัตรเข้างานยังมีจำหน่าย แต่เหลือจำนวนไม่มาก ไม่อยากให้พลาด แล้วพบกันในงานครับบบบบบ
ซื้อด้วยเงินบาท >>
เต็มอิ่มกับเนื้อหาด้านเทคโนโลยีและพัฒนาการต่าง ๆ ของบิตคอยน์ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง รวมทั้งการนำพัฒนาการเหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิดการใช้งานจริงๆ จุดเด่นของเวทีนี้คือพัฒนาการต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอครึ่งนึงมาจากฝีมือของคนไทยเราเลยนะครับ
เริ่มกันด้วยนักพัฒนาขาวไทย คุณ Aekasit Guruvanich จากทีม “Krutt” ผู้พัฒนาวอลเล็ต Bitcoin แบบ self-custody ที่ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับการทำธุรกรรมทางการเงินแบบ Bitcoin-only DeFi บน Lightning Network เตรียมพบกับการนำเสนอผลงานและวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความง่ายในการใช้งานและความปลอดภัยในการทำธุรกรรม
.
ต่อด้วยคุณ Darius ที่จะมาแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับ "Lnfi" โซลูชัน layer 2.5 บน Lightning Network และเทคโนโลยีใหม่อย่าง Taproot Assets ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้การทำ tokenization เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
คุณ Neil Woodfine ผู้พัฒนา "Ark Protocol" ซึ่งเป็นโปรโตคอลบน Bitcoin layer 2 ที่สามารถชนกับ Lightning Network ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ กับธุรกรรมนอกเชนในรูปแบบ Out-of-Round Transactions ด้วยเทคโนโลยี Virtual UTXO ที่จะช่วยให้การทำธุรกรรมเร็วและปลอดภัยมากขึ้น
.
คุณ Passapol Eamsakul (
สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้โครงสร้างพื้นฐานของ Lightning Node จากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการจัด Workshop มาแล้ว 4 ครั้ง อย่างคุณตี๋
Wendy Ding ผู้พัฒนาและก่อตั้งไคลเอนต์ “